Line Sticker สดใส ผ่านแล้วค่ะ จากที่รอมา 7 เดือน !!


สดใส แมวหนุ่มออฟฟิศ (ภาษาไทย)

>> http://line.me/S/sticker/1136151 <<

line-promote-fb1

เป็นอะไรที่ทรหดอดทนมาก เนื่องจากเพิ่งมารู้สึกอยากจะทำสติ๊กเกอร์ไลน์เล่นๆลงขายกับเขาบ้าง (ไม่คิดถึงกำไร เพราะ คิดว่าคงไม่ได้อะไรมาก 555)
กว่าจะลงมือทำ และ กว่าจะเสร็จจนได้อัพลงเว็บรอทางทีมงานไลน์ตรวจนั้น ก็มีคนทำมาเยอะพอสมควรแล้ว เรียกได้ว่า คนอื่นเขาทำจนขายได้หลักล้านกันไปแล้ว

พอรู้สึกได้ว่า ตัวเองอยากทำ จึงเริ่มทำ เริ่มคิดคาแรคเตอร์ เริ่มลงไอเดีย และ ใช้โปรแกรมที่ตัวเองถนัดที่สุดนั่นคือ illustrator
โปรแกรมนี้ เป็นโปรแกรมที่ทำให้อะไรๆดูง่าย ดัดเส้นได้ วาดได้ ลงสีได้ แม้จะไม่เทพเหมือนโปรแกรมวาดการ์ตูน แต่ก็พอทำแทนได้ (เพราะใช้โปรแกรมอื่นไม่เป็น)

ทางกำหนดของไลน์บอกว่า ต้องใช้รูปทั้งหมด 40 รูป และ 2 รูปเป็นรูปโชว์ในสโตร์และในแอพไลน์ รวมแล้วก็ 42 รูป
ถือว่าเป็นอะไรที่เยอะพอสมควร.. คิดง่ายๆ ถ้าไปจ้างเขาทำ เท่าที่เห็นๆมาจะคิดรูปละ 1,000 บวกลบ นิดหน่อย รวมๆแล้วก็ 40,000 – 50,000 ถึงหลักแสนถ้างานดี งานสวย
ส่วนเรา แม้จะวาดรูปไม่เก่ง แต่ก็พอทำได้ ทำเอง เหนื่อยเอง ภูมิใจกว่า และ ประหยัดกว่า ถ้าขายไม่ได้ก็ไม่ค่อยเสียดายอะไรมาก ถือว่าได้ทำแล้ว ได้ขายแล้ว อิอิ

ขณะนั้นที่เริ่มลงมือวาด ก็ทำงานออฟฟิศไปด้วย เช้าไปทำงาน เย็นกลับมามีเวลา 2-3ชั่วโมง ก็เอามานั่งวาด นั่งคิดไอเดีย
กว่าจะเสร็จ ปาไปหลายเดือน เนื่องจาก ช่วงนั้นบ้าซีรีย์ 555555+ และ เริ่มล้าจากการทำงาน เริ่มผลัดว่า พรุ่งนี้ค่อยทำ หยุดไปหลายอาทิตย์ชาร์จแบตให้ตัวเอง

สุดท้าย พอทำจนครบ 40 ตัว ก็ถึงเวลาคิดชื่อ คิดเนื้อเรื่อง
เนื้อเรื่องที่ทำ มันเกิดมาจากตอนขณะวาด ไม่ได้คิดเรื่องไว้ก่อนเลยว่า เจ้าตัวนี้จะเป็นยังไง จะทำอะไร จะมีเพื่อนรึเปล่า
และที่ตั้งชื่อว่า “สดใส” (กดค้นหา พิมพ์ว่า สดใส ได้เลย หาน้องแมวตัวส้มๆ รับรองว่าเด่นจริง อิอิ) เพราะ เป็นคนที่ชอบสีสันสดใส ชอบอะไรที่มันเด่นๆ ชัดๆ ตัวใหญ่ๆ
คือ เราเองก็ยังไม่แก่นะ สายตายังไม่แย่ แต่เวลาเห็นสติ๊กเกอร์บางรูปที่มันตัวเล็กๆ สีจืดๆ (อันนี้ต้องขอโทษนะคะ ไม่ได้ว่าใครน้าาา เรารู้ว่ามันเป็นคาแรคเตอร์ของตัวเอง)
แถมบางรูปยังใช้คำศัพท์ที่ตัวเล็ก อัดไปทั้งประโยค มันดูแล้วไม่ค่อยสบายตาเท่าไร คนส่งก็ต้องเพ่ง คนรับก็ต้องเพ่ง ว่าพิมพ์ว่าอะไร ส่งสติ๊กเกอร์อะไรมา อ่านไม่ออก มองไม่เห็น

และทุกๆอย่างที่เกิดจากปัญหาและความชอบของตัวเอง ทำให้ออกมาเป็น น้อง”สดใส” แมวหนุ่มออฟฟิศ สีสันสดใส ตัดขอบสีดำเด่นๆ ตัวใหญ่มากกกก
พอเอาไปให้เพื่อนๆ พี่ๆ ที่ออฟฟิศดู เขาก็ถามมาว่า นี่ชีวิตเราเลยรึเปล่า 555555+ มันก็อาจจะมีบ้างนะ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด อย่างน้อยเราก็ไม่ได้แอบหลับในที่ทำงานนะ

ขออนุญาติพิมพ์ยาวหน่อยนะคะ แค่อยากจะนำอะไรๆมาแชร์ให้ได้ทราบกัน (ไม่ได้อยากมาโปรโมทอย่างเดียว > < )

หลังจากมีสตอรี่ว่า น้องสดใสเป็นแมวที่ทำงานออฟฟิศ มีชีวิตเหมือนหนุ่มออฟฟิศทั่วไป ตืนสาย ไปทำงานสาย โดนเจ้านายดุ แอบหลับในที่ทำงาน แถมไปด้วยโหมด งอน ง้อ และ อินเลิฟ
ยังเพิ่มสอตรี่เพื่อเพิ่มตัวละครเข้ามาอีกคือ “ลูกชิ้นปลา” 2 ลูกที่อยู่ในชามเย็นตาโฟ อยู่ดีๆมันก็มีชีวิต ทำให้ น้อง”สดใส” ไม่กล้ากิน และกลายมาเป็นเพื่อนกันในที่สุด
คาแรคเตอร์ของ “ลูกชิ้นปลา” จะมี 2 แบบ คือ ลูกนึงจะดุ.. ชอบแกล้ง ชอบวิ่งไล่กัดอีกลูก ส่วนอีกลูกนึงก็จะขี้แง ร้องไห้ และวิ่งหนีตลอด.. ประมาณนั้น (ก็คิดไปได้เนอะ 555)
และคิดเอาไว้ว่า ถ้ายังไม่เลิกเห่อทำสติ๊กเกอร์ไลน์ น่าจะได้ทำคาแรคเตอร์ใหม่ๆเพิ่มอีก
แต่ด้วยระยะเวลาที่น๊าน นาน นานจนเพื่อนๆลืมว่าเราทำสติ๊กเกอร์ขาย ทำให้คิดแล้วคิดอีกว่า จะทำอีกดีมั๊ย เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีมั๊ย ทำแค่ลายเดียวก็พอมั๊ง

มาพูดถึงเรื่องระยะเวลาในการรอสติ๊กเกอร์อนุมัติกันบ้าง..
เราทำเสร็จส่งอัพไปให้ทางไลน์ตรวจงาน เมื่อตอนต้นเดือน พฤศจิกายน 2557
และโดนตีกลับมาให้แก้ไข 1 รูป เป็นรูปกำลังเตะฟุตบอล ใสชุดกีฬาซึ่งบังเอิญไปทำขีด 3 ขีดบนชุด ซึ่งมันเป็นโลโก้ของ ADIDAS (เราเองก็ไม่รู้ – – ก็ต้องกลับมาแก้สิครับ)

แอบเสียใจนิดหน่อยที่พลาดอะไรแบบนี้ เพราะ การที่โดนกลับมาแก้ไขใหม่ เวลาเราอัพส่งไปอีกรอบ เราจะต้องไปต่อท้ายแถว ทำให้ระยะเวลาในการตรวจงานเรานานมากขึ้นอีก
ปล. ได้ข่าวมาจากคนอื่นๆที่ทำสติ๊กเกอร์ขายเหมือนกัน บางคนก็โดนตอนแรก แก้ 2 รูป ส่งไปอีกรอบ รอบนี้ แก้เพิ่มอีก 3 รูป ซึ่งเป็นรูปที่ผ่านตอนแรกแล้ว ก็ได้แต่สงสัยกันว่า คนตรวจคงจะคนละคนกัน
และทางไลน์นั้น ยังมีข้อกำหนด ข้อห้าม ในการทำสติ๊กเกอร์ละเอียดหน่อย แต่ก็ยังพอรับไหว แต่บางอย่าง มันก็ช่างไม่ยุติธรรมเอาซะเลย ประมาณว่า คนอื่นทำได้ แต่เราห้าม อะไรแบบนี้
ส่วนมากข้อกำหนด ข้อห้าม จะทั่วๆไป เช่น ห้ามรูปที่ส่อไปทางอนาจาร ความรุนแรง เลือด อาวุธ ยาเสพติด ศาสนา การเมือง ซึ่งอ่านๆดูแล้วก็ปกตินะ
แต่ก็ยังมีบางคนที่ส่งไปให้ตรวจ แต่โดนตีกลับมาให้แก้ ซึ่งเหตุผลบางอย่างก็อยากที่จะเข้าใจว่า ทำไม ? ฉันผิดอะไร ? โลกนี้ทำไมมันไม่ยุติธรรมสักนิด ? ดีหน่อยที่เราเองไม่เจออะไรแบบนี้ รอดตัวไป

เราแก้ไขเรียบร้อย น่าจะอยู่ในช่วงเดือนธันวานั่นล่ะก็ส่งกลับไปอีกรอบ ต่อท้ายแถวซิคะ T ^ T ไม่เป็นไร ไหนๆก็รอมานานละ รออีกจะเป็นไร ในตอนนั้นมั่นใจว่า 4 เดือนพอ ได้ขายแน่ เพราะ เพื่อนๆใช้เวลาประมาณนั้น
มกราคมผ่านไป…. กุมภาพันธ์ วาเลนไทน์ผ่านไป….. มีนา เมษา พฤษภาคม !! นานไปแล้วนะ.. บ่นกับกลุ่มที่ทำไลน์ด้วยกันทุกวัน นี่มันปกติรึเปล่า 7 เดือนแล้ว มีเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกัน เลยค่อยโล่งหน่อย
หนำซ้ำ คนญี่ปุ่นที่บริษัท เค้าก็ทำลงขายเหมือนกัน (แต่ขายเฉพาะประเทศญี่ปุ่น เป็นภาษาญี่ปุ่น) เค้าใช้เวลา 3 เดือนค่ะ !!! 3 เดือนนนนนน เท่านั้น !! เรางี้ ใจแป้วเลย .. แต่ก็เก็บไว้ในใจ ท่องไว้ว่า สักวันนะ !!

จนเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา ได้ปุ่มฟ้า (ปุ่มแสดงสถานะว่า ผ่านแล้วจ้าาาาาา) เท่านั้นล่ะ.. ดีใจมากกกก อยากกดวางขายจะแย่ แต่รอก่อน ให้เตรียมแผนโปรโมทก่อน
คือ พอสติ๊กเกอร์ผ่านอนุมัติแล้วเนี่ย เราสามารถเลือกกดวางขายเมื่อไรก็ได้ค่ะ ตามแต่ที่เราจะพร้อม เก็บไว้เป็นความภาคภูมิใจส่วนตัวก่อนก็ได้นะ อิอิ

สรุปแล้ว ที่ รอมา 7 เดือนก็ประมาณนี้ค่ะ คิดว่าถ้าไม่โดนรีเจค (ตีกลับมาให้แก้) น่าจะผ่านไวกว่านี้ 4-5 เดือน ค่ะ..

ตอนนี้ว่าจะลองเริ่มทำตัวใหม่ แต่ได้ยินมาจากคนอื่นๆว่า หากอยากให้ผ่านอนุมัติไวให้ใช้เป็นภาษาอังกฤษแทน เลือกลงขายเฉพาะประเทศ หรือไม่ก็ ไม่ต้องมีคำพูดเลยจะยิ่งดีมาก
อันนี้ก็ไม่รุ้นะคะ ว่ามันจริงรึเปล่า มันจะเกี่ยวกันเหรอที่ว่า เพราะเป็นคนไทย เพราะใช้ภาษาไทย ว่าจะลองดูเหมือนกัน ความจริงแล้วมันอาจจะอยู่ที่ดวง หรือ กรรมเก่าของแต่ละคนก็ได้นะ ฮ่าๆๆๆ

สุดท้ายฝากไว้ด้วยนะคะ สดใส.. สีสันสดใส.. ใช้ได้ทุกเพศ ทุกวัย ผู้หญิงก็ใช้ได้น้าาาา น่ารัก ฟรุ้งฟริ้ง !!

สดใส แมวหนุ่มออฟฟิศ (ภาษาไทย)

>> http://line.me/S/sticker/1136151 <<

หากจะเปรียบที่ทำงานของคุณเป็นหนังสักเรื่อง คุณคิดว่าคือเรื่องอะไร? [Pantip]


 

 

 

1

ในชีวิตการทำงานนั้น เราจะได้เจอกับผู้คนมากหน้าหลายตา มีทั้งที่นิสัยดี นิสัยไม่ได้ ไหนจะรูปแบบการทำงาน ไหนจะเจ้านาย ไหนจะระบบองค์กรอีก โอ้ยมีสาระพัดรูปแบบเลยนะ

แต่ในการทำงานอนเคร่งเครียดก็ยังมีเรื่องฮาๆให้เราพอจะยิ้มกับมันได้บ้างนะ อย่างกระทู้ในพันทิปที่ไปเจอมานี้ เจ้าของกระทู้มาถามชาวพันทิปว่า หากเปรียบสถานที่ทำงานของคุณเป็นหนังสักเรื่อง คุณคิดว่ามันคือเรื่องอะไร?

เมื่อถามมาแบบนี้ ชาวพันทิปก็ไม่พลาดที่จะแสดงความคิดสร้างสรรค์ล่ะ ซึ่งแต่ละเรื่องที่หยิบมาเปรียบเทียบนั้น ทำให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนทีเดียว

 

1. Scary Movie

2

 

2. Inception

3

 

3. Frozen

4

 

4. Silent Hill

5.

 

5. เพื่อน…กูรัก…ว่ะ

6

 

6. Wolf of Wall Street

7

 

7. The Day After Tomorrow

8

 

8. Cast Away

9

 

9. Wanted

10

 

10. นางทาส

11

 

11. Hunger Game

12

 

12. งานมาก เป็นขโยง

13

 

แล้วที่ทำงานของคุณล่ะ เปรียบเหมือนหนังเรื่องอะไร?

เตรียมตัว เตรียมใจ เมื่อโดน lay off


layoff

ช่วงนี้ได้ยินหลายบริษัทมีการประกาศเลิกจ้าง (Layoff) พนักงาน เนื่องจากผลประกอบการไม่ดี หรือเหตุผลบางอย่าง  ทำให้คนทำงานอย่างเราต้องคอยสอดส่องดูปกติของบริษัท และผลประกอบการ  แต่หากเมื่อมีการประกาศจริง และคุณถูกเลิกจ้าง….สิ่งที่คุณควรทำ คือมีสติ ไม่ตกใจ หรือขวัญเสีย และเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อไม่ให้เสียเปรียบและเสียสิทธิ ส่งที่ควรเตรียมพร้อม คือ

  1. คุยกับการนายคุณ อย่างมีสติ เพื่อการจากกันด้วยดีตามวิถีทางมืออาชีพ และถามถึงสาเหตุการเลิกจ้าง เพื่อให้คุณใช้พิจารณาว่าเหมาะสมมั้ย เป็นธรรมมั้ย และทราบข้อบกพร่องในการทำงานเพื่อใช้ในการปรับปรุงตนเอง แต่อย่าถามว่าทำไมต้องเป็นตัวคุณ ไม่เป็นคนโน้นคนนี้ เพราะการเลิกจ้างมักจะถูกพิจารณาจากคณะกรรมการ ซึ่งทางบริษัทคงพิจารณาอย่างรอบคอบและถูกต้องแน่
  2. หลังทราบสาเหตุแล้ว คุณต้องดูเอกสารในการเลิกจ้างว่า จ่ายค่าชดเชยถูกต้องมั้ย มีค่าชดเชยแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ามั้ย มีค่าชดเชยในค่าแรงในวันลาพักร้อนในปีนั้น และค่าใช้ชดเชยนั้นจ่ายโดยคำนวนจากค่าจ้างหรือเปล่า ซึ่งคำว่าค่าจ้างนั้น หมายถึงค่าตอบแทนในการทำงานที่ท่านได้รับจากบริษัทเป็นประจำในทุกๆเดือนในแสดงใน payroll
  3. ปกติ HR มักจะให้คุณเขียนใบลาออกเพื่อให้บริษัทดูดีและ ได้เปรียบหากมีการฟ้องร้อง ตรงนี้ผมขอบอกเลยครับ ผมขอแนะนำว่าถ้ามีการบังคับให้คุณเซ็นใบลาออกเพื่อแลกกับค่าชดเชยนะครับ กรุณาอย่าเซ็นกันสองคน หรือ คุณพยายามให้ HR พูดยืนยันว่า ถ้าผมไม่เขียนใบลาออกแล้วผมจะไม่ได้รับค่าชดเชย หากคุณถูกบีบบังคับให้ออกจากงาน ตรงนี้สำคัญมากครับ และคุณคิดดีแล้วว่าการกระทำในการเลิกจ้างไม่ถูกต้องในเรื่องกระบวนการหรือความเป็นธรรมตามกฏหมายและจะฟ้องบริษัทแล้วนั้น พยายามให้มีพยานในห้องนั้นเพื่อเป็นพยานในศาล เพราะมีฏีกามาแล้วที่คนเซ็นใบลาออกเพราะโดนบังคับให้ลาออกเพื่อแลกกับเช็คค่าชดเชยชนะคดีนายจ้าง เพราะ case นั้นพิสูจน์ได้ว่านายจ้างบังคับให้ลูกจ้างเขียนใบลาออก
  4. อย่าคิดล้างแค้นโดยการทำลายเอกสารสำคัญหรือลบ file ต่างๆนะครับ คุณอาจโดนบริษัทดำเนินคดีได้ ดังนั้นแค่เก็บข้าวของส่วนตัวที่จำเป็นกลับบ้าน ไปกราบลาผู้ใหญ่ที่เราเคารพ และไม่พูดมากในเรื่องที่เราถูกเลิกจ้างหรือแสดงอารมณ์จนเกินเหตุ เช่น ร้องไห้ฟูมฟาย หรือป่าวประกาศเรื่องที่บริษัททำต่อคนภายในและภายนอกบริษัท ก่อนกลับบ้านให้ไปหา HR ในการ clear ทรัพย์สินของบริษัทให้เรียบร้อย
  5. นัดแนะในการมารับเช็ค provident fund กับ HR คุณจะได้รับภายใน 30 วันในกรณีปกติ พร้อมทั้งรับใบสรุปรายได้ในปีนั้น (ใบทวิ 50) เพื่อนำไปใช้ในการคำนวณภาษีในตอนยื่นภาษี
  6. หลังจากนั้น มาพิจารณานะครับว่าควรฟ้องนายจ้างหรือเปล่า แต่ผมขอให้ดูตัวเองก่อนนะครับ ว่า deserve หรือเปล่า บางคนอาจมีค่านิยมว่ากลัวเสียประวัติการสมัครงาน ผมคิดว่าเรามองความถูกต้องเป็นที่ตั้งครับ การถูกเลิกจ้าง ไม่ได้หมายถึงว่าคุณทำงานห่วย หรือ เป็นคนมีปัญหา เสมอไป ดังนั้นวินาทีนี้อยากให้คุณปรึกษาผู้รู้ในด้านกฏหมายแรงงาน โดยจะไปพบนิติกรประจำศาลแรงงานได้เพื่อคุณจะได้ทราบว่าขั้นตอน ข้อดี ข้อเสีย เป็นอย่างไร คุ้มหรือเปล่าในการฟ้องบริษัท
  7. หลังจากถูกเลิกจ้างให้รีบไปขึ้นทะเบียนคนว่างงานกับสำนักงานจัดหางานภายใน 30 วัน ในเขตพื้นที่ใกล้บ้าน เพื่อยื่นเรื่องในการรับเงินค่าทดแทนระหว่างการว่างงาน และ เจ้าหน้าที่ถามว่าลาออกหรือถูกเลิกจ้าง ถ้าคุณฟ้องนายจ้างเจ้าหน้าที่แรงงานเขตจะรอให้ศาลพิพากษาสิ้นสุดและจะจ่ายย้อนหลังพร้อมดอกเบี้ย ส่วนถ้าคุณถูกเลิกจ้างแล้วไม่ฟ้องคุณจะได้รับ 50% ของฐานเงินเดือนสูงสุด 15000บาท เป็นเวลา6 เดือน โดยคุณต้องไปรายงานตัวที่สำนักงานแรงงานเขตพื้นที่ทุก 30 วันจนครบ
  8. นอกจากนั้นถ้าเกิดคุณยังจะอยากใช้สิทธิประกันสังคมต่อ คุณสามารถไปที่สำนักงานประกันสังคมในเขตพื้นที่ใกล้บ้าน เพื่อไปยื่นขอใช้สิทธิประกันตนโดยคุณจะสามารถใช้สิทธินี้ได้อีก 6 เดือน โดยคุณจะต้องจ่ายเงินต่อสำนักงานประกันสังคมเองเพื่อรักษาสิทธิตามมาตรา 39
  9. หลังจากการเตรียมตัวในการฟ้องนายจ้างในกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และการรักษาสิทธิตามกฎหมายแล้ว คราวนี้คงมานั่งพิจารณาว่าเงินชดเชยที่ได้มาคุณควรจะทำอย่างไร คุณจะหางานใหม่ หรือ ทำกิจการตัวเองคิดดีๆครับ อย่าอายเรื่องถูกเลิกจ้างครับ เวลานี้เป็นเวลาที่คุณจะรู้ว่าใครเป็นมิตรแท้ หรือมิตรเทียม ถ้าในกรณีที่คุณถูกเลิกจ้างเพราะบริษัทมีความจำเป็นที่ต้องเลิกจ้างเพราะฐานะบริษัทไม่ดี

สรุปบทความนี้ไม่ได้มีเจตนาจะให้คุณฟ้องบริษัทในการเลิกจ้างคุณในทุกกรณี แต่มีเจตนาที่จะให้ความรู้สิ่งที่ควรทำไม่ควรทำเพื่อให้เวลาคุณโดนเลิกจ้างครั้งแรกทำในสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมโดยไม่เสียเปรียบและเสียสิทธิตามกฏหมายที่คุณพึงได้

เจ๋ง!!!นามบัตรสุดสร้างสรรค์ ที่เป็นได้มากกว่านามบัตร (ภาค2)


นามบัตรหรือบัตรต่างๆที่เราใช้ในทางธุรกิจนั้นถ้าออกแบบดีๆ เป็นได้มากกว่านามบัตรสามารถเป็นจุดเด่นและเรียกความสนใจได้เลยทีเดียว เรามาดูนามบัตรเก๋ๆ ที่ต้องร้องออกมาว่า “คิดได้ไง” กันดีกว่า.. ก็ดูนามบัตรแต่ละอัน มีแต่ไอเดียเก๋ๆกันทั้งนั้น
ที่มา: khaohot.blogspot.com

17 สัญญาณที่บอกคุณว่า ตอนนี้คุณเป็น “ผู้ใหญ่” แล้วนะ!!


 

บาง ทีเราตื่นขึ้นมาในทุกๆ วัน เราส่องกระจก เราก็อาจจะเกิดคำถามกับตัวเองว่า นี่เราโตเป็น “ผู้ใหญ่” แล้วจริงๆ หรอเนี่ย เพราะมีบางมุมเราก็รู้สึกว่าเราเป็นเด็ก ในขณะที่บางมุมเราก็ดูโตเป็น “ผู้ใหญ่” วันนี้ เราเลยขอไขข้อสงสัยให้คุณ ถ้าคุณดู 17 ข้อนี้ แล้วมันตรงใจคุณมากๆ ก็เอาเป็นว่า ตอนนี้คุณเป็นผู้ใหญ่แล้วล่ะ!!!

1. คุณมีความสุขกับการตื่นมาในเช้าวันเสาร์ ในชุดนอน และไม่ออกไปเที่ยวไหน ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน จนกว่าจะถึงวันจันทร์!!

ไม่มีใครอยากตื่นมาแล้ว “แฮงค์” ในเช้าวันรุ่งขึ้นหรอก จริงม่ะ?

2. คุณเริ่มมีความคิดที่ว่า ความไม่สมบูรณ์แบบ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้คนเรา “น่าสนใจ”

จะบอกให้นะ ถ้าคนเราเหมือนกัน ก็น่าเบื่อน่ะสิ!

3. และมีความคิดที่ว่า ความก้าวหน้าเท่านั้น ที่ทำให้เราโตขึ้นได้

จมอยู่กับอดีตน่ะเหรอ ไม่ช่วยอะไรเลย!

4. คุณเริ่มตื่นเต้นกับการซ่อมแซม ปรับปรุงบ้าน และประดิษฐ์ของ DIY ใช้เอง!

Fox/setandsummers.tumblr.com

เย่! ทำของใช้เองเป็นแล้ว โคตรเจ๋งเลยว่ะ!

5. คุณเริ่มไม่เกี่ยงที่จะทำความสะอาดบ้านช่องให้น่าอยู่สุดๆ


NBC / Via darth-havok28.tumblr.com

ทุกคนมีระบบระเบียบเป็นของตัวเองสินะ!

6. คุณเริ่มหายเครียดกับความกดดันที่บอกว่า อายุเท่าไหร่ ต้องประสบความสำเร็จอะไรบ้าง!


ABC / Via runningmandz.tumblr.com

เพราะบางที การวางแผนชีวิตล่วงหน้าเป็นปีๆ มันก็ยากไปนะ!

7. คุณเริ่มพูดตรงๆ กับเพื่อนเวลาแนะนำ การพูดอ้อมค้อม เพื่อรักษาน้ำใจ ไม่ค่อยมีละ!


MTV / Via conrad-witherspoon.tumblr.com

พูดความจริงแบบตรงๆ น่ะ มันยาก แต่มันคือความจริงใจนะ!

8. คุณไปร้านของชำและทำอาหารกินเองมากขึ้น


Cartoon Network / Via unemployedcollegegrad.tumblr.com

แม่ของคุณคงภูมิใจมากนะ!

9. เลิกคิดว่าคุณจะสามารถทำทุกอย่างบน To-do list ของคุณได้!


Fox / Via frometernitytonever.tumblr.com

ทำไม 24 ชั่วโมงมันน้อยแบบนี้ว่ะเนี่ย!

10. คุณไม่ได้ล้มเลิกความฝันของคุณหรอก แต่คุณแค่ใช้ชีวิตอยู่บนหลักความเป็นจริงมากขึ้น กับอาชีพของคุณและเงินเดือน


NBC / Via postgradnej.tumblr.com

เงิน เงิน เงิน โลกนี้หมุนได้เพราะเงินสินะ!

11. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้างานนั้นมันเงินดี!

 

Netflix / whenincambridge.tumblr.com

แต่ก็นั่นแหละ ถ้ามีโอกาสก็อยากทำตามความฝันนะ!

12. คุณมีความสุข ถ้าได้จ่ายบิลนู่นนี่ตรงเวลา!

NBC / Via lifeofaprofessionalstudent.tumblr.com

มันเยี่ยมมาก ที่รู้สึกว่าเรามีวินัยทางการเงิน!

13. คุณเริ่มเลิกชอบคนง่ายๆ แบบตอนเด็กๆ แต่ทำตัวผู้ใหญ่ขึ้น เวลาเจอคนที่ดูดี และคุณน่าจะชอบ!


Warner Bros. Productions / Via lost-inthethrillofitall.tumblr.com

สบายๆ ชิลๆ 

14. หากคุณต้องการอะไร ในความสัมพันธ์ของคุณกับแฟน คุณจะพูดตรงๆ และสื่อสารให้เข้าใจมากที่สุด!


ABC / Via leemaultsby.tumblr.com

คิดอะไร ก็พูดเลย จะได้ชัดๆ!

15. คุณเริ่มรู้สึกว่า คนที่คุณเดทด้วย กับคนที่คุณมีอะไรด้วย ไม่สัมพันธ์กัน เพราะสุดท้าย มันก็แค่ตัวเลขแหละน่ะ!


Warner Bros. Television / Via lukesdiner.tumblr.com

เกิดหนเดียว ตายหนเดียว ใช้ชีวิตให้คุ้ม!

16. คุณมีความมั่นใจมากๆ ในสิ่งที่คุณต้องการในชีวิต

HBO / kristenschaals.tumblr.com

HBO / kristenschaals.tumblr.com

และคุณก็จะทำมันให้เป็นจริงให้ได้!

17. และคุณก็คิดได้ว่า ถึงแม้อะไรๆ มันจะไม่เพอร์เฟ็กดั่งใจคุณ แต่การเป็น “ผู้ใหญ่” ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดหรอกนะ


NBC / Via hellyeahchandlerbing.tumblr.com

เราต้องทำได้สิหน่า!!!

 

 

H/T: Buzzfeed

ที่มา: http://www.kiitdoo.com/

31 วิธีคิดเปลี่ยนชีวิตมนุษย์เงินเดือน


 

สวัสดีครับวันนี้ @TAXbugnoms จะมาแลกเปลี่ยนวิธีคิดสำหรับผู้อ่าน ที่ยังจำเป็นต้องคงสถานะมนุษย์เงินเดือนต่อไป มาChecklist ความคิดกันหน่อยดีไหมครับ

 

ที่มา: http://money.sanook.com/

5 กลยุทธ์สมัครบัตรเครดิตให้คุ้ม!


 

บัตรเครดิตในตลาดตอนนี้มีเป็นร้อยให้เลือกทำแต่จะใช้แบบใหนคุ้ม วันนี้มีคำแนะนำ 5 กลยุทธ์ในการเลือกสมัครบัตรเครดิตให้คุ้มสุดๆมาแนะนำกัน

5 กลยุทธ์สมัครบัตรเครดิตให้คุ้ม!บัตรเครดิตในตลาดประเทศไทยตอนนี้มีมากกว่าร้อยใบ ซึ่งอาจทำให้หลายคนสับสนว่าจะเลือกบัตรเครดิตอย่างไรดี วันนี้ MoneyGuru.co.thจึงมาแนะนำ 5 กลยุทธ์ในการเลือกสมัครบัตรเครดิตให้คุ้มสุดๆ กัน
ดูไลฟ์สไตล์คุณ อย่าดูแค่สิทธิประโยชน์รวมๆ
เวลาเลือกบัตรเครดิตคุณควรย้อนกลับมาดูไลฟ์สไตล์ของตนเองด้วยว่าตนเองเหมาะกับบัตรแบบนั้นไหม เช่นบัตรเครดิตคืนเงินค่าน้ำมันรถ   จะเหมาะกับคุณหากคุณขับรถไปทำงานหรือมีเรื่องต้องขับรถบ่อย หรือหาบัตรเครดิตที่ได้ส่วนลดสูงในห้างดังที่คุณไปเดินประจำ หรืออาจจะบัตรเครดิตที่เน้นท่องเที่ยว แถมมีแพคเกจดีๆ มาเสนอคุณ อย่างเช่น แพคเกจทำบุญ 9 วัดในราคาประหยัด เพราะฉะนั้น การเลือกบัตรที่เหมาะกับตนเองจะช่วยให้คุณประหยัดเงินพร้อมทั้งมาเติมเต็มไลฟ์สไตล์คุณได้มากขึ้น
อย่าไปสนใจสิทธิประโยชน์ในการลงทะเบียนให้มากนัก
บางครั้ง sign-up bonus ฟังดูดี แต่มักมาพร้อมเงื่อนไขซ่อนเร้นเสมอ เช่นว่าทางบริษัทอาจเสนอแต้มให้คุณ 10,000 แต้ม แต่จริงๆแล้วมีเงื่อนไขว่าคุณต้องใช้เงินหลายหมื่นบาทในช่วงเดือนแรกๆหลังสมัครบัตรจึงจะได้ อย่าลืมอ่านเงื่อนไขในใบปลิวให้ละเอียดจะได้ไม่พลาดอะไรไป
เปรียบเทียบก่อนเสมอ
มีช่องทางออนไลน์ให้คุณเปรียบเทียบบัตรเครดิตมากมาย และไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะหากคุณต้องการเลือกบัตรเครดิตทั้งที ก็ไม่ควรเสียเวลาไปทุกธนาคารเพื่อหาข้อมูล แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรสมัครทันที โดยไม่เปรียบเทียบอะไรเลย เพราะบัตรเครดิต ถ้าคุณเลือกที่เหมาะที่สุด คุณก็จะใช้ได้คุ้มที่สุดนั่นเอง
ค่าธรรมเนียมรายปีคุ้มหรือไม่
มีบัตรเครดิตมากมายที่ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี ซึ่งคุณก็ควรเลือกใช้บัตรที่ทำให้คุณไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมตรงนี้ หรือคุณประสงค์ต้องการจะเลือกบัตรที่มีค่าธรรมเนียมแต่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณจริงๆ ก็อาจลองโทรขอต่อรองลดหรือให้ยกเลิกค่าธรรมเนียมดูก็ได้ หรือลองดูว่า บัตรเครดิตใบนั้นๆ ให้สิทธิประโยชน์กับคุณที่คุ้มค่ากับค่าธรรมเนียมที่คุณต้องเสียหรือไม่ นั่นเอง
อย่าสมัครบัตรเครดิตบ่อยเกินไป
การเปิดบัตรเครดิตที่ถี่เกินไปส่งผลไม่ดีต่อเครดิตสกอร์ของคุณ และอาจเป็นการส่งสัญญาณไม่ดีว่าคุณกำลังต้องการวงเงินใช้จ่ายที่มากขึ้น หากคุณต้องการเปิดบัตรเครดิตสองใบในหนึ่งปี อย่าตัดสินใจเปิดบัตรพร้อมกัน ให้ทิ้งช่วงสักหกเดือนจะได้ไม่ดูน่าสงสัย
ขอบคุณข้อมูลจาก   www.moneyguru.co.th

เนื้อหาโดย MoneyGuru

10 เหตุผลของคน เกลียดวันจันทร์


 

ทำไมเราถึงเกลียดวันจันทร์ ลองอ่าน 10 เหตุผลของคน เกลียดวันจันทร์

i hate monday

10. เงินหมด อันนี้มักจะเกิดในวันจันทร์ท้ายเดือนเนื่องจากการเดินทางแต่ล่ะครั้งต้องมีค่าใช้จ่าย แถมออกไปทำงานก็อะไรต่อมิอะไรมากมาย เงินเดือนก็ยังไม่ออก แต่ไหนๆ ก็จะสิ้นเดือนแล้วก็เลยต้องฝืนใจไปทำงาน

9. ยังอยากปาร์ตี้ต่อ ก็เจอวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ แห่งชาติไป ปาร์ตี้กันทุกวัน บางครั้งอารมณ์มันค้างมาถึงวันจันทร์เลยทีเดียว แบบว่าอยากปาร์ตี้กันต่อแบบไม่หยุดพักเลย

8. งานเพียบ วันจันทร์มักเป็นวันแห่งการสั่งงานอย่างแท้จริง เพราะเป็นวันเริ่มต้นการทำงานวันแรกของสัปดาห์ ใครมีไอเดียก็ใส่กันเต็มที่ แต่จะทำทันไหมอีกเรื่อง

7. เบื่อเพื่อนร่วมงาน/เจ้านาย อย่างที่โบราณเขาว่าไว้ “คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก” บางทีก็เจอเพื่อนร่วมงานชอบนินทา หรือเจอเจ้านายชอบเอาแต่ใจ

6. เบื่องาน พอวันจันทร์ทีไรมานั่งคิดแล้วก็เบื่องานที่ทำ คิดไปคิดมาก็พาลไม่อยากจะไปทำงานอีก วันจันทร์จึงเป็นวันที่น่าปวดหัวสุดๆ

5. ทำงานไม่เสร็จ หนึ่งในเหตุผลที่เกิดขึ้นกับทุกคนที่เกลียดวันจันทร์ก็เพราะขืนไปก็โดนดุโดนว่าแน่ๆ

4. ยังไม่หายเหนื่อย เชื่อว่าทุกคนต้องเคยรู้สึกว่าการหยุด 2 วัน นั้นไม่เคยจะพอเลย พอถึงวันจันทร์เมื่อไหร่ เหมือนความเหนื่อยจากสัปดาห์ที่แล้วมันย้อนกลับมาทุกที

3. เบื่อการเดินทาง บางคนไม่ได้เบื่อวันจันทร์เพราะมันเป็นวันทำงานหรอก แต่เบื่อมันเพราะเป็นวันที่รถติดแบบ โค-ตะ-ระ มากๆ นั้นเอง ด้วยการจราจรแบบน่าปวดหัว ยิ่งถ้าฝนตกไม่ต้องพูดถึง บางครั้งออฟฟิศอยู่แค่เอื้ยมแต่ไม่ถึงสักที

2. วันเริ่มงาน อะไรที่เป็นครั้งแรกมักจะไม่ปกติเสมอ (พูดถึงวันจันทร์นะ) และส่วนใหญ่หรือทั้งหมดมักจะไม่อยากไปทำงานในวันแรกสักเท่าไหร่

1. ไม่อยากตื่นเช้า สุดยอดเหตุผลที่ทุกคนต้องเคย “อ้าง” กับตัวเอง เพราะ เสาร์-อาทิตย์ เรามักจะตื่นสายถึงสายที่สุด เพราะเป็นวันพักผ่อน เรียกได้ว่าได้นอนเต็มอิ่ม แต่พอถึงวันจันทร์เราก็ต้องตื่นเช้านี้แหละทำให้รู้สึก “เกลียดวันจันทร์”

ฉันเกลียดวันจันทร์

 

อขอบคุณข้อมูล sanook , Springnews

 

หุ้นน่ารู้ : Ceiling และ Floor คืออะไร ?


 

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้กำหนดราคาซื้อขายสูงสุดและต่ำสุดในแต่ละวัน ไว้ เพื่อไม่ให้ราคาของหุ้นมีความผันผวนมากจนเกินไป จนกระทั่งเกิดความเสี่ยงเกินกว่าจะรับได้สำหรับนักลงทุน

ราคา Ceiling ก็คือ ราคาสูงสุดของหลักทรัพย์ในแต่ละวัน กำหนดไว้ที่ + 30% ของราคาปิดในวันก่อนหน้า

ราคา Floor คือ ราคาต่ำสุดของหลักทรัพย์ในแต่ละวัน  กำหนดไว้ที่ – 30% ของราคาปิดในวันก่อนหน้า

ทั้งนี้หากเป็นหุ้นที่ทำการซื้อขายวันแรก หรือ ที่เรียกว่า หุ้น IPO
– ราคาหุ้นสูงสุด (Ceiling) จะเท่ากับ 3 เท่าของราคา IPO
– ส่วนราคาขั้นต่ำ (Floor) จะเท่ากับ 0.01 บาท

ส่วนหลักทรัพย์ประเภท Warrant / DW / TSR นั้น Ceiling/Floor คือ ราคา IPO ± (100% x
ราคาปิดหุ้น Underlying วันก่อนหน้า x อัตราการแปลงสภาพ) โดยราคาหุ้นขั้นต่ำเท่ากับ 0.01
บาท

ปล. รายละเอียดวิธีคำนวนราคา Ceiling และ ราคา Floor อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งที่เรานำมาลงในบทความนี้ เป็นข้อมูลที่อ้างอิงมาจาก ปก.(ว) 9/2555 ในวันที่ 16 กค. 2555

Credit >> http://www.setmai.com