49 ข้อสังเกตแปลกๆ บนสังคมเว็บ (ขำๆ นะ)


simondseconoart-small

เอากลับมาให้อ่านอีกครั้ง กับ ข้อสังเกตุแปลกๆ บนสังคมอินเตอร์เน็ต
บ้างก็ใช่ .. บ้างก็ไม่ ยังไงก็อย่าคิ๊ดดดดดดดดดดดดมากคร่า อ่านเอาขำๆ จ๊ะ

1. คนรู้เรื่องของคนที่เขาเกลียดดีกว่าคนที่รัก

2. คนชอบถามหาหลักฐาน แต่เวลาตัวเองอ้าง มักไม่ค่อยจะมีหลักฐาน

3. เขียนยาวไปคนไม่อ่าน

4. เขียนสำนวนเคร่งขรึมคนก็ไม่อ่าน

5. ชาวเว็บไม่ชอบเรื่องซีเรียส ถึงเป็นเรื่องเครียดก็ต้องเขียนให้ฮา

6. ยอดคนคอมเมนต์แสดงความคิดเห็น เป็นเหมือนยอดภูเขาน้ำแข็ง

7. มีคนคอยตามอ่านเงียบๆ มากมายที่ไม่โผล่ตัวออกมา

8. บางทีเรื่องที่เถียงกันไม่มีสาระอะไร แต่เถียงกันไปเพราะแค่อยากเอาชนะ

9. ปิดจอคอมไปนอนก่อนซะ อาจจะดีกว่านั่งเถียงแบบอินเตอร์แอ็คทีฟ

10. เกรียนปากดีตามเว็บบอร์ด พอเจอตัวจริงมักเจี๋ยมเจี้ยม

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com

11. แต่คนอัธยาศัยดีในบอร์ด ตัวจริงก็อัธยาศัยดีเหมือนกัน

12. มนุษย์สายพันธุ์กูเกิลรู้ทุกเรื่อง แต่ถ้าคุยลึกๆ จริงๆ แล้วจะไม่รู้สักเรื่อง

13. แถมวิเคราะห์ วิจารณ์ ไม่ได้อีกตะหาก

14. เรื่องดราม่ามักจบลงด้วยคำว่า “ขอโทษ”

15. แต่ถ้ามีเรื่องครั้งใหม่ เรื่องเดิมก็จะถูกขุดโคตรเหง้าศักราชมายำต่อ

16. คำด่าในเว็บ โดยมากมักจะไม่ใช่คำด่าจริงๆ ที่คนพิมพ์กล้าพูดต่อหน้า

17. คนด่าบางทีก็ลืมไปว่าตัวเองเคยด่าเรื่องอะไรไว้

18. แต่คนถูกด่ามักจะไม่ลืม

19. คอมเมนต์มักถูกชี้นำด้วยความคิดเห็นแรกเสมอ

20. โดยเฉพาะเว็บเด็ก X และพันติ๊ปเฉลิม X

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com

21. เวลาไพรม์ไทม์ในการตั้งกระทู้ คือ 17.00-22.00

22. แต่เวลาอัพบล็อกจะเป็น 9.00-12.00 และ 19.00-23.00

23. อยากดราม่าให้เริ่มประเด็นต่อไปนี้ การเมือง สถาบันการศึกษา ภาษา ศาสนา ความเชื่อ และ XXX

24. แล้วอีกไม่นานคุณก็จะได้พาดหัวขึ้นดราม่าแอดดิคต์เอง

25. อีกวิธีคือไปหาเรื่องเมมเบอร์ดังๆ

26. เกือบทุกความคิดเห็นพร้อมจะเปลี่ยนข้างเมื่อกระแสเปลี่ยน

27. ทั้งที่ข้อเท็จจริงมันไม่เปลี่ยน

28. คนที่ไม่เปลี่ยนข้างมีสองกรณี คือเกรียน กับ มั่นใจ

29. ซึ่งทั้งสองประเภทแยกออกได้จากลักษณะการใช้คำ

*30. คนตั้งกระทู้/เขียนบล็อกมีสามแบบ

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com

31. หนึ่งคือเขียนแล้วทิ้ง กลับมาดูแต่ไม่ให้ความเห็นตอบ

32. สองคือตะบี้ตะบันขยันตอบมันทุกคอมเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นคอมเมนต์หาเรื่องหรือคอมเมนต์ดีๆ

33. สามคือเลือกตอบเฉพาะคอมเมนต์ที่พอใจจะตอบหรือมีสาระพอจะตอบ

34. หลายคนอ่านแค่หัวเรื่องแล้วพิมพ์ตอบเลย

35. ซึ่งทำให้เกิดดราม่าหรือเรื่องฮา ขึ้นอยู่กับความซีเรียสของเนื้อหาและคำตอบ

36. แต่หลายคนอ่านจนครบแล้วก็ยังตอบไม่เข้าเรื่อง

37. เรียกว่าอ่านหนังสือไม่แตก เป็นปัญหาของระบบการศึกษาภาษาไทย

38. ทำให้เกิดดราม่ามากมาย หาได้ตามเว็บบอร์ดทั่วไป

39. การเถียงกันบนกระทู้สาธารณะ ไม่ร้ายเท่าการถูกส่งเมล์ด่า เอ็มเอสเอ็นด่า หรือหนักสุดคือโทรตามด่า

40. กรณีดังกล่าวถือว่าเป็นโรคจิตคุกคาม คนที่เคยโดนควรแจ้งตำรวจลงบันทึกประจำวัน

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com
41. อย่าปล่อยให้คนโรคจิตบนเน็ตลอยนวล

42. คนที่อ้างว่าเป็นกลาง ไม่เคยเป็นกลางจริงๆ

43. บางทีคนเลือกข้างยังเป็นกลางกว่า

44. อำนาจโฟโต้ช็อปเหนือทุกสิ่ง

45. แต่ที่เหนือกว่าคือ ICT

46. เพราะประเทศนี้มีระบบกรองข้อมูลจากต่างประเทศระดับสูงที่มีเพียงสามประเทศในโลก

47. ซึ่งอีกสองประเทศคือจีนแดง และเกาหลีเหนือ

48. อย่าซีเรียสกับเรื่องทุกเรื่องที่เกิดขึ้นบนสังคมอินเตอร์เน็ต

49. สุดท้ายแล้วเราก็ต้องทำงานหาเงินมาจ่ายค่าไฟ-ค่าเน็ตเองอยู่ดี ฮ่า

————————————————

ที่มา http://terasphere.exteen.com/20091217/entry

10 สมาร์ทโฟนสีชมพู มอบเป็นของขวัญในวันวาเลนไทน์


 

ใกล้เข้ามาอีกครั้งสำหรับวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ วันวาเลนไทน์ที่ทำให้คนโสดหลายคนต้องอิจฉาคนมีคู่ หรือใครที่ยังโสดอาจจะพบเนื้อคู่ในเดือนนี้ก็ได้ แต่สำหรับใครที่มีคู่รักอยู่แล้ว และอยากจะหาของขวัญชิ้นพิเศษอย่างสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่เพื่อมอบให้กับคนรัก

เว็บไซต์ PhoneArena ได้แนะนำ 10 สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมสีชมเหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญในวันวาเลนไทน์ ส่วนจะมีรุ่นไหนบ้าง มาชมกันเลยค่ะ ^ . ^

 

  1. Samsung Galaxy Note 4

 

สมาร์ทโฟนตระกูล Note รุ่นยอดฮิต และกำลังมาแรงแบบสุด ๆ ในตอนนี้ คงพลาดไม่ได้ที่จะเป็น Galaxy Note 4 นอกจากสเปคและฟีเจอร์ที่โดดเด่นแล้ว ตัวเครื่องยังมีให้เลือกหลายสีสัน โดยเฉพาะสีชมพู ที่ดูแล้วหวานแหววเข้าตากรรมการจริง ๆ

 

  2. Samsung Galaxy S5

 

ถึงแม้ Galaxy S6 มีคิวจ่อเปิดตัวช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้ แต่ Samsung Galaxy S5 ยังคงสมาร์ทโฟนที่ไม่ควรมองข้ามทั้งด้านสเปคและฟีเจอร์ต่าง ๆ เรียกได้ว่าไม่น้อยหน้าแน่นอน รวมถึงสีสันของตัวเครื่องที่มีให้เลือกหลายสีสันกัน และหนึ่งในนั้นคึอ สีชมพูที่ดูโดดเด่นเป็นพิเศษ

 

  3. HTC One (M8)

 

HTC เองก็ไม่พลาดที่จะเพิ่มสีสันใหม่ ๆ ให้กับ HTC One (M8) สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นยอดนิยมของค่าย แน่นอนสำหรับใครที่ชื่นชอบแบรนด์ HTC ก็เตรียม HTC One (M8) สีชมพูไว้ให้พร้อมแล้ว

 

  4. HTC Desire 816

 

สมาร์ทโฟนจอใหญ่ ราคาประหยัด สเปคไม่ธรรมดา ต้องยกให้ HTC Desire 816 สมาร์ทโฟนแห่งความคุ้มค่าอีกรุ่น และเช่นเดียวกับสมาร์ทโฟนค่ายอื่น ๆ HTC Desire 816 ก็มาพร้อมสีสันของตัวเครื่องให้เลือกมากมาย โดยเฉพาะสีชมพูที่ดูจะเข้มสะใจจริง ๆ

 

  5. LG G3

 

หากต้องการความเรียบหรู พร้อมความโดดเด่นด้านฟีเจอร์การใช้งาน LG G3 น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม และตัวเครื่องยังมีให้เลือกหลายสีสัน โดยเฉพาะสีชมพูที่ดูเรียบ ๆ ไม่หวือหวาจนเกินไป

 

  6. Sony Xperia Z3

 

สมาร์ทโฟนกันน้ำกันฝุ่นเรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Sony เลยก็ว่าได้ แน่นอนสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงอย่าง Sony Xperia Z3 ก็ไม่พลาดที่จะมีสีสันของตัวเครื่องให้เลือกหลายสี ใครชื่นชอบแบรนด์นี้ จัดได้เลย

 

  7. Sony Xperia Z1 Compact

 

สมาร์ทโฟนรุ่นเล็กที่มีสเปคแรงเท่ากับรุ่น Xperia Z1 พร้อมกล้องถ่ายภาพแบบเทพ ๆ ตามสไตล์ Sony เหมาะมากที่มอบให้กับคนรักที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ ด้วยกล้องด้านหลังใช้เซ็นเซอร์ Exmor RS ขนาด 1/2.3 นิ้ว ความละเอียด 20.7 ล้านพิกเซล เอนจินประมวลผลภาพ BIONZ และเลนส์เกรด G ทางยาวโฟกัส 27mm รูรับแสงกว้างสุด f/2.0 และสามารถถ่ายภาพได้ที่ความละเอียดสูงสุดถึง 20 ล้านพิกเซล พร้อมโหมดถ่ายภาพ Timeshift burst ถ่ายภาพรัว 61 ภาพ

 

  8. Motorola Moto X (2014)

 

Moto X สมาร์ทโฟนเรือธงของค่ายรุ่นล่าสุดที่ต่อยอดมาจาก Moto X รุ่นแรก มาพร้อมดีไซน์ที่ยังมีกลิ่นอายรุ่นแรก อัพสเปคใหม่รวมถึงเปลี่ยนวัสดุบางส่วนให้ดีขึ้นโดยรอบ ๆ ตัวเครื่องจะใช้โลหะเป็นกรอบ ส่วนฝาหลังยังคงออกแบบได้ด้วยตัวเองผ่านบริการ Moto Maker

 

  9. Motorola Moto G (2014)

 

Moto G สมาร์ทโฟนระดับล่างเป็นรุ่นลดสเปคจาก Moto X มาพร้อมหน้าจอ 5 นิ้ว (รุ่นเดิม 4.5 นิ้ว) ความละเอียด HD, กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล, กล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล, ลำโพงคู่ด้านหน้า และแบตเตอรี่ 2,070mAh รวมถึงฝาหลังที่เลือกเปลี่ยนได้ 15 สี

 

  10. Motorola Moto E

 

สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ราคาประหยัด สานต่อความสำเร็จจาก Moto X และ Moto Gสำหรับ Moto E เป็นสมาร์ทโฟนระดับล่างของโมโตโรล่าเน้นเจาะตลาดกลุ่มมือถือราคาประหยัด เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นใช้สมาร์ทโฟนเป็นครั้งแรก รองรับสองซิม, กันน้ำ และแบตเตอรี่อึดใช้งานได้ตลอดทั้งวัน

 

 

ที่มา: ขอบคุณภาพประกอบจาก PhoneArena

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

http://mobile.kapook.com/view674

โบกมือลา 10 เทคโนโลยีที่สิ้นชีพไปในปี 2014


ในปีนี้ถือเป็นอีกปีที่มีเทคโนโลยีและอุปกรณ์ใหม่ๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก แต่ก็มีสินค้าและบริการด้านเทคโนโลยีอีกหลายตัวถึงเวลาจบชีวิตปิดตัวไปในปีนี้ด้วยเช่นกัน มาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่ได้จากเราไปแล้วบ้าง

Customers Michael, left, and Teresa Hamilly display an Apple

1. iPod Classic

มรดกชิ้น (เกือบ) จะสุดท้ายที่ทิ้งไว้ดูต่างหน้าของสตีฟ จ็อบส์ ปีนี้ Apple เปิดตัว iPhone 6 แต่พร้อมกันนั้นก็แอบเอา iPod Classic ออกไปจากร้านค้าไปอย่างเงียบๆ โดย Apple ให้เหตุผลในการหยุดจำหน่าย iPod Classic เพราะว่าไม่สามารถหาอะไหล่มาไว้สำรองได้แล้ว ถือว่าปิดฉากเทคโนโลยี Click Wheel ของiPod รุ่นดั้งเดิมไปด้วยพร้อมๆ กัน

และการหยุดจำหน่าย iPod Classic ส่งผลให้มีคนเอาของเก่าทั้งมือ 2 และเก่าเก็บมาประมูลขายผ่าน Ebay ซึ่งบางตัวสามารถประมูลไปได้ถึงหลักแสนหลักล้านบาทกันเลยทีเดียว

02

2. Facebook Poke App

เป็นแอพที่ Facebook ทำออกมาเหมือนจะพยายามเลียนแบบ Snapchat ที่กำลังเป็นที่นิยม แถมตอนแรก Facebook เสนอเงินไปเพื่อซื้อก็ปฎิเสธ และสุดท้ายFacebook Poke App ก็ไม่ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้และหายไปอย่างไร้ร่องรอย

03

3. MSN Messenger

แอพสนทนาข้อความที่เคยเฟื่องฟู แต่สุดท้ายพ่ายให้กับแอพแชทบนมือถือและค่อยๆ เสื่อมความนิยมลงไป เมื่อปี 2011 Microsoft ได้ย้ายเอา MSN Messenger ไปรวมไว้กับ Skype ที่ตนเองได้ซื้อมา แต่ว่ายังมีผู้ใช้ในจีนที่ยังใช้เป็น MSN Messenger อยู่ แต่แล้วในปีนี้ Microsoft ก็ได้ปิดบริการของ MSN Messenger ลงอย่างเป็นทางการ

04

4. Orkut

เครือข่ายสังคมออนไลน์ของ Google ที่โด่งดังและมีผู้ใช้เป็นจำนวนมากในบราซิล ในระดับที่ว่า Facebook ต้องจับตามองและพยายามช่วงชิงตลาดนี้มาให้ได้ Orkut เริ่มให้บริการตั้งแต่ปี 2011 แต่ถึงแม้ว่ามันจะได้รับความนิยมในบราซิล แต่ในระดับโลกนั้น Google ไม่สามารถผลักดันให้มันโตได้ สุดท้ายก็ต้องฆ่าตัดตอนยกเลิกการให้บริการไปในปีนี้

05

5. Xbox Entertainment Studio

ปีนี้ถือว่าทิศทางด้านตลาดเกมคอนโซลของ Microsoft ดูจะผิดพลาดและมีปัญหาค่อนข้างมาก ตั้งแต่เรื่องที่ยอดขายของ Xbox One ขายได้น้อยกว่าที่คาดแถมถูก PS4 ของ Sony ขายดีทิ้งห่างไปเกือบเท่าตัว และปีนี้ CEO คนใหม่ของ Microsoft อย่าง Satya Nadella ก็ดูจะไม่ค่อยสนใจผลิตภัณฑ์ด้านเกมซักเท่าไหร่ และการปิด Xbox Entertainment Studio เป็นส่วนหนึ่งในการเลิกจ้างพนักงานไปถึง 18,000 คนของ Microsoft ภายในปีนี้

06

6. Windows XP

ระบบปฎิบัติการรุ่นดึกดำบรรพ์ของ Microsoft ที่มีอายุมาร่วม 10 ปี และประกาศมาตั้งแต่ปีก่อนแล้วว่าจะหยุดการ support และอัพเดตให้กับ Windows XP ภายในปีนี้ และก็ผลักดันให้ผู้ใช้เปลี่ยนมาใช้ Windows รุ่นใหม่อย่าง 8.1 ซึ่งตอนนี้ก็ดูว่าจะเป็นรุ่นที่โลกลืมในปีหน้าเพราะว่า Microsoft เตรียมเข็น Windows 10 ออกมาในปี 2015 นี้แล้ว

แต่ถึงแม้ Microsoft จะบอกว่าไม่อัพเดตอะไรให้กับ Windows XP แล้ว แต่ก็มีหลายองค์กร, หน่วยงาน และในอีกหลายประเทศ (โดยเฉพาะประเทศจีน) ที่ยังไม่มีท่าทีที่จะเปลี่ยนหรืออัพเกรด OS เพราะมีเครื่องที่ใช้ XP อยู่เป็นจำนวนมาก แถมก็ไม่ง่ายที่จะไปไล่อัพเกรดทุกเครื่องได้ ที่สำคัญคือเรื่องงบประมาณในการเปลี่ยน OS นั้นก็เป็นจำนวนเงินที่มหาศาล

07

7. Justin.tv

เว็บไซท์สำหรับถ่ายทอดสดที่ดูจะคล้ายๆ กับ Youtube แต่ว่าคนที่ใช้งานนั้นค่อนข้างจะมีอิสระ แถมยังมีวิดีโอละเมิดลิขสิทธิ์เผยแพร่อยุ่เป็นจำนวนมาก เว็บไซท์นี้ตั้งขึ้นโดยนาย Justin Kan ที่เริ่มด้วยการเอากล้องเว็บแคมแปะไว้กะหัวของเขาแล้วถ่ายทอดสดเป็นเวลาร่วมเดือน

แต่ทว่าบริษัทลูกของ Justin.tv อย่าง Twitch เว็บไซต์ที่ให้เหล่าเกมเมอร์ได้เล่นเกมแล้วถ่ายทอดให้คนอื่นเข้ามาดูกันสดๆ หรือที่เรียกว่า cast เกมนั้นได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนดังกว่า Justin.tv และนั่นก็ทำให้ Justin Kan ปิดเว็บ Justin.tv ทิ้งไป และล่าสุด Amazon ก็ได้ควักเงินซื้อกิจการของ Twitch ไปเป็นมูลค่าถึง 980 ล้านเหรียญ

08

8. นิตยสาร Macworld

ถึงแม้ว่าสินค้าของ Apple จะขายดีและผู้คนให้ความสนใจ แต่นิตยสารเก่าแก่ที่เสนอข่าวสารเกี่ยวกับ Apple มาอย่างยาวนานอย่าง Macworld ก็ได้หยุดการตีพิมพ์ไปในเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่ยังคงมีเว็บไซต์สำหรับเผยแพร่ข่าวสารต่อไป ถือเป็นนิตยสารหัวใหญ่อีกรายของโลกที่ปิดตัวฉบับพิมพ์ไปตามกระแสยุคดิจิตอลในปัจจุบัน

09

9. Nokia X

สมาร์ทโฟนลูกผสมของ Nokia ที่สามารถใช้แอพของ Android ได้ในราคาที่ไม่แพง สร้างความฮือฮาให้กับแฟนๆ ในช่วงต้นปี แถมยังมีออกรุ่น X2 ตามมาในช่วงกลางปี แต่ทว่าหลังจากที่ Microsoft สามารถบรรลุข้อตกลงในการซื้อกิจการสมาร์ทโฟนของ Nokia มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โครงการของ Nokia X นั้นก็ถูกยุบทิ้งไป และไม่ใช่แค่นั้น แม้แต่ชื่อของ Nokia เองก็ถูกลบออกไปจากสมาร์ทโฟน Lumia และมีชื่อของ Microsoft เข้ามาแทน

10

10. Flappy Bird

เกมนกบินชนท่อที่โด่งดังเป็นพลุแตกข้ามคืนเมื่อช่วงต้นปี 2014 คนทั่วโลกให้ความสนใจเกมที่ดูแล้วไม่ได้มีอะไรนอกจากความยากระดับนรกแตกที่ทำให้เกมจบลงได้ในไม่กี่วินาที แต่นั้นก็นำมาซึ่งความร่ำรวยของนาย ดง เหงียน โปรแกรมเมอร์ชาวเวียดนามที่ได้ค่าโฆษณาในเกมนี้ไปเป็นจำนวนมหาศาล ระดับที่สามารถซื้ออพาร์ทเมนท์ใหม่และถอยรถ Mini Cooper มาขับได้เลยทีเดียว

แถมยังมีดราม่าที่ ดง เหงียน ประกาศเอาเกมนี้ออกจากทุกสโตร์เพราะบอกว่ารับกับความสำเร็จที่เกินความคาดหมายนี้ไม่ได้ หลังจากนั้นก็มีบรรดาเกมลอกเลียนแบบ Flappy Bird เต็มไปหมด

ถึงแม้ว่าสุดท้าย Flappy Bird จะกลับมาอีกครั้งในช่วงกลางปี แถมเป็นเกม Exclusive ลงเฉพาะใน Amazon App Store แต่ผู้คนก็เลิกให้ความสนใจที่จะเล่นมันไปหมดแล้ว และเกมใหม่ของ ดง เหงียนที่ทำออกมา ก็มีคนให้ความสนใจแค่ไม่นานและมันก็ไม่ได้สำเร็จอย่าง Flappy Bird เลยแม้แต่น้อย

ความเห็นของทีมงานล้ำหน้า

10 อันดับนี้ เป็นของ Microsoft ไปถึง 4 อย่างด้วยกัน!!! ต้องยอมรับจริงๆ ว่าปี 2014 นี้เป็นปีที่เหนื่อยสาหัสมากของ Microsoft ที่ต้องปรับกระบวนทัพกันใหม่ทั้งองค์กร เพื่อที่จะต่อสู้กับศึกเทคโนโลยีที่ตอนนี้มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ก็ต้องมาดูว่าปีหน้า 2015 Microsoft จะพลิกฟื้นกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งได้หรือไม่

ข้อมูลจาก : Masable

5 วิธีชาร์จ iPhone แบบผิดวิธี ที่คนส่วนใหญ่คิดว่าถูกแล้ว! แล้วตกลงมันชาร์จแบบไหนกันแน่!


ipad-air-battery-feature.jpg

ไปเจอวิธีการชาร์จมือถือไอโฟนมาครับ ปกติแล้วพูดตรงๆนะครับเวลาผมชาร์จ ผมก็ไม่รู้หรอกว่าที่ผมทำอยู่มันถูก หรือ ผิด กันแน่ วิธีชาร์จของผม ก็เปิดเครื่องชาร์จปกติ พอเห็นว่าแบตมันอ่อน ต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ผมก็ชาร์จเท่านั้นเอง บ้างก็จนดับไปเลย วันนี้เลยไปเจอมาจากเว็บนี้เลยเอามาให้อ่านกันอีกทีครับ

การชาร์จ เดี๋ยวนี้ มีหลากหลายแบบมากๆ ทั้งชาร์จ ไอโฟน ไอแพด แล้วก็เวลาชาร์จก็จะทำตามสไตล์ของตนเองถนัด แต่จะมีคนสักกี่คนที่รู้ลึก รู้จริง ซึ่งทำให้เกิดการแนะนำที่ผิด ยกตัวอย่างมา 5 ข้อนี้ เป็นวิธีชาร์จ ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าทำถูกแล้วมาฝาก  ลองไปดูพร้อมกัน

index.jpg

ผิดที่ 1 ใช้ที่ชาร์จไม่ได้มาตรฐาน (ไม่มี มอก.)
ข้อนี้ เป็นความผิดพลาดที่เราอาจละเลย อาทิ เช่น ที่ชาร์จไม่ได้มาตราฐาน เช่น ที่ชาร์จซื้อมาถูกๆ ของปลอม ก็อาจเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตตามที่เป็นข่าวอยู่นั่นแหละครับ บางคนอาจมองข้ามความสำคัญไป อย่างไรก็ดี ควรมองหาที่ชาร์จ ที่มีเครื่องหมาย มอก. หรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม นั่นเอง

ผิดที่ 2 ชาร์จพร้อมกับโทร  (เสี่ยงต่อการระเบิด)

การเสี่ยงจากหัวข้อนี้ ก็คือ ส่วนใหญ่จะมาจากที่ชาร์จที่เป็นของปลอม ไม่มีมาตราฐานเนื่องจาก อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นเค้าก็ห้ามใช้จนร้อนเกินอุณภูมิที่กำหนดของมันอยู่แล้ว เช่น ถ้าความร้อนมากเกินไปจากตัวแบตเตอรี่ก็อาจทำให้ระเบิดได้  ถ้ารู้สึกว่าอุปกรณ์อุ่น หรือร้อนมากเกินไปก็ควรหยุดใช้งานอุปกรณ์ชนิดนั้นครับ เพื่อความปลอดภัย

ผิดที่ 3 ชาร์จแบตข้ามวัน ข้ามคืน

มีการยืนยันจากผู้ใช้งานที่เมืองนอก ว่าการชาร์จแบตเตอรี่ต่างๆ ข้ามวัน หรือข้ามคืนนั้น ส่งผลกับแบตเตอรี่ของเครื่องจริงๆ แต่ก็ยังไม่ยืนยันอย่างชัดเจนว่าเสียหายมากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ผู้ใช้งานอุปกรณ์ต่างๆเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ ควรจะเก็บแบตเตอรี่ให้อยู่ในระหว่าง 40-80% จึงจะดีที่สุด


ผิดที่ 4 ไม่มีการปิดเครื่องเลย

ปกติเชื่อว่าในชีวิตประจำวันเราต้องติดต่อสื่อสารอยู่ตลอดวัน เราจึงปิดเครื่องเพื่อหยุดการติดต่อน้อยมาก  ซึ่งก็น้อยกว่าการปิดคอมจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ ทาง Apple Genius เปิดเผยว่า การปิดเครื่อง iPhone หรือ Ipad ก็ดี ทำให้แบตเตอรี่นั้นมันฟื้นฟูตัวเอง และอย่างน้อยควรทำ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ลองดูนะครับ เพื่อการใช้งานที่ถูกต้องและปลอดภัย

ผิดที่ 5 จะชาร์จแบตเตอรี่ก็ต่อเมื่อเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์

บางคนก็รู้เรื่องนี้แล้ว แต่บางคนก็อาจยังไม่ทราบก็มี โดยมาตรฐานของ Lithium Ion ห้ามแบตเตอรี่หมดจนถึงอยู่ที่ 0% หรือไม่มีแบตเหลือเลยจนเครื่องดับไป เพราะถ้าปล่อยให้แบตหมดไปจนเกลี้ยงจะทำให้แบตเสื่อม และจะต้องใช้ไฟเพื่อไปกระตุ้นแบต ทำให้อายุการใช้งานของแบตเท่าที่ควรจะเป็นนั้นสั้นลง แบตจะเสื่อมง่าย

ขอบคุณที่มาจาก
iPhone Hacks , iphonesimple.com, webboard.edtguide.com/forum.php?mod=viewthread&tid=31949

กระทู้ถ่ายภาพ | 15 สิ่งผิดพลาด ที่มือใหม่หัดถ่ายภาพชอบทำ


15 สิ่งผิดพลาด ที่มือใหม่หัดถ่ายภาพชอบทำ

15 สิ่งผิดพลาด ที่มือใหม่หัดถ่ายภาพชอบทำ


 สิ่งผิดพลาดของมือใหม่หัดถ่ายภาพ ที่ชอบทำกันบ่อย ๆ ลองมาเช็กดูซิ คุณเป็นช่างภาพมือใหม่ที่ใช้วิธีผิด ๆ อยู่หรือเปล่า

หลายคนชื่นชอบการถ่ายภาพ และมักจะพกกล้องคู่ใจไปไหนต่อไหน เผื่อจะมีชอตเด็ด ๆ ให้ถ่ายภาพประทับใจเก็บเอาไว้ แต่เชื่อไหมครับว่าช่างภาพมือใหม่ หรือแม้กระทั่งช่างภาพมือเก่าบางคน ก็อาจจะเคยทำสิ่งผิดพลาดในการถ่ายรูปมาแล้วเหมือนกัน ซึ่งวันนี้ คุณ Vyvruz สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ได้แปลบทความดี ๆ จากเว็บไซต์ Photography Art Café มาฝากตากล้องทั้งมือใหม่และมือเก่า ให้ลองเช็กดูว่าคุณเคยทำสิ่งผิดพลาดเหล่านี้บ้างหรือเปล่า จะมีอะไรบ้างลองไปอ่านกันครับ


1. ไม่สนใจ White Balance เลย

มันผ่านไปนานมากกว่าผมจะรู้ความสำคัญของมัน เมื่อเย็นวันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง ผมได้เข้าไปในป่าแถวบ้าน เกิดเปลี่ยน white balance ไปเป็น shade โดยบังเอิญ ถ่ายมาปุ๊บใบไม้เป็นสีแดง ๆ ส้ม ๆ เต็มไปหมดเลย แต่สุดท้ายก็ค้นพบอีกว่า การถ่าย Raw มา ทำให้เปลี่ยน temperature ของภาพได้อีกด้วย

15 สิ่งผิดพลาด ที่มือใหม่หัดถ่ายภาพชอบทำ

2. แต่งรูปหนักมือ

อันนี้บอกเลยว่าผมเป็น ผมคิดว่าเฮ้ยแต่งออกมาได้สวยมากเลย พอไปถามคนอื่น มันไม่ใช่เลย เข้มมาก เกินจริง บรรยากาศของภาพ หายหมดเลย พวกโหมด HDR นั่นก็ด้วย

3. กลัวที่จะเพิ่ม ISO

เมื่อรู้ว่า ISO สูงจะทำให้เกิด Noise ก็หลีกเลี่ยงมัน และครูของฉันก็เคร่งครัดในเรื่องนี้มาก แต่ปัญหาคือต้องจบลงกับชัตเตอร์สปีดที่ช้ามากด้วย การถ่ายภาพด้วยมือ (ไม่ใช้ขาตั้ง) ภาพก็เบลอ มันหนักกว่า Noise ซะอีกนะเนี่ย ช่างภาพระดับพระกาฬส่วนใหญ่ ยินดีที่จะเพิ่ม ISO มากขึ้น ขอเพียงแต่ภาพไม่เบลอก็พอ

4. ไม่เคยล้างเซ็นเซอร์เลย

อันนี้ผมไม่รู้คืออะไร แต่เวลาปิดกล้อง ของผมจะขึ้น Sensor Cleaning อัตโนมัติ ผมใช้ Canon 700D ครับ

15 สิ่งผิดพลาด ที่มือใหม่หัดถ่ายภาพชอบทำ


5. ไม่ลงทุนที่จะซื้อสายลั่นชัตเตอร์

หลังจากที่ซื้อขาตั้งกล้องมาก่อนหน้านี้ มันวิเศษมาก ผมสามารถถ่ายได้อย่างที่ต้องการมากขึ้น มันสะดวกมากเลย มันทำให้ถ่าย long exposures ได้ทั้ง ชายหาด ทั้งพลุ และการจราจร แต่บางทีนิ้วที่กดชัตเตอร์นั้น ก็อาจจะทำให้เบลอได้อีกเช่นกัน อาจจะตั้งเวลา แต่ก็อาจจะไม่ทัน พลาดจังหวะดี ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย ลองใช้รีโมทชัตเตอร์ดูก็ดีนะ ^^

คลิป Steve McCurry Untold: The Stories Behind the Photographs
โพสต์โดย คุณ Phaidon Press สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม


6. เขินเมื่อไปถ่ายในที่สาธารณะ

อย่างหนึ่งที่ช่วยผมได้ คือไปดูคลิปใน Youtube ของ Steve McCurry ส่วนมากจะไปทำความรู้จักกับคนที่เขาถ่าย เขาเคารพคนที่เขาถ่าย และคนส่วนมากก็ยินดีให้เขาถ่าย

7. ไม่ได้ Backup รูปที่ถ่ายไว้

มันเป็นหนึ่งในบทเรียนที่ต้องจ่ายด้วยราคาที่แพง ผมเข้าคอร์สถ่ายรูป 8 เดือน แล้วรูปครึ่งหนึ่งของผมก็หายไปอย่างลึกลับ และผมต้องส่งรูปพวกนั้นในอีกสองอาทิตย์ ผมของขึ้นมากกับโน้ตบุ๊กเก่า ๆ ต้องใช้เวลาอีกสองอาทิตย์ ในการถ่ายใหม่ สุดท้ายก็ผ่านมันมาได้ หลังจากนั้นผมซื้อ Hard-drive มา backup และซื้อ memory card มาจำนวนมาก และจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก

8. ทำตามกฎจนเกินไป

มีกฎมากมายในการถ่ายรูปเยอะแยะไปหมด ผมพยายามดูดซับทุกอย่างที่เรียนมาและมาใช้กับทุกรูป บางครั้งความสนุกในการถ่ายภาพคือการได้ถ่ายอะไรที่คุณเห็นในแบบแนวทางของคุณเอง อย่างที่ Henri Cartier-Bresson กล่าวไว้ว่า ในการถ่ายภาพนั้น กฎเกณฑ์ในการจัดการมุมมองต่าง ๆ มันอาจปิดกั้น สัญชาตญาณที่ดีของเราก็ได้ ดังนั้นหากคุณเจออะไรเจ๋ง ๆ ในมุมที่คิดว่าดี ก็จงถ่ายมันซะ

15 สิ่งผิดพลาด ที่มือใหม่หัดถ่ายภาพชอบทำ

9. เมื่อใช้แต่การวัดแสงเฉลี่ยทั้งภาพในที่ต่าง ๆ กัน

หินและไม้ ริมชายฝั่งเหล่านั้นสวยงามมาก แต่ดูดวงอาทิตย์สิมันดูไม่ค่อยเจ๋งเลย การวัดแสงแบบเฉลี่ยทั้งภาพ คือเอาแสงที่ผ่านช่องมองภาพมาเฉลี่ย หลายสถานการณ์ก็เหมาะสม เช่น ต้องการความรวดเร็ว หรือต้องรีบเก็บชอตในแต่ละโมเม้นท์นั้น แต่จะใช้ทุกสถานการณ์คงไม่ดีแน่

การวัดแสงแบบอื่น ๆ เฉลี่ยหนักกลาง วัดแสงเฉพาะจุดนั้น ก็มีเหตุผลในการมีอยู่ของมัน ตัวอย่างเช่น ถ่ายคนที่มีแสงจากด้านหลังค่อนข้างมาก หรือถ้าฉากที่มี contrast สูง เมื่อแก้ปัญหาตรงนี้ได้แล้ว จะได้ภาพที่เสียน้อยกว่าเดิม

10. ใช้กระเป๋าสะพายข้าง

ผมใช้กระเป๋าสะพายข้าง เพื่อใส่กล้องและเลนส์อีกสองตัว แต่เมื่อไปออกทริปถ่ายรูปต้องเดินทางนาน ๆ น้ำหนักอุปกรณ์เหล่านั้น ทำให้ไหล่ผมเจ็บมาก ๆ ผมประหยัดเงินเพื่อที่จะซื้อเลนส์ตัวใหม่ แต่มันเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่าเลย เมื่อต้องแลกกับสุขภาพ ผมเลยตัดสินใจซื้อกระเป๋าเป้ใส่กล้องดี ๆ มันทำให้อาการดีขึ้นมาก

11. ใช้โหมด Manual ตลอด

อันนี้ดูเหมือนเป็นความผิดพลาดที่แปลก ๆ สักหน่อย เพราะ manual mode มันให้คุณควบคุมได้มากที่สุด หลังจากที่ได้เรียนเกี่ยวกับ aperture, shutter speed และ ISO ผมลืมโหมดอื่นไปเลยใช้แต่ manual

แต่เมื่อคุณต้องแนว กีฬา, สัตว์ป่า, สารคดี มันต้องการการจับภาพที่รวดเร็ว จะดีกว่าถ้าใช้โหมด aperture priority หรือ shutter priority ปัจจุบัน ผมชอบใช้ aperture priority เพราะมันยอมให้ฉันควบคุมระยะชัดได้ มันเร็วกว่า โหมด manual มาก

12. ถ่ายหลาย shot เกินไป

คุณคงได้ยินคำที่คุ้นหูมาก นั่นคือ ทุกวันนี้เขาใช้กล้องดิจิตอลแล้วไม่ใช่กล้องฟิลม์ กด ๆ ไปเถอะ แต่ผ่านมาระยะหนึ่ง ผมก็สงสัยว่าความรู้สึกดี ๆ ในการกดรูปสวย ๆ อยู่ไหน ในเมื่อฉันถ่ายมา 250 รูปในมุมที่ต่างกัน แล้วสุดท้ายก็เลือกมาแค่รูปเดียว มันทำให้ผมเรียนรู้ที่จะ “มอง” การมองและรับรู้ความสวยงามในที่นั้น ๆ ก่อนที่จะถ่ายมันออกมา มันเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราพัฒนาขึ้นไปได้มาก

การถ่ายหลาย ๆ ชอต โดยไม่ได้คิดและมองก่อนนั้น ยังมีข้อเสียอีกมาก เช่น แบตหมดเร็ว หน่วยความจำเต็มเร็ว ต้องมานั่งเลือกภาพในการแต่งภาพทีหลังอีกจำนวนมากเกินไปด้วย

13. ถ่ายสิ่งที่ไม่ได้น่าสนใจเลย แต่คิดว่ามันดูดี

การถ่ายรูปมันไม่เหมือนกับการวาดรูป คุณอาจมองเห็นสิ่งต่าง ๆ แล้วมโนขึ้นมาว่ามันสวยจังเลย คุณมีสิทธิ์ที่จะจินตนาการเหล่านั้น แต่ความจริงก็คือความจริง คุณไม่สามารถเปลี่ยนน้ำเปล่าให้เป็นไวน์ได้หรอก

ผมเคยคิดกับตัวเองว่าผมรู้การควบคุมกล้องอย่างดี ต้องได้รูปสวยแน่ ๆ แต่ผมก็ยังคงถ่ายรูปขยะ ๆ รูปน่าเบื่อ ก่อนที่จะเข้าใจว่าการหา subject ที่จะถ่ายนั้นสำคัญอย่างไร

14. ไม่เคยวางแผนก่อนกดชัตเตอร์เลย

ผมไม่ได้พูดถึงว่าต้องวางแผนให้รอบคอบทุกกระเบียดนิ้ว วางแผนทุกขั้นตอนให้เป๊ะ ๆ วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ คงไม่มีใครใช้เวลาขนาดนั้น สิ่งที่ต้องเตรียมตัวอย่างน้อย ควรเช็กสภาพอากาศ เช็กแบตเตอรี่ พก memory card อย่างน้อย 2 ตัว เช็กอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ND Filter, Remote เสื้อผ้าสำรอง เช่น ไปถ่ายชายหาด อาจต้องพกถุงเท้าสำรอง อย่างน้อยพวกนี้ก็เป็นการเตรียมตัวที่ดี หลังจากนั้นคุณก็คิดแผนว่าจะถ่าย อะไรต่อไป

15. ถ่ายเพื่อนและครอบครัวน้อยเกินไป

คุณคงได้ยินบ่อย ๆ ว่า ให้ถ่ายสิ่งที่น่าสนใจจริง ๆ ซึ่งหลายคนอาจละเลยที่จะถ่ายเพื่อนหรือครอบครัว รีบถ่ายซะขณะที่คุณยังมีโอกาส เมื่อเวลาผ่านไปคุณจะได้ไม่ต้องมาเสียดายทีหลัง

นี่แหละครับ ลองถามตัวเองนะว่าคุณมีกี่ข้อ ผมก็เป็นมือใหม่เช่นกันครับ อ่านบางข้อผมเองก็งง แต่หลาย ๆ ข้อก็ชัดเจนสำหรับผมเลย คิดว่าบทความนี้ยังไม่มีคนเคยนำมาเล่าบอกต่อกันเนอะ

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากทุกคนะครับ “อยากถ่ายสวย ต้องยอมรับคำติเตียนวิจารณ์จากคนรอบข้างให้ได้” และ “อย่าคิดว่าตนเองเก่งแล้ว เพราะคุณอาจจะไม่พัฒนาขึ้นอีกเลย”

เกริ่นนำโดยกระปุกดอทคอม

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณ Vyvruz สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม, Photography Art Café 

                    

ที่มา: hilight.kapook.com/view/111438

นวัตกรรมใหม่สุดเจ๋ง!! ที่จะเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล


เพื่อความสุขของหมู่มวลมนุษยชาติ นักประดิษฐ์และนักพัฒนาจึงระดมมันสมองสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆขึ้นมาเยอะแยะเต็มไปหมด ก็มีทั้งดีบ้างเฟลบ้าง แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แต่สิ่งที่ เรา จะนำมาให้เพื่อนๆได้อ่านกันในตอนนี้ ก็น่าจะเจ๋งพอที่จะทำให้ชาวโลกตะลึงได้บ้างแหละครับ เพื่อไม่ให้เป้นการเสียเวลา ไปทำความรู้จักกับนวัตกรรมเปลี่ยนโลกกันเลย

1.คอนแทคเลนส์อัจฉริยะ

ขอนำเสนอคอนแทคเลนส์อัจฉริยะ ที่มี “กล้องถ่ายภาพ” และ “เซนเซอร์” ตรวจจับต่างๆ ที่มาพร้อมกับวงจนอิเล็กทรอนิกส์จิ๋วฝังอยู่ในตัว นั่นคือการทำหน้าที่เป็นเหมือน “ตา” ให้กับผู้พิการทางสายตาทั้งหลาย เพราะสามารถกำหนดให้ภาพที่กล้องของคอนเทคเลนส์ตัวนี้ สามารถ ถ่ายภาพได้ และยังสามารถส่งภาพไปยังส่วนที่เป็นกระบวนการประมวลผล เพื่อถ่ายทอดต่อไปให้ผู้ที่สวมใส่ได้รับรู้เหตุการณ์ในขณะนั้นอีกด้วย ตัวอย่างเช่น แปลงเป็นสัญญาณเสียงทำให้รู้ได้ว่า มีรถยนต์กำลังวิ่งผ่าน ซึ่งมีผลดีต่อผู้ที่พิการทางสายตามากๆ

และไม่ได้หมดแค่นั้น ยังมีเซ็นเซอร์แสง,เซ็นเซอร์ตรวจวัดแรงดัน,เซ็นเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิ หรือ แม้กระทั่งเซ็นเซอร์ตรวจจับสนามไฟฟ้า ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่สวมใส่คอนเทคเลนส์นี้ รู้สึกว่าตัวเองมีสัมผัศที่ 6 ยังไงยังงั้น ผมเองคิดว่ามันก็คล้ายๆกับ google glass เลยนะ

2.นาฬิกาโปรเจคเตอร์

Ritot เป็นนาฬิกาอัจฉริยะรูปแบบใหม่ที่จะฉายภาพการแจ้งเตือนต่างๆ ลงบนหลังมือของคุณตัวแรกในโลก ซึ่งสามารถใช้ฉายข้อมูลต่างๆ ลงไปบนหลังมือของคุณได้เลย ฟังก์ชั่นหลักๆก็คือมันจะเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธ แล้วทำการฉายการแจ้งเตือนต่างๆ ลงบนหลังมือของคุณ

โดยฟีเจอร์หลังจะเป็นนาฬิกาบอกเวลา แต่เมื่อมีการแจ้งเตือนอื่นๆเข้ามา มันก็จะสั่นแล้วฉายภาพให้คุณรู้ในแบบ real-time ได้เลย รองรับทั้งแจ้งสายโทรเข้า,facebook,twitter,sms เป็นต้น ถ้าหากคุณอ่านเสร็จแล้วก็ให้ทำการเขย่าข้อมือตัวเองทุกๆอย่างก็จะหายไป

3.ยาเสริมภาษา

ผู้ก่อตั้ง MIT Media Lab ทีมชื่อดังในการพัฒนาอุปกรณ์เจ๋งๆระดับโลก ได้แสดงวิสัยทัศน์ในงาน TED Talk เริ่มจากการคาดการณ์เทคโนโลยีล่วงหน้าในช่วง 30ปี ที่ผ่านมา แล้วเทคโนโลยีเหล่านั้นก็ได้กลายเป็นจริงขึ้นมา ซึ่งเขาก็ทายถูกหลายอย่างด้วยกัน นอกจากนั้นเขายังกล่าวถึงเส้นทางต่อไปในอนาคตซึ่งตอนท้ายของการบรรยายครั้งนี้เขาได้พูดถึง การเรียนรู้ภาษาด้วยวิธีที่แสนจะง่ายมากๆนั่นก็คือ การกินยา!! “ผมขอทำนายว่าต่อไปเพียงแค่เราทานยาเข้าไป เราก็จะรู้ภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาอะไรก็ได้บนโลกนี้ได้ทันที”

หลายคนเริ่มจะสงสัยแล้วว่ายาจะส่งผลต่อความรู้แล้วยาจะมีวิธีการทำยังไง ซึ่งหลักการก็คือใช้กระแสเลือดเป็นตัวนำพา เมื่อเม็ดยาเข้าสู้กระแสเลือดมันก็จะไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ไปสู่สมอง และเมื่อยาไปอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง มันก็จะส่งข้อมูลให้กับผู้ใช้ ฟังแล้วอาจจะดูเหมือนวุ้นแปรภาษาของโดราเอมอน แต่เขาเชื่ออย่างแน่นอนว่า มันจะต้องเกิดขึ้นจริงแน่ๆในอีก 30 ปีข้างหน้า

4.รองเท้าอัจฉริยะ

บริษัท Startup ชื่อดัง ของอินเดีย ไดคิดค้นและพัฒนา “รองเท้าอัจฉริยะ” สำหรับนำทางเพื่อผุ้พิการทางสายตา ที่มีชื่อว่า “Lechal” มาจากภาษาฮินดูที่มีความหมายว่า “พาฉันไปด้วย” โดยรองเท้าคู่นี้จะเชื่อมต่อบลูทูธกับสามาร์ทโฟน  โดยจะใช้การทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่น ในการส่งถ่ายข้อมูลกับ googlemaps แล้วใช้การสั่นเป็นการบอกทางว่าควรเลี้ยวตอนไหน ถึงปลายทางแล้วหรือยัง ซึ่งการใช้งานก็ง่ายมาก เพียงแค่ผู้ใช้เลือกเป้าหมายว่าจะไปที่ไหน พอเลือกเสร็จก็เก็บโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋าได้เลย ไม่ต้องหยิบเอาขึ้นมาดูให้เสียเวลาอีก

ซึ่งจุดประสงค์หลักของนวัตกรรมนี้ก็คือการช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้พิการทางสายตาดีขึ้น โดยไม่จำเป็นจ้องพึ่งไม่เท้าหรือสุนัขนำทางอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงเฉพาะผู้พิการทางสายตาเท่านั้นที่จะใช้ได้ คนตาปกติก็สามารถใช้ได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะใช้เดิน วิ่ง จ๊อกกิ้ง ขี่จักรยาน ก็สามารถใช้เจ้ารองเท้าคู่นี้นำทางได้ครับผม

ที่มา: flagfrog.com/innovation-cool-change-world

“Beats Headquarter” บุกออฟฟิศแห่งใหม่ของแบรนด์หูฟังระดับโลก


“Beats Headquarter” บุกออฟฟิศแห่งใหม่ของแบรนด์หูฟังระดับโลก

 

ทุกๆครั้งที่มีการทัวร์ออฟฟิศมาฝากกันทีไร เหมือนได้เปิดโลกได้เห็นบรรยากาศการทำงานของแบรนด์ต่างๆเสมอๆ อาทิตย์นี้เป็นคิวของหูฟัง “Beats” ที่ในบ้านเรานิยมใส่ฟังกันให้เห็นตามท้องถนนอยู่บ่อยๆ จากแรกเริ่มก่อตั้งโดยแร็ปเปอร์นักปั้นอย่าง Dr.Dre ภายหลังจากที่มีข่าวขายแบรนด์ต่อให้กับ Apple ไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผ่านไปสองเดือน Apple ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง กับการเปิดตัว Headquaters ใหม่ของ Beats เป็นออฟฟิศน่าทำงานที่ใครเห็นแล้วต้องอิจฉา ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของ L.A.

กับอาณาเขตทั้งหมด 105,000 ตารางฟุต และมีพนักงานทั้งหมด 650 คน ออฟฟิศแห่งนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นมาโดยสตูดิโอสถาปนิก ชื่อว่า “Bestor Architecture” มีคอนเซปต์หลักคือสีสันที่สดใส ต้อนรับการเดินทางครั้งใหม่ของ Beats “เรามุ่งออกแบบให้สตูดิโอแห่งนี้มีบรรยากาศที่สนุกสนาน” โดยการเลือกใช้รูปทรงเรขาคณิต (โดยเฉพาะกล่องสี่เหลี่ยม) มาใช้ในงานออกแบบครั้งนี้ คุมโทนด้วยสีหลักๆอย่างน้ำเงิน แดง เหลือง (เป็นน้ำเงินแดงเหลืองเฉดแท้ๆที่ไม่มีสีอื่นผสม) “เราเลือกที่จะใช้ไม้ เพราะมันช่วยทำให้ออฟฟิศรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเองยิ่งขั้น” นอกจากสีพื้นไม้ที่รับกันดีแล้วยังมีโซนคาแฟ่ที่ให้สีขาวดำสลับ เห็นแล้วน่าไปนั่งจิบกาแฟคุยกับเพื่อนร่วมงานสุดๆ!

จุดสำคัญที่ทำให้ออฟฟิศนี้โดดเด่นในบรรดา Silicon Valley คงจะเป็นการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์จากดีไซน์เนอร์หน้าใหม่ๆ โดยเฉพาะนักออกแบบจากแถบสแกนดิเนเวียน ที่ช่วงนี้คราฟต์อะไรออกมากันก็ดูสวยไปหมด เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ค่อยมีให้เห็นในอเมริกา (ส่วนใหญ่จะเป็นยุโรป) บรรยากาศภายในออฟฟิศนอกจากจะดูสบายตาจากสีสันต่างๆแล้ว สถาปนิกยังเลือกใช้แสงธรรมชาติมาให้แสงสว่างแก่ออฟฟิศตามช่องต่างๆ ทำให้คนทำงานรู้สึกไม่อึดอัดอีกด้วย

จะน่าอยู่และน่าสนใจขนาดไหน คิดว่าคงไม่ต้องบรรยายกันให้มากความแล้วดีกว่า แนะนำให้ลองไปแอบดูภาพมุมต่างๆของออฟฟิศด้านล่างได้เลย ทัวร์นี้ฟรี!

null

null

null

null

null

null

null

null

null

null

null

null

null

null

null

null

ที่มา: dooddot.com/beats-headquarter

Huawei Ascend Mate 7 แฟบเล็ตแอนดรอยด์ที่มีหน้าจอกว้างที่สุด


Hands On : Huawei Ascend Mate 7 แฟบเล็ตแอนดรอยด์ที่มีหน้าจอกว้างที่สุด มาพร้อม CPU Octa-Core ระบบสแกนลายนิ้วมือ กล้องหลัง 13 ล้าน กล้องหน้า 5 ล้าน

Huawei ค่ายผู้ผลิตจากจีนได้จัดงานเปิดตัวแฟบเล็ตระดับ Flag Ship รุ่นใหม่นามว่า Huawei Ascend Mate 7 อย่างเป็นทางการในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ โรงแรม W Bangkok โดยประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นประเทศแรกในโซน SEA ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ รวมทั้งภายในงานได้มีการเชิญดารานักแสดง และ Dealer รายต่างๆ รวมงานแสดงเปิดตัวผลิตภัณฑ์อย่างอลังการ

Huawei Ascend Mate 7 เป็นแฟบเล็ตรุ่นใหม่ในซีรีย์ Mate ของ Huawei โดยซีรีย์นี้จะเน้นไปที่ขนาดหน้าจอของตัวเครื่องที่ใหญ่ แบตเตอรี่ความจุที่มากนั้นเอง ซึ่ง Huawei Ascend Mate 7 มาพร้อมหน้าจอ FHD IPS ขนาด 6 นิ้วความละเอียด 1920×1080 พิกเซล ขับเคลื่อนการทำงานด้วย CPU Octa-Core + Single Core Hisilicon Kirin 925 แบบ (4+4)+1 ความเร็ว 1.8 GHz, RAM 2 GB, ROM 16 GB กล้องถ่ายรูปหลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์ของ Sony กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รันบนระบบปฏิบัติการ Android 4.4.2 Kitkat ครอบทับด้วย Emotion UI รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือ พร้อมทั้งมีฟีเจอร์ Fast Camara และเคาะหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อปลดล็อค แบตเตอรี่ขนาดความจุ 4100 mAh

Huawei Ascend Mate 7 มาพร้อมหน้าจอ FHD IPS ขนาด 6 นิ้ว ความละเอียด 1920×1080 พิกเซล (~368 PPI) มีพื้นที่หน้าจอกว้างถึง 83% ของพื้นที่ทั้งหมด ทำให้เป็นแฟบเล็ตที่มีขอบหน้าจอแคบ (Narrow Bezel) ที่สุด ณ ตอนนี้ ด้วยพื้นที่จากขอบหน้าจอถึงขอบตัวเครื่องห่างกันเพียง 2.9 มิลลิเมตร

ด้านข้างซ้ายของตัวเครื่องมีช่องใส่ SIM Card (MicroSIM/Nano SIM) 2 ช่อง รองรับเครือข่าย 3G ทุกเครือข่าย และ 4G LTE Cat6

ด้านข้างขวาของตัวเครื่องมีปุ่มปรับระดับเสียง (เพิ่ม-ลดเสียง), ปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง (ปุ่ม Power)

ด้านล่างมีรูไมค์สนทนาและพอร์ต MicroUSB

ด้านบนมีรูหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร

ด้านหลังของตัวเครื่องทำมาจากวัสดุอลูมิเนียมทั้งหมด ด้านบนมีเลนส์กล้องถ่ายรูปขนาด 13 ล้านพิกเซล (Sensor Sony Gen 4) พร้อมไฟแฟลช LED ถัดลงมาด้านล่างมีปุ่มสแกนลายนิ้วมือ และบริเวณมุมซ้ายด่านล่างมีลำโพงเสียงของเครื่อง ใช้ระบบเสียง DTS Sound

รายละเอียดด้านสเปกตัวเครื่อง Huawei Ascend Mate 7

  • หน้าจอ FHD IPS ขนาด 6 นิ้ว ความละเอียด 1920×1080 พิกเซล

  • CPU Octa-Core + Single Core (i3 Sensor Management) Hisilicon Kirin 925 ความเร็ว 1.8 GHz

  • GPU Mali T628

  • RAM 2 GB

  • ROM 16 GB

  • กล้องถ่ายรูปหลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล (Sensor Sony Gen4) พร้อมไฟแฟลช LED

  • กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล (View Angle)

  • Android OS 4.4.2 Kitkat ครอบทับด้วย Emotion UI 3.0

  • รองรับการใช้งานเครือข่าย 3G ทุกเครือข่าย

  • รองรับการใช้งานเครือข่าย 4G Cat 6

  • DTS Sound

  • แบตเตอรี่ขนาดความจุ 4100 mAh

โดย Huawei เริ่มวางจำหน่าย Huawei Ascend Mate 7 แล้วในราคา 16,990 บาท ผ่านร้านค้าตัวแทนชั้นนำ

ขอบคุณเนือหา siamphone.com

ที่มา: klongthomcorner.com/3-10-57-2

ลองอ่าน”เมื่อเฟซบุ๊คเฉลยปริศนา เพราะอะไรเราจึงไม่มีปุ่มคลิก”dislike”(ไม่ชอบ) ให้พวกคุณ!


 

และ สำหรับผู้ใช้เฟซบุ๊คเป็นประจำ หรืออาจจะเรียกได้ว่า สาวกเฟซบุ๊ค ทั้งหลาย ต่างก็ใช้”สื่อออนไลน์”นี้กันอย่างกว้างขวางในกลุ่มเพื่อนของพวกเขา ในรูปลักษณะเหมือนกัน นั่นคือ โพสต์ข้อความ-คลิกชอบ-โหลดภาพ-แสดงอารมณ์ และแชร์ข้อความ มีเพียงอย่างเดียวที่ยังไม่มี นั่นคือ การคลิก”ไม่ชอบ” โดยที่ผ่านมา การ”ขาดหาย”ของสิ่งนี้ ได้ทำให้เกิดคำถามจากสาวกเฟซบุ๊ค แทบเรียกได้ว่า เกือบจะ 90 เปอร์เซนต์ หรือทั้งหมดด้วยซ้ำ ด้วยข้อสงสัยว่า ก็ในเมื่อเฟซบุ๊คยังมีปุ่ม”ไลค์”ได้ แล้ว”ทำไม”เฟซบุ๊ค ถึงไม่มี”ปุ่ม”dislike”( ไม่ชอบ)เล่า

ว่า ไปแล้ว ถึงขณะนี้ ปุ่มไลค์(ชอบ) ได้กลายเป็นสัญญลักษณ์”ยอดนิยม”ของเฟซบุ๊คไปแล้ว ขณะที่ปุ่ม”dislike”ที่ไม่มี ก็กลายเป็นปริศนาทางอินเตอร์เนทมาตลอด ซึ่งช่วงที่ผ่านมา ถึงกับมีสาวกเฟซบุ๊คจำนวนหลายพันคนได้”เข้าชื่อ”เรียกร้องให้เฟซบุ๊ค เพิ่มปุ่มดังกล่าว หรือแม้แต่คิดไปไกลว่า เฟซบุ๊ค น่าจะมีปุ่ม”นิ้วกลาง”ด้วยซ้ำ (ขนาดนั้่นจริงๆ)

 

เมื่อ เร็ว ๆ นี้ นายเบรต เทย์เล่อร์ อดีตซีอีโอเฟซบุ๊ค ผู้สร้างปุ่ม”คลิกไลค์” ได้กล่าวเฉลยปริศนาเรื่องนี้ว่า ในขณะที่ปุ่มคลิกไลค์ หรือคลิก”ชอบ”เป็นเสมือนการ”ให้อำนาจ”ผู้ใช้เฟซบุ๊ค ได้แสดงออกถึงการเกี่ยวพันด้านต่าง ๆ กับเพื่อนๆ  ของเขา ในอีกด้านหนึ่ง เฟซบุ๊ค เห็นว่า มันเป็นเรื่อง”ไม่เหมาะสม”ที่จะให้เฟซบุ๊ค มีปุ่ม”dislike”หรือปุ่ม”ไม่ชอบ”หลังจากที่ทีมงานเฟซบุ๊คได้เคยโต้เถียงกัน มาแล้ว โดยทุกฝ่ายต่างล้วนสรุปเห็นพ้องว่า การมีปุ่มไม่ชอบ จะนำมาซึ่ง”ผลด้านลบที่รุนแรงมาก”

 

นาย เบรต บอกว่า เหตุผลที่ทีมงานเฟซบุ๊ค ผลิตปุ่ม”like”ออกมา ก็เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนย่อมต้องการจะแสดงการยอมรับใน”บางสิ่ง” หรือ”บางคน”ที่พวกเขา ชอบ เป็นหลักอยู่แล้ว แต่สำหรับปุ่ม”ไม่ชอบ” ไม่สมควรยิ่งที่นำมาใช้ เหตุผลง่าย ๆ ก็คือ หากนำมาใช้ มันจะก่อให้เกิดผลในเชิงลบอย่างมากมาย โดยเฉพาะการทำให้เฟซบุ๊คกลายเป็น”สนามรบแห่งการทะเลาะวิวาท”มากกว่า”สนามแลก เปลี่ยนความคิดเห็นกัน” และในทางปฎิบัติ หากนำปุ่มดังกล่าวมาใช้ มันจะ”ทำลายแนวโน้ม”การโพสต์ข้อความในเชิงสร้างสรรค์ ที่ผู้คนต้องการจะให้ผู้อื่นยอมรับเขาในด้านบวก ในเชิงจิตวิทยา

นอก จากนี้ อีกด้านหนึ่ง การใช้ปุ่ม”dislike”ย่อมจะทำให้ผู้คน มีความรู้สึกไม่ดี หรือเป็นศัตรูต่อกัน หากข้อความของเขาถูกคลิก”ไม่ชอบ”จากเพื่อน หรือบุคคลอื่น ๆ ดังนั้น การคงไว้ซึ่งปุ่ม”like”อย่างเดียว ในเชิงจิตวิทยา รวมทั้งในทางปฎิบัติ จะเป็นการ”บังคับให้ผู้คน แสดงความเห็น หรือความรู้สึกของพวกเขา ออกมาในเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ

นาย เบรต กล่าวว่า ถ้าเฟซบุ๊คเกิดมีปุ่ม”ไม่ชอบ”นั่นจะทำให้ผู้ใช้เฟซบุ๊คเพิ่มทัศนคติในแง่ลบ ต่อกัน เพราะผู้คนย่อมรู้สึกไม่ดี เมื่อทัศนะของเขาถูก”ปฎิเสธ”หรือถูก”รังเกียจ”จากการถูกคลิก”ไม่ชอบ”และสุด ท้าย บทสนทนาในโพสต์ต่าง ๆ ในเฟซบุ๊ค จะจบลงด้วยการเป็นศัตรูมากกว่าความเป็นมิตร ซึ่งนี่เป็นสิ่งสำคัญที่เราตระหนักว่า อำนาจของปุ่ม”ไม่ชอบ”นั้น มีพลานุภาพด้านลบที่ส่งผลได้อย่างร้ายแรงและรุนแรงมาก ๆ หากเรานำเอามาใช้จริง ๆ

 

และ แม้ว่า ปุ่มคลิก”ชอบ”จะไม่ใช่ปุ่มที่”สมบูรณ์แบบ”เพราะบางครั้งมันไม่ได้แสดงออกถึง อารมณ์แท้จริงของบุคคล แต่การมีปุ่มดังกล่าว ก็มีไว้โดยคำนึงถึง”หลักแห่งมารยาทในเชิงสังคม”บนถนนสื่อสารนาม”เฟซบุ๊ค” เพราะที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า เฟซบุ๊ค ได้กลายเป็นสื่อหรือช่องทางสื่อสารที่ทรงอิทธิพลอยู่ได้ เพราะการวางกลยุทธ์ที่แยบคาย หรือกุศโลบายแห่ง”การกำกับ”การสื่อสารของผู้คน ภายในเครือข่ายชุมชนออนไลน์

โดย เฟซบุ๊คเลือกที่จะ”ลด”และ”สกัด”สารที่จะสร้างบรรยากาศเลวร้ายภายในสังคมเฟซ บุ๊ค และต่อตัวผู้ใช้ นั่นเอง หรืออาจกล่าวได้ว่า ในแง่หนึ่ง เฟซบุ๊คได้ดำเนินบทบาท ในฐานะผู้กำกับบทว่า บทสนทนาใดสมควรมี และบทสนทนาใด ไม่สมควรจะใส่ลงไป!

 

ดัง นั้น อาจกล่าวได้ว่า เฟซบุ๊ค มีหลักการง่าย ๆ ว่า “ถ้าคุณไม่อยากพูดอะไรดี ๆ ก็ไม่ต้องพูดเลยซะดีกว่า”เพราะแน่นอนว่า การพูดเรื่องไม่ดี ย่อมไม่สร้างสรรค์ และนั่นจะทำให้เฟซบุ๊ค กลายเป็น”สังเวียนปะทะคารม”ระหว่างผู้ใช้ มากกว่าสถานที่พูดคุยอย่างผ่อนคลาย สบาย สร้างสรรค์ และก่อให้เกิด”ผลดี”มากกว่า”ผลเสีย” นายเบรตสรุปทิ้งท้าย

 

ฉะนั้น ถึงประโยคนี้ เราคงจะเข้าใจดีแล้วถึงปริศนาการไร้ปุ่ม”ไม่ชอบ”ของเฟซบุ๊ค และคงไม่มีคนเรียกร้องให้มีปุ่มนี้อีกต่อไป เมื่อเฟซบุ๊ค ได้ตอบอย่าง”ชัดเจน”ขนาดนี้แล้ว จริงหรือไม่ ?