เรื่องจริง 10 เรื่องเกี่ยวกับความฝันที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน


“ความฝัน” เรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับทุกคน แต่กลับเป็นสิ่งที่สร้างความสงสัยให้กับใครหลายคนในเวลาเดียวกัน วันนี้จึงได้เอาเรื่องจริงเกี่ยวกับความฝัน เพื่อคลายข้อสงสัยให้กับคำถามหลายๆ คำถามที่ยังไม่มีใครตอบคุณได้มาฝาก จะเป็นหนึ่งในสิ่งที่คุณก็เคยสงสัยหรือไม่นั้น มาดูกัน…
การฝัน ใน แง่มุมของนักวิทยาศาสตร์  นับเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติของสมอง ซึ่งบางส่วนยังคงทำงานสานต่อกันเป็น การเห็น ได้ยินและสัมผัสต่างๆ โดยปราศจากการควบคุมจากซีรีบรัม (Cerebrum) ทำให้ความฝันทั้งหมดแปลกและพิสดารเกินกว่าจะเกิดขึ้นในชีวิตจริงได้
ในแง่มุมของนักจิตวิเคราะห์นั้น ถือว่า ความฝัน เป็นสิ่งสะท้อนจิตในส่วนลึกตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ทั้งความสุข สมหวัง ความทุกข์และความผิดหวัง จึงสามารถนำความฝันมาใช้ในการทำจิตบำบัด (Psychotherapy) แก่ผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตได้สิ่งที่มีอิทธิพลกับความฝัน มีดังนี้
1. สภาพจิตใจ
2. การแพ้อาหารหรือยาบางชนิด
3. การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก ซึ่งรบกวนการนอนหลับอย่างสงบ
4. การเจ็บไข้ได้ป่วย
5. สภาพแวดล้อมของห้องนอน เช่น อากาศร้อน-เย็น แสงสว่างหรือเสียงที่รบกวน ล้วนสร้างความกดดันให้แก่ร่างกายและจิตใจและอาจสะท้อนออกมาในความฝันได้
6. การมีรอบเดือน อาจมีอิทธิพลต่อผู้หญิงบางคน
7. ทิศทางของที่นอน บางคนแนะนำว่า ถ้าคุณหันหัวนอนไปทางขั้วแม่เหล็กโลกขั้วเหนือ (North pole) เพื่อให้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าในร่างกายเราสอดคล้องกับสนามแม่เหล็กโลก ซึ่งจะทำให้คนเรามีความกลมกลืนกับพลังงานตามธรรมชาติ ช่วยให้หลับได้สนิท
10 เรื่องจริงของความฝันที่คุณอาจไม่เคยรู้
1. คนตาบอดก็ฝันได้!!
โดยจะแบ่งคนตาบอดได้เป็น 2 กรณี คือตาบอดแต่กำเนิด ที่เมื่อฝันจะไม่สามารถเห็นภาพใดๆได้ เพราะไม่มีพื้นฐานของภาพนั้นๆมาก่อน แต่จะฝันเป็นเสียง สัมผัส และรสชาติเท่านั้น ส่วนคนที่ไม่ได้บอดแต่กำเนิดจะฝันเห็นเป็นภาพได้ เพราะมีภาพอยู่ในหัวอยู่แล้ว
2. คนเราจำความฝันได้แค่ 10% เท่านั้น
แม้หลังจาก 5 นาที ที่ตื่นนอน เราจะยังพอจำความฝันนั้นได้  แต่เมื่อผ่านไป 10 นาที เราก็จะหลงเหลือมันไปจนเพียงแค่ 10% ในหัวเท่านั้น ดังนั้นหากใครฝันถึงเลขเด็ด ควรรีบจดไว้อย่างไว
3. ใครๆ ก็ฝันได้
ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ก็ฝันก็ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะชาติไหน ภาษาอะไร อายุเท่าไรก็ตาม  แต่ที่บางคนบอกมาว่าตัวเองไม่เคยฝันอาจเป็นเพราะตนเองจำความฝันไม่ได้ มากกว่า
4. ความฝันทำให้ไม่เป็นโรคจิต!!
ว่ากันว่าความฝันเป็นการะบายความรู้สึกภายในใจออกมา ทำให้เราได้ปลดปล่อยความเครียด ซึ่งเมื่อใดที่เราไม่ได้นอน นอนไม่เพียงพอจัด หรือโดนปลุกกลางคันบ่อยๆ จะทำให้ความเครียดสะสมอยู่ในใจ จนอาจจะกลายเป็นโรคจิตเลยก็ได้
5. เราจะฝันในสิ่งที่รู้เท่านั้น
แม้เราอาจเคยคิดว่าตัวเองฝันถึงคนแปลกหน้า แต่จริงๆแล้วคนเหล่านั้น ต่างเป็นคนที่เคยผ่านตาเรามาก่อน(สักครั้งหนึ่ง) แต่อาจเป็นเพราะเจำไม่ได้ก็เท่านั้น แต่เรื่องของการไร้ขอบเขตของความฝันนั้นมันเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นแล้วก็ได้
6. ไม่ใช่ทุกคนที่จะฝันเป็นสีสัน
มีเพียง12 % ของความฝันของทั้งหมดเท่านั้นที่จะเป็นสีขาวดำ ส่วนที่เหลือนั้นจะมีความฝันเป็นภาพสีแบบที่เรามองเห็นอยู่ทุกวัน แต่บางทีคนก็บอกว่าตัวเองฝันเป็นสีหรือขาวดำทั้งหมด นั่นเพราะว่าคนๆนั้น เลือกที่จะจำความฝันแค่บางส่วนเท่านั้นนั่นเอง
7. ความฝันไม่ใช่คำทำนาย
อาจมีความเชื่อว่าความฝันคือลางบอกเหตุการณ์ในอนาคต หรือเป็นสัญลักษณ์เพื่อบอกไบ้ราวต่างๆ ทั้งๆที่จริงๆ อาจจะเป็นแค่ภาพที่ตัวเราเองสร้างขึ้นมา
8. สารเสพติดมีผลต่อความฝัน
เพราะสารเสพติดมีผลต่อระบบประสาทและสมอง จึงอาจจะทำให้ผู้ที่ใช้มันมีความฝันที่แปลกๆ โลดโผนกว่าทั่วไปสักหน่อย และหากเป็นฝันร้าย ก็จะมีจะมีความเสมือนกว่ามากด้วยเช่นกัน
9. ฝันตกจากที่สูงเพราะสมองเข้าใจผิด
เป็นอาการที่เกิดในขณะที่หลับตื้นๆ ขณะกำลังเข้าสู่ภาวะหลับลึก หรือที่เรียกทางการแพทย์ว่า  “ฮิปนิก (hypnic)” สันนิฐานว่าเกิดจากการที่สมองเข้าใจผิดจากการที่ร่างกายเข้าสู่ภาวะผ่อนคลาย จึงตอบสนองโดยการเกร็งกล้ามเนื้อประคองตัว ทำให้สะดุ้งตื่นนั่นเอง
10. เด็ก 3 ขวบฝันร้ายมากกว่าเด็กโต
เด็กเล็กที่ตื่นขึ้นมาร้องไห้ตอนกลางดึก นั่นเป็นเพราะฝันร้าย เนื่องจากเด็กๆยังไม่สามารถจัดเรียงข้อมูลที่ตัวเองพบเจอมาได้ดีนัก จึงแสดงออกมาเป็นฝันที่ซับซ้อน วุ่นวาย ทำให้เด็กตื่นกลัวได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก   stou.ac.thและ.indepencil.com

ที่มา : tartoh