ไทยชนะมาเลเซีย 2:0 ศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ เจอนัดสอง 20 ธ.ค. นี้


ผลการแข่งขันฟุตบอล เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ รอบชิงชนะเลิศนัดแรกระหว่างทีมชาติไทย กับทีมชาติมาเลเซีย ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน วันนี้(17ธ.ค.) จบการแข่งขันไทยชนะมาเลเซีย2:0

โดยจบครึ่งแรก (45 นาที) ไม่มีใครทำประตูได้เสมอ ด้วยสกอร์ 0:0      เริ่มครึ่งหลังทีมไทยมีโอกาสได้ลุ้นประตูหลายครั้ง    จนถึงนาทีที่70ไทยได้จุดโทษ    โดยชาริล    ชัปปุยส์ยิงทำประตูให้ไทยนำมาเลเซีย1:0

จากนั้นนาทีที่85ไทยยิงได้อีก1ประตูโดยเกริกฤทธิ์    ทวีกาญจน์    ทำให้ไทยนำมาเลเซียเป็น2:0    จบการแข่งขันไทยชนะมาเลเซีย2:0

สำหรับนัดสองในวันที่ 20 ธ.ค. จะพบกันที่สนามบูกิต จาลิล มาเลเซียเวลา19.00น.ช่อง7สีถ่ายทอดสด

 

ยุทธการหักพิษสง เสือ(เหลือง)เฒ่า!

ในที่สุดศึกฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนแผ่นดินอุษาคเนย์อย่าง “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ” ก็เดินทางเข้าสู่การแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศกันแล้ว

โดย “คู่ชิงชนะเลิศ” ก็อย่างที่ทราบกันดีว่าเป็นการพบกันระหว่าง “ช้างศึก” ทีมชาติไทย กับ “เสือเหลือง” ทีมชาติ มาเลเซีย

สำหรับขุนพล “ช้างศึก” นั้นการเข้าชิงชนะเลิศถือว่าไม่ใช่เรื่อง “เซอร์ไพร์ส” แต่อย่างใดเพราะก่อนหน้าการแข่งขันจะเริ่ม ทีมชาติไทย ในฐานะ “แชมป์” 3 สมัย ที่มีฟอร์มการเล่นดีวันดีคืนภายใต้การคุมทีมของ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง นั้นถูกคาดหมายเอาไว้อยู่แวว่าเป็น “เต็งแชมป์” ในปีนี้

แต่สำหรับขุนพล “เสือเหลือง” การทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศมาได้นั้นเป็นะไรที่ต้องบอกว่า “เซอร์ไพรส์” แบบสุดๆ

เพราะก่อนทัวร์นาเมนท์จะเริ่มปฏิเสธไม่ได้ว่า ทีมชาติมาเลเซีย ภายใต้การคุมทีมของ ดอลเลาะห์ ซาลเลห์ นั้น มีผลงานที่ย่ำแย่เป็นอย่างมาก

นับตั้งแต่กุนซือวัย 51 ปีก้าวขึ้นกุมบังเยนขุนพล “เสือเหลือง” เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ดอลเลาะห์ สามารถพาทีมเก็บชัยชนะได้เพียงแมทช์เดียวและแพ้ไปถึง 4 แมทช์ด้วยกัน

ก่อนถึงศึก “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ” และ 2 จาก 4 ก็เป็นการแพ้ต่อทีม “คู่ปรับ” ในอาเซียนอย่าง อินโดนีเซียและ เวียดนาม ด้วย

นอกจากนั้นตัวผู้เล่นที่เรียกเข้ามาสู่ทีมก็กลับไปดึงผู้เล่นที่มีอายุมากและหลุดวงโคจรในนามทีมชาติไปแล้วกลับมาเป็นแกนหลักในทีมจนถูกสบประมาทว่าเป็นทีม “เสือเหลืองเฒ่า” ก็ไม่ปาน

ด้วยเหตุนี้ ทีมชาติมาเลเซีย ที่แม้จะเคยผงาดคว้า “แชมป์” รายการนี้ได้หนึ่งสมัยเมื่อปี 2010 จึงไม่ได้ถูกจับตามองและคาดหมายเป็นอันดับต้นๆว่าจะสามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

มิหนำซ้ำเมื่อการแข่งขันดำเนินไปถึงครึ่งทางในรอบแบ่งกลุ่มขุนพล “เสือเหลือง” ก็ฟอร์มไม่ดีตามเนื้อผ้าจริงๆ เมื่อทำได้เพียงแค่เสมอกับ ทีมชาติเมียนมาร์ และพ่ายแพ้ ทีมชาติไทย

จน “สถานการณ์” ของทีมนั้นร่อแร่จะตกรอบอยู่มะลอมมะล่อ แถมยังมีเรื่องราวนอกสนามที่ดาวยิงคนดังอย่างซาฟิอี ซาลี ถูกจับภาพได้ขณะน่งสูบบุหรี่อยู่ที่ร้านอาหารหลังเกมที่พ่ายแพ้ให้กับขุนพล “ช้างศึก” จนถูกแฟนบอลและสื่อมวลชนในประเทศวิจพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

เช่นนั้นไม่ว่าจะมองเหลี่ยมไหนในเรื่องราวที่ดำเนินมาถึงจุดนี้ ขุนพล “เสือเหลือง” แทบจะไม่มีโอกาสเลยที่จะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้เลย อย่าว่าแต่รอบชิงชนะเลิศเลยแค่เพียงรอบรองชนะเลิศก็ยังแทบจะเป็นไปไม่ได้

ทว่าไม่น่าเชื่อว่า “เหตุการณ์” หลังจากที่กล่าวมากลับกลายเป็นตรงกันข้าม

เมื่อ ทีมชาติมาเลเซีย สามารถเอาชนะ ทีมชาติสิงคโปร์ “เจ้าภาพ” ร่วมในรอบแบ่งกลุ่มพร้อมกับก้าวเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้ ก่อนจะเข้ามาหักด่าน ทีมชาติเวียดนาม “เต็งแชมป์” อีกหนึ่งทีมได้ทั้งที่เป็นฝ่ายออกตัวพ่ายแพ้คาถ้ำเสือเหลืองไปก่อนในเลกแรก 1 – 2

แต่สุดท้ายก็กลับมาถล่มเอาชนะ ทีมชาติเวียดนามได้ ในบ้าน 4 – 2 จนพลิก “สถานการณ์” เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

มันจึงเป็นเรื่อง “เซอร์ไพรส์” ของศึก “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ” อย่างแท้จริง

และนำมาซึ่งคำถามต่อไปว่าเพราะอะไร “เสือเหลือง” จึงกลับมาผงาดในรอบชิงชนะเลิศได้ครั้งทั้งที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดในรอบแรกรวมถึงรอบรองชนะเลิศมาแล้ว

คำตอบก็คงต้องบอกว่าเป็นเพราะ “พิษสง” ของเหล่านักเตะที่ถูกขนานนามและปรามาสว่าเป็น “เสือเหลืองเฒ่า” นั่นเอง

ชูคอร์ อดาน กัปตันทีมวัย 35 ปี , อินดรา ปุตรา มาหายุดดิน และ อัมรี ยาห์ยา 2 ตัวริมเส้นจอมเก๋าในวัย 33 ปี , บาดรี่ ราดซี่ มิดฟิลด์สุดแกร่งวัย 32 ปี หรือแม้แต่ ซาฟิอี ซาลี ดาวยิงคนเก่งวัย 30 ปี คือเหล่า “คีย์แมน”สำคัญในความสำเร็จของ ทีมชาติมาเลเซีย ที่ทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้

โดยเฉพาะ 2 นัดสำคัญที่หักดิบเอาชนะ ทีมชาติสิงคโปร์ ในรอบแรก และบุกไปเอาชนะ ทีมชาติเวียดนาม ได้ถึงถิ่นในรอบรองชนะเลิศเลก 2 บรรดานักเตะที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมและเป็นส่วนสำคัญที่นำมาซึ่งชัยชนะของทีม

ดังนั้นเกมที่จะพบกับ “ช้างศึก” ในเย็นวันนี้เชื่อเหลือเกินว่า ทีมชาติมาเลเซีย นั้น จะใช้ “พิษสง” ของเสือ(เหลือง)เฒ่า เล่นงาน ทีมชาติไทย อย่างแน่นอน

หากแต่มันจะร้ายแรงถึงขนาดสามารถพิชิต “ช้างศึก” ได้หรือไม่นั้นเป็นสิ่งที่ต้องรอติดตาม

เนื้อหาโดย Hot Score

hot-score