เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring


The conjuring หรือชื่อภาษาไทยว่า คนเรียกผี นั้นเรียกได้ว่ากวาดรายได้มหาศาลในอเมริกา หลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่ากลัว หลอนสุดๆ!! ซึ่ง The conjuring นี้ดูเผินๆอาจจะเหมือนหนังผีฝรั่งทั่วไป คือมักจะมีจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์บางอย่างจากบ้านร้างหลังหนึ่ง ตามหลอกหลอนกันในรูปแบบต่างๆ เช่นห้องปิดตาย เครื่องลาง หรือประวัติศาสตร์อิงศาสนา แต่สิ่งที่น่าสนใจมันอยู่ที่ หนังสร้างจากแฟ้มประวัติที่เกิดจากเหตุการณ์จริงตะหาก!! เรื่องจริงสุดสยองขวัญชวนผวานี้จะเป็นอย่างไร ตามไปดูกันเลยคะ .. เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring

เรียบเรียงและแปลโดย teen.mthai 

ภาพถ่ายเดียวที่มีนั้น หลายคนคาดว่าผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะสวมหน้ากากผ้า อาจจะเป็น Bathsheba Sherman ผู้ต้องสงสัยว่าแม่มดอยู่ด้วย (ยืนตรงกลาง)

ภาพถ่ายเดียวที่มีนั้น หลายคนคาดว่าผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะสวมหน้ากากผ้า อาจจะเป็น Bathsheba Sherman ผู้ต้องสงสัยว่าแม่มดอยู่ด้วย (ยืนตรงกลาง)

เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring

เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งชื่อว่า Harrisville ใน Rhode Island อเมริกา เรื่องจริงจากคดีของสองสามีภรรยา เอ็ด และลอเรน วอเรน นักสืบสวนเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ที่มักถูกเชิญไปปราบผี หรือเวลาที่ไหนเกิดเหตุการณ์ของผีหลอกวิญญาณหลอน ซึ่งทั้งคู่ถูกเชิญไปโดยครอบครัวหนึ่งที่เพิ่งไปอยู่บ้านหลังใหม่แล้วเผชิญกับอำนาจลึกลับดำมืด ตัวอย่างหนังยังไม่บอกเนื้อเรื่องเต็มๆ แต่เล่นเฉพาะฉากที่แม่ของครอบครัวนี้ที่รับบทโดยลิลลี่ เทย์เลอร์ ถูกหลอกหลอนอย่างชวนให้สะดุ้งโหยง

*?The Conjuring ถ่ายทำตามลำดับเหตุการณ์ในเรื่องทั้งหมด ตั้งแต่ฉากแรกมาจนถึงฉากสุดท้าย ..*

บ้านในอดีต ที่ครอบครัวเพอร์รอน (Perron) เคยอาศัยอยู่ เป็นภาพยุคปัจจุบันของที่ดินและบ้านหลังนี้อันมีตำนาน

บ้านในอดีต ที่ครอบครัวเพอร์รอน (Perron) เคยอาศัยอยู่ เป็นภาพยุคปัจจุบันของที่ดินและบ้านหลังนี้อันมีตำนาน

ครอบครัว เพอร์รอน (Perron ) อาศัยอยู่ในบ้านผีสิง!

  • ครอบครัวเพอร์รอน (Perron) อาศัยจอยู่ในบ้านผีสิงนี้เป็นเวลาเกือบสิบปี โรเจอร์และแคโรลีน(คู่สามี-ภรรยา) ซื้อบ้านนี้ในช่วงฤดูหนาวปี 1970 ซึ่งพื้นที่ของที่นี่นั้นมีมากถึง 200 เอเคอร์ คงจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของครอบครัวเพอร์รอนและลูกสาวทั้ง 5 แต่!ในมิถุนายน 1980 พวกเขาก็ย้ายออก

เรื่องราวชีวิตของ บีทชีบ้า Bathsheba Sherman (ผีในเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด!)

  • ใครที่ยังไม่ได้ดูหนัง บีทชีบ้า คือคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด ฆ่าลูกตัวเองสังเวยซาตาน และเป็นวิญญาณที่ตามอาฆาต หลอกหลอนทุกคนที่เข้ามาในพื้นที่บ้านของเธอ
  • Bathsheba Sherman?เกิดใน Rhode Island ในปี 1812 ต่อมาเธอได้แต่งงานกับเพื่อนร่วมงาน Judson Sherman ซึ่งเธอแก่กว่าหนึ่งปี ที่ Connecticut ในเดือนมีนาคม 1844
  • Bathsheba เป็นแม่บ้านในขณะที่สามีของเธอทำงานเป็นเกษตรกรบนที่ดินของพวกเขาเอง
  • ต่อมาในเดือนมีนาคม 1849 Bathsheba และ?Judson ได้มีลูกชายด้วยกัน 1 คน ชื่อ?Herbert L. Sherman

 

รูปภาพในปี 1970-1971 ช่วงคาบเกี่ยวปลายปีที่ครอบครัวเพอร์รอนเริ่มเข้ามาอาศัยในบ้านหลังนี้ บ้านและที่ดิน ของ บีทชีบ้า (Bathsheba Sherman) ในสมัยยุคบุกเบิกนั้น ต้องบอกว่ายุคนั้นมีกล้องถ่ายรูปแล้ว หลังจากก่อสร้างมานานและอยู่มาหลายปีหลายสมัย จนถึงยุคกล้องถ่ายรูป แต่ส่วนใหญ่จะถ่ายในมุมกว้าง จัดว่าเป็นคนมีฐานะ คนนึงในสมัยนั้น

รูปภาพในปี 1970-1971 ช่วงคาบเกี่ยวปลายปีที่ครอบครัวเพอร์รอนเริ่มเข้ามาอาศัยในบ้านหลังนี้ บ้านและที่ดิน ของ บีทชีบ้า (Bathsheba Sherman) ในสมัยยุคบุกเบิกนั้น ต้องบอกว่ายุคนั้นมีกล้องถ่ายรูปแล้ว หลังจากก่อสร้างมานานและอยู่มาหลายปีหลายสมัย จนถึงยุคกล้องถ่ายรูป แต่ส่วนใหญ่จะถ่ายในมุมกว้าง จัดว่าเป็นคนมีฐานะ คนนึงในสมัยนั้น

Bathsheba Sherman เป็นแม่มดจริงหรือไม่!

  • ยังไม่มีหลักฐานพอที่จะบอกได้ว่า Bathsheba Sherman เป็นแม่มดจริง มีเพียงชาวบ้านในท้องถิ่นเล่าต่อกันว่า หลังจากที่อาศัยอยู่ในฟาร์ม ได้มีทารกอย่างลึกลับเสียชีวิตในความดูแลของเธอ เมื่อทารกถูกตรวจสอบ ผลออกมาว่าบาดแผลมีสาเหตุมาจากเข็มเย็บผ้าขนาดใหญ่เสียบที่ฐกะโหลกศีรษะของเด็ก แม้ว่าชาวเมืองเชื่อว่า Bathsheba เสียสละทารกเพื่อสักการะปีศาจ แต่เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอที่ศาลพบว่าเธอเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีความผิดใดๆ แต่ประชาชนไม่เชื่อ

Bathsheba Sherman ตายยังไง?

  • ในการค้นคว้า วิจัยนั้นที่ หลุมฝังศพของเธอ ใน Harrisville, Rhode Island พบว่าผู้เสียชีวิตเป็นหญิงชราคนหนึ่งเมื่อ 25 พฤษภาคม 1885 ประมาณสี่ปีหลังจากการตายของสามีของเธอ Judson ในปี 1881

การสื่อสารวิญญาณ Bathsheba กับ แคโรลีน เพอร์รอน 

  • แคโรลีน เพอร์รอน บอกเรื่องที่เหนือธรรมชาติกับ เอดและลอรเรน วอรเรน ว่าขณะที่เธอนอนอยู่บนโซฟานั้น จู่ๆเธอรู้สึกว่ามีของแหลมทิ่มที่ตัวเธอทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดมาก เธอจึงสะดุ้งตื่น และเมื่อ เธอสังเกตที่ตัวก็พบรอยช้ำเป็นจ้ำๆ?ราวกับเข็มเย็บผ้าขนาดใหญ่ได้เสียบผิวของเธอ?เธอได้ดูบริเวณรอบๆตัวคิดว่าเป็นผึ้งเจาะรึเปล่า แต่ก็ไม่เจอ! (ที่มาจากหนังสือของลูกสาวของเธอเอนเดรีย เพอร์รอน)

มีกี่คนที่เสียชีวิตในบ้านหลังนั้น?

  • 8 generations ในครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่และเสียชีวิตในบ้านว่าก่อนที่จะมาถึงเรา” ลูกสาวคนโตของครอบครัวเพอร์รอน ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ยังมีต่ออีกว่า ภายในห้องใต้ดินนั้ันมีสิ่งของบางส่วนของพวกเขาที่ไม่เคยทิ้งยังคงอยู่ นอกจากนี้ยังมี The Black Book of Burrillville สมุดบันทึกสาธารณะของเมืองนี้ เผยให้เห็นว่าในช่วงเวลาหนึ่งในบ้านหลังนี้ได้เคยมีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นหลายคดี เช่น ฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอ, ฆ่าตัวตายด้วยยาพิษ, ฆ่าข่มขืน, ฆ่าตกรรม, คนหายสาปสูญ เป็นต้น
ครอบครัว Perron

ครอบครัว Perron

แถวด้านหน้านั้น คือ 5 เด็กแสดงในหนัง  The conjuring และแถวบนคือในแต่ตัวละครที่มีชีวิตอยู่จริงทั้งหมด!

  • พี่คนโต : Andrea Perron คือคนขวาสุด รับบทโดย Shanley Caswell
  • คนที่ 2 : Nancy Perron คือที่นับจากซ้ายมาเป็นคนที่2 ? รับบทโดย Hayley McFarland
  • คนที่ 3 : Christine Perron คือคนที่2นับจากขวา ?รับบทโดย Joey King
  • คนที่ 4 : Cindy Perron คือคนซ้ายสุด รับบทโดย Mackenzie Foy
  • และคนสุดท้องคนที่ 5  : April Perron คือคนอ้วนตรงกลาง รับบทโดย Kyla Deaver
ครอบครัว เพอร์รอน (Perron )

ครอบครัว เพอร์รอน (Perron )

หนึ่งเคสที่ได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านผีสิงหลังนั้น และได้เอด และ ลอรเรนวอลเลนเข้ามาช่วย

ลูกสาวทั้งห้าคน

ลูกสาวทั้งห้าคน

 

ครอบครัว เพอร์รอน (Perron ) : แม่ (แคโรลีน เพอร์รอน) และลูกสาวทั้งห้าคน

ครอบครัว เพอร์รอน (Perron ) : แม่ (แคโรลีน เพอร์รอน) และลูกสาวทั้งห้าคน

 

แคโรลีน เพอร์รอน (Carolyn Perron), the mother in The Conjuring, today

แคโรลีน เพอร์รอน (Carolyn Perron), the mother in The Conjuring, today

แม่ที่ถูกวิญญาณร้าย บีทชีบ้า (Bathsheba Sherman) เข้าสิง ทำให้ตัวเองเกือบฆ่าลูกสาวคนสุดท้อง

ลอรเรน วอรเรน (ยังมีชีวิตอยู่) ผู้มีญาณทิพย์ กับผู้แสดง เวร่า ฟาร์มิก้า Vera Farmiga ในบทบาทของเธอ

ลอรเรน วอรเรน (ยังมีชีวิตอยู่) ผู้มีญาณทิพย์ กับผู้แสดง เวร่า ฟาร์มิก้า Vera Farmiga ในบทบาทของเธอ

เอด และ ลอร์เรน วอลเรน ทั้งคู่คือ นักปีศาจวิทยา

เอด และ ลอร์เรน วอลเรน ทั้งคู่คือ นักปีศาจวิทยา

ผู้ที่ปราบผีและสืบค้นคดีในบ้านที่ปัญหาในแต่ละที่ ตลอด50ปีที่ผ่านมา

ปัจจุบันทั้งสองทำคดีช่วยเหลือผู้คนมากถึง 5000 เคส

เอด และ ลอร์เรน วอลเรน

เอด และ ลอร์เรน วอลเรน

 

ภาพบันทึก ถึงการทำงานใน บ้านผีสิง และผู้เป็นเจ้าของบ้าน (นั่งหันหลัง)

ภาพบันทึก ถึงการทำงานใน บ้านผีสิง และผู้เป็นเจ้าของบ้าน (นั่งหันหลัง)

กับสิ่งที่เป็นเหตุการณ์ประหลาดทั้งในส่วนของเสียง จากเครื่องบันทึกเทป

เพื่อนำเก็บเป็นข้อมูลสืบค้นและการจัดการกับสิ่งชั่วร้ายที่แฝงตัวในบ้านแต่ละหลัง

ลอร์เรน วอลเลน ถ่ายรูปร่วมกับสิ่งของต้องสาป ในพิพิธภัณฑ์ที่บ่านของตนที่ได้รวบรวมไว้

ลอร์เรน วอลเลน ถ่ายรูปร่วมกับสิ่งของต้องสาป ในพิพิธภัณฑ์ที่บ่านของตนที่ได้รวบรวมไว้

เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring

ลอร์เรน วอลเรน ถ่ายรูป กับ ตุ๊กตาแอนนาเบล (ตุ๊กตาตอนต้นเรื่อง)

ลอร์เรน วอลเรน ถ่ายรูป กับ ตุ๊กตาแอนนาเบล (ตุ๊กตาตอนต้นเรื่อง)

เรื่องจริงดูน่ารักกว่าในหนังอีกนะเนี่ย!!

เอด – ลอร์เรน วอลเรน กับ ตุ๊กตาแอนนาเบล

เอด – ลอร์เรน วอลเรน กับ ตุ๊กตาแอนนาเบล

“เตือนด้วยความหวังดี อย่าเปิดมัน!!”

The conjuring

The conjuring

 

ของจริง! ห้องที่รวบรวม สิ่งของต้องสาป ที่เอด – ลอร์เรน วอลเรน เก็บไว้ภายในบ้าน

ของจริง! ห้องที่รวบรวม สิ่งของต้องสาป ที่เอด – ลอร์เรน วอลเรน เก็บไว้ภายในบ้าน

 

อุ้มให้ดูกันอีกซักรอบ .. ขนลุก!!!

อุ้มให้ดูกันอีกซักรอบ .. ขนลุก!!!

ตุ๊กตาแอนนาเบล?เป็นบันทึกที่ถูกกล่าวขานมากที่สุด

ในบรรดาวัตถุทางวิญญาณที่ทั้งสองทำการสืบสวนมา

หลุมฝังศพ ของ เจ้าของที่ดิน นาง Bathsheba Sherman ผีต้นเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้

หลุมฝังศพ ของ เจ้าของที่ดิน นาง Bathsheba Sherman ผีต้นเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้

 

หนังสือ House of Light ที่ลูกสาวคนโต เอนเดีย เพอร์รอน

หนังสือ House of Light ที่ลูกสาวคนโต เอนเดีย เพอร์รอน

เป็นคนเขียนขึ้นเล่าถึงประสบการณ์ในบ้านที่ตนอาศัยในวัยเด็ก และเรื่องราวของบ้านและที่ดินพื้นนี้

(มี 2เล่มกำลังออกเล่ม3)

เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring

วิดิโอคลิป ที่เหล่าสมาชิกที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นพูดถึง

 

เรียบเรียงและแปลโดย teen.mthai 

ขอบคุณข้อมูล houseofdarknesshouseoflight, historyvshollywood, pantip.com/topic/30857629

 

10 คดีฆาตกรรมเขย่าขวัญครั้งแรกของโลก


10 คดีฆาตกรรมเขย่าขวัญครั้งแรกของโลก ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความตายที่ทั้งแปลกและโหดที่เกิดขึ้นครั้งแรก  อย่ารอช้าไปติดตามกันเลยดีกว่า .. 

 

การลอบสังหารด้วยระเบิด car bomb ครั้งแรก

10. การลอบสังหารด้วยระเบิด car bomb ครั้งแรก

การลอบสังหารด้วยระเบิดครั้งแรกนั้น เป็นวันการลอบสังหารที่มีเป้าหมายคือ อับดุลฮามิดที่ 2 ( Abdulhamid II ) สุลต่านจักรวรรดิออตโตมัน ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ในขณะที่พยายามที่จะปฏิรูปจักรวรรดิแต่ไม่มีผู้เห็นด้วยคือคณะพันธมิตรอาร์เมเนียจึงพยายามติดตั้งระเบิดในรถของสุลต่าน แต่ผลสุดท้ายไม่ประสบความสำเร็จ แต่ระเบิดก็ฆ่าคนหลายสิบคนตายแทน ทำให้อับดุลฮามิดที่ 2 รอดตายมาได้

 

ใช้อาวุธปืนในการลอบสังหารครั้งแรก

9. ใช้อาวุธปืนในการลอบสังหารครั้งแรก

การลอบสังหารด้วยอาวุธปืนมีขึ้นครั้งแรกโดยมีเป้าหมายเป็นเจมส์ สจ๊วก (James Stewart) พี่ชายต่างมารดาของราชินีแมรี่แห่งสก็อตแลนด์ ซึ่งคุมอำนาจทางการเมืองและจัดการทุกคนที่จงรักภักดีกับแมรี่ เจมส์ แฮมิลตัน(James Hamilton) เป็นคนจงรักภักดีกับแมรี่ เขาโกรธแค้นเจมส์ สจ๊วกมาก เขาเลยวางแผนลอบสังหารอย่างรอบคอบ จนกระทั่งวันที่ 23 มกราคม 1570 เขาใช้ปืนไรเฟิลทองเหลืองยิงใส่เจมส์ สจ๊วก ซึ่งการลบอบสังหารดังกล่าวได้ถูกบันทึกว่าเป็นการใช้ปืนลอบสังหารครั้งแรก และเจมส์ สจ๊วกถูกฝังในโบสถ์เซนต์โจลส์ในเอดินบะระ

 

มนุษย์คนแรกที่ถูกฆ่าตายโดยหุ่นยนต์

8. มนุษย์คนแรกที่ถูกฆ่าตายโดยหุ่นยนต์

โรเบิร์ต วิลเลียมส์เป็นคนแรกที่ถูกฆ่าตายจากจลาจลหุ่นยนต์ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 1979 โรเบิร์ต วิลเลียมส์เป็นคนทำงานในโรงงานรถฟอร์ด ในมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาถูกแขนหุ่นยนต์หนัก 1 ตันตีเข้าที่ศีรษะตายทันที แขนหุ่นยนต์มีหน้าที่เคลื่อนย้ายของไปยังอีกทีหนึ่ง แต่ในเวลานั้นปรากฏวามันทำงานช้าเกินไป โรเบิร์ตเลยพยายามขึ้นไปที่จะคว้าดึงมันกลับมา แต่เขาก็ถูกแขนหุ่นยนต์ตีและเสียชีวิตทันที และนั้นได้กลายเป็นอุบัติร้ายแรงครั้งแรกของหุ่นยนต์

 

ฆาตกรหญิงที่ฆ่าคนมากที่สุด

7. ฆาตกรหญิงที่ฆ่าคนมากที่สุด

เคาท์เตส อลิซาเบธ บาโธรี่ (Countess Elizabeth Báthory) เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นผู้หญิงที่หลายคนรู้จักกันดีที่ฆ่าผู้หญิงหลายร้อยคนในปราสาทของเธอ แน่นอนว่าเธอไม่ใช่ฆาตกรต่อเนื่องคนแรกของโลก แต่เธอเป็นหนึ่งในฆาตกรที่มีชื่อเสียงที่สุด

เคาท์เตส อลิซาเบธ บาโธรี่ เป็นผู้ปกครองในพื้นที่ของฮังการี เป็นหญิงสาวที่มีความเชื่อในเรื่องชีวิตที่เป็นอมตะ และต้องการคงร่างของตนเองให้คงดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ จึงมีความคิดที่ว่า หากได้อาบเลือดของหญิงสาวบริสุทธิ์แล้ว จะทำให้ตนเองดูอ่อนเยาว์ได้ตลอดไป เป็นผลทำให้เธอล่อลวงและพาหญิงสาวจำนวนมากเข้าไปในปราสาทก่อนที่จะทรมานและฆ่าพวกเธอเพื่อนำเลือดมาอาบร่างกายของเธอ จำนวนผู้ตกเป็นคาดว่ามีมากกว่า 600 คน สุดท้ายเธอก็ถูกลงโทษให้ถูกกักบริเวณในบ้านและเธอเสียชีวิตลงในอีก 4 ปีต่อมา เธอได้รับสมญานามว่า The Blood Countess และ Countess Dracula

 

การอ้างว่าเป็นบ้าครั้งแรกเพื่อหลีกเลี่ยงโทษประหารชีวิตในสหรัฐ

6. การอ้างว่าเป็นบ้าครั้งแรกเพื่อหลีกเลี่ยงโทษประหารชีวิตในสหรัฐฯ

ในขณะที่คดีความวิกลจริตมีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ แต่ข้ออ้างว่าคนก่อคดีเป็นบ้าวิกลจริตเพื่อหลีกเลี่ยงโทษประหารนั้นพึ่งมีในสหรัฐนั้นคือการตัดสินโทษของนายอัลวิน ฟอร์ด (Alvin Ford) ฟอร์ดถูกตัดสินลงโทษมนคดีฆาตกรรมในปี 1974 และตัดสินประหารชีวิต ในช่วงต้นเดือน 1982 แต่ระหว่างที่เขาถูกจำคุกเขาอ้างตนเองว่าเป็นพระสันตะปาปาและบอกผู้คุมว่าเขาพยายามหยุดแผนการสมรู้ร่วมคิดหลายครั้ง และเมื่อศาลฏีกาตรวจสอบก็พบว่าเขามีอาการทางจิต และอีกทั้งรัฐธรรมนูญสหรัฐระบุว่าห้ามดำเนินคดีกับคนบ้า ดังนั้นพวกเขาจึงยกเลิกโทษของเขาและถูกส่งตัวไปรักษาโรงพยาบาลทางจิต

 

การประหารชีวิตครั้งแรกด้วยการดื่มยาพิษ

5. การประหารชีวิตครั้งแรกด้วยการดื่มยาพิษ

โสกราตีส (Socrates) เป็นหนึ่งในชายที่เฉลียวฉ,ดที่สุดในสมัยโบราณ แต่อุดมการณ์ของเขามักจะขัดแย้งให้กับคนใหญ่คนโตในเอเธนส์ โดยเฉพาะเขายกย่องสปาร์ต้าคู่ปรับของเอเธนส์ ดังนั้นเขาจึงถูกกล่าวหาว่าโสกราตีสเป็นผู้ที่สร้างความเสื่อมศรัทธาในศาสนา และเยาวชนในกรุงเอเธนส์และถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการถูกบังคับให้ดื่ม เอ็นคอร์ และนั้นเป็นการตัดสินประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษครั้งแรกในประวัติศาสตร์

 

หลักฐานดีเอ็นเอถูกใช้ในการไขคดีอาชญากรรมในห้องพิจารณาคดีครั้งแรก

4. หลักฐานดีเอ็นเอถูกใช้ในการไขคดีอาชญากรรมในห้องพิจารณาคดีครั้งแรก

ดีเอ็นเอถูกใช้ในการไขคดีอาชญากรรมในห้องพิจารณาคดีครั้งแรกเมื่อนายโรเบิร์ต มีเลียสถูกพบว่ามีความผิดจริงในคดีข่มขืน ในเมืองบริสตอล ประเทศอังกฤษ ก่อนหน้านั้นนายโรเบิร์ต มีเลียสได้เข้าไปได้ข่มขืนหญิงพิการอายุ 45 ปี และขโมยเครื่องเพชรไปและต่อมาก็ถูกจับได้ในข้อหานักย่องเบา เหยื่อที่ถูกข่มขืนยืนยันว่านายโรเบิร์ตคือุ้ทำร้ายเธอ

ผลการตรวจสอบดีเอ็นเอบนเสื้อผ้าของเหยื่อซึ่งมีลักษณ์เป็นบาร์โค้ดตรงกับดีเอ็นเอจากเซลล์เม็ดเลือดขาวของนายโรเบิร์ต เขาถูกไต่สวนและตัดสินว่ามีความผิดฐานข่มขืนและลักทรัพย์ และผลการใชข้ดีเอ็นเอในการสอบสวนนี้ก็กลายเป็นส่วนสำคัญที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานลงโทษอาชญากรและการช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ออกจากคุกมากมายในเวลาต่อมา

 

การลอบสังหารที่ออกอากาศสดครั้งแรก

3. การลอบสังหารที่ออกอากาศสดครั้งแรก

หลังจากที่ถูกกล่าวหาว่ายิงประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนนาดี้ ตำรวจได้ทำการจับกุม ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ (Lee Harvey Oswald) ในข้อหาต้องสงสัยว่าลอบสังหาร และในขณะที่พวกเขากำลังคุมตัวเขาไปยังสถานีตำรวจอยู่นั้นก็มีชายคนหนึ่งชื่อแจ๊ก

รูบีก้าวออกมาจากฝูงชนแล้วใช้ปืนยิงที่กระเพาะอาหารขอออสวอลด์ทั้งที่กล้องโทรทัศน์เครือข่ายกำลังออกอากาศสดอยู่ในขณะนั้น และผู้ชมหลายล้านคนเห็นภาพการยิงขณะที่เกิดขึ้น ในเขาเสียชีวิตในเวลาต่อมา และเขาก็ได้กลายเป็นชายคนแรกที่ถูกฆ่าตายในขณะที่มีการถ่ายทอดสด

 

ประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษครั้งแรก

2. ประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษครั้งแรก

คนแรกที่ถูกประหารด้วนการฉีดยาพิษให้ตายคือชายชื่อชาร์ลส์ บรูคส์ที่ถูกตัดสินให้ประหารชีวิตในข้อหาสังหารช่างรถเดวิด เกรกอรี่ ในฮันท์สวิล เท็กซัส ในปี 1982 การประหารด้วยยาพิษนั้นเขาจะได้สารพิษสามชนิด

ชนิดแรกคือยาที่ทำให้เขาหลับลึก เข็มที่สองทำให้กล้ามเนื้ออัมพาต และเข็มสุดท้ายทำให้หัวใจวาย การประหารแบบนี้เห็นว่ามีมนุษยธรรมกว่าตัวเลือกอื่นๆ อย่างรมแก๊สตาย, แขวนคอ หรือประหารชีวิดด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า ทำให้วิธีดังกล่าวมี 100 ประเทศทั่วโลกเลือกใช้ รวมถึงประเทศไทย

 

ฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นเด็กคนแรก

1. ฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นเด็กคนแรก

แมรี่ เบล(Mary Bell) เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นเด็กคนแรกที่ถูกบันทึกอย่างเป็นทางจากคดีข้อหาฆาตกรรมเด็กสองคน แมรี่ เบลล์จากนิวคาสเซิล ทางตอนเหนือของอังกฤษโดยนั้นเวลานั้นมีอายุเพียงแค่ 11 ปี (เกิดปี 1957 )เป็นเด็กสาวชาวอังกฤษที่แม่เป็นเสเภณีที่บังคับให้ลูกสาวของเธอบริการทางเพศแก่ลูกค้า

วันที่ 25 พฤษภาคม ปี 1968 แมรี่ เบลล์บีบคอเด็ก มาร์ติน บราวน์ เด็กชายอายุ 3-4 ขวบ จนถึงแก่ความตายในบ้านร้าง ต่อมาเธอฆ่าเด็กชายไบรอัน โฮล วัย 4 ขวบ และสลักที่ท้องของเด็กชายด้วยอักษรย่อ M ด้วยใบมีดโกน หลังจากถูกจับกุมแมรี่ เบลถูกจำคุกและไปบำบัดจิต ปี 1980 เธอถูกปล่อยตัวจากคุกเมื่ออายุได้ 22 ปีทั้งๆ ที่รักษาโรคจิตไม่หาย เธอมีลูกและหายสาปสูญไปจากสังคม และวันที่ 21 พฤษภาคม ปี 2003 ทางการก็ประกาศว่าเธอเป็นบุคคลนิรนาม

 

ขอบคุณข้อมูล : http://www.toptenthailand.com/4244-top.html, http://listverse.com

ที่มา http://teen.mthai.com/variety/102929.html

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก


ใครจะรู้บ้างว่า เรื่องราวลึกลับมีอยู่รอบตัวเรามากมาย ทั้งเรื่องจริง ทั้งเรื่องไม่จริง
คงไม่มีใครบอกได้ว่า เรื่องราวเหล่านั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ยังไงพี่หมูหันก็อยากให้ทุกคนใช้วิจารณญานส่วนบุคคลกันด้วยนะจ๊ะ.. พี่หมูหันไม่ได้บอกให้เชื่อนะ..

10 เรื่องลี้ลับทั่วโลก รับรองเลยว่า จะต้องเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและน่าพิศวงแน่นอน

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก

1. Shanti Deva

ในปี 1930 ซานติ เทวี หญิงสาวอายุ 4 ขวบ จากนิวเดลี ประเทศอินเดีย ได้บอกพ่อแม่ของเธอว่า ชาติก่อนเธอเป็นแม่ลูกสาวที่ตายจากการคลอด โดยสามีของเธอคือเกฐานารถ ทั้งเธอและสามีอาศัยอยู่ในเมืองมัตทรา(หรือ Mathura) ตอนแรกพ่อแม่ของเธอนึกว่าเป็นบ้า จึงพาเธอไปพบกับแพทย์ และเมื่ออยู่ต่อหน้าแพทย์เธอก็เล่าเรื่องของเธออย่างละเอียดยิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการตั้งครรภ์ลูกคนแรก วัยที่เธอตายในระหว่างเด็กอยู่ในท้องเมื่อ 1925 ซานติได้รับการตรวจสอบจากแพทย์ถึง 6 คนด้วยกัน แต่ไม่มีแทย์คนใดหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอได้เลย อย่างไรก็ดีญาติของซานติเริ่มตรวจสอบสิ่งที่เธอเล่าโดยตามหาชายที่ซาติอ้างว่าเป็นสามีของเธอ ก่อนจะพบว่ามีชายคนที่ว่าอยู่เมืองมัตทราจริง และเขามีลูกสองคนจริง แต่ชายดังกล่าวไม่กล้าไปพบกับชาติภรรยากลับชาติมาเกิดของเขา เขาเลยส่งญาติไปและเมื่อญาติไปถึงซาติก็จำเขาได้ทันทีและเล่ารายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับญาติคนนี้ ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าการระลึกชาติมีอยู่จริง หากแต่กระนั้นครอบครัวของซานติ และครอบครัวของสามีชาติที่แล้วของซานติก็ไม่ได้เกี่ยวดองกัน หรือมีเรื่องกันแต่อย่างใด สุดท้ายซานติได้ใช้ชีวิตเป็นเด็กหญิงธรรมดาในชาติใหม่ของเธอจนถึงปัจจุบัน

 

Creepy Gnome

Creepy Gnome

2. Creepy Gnome

ในปี 2008 กล้องวิดีโอมีการจับภาพสิ่งมีชีวิตลึกลับในจังหวัด Salta ประเทศอาร์เจนตินาได้ ถ่ายทำโดย Jose Alvarez โดยในหนังสือพิมพ์บอกว่า ตอนนั้นเขากำลังคุยกับเพื่อนในการเดินทางตกปลาครั้งล่าสุด มันเป็นตอนเช้า เขาเริ่มคุยโทรศัพท์มือถือในขณะที่คนอื่นๆ คุยและล้อเล่น ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงแปลกๆ เหมือนคนปาหิน เขามองหาที่มาของเสียง ก็พบว่าหญ้ามีการเคลื่อนไหว ตอนแรกพวกเขาคิดว่ามันคือสุนัข แต่เมื่อได้เห็นเจ้าของเสียงออกมาก็พบว่ามันน่ากลัวจริงๆ โดยคาดว่าสิ่งมีชีวิตที่จับภาพคือ โนมภูตขนาดเล็ก ที่มักปรากฎในนิทาน รูปร่างคล้ายคนแคระ ชอบอาศัยอยู่ในถ้ำคอยเก็บรักษาสมบัติล้ำค่า ต่อมาวิดีโอเทปนี้ถูกนำไปทำคลิปและถูกแพร่ไปตามเว็บต่างๆ

 

Freddy Jackson's Ghost

Freddy Jackson’s Ghost

3. Freddy Jackson’s Ghost

ภาพถ่ายผีที่น่าขนลุกนี้ถูกถ่ายขึ้นในศตวรรษที่ 1919 ได้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1975 โดยเซอร์ วิกเตอร์ กอดดาร์ก นายทหารเกษียณอายุ โดยภาพถ่ายดังกล่าวมาจากการถ่ายหมู่ของทหารใต้บังคับบัญชาบนเรือ HMS กอดดาร์ดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งภาพนี้คงไม่โด่งดังไปทั่วโลก ถ้าในแถวบนสุดด้านหลังของทหารคนที่สี่จากซ้าย ปรากฏร่างของชายลึกลับคนหนึ่งที่กำลังยิ้มยิงฟันขาวรวมอยู่ด้วย โดยผีนี้คาดว่าเป็นนาย เฟรดดี้ แจ๊คสันที่เพิ่งเสียชีวิตในปี 1919 อย่างกะทันหันจากใบพัดเครื่องบินไปเมื่อสองวันก่อน ว่ากันว่าวิญญาณแจ๊คสันอาจจะยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองตายแล้ว จึงยังมาปรากฏตัวถ่ายรูปกับเพื่อนๆ…

 

OVERTOUN_BRIDGE_LOWER_RES

OVERTOUN_BRIDGE_LOWER_RES

4. Overtoun Bridge

?สะพานสุสานสุนัข? เป็นสะพานโค้งสร้างในปี 1859 ในมิลตัน, ดัมบาร์ดัน สก็อตแลนด์ ที่มันได้ชื่อฉายานี้เพราะอดีตที่ผ่านมามีสุนัขหลายตัวไปฆ่าตัวตายโดยการโดดจากสะพานแห่งนี้อย่างไม่ทราบสาเหตุ แต่การศึกษาพบว่าสุนัขในแถบนั้น เริ่มมีพฤติกรรมฆ่าตัวตายโดยโดดจากสะพานเริ่มในช่วง 1950 หรือ 1960 เฉลี่ยหนึ่งตัวต่อหนึ่งเดือน(อาจสิบตัวต่อหนึ่งเดือน) โดยจุดที่กระโดดนั้นนำไปสู่ความสูงกว่าสิบห้าฟุตทำให้สุนัขตายทันที แม้สุนัขบางส่วนรอดก็จริงแต่มันก็กลับมากระโดดฆ่าตัวตายอีก และที่น่าสนใจคือสุนัขที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่จะเป็นสายพันธุ์ที่จมูกยาว ทำให้หลายคนเชื่อว่าสะพานนี้มีผีสิง และอาจเป็นคำสาปของเด็กคนหนึ่งที่ถูกโยนตกสะพานในปี 1994(และคนโยนก็มีพฤติกรรมอยากฆ่าตัวตายด้วย) และนอกจากนี้ยังมีคนเชื่อว่าสะพานแห่งนี้เป็นที่กั้นระหว่างโลกคนเป็นกับคนตายซึ่งเป็นสายตรงหากจะข้ามไป ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้ได้รับความสนใจจากต่างประเทศ สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์ได้ส่งคนเข้ามาตรวจสอบ ก็พบว่าบริเวณนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของหนู จากการตรวจสอบพบว่าพวกมันมีกลิ่นที่สุนัขไม่ชอบ และนี้คือสาเหตุที่ทำให้สุนขมีความคิดอยากฆ่าตัวตายหรือไม่นั้นก็ไม่สามารถตรวจสอบได้

 

An Unfinished Race

An Unfinished Race

5. An Unfinished Race

เป็นตำนานการหายตัวของเจมส์ โวสสัน(James Worson ) โดยตามตำนานเล่าว่าเขาเป็นช่างทำรองเท้าอยู่ใน Leamington Spa, Warwickshire, อังกฤษ โดยมีพยานสำคัญสองคนคือแฮมเมอร์สัน เบิร์นส และบาร์แฮม ไวส์ เป็นคนรู้เห็นการหายไปของเขาครั้งนี้และไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไรกันแน่?

วันนั้นเป็นวันที่ 3 กันยายน 1873 ชายสองคนดังกล่าวเป็นพยานให้แก่เจมส์ที่บอกว่าเขาสามารถวิ่งไม่หยุดจาก Leamington Spa ไปโคเวนทรีที่อยู่ห่างระยะทางประมาณ 9 ไมล์โดยไม่เหนื่อยได้ โดยเขาขอพิสูจน์โดยการวิ่งในระยะทางดังกล่าว เขาเริ่มวิ่งพร้อมกับผู้ติดตาม(ขี่ม้าหลายคน)เพื่อตามมาดูดังกล่าว ระหว่างแข่งเจมส์สะดุดล้มลง และจู่ๆ เขาก็ร้องไห้กรีดร้องอย่างน่ากลัว(พยานในเหตุการณ์วันนั้นบอกว่ามันเป็นเสียงกรีดร้องที่น่ากลัวที่สุดที่เขาเคยได้ยิน) และเขาหายไปอย่างลึกลับโดยไม่ยืน และไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย มีการจัดกำลังค้นหาเจมส์หลายครั้งแต่พวกเขาก็ไม่พบร่องรอยของเจมส์เลย

 

The Devil's Footprints

The Devil’s Footprints

6. Devil’s Footprints

ช่วงเช้าวันที่ 8-9 ในฤดูหนาวเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1855 มลฑลเดวอน ประเทศอังกฤษ เกิดเหตุการณ์ประหลาดที่ไม่สามารถอธิบายได้ เมื่อแถบบริเวณแม่น้ำเอ็กซ์ มีรอยเท้าประหลาดปรากฏอยู่ทั่ว มันเป็นรอเท้าที่พึ่งเหยียบมาใหม่ รูปร่างเหมือนรอยเท้าของลา ขนาดของมัน 4 นิ้ว กว้าง 2 นิ้วเศษ ลักษณะของรอยเท้านั้นมีทั้งด้านซ้ายและด้านขวาขนานกันไป เป็นรอยเท้าเดียวๆ ของเท้าข้างหนึ่งเดินตามรอยของเท้าอีกข้างหนึ่งซึ่งเป็นแถวเดี่ยว ระยะห่างของรอยเท้าแต่ละรอยก็เท่ากันหมด และรอยประหลาดเหล่านี้จะเดินเป็นเส้นตรงกว่า 100 ไมล์ โดยผ่านไปยังสวนหลังบ้าน หลังคาบ้าน หรือลอมฟาง และกำแพงสูง โดยอุปสรรค์แต่ละเส้นทางที่เจ้าของรอยเท้านี้ผ่านไปไม่กระทบกระเทือนเลย และไม่ทำให้ระยะห่างของรอยเท้าแต่ละก้าวเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย มันเดินราวกับว่ากำแพงที่ขวางกั้นนั้นไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางการเดินทาง แม้กระทั้งรั้วกั้นสูงๆ ประตูที่ปิดกุญแจไว้ มันก็สามารถทะลุผ่านได้ ทำให้หลายคนคิดว่า มันคือรอยเท้าของปีศาจ ส่งผลทำให้คนในพื้นที่นั้นหวาดกลัวกันมาก

 

FeliciaFelix-Mentor

FeliciaFelix-Mentor

7. FeliciaFelix-Mentor

เฟลิกเซีย เฟลิกซ์-เมนเทอร์ เธอเป็นผู้หญิงชาวไฮติที่เชื่อว่าถูกทำให้เป็นซอมบี้ ในตอนต้นศตวรรษที่ 20 โดยจากรายงานอย่างเป็นทางการระบุว่าเธอเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1907 หลังจากเจ็บป่วยกะทันหันโดยเชื่อว่าเป็นคำสาปของหมอผีชาวไฮติที่ทำให้คนกลายเป็นซอมบี้ ในปี 1936 มีคนพบเธออยู่ท้องถนน(ในรายงานไม่ระบุว่าเธอเปลือยหรือใส่เสื้อผ้ามอมแมม เพราะหลายเว็บต่างระบุเรื่องเหล่านี้ไม่ตรงกันเลย) เธอเดินทางไปฟาร์มของพ่อโดยเธอยืนยันว่าเธอคือเฟลิกเซีย เฟลิกซ์-เมนเทอร์ที่เสียชีวิตเมื่อปี 1907 เนื่องจากสุขภาพไม่ดีเธอเลยถูกส่งไปโรงพยาบาลของรัฐ และจากการตรวจสอบพบว่าเธอมีพฤติกรรมที่ประหลาดคือเธอไร้อารมณ์ความรู้สึก และบ่อยครั้งมากที่เธอพูดถึงตนเองหรือบุคคลที่สามโดยปราศจากความรู้สึกใดๆ และค่อนข้างชาชินกับโลกและสิ่งรอบตัวของเธอ

 

Chupas

Chupas

8. Chupas วัตถุลึกลับ

Chupas คือวัตถุลึกลับที่คล้ายยูเอฟโอที่หลายคนอ้างว่าสามารถพบได้ในตอนกลางคืนที่ป่าตะวันออกของบราซิล พวกเขาอธิบายว่ามันเป็นวัตถุที่มีลักษณะคล้ายโลหะขนาดเล็กและบินได้ มันทำเสียงฟู่เหมือนตู้เย็นหรือหม้อแปลงไฟฟ้า เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่แถบนั้นมักออกไปข้างนอกตอนกลางคืนเพื่อล่ากวางเป็นอาหาร ดังนั้นพวกเขามักปีนบนต้นไม้เพื่อรอเหยื่อของพวกเขา และมันมักโผล่มาในเวลานี้ โดยมันจะเปล่งแสงสีขาวสว่างและพวกเขาเชื่อว่าแสงนี้อาจทำให้พวกเขาตาย และบางคนเกิดอาการป่วย ในขณะที่นักล่าส่วนใหญ่พยายามยิงสิ่งนั้นแต่ปรากฏว่ามันไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้น

 

SS-Ourang-Medan

SS-Ourang-Medan

9. SS Ourang Medan

ในเดือนกุมภาพันธ์ 1948 ได้รับข้อความช่วยเหลือจากเรือบรรทุกสินค้าของชาวดัตช์ Ourang Medan ที่ลอยเหนือน่านน้ำอินโดนีเซีย ในสภาพเรือแตก โดยมีข้อความ SOS คือ ?All officers including captain are dead lying in chartroom and bridge Possibly whole crew dead.? แปลว่า ?เจ้าหน้าที่ทุกคนรวมทั้งกัปตัน นอนตายอยู่ในห้องนั่งเล่นและสะพานเรือ เป็นไปได้ว่าลูกเรือทั้งหมดตายแล้ว?ข้อความนี้เป็นรหัสมอร์สซึ่งเป็นข้อความความหมายสุดท้ายที่น่ากลัว และเมื่อมีคนขึ้นไปบนเรือดังกล่าวก็พบเรื่องประหลาดเมื่อลูกเรือทั้งหมดและกัปตันเรือดังกล่าวตายหมดแล้วตาของพวกเขาเปิดโพลงใบหน้ามองไปยังดวงอาทิตย์แขนยื่นออก(บางคนเอามือชี้ไปยังสิ่งที่มองไม่เห็น)และใบหน้าของเขาแสดงสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด แม้แต่สุนัขบนเรือก็ตายโดยสภาพเหมือนกับว่ามองเห็นศัตรูที่มองไม่เห็นบางอย่างที่ห้องหม้อไอน้ำ ระหว่างที่ช่วยเหลือลูกเรือก็รู้สึกหนาวขึ้นมา ทั้งๆ ที่วันนั้นอากาศร้อน และระหว่างกลับก็มีควันออกมาจากเรือด้วย ซึ่งจากการสันนิษฐานพบว่าลูกเรืออาจถูกโจมตีโดยยูเอฟโอหรือพื้นที่สามเหลี่ยมอาถรรพ์ แต่สำหรับคนที่ไม่เชื่อก็จะบอกว่าอาจเกิดพิษคาร์บอนมอนอกไซด์ หรือเรืออาจบรรทุกสินค้าวัสดุอันตรายจำพวกพิษที่ทำให้หายใจไม่ออกและเกิดรั่วขึ้น แต่จนถึงทุกวันนี้เรื่องที่เกิดขึ้นบนเรือ Ourang Medan และลูกเรือทั้งหมดของเรือยังคงลึกลับ

 

GEF

GEF

10. GEF

หมายถึงการพูดคุยหรือการติดต่อสื่อสารกับผีพังพอน(สัตว์ลึกลับ, ผี หรือเรื่องหลอกลวง)ได้ โดยรายงานนี้มาจากครอบครัวที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านดาลบีที่เกาะแมน(Isle of Man)

ในเดือนกันยายน ครอบครัวเออร์วิง?ที่ประกอบด้วยเจมส์ มากาเร็ต และลูกสาว Voirrey (อายุ 13 ปี) อ้างว่าได้ยินเสียงข่วนประหลาด ซึ่งเป็นเสียงกรอบแกรบหลังบ้านของพวกเขา ที่พุ่มไม้และด้านหลังโรงนาที่ทำด้วยไม้ของพวกเขา ในตอนแรกพวกเขาคิดว่าเป็นหนู หากแต่เมื่อเห็นก็พบว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อนและมันทำท่าทางเหมือนจะคาย หรือคุ้ยเขี่ย ชอบคำรามเหมือนสุนัข และเหมือนทารก นอกจากนี้มันยังสามารถพูดเป็นภาษามนุษย์ได้อีกด้วย!! โดยมันแนะนำว่าตนเองเป็นพังพอน ชื่อ GEF อ้างว่าเกิดที่นิวเดลี อินเดีย ในปี 1852 โดย Voirrey เป็นบุคคลเดียวที่เห็นเจ้าพังพอนนี้ชัดที่สุด(และติดต่อกับมันสนิทที่สุด) โดยมันมีขนาดเล็กเท่าหนู มีขนสีเหลือง และหางเป็นพวงขนาดใหญ่

เจ้าพังพอนตนนี้ยังคงเป็นมิตรต่อครอบครัวของเด็กสาว และเจมส์ได้เขียนบันทึกประจำวันเกี่ยวกับพังพอนนี้ไว้ระหว่างปี 1932-1935 ซึ่งปัจจุบันนี้บันทึกที่ว่าอยู่ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยลอนดอน และเจ้าพังพอนนี้ก็กลายเป็นที่นิยมที่ช่วยเรียกนักข่าวและฝูงชนไปยังเกาะแห่งนี้เพื่อดูสัตว์ดังกล่าว แต่กระนั้นหลายคนก็บอกว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องหลอกลวง เนื่องจากเพื่อนบ้านออกมาสัมภาษณ์ว่าพวกเขาไม่เคยหรือได้ยินพังพอนที่ว่า(แต่เพื่อนบ้านบางคนก็บอกว่าเคยได้ยินเสียงแปลกๆ รอบบ้านของพวกเขาเหมือนกัน) และนอกจากนี้ยังมีรูปถ่ายบางส่วนที่เป็นร่องรอยของพังพอน ส่วน Voirrey เด็กหญิงที่เห็นพังพอนดังกล่าวได้เสียชีวิตลงเมื่อปี 2005 และในช่วงสุดท้ายของชีวิตเธอก็ยังยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง

 

ข้อมูล anachatalk.blogspot.com

ที่มา teen.mthai.com/variety/74336.html

อยากรวยต้องอ่านนี่คาถามหาเฮง สวดแล้วดีสวดแล้วเฮง!


วันนี้เอาใจชาว MoohunDesign ที่ชอบสวดมนต์ ท่องคาถาเป็นพิเศษ เพราะเรามีบทสวดคาถาขอโชคลาภ ร่ำรวยทรัพย์ มากมายมาให้เลือกสวดกันค่ะ

คาถามหาเฮง

แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ให้เลือกค่ะ

1.ก่อนเสี่ยงโชค

เอาไว้สวดหรือท่องก่อนออกเดินทางไปเสี่ยงโชค ก่อนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ซื้อล็อตเตอรี่

2.สวดประจำ

ส่วนใหญ่จะเป็นวันละครั้ง ไว้สวดเพื่อสั่งสมโชคให้คงอยู่กับตัวเรา

3.เวลาไหนก็ได้

สวดได้ตลอดเวลาที่ต้องการ จะตอนเล่นอยู่ ก่อนเล่น ระหว่างเดินทาง ตอนไหนก็ได้

โดยหลักในการท่องคาถาหรือบทสวดต่างๆนั้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งเลยก็คือ เราจะต้องมีสมาธิ มีใจที่ตั้งมั่น หรือมีความเชื่อความศรัทธาภายในจิตใจเสียก่อน ถึงจะเห็นผล

 คาถามหาเฮง

เริ่มจากกลุ่มแรก สวดก่อนเดินทางหรือเสี่ยงโชค

คาถาเสี่ยงโชค

บทนี้สำคัญมาก เป็นบทของการเสี่ยงทายทุกชนิด ท่านจะทำอะไรทุกอย่างในการพนันขันต่อ ก็ให้สวดบทนี้ก่อนจึงไป หรือแม้แต่ซื้อล็อตเตอรี่ สวดก่อนแล้วหยิบขึ้น
หากใจแน่วแน่จริง จะเป็นผลแก่ตัวเอง ให้สวดถึงเจ็ดจบจึงประเสริฐ ดังนี้

ตั้งนโม 3 จบ แล้วสวดเจ็บจบ

อินทะยะสัง เทวะยะสัง
พรหมะยะสัง มหาพรหมะยะสัง
อิสียะสัง มะหาอิสียะสัง
มุนียะสัง มะหามุนียะสัง
ปุริสะยะสัง มะหาปุริสะยะสัง
จักกะวัตติยะสัง มะหาจักกะวัตติยะสัง
พุทธะยะสัง ปัจเจกะพุทธะยะสัง อะระหันตะยะสัง

สัพพะสิทธิวิชชา จะระณะยะสัง
สัพพะโลกา ธิปะติญาณะยะสัง
สัพพะโลกะ จะริยะญาณะยะสัง
เอเตนะ ยะเสนะ
เอเตนะ สัจจะวะจะเนนะ

มะมะสุวัตถิ โหตุ มัยหัง สวาหายะ
นะโม พุทธัสสะ นะโม ธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ
เสยยะถีทัง หุรูหุรู สวาหายะฯ

คาถาโชคลาภ

เป็นคาถาที่ใช้สวดภาวนาเพื่อให้เกิดโชคลาภแบบฟลุ้คๆขึ้นมาได้
เอามาเสกกับน้ำแล้วแตะหน้าผาก

โพธิ มะหิสะกะ
อิถิพุนะ อิถิสัตโต อิถีวาโย
เอหิ มะ มะ นะกาโร โหติ สัมภะโว

คาถาโชคลาภ

ใช้ภาวนากับกระเป๋าสตางค์ จะทำให้ไม่ขัดสน

นะโมพุทธายะ
นะมะ พะทะ จะ ภะ กะ สะ นะ อุ อุ นะ
เตชะสุเนนะ มะภูจะนาวิเวอิตินะยะปะรังยุตเต

คาถาโชคลาภ

ใช้ภาวนาเพื่อให้เกิดโชคลาภ อาจจะใช้เสกกับน้ำแล้วใช้ล้างหน้าก็ได้

นะโมพุทธายะ
สัพพะสิเนหา จะปูชิโต
สัพพะโกรธาวินาสสันตุ
อะเสสะโตเมตตากรุณายัง
ทะยะวิสาโสปิยามะนา
โปเมสัพพะโลกัสสมิง

คาถาเงินล้าน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

สวด 9 จบ

พรหมาจะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ
พรหมาจะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุเม
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุเม มิเตพาหุหะติ

 คาถามหาเฮง

กลุ่มที่สอง สวดเป็นประจำ

คาถามหาเศรษฐี

สวด 5 จบ, 7 จบ, 9 จบ ทุกวัน

จัตตาโร สติปัฎฐานา
จัตตาโร อิทธิปาทา สัมมาอาชีโว

คาถาเจริญโภคทรัพย์

สวดทุกวัน

นิจจัง กาลัง ปิยัง โหติ เทวาตาปี นิปัตเตยยัง
มหาเตชัง มหาตะปัง พะเลเนเน เตเชชะยะตุ ชะยะมังคะลัง

คาถารวยไม่จำกัดเวลา

สวดทุกวันเป็นการเรียกโชคลาภ ให้เข้ามาทั้งกลางวัน กลางคืน ได้ตลอดเวลา

นะชาลีติ ประสิทธิลาภา ปะสันนะจิตตา
สะทาโหนติ ปิยังมะมะ สัพเพชะนา พะหูชะนา
สัพเพทิสา สะมาคะตา กาละโภชะนา
วิกาละโภชะนา อะคัจ ฉันติ ปิยัง มะมะ

คาถาเรียกทรัพย์

สวดทุกวัน

นะชาลีติ สิมพะลี จะมหาเถโร
สุวัณณะมามา โภชนะมามา
วัตถุ วัตถา พะลาพะลังมามา โภคะมามา มหาลาโภมามา
สัพเพ ชะนา พะหู ชะนา ภะวันตุ เม

พระคาถาเสริมทรัพย์

พุทธะ มะอะอุ
นะโมพุทธายะ
วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา
วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย
พุทธัสสะ มาณีมามะ
พุทธัสสะ สะวาโหม

คาถาคนจะรวย

สวด 3 จบ

เวทาสากุ กุสาทาเว
ทายะสาตะ ตะสายะทา
ทาสาทิกุ กุตะกุภู ภูกุตะกุ

คาถามหาลาภ เรียกลาภ

นะโมสามจบ แล้วสวดภาวนาก่อนนอน 3จบ จะเรียกทรัพย์โชคภลาภให้มีได้อย่างน่าอัศจรรย์

นะมามีมา มะหาลาภา อิติพุทธัสสะ
สุวัณณังวา ระชะตังวา มะณีวา ธะนังวา
พีชังวา อัตถังวา ปัตถังวา
เอหิ เอหิ อาคัจเฉยยะ
อิติมีมา นะมามิหัง

คาถาขอลาภจากพระสีวลี

สวดก่อนนอน ตื่นนอน หรือก่อนออกไปทำงาน, เสี่ยงโชค

สีวลีจะมหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต
โสระโห ปัจจะยาทิมหิ สีวะลี จะมหาเถโร ยักขา เทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ
อะหัง วันทามิตัง สะทา สีวะลี เถระคุณัง เอตัง โสตถิ ลาภัง ภะวันตุ เม

คาถาบูชาความสำเร็จ

สวดจบแล้วตั้งจิตอธิษฐานตามความปรารถนา

อะอุมะ พุทโธ นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ สัตตะนะตะยา
นุภาเวนะ สะทาโสตถี ภะวันตุเม อิทธิ อิทธิ ฤทธิ ฤทธิ สิทธิ สิทธิ ชัยยะ ชัยยะ
ลาภะ อุตะระเรนะ พุทธะ นิมิตตัง อิติ ธัมมะ นิมิตตัง อิติ สังฆัง นิมิตตัง อิติ

 คาถามหาเฮง

กลุ่มที่สาม สวดได้ตลอดเวลา

คาถาเร่งลาภ

สัมปะติจฉามิ

คาถาเรียกทรัพย์

พุทธังเป็นเงิน
ธัมมังเป็นทอง
สังฆังเป็นข้าวของ
ไหลมาเทมา

คาถาเรียกเงินเรียกทอง

พุทธังโหม ธัมมังโหม สังฆังล้อม
อันตะรายะ วินาศสันติ

คาถาเสริมดวง

ท่อง 5 จบ เสริมดวงโชคลาภ ให้มีกำลังใจอดทน

นะ สะ จะ กะ

คาถาโชคดี

สวด 9 จบ เสกเป่าลมออกไปเพื่อให้โชคดีเวลาเสี่ยงโชคต่างๆ หรือเวลาทำไพ่

อุ เย อะ เย

คาถาปัจเจกพุทธเจ้า

ตั้งนะโม 3 จบแล้วสวด 3จบ

ก่อนนอน ตื่นนอน ให้ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย
ว่างเมื่อไหร่ท่องเมื่อนั้น ตั้งใจสวดเป็นประจำ
จะมีแต่สิ่งดีๆ จะเกิดทรัพย์มากมาย
เคล็ดลับให้เอาเงินมากำอยู่ในมือขณะสวดด้วย จะได้ผลเร็วขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

พุทธะ มะ อะ อุ นะโม พุทธายะ
วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถีโย
พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สะวาโหม

และนี่เป็นคาถาต่างๆ ทีเรานำมาฝากกันใครสะดวกจะสวดแบบไหนลองเลือกสวดกันดูเลยค่ะ…แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ควรงมงายจนเกินไป ต้องขยันทำงานสุจริตด้วย เพราะถ้าหากเอาแต่ท่องคาถาแต่ไม่ทำงานเงินก็ไม่เข้ากระเป๋านะคะ…

ขอบคุณข้อมูลจาก : FW Mail

ที่มา Sanook

ป่าอาโอกิกาฮาระ ป่าอาถรรพ์สุดหลอนแห่งญี่ปุ่น (ป่าฆ่าตัวตาย) 20+


อาโอกิงาฮาระ ถูกจัดเป็นสถานที่ที่มีคนมาฆ่าตัวตายมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากสะพานโกลเดนเกต
ของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ทำไมต้องเป็นป่าแห่งนี้ อาซึสะ ฮายาโนะ ผู้ศึกษาเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายในป่าแห่งนี้มานานกว่า
30 ปี เผยว่า ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนเลือกมาฆ่าตัวตายที่อาโอกิงาฮาระ
อาจเป็นการทำตามกระแส 

โดยเมื่อปี 1960 เคยมีนวนิยายเรื่อง ‘ทะเลป่าสีดำ’ (Black Sea of Trees)ของนายSeicho matsumoto
เป็นสถานที่ที่สองตัวละครในนวนิยายของเขามาฆ่าตัวตาย 

(แต่ความจริงของความจริงสำหรับเรื่องนี้คือ ในศตวรรษที่19 เหล่าชาวนาผู้ทนความยากจนข้นแค้น
ไม่ไหวเลยเดินทางมาฆ่าตัวตายที่นี่เพื่อให้ ลูกๆของพวกเขามีอาหารพอเพียงที่จะมีชีวิตรอด )

แต่การฆ่าตัวตายในป่าอาโอกิงาฮาระ มีมาก่อนนวนิยายเรื่องดังกล่าวจะถูกเขียน และสิ่งที่เขาพบในป่าตลอดหลายสิบปี
ทำให้รู้ว่า ผู้ที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ด้วยตัวเอง มักไม่มีความคิดที่จะกลับออกไปอีกแล้ว บางคนยังมาอาศัยอยู่ที่นี่
ก่อนที่จะจบชีวิตตัวเอง หรือบางคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะตายดีหรือไม่ ก็มักจะทิ้งเครื่องหมายบอกทางไว้เสมอ
เพื่อบอกทางกลับหากเขาเปลี่ยนใจไม่ฆ่าตัวตาย

อาซูสะ ฮายาโนะ ซึ่งศึกษาและดูแลผืนป่าอาโอกิกาฮาระมานานกว่า 30 ปี บอกว่า แม้ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่า
กระแสนิยมเช่นนี้มีที่มาอย่างไร หน้าที่ประจำอย่างหนึ่งของเขาก็คือ ค้นหาศพคนที่ฆ่าตัวตายในป่า หรือเข้าไป
ห้ามปรามหากยังไม่สายเกินไป ซึ่งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เฉพาะตัวเขาคนเดียวก็พบศพมาแล้วไม่ต่ำกว่า 100 ศพ

นักธรณีวิทยาวัยกลางคนผู้นี้นำทีมถ่ายทำสารคดีจาก Vice World เข้าไปยังสถานที่ซึ่งชื่อว่า “จูไก”
เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ที่พบเจอมาเขาชี้ให้ทีมงานดูร่องรอยบางอย่างบนต้นไม้ ซึ่งแสดงให้เห็นสภาพจิตใจ
ของคนที่กำลังจะฆ่าตัวตาย หรือแม้แต่บางคนที่เปลี่ยนใจขอมีชีวิตอยู่ต่อ

บางคนอาจนึกสงสัยว่า ฮายาโนะ มีสภาพจิตไม่ปกติ จึงสนใจเรื่องความตายมากเช่นนี้ แต่เมื่อรับชมสารคดีต่อไปเรื่อยๆ
ก็จะพบว่าหนุ่มใหญ่เสียงนุ่มและช่างครุ่นคิดคนนี้เพียงปรารถนาจะเข้าใจ และป้องกันมิให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นอีกเท่านั้น
สารคดีดังกล่าวยังเผยภาพชวนสยองในป่ามรณะ ไม่ว่าจะเป็นร่างไร้วิญญาณที่ห้อยอยู่บนต้นไม้ รวมถึงทรัพย์สินของผู้ตาย
และร่องรอยของความโศกเศร้าหรือลังเลก่อนที่พวกเขาจะตัดสินใจลาโลก

ป้ายเตือนสติถูกปักไว้ทรงจุดเชื่อมระหว่างทางเดินชมธรรมชาติกับพื้นที่ห้ามเข้า เพื่อให้คนที่คิดจะฆ่าตัวตาย
ทบทวนใหม่ให้ดี เพราะเมื่อก้าวออกจากจุดนี้ไป หลายคนไม่มีวันได้ย้อนกลับมาอีกบางคนที่ยังตัดสินใจไม่เด็ดขาด
ว่าจะฆ่าตัวตายหรือไม่ ใช้สายเทปโยงตามเส้นทางที่ตนเองเดินมา เพื่อจะย้อนกลับไปสู่โลกภายนอกได้อีก
หากเปลี่ยนใจ

“แต่ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าคุณเดินตามเทปพวกนั้นไปก็จะพบอะไรบางอย่างเสมอ” 
เขาบอก
“อาจจะพบศพ หรือไม่ก็ร่องรอยว่าเคยมีคนไปถึงที่นั่น”

อย่างไรก็ตาม ฮายาโนะระบุว่า ค่านิยมของการฆ่าตัวตายของชาวญี่ปุ่นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สมัยก่อน ซามูไร
กระทำการ ‘ฮาราคีรี’ หรือการคว้านท้องปลิดชีพตนเอง เพื่อเป็นเกียรติต่อตัวเอง แต่การฆ่าตัวตายในปัจจุบัน
สะท้อนให้เป็นปัญหาของสังคมยุคใหม่ ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี ที่คนตัดขาดจากสังคม หรือถูกสังคมโดดเดี่ยวมากขึ้น
อันเป็นผลจากอินเทอร์เน็ต “ทุกวันนี้ เราสามารถมีชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์ได้ตลอดทั้งวัน 

แต่ความจริงที่ว่า ยังจำเป็นที่เราต้องพบหน้าใครสักคน อ่านความรู้สึกทางสีหน้า หรือได้ยินเสียง เพื่อให้เราเข้าใจ
ความรู้สึกกันได้อย่างถ่องแท้ เพื่อใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข



ป่าแห่งนี้ไม่ได้โด่งดังเฉพาะในญี่ปุ่น คนทั่วโลกรับรู้ถึงความแปลกประหลาด และน่าสะพรึงกลัวของมัน
จนกระทั้ง เจนนิเฟอร์ เซนท์ส นัดจิตวิทยา ร่วมกับ จอห์น เอล. สกิลล์ตัน ผู้ชื่นชอบในการบุกเกบิก
พร้อมกับทีมงานกลุ่มหนึงได้เดินทางไปยังป่าแห่งนี้ เพื่อถ่ายทำสารคดีและพิสูจน์ความจริง ด้วยสมมติฐานว่า
“ผู้ที่เข้าไปในป่าอาโอกิงาฮาระ จะพบอะไรบางอย่างที่ทำให้พวกเขาอยากตาย”

เจน ญาณทิพย์..เอร๊ยยเจนนิเฟอร์ เล่าว่า “ทันทีที่เดินเข้าไปในป่าตามลำพัง บรรยากาศนั้นเงียบวังเวงมาก
คุณอาจพบเศษซากของผู้ที่ฆ่าตัวตาย เช่น เศษเสื้อผ้า รองเท้า หรือข้อความจารึกบนต้นไม้ บางข้อความ
เป็นการสั่งเสีย บันทึกเวลาตาย รวมถึงระบายความมทุกข์ แต่ที่แน่ๆ ในป่าแห่งนี้รู้สึกถึงความรันทดสิ้นหวัง
ว่างเปล่า และแน่นอนคุณจะคิดถึงความตาย ไม่แปลกถ้าอยู่ดีๆ คุณจะอยากตายขึ้นมา”



ส่วนจอห์น เล่าว่า “ผมรู้สึกเหมือนมีบางอย่างจ้องผมทุกที่ตลอดเวลา ยิ่งเดินลึกเข้าไไปในความเงียบ
ยิ่งทำให้ผมประสาท บางอย่างทำให้ผมคิดถึงช่วงเวลาที่แย่มากในชีวิต เหมือนภาพนิมิตที่ผุดออกมาเรื่อยๆ
เรื่องแล้วเรื่องเล่า มันเป็นเหมือนสุสานที่เชื้อเชิญคุณให้คุณทิ้งปัญหาทุกอย่างเสีย แล้วก้าวสู่ความตาย”

ปัจจุบันนี้ ป่าแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงเป็นสถานที่จัดกิจกรรมอย่างเช่นตั้งแคมป์ แข่งกีฬากลางแจ้ง
แต่คนที่เคยไปต่างเกิดความรู้สึกเดียวกัน ว่าที่แห่งนี้บรรยากาศไม่ดี น่าหดหู่ บางครั้งยังรู้สึกเหมือนกับว่า มีสายตา
จ้องมองมาจากในป่า ทำให้อาโอกิงาฮาระ ได้ชื่อว่าเป็นป่าอาถรรพณ์ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก
และมีผู้เดินทางไปเพื่อพักผ่อนชั่วคราว หรือพักไปตลอดกาลอย่างไม่ขาดสายทุกปี

credit :: ไทยรัฐออนไลน์

แนะนำ 25 สถานที่ท่องเที่ยวในแบบ “Dark Tourism” สำหรับคนที่อยากเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ!


แนะนำ 25 สถานที่ท่องเที่ยวในแบบ “Dark Tourism” สำหรับคนที่อยากเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ!!

หากพูดถึงการท่องเที่ยว แน่นอนว่าทุกคนจะนึกถึงสถานที่ที่ไปแล้วมีความสนุกสนาน ความท้าทาย และเปิดรับประสบการใหม่ๆ แต่เพื่อนๆรู้ไหมว่า ในปัจจุบันมีการท่องเที่ยวประเภทหนึ่งที่ไม่ได้เป็นตามกระแส และถึงอย่างนั้นก็มีจำนวนผู้สนใจมากขึ้นทุกที

 

นั่นก็คือการท่องเที่ยวแบบ “Dark Tourism” โดยนักท่องเที่ยวในกลุ่มนี้จะนิยมไปเยี่ยมสถานที่ที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกเพราะอุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ การฆาตกรรมหรือถูกโจมตีจากผู้ก่อการร้าย พวกเขาไปดูซากปรักหักพังต่างๆ หรือไปเพื่อย้อนรอยเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์นั่นเองครับ

 

สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่อยากจะลองมาท่องเที่ยวแบบ Dark Tourism ดูบ้าง ผมก็มีสถานที่อย่างว่ามาแนะนำให้เพื่อนๆถึง 25 แห่งด้วยกัน ถ้าหากว่ามีโอกาสก็อย่าลืมแวะไปเที่ยวกันดูนะครับ

 

1.) Kigali Genocide Memorial Centre, Rwanda

dt1

 

2.) Auschwitz Concentration Camp, Poland

dt2

 

3.) Alcatraz, California

dt3

 

4.) Banff Springs Hotel, Canada

dt4

 

5.) Fukushima, Japan

dt5

 

6.) Babenhausen Barracks, Germany

dt6

 

7.) London Dungeon, England

dt7

 

8.) Riddle House, Florida

dt8

 

9.) Choeung Ek, Cambodia

dt9

 

10.) Ground Zero, New York

dt10

 

11.) Pompeii, Italy

dt11

 

12.) Island of the Dolls, Mexico

dt12

 

13.) Costa Concordia Shipwreck, Italy

dt13

 

14.) Oradour-sur-Glane, France

dt14

 

15.) Bran Castle, Romania

dt15

 

16.) Stull Cemetery, Kansas

dt16

 

17.) Leap Castle

dt17

 

18.) Suicide Forest, Japan

dt18

 

19.) The Ridges, Ohio

dt19

 

20.) Somme Battlefields, France

dt20

 

21.) Pripyat, Ukraine

dt21

 

22.) Belchite, Spain

dt22

 

23.) La Noria Cemetery, Chile

dt23

 

24.) Sedlec Ossuary, Czech Republic

dt24

 

25.) Okpo Land, South Korea

dt25

ข้อมูลจาก: viralnova

ที่มา:h ttp://www.wegointer.com/2014/10/dark-tourism/

10 ความเชื่อสุดเก่า (แก่) ที่มีมาตั้งแต่รุ่นพ่อ!!


ถ้าพูดถึงเรื่องความเชื่อเนี่ยยืนยัน นั่งยัน นอนยันได้เลยว่าไม่มีประเทศไหนจะมีมากไปกว่าบ้านเราอีกแล้ว ที่ไม่ว่าจะทำอะไร หยิบจับอะไรก็จะมีคำเตือนจากรุ่นโบราณคอยตักเตือนมาตลอด วันนี้ทางทีมงานจึงได้นำ 10 ความเชื่อที่ใครๆก็ต้องเคยได้ยิน (ถูกบ่น) จากบรรดาปู่ ย่า ตา ยายทั้งหลายมาฝากกัน
10. จิ้งจกร้องทัก..
สมัยก่อนเนี่ยจิ้งจกตามบ้านจะมีเยอะกว่านี้มาก และเมื่อไหร่ที่กำลังจะก้าวเท้าออกจากบ้านแล้วได้ยินเสียงจิ้งจกร้อง จะไม่มีใครกล้าออกจากบ้านเลยล่ะค่ะ เรียกได้ว่าถ้ามีนัดก็ต้องยกเลิกไปเลย เพราะเค้าเชื่อว่าการที่จิ้งจกร้องทักเป็นลางร้าย ถ้าออกไปอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น..แต่จริงๆแล้วจิ้งจกมันจะร้องเวลาไหนก็ได้ไม่ใช่หรอ?

ขอบคุณรูปจาก http://www.biogang.net/biodiversity_view.php?menu=biodiversity&uid=47324&id=196645

9. คนที่เกิดมามีปาน
ความเชื่อนี้ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ ว่าคนที่เกิดมามีปานจะเคยเกิดมาแล้วในชาติก่อนๆรึเปล่า ที่ก่อนตายครอบครัว หรือคนรักได้ทำการสร้างตำหนิไว้ โดยการนำเอาปูนแดง หรือถ่าน มาป้ายตามตัวเพื่อให้เห็นได้ชัด!! เอาเป็นว่าลองไปหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ดูดีกว่าว่ามันเกิดจากอะไรน๊า?

ขอบคุณรูปจาก http://noolee55.blogspot.com/2012/06/blog-post_26.html

8. เสียงเรียกปริศนายามค่ำคืน
สมัยก่อน(หรือสมัยนี้) เชื่อว่าถ้ามีเสียงคนเรียกตอนกลางคืนอย่าขานรับ เพราะเป็นเสียงของดวงวิญญาณ และถ้าหากตอบรับจะเหมือนเป็นการอนุญาตให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นเข้ามาในบ้าน บางทีก็จะเข้ามาทำร้ายคนในครอบครัวได้!! แต่จริงๆแล้วอาจจะเป็นการสอนมารยาทก็เป็นได้ เพราะการตะโกนตอบรับในสมัยนั้นถือว่าไม่สุภาพสุดๆไปเลย

ขอบคุณรูปจาก http://variety.thaiza.com

7. อย่าให้ของขวัญใครเป็นผ้าเช็ดหน้า
คงได้ยินคำเตือนนี้กันบ่อยๆ และคงไม่เคยมีใครได้รับของขวัญเป็นผ้าเช็ดหน้ากันใช่มั้ยคะ? นั่นเป็นเพราะความเชื่อที่ว่าหากซื้อผ้าเช็ดหน้าให้คนรัก เพื่อนสนิท จะเป็นลางไม่ดี ทำให้เกิดเหตุจากลา ร้องไห้และใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้มาเช็ดน้ำตา!! เอาจริงๆมันก็อาจจะเป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากได้ผ้าเช็ดหน้าเป็นของขวัญกันรึเปล่าน้า เลยเชื่อกันซะสนิท

ขอบคุณรูปจาก http://www.rumruay.com/

6. มือชนกันระหว่างตักข้าว
เป็นอีกความเชื่อที่ไม่มีที่มาที่ไปเอาซะเลย กับการที่นั่งกินข้าวกันอยู่แล้วมีคนมีชนกันระหว่างเอื้อมมือไปตักอาหาร แล้วเชื่อว่าจะมีคนมาเยี่ยมเยือนที่บ้าน!! จริงๆแล้วอาหารจานนั้นอาจจะอร่อยมากๆจนใครๆก็อยากจะตักทาน แต่ดันใจตรงกันตักพร้อมกันซะงั้น ไม่เห็นจะเกี่ยวกับจะมีคนมาเยี่ยมเลย..ว่ามั้ยคะ?

ขอบคุณรูปจาก http://www.chomthai.com/forum/view.php?qID=2918

5. ห้ามทักเด็กแรกเกิดว่าน่ารัก!!
งงกันใช่มั้ยคะว่าทำไมแต่ก่อนเค้าถึงห้ามทักแบบนี้ เพราะเชื่อกันว่าถ้าทักแบบนี้ผี สาง เทวดาทั้งหลายจะได้ยินและมาเอาชีวิตเด็กไป ดังนั้นเลยต้องทักว่า “น่าเกลียด น่าชัง” เพื่อให้เด็กปลอดภัย!? แต่ความเชื่อนี้ก็ถือว่ามาได้ไกลจริงๆค่ะ ขนาดทุกวันนี้คนยังทำตามกันอยู่เลย

ขอบคุณรูปจาก http://www.maeluke.com

4. เป็นผู้หญิงอย่านั่งขวางบันได
คนสมัยใหม่คงงงไม่น้อยว่าทำไมถึงห้ามนั่งกันล่ะ? ก็สมัยก่อนเชื่อกันว่าถ้าผู้หญิงนั่งขวางบันไดจะคลอดลูกยาก!! ซึ่งจริงๆมันน่าจะเป็นกลอุบายที่ให้เด็กผู้หญิงสมัยก่อนนั่งเรียบร้อย บนเก้าอี้มากกว่าไปนั่งแหกแข้งแหกขาขวางบันได คนจะขึ้นจะลงก็ลำบาก..ใครคิดเหมือนกันบ้างเอ่ย?

ขอบคุณรูปจาก http://kait-mjp.exteen.com/page/2

3. ตอนกลางคืนอย่ากวาดบ้านเชียว
ปัจจุบันอาจจะมีคนเชื่อเรื่องนี้อยู่ก็ได้ เพราะมันเกี่ยวกับเงินทอง!! ถ้าบ้านไหนมากวาดบ้านตอนกลางคืน เชื่อกันว่าเป็นการกวาดเงินทองที่หามาได้ในตอนเช้าออกไปหมด ซึ่งจริงๆอาจจะเป็นการเตือนคนในสมัยก่อนก็ได้ เพราะแต่ก่อนไฟฟ้าก็ไม่ได้เข้าถึงแบบทุกวันนี้ อาจจะเกิดอุบัติเหตุจากการกวาดบ้านแบบมืดๆก็ได้

ขอบคุณรูปจาก http://rianbow.wordpress.com/2011/02/13/

2. ห้ามตัดเล็บตอนกลางคืน
จริงๆเราก็น่าจะรู้เหตุผลที่แท้จริงอยู่แล้วว่าทำไมผู้ใหญ่เค้าถึงห้ามตัดเล็บตอนกลางคืน อาจจะไม่ใช่เพราะกลัววิญญาณบรรพบุรุษทั้งหลายจะไม่สงบสุขแบบที่คนโบราณเชื่อกันหรอก แต่น่าจะเป็นเพราะกลัวเราจะตัดนิ้วตัวเองต่างหาก!! ด้วยความที่แต่ก่อนไฟก็ไม่ได้มีทุกบ้าน แถมก็ไม่ได้สว่างแบบทุกวันนี้ เลยคงกลัวว่าจะเผลอไปตัดเนื้อเข้าให้ล่ะสิ

ขอบคุณรูปจาก http://imgarcade.com/1/clipping-fingernails/

1. อย่าเคาะจานข้าว
เชื่อเลยว่าข้อนี้หลายๆคนคงเคยได้ยินกันบ่อยๆเมื่อตอนยังเป็นเด็ก และเห็นการเคาะจาน ชามเป็นเรื่องสนุก แต่พอผู้ใหญ่บอกว่าถ้าเคาะแล้วจะเป็นการเรียกผี สางทั้งหลายให้มากินข้าวเท่านั้นแหละ โต๊ะก็เงียบลงอย่างไม่ต้องสงสัย ไอ้เรื่องของผี สาง เนี่ยเราจะไม่พูดถึง แต่ที่แน่ๆผู้ใหญ่คงไม่ต้องหนวกหูเพราะเสียงเคาะพวกนั้นแน่!!

ข่าวสุดพิศวง 10 อันดับ ที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้


เมื่อพูดถึงเรื่องพิศวงๆ ทั้งหลายประเทศเราไม่น้อยหน้าใคร เพราะมีกันให้อ่านให้ติดตามกันอยู่ทุกวัน เพราะจริงๆแล้วเรื่องพวกนี้ต้องบอกไว้ว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ขนาดบางเรื่องวงการวิทยาศาสตร์เองยังต้องยอมแพ้ เนื่องจากหาเหตุและผลไม่ได้ วันนี้ทางทีมงาน จึงได้นำเอา 10 ข่าวที่แสนจะน่าพิศวงมาให้ทุกคนได้อ่านและหาเหตุผลมาโต้แย้งกันดีกว่า..
อันดับ 10 พญานาคเล่นน้ำที่บึงโขงหลง
เป็นข่าวใหญ่โตขึ้นมาเมื่อเกิดพายุหมุนงวงช้างขึ้นที่บึงโขงหลง จังหวัดหนองคาย ที่แปลกคือตอนที่เกิดเหตุการณ์นี้ไม่มีพายุ ไม่มีลมพัดแรงๆแบบที่ควรจะเป็น เลยทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นพญานาคออกมาเล่นน้ำ เพราะในช่วงนั้นชาวบ้านได้จัดระเบียบบึงใหม่ ทำให้สะอาดขึ้น เลยว่ากันว่าพญานาคคงอยากจะฉลองบึงใหม่ซะหน่อย

อันดับ 9 งูจงอางแผ่แม่เบี้ยบนรูปปั้นสมเด็จโต
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง ที่ทำเอาชาวบ้านตกตะลึงเมื่อเห็นงูจงอางเลื้อยไปพันชูอยู่เหนือศีรษะรูปปั้นองค์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต และยังแผ่แม่เบี้ยด้วย โดยชาวบ้านบางส่วนเชื่อว่าเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์โตทรงลงมาโปรด บางส่วนก็เชื่อว่าเป็นการมาเตือนว่าจะมีอาเพศครั้งใหญ่ เหมือนครั้งก่อนๆที่เกิดน้ำท่วมก็เป็นได้

อันดับ 8 รูปหล่อสมเด็จโต พระธาตุผุดรอบองค์
กลายเป็นเรื่องใหญ่โตเมื่อรูปหล่อสมเด็จพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ที่วัดเจดีย์ยอดทอง จังหวัดพิษณุโลกได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดอันน่าตกใจขึ้น เพราะมีใยสีขาวๆมาห่อหุ้มตามจีวร จึงสร้างความประหลาดใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร? แต่หลายคนเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นลักษณะของพระธาตุอ่อนที่พบได้ตามเครื่องรางของ คลังที่พระเกจิรุ่นเก่าๆได้สร้างเอาไว้

อันดับ 7 ปอบอาละวาด หนุ่มตายปริศนา 18 ศพ
ภาคอีสานนั้นขึ้นชื่อในเรื่องของปอบอยู่แล้ว และที่ผ่านมาได้เกิดเรื่องราวแปลกๆขึ้นที่อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื่องจากมีชาวบ้าน (ผู้ชาย) เสียชีวิตติดต่อกันภายในหนึ่งเดือนถึง 18 คน!! ที่ไม่สามารถบอกสาเหตุการตายได้ เลยทำให้เชื่อกันว่าเป็นฝีมือของวิญญาณปอบผีฟ้าที่เข้ามากัดกินชาวบ้าน

อันดับ 6 เบอร์มรณะ ต่อ-ติด-ตาย
เหตุการณ์ที่น่าตกใจในแถวๆภาคเหนือ จนถึงกับต้องนำไปทำเป็นภาพยนตร์ที่มีเบอร์โทรศัพท์มือถือปริศนา เมื่อรับสายแล้วจะทำให้เกิดอาการแก้วหูแตก เลือดคลั่งในสมอง ไปจนถึงช็อกจนเสียชีวิต!! ตอนนั้นทำเอาคนกลัวการใช้โทรศัพท์ไปเลย ทางผู้เชี่ยวชาญเลยออกมาบอกว่าการรับโทรศัพท์แล้วเสียชีวิตไม่น่าเกิดขึ้นได้…แล้วที่เป็นข่าวกันครึกโครมนี่เกิดจากอะไรหว่า?

อันดับ 5 หาดแม่รำพึงกลืนชีวิต
หาดแม่รำพึงสถานที่ขึ้นชื่อเรื่องของการเกิดอุบัติเหตุคนถูกคลื่นซัดกลืนไปกับน้ำทะเลมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ทั้งๆที่บางครั้งเองก็ไม่ได้มีท่าทีว่าคลื่นลมแรง หรือแม่น้ำวน ทำเอาหลายคนกลัวการลงไปเล่นน้ำที่นี่ เพราะเชื่อว่าเป็นอาถรรพ์ตัวตายตัวแทนมากกว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติ

อันดับ 4 ภาพถ่ายติดวิญญาณเด็กทารกที่วัดไผ่เงิน
อีกหนึ่งภาพที่สังคมพูดถึงมาที่สุดในตอนนั้น คือภาพถ่ายติดถูกไฟ 2 ลูก ที่มีลักษณะเหมือนกับดวงวิญญาณ บางคนก็คาดว่าเป็นเพียงแค่ภาพสะท้อนของกระจก หรืออะไรที่มีลักษณะแวววาว แต่ทางคนในพื้นที่ก็บอกว่าแถวนั้นไม่ได้มีวัตถุที่จะทำให้เกิดรูปแบบนี้ได้ เลยเชื่อกันว่าอาจจะเป็นดวงวิญญาณของเด็กทารกที่ต้องการส่วนบุญส่วนกุศล

อันดับ 3 ชาวบ้านลือ ผีเด็กช่วยเด็กตกคลอง
ข่าวนี้น่าสนใจอย่างมาก เนื่องจากมีเด็ก 2 ขวบพลัดตกคลองมหานาค จากนั้นก็มีคนเห็นเด็กชายอายุประมาณ 9 เดือนกระโดดตามลงไปช่วย ชาวบ้านแถวนั้นเลยกระโดดตามลงไปช่วย แต่กลับช่วยได้เพียงแค่เด็กน้อย ส่วนเด็กชายคนนั้นหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ ขนาดให้นักประดาน้ำมาช่วยงมหาก็ยังไม่เจอ จึงเป็นเรื่องอาถรรพ์ที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นวิญญาณของเด็กชายที่เคยจมน้ำบริเวณนี้ตายมาช่วยชีวิตของเด็กน้อยคนนี้ไว้

อันดับ 2 วิญญาณชี้จุดหมกศพ
เชื่อว่าหลายคนคงจำกันได้กับเหตุการณ์ที่เป็นข่าวหน้าหนึ่งอยู่หลายอาทิตย์ ที่แม่ฝันเห็นลูกสาวที่หายตัวไปถึง 4 เดือน มาบอกว่าตนถูกฆ่าพร้อมกับบอกจุดที่ศพถูกฝัง แม่จึงลองมาขุดแต่ก็ไม่พบ คืนต่อมาก็ได้ฝันอีกและลูกสาวก็บอกว่าให้ขุดลึกลงไปกว่านั้น เช้าวันต่อมาแม่เลยมาขุดให้ลึกลงไปจึงได้พบโครงกระดูกของลูกสาวจนได้ ทำให้สามารถจับคนร้ายที่สุดท้ายก็คือสามีนั่นเอง!!!

อันดับ 1 เด็กขวบเศษฟื้นจากความตาย
เรื่องราวของเด็กคนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังมาตั้งแต่เกิด จนสุดท้ายก็ได้เสียชีวิตลง แต่ในขณะที่กำลังนำร่างไปประกอบพิธีทางศาสนา ก็ได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง!! ทำเอาทุกคนตกใจกันงาน โดยเรื่องนี้ทางการแพทย์ก็ยังไม่สามารถหาคำอธิบายได้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร..

หนุ่มผงะเจอศพบนตึกร้าง กลางกรุง หลังเดินขึ้นไปถ่ายรูป [Pantip]


ศพบนตึกร้าง
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก จส.100
             หนุ่มผงะ เจอศพที่ตึกร้าง หลังเดินขึ้นไปถ่ายรูป ติดต่อตำรวจไม่ได้ โพสต์ลงพันทิป โดนสงสัยเป็นเรื่องแต่ง ก่อนประสาน จส.100 จนพบ #ศพบนตึกร้าง
            เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2557 คุณ สมาชิกหมายเลข 1867995 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอมได้ตั้งกระทู้ “เจอศพ ที่ตึกร้าง!!!” เล่าเหตุการณ์ระทึกขวัญ หลังจากได้เดินทางไปเที่ยวสถานที่ถ่ายรูปสุดฮิตในตอนนี้ คือตึกร้างแห่งหนึ่ง ระหว่างที่กำลังเดินลงจากตึกพลางถ่ายรูปไปด้วย เขาก็พบศพภายในตึก แต่เกิดปัญหาคือ เมื่อโทร.ไปแจ้งที่ศูนย์นรินทร เจ้าหน้าที่ได้แนะนำว่าต้องแจ้งตำรวจก่อนจึงจะดำเนินการได้
             จากนั้นเขาจึงได้โทร 191 หาตำรวจ แต่สายไม่ว่าง โทร.อย่างไรก็ไม่ติด ระหว่างโทร.เขาลงจากตึกแล้ว อยู่บนสถานี BTS เขาต้องเดินลงมาที่ป้อมจราจร ตำรวจก็ไม่อยู่ จากนั้นจึงโทร. 199 เจ้าหน้าที่ก็ถามชื่อและรับฟังเรื่องราว ก่อนจะแนะนำให้โทร. 193 แต่ก็สายไม่ว่างเหมือนเดิม เขารู้สึกหมดหวังกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ และคิดว่า 199 รับเรื่องแล้ว จึงนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้านเลย แต่รู้สึกไม่สบายใจ เมื่อถึงสถานีปลายทางจึงได้เดินไปหาตำรวจแล้วเล่าให้ฟังว่าเขาเจออะไรมา พร้อมถามว่าจะเช็กได้อย่างไรว่ามีการนำศพลงมาหรือยัง
             โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แนะนำว่า พอดีคนละเขตกัน ให้ลองโทร.หาตำรวจในพื้นที่ดู เขาจึงบอกไปว่า “ถ้างั้นก็ปล่อยให้มันแห้งไปอย่างนั้นแล้วกัน” และสงสัยว่า เขาจะเช็กได้อย่างไรว่าเอาศพลงมาแล้ว เขาได้ฝากเรื่องนี้ไว้กับ 199 ว่าศพอยู่ชั้น 30 กว่า ขึ้นบันไดเหล็กหลังตึก ห้องอยู่ซ้ายมือ ศพอยู่ในห้องน้ำ หากหาไม่เจอให้เขาพาไปก็ได้ เขาอยากให้เอาศพลงมา เพราะสภาพศพจะระเบิดอยู่แล้ว ยอมรับว่าตนเองตกใจมาก ถ้าไม่มีสติ คงได้ตกตึกตายเป็นแน่
             ทั้งนี้กระทู้ดังกล่าว ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันแล้วหลายร้อยคอมเม้นท์ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดยหลายคนแนะนำให้ลองแจ้งเรื่องไปที่ จส.100 ในขณะที่บางคนก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เกรงว่าจะเป็นการตั้งกระทู้เล่าเรื่องแต่ง พร้อมถามหาหลักฐาน บ้างก็สงสัยว่าที่เจ้าของกระทู้เห็น อาจจะไม่ใช่ศพคนก็เป็นได้
            ทางด้านสถานีวิทยุ จส.100 ระบุว่า ได้รับแจ้งจาก คุณนัฐวัฒน์ วเสถียร หรือเจ้าของกระทู้“เจอศพ ที่ตึกร้าง!!!” ว่าเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. วันที่ 5 ธันวาคม 2557 เขาได้ขึ้นไปที่ตึกสาธรยูนิคทาวเวอร์ ซึ่งเป็นตึกร้างสูงประมาณ 50 กว่าชั้น โดยขึ้นไปถ่ายรูปวิวที่ประมาณชั้น 30 กว่า ได้พบศพคนผูกคออยู่ในห้องใกล้บันไดเล็กหลังตึก จึงวิ่งหนีลงมาข้างล่างและแจ้งตำรวจ แต่ตำรวจอ้างว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ เขาจึงเดินทางกลับบ้าน แล้วโพสต์เรื่องราวลงในเว็บไซต์พันทิป จากนั้นจึงได้รับคำแนะนำให้แจ้งมาที่ จส.100
             หลังได้รับแจ้ง จส.100 ได้ประสานไปยังมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอกำลังให้ขึ้นไปตรวจสอบ จนเมื่อเวลา 19.25 น. คุณปิยวัช เมฆา 003 จนท.มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แจ้งว่าถึงที่เกิดเหตุแล้ว แต่ยังไม่ขึ้นไปเพราะอาคารนี้เป็นอาคารร้าง แต่เปิดให้คนเข้าไปถ่ายภาพด้านบนได้โดยต้องเสียค่าขึ้น ต่อมาเวลา 21.30 น. รตท.วรวุธ ร้อยเวร สน.ยานนาวา แจ้งว่า ไปที่เกิดเหตุแล้ว คนดูแลตึก 4-5 คนที่อยู่ด้านล่างบอกว่าเดินขึ้นไปดูก็ไม่พบ ทาง จนท.มูลนิธิ ขึ้นไปก็ไม่พบ จนเมื่อเวลา 21.50 น. คุณนัฐวัฒน์ ได้เดินทางมาจากบ้านเพื่อร่วมค้นหาศพพร้อมเจ้าหน้าที่ จนถึงเวลา 22.20 น. จึงได้พบศพดังกล่าวจริง ในห้องน้ำชั้น 43
            สำหรับสาเหตุที่เจ้าหน้าที่มูลนิธิค้นหาศพไม่พบในช่วงแรก เนื่องจากมีการค้นหาในชั้น 30-39 แล้วไม่พบ จนกระทั่งผู้พบศพมาร่วมค้นหา จึงเดินต่อไปจนพบศพที่ชั้น 43 ในที่สุด เพราะมีรอยคราบเลือดและน้ำเหลืองไหลลงมาถึงชั้น 39 จึงได้ค้นหาต่อขึ้นไป เบื้องต้นเจ้าหน้าที่มูลนิธิเผยว่า ศพดังกล่าวน่าจะเป็นชาวต่างชาติ คาดว่าคงเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 4-5 วัน ซึ่งต้องรอแพทย์มาชันสูตรก่อนเคลื่อนย้ายศพต่อไป
             ส่วน คุณนัฐวัฒน์ ผู้พบศพบนตึกร้าง เผยว่า ช่วงแรกเดินหาอยู่นานก็ไม่พบ เมื่อพบศพรู้สึกดีใจเพราะจะได้ยืนยันว่าสิ่งที่พบเป็นเรื่องจริงพิสูจน์ได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
  

 

ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/112453

 

กระทู้ต้นเรื่อง : http://pantip.com/topic/32943074 [เจอศพ ที่ตึกร้าง!!!]

 

สวัสดีครับนี่เป็นกระทู้แรกของผม ซึ่งน่าจะเป็นกระทู้แนะนำตัวมากกว่า
แต่ผมมีทริปที่น่าจดจำไปอีกนานเลยครับ วันนี้ผมไปเที่ยวสถานที่ถ่ายรูปสุดฮิตในตอนนี้มา แต่ผม “พบผู้เสียชีวิต” ขณะที่ผมกำลังเดินลงพลางถ่ายรูปไปพลาง แต่ปัญหาของผมคือ ผมโทรไปแจ้งศูนย์นรินทรว่าเจออะไร เจ้าหน้าที่ผู้หญิงรับแนะนำว่ายังไงๆก็ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อนถึงจะดำเนินการได้ ผมวางสายแล้วกด191 หาตำรวจสายไม่ว่าง โทรยังไงก็ไม่ติด ขณะที่โทรผมอยู่บนสถานีbtsนะครับ โทรศัพท์ตู้ ผมต้องเดินลงมาที่ป้อมจราจรตำรวจก็ไม่อยู่ ผมต้องเดินขึ้นมาบนสถานีbtsอีก นเรนทรไม่รับ191ไม่ติด ผมโทร199ครับ เจ้าหน้าที่หญิงรับ ดีที่ถามชื่อผมบ้าง แต่ทำได้แค่ฟังเรื่องที่ผมเล่าว่าเจออะไรมา และแนะนำให้โทร193 เบอร์อะไรไม่รู้โทรไปสายไม่ว่างเหมือนเดิม ตอนนั้นหมดหวังกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ และคิดว่ายังไง199ก็รับเรื่องแล้ว ผมนั่งรถไฟฟ้าตั้งใจจะกลับบ้านเลย แต่รู้สึกไม่สบายใจพอผมลงสถานีปลายของผม ผมเดินไปหาเจ้าหน้าตำรวจเล่าให้ฟังอีกว่าผมเจออะไรมา และจะเช็คไอย่างไรได้บ้างว่าเอาศพลงมาหรือยัง เจ้าหน้าที่ตำรวจแนะนำดีมากเลยครับ พอดีคนล่ะเขตกันยังไงก็ลองโทรหาตำรวจพื้นที่ดู ผมก็เลยพูดกับเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า ถ้างั้นก็ปล่อยให้มันแห้งไปอย่างน้นแล้วกัน
สรุป ผมจะเช็คได้อย่างไรว่าเอาศพลงมาแล้ว ผมฝากเรื่องนี้ไว้กับ199 ว่าอยู่ชั้นสามสิบกว่า ขึ้นบรรไดเล็กหลังตึก ห้องอยู่ซ้ายมือ ศพอยู่ในห้องน้ำ ถ้าหาไม่เจอผมพาไปก็ได้
ผมไปสถานที่นี้มาแล้วทั้งกลางวันและกลางคืน และไม่คิดว่าจะไปอีกเพราะสัมผัสและถ่ายภาพมาจุใจแล้วครับ ยามที่เฝ้าอนุญาตให้ขึ้นไปนะครับ
ครั้งที่สามแอบขึ้นไปนะครับ เพราะเค้าไม่อนุญาตให้ขึ้นแล้ว ตอนลงมาเพื่อไปโทรแจ้งตำรวจก็แอบออกมานะครับ
ผมมาเล่าแบบนี้จะโดนข้อหาบุกรุกหรือป่าว แล้วยามรู้มั้ยว่ามีอะไรอยู่ข้างบน
ตอนที่ผมกลับจากครั้งที่สอง ผมนอนไม่หลับมาหลายวันแล้ว เหมือนว่ามันเรียกร้องให้ไปอีก
ผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้ แต่หลังจากกลับครั้งที่สองความรู้สึกบางอย่างผิดปกติ เหมือนมีคนเดินตาม เรียก แต่ผมคิดว่าผมมโนไปเอง
ที่ผมอยากรู้ว่าเค้าเอา ศพ ลงมาหรือยัง จะได้เอาเป็นหลักฐานว่าผมตาไม่ฝาด และมโน ไปเอง
ผมอยากให้เอา ศพ ลงมาครับ สภาพจะระเบิดอยู่แล้ว
ผมช่วยคุณแล้วนะ
ผมยอมรับว่า ตกใจมากครับ แต่ถ้าไม่มีสติ ได้ตกตึกตายแน่ครับ
ไม่รู่ว่าจะแท็กอะไร ถ่ายรูปกับเที่ยวแล้วกัน เพราะผมเชื่อว่ายังมีคนอยากไปอีก

 

By สมาชิกหมายเลข 1867995