‘คลาร่า’ เผยชีวิตเปลี่ยน เพราะนุ่งเลกกิ้งไปงานขว้างบอล(ชมคลิป)


 

ในรายการแฮปปี้ ทูเกตเตอร์ 3 (Happy Together 3) ทางช่อง KBS2 ของเกาหลี นักแสดงสาวสุดเซ็กซี่ หุ่นขยี้ใจชาย คลาร่า ลี (Clara Lee) ได้มาเป็นแขกรับเชิญพร้อมทั้งให้สัมภาษณ์ เปิดเผยความรู้สึกหลังจากชีวิตเธอเปลี่ยนไปนับตั้งแต่ ใส่กางเกงเลกกิ้งลายทางรัดติ้วสุดซี้ด ไปร่วมงานขว้างลูกเบสบอลเปิดการแข่งขัน

พอคลาร่าเดินเข้ามาทุกสายตาก็มุ่งไปที่เธอหมดเลย

แม่ขนุนหนังเอ๊ยสะโพกของคลาร่า

คลาร่า ตอนทักทายผู้ชมในสนาม
คลาร่า กล่าวว่า หลังจากที่ใส่กางเกงเลกกิ้งรัดรูปโชว์สัดส่วน เรียวขายาวสุดเซ็กซี่ ไปร่วมงานขว้างบอลเปิดการแข่งขันเบสบอลครั้งนั้น ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากมาย ชื่อ “คลาร่า” เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ฉันได้งานถ่ายภาพยนตร์ ตอนที่ได้ไปร่วมข้างบอลเปิดการแข่งขัน ฉันได้รับการติดต่อก่อนหน้าการแข่งขันเพียง 3 วัน ฉันก็เลยพยายามซ้อมการขว้างมาตลอด 3 วัน เมื่อฉันได้มายืนบนแท่นขว้าง เสียงของผู้คนในสนามมันกึกก้องไปหมด ทำให้รู้สึกตื่นเต้นมากๆ ฉันกระโดดขึ้นไปบนเนินพิชเชอร์โดยไม่รู้ตัว มันสนุกมากๆ

ท่าเตรียมพร้อมที่เรียกเสียงฮือทั้งสนาม

จะขว้างแล้วนะคะ..โอปป้า

ระวังให้ดี!!! มองที่บอลสิคะโอปป้า
พิธีกร กล่าวในรายการว่าเดาว่าเรื่องนี้คงทำให้การเงินของคุณดีขึ้นแน่ๆ ทาง คลาร่า ตอบกลับว่า “รายได้ของฉันเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าตัว ก่อนหน้านี้ ฉันมีรายได้จากงานละครเท่านั้น ฉันไม่มีงานโฆษณาเข้ามาเลย ความฝันของฉัน คือ อยากจะมีรูปที่สนามบินบ้าง บางทีนี่อาจเป็นสัญลักษณ์ของคนที่มีชื่อเสียงแล้ว”
กางเกงเลคกิ้งในตำนาน พาสาวคลาร่าแจ้งเกิดในวันนั้น
พิธีกร ถามต่อ แล้วนักข่าวเหล่านั้นเขารู้ได้อย่างไรว่าคุณอยู่ที่สนามบิน ผมอยากรู้จริงๆ ด้าน คลาร่า กล่าวว่า “มีวันหนึ่งที่ฉันอยู่ที่สนามบิน ผู้คนเข้ามาดูฉันเต็มไปหมด แถมยังถ่ายรูปกันเยอะมาก ฉันรู้สึกมีความสุขจริงๆ ค่ะ”

XXX อยากรู้มั๊ย กว่าจะมาเป็น(นางเอก)หนัง เอวี ภาคจบ 18+ จ้า


นอกจากทางเดินหน้าเข้าสู่วงการเอวีแล้ว ชีวิตหลังจากนั้นของพวกเธอก็เป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจอยู่เช่นเดียวกัน มีนักแสดงสาวจำนวนไม่น้อยที่มีอนาคตสดใส แม้จะเคยผ่านธุรกิจแห่งความบันเทิงประเภทเร้าอารมณ์เพศทำนองนั้นไปแล้ว แต่ก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่ถลำลึกไปไกลยิ่งกว่าเดิม

อนาคตอันสดใส? 

แม้จะมีรายได้ที่ดี แต่ทุกคนรู้ว่าการเป็นนางเอกเอวีคงจะไม่ใช่อาชีพที่ยืนยาวได้ อย่างดีอาจจะแค่ 4 – 5 ปี แต่ก็มีดาราสาวบางคนที่ต้องการอยู่ในวงการนี้ให้นานไปกว่านั้น ซึ่งสาว ๆ ส่วนใหญ่ก็หวังว่าวงการเอวีจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งในชีวิต บางคนมองไปถึงวงการบันเทิงกระแสหลัก ขณะที่สาว ๆ บางคนก็วางแผนชีวิตเอาไว้ว่า หากเก็บเงินได้ซักก้อน ความฝันในเรื่องต่าง ๆ ก็มีโอกาสเป็นจริงมากขึ้น

ด้านนักแสดงเอวีที่ขอไปต่อในวงการบันเทิงต้องพูดถึง โซระ อาโออิ ขวัญใจของหลาย ๆ คนด้วยอย่างแน่นอน ดาวเด่นแห่งเอวีรายนี้ทำงานอยู่ 9 ปีเต็มก่อนจะโบกมือลา และพยายามสร้างชื่อในวงการบันเทิงสายหลักต่อไป “ฉันคิดเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วค่ะ ว่าธุรกิจสายนี้คงจะทำไม่ได้จนถึงอายุมาก ๆ แต่ความจริงฉันก็ไม่ได้คิดว่าจะทำอยู่นานขนาดนี้ แปลกใจตัวเองเหมือนกัน เพื่อนที่เริ่มงานมาด้วยกันบางคนก็ไม่ได้มีเป้าหมายแบบนี้ แต่สำหรับฉันอย่างจะใช้เส้นทางนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการเดินในธุรกิจสายบันเทิงอื่น ๆ ต่อไป”

ขณะเดียวกันหลังยุติบทบาทในวงการเอวีไป สาวบางคนต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ และเก็บ “เสี้ยวหนึ่งในชีวิต” ในฐานะนางเอกหนังวาบหวามเอาไว้เป็นความลับตลอดกาล แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่บางคนก็ทำสำเร็จ

ซาโอริ ซึจิยะ (ชื่อในวงการ) คือหนึ่งในสาวที่สามารถฝังความลับเรื่องนี้เอาไว้ได้ “ตอนนี้ฉันเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยค่ะ เป็นสถานศึกษาเดียวกันกับที่ฉันเคยพักการเรียนเอาไว้ ระหว่างเข้าวงการเอวี ฉันไม่ได้บอกเรื่องประสบการณ์การทำงานในวงการนี้ให้ใครรู้เลย”

“ฉันเริ่มทำงานเป็นนักแสดงเอวีตอนซักปี 2004 และออกจากธุรกิจไปตอนปลาย ๆ 2008” ซึจิยะ กล่าว “ฉันสงสัยอยากรู้อยากเห็นน่ะค่ะ แล้วเงินมันก็ดีด้วย”

ปัจจุบันมีดาราเอวีหลายคน ที่ประสบความสำเร็จบนกับวงการบันเทิงด้านสว่าง สาว ๆ หลายคนได้เล่นหนัง, มีบทบาทในรายการโทรทัศน์ภาคดึก หรือกระทั่งได้ออกซิงเกิลเพลง อย่าง ไอคาวะ นาโอะ นั้นถึงกับได้ร่วมรับงานแสดงในซีรีส์ยอดมนุษย์ โกออนเจอร์ ด้วย ซึ่งเรียกว่าเธอกลายเป็นดาราเอวีรายแรก ๆ ที่ได้เล่นหนังซูเปอร์อีโรกันเลยทีเดียว

ขณะเดียวกันพวกเธอหลาย ๆ คนยังมีงานในต่างประเทศรออยู่ โดยเฉพาะเมื่อหนังเอวีของสาว ๆ แต่ละคนกลายเป็นสินค้าออกผิดกฎหมายของญี่ปุ่น ที่แทบจะเดินทางไปในทุกประเทศในแถบเอเชีย สาว ๆ เอวีหลาย ๆ คนจึงกลายเป็นนางในฝันของหนุ่ม ๆ ทั่วทั้งเอเชียไปด้วย

ซาโอริ ฮาระ และ มินามิ อามามิยะ หนึ่งในดาราเอวีที่ได้งานในต่างประเทศ กับการรับเล่นหนังเกรด 3 ของฮ่องกง ส่วน มิยาบิ ก็โด่งดังได้เล่นหนังอินโดนีเซียหลายเรื่อง เช่นเดียวกับ โซระ อาโออิ ที่ได้รับเล่นหนังในเมืองไทย แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นบทบาทประเภทเซ็กซี่วาบหวาม อาศัยความโด่งดังในการเป็นดาราเอวี มาสร้างจุดขายให้กับงานเสียมากกว่า

ต้องยอมรับว่า “อดีตดาราเอวี” ยากที่จะได้รับการยอมรับนับถือ “เทียบเท่ากับ” ดาราสาวทั่ว ๆ ไป แตกต่างจากดาราหนังเกรด 3 ชาวฮ่องกงอย่าง ซูฉี ที่กลายเป็นนักแสดงกระแสหลักได้อย่างเต็มตัว มีรางวัลการันตี และทิ้งภาพการเป็นดาวโป๊ไปโดยสิ้นเชิง แต่สำหรับสาวเอวีส่วนใหญ่ยังคงไม่สามารถก้าวผ่านกำแพงของความเซ็กซี่ และภาพความเป็นดาราเอวีไปได้

เอวีกับธุรกิจค้ากาม

อย่างไรก็ตามชีวิตไม่ได้มีแต่ด้านที่สดใส ดาราเอวีทุกคนก็ไม่ได้มีเส้นทางสายที่สวยงามรออยู่ทั้งหมด จำนวนไม่น้อยที่ต้องดิ้นรนในวงการนี้ไปอีกนาน บางคนเข้า ๆ ออก ๆ วงการเอวีอยู่หลายหน แม้จะประกาศการถอนตัวจากวงการไปแล้ว เพราะงานอื่น ๆ คงยากที่จะทำเงินให้กับพวกเธอได้ดีอย่างที่ได้รับในวงการเอวี

ขณะเดียวกันเมื่ออายุมากขึ้นค่าตัวก็ต่ำลงเรื่อย ๆ บางคนต้องหันไปเล่นหนังประเภทที่ไม่มีการเซนเซอร์ ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายในประเทศญี่ปุ่น และสาว ๆ บางคนถึงขั้นผันตัวเองไปสู่ธุรกิจค้าบริการทางเพศกันเลยก็มี

เมื่อ 2 ปีก่อน Weekly Playboy เคยตีพิมพ์บทความที่ตีแผ่ถึงความเกี่ยวข้องของวงการเอวี และธุรกิจค้าบริการทางเพศ และมีชื่อดาราดังแห่งวงการอย่าง มาเรีย โอซาว่า เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

บทความดังกล่าวเปิดเผยว่ามีดาราเอวีหลายคนที่ชีวิตต้องเดินทางไปสู่ธุรกิจค้ากาม กับรายได้ค่าตัวประมาณ 30,000 – 50,000 เยน และบางครั้งอาจจะขึ้นไปถึงหลักแสนเยน ที่ถือว่าดีทีเดียวสำหรับพวกเธอ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหญิงค้าบริการทั่วไปก็นับว่ามากกว่าถึง 3 – 4 เท่าเลยทีเดียว

โดยมีข่าวลือว่า มิยาบิ หรือ มาเรีย โอซาว่า นางเอกเอวีลูกครึ่งญี่ปุ่นแคนาดา ได้ตัดสินใจทำธุรกิจบริการกับคลับหรู Tora no Ana ในย่านชิบูยะ ด้วยค่าตัวประมาณ 150,000 เยนต่อ 70 นาที

ถือเป็นเรื่องปกติที่สาว ๆ จากวงการเอวีจะเดินหน้าเข้าสู่ธุรกิจทำนองนี้ แต่ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นกับดาราชื่อเสียงระดับรอง ๆ ลงไปเสียมากกว่า นายูกะ มิเนะ อดีตนักแสดงเอวีอีกคน กล่าวว่า “มันเป็นเรื่องธรรมดาของดาราเอวีชื่อไม่ดังส่วนใหญ่อยู่แล้วค่ะ แต่ก็เป็นเรื่องหายากอยู่เหมือนกัน ที่จะมีคนดังแบบเธอมาเปิดตัวในวงการนี้ แฟน ๆ ของเธอจะต้องตื่นเต้นกันแน่ ๆ”

นอกจากนั้นก็ยังมีดาราสาวหน้าอกโต ฮิโยริ ชิราอิชิ อีกคนที่ไปไกลกว่าวงการเอวี โดยเธอเคยหันหลังให้กับวงการไปถึง 6 ปี ก่อนจะกลับมารับงานแสดงอีกครั้ง และยังไปหาลำไพ่พิเศษที่คลับแห่งหนึ่งในย่านมินาโตะวอร์ดในแถบโตเกียวด้วย …

“หลังถอนตัวจากวงการไป เธอกลายเป็นสาวออฟฟิศธรรมดา ๆ แต่นี่คือการกลับมาด้วยเหตุผลพิเศษ เราไม่สามารถให้รายละเอียดอะไรผ่านเว็บไซต์ได้ เธอจะมาที่นี่เดือนละสองครั้ง ราคาอยู่ที่การเสนอของลูกค้า ซึ่งเธอจะรับหรือปฏิเสธก็ได้ เพราะฉะนั้นจะไม่มีการจ่ายค่าล่วงหน้า อย่างไรก็ตามมีคนสนใจในตัวเธอมาก ซึ่งคงทำให้เธอไม่ค่อยว่างซักเท่าไหร่นัก” เป็นคำแถลงจากคลับถึงเรื่องการรับงานพิเศษของ ชิราอิชิ

ซึ่งคนในวงการมองว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงผลกระทบโดยตรงของความเปลี่ยนแปลงในวงการเอวี ที่ค่าตัวของสาว ๆ ลดลง หลังการเข้ามาตีตลาดจากสื่ออินเตอร์เน็ต ที่มีผลทำให้ทุนสร้างของหนังแต่ละเรื่องลงลดไปด้วย “รายได้ของสาว ๆ เอวี เริ่มลดลง ในช่วงซัก 2 – 3 ปีที่ผ่านมานี่ ทุนสร้างของหนังแต่ละเรื่องจาก 3 – 4 ก็เหลือแค่ 2 – 3 ล้านเท่านั้น กับการทำงานในคลับและได้เงินมาง่าย ๆ 400,000 เยนต่อวัน ก็ถือว่าไม่เลวเลย”

แต่ก็ต้องจำเอาไว้ให้ดีด้วย อย่างที่คนวงในธุรกิจประเภทนี้ในญี่ปุ่นบอกเอาไว้ สุดท้ายลูกค้าอาจจะรู้สึกว่าตัวเองถูกหลอก หากเดินทางไปถึงที่ แล้วพบว่าสาวเอวีที่เล็งเอาไว้ ไม่ได้ทำงานอยู่ที่นี่อย่างที่มีการโฆษณากัน เพราะในบางครั้งชื่อ และภาพของพวกเธอ ก็เป็นเพียงลูกไม้ในการประชาสัมพันธ์ กับการเรียกร้องความสนใจ ดึงดูดลูกค้าเท่านั้น

จบชีวิตเอวี

อย่างไรก็ตามดาราเอวีหลายคนอาจจะพบกับเรื่องเศร้ามากไปกว่านั้น แม้อาชีพในวงการเอวีจะเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ได้รับการยอมรับในสังคมอยู่ระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการยอมรับอย่างเต็มร้อย สาว ๆ บางคนไม่สามารถหันหน้ากลับบ้าน พบกับพ่อแม่ได้อีก ขณะที่บางคนความกดดัน และประสบการณ์ในธุรกิจบันเทิงสายนี้ ก็สร้างบาดแผนชนิดไม่สามารถเยียวยาได้ จนต้องจบชีวิตไปก่อนวัยอันควร

มาคิโนดะ อายะ เป็นอดีตสมาชิกของวง L☆IS ศิลปินแนว Jpop ในยุค 90s ที่ไม่ประสบความสำเร็จ ต้องยุบวงไปหลังจากรวมตัวกันได้เพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น จนเธอต้องผันตัวไปรับงานประเภทเรซควีน หรือนางแบบในการแข่งขันรถยนต์แทนและหายหน้าหายตาไปพักใหญ่ ก่อนได้กลับมามีผลงานอีกครั้ง เป็นการสลัดผ้าถ่ายอัลบั้มนู้ด ซึ่งออกจำหน่ายไปเมื่อปี 2008 และหลังจากนั้นอีกเพียงปีเดียว เธอจึงก้าวเข้าสู่วงการหนังโป๊เอวีอย่างเต็มตัว จนในปี 2010 จึงมีรายงานข่าวการเสียชีวิตของเธอ

มาคิโนดะ ปลิดชีพตัวเอง ด้วยการกระโดดลงมาจากตึกสูงชั้นที่ 25 หลายฝ่ายเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากอาการป่วยทางจิต ขณะที่คนในวงการเอวีได้ให้ข้อมูลว่า ระยะหลังมักจะมีรอยแผลปรากฏที่บริเวณข้อมือ และแขนของเธอ นอกจากนั้นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาร่างกายของ อายะ ยังดูผ่ายผอมลงเป็นอย่างมาก ซึ่งหลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าเธอ อาจกำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้าด้วย

โนโซมิ โมโมอิ ก็เป็นดาราเอวีอีกคนที่ต้องจบชีวิตก่อนวัยอันควร เป็นการตายที่ผิดปกติ สาวที่ได้รับความนิยมด้วยคุณสมบัติ “หน้าใส+หน้าอกใหญ่” คนนี้ มีผลงานร่วม 100 เรื่อง และไม่ลังเลเลยที่จะรับบทประเภทต้องห้ามต่าง ๆ แต่สุดท้ายในปี 2002 ชื่อของเธอกลายเป็นข่าวใหญ่ กับการเสียชีวิตลงอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุถูกไฟคลอกตายในรถยนต์ เป็นการจากไปอย่างปริศนา ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่สามารถหาคำตอบได ว่าเหตุดังกล่าวจะเป็น อุบัติเหตุ, การฆ่าตัวตาย หรือฆาตกรรมกันแน่ และเกิดเสียงลือว่า ดาราสาวคนสวย อาจจะเป็นเหยื่อของพวกยากูซ่า ที่ต้องการเชือดไก่ให้ลิงดู แต่ก็ไม่มีใครยืนยันอะไรได้… ซึ่งหลังเสียชีวิตผลงานประเภทที่ “อันเซ็นเซอร์” ของเธอจำนวนมากมาย ก็หลุดไปสู่ตลาดมืดของธุรกิจเอวีญี่ปุ่นโดยทันที

ยังมี อิจิมะ ไอ คนดังที่จบชีวิตตัวเองไปโดยไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้ ว่าเพราะอะไรกันแน่ ส่วน มิยูกิ อาซาโอะ เด็กสาวจากตระกูลดี, ศิษย์เก่าของโรงเรียน Gakushuin ที่มีผลการเรียนเยี่ยม แต่กลับตัดสินใจเข้าวงการเอวี หลังการหย่าร้างของพ่อแม่ ว่ากันว่าเธอมีปัญหาชีวิตมากมาย เคยกรีดข้อมือตัวเองมาแล้ว ก่อนจะจบชีวิตด้วยการรมแก๊ส เป็นชีวิตที่เพื่อนสนิทคนหนึ่งบอกว่า เธอแทบจะไม่เคยมีความสุขเลย

คงไม่สามารถสรุปได้ว่าการเสียชีวิตของสาว ๆ เหล่านี้มีส่วนเกี่ยวพันอยู่กับอาชีพเป็น “นางเอกเอวี” ของพวกเธอเสียทั้งหมด แต่มันก็น่าจะมีอิทธิพลต่อชีวิตของพวกเธอส่วนหนึ่ง กับอาชีพที่แม้จะถูกกฎหมาย ได้รับการยอมรับจากสังคมอยู่บ้าง แต่คงยากที่จะเรียกว่าเป็นอาชีพที่ “ปกติธรรมดา”

 

XXX อยากรู้มั๊ย กว่าจะมาเป็น(นางเอก)หนัง เอวี ภาคต้น 18+ จ้า


เป็นเวลาหลายปีที่สาว ๆ จากแวดวง “วิดีโอสำหรับผู้ใหญ่” หรือ “เอวี” ของประเทศญี่ปุ่นได้กลายเป็นขวัญใจหนุ่ม ๆ ไปทั่วเอเชีย จากสินค้าส่งออกผิดกฎหมาย ที่เดินทางแบบใต้ดินไปยังประเทศต่าง ๆ และยิ่งไปเร็วและแรงเป็นหลายเท่า เมื่อเทคโนโลยีสื่อสารอย่างอินเตอร์เน็ทเดินทางมาถึง ที่แม้จะไม่ได้นำเม็ดเงินกลับคืนสู่แผ่นดินแม่โดยตรง แต่ก็เป็นสินค้าทางวัฒนธรรม ที่สร้างภาพอีกด้านให้กับประเทศญี่ปุ่น ในสายตาของหนุ่ม ๆ ประเทศต่าง ๆ จนหญิงสาวเหล่านี้กลายเป็นแฟนตาซีทางเพศของเด็กชายที่เริ่มเติบโตกลายเป็นหนุ่มทุกคน

ย้อนหลังไปที่จุดเริ่มต้น ความบันเทิงทางภาพยนตร์ที่ว่ากันด้วยเรื่องทางเพศของญี่ปุ่นนั้นเริ่มต้นขึ้นในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เริ่มมีโรงหนังที่ฉายกันเฉพาะหนังพิเศษขึ้นตามแหล่งต่าง ๆ ของเมืองใหญ่อย่างโตเกียว

หนังโป๊ของญี่ปุ่นในยุคนั้นมีชื่อเรียกกันว่า “พิงค์ ฟิล์ม” เป็นผลงานที่มีความยาวประมาณ 1 ชั่วโมง, ถ่ายทำด้วยต้นทุนที่จำกัดจำเขี่ย และแน่นอนว่ามีจุดขายอยู่ที่ฉากเซ็กซี่ แต่ก็ถือว่าไม่ได้วาบหวิวชนิดเรตเอ็กซ์ แต่ยังคงต้องผลิตกันภายในระบบเซ็นเซอร์ที่ค่อนข้างเข้มงวด

พิงค์ ฟิล์ม รุ่งเรืองอยู่หลายปีจนกระทั่งเข้าสู่ยุค 80s เค้าลางแห่งความเปลี่ยนแปลงก็เดินทางมาถึง หลังเครื่องเล่นวิดีโอเทป เริ่มได้รับความนิยมจนกลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประจำของทุกบ้าน ความบันเทิงที่ตอบสนองต่อความรู้สึกทางเพศ ก็ตามไปอยู่ในบ้านของชาวญี่ปุ่นด้วย

มีข้อมูลบันทักว่า “วิดีโอสำหรับผู้ใหญ่” หรือ adult videos หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า AV นั้นมีจุดเริ่มต้นในปี 1982 ที่ผลงานแนวนี้เริ่มออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรก ประกอบกับในปี 1984 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกกฎหมายเซนเซอร์ฉบับใหม่ที่ยิ่งทำให้วันคืนของ “ฟิงค์ ฟิล์ม” จบสิ้นลงรวดเร็วขึ้นในเวลาเดียวกัน ตรงกันข้าม จนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีเม็ดเงินหมุมเวียนอยู่มหาศาล ในเวลาเดียวกันก็ดึงดูดให้สาว ๆ เข้ามาในวงการนี้มากมาย

การทำงานของพวกเธอก็เรียกว่าเป็นนักแสดงอาชีพอย่างแท้จริง ต้องฝ่านการฝึกซ้อม, มีทักษะทางการแสดง คนที่จะประสบความสำเร็จได้จริง ๆ ก็ต้องทุ่มเทให้กับอาชีพกันอย่างจริงจังเท่านั้น อย่างที่เคยมีคลิปการฝึกซ้อมท่าทางสำหรับการแสดงบทรักในหนังเอวีของดาราสาว ซึโบมิ ที่นอกจากจะต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมแล้ว ก็ยังต้องฝึกฝนการออกเสียงครวญครางให้ได้อารมณ์สมจริงสมจังด้วย

ส่วนดาราสาว ยูอิ ทัตสึมิ ดาราเอวีอีกคนที่เดินทางเข้ามารับงานในเมืองไทย เคยเปิดเผยให้กับให้สัมภาษณ์กับ Manager Lite ถึงขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนเข้าฉากร่วมรักว่า ต้องทำกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อให้ตัวเองดูดีที่สุด ทั้งกำจัดขนบนตัวบ้างเพื่อความมั่นใจ, ดูแลดูแลสะโพกซึ่งเธอคิดว่าเป็นจุดขายที่สำคัญที่สุด ด้วยการนั่งบนหมอนรูปโดนัท เพราะจะช่วยให้สะโพกของตัวเองไม่ผายออกและดูเข้ารูปมากกว่าการนั่งกับพื้นปกติที่จะทำให้สะโพกของยูอิดูใหญ่มากกว่าเดิม นอกจากนี้ก็ทาครีม หรือพอกตัวร่างกายดูผุดผ่องเป็นที่ต้องตาสำหรับหนุ่ม ๆ มากที่สุด้วย

ใคร ๆ ก็เป็นดาราเอวี

มีคำกล่าวอ้างที่ว่าผู้หญิงญี่ปุ่น 1 ใน 200 คน ต้องเคยปรากฏตัวอยู่ในเอวีมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของอาชีพอย่างเป็นการเป็นงาน หรือเป็นเพียงมือสมัครเล่น เป็นการกะประมาณของคนในอุตสาหกรรมนี้ที่ต้องยอมรับว่ายังไม่ได้มีหลักฐานใด ๆ มาอ้างอิงชัดเจน

คำกล่าวอ้างที่ว่ามาจากเว็บไซต์ News-postseven.com ซึ่งรายงานเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยมีคำอธิบายว่า ในปี ๆ หนึ่งญี่ปุ่นจะผลิตหนังเอวี ซึ่งรวมทั้งงานที่ออกจำหน่ายในรูปแบบ DVD (หรือวิดีโอ) กันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงที่เป็นงานประเภทใต้ดินผิดกฎหมาย และเผยแพร่กันทางอินเตอร์เน็ต รวมแล้วประมาณ 35,000 เรื่องต่อปี เฉลี่ยแล้วจะมีหนังใหม่ ๆ ให้ดูกันถึงวันละร่วม 100 เรื่องกันเลยทีเดียว

ใคร ๆ ก็เป็นดาราเอวี

มีคำกล่าวอ้างที่ว่าผู้หญิงญี่ปุ่น 1 ใน 200 คน ต้องเคยปรากฏตัวอยู่ในเอวีมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของอาชีพอย่างเป็นการเป็นงาน หรือเป็นเพียงมือสมัครเล่น เป็นการกะประมาณของคนในอุตสาหกรรมนี้ที่ต้องยอมรับว่ายังไม่ได้มีหลักฐานใด ๆ มาอ้างอิงชัดเจน

คำกล่าวอ้างที่ว่ามาจากเว็บไซต์ News-postseven.com ซึ่งรายงานเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยมีคำอธิบายว่า ในปี ๆ หนึ่งญี่ปุ่นจะผลิตหนังเอวี ซึ่งรวมทั้งงานที่ออกจำหน่ายในรูปแบบ DVD (หรือวิดีโอ) กันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงที่เป็นงานประเภทใต้ดินผิดกฎหมาย และเผยแพร่กันทางอินเตอร์เน็ต รวมแล้วประมาณ 35,000 เรื่องต่อปี เฉลี่ยแล้วจะมีหนังใหม่ ๆ ให้ดูกันถึงวันละร่วม 100 เรื่องกันเลยทีเดียว

หนังเอวีนั้นแทบจะมีนำเสนอกันในทุกรูปแบบ ตามแต่เงินทุน และตอบสนองความรู้สึกทางเพศทุกอย่าง ทั้งหนังที่ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าฉากแสดงการมีเพศสัมพันธ์ หรืองานที่มีเนื้อหาจับต้องได้เป็นเรื่องเป็นราว และบางครั้งก็จำลองสถานการณ์ประเภทฉากข่มขืน การลวนลามทางเพศออกมาอย่างสมจริงสมจังสำหรับผู้มีรสนิยมไปในทำนองนั้นโดยเฉพาะ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้แต่ละปีจะมีดาราเอวีหน้าใหม่อยู่ราว 2,000 – 3,000 คน และว่ากันว่ามีผู้หญิงที่ทำงานในสายนี้อยู่ถึงร่วม 150,000 คนกันเลยทีเดียว ซึ่งหากคำนวณตัวเลขที่ว่ากับจำนวนผู้หญิงอายุระหว่าง 19 – 55 ปี ที่มีอยู่ประมาณ 30 ล้านคน ก็หมายความว่ามีดาราเอวีอยู่ในสัดส่วนถึง 1 ใน 200 กันเลยทีเดียว

แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถยืนยันถึงตัวเลขที่ว่าได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเอวีเป็นวงการที่หญิงสาวหลายคนสมัครใจเดินเข้ามาเอง

สาวสวย-เงินดี

ในอดีตภาพของวงการเอวีเคยถูกผูกโยงเข้ากับพวกแก๊งองค์กรนอกกฎหมายอย่าง “ยากูซ่า” จึงมีเรื่องเล่าถึงการลวงผู้หญิงมาถ่ายหนังโป๊ และเอาเปรียบกดดันพวกเธอในทุกด้าน ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ใช่เรื่องจริง อย่างไรก็ตามภาพดังกล่าวก็ถือว่าเบาบางไปมากในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ผู้ผลิตหนังเอวีกลายเป็นบริษัทผลิตภาพยนตร์ ทำธุรกิจกันอย่างเต็มตัว ดาราหน้ากล้องโดยเฉพาะสาว ๆ ก็เป็นฝ่ายตัดสินใจเลือกเดินในทางสายนี้เอง

“คุณต้องการสาว ๆ ที่คุยเก่ง น่ารักสดใส, น่าสนใจ ส่วนใหญ่จะเข้ามาในวงการนี้เพื่อเงินกันทั้งนั้น อาจจะมีเหตุผลอื่นอยู่บ้าง แต่กลุ่มนี้ไม่ได้มีจำนวนมากหรอกค่ะ ฉันคิดว่ามีผู้หญิงเข้าวงการเอวีปีละประมาณส่วนใหญ่ก็เพราะเงินกันทั้งนั้น” สาวเอวีรายหนึ่งกล่าว

สาว ๆ ส่วนใหญ่ที่ก้าวเข้าสู่แวดงวงเอวียอมรับว่าเงินคือส่วนสำคัญที่สุด ที่ทำให้พวกเธอตัดสินใจเหยียบย่างเข้าสู่สายการแสดงที่อาจจะถือเป็น “ด้านมืด” แห่งวงการบันเทิงที่พวกเธออาจจะทำรายได้ถึงปีละ 7 – 20 ล้านเยนต่อปี

ซึ่งในกรณีที่มากที่สุดอาจจะถึง 300 ล้านเยน อย่างคราวของนักแสดงสาวระดับซูเปอร์สตาร์อย่าง มาเรีย ทาคางิ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ร่วม 112 ล้านบาท สำหรับสัญญา 1 ปีกับหนังประมาณ 30 เรื่องมาแล้ว ถือว่าไม่ใช่รายได้น้อย ๆ เลย บางครั้งการหาลำไพ่พิเศษ จึงอาจจะบานปลายกลายเป็นอาชีพระยะยาว และสำหรับบางคนก็มุ่งมั่นเดินเข้ามาในถนนสายเอวีเองอย่างตั้งใจ เพื่อเงินก้อนโต หรือหวังแจ้งเกิดในวงการบันเทิงกระแสหลักได้

ภาพชีวิตของสาว ๆ เอวียังถูกนำเสนอผ่านงานภาพยนตร์มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นด้านมืดที่ว่าด้วยชีวิตเสี้ยวหนึ่งของสาวเอวีผู้ล่วงลับอย่าง อิจิมะ ไอ ที่มีผลงานแนวเอวีมากกว่า 200 เรื่อง จนได้รับฉายาว่า Queen of AV ซึ่งเธอได้รีไทร์ตัวเองขณะที่โด่งดังสุดขีด จนต่อมาต้องจากไปก่อนวัยอันควร ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าส่วนหนึ่งมาจากความทรงจำอันเจ็บปวดในช่วงแห่งการทำงาน

ส่วน Running on Empty เลือกที่จะเล่าอีกด้านของชีวิตการเป็นดาราเอวี กับชีวิตจริงของ มิฮิโระ หญิงสาวจากจังหวัดนิงาตะ ที่เดินทางมาโตเกียวเพื่อการเป็นนักแสดง แต่หลังจากได้พบกับแมวมองของบริษัทผลิตหนัง AV เธอจึงตัดสินใจมุ่งเข้าสู่วงการบันเทิง ประเภทสำหรับผู้ใหญ่ ท่ามกลางการคัดค้านจากแฟนหนุ่ม และครอบครัว

เส้นทางเอวีจึงสามารถเป็นได้ทั้งหนทางแห่งความสว่างไสว และมืดมนได้พอ ๆ กัน ขึ้นอยู่กับตัวของสาว ๆ เองเท่านั้นที่จะมองถนนสายนี้เป็นจุดเริ่มต้น และจุดสุดท้ายในวงการบันเทิงของพวกเธอ (มีต่อตอนที่ 2 ตอนจบ)

 

น่ารักใส ๆ มุมใหม่ของเซ็กซี่ “โซระ อาโออิ”


เป็นส่วนหนึ่งในผลงานที่กำลังมาเเรงไม่ใช่น้อย สำหรับสาวเซ็กซี่ โซระ อาโออิ  ผู้รับบท “คายะ” วิศวกรคุมสายการผลิต ในภาพยนตร์  ไอฟาย…แต๊งกิ้ว…เลิฟยู้   จากค่ายหนังอารมณ์ดี GTH  เเต่ถึงในเรื่องจะรับบทบาทเป็นสาวใสน่ารัก ๆ ไม่เหมือนกับผลงานเรื่องเเรก ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น ที่มีความเซ็กซี่ให้ได้เห็น เเต่น่ารักใส ๆเเบบนี้ ก็กุมหัวใจหนุ่มไทยไว้ได้เหมือนเดิมนะเออ


ภาพประกอบจากอินสตาเเกรม

น้องเลย์ สาวสักลาย อัดคลิปเตือนสติวัยรุ่นที่คิดจะสัก ชาวเน็ตกดไลค์เพียบ


น้องเลย์ สาวสักลาย อัดคลิปเตือนสติวัยรุ่น
น้องเลย์ สาวสักลาย อัดคลิปเตือนสติวัยรุ่น

ชาวเน็ตกดไลค์เพียบ ! น้องเลย์ สาวสักลาย อัดคลิปเตือนสติวัยรุ่น พร้อมเล่าประสบการณ์หลังจากไปสัก

แชร์กันกระจายเลยล่ะค่ะ สำหรับคลิปของ “น้องเลย์” สาวหน้าตาน่ารักที่มีรอยสักเต็มตัว ที่เธอขอออกมาบอกเล่าประสบการณ์หลังจากตัดสินใจสักพร้อมกับฝากเตือนไปยังวัยรุ่นที่คิดจะสักด้วยว่า ถ้าสักแล้วจะต้องเจออุปสรรคหลายอย่าง ทั้งการถูกตำหนิติเตียนจากผู้ใหญ่ การสมัครรับเข้าทำงาน เป็นต้น งานนี้ชาวเน็ตแห่ชื่นชม กดไลค์ น้องเลย์ เพียบเลยล่ะ ก็แหม.. ทั้งสวย ทั้งให้แง่คิดแบบนี้ จะไม่ไลค์ยังไงไหว

โดยในคลิปดังกล่าว น้องเลย์ เผยว่า พอหลังจากที่เธอสักคุณแม่ก็เป็นห่วง แล้วก็บอกว่าสักอะไรเลอะเทอะ ส่วนคุณพ่อก็พูดเหมือนคนทั่วไปที่เขามองคนสัก แต่ทั้งนี้เธอก็บอกว่าการสักเป็นเรื่องความชื่นชอบส่วนบุคคล ถึงแม้จะมีรอยสักเยอะขนาดไหน แต่เธอก็ไม่ได้ทำตัวเหลวไหลหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เธอสักก็เป็นเงินของเธอ ส่วนน้อง ๆ ที่อยากสักก็อยากให้สักในร่มผ้าก่อน หรือใครอยากจะสักเยอะ ๆ ก็ควรวางแผนอนาคต ดูงานที่จะทำด้วย เพราะบางที่เขาไม่รับคนที่มีรอยสักเลย แต่ถ้าใครที่รู้ว่าสักแล้วจะมีปัญหาตามมา ก็ควรยับยั้งชั่งใจเอาไว้ก่อนดีกว่า..

เรียกได้ว่าเป็นสาวสวยที่เตือนสติน้อง ๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะบางคนอาจจะสักตามแฟชั่น หรือสักตามเพื่อน พอถึงวัยที่ต้องทำงาน รอยสักดังกล่าวก็อาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่เลยทีเดียว

http://video.postjung.com/iframe.php?id=80991
คลิป สาวสวย น่ารัก สักลาย โพสต์โดย คุณ karoll Chill สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม
ที่มา: กระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ karoll Chill สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

แอปเปิ้ล สีสะเหงียน กับแฟชั่นแนว ๆ น่ารักโดนใจ


แอปเปิ้ล สีสะเหงียน
แอปเปิ้ล สีสะเหงียน กับแฟชั่นการแต่งตัวแนว ๆ จะน่ารักโดนใจขนาดไหน มาดูกันเลย

แอปเปิ้ล สีสะเหงียน ไฮโซสาวลาวหน้าสวย ขวัญใจ ฟลุค จิระ กับแฟชั่นการแต่งตัวแนว ๆ ที่สาวไทยเห็นแล้วก็ต้องตามเทรนด์ เพราะบอกได้คำเดียวว่าเปิ๊ดสะก๊าดโดนใจสุด ๆ

นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักสาวน้อยหน้าใส แอปเปิ้ล-สีสะเหงียน สีหาราช สาวลาวไฮโซที่เป็นขวัญใจนักร้องหนุ่ม ฟลุค จิระ สมาชิกวงซีควินท์ ที่เพิ่งสร้างความฮือฮาให้แฟน ๆ ได้ตาลุกวาว เพราะล่าสุดหนุ่มฟลุคเพิ่งจะทุ่มเงินหลักล้านซื้อบ้านให้สาวแอปเปิ้ลเข้าไปอยู่ เรียกได้ว่าทำเอาสาว ๆ หลายคนอิจฉาสาวแอปเปิ้ลกันเป็นแถวเลยทีเดียว และด้วยความน่ารักสดใสของเธอ บวกกับการสไตล์การแต่งตัวน่ารัก ๆ สุดแนวที่ไม่เหมือนใคร ก็ทำเอาสาวไทยถึงกับต้องสมัครเป็นแฟนคลับและติดตามแฟชั่นของสาวน้อยคนนี้กันอยู่บ่อย ๆ และเพื่อเป็นการการันตีความน่ารักสดใส วันนี้กระปุกดอทคอมจึงได้รวบรวมเอาภาพสไตล์การแต่งตัวของสาวแอปเปิ้ลมาให้แฟน ๆ ได้ชมกันค่ะ ดูสิว่าจะน่ารักจะแนวแค่ไหน อย่ารอช้า… ไปชมกันเลย

แอปเปิ้ล สีสะเหงียน

แอปเปิ้ล สีสะเหงียน

แอปเปิ้ล สีสะเหงียน

แอปเปิ้ล สีสะเหงียน

แอปเปิ้ล สีสะเหงียน

แอปเปิ้ล สีสะเหงียน

แอปเปิ้ล สีสะเหงียน

แอปเปิ้ล สีสะเหงียน

แอปเปิ้ล สีสะเหงียน

แอปเปิ้ล สีสะเหงียน

แอปเปิ้ล สีสะเหงียน

แอปเปิ้ล สีสะเหงียน

แอปเปิ้ล สีสะเหงียน

แอปเปิ้ล สีสะเหงียน

แอปเปิ้ล สีสะเหงียน

แอปเปิ้ล สีสะเหงียน

แอปเปิ้ล สีสะเหงียน

แอปเปิ้ล สีสะเหงียน

แอปเปิ้ล สีสะเหงียน

        
ที่มา: women.kapook.com/view105158
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Instagram appleminiberry

มุกกี้ เน็ตไอดอล ประเดิมการแสดงเรื่องแรก ประกบคู่ ดีเจแมน-พัฒนพล ใน ซีรีส์บันทึกกรรม


****บรรดาแฟนคลับของสาวสวย  “มุกกี้ เน็ตไอดอล”  ไม่ควรพลาด  กับการแสดงครั้งแรกที่จะมาประกบคู่  “ดีเจแมน-พัฒนพล”  ใน ซีรีส์บันทึกกรรม  ตอน  “เชื้อกรรม”  ออกอากาศให้ได้ชมกันใน คืนวันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายนนี้  เวลา ห้าทุ่มสิบห้า ทางช่อง 3 ออริจินอล  และช่อง HD 33

****วันนี้เลยขอลงรูปเรียกน้ำย่อยกันก่อนจ้าาา

****งานนี้จะแซ่บ และเข้มข้นขนาดไหน?? ห้ามพลาดเด็ดขาดจ้า

ตามมาให้กำลัง มุกกี้ กันด้วยน้าาาา

ที่มา board.postjung.com/825918.html

เหล่านางฟ้าแห่ง Victoria’s Secret ถ่ายแบบริมทะเลแคริบเบียน


01 (1)

อู้ว!! เมื่อเหล่านางฟ้า ไม่ได้อยู่แค่บนฟ้า แต่สยายปีกแห่งความเซ็กซี่ริมหาดทราย! 

มันช่างเจริญหูเจริญตาจริงจริ๊ง เมื่อเหล่านางฟ้าแห่ง Victoria’s Secret มาเดินกรีดกราย เพียงแค่จรดปลายเท้าลงบนผืนทราย หนุ่มๆก็ละลายกันทั้งหาดแล้วจ้า..

วันนี้เราจะมาแอบส่องความเซ็กซี่และสดใสของนางฟ้า Victoria’s Secret กับการถ่ายแฟชั่นริมหาดทะเลแคริบเบียน งานนี้สาวๆก็โชว์หุ่นบางอ้อนแอ้น อวดสัดส่วนในชุดบิกินี่สีสันสดใส น่ารักน่ามองจนไม่อยากละสายตา และชมภาพเบื้องหลังการถ่าบแบบสุดเซ็กซี่ของ Candice Swanepoel 

มาชมภาพกันเลยจ้า!

02 (1)

06 (1)

07 (1) 08 (1) 05 (1) 03 (1) 04 (1)

ที่มา fanthai.com/?p=114481

XXX วาบหวิว…สยิวทรวง ชุดนักศึกษาไทยใครๆ ก็อยาก “แก้ไข”


“เสื้อแน่นอก กับกระโปรงสั้นเสมอ…?” ยังคงเป็นประเด็นให้กล่าวถึงกันอยู่ทุกยุคทุกสมัยเรื่องการแต่งกายของนิสิต-นักศึกษา กับกระแสแฟชั่นในเครื่องแบบยูนิฟอร์มที่ยังคงดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง จนเมื่อหลายปีก่อนผลโหวตจากแดนปลาดิบได้ฟันธงมาว่า “ชุดนักศึกษาไทยเซ็กซี่ที่สุดในโลก” เพราะทั้งฟิต ทั้งรัดแน่ปึ๋ง เดินๆ อยู่กระดุมกระเด็นก็มี แถมกระโปรงยังทั้งสั้นทั้งผ่า มองยังไง๊..ยังไง ก็ไม่ใช่เครื่องแบบนักศึกษาอย่างแน่นอน ส่งผลให้ปัจจุบันเว็บไซด์ญี่ปุ่นถึงกับอดใจไม่ไหวเอาชุดนักศึกษาไทยไปเป็นชุดคอสเพลย์เปิดขายในโลกออนไลน์กันอย่างเปิดเผย จนเกิดคำถามขึ้นมากมายว่าเหมาะสมหรือไม่ที่ชุดนักศึกษาอันทรงเกียรติ จะกลายไปเป็นชุดคอสเพลย์สำหรับแต่งเพื่อเน้นความเซ็กซี่ หรือเป็นสื่อเพื่อกระตุ้นทางเพศ วันนี้ Life on campus ได้ติดตามความคืบหน้าถึงโครงการรณรงค์แต่งกายให้ถูกระเบียบของมหาวิทยาลัยต่างๆ ถึงแนวทางการแก้ปัญหาที่ผ่านมาว่าประสบความสำเร็จหรือไม่อย่างไร

รณรงค์แต่งกายชุดนักศึกษา…วาระแห่งชาติ

การรณรงค์เรื่องการแต่งกายของนิสิต-นักศึกษาเป็นประเด็นที่มีการรณรงค์กันมานานแล้ว แต่เมื่อปี พ.ศ. 2552 ได้เกิดวิกฤตอย่างหนักเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของนักศึกษาไทยในสายตาของชาวต่างชาติ ที่มองแล้วชุดนักศึกษาหญิงของไทยนั้นเซ็กซี่เกินคำบรรยาย ซึ่งขัดกับวัฒนธรรมไทยอย่างยิ่ง ทั้งนี้องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้นิ่งนอนใจโดยกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงวัฒนธรรมได้ร่วมหารือกับมหาวิทยาลัยรัฐ และเอกชนกว่า 30 แห่ง เกี่ยวกับการแก้ปัญหานี้ จนเรียกได้ว่า “การรณรงค์การแต่งกายของนักศึกษาเป็นวาระการประชุมระดับชาติ” เกือบทุกแห่งในประเทศไทย ได้จัดโครงการต่างๆ ขึ้นมามากมาย และดำเนินการต่อเนื่องกันมาทุกปีจนถึงปัจจุบัน

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมตอบรับแนวทางแก้ปัญหาด้วยโครงการ “อีกนิดนะครับ…อีกนิดนะคะ” รณรงค์การแต่งกายถูกระเบียบ ให้สมกับเป็นเครื่องแบบพระราชทาน หรือโครงการ “ศิลปากรครบชุด” ของมหาวิทยาลัยศิลปากร ดำเนินการจากส่วนกลางโดยสโมสรนิสิตนักศึกษา รณรงค์เรื่องการแต่งกายให้ถูกระเบียบมหาวิทยาลัย และอาจจะมีการเปลี่ยนชื่อหรือปรับปรุงให้เข้ากับคณะหรือสาขาวิชา อย่างของคณะอักษรศาสตร์ก็จะใช้ชื่อว่า“อักษรเป๊ะ” ซึ่งเป็นการรณรงค์ในระดับของคณะ ทางด้านมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ก็ได้มีการรณรงค์เรื่องการแต่งกายนิสิตให้ถูกระเบียบ มีการจัดทำโครงการและโปสเตอร์รณรงค์ ขณะเดียวกันก็มีการรณรงค์ในแต่ละคณะด้วยเช่นกัน

ในส่วนของมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำอย่าง มหาวิทยาลัยรังสิต หอการค้า และธุรกิจบัณฑิต ที่ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษในเรื่องเครื่องแต่งกายของนักศึกษา จากสายตาคนภายนอกที่มักจะมองว่าผิดระเบียบเป็นส่วนใหญ่ ก็พร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ “DPU Smart” ของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต หรือ โครงการรณรงค์เรื่องเครื่องแต่งกายนักศึกษาเป็นของคณะนิเทศศาสตร์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิต ที่เน้นไปที่เครื่องแต่งกายของนักศึกษาหญิงโดยตรง เพื่อลดปัญหาภัยคุกคามทางเพศ ชื่อโครงการว่า “Stop crime” ด้วยเหตุผลจากการวิจัยพบว่าชุดนักศึกษานุ่งสั้น รัดติ้ว สามารถเพิ่มอาชญากรรมทางเพศในสังคมได้มากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มนักศึกษาจึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อลดปัญหาอาชญากรรมที่จะเกิดขึ้นกับนักศึกษาหญิงโดยเฉพาะ

แม้แต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เคยมีข้อถกเถียงมากมายเหลือเกินกับประเด็นการแต่งชุดนักศึกษา กล่าวว่า ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เองก็ได้มีการรณรงค์ในเรื่องนี้เหมือนกัน แต่จะเป็นในส่วนของการแต่งกายให้สุภาพมาเข้าเรียนมากกว่า ซึ่งไม่ได้เน้นว่าจะต้องเป็นการแต่งกายในเครื่องแบบนักศึกษาแต่อย่างใด ที่เห็นได้ชัด จะเป็นสายแพทย์และพยาบาลที่จะต้องแต่งเครื่องแบบให้ถูกระเบียบ เพราะจะมีการเข้าห้องแล็ป และชุดนักศึกษาก็ควรจะเป็นชุดที่ปลอดภัย ส่วนสายสังคมศาสตร์ก็จะไม่ได้เน้นว่าให้แต่งกายชุดนักศึกษาเข้าเรียน ใส่ชุดอะไรก็ได้แต่เน้นเป็นชุดสุภาพ เป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพ การรณรงค์จึงไม่ได้เน้นเรื่องเครื่องแบบนักศึกษาแต่เน้นเป็นชุดสุภาพ ตั้งแต่ปี 1 ถึง ปี 4

ยอมรับแก้ไม่ตก…เน้นปลูกฝังค่านิยม

แม้ว่าโครงการรณรงค์เรื่องเครื่องแต่งกายนิสิต-นักศึกษาจะได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลานาน และมีโครงการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่หลายมหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐ และเอกชน ได้ประเมินความสำเร็จของโครงการต่างๆ เป็นเสียงเดียวกันว่า โครงการรณรงค์เครื่องแต่งกายนักศึกษาที่ได้กระทำกันต่อเนื่องมาตลอดนั้น ถือว่าไม่ประสบผลสำเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ ยังคงมีนักศึกษาบางส่วนที่แต่งกายผิดระเบียบ โดยมหาวิทยาลัยรัฐบาลกล่าวว่า ในส่วนของนักศึกษาปี 1 หรือรุ่นน้องเฟรชชี่ ถือว่าประสบความสำเร็จถึง 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม ในเรื่องของการสร้างทัศนะคติ เพราะมีรุ่นพี่ที่คอยดูแลอยู่ ส่วนของนักศึกษาปี 2-4 ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในเรื่องของการปรับทรรศนะคติให้มองถึงประโยชน์แง่ดีในภาพลักษณ์ของการเป็นนักศึกษามากกว่า

อ.ลัดดาวัลย์ ผิวทองงาม รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาศักยภาพนิสิต มศว. กล่าวว่า “ความสำเร็จคงไม่ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังมีหลุดๆ อยู่บ้าง อย่างนิสิตปี 1 ก็จะค่อนข้างเรียบร้อยเพราะจะมีรุ่นพี่ดูแลอยู่ เด็กปี 1 ก็จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการแต่งกาย ส่วนใหญ่ที่มักจะเจอปัญหาก็จะเป็นรุ่นพี่ๆ ปี 2-4 ขึ้นไป ที่แต่งกายผิดระเบียบค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้น โครงการเหล่านี้ก็จะลงไปที่รุ่นพี่เป็นหลัก แต่ภาพโดยรวมแล้วก็ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี” 

หากจะวัดผลสำเร็จของโครงการคงจะทำได้ยาก แต่สิ่งที่มหาวิทยาลัยต่างมุ่งหวังนั่นก็คือ “การปลูกฝังค่านิยม และความตระหนักรู้” ให้กับนิสิต-นักศึกษาเป็นส่วนใหญ่ หรือในบางคณะก็อาจปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในสายวิชาชีพแล้วการแต่งกายก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งไม่ว่ามหาวิทยาลัยของรัฐบาลหรือเอกชน จะมีกฎและข้อบังคับที่ค่อนข้างเคร่งครัด อย่าง คณะแพทย์ ทันตแพทย์ และพยาบาล ก็ต้องแต่งกายให้ถูกระเบียบเป็นส่วนใหญ่ หรือในบางมหาวิทยาลัยที่ขอออกตัวเก๋ๆ ว่า “ศิลปากรไม่เป๊ะ…แต่ identity ชัดเจน” 

นักศึกษาศิลปากรภาพลักษณ์ส่วนใหญ่จะมองว่าเป็น “เด็กติสท์” ในความถูกระเบียบอาจจะไม่เป๊ะนัก การที่ทางมหาวิทยาลัยจะลงไปทำความเข้าใจกับนักศึกษาในแต่ละคณะอาจจะทำได้ค่อนข้างยาก เพราะมีความแตกต่างกันชัดเจน อย่างคณะโบราณคดี นักศึกษาจะส่วนใหญ่จะใส่กระโปรงยาวคลุมเข่า หรือคณะอักษรศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ก็จะกำหนดเลยว่าต้องเป็นกระโปรงพีชคลุมเข่า รองเท้าผ้าใบสีขาว หรือเด็กๆ ในคณะที่เกี่ยวกับศิลปะ การแต่งชุดนักศึกษาไปทำงานศิลปะก็อาจจะทำให้ดูเลอะเทอะ ตรงนี้ทางอาจารย์แต่ละรายวิชาก็อาจจะมีข้อยกเว้นเรื่องการแต่งกายได้

ในส่วนของมหาวิทยาลัยรังสิตเองก็เน้นไปที่การปลูกจิตสำนึกให้กับนักศึกษาเช่นกัน โดยตระหนักถึงภัยคุกคามต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับนักศึกษาหญิงที่แต่งกายไม่เรียบร้อย ว่า “การแต่งกายที่โป๊จนเกินไปของนักศึกษา เป็นต้นเหตุของการเกิดอาชญากรรม บางครั้งการรณรงค์ด้วยสื่อใดวิธีการใด ไม่ว่าจะเป็นป้าย เด็กก็แค่มองแล้วก็ผ่านไป แต่มันต้องสร้างจิตสำนึกว่าจะต้องระวังตัวเอง ทางมหาวิทยาลัยรังสิตจึงมีนโยบายให้อาจารย์ที่ปรึกษาคอยดูแลใกล้ชิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกทางหนึ่ง”

ความเข้มงวดที่แตกต่างของ ‘รัฐบาลและเอกชน’

หลายครั้งที่เราพยายามหาคำตอบถึงภาพลักษณ์และข้อแตกต่างระหว่างนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชน และรัฐบาล ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะมองว่า นักศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชนแต่งกายชุดนักศึกษาสไตล์แฟชั่น ที่รัดติ้ว กระโปรงสั้น มากกว่านักศึกษาของมหาวิทยาลัยรัฐบาล จนถึงกับแยกได้เลยว่า นี่คือนักศึกษาของมหาวิทยาลัยใด แต่จากการได้สอบถามไปยังอาจารย์และผู้ดูแลเกี่ยวกับกิจการนักศึกษาโดยตรง ทำให้ทราบว่า มหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งมีมาตรการในการควบคุมเรื่องเครื่องแต่งกายของนักศึกษาที่เข้มงวดในระดับหนึ่ง นอกจากโครงการรณรงค์แล้ว หลายมหาวิทยาลัยยังมีอาจารย์ฝ่ายวินัยคอยเดินตรวจ และหักคะแนนนักศึกษา เริ่มต้นจากการตักเตือน และตัดคะแนนความประพฤติในที่สุด

ด้าน ผศ.ดร.วันวร จะนู ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ม.ธุรกิจบัณฑิต กล่าวว่า“มหาวิทยาลัยเอกชนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากกว่ามหาวิทยาลัยรัฐบาลเสียอีก เพราะว่ามหาวิทยาลัยเอกชนต้องห่วงภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยด้วย ซึ่งมหาวิทยาลัยของรัฐบาลหลายแห่งอาจไม่จำเป็น ดูจากมหาวิทยาลัยเอกชนอื่นๆ เขาจะให้ความสำคัญกับเรื่องการแต่งกายของนักศึกษามาก มีมาตรการต่างๆ มากมาย ยกตัวอย่างผมเองที่เคยเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐบาลก็ไม่เคยมีการรณรงค์เรื่องนี้เท่าไหร่นัก เราก็แต่งกายค่อนข้างอิสระมากกว่า”

ตรงกันข้ามกับมหาวิทยาลัยรัฐบาลที่คนส่วนใหญ่ให้ความไว้วางใจในภาพลักษณ์ของนักศึกษาที่ออกมา แต่กลับพบว่า หลายมหาวิทยาลัยไม่ได้มีมาตรการที่เข้มงวด แต่ให้เหตุผลของความแตกต่างว่า การจะมองว่ามหาวิทยาลัยเอกชนแต่งกายผิดระเบียบมากกว่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด เพราะมหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งก็ได้มีมาตรการหรือโครงการรณรงค์เรื่องเครื่องแต่งกายเช่นเดียวกัน แต่อาจเป็นเพราะทัศนะคติที่ติดตัวเด็กมาตั้งแต่แรกอ.ลัดดาวัลย์ ผิวทองงาม รองจาก มศว. ได้อธิบายถึงความแตกต่างนี้ว่า

“อาจจะมีเรื่องของค่านิยมของตัวเด็กอยู่แล้วก่อนที่จะเลือกเข้าไปศึกษา มีทัศนะคติมุมมองกับเรื่องนี้ยังไง อย่าง มศว. ที่เป็นมหาลัยรัฐบาลส่วนใหญ่ก็จะมีแต่เด็กต่างจังหวัดที่สอบตรง เด็กที่แอดมิชชั่นเข้ามา ซึ่งเด็กเหล่านี้ก็อาจจะมีทัศนะคติที่ติดตัวมาพื้นๆ ไม่หวือหวา ตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยเอกชนดังๆ เด็กก็ต้องมีฐานะหน่อย ก็อาจจะมีมุมมอง และทัศนคติอีกแบบหนึ่ง ทางมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้เข้มงวดมาก ถือว่าปานกลาง มีเพียงการกล่าวตักเตือนเท่านั้น ส่วนใหญ่เด็กๆ ก็จะรู้กันเองมากกว่า”

เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยศิลปากรที่มองเรื่องค่านิยมที่ติดตัวนักศึกษามาก็มีส่วนสำคัญในเรื่องการแต่งกายแต่ส่วนที่สำคัญและหล่อหลอมให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยรัฐบาลส่วนใหญ่มีทัศนะคติและค่านิยมไปในทิศทางเดียวกันนั่นก็คือ การดูแลจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง โดยเริ่มหล่อหลอมตั้งแต่ปี 1 ที่ได้เข้ามาให้น้องๆ ได้รับรู้ถึงค่านิยมของมหาวิทยาลัยหรือคณะนั้นๆ ด้วยเช่นกัน

“ส่วนสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมค่านิยมเหล่านี้ เริ่มมาตั้งแต่ปี 1 ความเป็นปัจเจคที่ติดตัวมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลายจะถูกหลอมละลาย ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณกิจกรรมนักศึกษาที่มีส่วนช่วย พี่ๆ ก็มีส่วนช่วยให้น้องสามารถปรับตัวได้เมื่อเข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัย อย่างวิทยาเขตเพชรบุรีที่นักศึกษาปี 1 ส่วนใหญ่ต้องมาอยู่หอใน พี่ๆ ก็จะมีส่วนช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด สังคมที่อยู่ก็จะมีแต่รุ่นพี่ อาจารย์ บุคลากรของมหาวิทยาลัย ไม่มีคนนอกอยู่ นั่นจึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปแต่งกายวาบหวิว”

“ตระหนักรู้…แต่ยากที่จะปฏิบัติตาม”

แม้ปัจจุบันจะยังมีชุดนักศึกษาแบบผิดระเบียบตามแฟชั่นให้เราได้พบเห็นอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นส่วนน้อยจากมหาวิทยาลัยรัฐบาล หรือครึ่งๆ จากมหาวิทยาลัยเอกชน แต่ส่วนลึกๆ แล้วนิสิต-นักศึกษาส่วนใหญ่ตระหนักรู้ถึงประโยชน์และโทษของการแต่งกายผิดระเบียบ หรือวาบหวิว จนเกินขอบข่ายของชุดนักศึกษา รู้ว่าการแต่งโป๊จนเกินไปอาจนำมาซึ่งอาชญากรรมทางเพศได้ จากมุมมองของตัวนักศึกษาเองต้องบอกเลยว่า “ตระหนักรู้ แต่ก็ยากที่จะปฏิบัติตาม” ส่วนใหญ่เข้าใจและตระหนักถึงสิ่งที่มหาวิทยาลัย และสิ่งที่อาจารย์กำลังสื่อสาร แต่การเข้าใจและรู้ว่าระเบียบของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร กับการปฏิบัติบางทีมันก็เป็นไปได้ยาก

โดยเฉพาะกับเด็กนักเรียนนักศึกษาสมัยที่เรียกว่า “Gen Y และ Gen Z” จะมีความเข้าใจว่า การแต่งกายให้ถูกระเบียบหรือสุภาพเรียบร้อยเหล่านี้ “มันไม่เกี่ยวกับการเรียน” ซึ่งถ้าเป็นคำพูดพวกนี้ในยุคสมัยที่เรากำลังเรียนหนังสือก็มักจะถูกอธิบายแบบนี้เหมือนกัน แต่อย่างกรณีการเข้าสอบมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่กลับพบว่า นักศึกษาแต่งกายมาเข้าสอบอย่างถูกระเบียบ เพราะรู้ว่าถ้าไม่แต่งมาก็จะไม่ได้เข้าห้องสอบตามกฎที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้
 
นางสาวช่อขวัญ วงศ์สุวรรณ์ นักศึกษาชั้นปี 3 คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้กล่าวถึงโครงการรณรงค์เรื่องเครื่องแต่งกายของนักศึกษาที่ทางมหาวิทยาลัยได้ทำการรณรงค์มานานแล้วแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ส่วนใหญ่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยรังสิต จะแต่งกายผิดระเบียบถึงครึ่งต่อครึ่ง และมีทั้งผิดแบบชุดไปรเวท กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ และผิดระเบียบในชุดนักศึกษาที่รัดและสั้นจนเกินไป ปัจจุบันไม่มีใครมองว่าเครื่องแบบนักศึกษาคือยูนิฟอร์ม แต่มันคือแฟชั่น การใส่ชุดไปรเวทก็ไม่เซ็กซี่เท่ากับชุดนักศึกษา

“ฉันแต่งกายสุภาพไม่สุภาพ โป๊ไม่โป๊มันเกี่ยวอะไร ก็ตัวของฉันไม่มีผลกับการเรียน” 

 “เครื่องแบบนักศึกษาที่ถูกต้องตามระเบียบเป๊ะ นั้นเชยมาก เสื้อตัวโคร่งหรือกระโปรงยาวคลุมเข่า บางครั้งใส่แล้วก็ไม่เหมาะกับตัวเรา มันดูไม่สวยงาม ยอมรับว่าก็ไม่สามารถแต่งกายให้ถูกระเบียบเป๊ะได้ แต่นักศึกษาทุกคนก็รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรแต่งกายถูกระเบียบ อย่างเวลาเข้าสอบหรือไปติดต่อธุระที่มหาวิทยาลัยเราก็ต้องให้เกียรติสถานที่ด้วยเช่นกัน”

ถ้าไม่แต่งกายให้ถูกระเบียบมหาวิทยาลัยเป๊ะๆ ก็ควรใส่รองเท้าผ้าใบ ไม่ใช่ใส่รองเท้าแตะ ถ้าเป็นผู้หญิงก็ใส่เสื้อที่มิดชิด ไม่รัดติ้ว หรือกระโปรงไม่สั้นเกินไป ส่วนผู้ชายก็ไม่ควรใส่กางเกงยีนส์ รองเท้าแตะ เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ค่อนข้างมีอิสระและเสรีมากกว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆ ในเรื่องของเครื่องแบบนักศึกษาโดยนายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศักรินทร์ ไกรสิทธิ์ ก็ได้กล่าวถึงความเป็นเนเจอร์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า แต่งตัวตามสบายได้แต่ก็ต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ว่าจะต้องเป็นชุดสุภาพ ถ้าคิดจะใส่ชุดนักศึกษาแต่เป็นเสื้อรัดรูป กระโปรงสั้นๆ ให้ใส่เป็นชุดอะไรก็ได้แต่เป็นชุดที่สุภาพจะดีกว่า

“ในส่วนตัวผมคิดว่าชุดนักศึกษาเป็นชุดที่น่ารักนะครับ ถ้าใครใส่ชุดนักศึกษาเข้าไปเรียนอาจารย์ก็คงจะเอ็นดู อีกอย่างคือชุดนักศึกษาจำเป็นมากในงานพิธีการต่างๆ เพื่อสะท้อนให้เห็นความเป็นระเบียบ ความสุภาพ และถูกกาลเทศะ ผมคิดว่านักศึกษาทุกคนรู้ว่าเราควรใส่ชุดอะไร เวลาไหน วิชาอะไรที่เราควรใส่ชุดนักศึกษา หรือไปรเวทได้”

หากถามว่าชอบไหมกับการที่จะต้องแต่งเครื่องแบบนักศึกษาก็คงจะมีทั้ง 2 คำตอบให้เราได้ยินนั่นก็คือ ทั้งชอบและไม่ชอบ ส่วนใหญ่ก็จะให้เหตุผลว่า ชอบเพราะไม่ต้องมานั่งคิดว่าวันนี้จะใส่อะไรไปเรียน แค่หยิบชุดนักศึกษามารีดแล้วก็ใส่ไป ส่วนคนที่บอกว่าไม่ชอบแต่งชุดนักศึกษา ก็จะมีเหตุผลว่า อยากแต่งชุดที่สวยงาม ตามกระแส มีเทรน ถ้าเลือกได้ก็อยากใส่ไปรเวทมากกว่า แต่พอถึงเวลาถ้ามีอาจารย์ตรวจ หรือมีสอบ นักศึกษาส่วนใหญ่ก็จะปฏิบัติตามแต่โดยดี

เครื่องแบบ…ไม่มีผลต่อการเรียนเก่งหรือไม่เก่ง

จากความเห็นของนักศึกษาส่วนใหญ่ในเรื่องทัศนะคติเกี่ยวกับเครื่องแบบนักศึกษา ให้ความหมายตรงกันว่า ไม่ว่าพวกเขาจะแต่งกายอย่างไรก็ไม่มีผลกับการเรียนอย่างแน่นอน เครื่องแบบนักศึกษาไม่ได้ทำให้พวกเขาเรียนเก่งขึ้น หรือแย่ลง สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงองค์ประกอบภายนอก และถึงแม้ว่าเครื่องแบบนักศึกษาจะไม่มีผลต่อการเรียนก็จริง แต่ทุกคนก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า “เครื่องแบบนักศึกษา คือ ภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย”

 ในมุมมองของนักศึกษาธรรมศาสตร์ เห็นด้วยว่า “การแต่งกายอย่างไรก็ไม่มีผลกับการเรียน เรามีหน้าที่มาเรียนเราก็ต้องโฟกัสที่การเรียนเป็นหลัก ไม่ได้สนใจว่าเราต้องแต่งกายอย่างไร สวยงาม หล่อ เท่ห์ เข้ามาเรียน แต่งตัวตามสบาย และเหมาะสมกับบริบทของการเรียน แต่ถ้าแต่งตามสบายแต่ดูไม่สุภาพ ก็ไม่เห็นด้วย เราจึงได้มีการรณรงค์ให้แต่งกายในชุดสุภาพเข้าไปเรียน เพราะว่ามันก็เป็นการให้เกียรติกับสถาบัน อาจารย์ผู้สอน และที่สำคัญก็เป็นภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน”

ด้าน นายภานุพงศ์ เงาะลำดวน นักวิชาการศึกษาปฏิบัติการ ม.ศิลปากร ได้แสดงความคิดเห็นต่อความสำคัญของเครื่องแบบนักศึกษาว่า แม้การใส่เครื่องแบบจะไม่มีผลกับการเรียนก็จริง แต่มันแสดงถึงภาระหน้าที่ที่เรากำลังดำเนินอยู่ในขณะนั้น

“เครื่องแบบก็เหมือนกับการใส่หัวโขนอย่างหนึ่ง ในการดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมปกติ เดินปนกันไปปนกันมา เราจะรู้ไหมว่าใครเป็นโจร ใครเป็นตำรวจถ้าเขาไม่ใส่ยูนิฟอร์ม เราจะรู้ไหมว่าใครเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล และเราจะรู้ไหมว่าใครเป็นนักศึกษาเหมือนเรา? คุณจะไม่รู้อะไรเลยถ้าไม่จำแนกกลุ่มคนพวกนี้ออกมา แต่ถ้าถามว่ามันเป็นการบังคับให้เขาต้องทำตามไหม อันนี้มันเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่เขาต้องเรียนรู้และเลือกเพื่อตัวของเขาเองมากกว่า”

การที่นักศึกษาจะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยใดก็ตาม นอกจากความรู้ที่ได้ตักตวงออกไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะต้องได้ไปนั่นก็คือทักษะทางสังคม ถ้ามีความรู้อย่างเดียวแต่ไม่รู้จักมารยาททางสังคมเลย มันก็เท่ากับว่า “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” อย่างเรื่องการแต่งกายก็เป็นเรื่องของกาลเทศะ ต้องรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ถ้าอยู่ในมหาวิทยาลัยสถานะคือนิสิต-นักศึกษา จะต้องรู้ว่าควรจะแต่งตัวอย่างไร ตราบใดที่ยังมีเข็มและตรามหาวิทยาลัยติดอยู่ที่หน้าอก พวกคุณคือ “ภาพลักษณ์” ของมหาวิทยาลัย ที่ไม่ใช่เรียบร้อยอยู่ภายในรั้วของมหาวิทยาลัยเท่านั้น เวลาออกไปข้างนอกก็ควรที่จะรักษาภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน.

ที่มา: manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9570000120768