สุดสะพรึง!! ตำนานอาถรรพ์ที่ดินราชประสงค์ (โปรดใช้วิจารณญาณ)


18082015_IMG_1439868018_344

วันนี้ผมใช้หลายชั่วโมง ในการอ่านกระทู้ ดูรูป เหตุการณ์ราชประสงค์

ที่น่าสนใจเริ่มแรกเลยคือ ประวัติพื้นที่เซ็นทรัลเวิล์ด จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

ลองไปอ่านดูนะครับ มีความรู้ทางปวศ.เยอะดี แต่ที่ผมสนเป็นพิเศษคือเรื่องของ อาถรรพ์ ผมขอยกมาให้อ่านละกัน
————————————————————————————————————————————————————
ขออนุญาตเล่าเรื่องที่บอกว่าที่แก่งนี้มีอาถรรพ์แล้วกันนะคะ
เพราะดูเหมือนหลายๆจุดในแยกราชประสงค์จะไม่มีผลกระทบอะไรมากนัก
ยกเว้นที่แห่งนี้….เอาทีละคำบอกเล่าเลยแล้วกันนะคะ……ใน รัชกาลที่ 4 และยังเป็นที่พื้นที่ที่มีคลองตัดผ่านถึงสองเส้น ซึ่งยุคนั้นยังเป็นป่ารกชัฏ ทำให้สี่แยกแห่งนี้เป็นพื้นที่สัญจรมาแต่อดีต
คนโบราณเชื่อว่าบริเวณที่เป็นทางแยกใหญ่ๆ มักจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวดานางไม้สิงสถิตอยู่
อีกทั้งเมื่อพื้นที่วังซึ่งเป็นของกษัตริย์ ถูกสามัญชนรุกล้ำโดยมิได้บอกกล่าว

บ้างก็ว่า..มีการสาปแช่งว่า ห้ามผู้ใดเข้ามาใช้สถานที่นี้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอาจจะถึงตาย
ที่ตรงนั้นเคยเป็นทางแยกและเป็นคลองตรงจุดทางแยก ซึ่งส่วนใหญ่จะมีวิญญาณชั่วร้ายอาศัยอยู่ค่อนข้างเยอะ
มนุษย์ไม่อาจอยู่ตรงกลางสี่แยกนั้นได้นอกจากมนุษย์ที่สิ้นลมแล้ว

เป็น ลางไม่ดีอยู่ใกล้โรงพยาบาลตำรวจที่มีคนตายทุกวัน ตั้งแต่ตั้งโรงพยาบาลมามีคนตายไปแล้วหลายพันหลายหมื่นคน
เป็นสี่แยกอาถรรพ์แต่บรรพกาล อีกทั้งยังเรียกกันว่าเป็นที่ “ประตูผี” ซึ่งเป็น อาถรรพ์

มีอาถรรพ์ตลอดเนื่องจากว่า เป็นพื้นที่ที่บังโบสถ์วัดปทุมฯ คือองค์พระประธานจะหันหน้ามาทาง CTW

ฮวง จุ้ย “ใบพัด” เหมือนกับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อมีคนเยอะๆ ใบพัดก็จะหมุน ซึ่งตรงนั้นมีเทพเจ้ามากมาย ส่งผลให้เทพทุกองค์ต่างแสดงอำนาจกันใหญ่

บางตำนานก็เล่า จากประวัติศาสตร์ตอนสร้าง กทม. ลงเสาหลักเมือง กทม. มีการใส่คนจริงยังไม่ตายไปก้นหลุมด้วย พอลงเสาจะกลบหลุมมีงู 4 ตัวเลื้อยลงไปและถูกฝังไปพร้อมกับคน ซึ่งเป็นเครื่องบอกลางอาถรรพ์ของกรุงเทพว่าต้องบูชายันต์เมืองด้วยคนเป็นๆ ตามคำทำนาย

อีกส่วนนึงที่เล่าขานกันคือ พื้นที่ปะทะที่เกิดเหตุในปี 2553 เช่น ถนนวิทยุ, ถนนพระราม 4, ถนนสาทร, สี่แยกราชประสงค์
เป็นบริเวณเดียวกับจุดประทะของกบฎวังหลวง เมื่อปี 2492 ที่นำโดย นายปรีดี พนมยงค์(ร่วมกับทหารเรือ)
ซึ่งต้องการอำนาจคืนหลังจากถูกกดดันให้ลาออกในปี 2489 และคนสนิทที่ขึ้นเป็นนายกก็ถูกรัฐประหารเมื่อปี 2490

ฝ่ายรัฐบาล จอมพล ป.รู้ตัวก่อนล่วงหน้าว่าเพราะ มีพูดทิ้งท้ายไว้เป็นนัยทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยว่าไว้ถึง 2 ครั้ง
เช่น “เลือดไทยเท่านั้น ที่จะล้างเมืองไทยให้สะอาดได้” เป็นต้น และได้ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ล่วงก่อนถึง 3 วันเกิดเหตุ

รวมทั้งได้มีการฝึกซ้อมรบด้วยกระสุนจริงของทหารบก โดยมีพล.ต.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ – ยศในขณะนั้น
ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการปราบปราม รัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้และปราบฝ่ายกบฏได้สำเร็จ
นายปรีดี พนมยงค์ จึงต้องหลบหนีออกนอกประเทศอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์นองเลือดกลางเมือง
ได้มีผู้ทำนายเอาไว้ว่า อีกหกสิบให้หลัง พื้นที่แห่งนี้จะต้องเกิดการนองเลือดอีกครั้งนึง

นอกจากฝ่ายรัฐบาล จอมพล ป. และพล.ต.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ – ยศในขณะนั้น)
แล้ว ยังมี จอมพลถนอม อยู่ฝ่ายเดียวกันด้วย ก่อนหน้านั้นนายทหารทั้งสาม ร่วมกับผู้ก่อตั้ง ปชป.
ที่ทำการกดดันและยึดอำนาจ จากนายปรีดีและเพื่อนสนิท..
ต่อจากนั้นนายทหาร ทั้งสามนี่ละที่ยึดอำนาจจาก ผู้ก่อตั้ง ปชป. และยังคงรัฐประหารวนเวียนกันของนายทหารทั้งสาม
ข้อมูลเพิ่มเติมเช็กได้ที่รายนามนายกฯไทยนะคะ…..มันจะมีเหตุการณ์คล้าย คลึงก้นอยู่เยอะสำหรับเรื่องในอดีตกับปัจจุบัน

แต่ดูแล้วความเชื่อที่หนูเชื่อมากที่สุดน่าจะอยู่ตรงนี้
” ตอนที่พระราชทานที่ดินนั้นในพระบรมราชโองการพระราชทานที่ดินระบุว่า พระราชทานให้เป็นที่อยู่อาศัยชั่วลูกหลานจนกว่าจะไม่มีผู้สืบสายสกุล”
คือ ที่ดินแผ่นนี้มีไว้ให้ลูกหลานอยู่อาศัย เมื่อนำมาใช้ไม่ถูกจุดประสงค์ตามพระบรมราชโองการทำอะไรจึงไม่ขึ้น โดยอย่างยิ่งค้าขาย
คำตรัสขององค์กษัตริย์นั้นศักดิ์สิทธิ์นัก

——————————————

อาจารย์ไพศาลท่านเล่าเอาไว้
เห็นข่าวเรื่องเวิลเทรดฯแล้วนึกถึงคำสาปของเจ้าของเดิม แทบไม่น่าเชื่อ
ผมเองนี่แหละที่เป็นผู้นั่งเป็นพยานในการเปิดพินัยกรรมที่กินแปลงนี้
เป็น คำสาปที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยรู้เห็น ตอนตระกูลเตชะไพบูลย์ได้ไปก็ตามสังเกต
มันเป็นไปตามคำบาปจริงๆ ตอนนี้ตระกูลจิราธิวัฒน์โดนบางส่วนแล้ว ยังไม่หมดยังมีอีกต้องตามดู
ในคำสาปก็บอกข้อยกเว้นไว้ ต้องแก้บางอย่าง แต่ไม่มีใครเชื่อ คิดว่าเอาตรีมูรติมาไว้จะแก้ได้ ไม่มีทางหักล้างได้
คนที่รู้เรื่องนี้ตอนนี้เหลืออยู่แค่ ๒ คน คือผมกับเพื่อนทนายอีกคน ผมเองก็จำความละเอียดไม่ได้ทั้งหมดแล้วแต่พอจำบางส่วน

เรื่องคำสาบมีมานานนักหนาตั้งแต่ตำนานกำเนิดรามเกียรติ์โน่น
แต่คำสาบเกี่ยวกับวังอันลือชา มีอยู่ ๒ วังคือวังหน้ากับวังเพชรบูรณ์
วังหน้าแห่งรัตนโกสินทร์นั้นเป็นของสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทในรัชกาลที่ ๑
ทรงรักหวงห่วงมากไม่อยากให้ตกเป็นสมบัติคนอื่น
จึง ทรงสาปแช่งไว้เป็นสาหัสว่าถ้าผู้ใดที่มิใช่เชื้อสายมาเป็นเจ้าของครอบครอง
ให้มีอันฉิบหานตายโหงสามชั่วโคตรและทรงอาราธนาสงฆ์สวดญัตติคำสาบด้วย
หลังเสด็จสวรรคตแล้วไม่มีผู้ใดกล้ารับเป็นเจ้าของครอบครอง

แม้พระเจ้า อยู่หัวก็ไม่มีพระราชประสงค์จะให้วิบัติตกแก่ท่านผู้ใด เพราะเกรงคำสาบนั้น
จนกระทั่งรัชกาลที่ ๕ ทรงยกเลิกตำแหน่งวังหน้าหรือตำแหน่งกรมพระราชวังบวรแล้ว
ก็ไม่มีท่านผู้ใดกล้ารับเป็นเจ้าของครอบครอง จนเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ทางราชการจึงต้องปรับใช้เป็นพิพิธภันฑ์แห่งชาติมาจนทุกวันนี้ แต่ก็มีที่ปลายวังแสดงความขลังให้ปรากฎ
โดยท่านปรีดี ได้ใช้เป็นที่ทำการของนายก ในที่สุดท่านปรีดีผู้มีคุณูปการยิ่งต่อชาติก็มีอันเป็น
ครั้งหนึ่งพัน โทชาติชาย ชุณหวัน เอารถถังบุกพังทำเนียบท่าช้างวังหน้านั้น
เพราะมีรัฐประหาร ท่านปรีดีต้องลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศจนตลอดชีวิต
นี่ก็แค่ที่ปลายวังหน้าข้างที่อาบน้ำช้างเท่านั้น ถ้าตรงที่ตั้งวังจะขนาดไหน
————————————-

อีกวังหนึ่งคือวังเพชรบูรณ์อันเป็นที่ ตั้งเซ้นทรัลเวิลในทุกวันนี้
เดิมเป็นของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ในรัชกาลที่ ๕
สมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นี้ทรงกรมในพระนามว่ากรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย
สิ้นพระชนม์ในปี ๒๔๖๖ ขณะมีพระชันษาเพียง ๓๑ พรรษา
ระหว่าง ทรงพระชนม์ รัชกาลที่ ๖ ได้พระราชทานที่ดินตรงนี้สร้างวังให้
เรียกว่าวังเพชรบูรณ์ ทรงปรานถนาให้ตกทอดเฉพาะเชื้อสายของพระองค์เท่านั้น
ทรงเกรงว่าทายาท ยังเล็กหากทรงเป็นไปจะถูกผู้อื่นฉ้อโกงเอาไป

จึงทรงทำพิธีสาปโดยนัยทำนองเดียวกับคำสาบของสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุ รสิงหนาท
แต่ทรงเชี่ยวชาญด้านศิลปและดนตรีจึงมีน้ำพระทัยอ่อนผ่อนปรน
ตั้งข้อยกเว้นไว้ว่าในกาลเบื้องหน้าถ้าผู้ใดมีน้ำใจเป็นกุศลใคร่ได้วังนี้ไป ก็ต้องทดแทน
ทรงระบุในข้อยกเว้นแห่งคำสาปว่าต้องไปสร้างศาลเจ้าพ่อเสือในที่ดินแปลงหนึ่ง ที่รังสิต
มีรายละเอียดอีกบางประการซึ่งผมจำไม่ได้เสียแล้ว

ล่วงมาราว ปี ๒๕๒๐ บวกลบเล็กน้อยจำไม่ได้แล้ว
มีนักกฎหมายเพื่อนกันที่ทำงานรับใช้เจ้านายมาหาผม เชิญให้ไปนั่งเป็นพยานเปิดพินัยกรรมของทายาทท่าน
ได้ความว่าที่มาหาก็เพราะทราบว่าผมเกิดตรงวันที่กำหนดให้นั่งเป็นพยาน
และมีวิชาพอสมควรซึ่งเพื่อนๆพอรู้จัก ก็รับงานเลย
จึงได้ทราบเรื่องราวจาก ผู้ดูแลที่ดินแปลงนี้และผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องในขณะนั้น
หลังเปิดพินัยกรรมแล้วต่อมาก็มีการนำที่ดินนี้ออกประมูลหาผู้ลงทุน
ผลประมูลกลุ่มนายอุเทน เตชะไพบูลย์ชนะ ขณะนั้นตระกูลนี้เป็นมหาเศรษฐีเมืองไทย
ก็ตั้งใจตามดูว่าคำสาบจะเป็นอย่างไร

ปี๒๕๓๒ เรียน วปอ.อยู่ก็ได้เตือนเพื่อน คนในตระกูลนั้นว่าให้แก้คำสาบ
ไม่งั้นคงเสี่ยงในสิ่งที่มองไม่เห็นแน่ เขาไม่เชื่อบอกว่าพ่อเขามีซินแสดี
มีการแก้ในเชิงฮวงจุ้ยที่หัวมุมตามทหลักวิชาฮวงจุ้ย ทำเป็นเนินดินคล้ายฮวงซุ้ย
และทำพิธีกรรมโดยผู้มีวิชาของปอเต๊กตึ้งอีกหลายอย่าง
แต่ก่อสร้างไม่ทันเสร็จทั้งโครงการ ตระกูลเตชะไพบูลย์ที่มหามั่งคั่งก็มีอันเป็นไป
ทั้งครอบครัวและทรัพย์สิน ดังที่รู้กันอยู่

ตระกูล จิราธิวัฒน์ก็มารับช่วงที่ดินและโครงการนี้ต่อมา คราวนี่หาผู้มีวิชาทางพราหมณ์
แนะให้แก้โดยสร้างตรีมูรติ ซึ่งเป็นมหาเทพในฮินดู
ผลก็คือมีเทพต่างๆเต็มไปหมดทั้งพระอินทร์ พระพิฆเณศ หวังดูดซับพลังมาจากฝั่งท้าวมหาพรหมด้วย
แต่วันนี้ก็คงเห็นกันแล้วว่าแก้คำสาบได้หรือไม่

ก็ต้องคอยดูอนาคตของ ตระกูลจิราธิวัฒน์กันต่อไป เพราะตอนนี้ก็ยังไงๆพิกลอยู่
คำสาปนั้นเป็นการกระทำอธิษฐานชนิดหนึ่งในจำพวกอธิษฐานฤทธิ์ แต่จัดเป็นฤทธ์จำพวกไสบเวย์
คือเชิญเทพหรือภูตหรือวิญญาณกำกับให้เป็นตามคำสาป
หลังผู้สาบสิ้นแล้วก็จะต้องมารักษาคำสาบจนกว่าจะพ้นกรรมหรือมีผู้มารับหน้าที่แทน
คราวนี้มี ๙ วิญญาณเข้ารับช่วงแล้ว และน่าจะยิ่งแรงกว่าเก่าก่อน

เจ้านายบางท่านไม่ต้องการเฝ้าคำสาบแต่ไม่ต้องการให้ที่มรดกตกแก่คนอื่นก็ใช้หนทางตามกฎหมาย
คือทำเป็นพินัยกรรมและทูลเกล้าถวาย
เมื่อพระเจ้าแผ่นดินมีพระบรมราชโองการว่าให้พินัยกรรมมีผลบังคับเป็นกฎหมาย
พินัยกรรมนั้นก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้นอกจากออกฎหมาย
ศาลฎีกาเคยตัดสินว่าพระบรมราชโองการนั้นใช้บังคับได้เหมือนกฎหมาย
มีที่ดินมากแปลงที่เป็นแบบนี้เช่นที่ดินแถวบ้านหม้อ
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ที่เคยพบคนมีความคิดแบบนี้อยู่รายเดียว
คือเจ้าของตลาดยิ่งเจริญอันโด่งดัง แต่เอาไว้เล่าวันหลังเพราะเป็นมหากาพย์

จากคุณ : N.J.Dahlia
————————————————–

อ่านแล้วก็ตามวิจารณจักรยานนะครับ จริงหรือไม่จริงเราไม่รู้ แต่อ่านไว้ไม่เสียหาย
อีกเรื่องคือรูปปั้นสตรี ที่หลายคนน่าจะได้เห็นกันตามฟอร์เวิดเมลบ้างแล้ว

จำได้ว่าตอนเดินผ่านรูปปั้นนี้ ก็ไม่ได้คิดอะไร เพียงแต่ตะหงิดใจว่าทำไมหน้าตามันประหลาดจัง และมันก็บังเอิญที่ว่ารูปปั้นนี้ไม่โดนไฟไหม้เสียหายแต่อย่างใด แต่จากภาพจะเห็นได้ว่า รูปปั้นนี้น่ากลัวมาก..

ลองตามลิงค์จากไปพันทิบไป ก็พบประวัติของรูปปั้นนี้

“The Head” เป็นผลงานที่ Ravinder Reddy สร้างสรรค์ผลงานขึ้นให้แก่ประเทศไทยโดยเฉพาะ เนื่องในโอกาสการเฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทย-อินเดีย และยังไม่เคยนำไปจัดแสดงที่ไหนมาก่อน “The Head” เป็นประติมากรรมรูปศีรษะของหญิงชาวอินเดียที่มีสีสันสดใส และมีการประดับดอกไม้ลงบนมวยผม ถูกสร้างขึ้นจากโมเดลต้นแบบจากประเทศอินเดีย แล้วนำมาหล่อแบบให้เป็นผลงานประติมากรรมสูง 4 เมตร (รวมฐาน 1 เมตร) สร้างด้วยวัสดุบรอนซ์ทองทั้งหมด และตกแต่งด้วยสีอะคริลิก “The Head” ใช้เวลาสร้างประมาณ 6 เดือน โดยช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญในงานประติมากรรมจำนวน 30 คน สำหรับแรงบันดาลใจของผลงาน ทาง Ravinder Reddy บอกว่า ต้นแบบที่ใช้ในการสร้าง “The Head” เป็นผู้หญิงที่สร้างขึ้นจากจินตนาการของเขาเอง ไม่มีตัวตน และเขากำลังตามหาผู้หญิงคนนี้อยู่เช่นกัน

VVVNDX_Al5One
VVVNDX_2eylsH
อย่างที่ทราบกันว่า สี่แยกราชประสงค์เหมือนเป็นสี่แยกเทพเจ้า เนื่องจากมีเทพหลายองค์ประทับอยู่
http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X9…5/X9276025.htmlหน้าอิเซตันมีพระพิฆเนศ และพระตรีมูรติ ที่เกษรพลาซ่ามีพระลักษมี ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัลมีพระนารายณ์ทรงสุบรรณ ที่อัมรินทร์พลาซ่ามีพระอินทร์ ที่เอราวัณมีพระพรหม และที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีพระนารายณ์ประทับยืนบนพญาอนันตนาคราช

แสดงว่าที่ดินบริเวณนี้ต้องแรงพอสมควร ไหนจะเป็นวังเก่า ไหนจะโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งมีคนป่วยไข้เจ็บตายทุกวัน

ก่อนหน้านี้ก็มีคนคลั่ง ไปทุบพระพรหม ตั้งแต่นั้นมาบ้านเมืองรู้สึกจะมีแต่ปัญหา ยิ่งมาดูรูปปั้นสตรีอินเดียหน้า CTW แบบนี้ยิ่งขนลุก

ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ หรือชวนเชื่อ หรือกระทำการใดๆที่ไม่ดีนะครับ เห็นว่าเป็นเรื่องแปลก เลยนำมาฝากกัน ผิดพลาดยังไงต้องขออภัยด้วย

ที่มา  www.dvdgameonline.com

หากจะเปรียบที่ทำงานของคุณเป็นหนังสักเรื่อง คุณคิดว่าคือเรื่องอะไร? [Pantip]


 

 

 

1

ในชีวิตการทำงานนั้น เราจะได้เจอกับผู้คนมากหน้าหลายตา มีทั้งที่นิสัยดี นิสัยไม่ได้ ไหนจะรูปแบบการทำงาน ไหนจะเจ้านาย ไหนจะระบบองค์กรอีก โอ้ยมีสาระพัดรูปแบบเลยนะ

แต่ในการทำงานอนเคร่งเครียดก็ยังมีเรื่องฮาๆให้เราพอจะยิ้มกับมันได้บ้างนะ อย่างกระทู้ในพันทิปที่ไปเจอมานี้ เจ้าของกระทู้มาถามชาวพันทิปว่า หากเปรียบสถานที่ทำงานของคุณเป็นหนังสักเรื่อง คุณคิดว่ามันคือเรื่องอะไร?

เมื่อถามมาแบบนี้ ชาวพันทิปก็ไม่พลาดที่จะแสดงความคิดสร้างสรรค์ล่ะ ซึ่งแต่ละเรื่องที่หยิบมาเปรียบเทียบนั้น ทำให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนทีเดียว

 

1. Scary Movie

2

 

2. Inception

3

 

3. Frozen

4

 

4. Silent Hill

5.

 

5. เพื่อน…กูรัก…ว่ะ

6

 

6. Wolf of Wall Street

7

 

7. The Day After Tomorrow

8

 

8. Cast Away

9

 

9. Wanted

10

 

10. นางทาส

11

 

11. Hunger Game

12

 

12. งานมาก เป็นขโยง

13

 

แล้วที่ทำงานของคุณล่ะ เปรียบเหมือนหนังเรื่องอะไร?

ดราม่ากันอีกแล้ว อดีตตากล้อง VRZO “แชมป์” ซัดรายการไม่เหลียวแล


ส่อแววพัง!? “แชมป์” อดีตตากล้องยุคบุกเบิกรายการ VRZO โพสต์เฟซบุ๊กแฉ เผยทุ่มกาย ใจ เงิน แต่กลับถูกทิ้งไม่ไยดี ถามกล้าพูดได้ไงไม่เห็นแก่เงิน ไม่โกง ไม่เอาเปรียบใคร ด้าน “ปลื้ม สุรบถ” รีบแจงยันเคารพและห่วงรุ่นพี่เสมอ ขณะที่ “อิส” บอกอึดอัดอยากพัก

ดูเหมือนช่วงนี้จะมีแต่เรื่องวุ่นๆ เยอะทีเดียวสำหรับสมาชิกทีมงานรายการขวัญใจวัยรุ่นอย่าง VRZO ทั้งในส่วนของพิธีกรหญิง “ทับทิม มัลลิกา” กรณีที่ถูกวิพากษ์เกี่ยวกับการโฆษณาสรรพคุณครีมบำรุงผิวธุรกิจของครอบครัวไปในทางเกินจริงกระทั่งสามีหนุ่ม “ปลื้ม สุรบถ” ต้องออกมาช่วยชี้แจง (อ่าน“ปลื้ม” แจงกรณีดรามาครีม “ทับทิม” หลังถูกจวกเข้าข่ายโฆษณาเกินจริง)

ล่าสุด ก็เป็นตากล้องยุคบุกเบิกของ VRZO “แชมป์” ซึ่งก่อนหน้ามีข่าวว่าเจ้าตัวไปบวชอยู่ได้โพสต์ข้อความผ่าน Champ Chib Tachanyt เมื่อวันวานที่ผ่านมา (9 ก.พ.) ระบุทำนองว่า 4 ปีที่แล้ว ตนได้ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และแรงเงินในการเป็นส่วนหนึ่งของรายการ ทว่า ณ ปัจจุบัน เมื่อรายการได้รับความนิยม ตนกับต้องอยู่กับความยากลำบาก ไม่มีงาน ต้องให้ที่บ้านหาเลี้ยง และรักษาร่างกายที่พังเพราะการทำงานหนักโดยไม่ได้รับความเหลียวแลแต่อย่างใด

“คุณ…คุณกล้าพูดได้ยังไงว่า ไม่เห็นแก่เงิน คุณ…คุณกล้าพูดได้ยังไงว่า ไม่โกงใคร….คุณ…คุณกล้าพูดได้ยังไงว่า ไม่เอาเปรียบใคร….คุณ…คุณกล้าพูดได้ยังไงว่า ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร 4 ปีที่แล้ว ผมได้ใช้แรงกาย แรงใจ กำลังเงิน และความสามารถ ในการสร้างสิ่งๆ หนึ่งขึ้นมากับคุณ ซึ่งคุณขายฝันให้ผมทุ่มเท่ หลอกให้เป็นผู้ก่อตั้งกับคุณ เพื่อที่จะสามารถเลี้ยงตัวเองได้ เลี่ยงที่บ้านกับพ่อแม่ได้ ลำบากตอนนี้สบายตอนหน้านะพี่ ผมยังจำได้ คำพูดที่ว่า เรามาลำบากด้วยกันแล้วเราก็จะสบายด้วยกันนะเราจะไม่ทิ้งกัน แล้วเป็นยังไง”

“วิธีการทำงานของคุณทำร่างกายผมพัง ตอนนี้ต้องรักษาตัวเอง ไม่มีงาน ต้องให้ที่บ้านเลี้ยง พวกคุณสบายกันแล้วหายหัวไปเลย โทรไปไม่เคยรับติดต่อไม่เคยได้ ฮ่าๆๆๆ จากเมื่อก่อนโทรตามยิกๆๆๆ ให้ไปทำงานให้ ทำงานหาเงินนะไม่แย่หรอก แต่หลอกใช้คนอื่นเพื่อความสำเร็จของตัวเองนะมันแย่ “อยากให้ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้างนะครับ” คุณ…รู้ทุกอย่าง….แต่ไม่ทำอะไรสักอย่าง คุณเคยหักหลังใคร คุณเคยโกงใคร คุณเคยเอาเปรียบใคร คุณเคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร คอยดูแล้วกัน กรรมมันมีจริง การทำบุญเยอะๆ หรือไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่ ไม่ได้ช่วยให้ไม่ต้องชดใช้กรรมหรอกนะ แก้ไขสิ่งผิดให้ถูก ปรับปรุงตัว ยอมรับผลกระทบจากสิ่งที่ทำไป สำนึกผิดบ้าง โชคดี”

ขณะที่ทางด้านพิธีกรหนุ่ม “ปลื้ม สุรบถ” ได้ทราบเรื่องดังกล่าว เจ้าตัวก็ออกมาโพสต์ข้อความฝากถึงอดีตสมาชิก VRZO รุ่นพี่ลงอินสตาแกรมส่วนตัว @vrzopleum ว่าตนเสียใจมากที่พี่แชมป์คิดแบบนี้ พร้อมทั้งบอก ตนไม่รู้มาก่อนว่าอีกฝ่ายสุขภาพย่ำแย่ และถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะโกธรอะไรแต่ตนก็ยังรักและเคารพเหมือนเดิม

“ผมเพิ่งทราบข่าวเรื่องสเตตัสพี่แชมป์ ผมโทรหาพี่..แต่พี่ไม่รับสาย งั้นผมขอพูดตรงนี้ละกันนะพี่ ผมอยากจะบอกพี่นะครับว่า “ผมโคตรเสียใจเลยพี่” ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพี่คิดแบบนี้ ผมสาบานให้ตายเลยว่าผมไม่รู้จริงๆ ผมเห็นพี่โทรมาหาผมตอนโน้นว่า “ปลื้มสบายดีนะ พี่ฝันไม่ค่อยดีเลย ปลื้มดูแลตัวเองด้วยนะ พี่เป็นห่วง” ผมยังตอบเลยว่า “โหยพี่ ขอบคุณที่โทรมาพี่ ขอบคุณที่เป็นห่วงนะพี่” จากที่พี่โทรมาผมบอกตรงๆ ว่า ผมแม่งโคตรรักพี่เลย ผมรู้สึกว่าพี่เป็นพี่ของผมจริงๆ เพราะพี่เป็นห่วงผมตลอด จนล่าสุดผมก็ยังมาเจอพี่ในงาน VRZO PARTY”

“ผมถามพี่ว่า: “พี่สบายดีนะพี่ หลังพี่เป็นไงบ้าง” พี่ก็ตอบ : “ดีขึ้นๆ ฮ่าๆๆ” ผม: “ละพี่เป็นไงบ้าง ถ้าหลังพี่ดีแล้วพี่กลับมาทำด้วยกันมั้ย ตอนนี้ผมมีตากล้องเยอะละ พี่จะได้ไม่ต้องเหนื่อยแบบเมื่อก่อน : พี่แชมป์: ไม่เป็นไรน้อง เดี๋ยวพี่ได้ทุนไปเรียนต่อพอดี ขอบใจมากๆ จากตอนนั้นผมยังรู้สึกดีใจกับพี่มากที่ตอนนี้พี่ก็ดูแข็งแรงและมีความสุขดี แล้วพอมาวันนี้เกิดเรื่องขึ้นมา ผมเลยรีบโทรหาพี่ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะล่าสุดที่เราคุยกันยังดีๆ กันอยู่เลย พี่ก็ดูแข็งแรงดี”

“แต่ปรากฏว่าพี่ไม่รับสายผม ผมเลยโทรหาอิสว่ามันเกิดอะไรขึ้น อิสเลยบอกกับผมว่า “พี่แชมป์ตอนนี้สุขภาพทรุดโทรมมาก ร่างกายทรุดโทรม จิตใจก็ตามร่างกาย แล้วพี่แชมป์เคยโทรหามึงแต่มึงไม่รับสายเค้า พี่แชมป์เค้าเลยคิดว่ามึงไม่สนใจเค้าเลย” ผมตกใจมาก ผมบอกอิสว่า “อะไรวะ?! ทำไมกูไม่เคยรู้เลย!!” ผมเลยอยากบอกพี่แชมป์เลยนะครับว่า”ผมไม่รู้เลยจริงๆพี่ ว่าพี่โทรหาผมตอนไหน อาจจะเพราะคนโทรหาผมเยอะมาก แล้วมันตกหล่นหรืออะไรผมไม่แน่ใจ แต่ผมไม่รู้จริงๆพี่ และมาวันนี้พี่ลำบาก ผมก็เพิ่งรู้จากที่คุยกับอิสนี่แหละ”

“ผมไม่รู้เลยว่าสุขภาพพี่กลับมาแย่อีกแล้วและฐานะพี่กำลังลำบาก และผมไม่รู้เลยว่าพี่คิดกับผมแบบนี้ แต่สุดท้ายมันผิดที่ผมเองแหละพี่ ที่ผมไม่ได้ติดต่อพี่เลย มัวแต่ทำงานทุกวัน แล้วก็คิดว่าพี่คงสบายดีมีความสุขดีในเส้นทางชีวิตของพี่ ผมแม่งโง่เองพี่ ผมขอโทษพี่จากใจจริงเลยพี่ ให้ผมไปขอขมาพี่ก็ได้ ผมรักพี่และเป็นห่วงพี่มาตลอดจากใจจริงของผม แต่ผิดที่ผมเอง ผมโง่เองที่มันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพี่เลย ถึงพี่จะโกรธผมไปแล้วละมองผมแย่ไปแล้วก็ตาม แต่ยังไงพี่ก็คือพี่ของผมที่ผมรักและนับถือครับพี่ ผมขอโทษครับพี่แชมป์ ผมรักพี่มากนะครับ ถ้าพี่ให้อภัยผมพี่โทรกลับหาผมหน่อ นะครับ ผมอยากคุยกับพี่ครับ”

นอกจากนี้ ล่าสุด เมื่อผู้สื่อข่าวได้เข้าไปดูในเฟซบุ๊กของ “อิส อิสระ ฮาตะ” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในทีมงานยุกบุกเบิกของ VRZO ที่ยังคงอยู่มาจนถึงยุคปปัจจุบันปรากฏว่าเจ้าตัวก็ได้โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้เช่นกัน โดยระบุว่า…“ผมนับถือพี่แชมป์เป็นพี่ของผมและผมก็ติดต่อกับพี่แชมป์เป็นระยะๆ ผมรู้ว่าเพื่อนผม ปลื้ม เป็นคนที่ติดต่อยาก ผมอยู่ตรงกลางทั้ง 2 คน แต่ผมกลับไม่ได้ทำหน้าที่ตรงกลางซึ่งผมเสียใจมาก อึดอัดกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่อยากเจออะไรแบบนี้แล้ว อยากพัก”

สำหรับรายการนั้นแรกเริ่มเดิมทีเป็นรายการที่ถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ยูทิวบ์ ก่อนที่ช่องเวรี่ ทีวีจะนำไปออกอากาศผ่านทางทรูวิชั่นส์ โดยที่ผ่านมานอกจากทางแชมป์แล้ว ทีมงานของ VRZO ในยุคแรกๆ ต่างก็ทยอยออกมาหลายคนทีเดียว ทั้ง ในส่วนของพิธีกรสาว “จิ๋วจิ๋ว สิปโปทัย ฉันทะสิริวัฒน์” รวมถึงแฟนหนุ่ม “จอร์จ ปรีดิ์โรจน์ เกษมสันต์” นอกจากนี้ ยังเคยมีเสียงเมาท์ผ่านโลกออนไลน์ถึงความไม่ค่อยจะลงรอยกันระหว่าง “จิ๋วจิ๋ว” และแฟนสาวของหนุ่ม “อิส อิสระ” ที่ชื่อ “ทราย จรรยาพัชร” ที่มีต่อสาว “ทับทิม มัลลิกา” ออกมาอีกด้วย

อดีตตากล้อง VRZO “แชมป์” ซัดรายการไม่เหลียวแล

“ทัมทิม – ปลื้ม” คู่ชีวิตและคู่พิธีกร VRZO

อดีตตากล้อง VRZO “แชมป์” ซัดรายการไม่เหลียวแล

ข้อความที่คาดว่าจะเป็นชนวนเหตุ

อดีตตากล้อง VRZO “แชมป์” ซัดรายการไม่เหลียวแล

อดีตตากล้อง VRZO “แชมป์” ซัดรายการไม่เหลียวแล

อดีตตากล้อง VRZO “แชมป์” ซัดรายการไม่เหลียวแล

ข้อความที่ “ปลื้ม สุรบถ” โพสต์ตอบ

 

ที่มา : www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9580000016259

25 ภาพเหนือจริงของ Robert Gonsalves [Pantip]


คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
Rob Gonsalves/The Illusionist


Robert Gonsalves


ภาพสวยงามกลมกลืนที่บิดเบือนสายตาผู้คน
ทำให้ต้องหันกลับไปมองใหม่อีกครั้ง
ด้วยความไม่มั่นใจว่าใช่หรือไม่
จากผลงานศิลปินแคนนาดา Robert Gonsalves

ผลงานศิลปินรายนี้ทำให้ต้องอึ้งไปเลย
เพราะขอบเขตในภาพที่ไม่ชัดเจนหลายภาพ
ที่บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ได้มากมาย
Gonsalves สนใจงานศิลป์ตั้งแต่ตอน 12 ขวบ
ทำให้สามารถผสมผสานการใช้เทคนิค
ทัศนมิติกับภาพที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรม
เพราะได้เรียนรู้สัมผัสกับผลงานของ
Salvador Dali

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
Salvador Dali

 

กับ Rene Magritte (ภาพประกอบด้านล่าง)


เชิญชม 25 ภาพเหนือจริงของ Robert Gonsalaves

1.)


2.)


3.)


4.)


5.)


6.)


7.)


8.)


9.)


10.)


11.)


12.)


13.)


14.)


15.)


16.)


17.)


18.)


19.)


20.)


21.)


22.)


23.)


24.)


25.)

เรียบเรียง/ที่มา  http://goo.gl/1Pizlc


 

เพิ่มเติมผลงานของ Rene Magritte

1.

Son of Man


2.

Empire of Light


3.

The Lovers-2


4.

The treachery of images


5.

le blanc seing


6.

Not to be reproduced


7.

golconda


8.

the castle of the pyrenees


9.

the human condition


10.

rape


11.

the wonders of nature


12.

ready made bouquet


13.

sixteenth of september


14.

the false mirror


15.

the listening room


16.

the art of living


17.

the therapist


18.

the mysteries of the horizon

ที่มาของภาพ http://www.renemagritte.org

เรื่องราวความรักของเพศที่ 3 กระทู้ดังจากPantip : อยู่ด้วยกันมาได้ 30 ปีแล้วครับ คู่ชายกับชาย คิดไว้นานแล้วว่าถ้าวันนี้มาถึงจริง จะโพสเล่าในพันทิป


ความรัก เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “ความรัก” คงอดคิดถึง ความสุข ความเศร้า ความผิดหวัง ความสมหวังไม่ได้ เพราะ “ความรัก” มีหลายรสชาติ ผสมรวมกันจนเกิดขึ้นมาเป็นความรัก.. และในวันนี้ MoohunDesign ได้นำเรื่องราวชีวิต(ที่เขาบอกว่าเป็นชีวิตของเขาจริงๆ)มาแชร์ประสบการณ์กัน

ซึ่งความรักครั้งนี่ ก็ดูจะไม่ธรรมดามากนัก เพราะ เป็นความรักของ ผู้ชาย กับ ผู้ชาย อย่างว่าและนะ สมัยนี้ เรื่องแบบนี้ค่อนข้างมีเกิดขึ้นมากในสังคมไทย และเริ่มเป็นที่ยอมรับบ้างแล้ว หากคู่ไหน หรือ ใครที่กำลังมีความรักแบบนี้ จะนำเอาตัวอย่างการใช้ชีวิตของ เจ้าของกระทู้เด็ด Pantip ไปปรับใช้ได้เลยนะ MoohunDesign ว่า เรื่องราวของเขาน่าติดตามเอามากๆ และ ยังแฝงไปด้วยข้อคิด คติสอนใจ และ คำคมที่ทำให้เราหวนกลับมาดูคู่ของเราเอง ไม่เว้นแม้แต่คู่ชายกับหญิงก็ตาม..

เครดิต ขอขอบคุณกระทู้ดีจาก ล็อกอิน : ฝนปนเหมย / http://pantip.com/topic/33092175

 


 

อยู่ด้วยกันมาได้ 30 ปีแล้วครับ คู่ชายกับชาย คิดไว้นานแล้วว่าถ้าวันนี้มาถึงจริง จะโพสเล่าในพันทิป

 

ใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าผมก็แล้วกันนะครับ  ฟังดูกลาง ๆ ดี เพราะผู้อ่านพันทิปมีหลากหลายช่วงอายุ  ใครอยากคอมเมนต์แล้วเรียกว่าน้าก็ดี แต่เรียกลุง ไม่ค่อยชินเท่าไหร่  ตอนนี้ผมอายุ ๕๔ ส่วนคนที่ผมอยู่ด้วยอายุ ๖๑ ครับ  ที่มาเล่าเรื่องของตัวเองวันนี้  หวังให้เป็นประโยชน์แก่เพศที่สามรุ่นหลัง  พ่อแม่ของเพศที่สามซึ่งคิดไม่ออกว่าอนาคตลูกของตนจะลงเอยอย่างไร  และบุคคลทั่วไปที่สงสัยว่าเพศที่สามซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในสังคมไทยนั้นอนาคตของเขาจะมีชีวิตคู่ที่ยั่งยืนได้หรือเป็นเพียงแค่ความสัมพันธ์ฉาบฉวยและจบลงด้วยการเลิกรากันไปเท่านั้น

เอาที่มาที่ไปก่อนนะครับว่ามาตกล่องปล่องชิ้นกันอย่างไร ช่วงนี้จะพยายามเล่าไม่ให้เหมือนนิยาย เพราะคนในพันทิปชอบมองเรื่องแบบนี้เป็นนิยายไปหมด ไม่อยากโดนว่า “นิยายเชิญไปห้องข้าง ๆ”  น่ะครับ

ตอนนั้นผมอายุ ๒๕ เริ่มมีกิจการร้านเช่าหนังวีดีโอที่พ่อแม่ลงทุนเปิดให้ในจังหวัดแห่งหนึ่ง เป็นจังหวัดบ้านเกิดแหละครับ แต่ไม่ใช่กทม.   ก่อนหน้านี้สักประมาณ ๑ ปีได้ ผมไปดูหนังแล้วนั่งติดกับผู้ชายคนหนึ่ง  แต่ผมไม่ได้สนใจ จนกระทั่งหนังจบ ตอนเดินออกมาจากโรง ผู้ชายคนนั้นชวนคุยเรื่องหนัง ว่าตอนจบมันห้วนไป บลา ๆๆ  ก็คุยกันไปเดินออกจากโรงไปแค่สี่ห้านาที  แล้วก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป

แต่ไม่รู้ทำไมใจผมเต้นตึ้กตั้ก   เหมือนผมรู้ว่าคนนี้เป็นเกย์  สมัยนั้นดูคนเป็นเกย์ไม่แสดงออกยากมากนะครับ แทบไม่มีทางเลยด้วยซ้ำถ้าเขาไม่แสดงตัว   นึกแล้วอยากเขกหัวตัวเองที่ไม่สานต่ออะไรไว้เลย  ก็คนไม่เคยอะนะ  แต่เม็มไว้ในหัวละ  หน้าตาอย่างนี้ ขี่มอเตอร์ไซด์รุ่นนี้สีนี้ อย่าให้เจออีกก็แล้วกัน

ผ่านมาหนึ่งปีจากวันนั้น  เขาไปเช่าหนังที่ร้านผมโดยบังเอิญ เป็นช่วงที่ผมเปิดร้านได้ไม่กี่เดือนเองครับ ตอนนั้นปี 2528 ผมจำเขาได้แม่น แต่เขาจำผมไม่ได้เลย  คราวนี้ผมไม่ปล่อยโอกาสหลุดมือ ก็เลยชวนเขาคุยโน่นนี่ ได้ความว่าเขามาซื้อบ้านอยู่ในหมู่บ้านแถวนี้เอง  คุยกันไปสักพักเขาก็คงดูออกว่าผมสนใจเขา

แนะนำชื่อเลยนะครับ เขาชื่อแทน เวลานั้นเขาอายุ ๓๑ ปี แก่กว่าผม ๗ ปี  เป็นคนหนุ่มที่รู้ตัวว่าชอบชายอยู่แล้วนะครับ  อาชีพค้าขาย มีบ้านที่เพิ่งเริ่มผ่อน อยู่คนเดียว แต่เคยมีอะไรกับผู้ชายมาเยอะแล้ว เป็นคนหน้าตาดี รูปร่างใหญ่ ดูอบอุ่น  คนแบบนี้เหลือมาถึงผม จะเชื่อกันไหมนี่

มารู้ภายหลังว่าเขาคบหาผู้ชายอีกคนอยู่ครับ เป็นสจ๊วต   แต่เขาบอกว่าสจ๊วตคนนั้นไม่ว่าถ้าเขาจะมีอะไรกับคนอื่น เพราะนาน ๆ ถึงจะเจอสจ๊วตคนนั้นสักที   พอผมสนิทกับแทนได้ไม่กี่วันก็มีอะไรกันแล้ว  ผู้ชายกับผู้ชายมีอะไรกันง่ายครับ จากนั้นผมก็ขนข้าวของเข้ามาอยู่บ้านเขาเลยครับ ทีละนิด ทีละหน่อย บ้านเขากับร้านผมอยู่ห่างกันแค่เดินห้านาทีเอง  สุดท้ายผมก็ยึดครองพื้นที่  อีกหลายเดือนต่อมาเขาก็บอกเลิกสจ๊วตคนนั้น เขาบอกว่าระยะทางเป็นอุปสรรค  เขาต้องการคนอยู่ด้วยกันตลอดเวลา  บ้านหลังนั้นก็คือบ้านหลังปัจจุบันที่ผมอยู่นี่เลยนะครับ  อยู่มา 30 ปีไม่เคยย้ายไปไหนอีกเลย  วันที่เข้ามาอยู่วันแรกไม่นึกเลยนะครับว่าเรื่องราวมันจะมาถึงปีที่ ๓๐ ได้

เรื่องนี้ไม่เน้นดราม่า แต่อยากเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ทั่ว ๆ ไปมากกว่า ว่าอยู่กันมาได้อย่างไรนานขนาดนี้  กลับไปที่ช่วงแรก ๆ ก่อนนะครับ  มีทะเลากันทุกวันเลยก็ว่าได้  เรื่องจุกจิกหยุมหยิม  เพราะต่างคนก็มาจากสภาพพื้นหลังที่แตกต่างกัน  ไม่ได้ค่อย ๆ รู้จักกันทีละนิด  แต่ผมรุกเข้ามาหาเขาเร็วเกินไป  เวลาปีแรกจึงหมดไปกับการทะเลาเบาะแว้งสลับกับความสุขแบบข้าวใหม่ปลามัน  แต่ใจผมนั้นอยากประคองชีวิตคู่ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โชคดีที่ไม่ว่าจะทะเลากันรุนแรงแค่ไหน แทนไม่เคยออกปากไล่ผมหรือขอเลิกกับผมก่อนเลย  มีผมเสียอีกเคยหนีกลับไปอยู่ร้าน  แต่ไม่กี่วันเขามาง้อให้กลับไปอยู่กับเขาเหมือนเดิม

ครอบครัวทางบ้านผมคงรู้ว่าผมเป็นเกย์มาตลอด  แต่ผมไม่แสดงออกนะครับ  พ่อแม่ไม่เคยถามว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน  ตอนแรกพวกท่านก็นึกว่าผมนอนที่ร้านวีดีโอ  แต่ตอนหลังก็ค่อย ๆ รู้ว่าผมมานอนบ้านแทน  แม่ก็ว่า เออ ๆ  มานอนบ้านพี่เขาก็ดี บ้านเงียบดี ไม่เหมือนที่ร้าน รถราเสียงดัง   แต่ทางบ้านผมไม่มาถามซอกแซก และผมก็ไม่เคยประกาศว่าตอนนี้ผมกับแทนเป็นอะไรกัน ให้เขาค่อย ๆ รู้ไปเองทีละนิดดีกว่า   ส่วนญาติพี่น้องคนอื่นก็เหมือนกัน  ไม่มีใครพูดเรื่องนี้  แต่รับรู้ว่าแทนเป็นเพื่อนรุ่นพี่ของผมเท่านั้น   ทางญาติพี่น้องของแทนอยู่จังหวัดอื่น ไม่ใช่จังหวัดที่ผมอยู่นะครับ  และโชคดีว่าทุกคนไม่มายุ่งเกี่ยวกับแทนเลย  นอกจากนาน ๆ ทีจะมาเยี่ยมและค้างที่บ้านคืนสองคืน  และรับรู้แค่ว่าผมเป็นเพื่อนรุ่นน้องที่มาอาศัยชายคาบ้านชั่วคราวเท่านั้น  แต่พอนาน ๆ ไปก็คงพอจะรู้  แต่เลือกที่จะทำเป็นไม่รู้  หรือไม่สนใจก็ได้  ดีจังที่ไม่มีปัญหาเรื่องพ่อแม่ญาติพี่น้องไม่ยอมรับหรือเข้ามาวุ่นวายในชีวิต

อยู่กันมาได้ปีเดียว งานค้าขายที่แทนทำอยู่ก็ประสบปัญหาขาดทุน  เงินที่เคยพอผ่อนบ้านก็ไม่มี  ผมต้องรับผ่อนแทน และแทนได้งานใหม่ในตำแหน่งบาร์เทนเดอร์ที่โรงแรมใหญ่แห่งหนึ่ง  แทนทำช่วงกลางคืนและนั่นทำให้ชีวิตคู่ของเราเปลี่ยนไปครับ

เราเจอกันแค่กลางวัน  พอค่ำแทนก็ต้องเตรียมตัวไปทำงาน  กว่าจะกลับก็หลังเที่ยงคืน  บางทีไปสังสรรค์กับเพื่อนเขาต่อก็ถึงตีหนึ่งตีสอง  ส่วนผมทำงานกลางวัน  กลางคืนปล่อยลูกน้อง  และมีเวลาว่างมากกว่าเขา  ช่วงนี้ ยาวไปอีกสิบกว่าปี ชีวิตเราเปลี่ยนไปเยอะเลยครับ

แทนดื่มเบียร์เข้าบ้านทุกคืน  ตรงนี้ผมต้องปรับตัวเลย ไม่ห้ามเขาแต่หาทางอยู่กับคนเมาและบางครั้งก็หาเรื่องเราให้ได้ ปัญหาเรื่องแทนมีผู้ชายคนอื่นก็มีบ่อย  เขาอยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์  หน้าตาดี ย่อมตกเป็นเป้าสายตาและเป็นที่หมายปองของชายชอบชายคนอื่น มีทั้งฝรั่งทั้งไทย  คงโดนหิ้วบ่อยนะผมว่า  ผมก็พยายามทำใจครับ   ขออย่าให้จริงจังก็แล้วกัน  ผ่านแล้วผ่านเลยไม่ว่า  แต่มีอยู่ปีหนึ่งเขาเกิดจริงจังกับแขกคนหนึ่งขึ้นมาครับ  เป็นปีที่ผมแย่มาก ๆ  เกือบเลิกเลยนะ  อยู่แบบตกนรกเลย  แทนคบคนนั้นแบบเปิดเผยและบอกว่าไม่มีอะไรกันแค่คบเหมือนเพื่อน  แต่ผมรู้ว่ามันมากกว่านั้น  จินตนาการหลอกหลอนตัวเองมากมายครับ  บางทีเครียดจนเจ็บกระเพาะ   แต่พอปีนั้นผ่านไป เขาก็เลิกกันไปเอง  ผมถึงว่า ชีวิตคู่อย่าวู่วาม  ถ้าเราคิดสั้น หรือเราเลิกกัน  มันก็แค่นั้นแหละ  แต่ถ้าเราผ่านมันไปได้  วันนี้เรากลับมามองมันก็เหมือนเราอ่านนิยายเรื่องหนึ่งเท่านั้นเอง  ไม่เห็นเจ็บเห็นปวดเลย

พูดเรื่องความไม่ซื่อสัตย์ของแทนไปแล้ว  มาถึงตาผมบ้างนะ  ความที่ผมมีเวลาว่างมากโดยเฉพาะกลางคืนผมไปไหนได้อิสระก่อนที่แทนจะเข้าบ้าน  ผมก็มีแรดเหมือนกัน  อายุยังน้อย   เออ ลืมบอกไปว่าเราไม่ค่อยมีอะไรกันแล้วนะครับ  เดือนแรก ๆ  ก็ถี่หน่อย  พอผ่านมาสักปีก็แทบไม่มีอะไรกันอีกเลย  มันเหมือนจำเจไปแล้ว  ผู้ชายด้วยกัน มันหมดความน่าค้นหา หมดกระบวนท่าว่างั้นไหมครับ  ก็เลยคุยกันว่าจะไปมีอะไรกับใครก็มีได้แต่อย่าจริงจัง มีเพื่อเซ็กซ์เท่านั้นพอ

ผมก็ออกเที่ยวผับเที่ยวบาร์บ้าง ได้เจอเกย์ ได้มีอะไรกับผู้ชายคนอื่นบ้าง ไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่องนะครับ แต่ไม่ได้เอามาเล่าให้แทนฟังหรอก  ไม่ให้เขารู้ดีกว่า ให้เขาสบายใจ เขาก็ไม่เคยมาซักถามว่ากลางคืนไปไหนกับใครบ้างหรือเปล่า ส่วนผมก็เหมือนกันไม่ถามเขา แต่สังเกตเอาเองว่าคืนนี้ดึกเกินไปไหม  บางทีเขาก็ไปกับเพื่อนผู้ชายแท้ ๆ ของเขาจริง ๆ  นาน ๆ  ก็มีแบบไปกับคนที่มาจีบเขาบ้าง เฉลี่ยที่เราต่างมีอะไรกับคนอื่นนี่ไม่น่าเกินสองสามเดือนต่อครั้งนะครับ ไม่ได้บ่อยมาก

ชีวิตเป็นแบบนี้อยู่ประมาณสิบห้าปี แทนเปลี่ยนงานจากบาร์เทนเดอร์ไปสู่ตำแหน่งที่ดีกว่าในโรงแรม แต่ยังเป็นงานที่กลับดึกเหมือนเดิม  และคงมีอะไรกับคนอื่นนาน ๆ ครั้งเหมือนเดิม  ผมก็เหมือนกัน บางคืนก็ออกไปเที่ยวแล้วกลับเข้ามานอนก่อนเที่ยงคืน

ชีวิตเราเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งช่วงปี ๒๕๔๒ – ๔๓ จำแน่ไม่ค่อยได้   เป็นช่วงที่ฟองสบู่แตกได้สัก ๒ ปีแล้ว  เศรษฐกิจไม่ดี แทนได้ผลกระทบเยอะ  เพราะงานที่ทำแย่  เขาต้องออกจากงาน   และเงินที่เขาเคยมีและเอาไปลงกับการเล่นเก็งซื้อขายเงินตราต่างประเทศก็ขาดทุน  แทนหมดตัวหมดงานครับปีนั้น

เป็นผมที่ช่วยเขาสารพัด  กอบกู้ชีวิตให้เขาฝ่าวิกฤตเลวร้ายไปได้  ผมขอให้เขาได้ทำงานกับญาติผม เป็นงานกลางวันครับ งานสบายกว่าที่เขาเคยทำเยอะ แต่รายได้ก็แค่พอกินพอใช้  ส่วนทรัพย์สินที่เคยมีเคยสะสมไว้ หมดไปแล้วกับช่วงเศรษฐกิจตกสะเก็ด  และไม่เคยหาได้อีกเลยครับ  เพราะรายได้แต่ละเดือนแค่พอกินพอใช้สบาย ๆ แต่ไม่เหลือเก็บซื้อสินทรัพย์ นอกจากเก็บไว้เป็นค่ารักษาพยาบาลดูแลตัวเองตอนบั้นปลายของชีวิตแต่ก็ไม่มากมายอะไร

พอแทนทำงานกลางวัน กลางคืนเราก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน  ผมก็ไม่ได้ออกไปแรดที่ไหนอีกเลย  ถ้าออกไปเที่ยวก็ไปด้วยกัน ชีวิตก็เริ่มเข้าที่เข้าทางจริง ๆ ตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา  ตอนนั้นผมอายุได้ ๔๐ ปีแล้ว  การงานการเงินจัดว่าอยู่ในระดับดีน่าพอใจ  ร้านวีดีโอกลายเป็นร้านเช่าดีวีดี  ผมมีเงินสะสมก้อนหนึ่งก็เอาไปสร้างหอพักเล็ก ๆ  และกู้แบงค์เพิ่มอีกบางส่วนตอนนี้ผ่อนแบงค์หมดแล้ว  เก็บเงินค่าเช่ากินอย่างเดียวครับ

จากปีที่แทนเริ่มทำงานกลางวัน จนถึงปัจจุบันก็ ๑๔ ปีแล้ว  ที่เราอยู่ด้วยกันมาแบบเช้าออกไปทำงาน  เย็นกลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนกับชีวิตคู่ของคนทั่วไป  ชีวิตมีความสุขดีพอสมควรครับ  เรื่องรายได้ ผมหาได้เยอะกว่าเขา ก็ออกให้เขาบ้าง เวลาอยากกินอยากใช้อะไรแพง ๆ  อยากเที่ยวต่างประเทศด้วยกันผมก็จ่ายให้เขาครับ

ช่วงต่อไปอยากจะเล่าถึงชีวิตคู่ของชายกับชายอย่างเรา ที่ต้องสัมพันธ์กับคนรอบข้าง  ทั้งเพื่อนบ้าน  เพื่อนของตัวเอง  ลูกน้องที่ทำงาน ญาติพี่น้อง  อนาคตของเรา   อ๋อ  อายุขนาดนี้อนาคต ก็คงเหมือนคนแก่ทั่วไปที่ต้องมีแผนรับมือกับค่ารักษาพยาบาล  การทำพินัยกรรม  มันจะมีปัญหาอะไรบ้างในประเทศที่ยังไม่รับรองการสมรสของคนเพศเดียวกัน เดี๋ยวมาต่อนะครับ

 

ขอบคุณทุกคอมเมนต์ทุกกำลังใจนะครับ มาอ่านทวนดูแล้วผมยังให้ภาพของตัวเองและแทนไม่ชัดเจนเท่าไหร่  ขอเล่าเพิ่มว่าผมเป็นคนตัวผอมบาง ส่วนแทนรูปร่างสูงใหญ่ อย่างนี้คงนึกออกแล้วนะครับว่าใครรับบทบาทอะไรในบ้าน เราไม่ใช้คำว่าผัวเมียกันเลยนะครับ  มันเป็นคำของชายหญิงเขา ส่วนของเรา ผมก็คือผม แทนก็คือแทน  เวลาแนะนำกับเพื่อนก็บอกว่านี่พี่แทน แค่นี้ ที่เหลือไปคิดเอาเอง

ในละแวกที่ผมและแทนใช้ชีวิตอยู่ คนแถวนั้นถ้าอยู่มานานก็คงรู้  แต่คนมาใหม่ก็ไม่รู้หรอกครับ  เราไม่ค่อยไปไหนมาไหนด้วยกัน  ถ้าไปด้วยกันก็ไปไกล ๆ เลย อย่างไปห้าง ไปร้านอาหาร  แต่ถ้าไปตลาดแถวบ้านหรือกินข้าวแถวบ้านแทบไม่เคยไปด้วยกัน  อย่ามองว่าคู่เกย์ต้องตัวติดกัน หรือไปไหนต้องใส่เสื้อเหมือนกัน ป่าวประกาศให้โลกรู้  คู่เราไม่ทำครับ

เราใช้ชีวิตเกย์ บนพื้นฐานที่ไม่ปิดบัง แต่ไม่เปิดเผยโจ่งแจ้งพร่ำเพรื่อ ดูด้วยว่าคนอื่นจะรับได้ไหม กระอักกระอ่วนไหม ไม่ใช่อยู่ ๆ ไปแนะนำกับเพื่อนว่านี่แฟนเรา  ไม่ทำครับเกรงใจเพื่อน เห็นหลายคู่ชอบโพสตามเฟสบุ๊คไปไหนก็ถ่ายรูปกับแฟน โชว์สวีทหวานแหวว  ให้เพื่อนมาไลค์มาคอมเมนต์  เราไม่เคยทำครับ เกรงใจ และอาจมีคนหมั่นไส้เอาได้

เอาทางด้านสังคมก่อนนะครับ  แทนก็มีกลุ่มเพื่อนฝูงของเขา เพื่อนโรงเรียนเก่า เพื่อนที่รู้จักกันในวัยทำงาน ส่วนมากไม่รู้เรื่องส่วนตัวของแทนนะครับ อาจมองว่าคนไม่ได้แต่งงานคงเป็นเกย์ ส่วนมากรู้แค่นี้ แต่ไม่มีใครมาก้าวล่วง และไม่ค่อยมีใครมาหาที่บ้าน  เหมือนแทนก็รักษาระยะห่างไว้ได้พอดีพองาม

ส่วนผมมีความเป็นเกย์เยอะกว่าแทน  เพราะมีเพื่อนเกย์แสดงออกอีกสองสามคน  แต่ถ้าในชีวิตประจำวันก็เหมือนผู้ชายปกติครับ  คบกับเพื่อนผู้ชายปกติ  มีสังคมกับผู้ชายทั่วไปซึ่งลับหลังคงคุยกันว่าผมเป็นเกย์หรือเปล่าบ้างกระมัง  แต่ก็ปฏิบัติต่อผมเหมือนเพื่อนผู้ชายทั่วไปครับ  และไม่เคยมีใครมาซักไซ้ไล่เลียงเรื่องส่วนตัว  แต่ถ้ามีบางคนมาถามว่าทำไมยังไม่แต่งงาน  ผมก็ตอบเลี่ยง ๆ ว่า อยู่อย่างนี้สบายดีแล้ว  ผมไม่ลำบากใจ  แต่แอบคิดว่า ถ้าฉันตอบตรง ๆ นายจะรับได้ไหมล่ะ

เวลาได้การ์ดเชิญก็ได้คนละใบ ไปคนละงานนะครับ  เพื่อนเขาเชิญ ก็เชิญเขาคนเดียว  เพื่อนผมก็เชิญผมคนเดียว ไม่ได้รู้จักทั้งคู่  นอกจากเพื่อนสนิทมาก ๆ  ไม่กี่คนที่รู้เรื่องของเราและเข้านอกออกในบ้านเราได้  พวกนี้ก็สบายมาก  เวลาเชิญก็การ์ดเชิญใบเดียว  เราใส่ซองก็ซองเดียวกันไปเลย  แต่ถ้าเพื่อนไม่สนิท เขาก็มาสองการ์ด  เราก็ใส่สองซอง  ไม่เคยส่งพวงหรีดแล้วใส่ชื่อสองคนเลยสักครั้ง  ไม่ทำครับ เรื่องทำตัวให้แปลกออกไปนี่เราไม่ทำเลย

เห็นคู่เกย์สมัยนี้ออกมาจัดงานแต่งกันเยอะขึ้น  ก็ดีใจด้วยครับ  ขอให้อยู่กันยืด ๆ นะ  คู่เราไม่คิดจะทำเลยครับ เรื่องพวกนี้มันไม่การันตีเลยว่าหลังจากนี้คุณจะอยู่กันได้ยืนยาวจริง  เกรงใจผู้คนแขกเหรื่อที่มางาน  และคงมีคนค่อนนินทาแน่นอน เฮ้ย ใครผัวใครเมียวะ  เฮ้ยมันทำอะไรกันยังไงวะ    แต่ผมไม่ได้ต่อต้านนะครับ แค่มองต่างมุม ฝรั่งเขาก็ออกมาจัดงานแต่งกันเยอะแยะ ภาพออกมาสวยงามดี  ถ้าชอบก็ทำไปเถอะครับ ส่วนของเราขออยู่กันเงียบ ๆ ก็พอ

ทางด้านครอบครัววงศาคณาญาติล่ะ  ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาก็ไม่เคยมีใครมาหาที่บ้าน  แม้ว่าหมู่บ้านจัดสรรของผมกับละแวกที่เป็นพื้นเพของญาติพี่น้องจะไม่ไกลกันมาก  มาวันหนึ่งผมอยากรู้ว่าตอนนี้พวกเขายอมรับการมีคู่ของเราได้มากน้อยแค่ไหน  เมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว   หรือว่าตอนที่เราอยู่ด้วยกันมาได้ยี่สิบปีพอดี  ผมได้ลองเชิญญาติพี่น้องทุกคนมางานปีใหม่ที่บ้านผมกันครับ

ซึ่งผลตอบรับดีมากครับ  เป็นการรวมญาติครั้งแรกในวงตระกูลเราเลย  เพราะปกติกว่าจะรวมกันได้มักจะเป็นงานศพอากงอาม่าเท่านั้น  ไม่เคยมีใครจัดงานอะไรที่รวมญาติได้สักครั้ง  ผมเห็นญาติ ๆ สามสิบกว่าคนมาที่บ้าน  เอาหลานเหลนมาแสดงความสามารถโน่นนี่  ปลื้มใจครับ แสดงว่าทุกคนยอมรับเราแม้ว่าจะไม่มีคำพูดใดออกมา ไม่เห็นจะต้องจัดงานฉลองครบรอบแต่งงานยี่สิบปีให้คนหมั่นไส้เลย  งานปีใหม่ปีนั้นต่างหากที่มีความหมายมากกับชีวิตคู่ของเรา

 

มาเรื่องเพื่อนบ้านบ้างครับ  เราอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรระดับรากหญ้า  ถึงแม้ปัจจุบันผมสามารถขยับขยายไปอยู่หมู่บ้านสำหรับชนชั้นกลางได้แล้ว แต่แทนเขาติดที่ และผมก็เห็นว่าตรงนี้เป็นจุดเริ่มตันของชีวิตคู่ก็ไม่อยากย้ายไปที่อื่นครับ  แต่ได้ซื้อที่แปลงข้างเคียงขยายบ้านออกไปและขยายต่อเติมบ้านให้ใหญ่ขึ้น

หมู่บ้านของคนรากหญ้าก็มักมีปฏิสัมพันธ์กันมากกว่าหมู่บ้านชั้นดี   เราไม่ได้สุงสิงกับเพื่อนบ้านมากไปกว่าทักทายทุกครั้งที่เจอหน้า  ให้ความช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ เช่นแทนเขาเป็นคนตัวใหญ่  มักมีบ้านสาวโสดที่อยู่กับแม่แก่ ๆ มาขอให้ช่วยอุ้มแม่เขาขึ้นรถไปโรงพยาบาลบ้าง  บางบ้านขอให้ช่วยเปลี่ยนหลอดไฟ หรือขึ้นตัดกิ่งไม้บ้าง  แทนเขาก็ช่วยอย่างเต็มใจทุกครั้ง เพื่อนบ้านไม่รังเกียจเรานะครับ

งานแต่งงานลูกสาวเพื่อนบ้านคนหนึ่ง เขาเลือกเชิญบ้านเราบ้านเดียวจากคนทั้งซอย  เขาบอกว่า มีแค่เราสองคนที่ทักทายเขาและลูกสาวสม่ำเสมอตั้งแต่ลูกเขายังเล็กจนถึงวันแต่งงาน  เพื่อนบ้านบางคนแม้ย้ายออกไปแล้วก็ยังแวะเวียนเอาขนมมาฝากเราบ้าง เอามาห้อยไว้ที่ประตูรั้วบ้าง  คนไทยรับเรื่องของเพศที่สามได้ครับ ถ้าเราวางตัวพอเหมาะพอดี

อีกเรื่องที่อยากเล่า ก็คือเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติ   เราโชคดีที่เกิดเป็นคนไทย ถ้าเกิดเป็นคนประเทศอื่นบางประเทศ การเป็นเพศที่สามหรือการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันเราอาจถูกแขวนคอประจานได้   แต่จริง ๆ แล้วเรายังต้องการมากไปกว่าการยอมรับทางสังคม  มันคือเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลไงครับ

วันหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว  ผมต้องพาแทนเข้าโรงพยาบาลด่วน  เพราะเขามีอาการทรงตัวไม่อยู่เหมือนโซเซตลอดเวลาคล้ายถูกจับเหวี่ยง  พอถึงโรงพยาบาลเจ้าหน้าที่ถามคำหนึ่งว่าผมเป็นอะไรกับคนไข้  ผมก็บอกว่าเป็นเพื่อน
“มีญาติพี่น้องคนไข้มาด้วยไหมเผื่อต้องเซ็นอนุญาตอะไร”   ผมก็บอกว่าไม่มี    ดีว่าเรื่องจบลงที่แทนมีอาการน้ำในหูไม่เท่ากันอันเนื่องมาจากดื่มเบียร์มากเกินไป  ซึ่งจัดว่าเป็นอาการไม่ร้ายแรงมากนัก

จากเหตุการณ์วันนั้นทำให้ผมกลับมานึกว่าการครองคู่ของคนเพศเดียวกันยังมีข้อจำกัดอีกหลายเรื่อง   ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องผ่าตัดด่วน ใครจะเซ็นอนุญาตได้  ถ้ามีการขอความเห็นจากแพทย์เกี่ยวกับความเป็นความตายของอีกฝ่ายหนึ่ง แพทย์คงไม่ฟังความเห็นจากคนที่เป็นแค่ “เพื่อน” หรอกครับ   แล้วผมจะไปหาญาติของแทนมาจากไหนในเวลาเร่งด่วนได้  ญาติใกล้ที่สุดต้องขับรถมา ๔ ชั่วโมงจึงจะถึงจังหวัดที่ผมอยู่

มีเรื่องมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อคู่สมรสเพศเดียวกันจากกฎหมายให้คนเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสกันได้  ผมขอพูดถึงเฉพาะเรื่องส่วนที่มีผลกับผมและแทนโดยตรงก็พอนะครับ  อย่างผมทำประกันชีวิต  ผู้รับประโยชน์ต้องเป็นคนสายเลือดเดียวกับผมเท่านั้น  ให้แทนรับประโยชน์ไม่ได้นะครับ  ทำไมผมให้คนที่อยู่กับผมมาเกินครึ่งชีวิตเป็นผู้รับประโยชน์ไม่ได้  ตรงนี้ในช่วงชีวิตของผมจะทันเห็นการเปลี่ยนแปลงไหมครับ

อยากเล่ารวบรัดว่า หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ แล้ว กรรมสิทธิ์ในบ้านหลังที่เราอยู่นี้ตกเป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว อย่าให้เล่ารายละเอียดเลยครับ เรื่องมันยาว  แทนมีฐานะตามทะเบียนบ้านเป็นเพียงผู้อาศัย  วันหนึ่งถ้าผมจากโลกนี้ไปก่อน  ทายาทอันชอบธรรมของผมคือน้อง หรือลูกของน้องจะได้เป็นเจ้าของบ้านคนต่อไป  แล้วแทนละครับจะไปอยู่ที่ไหน
ตรงนี้จะไม่มีปัญหาเลยถ้ามีกฎหมายจดทะเบียนสมรสของคนเพศเดียวกันออกมา  แต่ในเมื่อยังไม่มีกฎหมายนี้  ผมแก้ปัญหาอย่างนี้ครับ

วันเกิดของแทนปีหนึ่งไม่นานมานี้เอง  บนโต๊ะอาหารใต้แสงเทียน ผมยื่นซองสีสวยให้แทนเหมือนจะเป็นการ์ดวันเกิด  แต่จริง ๆ มันคือพินัยกรรมครับ  ผมเขียนไว้มีใจความสำคัญว่าถ้าผมตายก่อนแทน  ให้แทนอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ได้จนตลอดชั่วอายุของแทน  จากนั้นทายาทโดยชอบธรรมของผมจึงจะเข้ามาครอบครองได้  และผมยังยกเงินในบัญชีส่วนหนึ่งให้เขาด้วยเพื่อที่เขาจะได้ใช้จ่ายอย่างสบายในบั้นปลายของชีวิต      แทนอ่านละเอียดแล้วก็ไม่พูดอะไร ยื่นมือมาใต้โต๊ะแล้วบีบมือผมเบา ๆ

เรื่องของคนวัยนี้ก็วนเวียนกับเรื่องพวกนี้แหละครับ  วางแผนอะไรไว้ก่อน  จริง ๆ ไม่รู้ใครจะไปก่อนใคร  แต่ชีวิตทุกวันนี้ไม่หดหู่เลยนะครับ เล่นเฟซ เล่นไลน์กันสนุกสนาน   ผมก็เล่นกีฬากับเพื่อนผู้ชายแท้ ๆ ทั้งก๊วนมานานหลายปีแล้ว  ยามว่างก็มีงานอดิเรกที่ต้องพบเจอกับผู้คนมากหน้า หลายคนเป็นรุ่นลูกรุ่นหลาน  มีความสุขทุกวันครับ

แทนเขาดื่มเบียร์วันละสามขวด  แต่ก็รักษาสุขภาพเช่นกัน ใครว่าอะไรดี  อะไรบำรุงก็หามากินหมด  รู้ไปหมด  แต่ที่เลิกไม่ได้อย่างเดียวคือเบียร์   จะหยุดดื่มก็ ๕ วันก่อนหมอนัดตรวจสุขภาพ   พอหมอบอกผ่าน  ก็กลับมาดื่ม ๓ ขวดเหมือนเดิม  เลิกไม่ได้แล้วครับ   แต่เมาแล้วก็นอน  ไม่ได้ไปเดือดร้อนใคร  ไม่เคยอาละวาดหาเรื่องผมเหมือนตอนหนุ่ม ๆ อีกเลยครับ

อีกตอนเดียวคงจบแล้วครับ ไว้คืนนี้มาต่อ  ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและให้กำลังใจนะครับ

 

ขอบคุณสำหรับทุกท่านที่ให้ความสนใจและให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์นะครับ   มาถึงตอนจบ ก็ไม่รู้จะจบอย่างไรเสียนี่  แต่ไม่เศร้านะครับ  ยังไม่มีใครตาย อิอิ  อยากบอกว่าผมก็ไม่ได้แก่มากมายนะครับ  อายุห้าสิบสี่เอง  คุณว่าเบิร์ดธงไชย ตั๊กมยุราแก่ไหม  สองคนนั่นอายุมากกว่าผมสองสามปีเลยนะ  ผมแค่เยาวชนรุ่นน้อง

พูดเล่นน่ะครับ ป๋าเบิร์ด ยังไงก็เป็นข้อยกเว้นตลอดกาล  ผมเองรูปร่างยังดีเพราะเล่นกีฬาสม่ำเสมอ  แต่หน้าตาก็แก่ไปตามวัยแล้วเพราะไม่เคยบำรุง ไม่เคยเข้าคอร์ส  ส่วนแทนเขาตัวสูง  ตอนนี้ก็แค่ดูหนาขึ้น   พุงไม่ใหญ่แต่ออกรอบ ๆ เอวมากกว่าตามประสาคนกินเบียร์  หน้าตาก็ไม่แก่ไม่เหี่ยวมากมีแต่กระเท่านั้นที่มาเต็มหน้าแล้ว

ในเวลาที่ผมนั่งพิมพ์อยู่นี้   แทนก็นั่งที่โต๊ะอีกตัวหนึ่ง หน้าคอมส่วนตัวของเขา  กำลังเล่นเฟสบุ๊คกับไลน์พีซี  เขาชอบส่งรูปโป๊ หนังโป๊ไปให้พรรคพวกไลน์กลุ่มของเขา  คนแก่เดี๋ยวนี้เห่อไลน์ เห่อส่งรูปโป๊กันนะครับ  ส่วนมากเลยแหละ ก็ดีครับ ชีวิตไม่เหงา มีกิจกรรมกันเรื่อย ๆ   แต่ผมกับแทนไม่ได้เป็นเพื่อนเฟสบุ๊คกันนะครับ  ต่างคนต่างมีโลกออนไลน์ส่วนตัวที่ใครอยากจะเป็นแบบไหนก็เป็นได้  คงมีคนรุ่นลูกรุ่นหลานมาปลื้มมาจีบเขาอยู่บ้างเหมือนกัน  แต่เขาก็แค่คุยเล่นสนุก ๆ คงไม่คิดสานสัมพันธ์กับใครอีกแล้วครับ

ชีวิตคู่ของเราก็คงจะไปเรื่อย ๆ แบบนี้  อยู่กันไปเหมือนกับที่อยู่กันมาตั้งสามสิบปี  เรามองแค่วันนี้กับวันพรุ่งนี้ก็พอ  เดี๋ยวมันก็เป็นปีเอง  จากปีหนึ่งไปอีกปีหนึ่งก็ไม่นาน  เผลอแป๊บเดียวก็ปีแล้ว เผลออีกแป๊บก็สิบปี วันเวลามันเท่ากันทุกวัน  บางคนดูว่าเวลาผ่านไปช้า  บางคนดูว่าผ่านไปเร็ว อยู่ที่ว่าเราเอาอะไรวัดมันต่างหาก

เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดคงเป็นตัวอย่างในการครองคู่ให้ใครไม่ได้นะครับ  คู่ใครคู่มัน  เอาวิธีการของคู่หนึ่งไปใช้กับอีกคู่หนึ่งเลยไม่ได้  ต้องปรับเปลี่ยนเพราะต่างคู่ก็ต่างปัจจัยแวดล้อม   ชีวิตคู่ของเพศเดียวกัน  อยู่ด้วยกันง่าย แต่เลิกกันง่ายยิ่งกว่า

เราไม่มีจารีตประเพณีเป็นตัวกำหนด ไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่มีลูกเป็นสิ่งเหนี่ยวรั้ง  เราอยู่ด้วยกันไม่มีใครรู้  เราเลิกกันก็ไม่มีใครสนใจ  ดังนั้นชีวิตคู่ของคนเพศเดียวกันจึงดูเหมือนเปราะบางกว่ารักของชายหญิงทั่วไปนะครับ ต้องหนักแน่นครับจึงจะประคองชีวิตคู่ให้ยืนยาวได้

วกมาที่เรื่องของผมกับแทนอีกสักหน่อย   เราอยู่กันมาสามสิบปีไม่เคยบอกรักกันเลย แม้แต่ตอนอยู่ด้วยกันใหม่ ๆ  ก็ไม่เคยพูดคำหวานใส่กัน  พูดอะไรก็พูดเป็นจริงเป็นจัง  พูดเรื่องคนโน้นคนนี้ เรื่องงาน เรื่องการบ้านการเมือง  แต่ไม่เคยสักครั้งที่จะพูดหวาน ๆ  รัก ๆ แบบที่เคยอ่านในนิยาย  หรือเพราะเราเป็นผู้ชายเหมือนกันก็ไม่รู้นะครับจึงไม่ได้คิดพูดอะไรหวาน ๆ รัก ๆ กัน

แต่ไหน ๆ ก็มาถึงปีที่สามสิบแล้วผมอยากพูดไว้ในพันทิปนี้นะ  อยากพูดบอกรักแทน   จะสำเร็จไหมหนอ  เขาไม่มาอ่านหรอกครับ เขาไม่เข้าพันทิป  แต่ถ้าเกิดมีการแชร์กระทู้นี้ในเฟสบุ๊คก็ไม่แน่อาจไปถึงเขาได้สักวัน  ที่นั่งพิมพ์เป็นข้าวตอกแตกอยู่นี้  ไม่เคยบอกเขาเลยนะครับว่ากำลังทำอะไร  คงไม่บอกหรอกครับว่าเอาเรื่องของเรามาเล่าในพันทิป

ถ้าเขารู้ว่าผมตั้งชื่อเขาว่าแทน  เขาคงหัวเราะก๊าก ๆ   ว่าผมบ้านิยาย   คนรุ่นนั้นส่วนมากก็ชื่ออู๊ดแอ๊ดอี๊ด ไม่เห็นมีใครชื่อแทนสักคน  ไม่ให้เขาอ่านดีกว่า   แต่ผมจะพูดคนเดียว  ตามที่ใจอยากพูด  แทนไม่ได้อ่านก็ไม่เป็นไรครับ   เอานะ   เริ่ม ๆ

คุณคงไม่ได้นับ และคงไม่สังเกตใช่ไหมว่าตอนนี้เราอยู่ด้วยกันมาได้กี่ปีแล้ว   แปลกใจไหมครับ  มันสามสิบปีแล้วนะ  จำวันที่ผมหิ้วถุงกระดาษใส่เสื้อผ้าชุดแรกเข้ามาอยู่กับคุณได้ไหม   เหมือนเมื่อวานนี้เองนะในความรู้สึกของผม

ผมโชคดีจังที่ได้มาอยู่บ้านนี้กับคุณ  บ้านมันก็กว้างใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก  ผมอยู่คนเดียวไม่ได้หรอกนะถ้าไม่มีคุณ   เราอยู่มาสามสิบปีแล้ว    เรามาทำอีกสามสิบปีร่วมกันได้ไหม   คุณเคยบอกผมว่าชีวิตคู่ก็เหมือนกับการผ่อนบ้าน ถึงเดือนก็ส่งค่างวด ผ่อนไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวมันก็หมดเองไม่รู้ตัว   ก็คงเหมือนวันนี้ที่คุณยังไม่รู้ตัวเลยว่าครบสามสิบปีแล้ว  งั้นทำลืม ๆ อีกสักแป๊บก็คงผ่านไปอีกสามสิบปี เราทำได้แน่นอนครับ เราอยู่ต่อเพื่อกันและกันนะครับ

ขอบคุณที่ให้ผมได้มีโอกาสใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคุณ   ขอบคุณที่ดูแลและเป็นกำลังใจให้ผมเสมอ ผมโชคดีที่ได้พบและได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณ   วันนี้ผมอยากพูดคำที่ผมไม่เคยพูดได้สำเร็จสักครั้งในรอบสามสิบปีที่เราอยู่ด้วยกันมา      ผมรักคุณครับ

 

Credit : ฝนปนเหมย / pantip.com

ด่วน!!! Kitty Resort สุดสะพรึง!!! ฝันร้ายสำหรับคนรักคิดตี้ [Pantip]


สวัสดีปีใหม่ 2558 ค่ะ แพะ
วันนี้เป็นวันต้นปีทุกคนคงกำลังเที่ยวปีใหม่กันอยู่
เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมาเราและครอบครัวได้ไปเที่ยวภูเรือ จังหวัดเลย
โดยได้จองที่พักของ Kitty Resort เป็นเต๊นท์ 3 ห้อง ราคาห้องละ 1,500 บาท และบ้าน 1 หลัง ราคา 2,500 บาท
โดยทางรีสอร์ทให้โอนเต็มจำนวนคือ 7,000 บาท เราก็ไม่ได้คิดว่าจะมีปัญหาอะไร จึงได้โอนไปเต็มจำนวน
และขับรถไปเที่ยวอย่างสบายใจ แต่เมื่อไปถึงเท่านั้นละค่ะ ก็เจอเรื่องสุดสะพรึง แต่ก่อนจะเข้าสู่เรื่องสุดสะพรึงเราจะขอโชว์รูปที่รีสอร์ทนี้โพสลงเพื่อ โฆษณาว่าจะเปิดรีสอร์ทอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 ธันวาคม 2557 เพื่อให้ลูกค้าโทรจองห้องพักได้ ซึ่งเมื่อเห็นจากรูปภาพจะเห็นได้ชัดว่ารีสอร์ทค่อนข้างสวยและเสร็จสมบูรณ์ เพียงพอที่จะเปิดรับลูกค้าให้เข้าพักได้แล้ว





เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2557 เราและครอบครัวได้ไปถึงรีสอร์ทเวลาประมาณ 12.00 น. เราจึงได้เข้าไปดูก่อนว่าจะต้องเช็คอินตรงไหน
ซึ่งเมื่อขับรถเข้าไปถึงสะพรึงแรกคือ คนเยอะมากเนื่องจากทางรีสอร์ทคิดค่าเข้าชมสวนดอกคนละ 20 บาท จึงมีคนให้ความสนใจเข้าไปชมกันอย่างล้นหลาม ประเด็นคือทุกคนไม่ได้เข้าชมดอกไม้ส่วนมากจะเข้ามาชมตัวรีสอร์ทมากกว่า และเมื่อเราลงจากรถเพื่อเดินหาออฟฟิตของรีสอร์ทเพื่อจะเช็คอินเราเดินหาไม่ เจอเพราะคนเยอะแล้วรีสอร์ทยังอยู่ในช่วงก่อสร้างอยู่เลย เราก็งงว่าเราจะพักตรงไหนได้?

จึงเกิดสะพรึงที่สองก็คือเต๊นท์ก็ยังพึ่งกาง เตียงก็ยังอยู่ในถุงวางอยู่นอกเต๊นท์ แต่จะมีเต๊นที่เสร็จสมบูรณ์อยู่ไม่กี่เต๊นท์



ส่วนห้องพักที่เป็นบ้านหลังๆก็มีช่างกำลังทาสีอยู่ ห้องก็โล่งๆยังไม่มีเฟอร์นิเจอร์เรยสักชิ้น พื้นห้องก็มีรอยสีเลอะเต็มพื้น ห้องน้ำก็เลอะมาก หลังห้องก็มีถังสี ผ้าม่านก็ยังไม่ได้ติด



เราเริ่มมองหน้ากับคุณพ่อว่าเอาไงดีนี่จะนอนกันยังไง เริ่มนึกว่านี่เรามากันผิดที่รึเปล่า??
และอากาศก็ร้อนมากๆเราก็เริ่มหงุดหงิด แถมคนที่จ่าย 20 บาทเพื่อเข้าชมสวนดอกไม้ก็เดินมาเปิดเต๊นท์เพื่อดูภายในเต๊นท์กันอย่างสนุก สนาน เดินเข้าเต๊นท์นี้ออกเต๊นท์นู้น เข้าบ้านนี้ออกบ้านนู้น อย่างกับสวนสนาม เพื่อให้อารมณ์เย็นลงเราเรยตัดสินใจไปทานข้าวรอเพื่อให้น้าสาวที่เป็นคนโทร จองติดต่อกับคนที่รับจองว่าต้องไปเช็คอินที่ไหนอะไรยังไง แล้วจะเข้าพักได้ยังไงในเมื่อมันยังไม่เสร็จเรย เมื่อน้าสาวเข้าไปเช็คอินตอน 14.00 น. น้าสาวเห็นสภาพรีสอร์ทถึงกับช็อคเรยคุยกับผู้จัดการรีสอร์อทว่าในเมื่อ รีสอร์ทยังสร้างไม่เสร็จแล้วจะพักได้ยังไง จึงขอเงินคืนครึ่งหนึ่งในตอนแรกผู้จัดการก็จะคืนให้ แต่เจ้าของรีสอร์ทเค้าอยู่แถวนั้นและได้ยินที่น้าสาวเราขอคืนเงินจึงเดิน เข้ามาจัดการคุยเอง
น้าสาว : ขอคืนเงินครึ่งหนึ่งค่ะ ห้องยังไม่เสร็จแบบนี้จะพักได้ยังไง
เจ้าของรีสอร์ท : ผมไม่คืนเงิน เพราะผมมีห้องให้คุณ ถ้าผมไม่มีห้องให้คุณผมถึงจะคืนเงินให้คุณ และถ้าผมคืนเงินให้คุณผมจะขายห้องพักต่อให้ใครได้
น้าสาว : (คิดในใจ เออ ก็จริงของมัน ถ้าคนมาเห็นสภาพห้องแบบนี้ใครมันจะโง่จ่ายเงินเข้าพักวะ!!! นี่ถ้าโอนเงินมาแค่ครึ่งหนึ่งนะข้าไปนานแล้วไม่นงไม่นอนมันแล้วสภาพแย่ๆแบบ นี้) ห้องนี่ยังสร้างไม่เสร็จเรยนะค่ะ
เจ้าของรีสอร์ท : เนี้ยเสร็จแล้ว ห้องอื่นเค้าก็เข้าพักกันได้ไม่เห็นมีปัญหา
น้าสาว : อึ้ง (คิดในใจ สภาพนี้เนี้ยนะเสร็จแล้ว และนี่ด่าว่าข้าเรื่องมากมีปัญหาอยู่กลุ่มเดียวอีก)
เจ้าของรีสอร์ท : นี่ขนาดให้โอนมาเต็มจำนวนนะยังจะไม่พัก
น้าสาว : (คิดในใจ ถ้าข้าไม่โอนมาเต็มจำนวนแล้วมาเห็นสภาพห้องพักเป็นแบบนี้ข้างก็คงไม่พักหลอกโว้ย)
เจ้าของรีสอร์ท : พูดประมาณว่า รีสอร์ทผมใครๆก็อยากพัก
น้าสาว : (คิดในใจ ถ้าใครๆก็อยากเข้าพักทำไมไม่คืนเงินล่ะ ห๊าาาาา)
แถมต้องมัดจำค่าห้องห้องละ 500 บาท เผื่อของเค้าเสียหายด้วยนะ สมควรต้องเก็บอ่ะของทุกอย่างก๊อกแก๊กมากอ่ะ คือพังง่ายมาก จับเบาๆก็เอียงจะล้มละ และด้วยความที่ไม่อยากมีปัญหา ครอบครัวเราจึง เออพักก็พักวะ เพราะแลดูเจ้าของรีสอร์ทเค้าจะเป็นใหญ่เป็นโต ถึงขนาดที่กล้าพูดจาไม่ง้อลูกค้าขนาดนี้ แสดงว่าเค้าคงมีดีพอตัว (อยากรู้ว่าใหญ่รึเปล่าก็ไปสือกันเอาเองนะจ๊ะ)

ครอบครัวเราไปเช็คอินตอน 14.00 น. แต่ยังไม่สามารถเข้าพักได้ เพราะอากาศร้อนมาก ภายในเต๊นท์ไม่มีแอร์หรือพัดลมเลย เราจึงต้องไปหาที่นอนเล่นแถวน้ำตกเพื่อรอให้พระอาทิตย์ตกดินก่อนและเพื่อให้ อากาศเย็นตัวลงจึงจะเข้าพักได้
เมื่อเวลา 18.00 น. เราจึงเข้าที่พักได้เพราะอากาศเริ่มเย็นบ้างแล้ว แต่ก็มีคนที่ยังเข้ามาชมไม่ขาดสาย เปรียบเสมือนว่าเราเป็นสัตว์ให้คนเข้ามาเดินชม ชะโงกดูในเต๊นท์บ้างตามอัธยาศัยหรือตามมรรยาทของแต่ละบุคคล อีกทั้งเต๊นท์นั้นไม่มีห้องน้ำในตัวจึงต้องเข้าห้องน้ำรวม และช่วยดูสภาพห้องน้ำรวมหน่อยว่ามันเข้าได้ไหม? พูดสิพูด





แถมเต๊นท์นั้นไม่มีกุญแจล็อคเลย เราจึงถามพนักงานเพราะกลัวของหาย พนักงานวิ่งไปถามเจ้าของและวิ่งกลับมาบอกเราว่า
“ถ้าของหายทางเราจะรับผิดชอบค่ะ” โห!!! รวยชะมัด แล้วภายในเต๊นท์นั้นสิ่งของทุกอย่างเปราะบางมาก พื้นเต๊นท์ก็ใช้เสื่อน้ำมัน แถมจานชามช้อนยังไม่ได้แกะป้ายราคา แถมมีใบคู่มือการใช้งานตู้เย็นแช่อยู่ในตู้เย็นด้วยค่ะ สงสัยกลัวลูกค้าใช้ตู้เย็นไม่เป็น



และเมื่อเราเดินไปดูที่พักที่เป็นบ้านหลังๆที่น้าสาวพักก็อยากจะวิ่งออกมา กรี๊ดดังๆ คือ จัดเตียงได้แปลกแหวกแนวมาก กล่องทีวีดาวเทียมก็ติดตั้งได้แปลกเช่นกัน อีกทั้งกระจกแต่งหน้าก็สูง(ไม่แน่ใจว่าเราเตี้ยไปหรือมันสูงไปกันแน่) ระเบียงก็ยังมีถังสีอยู่เลยสงสัยจะให้เราช่วยทาให้ อีกทั้งห้องน้ำนั้นเป็นปัญหาใหญ่สุดเลย ท่อยังไม่มีฝาปิด ฝ้ายังไม่ปิด และน้ำในโถส้วมเป็นสีเหลือง แถมน้ำมีกลิ่นสนิมอีก จะอาบได้ยังไงละทีนี้ สรุปจึงต้องไปอาบน้ำที่ปั๊มตามระเบียบ ส่วนเรื่องล้างหน้าแปลงฟันนั้นไม่ต้องพูดถึงน้ำขวดแน่นอนอยู่แล้วค่ะ










และตอนกลางคืนน้าชายตื่นจ้า ไม่ใช่เจอผีหรืออะไรนะ แต่เพราะแสบจมูกเหม็นกลิ่นสีภายในห้อง เนื่องจากพึ่งทาสีเสร็จสดๆร้อนๆกลิ่นเลยแรงมาก อีกทั้งเราได้เข้าพักก็เย็นมากแล้ว แถมยังต้องตื่นตั้งแต่ตี5เพื่ออาบน้ำและเก็บของออกจากรีสอร์ทเพราะกลัวถ้า ตื่นสายจะมีคนที่เข้ามาชมดอกไม้แล้วมาเปิดเต๊นท์เจอเราหลับ มันไม่โอเคมากๆเลยนะ ส่วนอาหารเช้านั้นอย่าได้พูดถึง มีขนมครก 3 ฝา ปาท่องโก๋ 4 ตัว ข้าวต้ม และน้ำเต้าหู้ นี่คืออาหารสำหรับ 9 คนนะค่ะ

จะบ้าตาย รีบเรยจ๊ะไม่กงไม่กินละ เก็บของๆเช็คเอ้าค่ะ ก่อนออกแอบหันไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งกำลังใส่ผ้าเช็ดตัวกับหมวกคลุมผมเดินออกมา จากเต๊นท์เพื่อจะเดินไปอาบน้ำ แอบสงสารเลยอ่ะ คือมีคนมาเข้าชมตั้งแต่ 7.30 น. ได้ คือไม่มีความเป็นส่วนตัวให้ลูกค้าที่จ่ายเงินมาแพงกว่าคนที่จ่าย20บาทเลยอ่ะ ดังนั้นขอแนะนำว่าถ้าอยากได้ภาพสวยๆ และไม่อยากตื่นเช้าทำอะไรรีบๆ และไม่อยากอารมณ์เสียกับเจ้าของรีสอร์ทควรจ่ายแค่ 20 บาทพอนะคะ ไม่ควรจ่าย 1,500 หรือ 2,500 เด็ดขาด

ด้วยความที่ครอบครัวเราก็ทำธุรกิจรีสอร์ทเหมือนกันจึงคิดว่า ในเมื่อคุณยังสร้างไม่เสร็จ แล้วคุณจะเปิดเพื่อให้ลูกค้าจองห้องเข้าพักทั้งๆที่ยังทำไม่เสร็จทำไม ให้ลูกค้าด่าคุณทำไม? และด้วยจรรยาบรรณแล้ว คนทำงานบริการก็ควรจะง้อลูกค้า ไม่ใช่พูดจาแบบนี้ ในเมื่อคุณตัดสินใจทำธุรกิจนี้แล้วคุณควรศึกษาให้ดีกว่านี้ และถ้าคุณบริการใครไม่เป็นก็ควรจ้างคนมาทำงานด้านบริการแทนซะ ถึงค่าห้องจะไม่มากแต่คุณก็ได้เงินจากเราซึ่งถือเป็นลูกค้า ไม่ใช่ว่าเรามาขอพักฟรี ดังนั้นคุณก็ควรบริการเรา ซึ่งแม้ตามความเป็นจริงแล้วคุณจะร่ำรวยมหาศาลกว่าเราก็ตาม แต่เมื่อคุณตัดสินใจทำธุรกิจนี้คุณต้องถือว่าลูกค้าเป็นพระเจ้า ลูกค้าถูกเสมอ แม้ลูกค้าจะงี่เง้าขนาดไหนก็ตามคุณก็ไม่มีสิทธิ์ไปด่าเค้าเพราะเค้าจ่ายเงิน เพื่อมาพักไม่ได้มาขอพักฟรีๆ เพราะมันเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจรีสอร์ทดำเนินต่อไปได้ และถ้ารีสอร์ทนั้นอยู่ในระหว่าการก่อสร้างคุณก็ควรจะแจ้งลูกค้าให้ทราบถึง ข้อเท็จจริงก่อนว่ารีสอร์ทนั้นอยู่ในระหว่างก่อสร้าง ถ้ารับได้ก็ให้โอนเงินจอง ถ้ารับไม่ได้ก็ยังไม่ต้องจอง แต่คุณก็ไม่ได้แจ้งข้อเท็จจริงเหล่านี้ให้ทางเราทราบก่อนจองเลย ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 4 ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและ เพียงพอเกี่ยวกับบริการ แต่คุณก็ไม่ได้แจ้งเรา ทำให้เราได้รับการบริการที่ไม่เป็นธรรม

และอีกประเด็นหนึ่งที่เราสงสัยคือ รีสอร์ทนี้ได้ขอลิขสิทธิ์แล้วหรือยัง? และของที่ใช้ภายในรีสอร์ทนั้นเป็นของลิขสิทธิ์ที่หิ้วเข้ามาโดยไม่เสียภาษี หรือซื้อจากช็อปภายในประเทศที่เสียภาษีแล้วกันแน่น?

 

[18+] comment มาเลย์ สิงคโปร์ อินโด หลังไทยคว้าแชมป์ [pantip]


บางอันจะฮาร์ดคอร์หน่อยนะครับ

ผมไม่ได้ทำให้มัน 18+ นะครับ แต่เขาพิมพ์มาอย่างนั้นจริงๆ  จากยูทูปครับ

เดวจะเอามาลงต่อเรื่อยๆนะครับ

ไปดูข้างล่างเลย

 

 

 

ถ้าใช้ firefox หรือ chrome ให้ติดตั้ง addon ที่ชื่อว่า YouTube center นะครับ จะทำให้สามารถปรับค่าได้เยอะมาก รวมถึงแสดงไอค่อนธงชาติของคนเขียนเม้นด้วย
https://github.com/YePpHa/YouTubeCenter/wiki

 

 

 

 

 

 

 

สำหรับคนขอลิงค์ครับ ตามไป https://www.youtube.com/watch?v=g_ARO_S_1DU

กระทู้ต้นเรื่อง http://pantip.com/topic/33008263

ความรู้สึก หลังคอนเสิร์ต มันใหญ่มาก หรือ มัน…มาก [Pantip]


ความรู้สึก หลังคอนเสิร์ต มันใหญ่มาก หรือ มัน…มาก

concert.jpg

วันนี้ครับ ไปพบ กระทู้หนึ่ง ใน pantip.com ได้ระบาย ความรู้สึกเกี่ยวกับ
ประสบการณ์ ที่ไม่ค่อยจะดีนัก ในการไปร่วมคอนเสิร์ต มันใหญ่มาก ที่เขาใหญ่ ครั้งล่าสุด
เขียนโดยคุณ สมาชิกหมายเลข 1446123 ไว้ดังนี้ครับ

“สลดใจมากครับอบายมุขล้วนๆ. นี่มันฟูลมูนของวัยรุ่นชัดๆ…

– ร้าสึกในงานมีซุ้มขายเหล้ามากกว่าขายน้ำนะ
– เหมือนผู้จัดสนับสนุนให้ขายบุหรี่ออกนอกหน้า. มีพริตตี้มาออกบูทขายบุหรี่ทั่วงาน  ไม่อยากสูบก็ไปซื้อละงานนี้..
– วัยรุ่น เมาปลิ้นทั่วทั้งงาน. เสพกันทั้งเหล้าบุหรี่ มันมั่วมาก  ช่วงดึกนี่ออกอาการน่าสมเพศสุดๆ. เมากันไม่รู้เรื่อง ต้องหิ้วปีกกลับกับทั้งชายหญิง. หลายๆคนอายุไม่เกิน18 แน่นอน. น่าสงสารพ่อแม่ที่บ้านมากๆ
– วัยรุ่นมางานนี้ดูมันมั่วๆมาก ทั้งมั่วอบางมุข มั่วเซ็ก.  มีลูกมีหลานวัยเรียนอย่าปล่อยมาเด็ดขาดครับ
– ระบบการจราจรที่แย่มากๆ. กว่าจะออกจากงานได้รถติดสุดๆ จัดมาหลายปีน่าจะมีระบบจัดการที่ดีกว่านี้
– โปรดระวังมอเตอร์ไซค์รับจ้างขากลับที่จะปล้นท่านด้วยราคาสุดโหด. และมุขของมันคือขี่พาวนถ้าท่านไม่รู้ทางหรือจำทางไม่ได้ กรุณาตกราคาให้ดีๆ. เพื่อนผมโดนมาแล้วคนละ. 250 บาท แถมโดนมันขี่พาวนแกล้งหลงทาง
-ไม่รู้บัตรเหลือหรือผู้จัดปล่อยให้หลุดมาได้. มีขายหน้างาน 300-1000 บาท เยอะมาก

จริงๆมันมีอะไรแย่ๆมากกว่านี้ ท่านใดไปมาแล้วเพิ่มเติมให้หน่อยก็แล้วกันนะครับ.
สำหรับผมคงไม่ไปอีกแล้ว ลาขาดกับเทศกาลดนตรีห่วยๆแบบนี้
สงสารพ่อแม่ที่นึกว่าลูกๆขอมาเที่ยวเพื่อเสพดนตรี. เสพธรรมชาติ. แต่สิ่งที่พบเห็นมีแต่เซ็ก เมา และอบายมุข”

และในความคิดเห็นด้านล่างก็แตกออกไปสองอย่าง คื เห็นด้วยทันทีกับที่เล่ามา
แต่บางส่วนก็คิดต่าง แล้วมองว่า ทำไม เจ้าของกระทู้ถึงได้เหมารวมว่า วัยรุ่นเป็นอย่างที่พูดในงานหมดเลย

ลองไปอ่านกันครับ ในกระทู้นี้
http://pantip.com/topic/32949942

แล้วคนที่ไปมาแล้ว คิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้ครับ

แจกภาพ Gif ตลกนิดๆ ฮาหน่อยๆ ทะเล้นน้อยๆ ไว้คอมเม้นแกล้งเพื่อน [Pantip]


ง่วงนอนจัง แจก gif ตลกๆ น่ารักๆ แก้ง่วงกันดีกว่าาา

 

แบบเซเลบๆ

ติดเรทเล็กน้อย

แบบโหดด หลอนนน

ขอบคุณ tumblr ค่ะ

 





 

ขอบคุณ tumblr ค่ะ
ปล. เราชอบดู True Blood

 

 

20+

 

ความคิดเห็นที่ 13

 

ความคิดเห็นที่ 13

นำเสนออันนี้


ขอขอยบคุณ กระทู้พันทิป pantip.com/topic/30939434