ธรรมะที่พระฝรั่งสอน กรณี โยมแม่ในยามท้อแท้ชีวิต รู้สึกเป็นภาระคนอื่น


พ.ศ. ๒๕๐๑ : ท่านเกิดที่ประเทศอังกฤษ เมื่อยังเล็กมีสุขภาพไม่ดี มีอาการหอบหืด ต้องหยุดโรงเรียน บ่อย จึงใช้เวลาในการศึกษาด้วยตนเอง ท่านสนใจว่าอะไรคือสิ่งสูงสุดที่เราจะได้จากการ เป็นมนุษย์อะไรคือความจริงสากลที่ไม่ขึ้นอยู่กับสมมุติของแต่ละสังคม ทำไมคนเรา อยากจะอยู่อย่างเป็นมิตรแต่กลับรบราฆ่าฟันกันอยู่เรื่อยไป

เมื่อไปโรงเรียน เป็นนักเรียนที่ช่างคิด ช่างค้นคว้า และมีผลการเรียนที่ดีเยี่ยมจนโยมบิดามี ความหวังให้เข้าสอบชิงทุนเพื่อเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในประเทศอังกฤษ

เมื่อศึกษาอยู่ได้อ่านหนังสือมากมายหลากหลาย จนกระทั่งพบ คำสอนของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ว่าเป็น “สัจธรรมความจริง ” ที่กำลังแสวงหาอยู่ จึงสนใจการฝึกจิต และศึกษาหาความรู้ทางพุทธศาสนาตั้งแต่อยู่ในวัยรุ่น

ท่านทำงานเก็บเงินระหว่างที่กำลังเรียนและออกเดินทางหาประสบการณ์ในประเทศต่างๆ ตั้งแต่อายุ ๑๗ ปี ใช้เวลา ๒ ปี จนแน่ใจว่าการศึกษาและปฏิบัติธรรม เป็นหนทางที่ต้องการ แทนการเรียนต่อใน มหาวิทยาลัย โดยเริ่มปฏิบัติกับ ท่านพระอาจารย์สุเมโธ (พระราชสุเมธาจารย์ ในปัจจุบัน และ เป็นพระชาวต่างชาติรูปแรก ที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อชา) ที่ประเทศอังกฤษ เป็น “ปะขาว” ถือศีล ๑๐ เป็นเวลา ๑ พรรษา

พ.ศ. ๒๕๒๑ : เดินทางมาประเทศไทยเพื่อฝึกปฏิบัติกับ หลวงพ่อชา สุภัทโท ( พระโพธิญาณเถร ) ที่วัดหนองป่าพง จังหวัด อุบลราชธานี

พ.ศ. ๒๕๒๒ : บรรพชาเป็นสามเณร อยู่ที่วัดหนองป่าพง

พ.ศ. ๒๕๒๓ : อุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีหลวงพ่อชา สุภัทโท เป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ. ๒๕๒๙ – ๒๕๓๙ : เป็นรองเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ โดยมี ท่านพระอาจารย์ปสันโน เป็นเจ้าอาวาส

พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๕ : เป็นเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ แทนท่านพระอาจารย์ปสันโน ซึ่งได้รับ นิมนต์ไปตั้งวัดสาขาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ก่อนเดินทางมาประเทศไทยได้ตั้งใจว่าจะอยู่ที่วัดหนองป่าพงให้ครบ ๕ ปี โดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อศึกษาปฏิบัติธรรม เมื่อมาพบ หลวงพ่อชา ก็เกิด ความเลื่อมใส ศรัทธา ในปฏิปทาและความเป็นครูที่มีทั้งเมตตาและปัญญา

 

 

ธรรมะที่พระฝรั่งสอน กรณี โยมแม่ในยามท้อแท้ชีวิต รู้สึกเป็นภาระคนอื่น

ธรรมะที่พระฝรั่งสอน กรณี โยมแม่ในยามท้อแท้ชีวิต รู้สึกเป็นภาระคนอื่น

 

ที่มา: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1503561113277049&set=a.1374816289484866.1073741826.100008695230890&type=3&theater
https://www.facebook.com/jayasaro.panyaprateep.org/photos/pb.318196051622421.-2207520000.1446030571./802575516517803/?type=3&theater
ขอบคุณเพจ ธรรมะ โดย พระอาจารย์ชยสาโร/ Dhamma by Ajahn Jayasaro

Line Sticker สดใส ผ่านแล้วค่ะ จากที่รอมา 7 เดือน !!


สดใส แมวหนุ่มออฟฟิศ (ภาษาไทย)

>> http://line.me/S/sticker/1136151 <<

line-promote-fb1

เป็นอะไรที่ทรหดอดทนมาก เนื่องจากเพิ่งมารู้สึกอยากจะทำสติ๊กเกอร์ไลน์เล่นๆลงขายกับเขาบ้าง (ไม่คิดถึงกำไร เพราะ คิดว่าคงไม่ได้อะไรมาก 555)
กว่าจะลงมือทำ และ กว่าจะเสร็จจนได้อัพลงเว็บรอทางทีมงานไลน์ตรวจนั้น ก็มีคนทำมาเยอะพอสมควรแล้ว เรียกได้ว่า คนอื่นเขาทำจนขายได้หลักล้านกันไปแล้ว

พอรู้สึกได้ว่า ตัวเองอยากทำ จึงเริ่มทำ เริ่มคิดคาแรคเตอร์ เริ่มลงไอเดีย และ ใช้โปรแกรมที่ตัวเองถนัดที่สุดนั่นคือ illustrator
โปรแกรมนี้ เป็นโปรแกรมที่ทำให้อะไรๆดูง่าย ดัดเส้นได้ วาดได้ ลงสีได้ แม้จะไม่เทพเหมือนโปรแกรมวาดการ์ตูน แต่ก็พอทำแทนได้ (เพราะใช้โปรแกรมอื่นไม่เป็น)

ทางกำหนดของไลน์บอกว่า ต้องใช้รูปทั้งหมด 40 รูป และ 2 รูปเป็นรูปโชว์ในสโตร์และในแอพไลน์ รวมแล้วก็ 42 รูป
ถือว่าเป็นอะไรที่เยอะพอสมควร.. คิดง่ายๆ ถ้าไปจ้างเขาทำ เท่าที่เห็นๆมาจะคิดรูปละ 1,000 บวกลบ นิดหน่อย รวมๆแล้วก็ 40,000 – 50,000 ถึงหลักแสนถ้างานดี งานสวย
ส่วนเรา แม้จะวาดรูปไม่เก่ง แต่ก็พอทำได้ ทำเอง เหนื่อยเอง ภูมิใจกว่า และ ประหยัดกว่า ถ้าขายไม่ได้ก็ไม่ค่อยเสียดายอะไรมาก ถือว่าได้ทำแล้ว ได้ขายแล้ว อิอิ

ขณะนั้นที่เริ่มลงมือวาด ก็ทำงานออฟฟิศไปด้วย เช้าไปทำงาน เย็นกลับมามีเวลา 2-3ชั่วโมง ก็เอามานั่งวาด นั่งคิดไอเดีย
กว่าจะเสร็จ ปาไปหลายเดือน เนื่องจาก ช่วงนั้นบ้าซีรีย์ 555555+ และ เริ่มล้าจากการทำงาน เริ่มผลัดว่า พรุ่งนี้ค่อยทำ หยุดไปหลายอาทิตย์ชาร์จแบตให้ตัวเอง

สุดท้าย พอทำจนครบ 40 ตัว ก็ถึงเวลาคิดชื่อ คิดเนื้อเรื่อง
เนื้อเรื่องที่ทำ มันเกิดมาจากตอนขณะวาด ไม่ได้คิดเรื่องไว้ก่อนเลยว่า เจ้าตัวนี้จะเป็นยังไง จะทำอะไร จะมีเพื่อนรึเปล่า
และที่ตั้งชื่อว่า “สดใส” (กดค้นหา พิมพ์ว่า สดใส ได้เลย หาน้องแมวตัวส้มๆ รับรองว่าเด่นจริง อิอิ) เพราะ เป็นคนที่ชอบสีสันสดใส ชอบอะไรที่มันเด่นๆ ชัดๆ ตัวใหญ่ๆ
คือ เราเองก็ยังไม่แก่นะ สายตายังไม่แย่ แต่เวลาเห็นสติ๊กเกอร์บางรูปที่มันตัวเล็กๆ สีจืดๆ (อันนี้ต้องขอโทษนะคะ ไม่ได้ว่าใครน้าาา เรารู้ว่ามันเป็นคาแรคเตอร์ของตัวเอง)
แถมบางรูปยังใช้คำศัพท์ที่ตัวเล็ก อัดไปทั้งประโยค มันดูแล้วไม่ค่อยสบายตาเท่าไร คนส่งก็ต้องเพ่ง คนรับก็ต้องเพ่ง ว่าพิมพ์ว่าอะไร ส่งสติ๊กเกอร์อะไรมา อ่านไม่ออก มองไม่เห็น

และทุกๆอย่างที่เกิดจากปัญหาและความชอบของตัวเอง ทำให้ออกมาเป็น น้อง”สดใส” แมวหนุ่มออฟฟิศ สีสันสดใส ตัดขอบสีดำเด่นๆ ตัวใหญ่มากกกก
พอเอาไปให้เพื่อนๆ พี่ๆ ที่ออฟฟิศดู เขาก็ถามมาว่า นี่ชีวิตเราเลยรึเปล่า 555555+ มันก็อาจจะมีบ้างนะ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด อย่างน้อยเราก็ไม่ได้แอบหลับในที่ทำงานนะ

ขออนุญาติพิมพ์ยาวหน่อยนะคะ แค่อยากจะนำอะไรๆมาแชร์ให้ได้ทราบกัน (ไม่ได้อยากมาโปรโมทอย่างเดียว > < )

หลังจากมีสตอรี่ว่า น้องสดใสเป็นแมวที่ทำงานออฟฟิศ มีชีวิตเหมือนหนุ่มออฟฟิศทั่วไป ตืนสาย ไปทำงานสาย โดนเจ้านายดุ แอบหลับในที่ทำงาน แถมไปด้วยโหมด งอน ง้อ และ อินเลิฟ
ยังเพิ่มสอตรี่เพื่อเพิ่มตัวละครเข้ามาอีกคือ “ลูกชิ้นปลา” 2 ลูกที่อยู่ในชามเย็นตาโฟ อยู่ดีๆมันก็มีชีวิต ทำให้ น้อง”สดใส” ไม่กล้ากิน และกลายมาเป็นเพื่อนกันในที่สุด
คาแรคเตอร์ของ “ลูกชิ้นปลา” จะมี 2 แบบ คือ ลูกนึงจะดุ.. ชอบแกล้ง ชอบวิ่งไล่กัดอีกลูก ส่วนอีกลูกนึงก็จะขี้แง ร้องไห้ และวิ่งหนีตลอด.. ประมาณนั้น (ก็คิดไปได้เนอะ 555)
และคิดเอาไว้ว่า ถ้ายังไม่เลิกเห่อทำสติ๊กเกอร์ไลน์ น่าจะได้ทำคาแรคเตอร์ใหม่ๆเพิ่มอีก
แต่ด้วยระยะเวลาที่น๊าน นาน นานจนเพื่อนๆลืมว่าเราทำสติ๊กเกอร์ขาย ทำให้คิดแล้วคิดอีกว่า จะทำอีกดีมั๊ย เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีมั๊ย ทำแค่ลายเดียวก็พอมั๊ง

มาพูดถึงเรื่องระยะเวลาในการรอสติ๊กเกอร์อนุมัติกันบ้าง..
เราทำเสร็จส่งอัพไปให้ทางไลน์ตรวจงาน เมื่อตอนต้นเดือน พฤศจิกายน 2557
และโดนตีกลับมาให้แก้ไข 1 รูป เป็นรูปกำลังเตะฟุตบอล ใสชุดกีฬาซึ่งบังเอิญไปทำขีด 3 ขีดบนชุด ซึ่งมันเป็นโลโก้ของ ADIDAS (เราเองก็ไม่รู้ – – ก็ต้องกลับมาแก้สิครับ)

แอบเสียใจนิดหน่อยที่พลาดอะไรแบบนี้ เพราะ การที่โดนกลับมาแก้ไขใหม่ เวลาเราอัพส่งไปอีกรอบ เราจะต้องไปต่อท้ายแถว ทำให้ระยะเวลาในการตรวจงานเรานานมากขึ้นอีก
ปล. ได้ข่าวมาจากคนอื่นๆที่ทำสติ๊กเกอร์ขายเหมือนกัน บางคนก็โดนตอนแรก แก้ 2 รูป ส่งไปอีกรอบ รอบนี้ แก้เพิ่มอีก 3 รูป ซึ่งเป็นรูปที่ผ่านตอนแรกแล้ว ก็ได้แต่สงสัยกันว่า คนตรวจคงจะคนละคนกัน
และทางไลน์นั้น ยังมีข้อกำหนด ข้อห้าม ในการทำสติ๊กเกอร์ละเอียดหน่อย แต่ก็ยังพอรับไหว แต่บางอย่าง มันก็ช่างไม่ยุติธรรมเอาซะเลย ประมาณว่า คนอื่นทำได้ แต่เราห้าม อะไรแบบนี้
ส่วนมากข้อกำหนด ข้อห้าม จะทั่วๆไป เช่น ห้ามรูปที่ส่อไปทางอนาจาร ความรุนแรง เลือด อาวุธ ยาเสพติด ศาสนา การเมือง ซึ่งอ่านๆดูแล้วก็ปกตินะ
แต่ก็ยังมีบางคนที่ส่งไปให้ตรวจ แต่โดนตีกลับมาให้แก้ ซึ่งเหตุผลบางอย่างก็อยากที่จะเข้าใจว่า ทำไม ? ฉันผิดอะไร ? โลกนี้ทำไมมันไม่ยุติธรรมสักนิด ? ดีหน่อยที่เราเองไม่เจออะไรแบบนี้ รอดตัวไป

เราแก้ไขเรียบร้อย น่าจะอยู่ในช่วงเดือนธันวานั่นล่ะก็ส่งกลับไปอีกรอบ ต่อท้ายแถวซิคะ T ^ T ไม่เป็นไร ไหนๆก็รอมานานละ รออีกจะเป็นไร ในตอนนั้นมั่นใจว่า 4 เดือนพอ ได้ขายแน่ เพราะ เพื่อนๆใช้เวลาประมาณนั้น
มกราคมผ่านไป…. กุมภาพันธ์ วาเลนไทน์ผ่านไป….. มีนา เมษา พฤษภาคม !! นานไปแล้วนะ.. บ่นกับกลุ่มที่ทำไลน์ด้วยกันทุกวัน นี่มันปกติรึเปล่า 7 เดือนแล้ว มีเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกัน เลยค่อยโล่งหน่อย
หนำซ้ำ คนญี่ปุ่นที่บริษัท เค้าก็ทำลงขายเหมือนกัน (แต่ขายเฉพาะประเทศญี่ปุ่น เป็นภาษาญี่ปุ่น) เค้าใช้เวลา 3 เดือนค่ะ !!! 3 เดือนนนนนน เท่านั้น !! เรางี้ ใจแป้วเลย .. แต่ก็เก็บไว้ในใจ ท่องไว้ว่า สักวันนะ !!

จนเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา ได้ปุ่มฟ้า (ปุ่มแสดงสถานะว่า ผ่านแล้วจ้าาาาาา) เท่านั้นล่ะ.. ดีใจมากกกก อยากกดวางขายจะแย่ แต่รอก่อน ให้เตรียมแผนโปรโมทก่อน
คือ พอสติ๊กเกอร์ผ่านอนุมัติแล้วเนี่ย เราสามารถเลือกกดวางขายเมื่อไรก็ได้ค่ะ ตามแต่ที่เราจะพร้อม เก็บไว้เป็นความภาคภูมิใจส่วนตัวก่อนก็ได้นะ อิอิ

สรุปแล้ว ที่ รอมา 7 เดือนก็ประมาณนี้ค่ะ คิดว่าถ้าไม่โดนรีเจค (ตีกลับมาให้แก้) น่าจะผ่านไวกว่านี้ 4-5 เดือน ค่ะ..

ตอนนี้ว่าจะลองเริ่มทำตัวใหม่ แต่ได้ยินมาจากคนอื่นๆว่า หากอยากให้ผ่านอนุมัติไวให้ใช้เป็นภาษาอังกฤษแทน เลือกลงขายเฉพาะประเทศ หรือไม่ก็ ไม่ต้องมีคำพูดเลยจะยิ่งดีมาก
อันนี้ก็ไม่รุ้นะคะ ว่ามันจริงรึเปล่า มันจะเกี่ยวกันเหรอที่ว่า เพราะเป็นคนไทย เพราะใช้ภาษาไทย ว่าจะลองดูเหมือนกัน ความจริงแล้วมันอาจจะอยู่ที่ดวง หรือ กรรมเก่าของแต่ละคนก็ได้นะ ฮ่าๆๆๆ

สุดท้ายฝากไว้ด้วยนะคะ สดใส.. สีสันสดใส.. ใช้ได้ทุกเพศ ทุกวัย ผู้หญิงก็ใช้ได้น้าาาา น่ารัก ฟรุ้งฟริ้ง !!

สดใส แมวหนุ่มออฟฟิศ (ภาษาไทย)

>> http://line.me/S/sticker/1136151 <<

สอนลูกให้เข้มแข็ง เล่าสู่กันฟัง..เรื่องเล่าคำสอนจากคุณตัน อิชิตัน


146-family-8381

มีลูก 3 คน มีบ้าน 2 หลัง จะแบ่งยังไงดีครับ? เพื่อนผมคนหนึ่งคิดยังไงก็คิดไม่ตก เกษียณอายุราชการแล้วยังต้องทำงานงกๆ “สู้เพื่อลูก” ผ่อนบ้านหลังที่ 3 กลัวแบ่งสมบั…ติไม่ลงตัว เดี๋ยวจะนอนตายตาไม่หลับ

ผมบอกถ้าไม่อยากวุ่นวาย..ง่ายนิดเดียว แค่ขายบ้านให้หมด แล้วใช้เงินให้มีความสุขกับชีวิตหลังเกษียณ เหลือเท่าไหร่ก็เท่านั้น.. ตอนพ่อแม่ผมเสีย ไม่ได้มีเงินทองมากมาย ผมเลือกพระหนึ่งองค์เป็นสมบัติจากพ่อ หยิบแหวนวงเดียวจากกองมรดกของแม่ สมบัติสุดท้ายไม่กี่ชิ้นของพ่อกับแม่ที่เทกองบนโต๊ะ..ผมกับพี่น้องแบ่งกันยังไงก็ลงตัว สำหรับผมในวันนี้สอนลูกตั้งแต่พวกเขายังเล็ก ว่าการศึกษาเท่าที่เขาต้องการคือสมบัติที่ผมจะให้

น้องกิฟท์ลูกสาวคนโตรู้ดีและเขาเข้าใจว่าผมไม่มีนโยบายเก็บเงินให้ลูก วันหนึ่งเขาบอกผมว่า “ป่าป๊า ไม่ต้องห่วงกิฟท์ ธุรกิจและเงินที่ป่าป๊าทำมาไม่ต้องเผื่อกิฟท์ หนูรับผิดชอบตัวเองได้” ผมให้เงินเขาก้อนหนึ่ง ไปตั้งต้นร้านอาหารชื่ออิซีลี่ บริหารไม่นานก็เจ๊ง เขาใช้โอกาสอีกครั้งกับเงินทุนที่เหลืออยู่ตั้งใจทำร้านอาหารใหม่ชื่อแซ่บอีลี่ คราวนี้เขาไม่ประมาทและตั้งใจกว่าเดิมอีกหลายเท่า จนวันนี้ร้านแซ่บอีลี่ก็อยู่ได้

ลูกทุกคนของผมรู้ดีว่าสมบัติทุกอย่างที่ผมให้ ถ้าไม่ตั้งใจทำย่อมมีวันหมด ผมให้โอกาสการศึกษาเต็มที่..ที่เหลือเขาต้องเลือกทางเดินชีวิตด้วยตัวของเขาเอง ไม่ใช่ผมไม่รักลูก แต่ใช่ว่ามีเงินเยอะๆ แล้วจะดีสำหรับเขา ผมอยากให้ลูกได้รู้จักกับความยากลำบาก ไม่อยากให้เคยชินกับความสบาย ไปต่างประเทศด้วยกันทุกครั้ง ลูกๆ ทุกคนต้องนั่งเครื่องบินชั้นอิโคโนมี

บางครั้งน้องเก็ตลูกชายยังเป็นเด็ก เขาเคยแผลงฤทธิ์ไม่พอใจทำไมไม่ได้นั่งบิซิเนสคลาสด้วยกัน วันนี้เขาอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ทำงานหาเงินเองได้เมื่อไหร่ วันนั้นเขาจะเข้าใจได้ด้วยตัวเอง

ประสบการณ์สอนให้ผมรู้ว่าเงินเป็นได้ทั้งความทุกข์และความสุข ในวันที่ต้องดิ้นรน เงิน คือ สิ่งจำเป็น เป็นขนมปังชิ้นแรกที่ประทังชีวิต ขนมปังชิ้นที่สอง คือ ความอร่อย มีชีวิตที่สุขสบาย หายเหนื่อย มากกว่านั้น…กินเท่าไหร่ก็เป็นส่วนเกิน ขนมปังชิ้นที่สาม คือ ยาพิษ

อะไรที่มากเกินไปมักจะไม่มีประโยชน์ กลายเป็นให้โทษมากกว่าคุณ..เงินก็เช่นกัน…ถ้าคุณรู้ล่วงหน้าว่าจะมีบุญหล่นทับร่ำรวยเป็นพันๆ ล้าน คุณอาจไม่รู้จักคุณค่าของความพยายาม ชีวิตนี้อาจไม่เคยรู้สึกว่าจะต้องออกแรงดิ้นรนอะไรอีกต่อไป เงินถ้าไม่รู้จักใช้ ไม่รู้จักหา ไม่รู้จักคุณค่า…มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ

ถ้าหน้าที่ของพ่อแม่คือการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก เราควรรักลูกแบบไหน?
ลองถามตัวเองดูว่าเรากำลังยื่นขนมปัง “ชิ้นที่สาม” ที่เต็มไปด้วยยาพิษให้ลูกหรือเปล่า

ที่มา http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=28850.0

เรื่องเล่าของลูกผู้ชายชาวจีนคนหนึ่ง


เรื่องเล่าของลูกผู้ชายชาวจีนคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อเติบโตขึ้นต้องมีภารกิจเดินทาง และตั้งถิ่นฐานอยู่ไกลจากพ่อแม่ แต่ก็มักติดต่อพูดคุยทางโทรศัพท์กับแม่อยู่เสมอ…

แม่มักจะบอกเขาว่า “ไม่ต้องห่วงแม่” ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ เพราะจะสิ้นเปลืองเงินทอง…ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำๆซากๆ เขารู้ดีว่า แม่เริ่มคิดถึงเขามาก

จนกระทั่งปีนึง ที่แม่มีอายุครบ 75 เขาจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่ โดยตั้งใจว่าจะอยู่ด้วยสัก 1 เดือน ขอเป็นเพื่อนแม่เพียงอย่างเดียว

พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ แม้จะมีเวลาอีกตั้ง 2 เดือนเศษ แม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูกแม่ดึงเอาสมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องตระเตรียม แม่เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ รื้อเอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่…สำหรับคนอายุ 75 เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย…

พอลูกกลับถึงบ้าน ตอนอยู่บนเครื่องบิน เคยตั้งใจว่าจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้งแต่พอมาเห็นแม่ แม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผอมแห้ง หน้าตาเหี่ยวย่น ช่างไม่เหมือนแม่ คนก่อนหน้านี้เลย…

แม่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงเตรียมอาหารที่ลูกเคยชอบ โดยที่หาทราบไม่ว่า ลูกไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้นแล้ว และเพราะแม่ตาไม่ค่อยดี รสชาติอาหารจึงแย่มากๆ บางจานก็เค็มจัด บางจานก็จืดสนิท ผ้าห่มที่แม่อุตส่าห์เตรียมให้ ทั้งหนาทั้งหยาบ ไม่สบายกายเลย…แม่หารู้ไม่ว่า เดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์ และใช้ผ้าห่มขนแกะแล้ว แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อแม่จริงๆ

สองสามวันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ จนไม่มีเวลาพักผ่อน พอเริ่มได้พัก แม่ก็เริ่มพูดมาก สอนโน่นสอนนี่ พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น 10 กว่าปีก่อนก็เคยพูดแล้ว พอลูกบอกให้ฟังว่า ปรัชญาเหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้วแม่ก็เริ่มนิ่งเงียบและเศร้าซึม

“เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ผมพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง โดยเฉพาะสายตา อาหารบางจานมีแมลงวันด้วย บางทีอาหารหกบนเตา แม่ก็เก็บใส่จานตามเดิม ครั้นผมพยายามชวนแม่ไปกินนอกบ้าน แม่ก็บอกอาหารข้างนอกไม่สะอาด ของแปลกปลอมเยอะ เมื่อผมบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคน แม่ก็โวยวายว่าแม่เองยังสามารถทำงานเลี้ยงดูเด็กให้ผู้อื่นได้เลย ผมเลยพูดไม่ออกพอผมจะออกไปช้อปปิ้ง แม่ก็จะตามไปด้วย ทำเอาวันนั้นทั้งวัน พวกเราไม่ได้ไปช้อปปิ้งเลย…”

“พอพวกเราเริ่มคุยกันในเรื่องทันสมัย แม่ก็จะหาว่าพวกเราเพี้ยน ผมก็เริ่มบอกแม่อย่างไม่ค่อยเกรงใจว่า แม่ นี่มันสมัยใหม่แล้ว แม่ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆบ้าง… ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่ ผมเริ่มขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้นแต่เราไม่เคยทะเลาะกันนะ พอผมขัดแม่ แม่ก็หยุดกึกลง ไม่พูดไม่จา ในตามีแววเหม่อลอย –โลกซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ”

“ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับ แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมาในนั้นเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัดเก็บไว้ในช่วงที่ผมไปอยู่เมืองนอก แม่เริ่มสนใจข่าวต่างประเทศเมื่อผมเดินทางไปนอก ทุกครั้งที่มีข่าวตึงเครียดในประเทศนั้นๆ แม่จะตัดข่าวเก็บไว้ ตั้งใจจะมอบให้ผมตอนที่ผมกลับมา แม่พูดอยู่เสมอว่า อยู่นอกบ้านนอกเมืองต้องระวังตัวให้มากๆ ครั้งหนึ่งมีเรื่องคนญี่ปุ่นต่อต้านและข่มเหงคนจีน มีการปะทะกันด้วย แม่เป็นห่วงมาก ถามเพื่อนบ้านว่าจะส่งข่าวไปเตือนผมที่ญี่ปุ่นได้อย่างไรตอนนั้นผมสอนอยู่ที่ญี่ปุ่น”

แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบากวางใส่ในมือผมเหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง มันหนักมาก ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจเพราะผมไม่อยากนำกลับไป มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้วผมรู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความยากลำบาก แม่สายตาไม่ค่อยดี ต้องใช้แว่นขยาย อ่านได้วันละ 2 หน้าก็เก่งแล้ว นี่ยังตัดเก็บได้ขนาดนี้ ทันใดนั้นมีข่าวแผ่นหนึ่งปลิวหลุดลงมา แม่รีบเอื้อมไปหยิบแต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม แม่กลับพับเก็บไว้ในกระเป๋าของตัวเอง

ผมรู้สึกเอะใจ เลยถามว่า “แม่ นั่นกระดาษอะไร ขอผมดูหน่อยนะ”แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงล้วงออกมาวางบนข่าวปึกนั้นแล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที

ผมหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู มันเป็นบทความบทหนึ่ง ชื่อว่า “เมื่อฉันแก่ตัวลง” ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2004 เป็นช่วงที่ผมเริ่มเถียงกับแม่ถี่มากขึ้นทุกทีบทความนั้นคัดมาจากนิตยสารฉบับหนึ่งของเม็กซิโก ฉบับเดือนพฤศจิกายน ผมอ่านบทความนั้นทันที ….

เมื่อฉันแก่ตัวลง…..ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น ขอโปรดเข้าใจฉัน มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด ถ้าฉันทำน้ำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง….ถ้าฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า ขอให้คิดถึงตอนเธอเด็กๆ…ที่ฉันสอนเธอหัดทำทุกอย่าง ถ้าฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆที่เธอรู้สึกเบื่อ….ขอให้อดทนสักนิด อย่าเพิ่งขัดฉัน ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆซากๆ จนเธอหลับเลย

ถ้าฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลยนะ ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆได้ไหม ฉันต้องทั้งกอดทั้งปลอบเพื่อให้….เธอยอมอาบน้ำ ถ้าฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆโปรดอย่าหัวเราะเยาะฉัน…. จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทนตอบคำถาม“ทำไม ทำไม”ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม ถ้าฉันเหนื่อยล้าจนเดินต่อไม่ไหวขอ….จงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน เหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดินในตอนที่เธอยังเล็กๆ

หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่โปรดให้เวลาฉันคิดสักนิด ที่จริงสำหรับฉันแล้ว…..กำลังพูดเรื่องอะไรไม่สำคัญหรอกขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน……ฉันก็พอใจแล้ว ตอนนี้ถ้าเธอเห็นฉันแก่ตัวลง…ไม่ต้องเสียใจ…ขอให้เข้าใจฉัน….สนับสนุนฉัน ให้เหมือนตอนที่ฉันสนับสนุนเธอตอนเธอเพิ่งเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ในตอนนั้น….ฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต ตอนนี้….ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉันเดินไปให้สุดเส้นทางของชีวิต…… โปรด….ให้ความรักและความอดทนต่อ….ฉัน

ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ…. ในแววตาอันฝ้าฟางของฉัน….มีแต่ความรักอันหาที่สิ้นสุดมิได้ ของฉันที่มีให้กับ……….เธอ

ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที…. เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ตอนนั้นแม่เดินออกมา ผมแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนแรกแม่คงอยากให้ผมได้อ่านบทความนี้หลังจากผมกลับไปแล้วจึงคะยั้นคะยอให้ผมนำข่าวปึกนั้นกลับไป ตอนผมจัดกระเป๋าเดินทาง ผมต้องสละไม่เอาสูทกลับไป 1 ตัว จึงยัดเก็บปึกข่าวเหล่านั้นเข้าไปได้รู้สึกแม่จะดีใจมากเหมือนกับว่า

หนังสือพิมพ์เหล่านั้นเป็นยันต์โชคลาภสำหรับผมและเหมือนกับว่าการที่ผมยอมรับหนังสือพิมพ์เหล่านั้น ผมได้กลับมาเป็นเด็กดีของแม่อีกครั้งหนึ่งแม่ตามมาส่งผมจนถึงรถแท็กซี่เลยที่เดียว หนังสือพิมพ์ที่ผมนำกลับมาเหล่านั้น ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรเลย แต่บทความ“เมื่อฉันแก่ตัวลง” บทนั้น ผมได้ตัดเก็บไว้ในกรอบ เอาไว้ข้างตัวฉันตลอดไป

ตอนนี้ ผมขออุทิศบทความนี้ให้กับลูกๆทั้งที่พเนจรและไม่ได้พเนจรทั้งหลาย…ถ้ามีเวลาว่างก็แวะไปหาท่าน หรือไม่ก็โทรไปหาท่านบ้าง บอกท่านว่าคุณอยากกินอาหารที่ท่านทำเสมอ….ท่านไม่ได้ต้องการอะไรจากเรามากไปกว่าแค่ได้รับรู้ว่าเราสุขสบายดี..ถ้าหากเราไม่สามารถไปเยี่ยมท่านได้….ตอนคุยโทรศัพท์กับท่าน…โปรดยิ้มให้กว้างๆและยิ้มบ่อยๆ…แม้ท่านจะมองไม่เห็น..แต่ท่านจะรู้สึกได้……

ที่มา http://www.oknation.net/blog/print.php?id=149895

ลำบากกว่าเรายังมีอีกเยอะ – เรื่องเล่าสร้างกำลังใจ


ee94e0bac243a4d5f8afcb16e103feae_1329720916

…….

หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีโจร ชื่อ “เสือไบ”

เสือไบ เป็นโจรที่มีคุณธรรม ปล้นทรัพย์สินคนรวย มาช่วยคนยากจน

..

แต่เนื่องจากเป็นคนดุดัน พูดจริงทำจริง คำไหนคำนั้น

จึงเป็นทั้งที่รักเคารพและเกรงกลัวของคนในหมู่บ้าน

วันหนึ่ง เป็นวันเกิดของเสือไบ ชาวบ้านจะจัดงานเลี้ยงฉลองให้

เสือไบ จึงประกาศบอกเพื่อนบ้านว่า

“ให้มาอวยพรวันเกิดมือเปล่าก็พอ ห้ามนำอะไรติดไม้ติดมือมาให้เด็ดขาด”

(เสือไบ กลัวเพื่อนบ้านจะลำบาก และ เสียค่าใช้จ่ายเกินเหตุ)

พอถึงวันงาน ทิดมี ก็คิดว่า

“ถ้าไม่มีอะไรติดไม้ติดมือไปเลยจะน่าเกลียด”

ว่าแล้ว ทิดมี จึงหิ้วมังคุด ไปฝากเสือไบ หนึ่ง กิโล

เมื่อไปถึงงาน เสือไบเห็นทิดมี เอามังคุดมาให้ ก็โกรธมาก

ที่ทิดมีไม่เชื่อในคำสั่งของตน

เสือไบจึงสั่งให้ลูกน้อง นำมังคุดให้ทิดมีกิน โดยไม่ต้องปอกเปลือก

ทิดมีตกใจ …อ้อนวอนเสือไบ แต่ก็ไม่เป็นผล

ทิดมีจึงจำต้องกินมังคุดทั้งเปลือก อย่างทุกข์ระทมที่สุด

เมื่อกินหมดลูกแรก เสือไบก็สั่งให้กินลูกที่สอง และสาม

ทิดมี ขอร้องอ้อนวอน เสือไบ มากกว่าเดิมอีก

เพราะลำพังกินลูกเดียวก็จะแย่อยู่แล้ว จะกินต่อยังงัยไหว

แต่ก็ไม่เป็นผล ทิดมีจึงกินมังคุดลูกที่สองและสามจนหมด

เสือไบสั่งให้กินลูกที่ สี่ และห้า อีก ….แต่คราวนี้

ทิดมีกลับไม่ขอร้องอ้อนวอนเสือไบ อีกแล้ว

แต่กลับมีรอยยิ้มและแถมยังหัวเราะอย่างมีความสุขเสียอีก

…..

…..

ทุกคนก็เลยสงสัยว่า มันอร่อยตรงไหน ไอ้เปลือกมังคุดเนี่ย

เสือไบ “หัวเราะอะไร ….ไอ้ทิดมี”

ทิดมี “เปล่าหรอกครับ เพียงแต่ตอนที่ข้าหิ้วมังคุดมา

พอดีสวนทางกับทิดมา เห็นมันถือทุเรียนมาสองลูก

บอกว่าจะนำมาฝากท่านเสือไบ”

(ทิดมี คิดว่าหากทิดมาได้กินทุเรียนทั้งเปลือกจะเป็นอย่างไร …555)

ในยามที่เราตกที่นั่งลำบากหรือท้อแท้สุดๆ

..

ให้นึกถึงคนที่ยากลำบากกว่าเรา (ซึ่งในโลกนี้ยังมีอีกเยอะ)

แล้วจะทำให้เรายิ้มสู้ขึ้นมาได้

เหมือนทิดมี ที่เมื่อคิดถึงทิดมา แล้วรู้ว่า

ทิดมาตกที่นั่งลำบากกว่าเราแน่ จึงยิ้มสู้ต่อไปได้

เพราะยังมีคนที่ลำบากบนเส้นทางเดียวกันเป็นเพื่อนเราอยู่

หรือบางคน…อาจลำบากกว่าเราหลายเท่าด้วยซ้ำไป……

 

ที่มา http://www.oknation.net/blog/kritwat/2009/11/06/entry-1

สุดเศร้า! ปอหญิง ภรรยานักบิน ฮ.ตก ที่พะเยา โพสต์สูญเสียลูกในท้องแล้ว


PilotPorS-vert-horz2

สุดเศร้า! ปอหญิง ภรรยานักบิน ฮ.ตก ที่พะเยา โพสต์สูญเสียลูกในท้องแล้ว

ต้องใช้เวลานานเท่าไรในการทำใจ.. หากต้องสูญเสียที่เรารักและรักเรามากที่สุดไปตลอดกาล
คงมีใครหลายคนยังคงจำกันได้ กับเรื่องราวปาฏิหาริย์รัก จากภรรยานายทหารหาญ ผู้เสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ของคณะรองแม่ทัพภาคที่ 3 ตกที่ จ.พะเยา ที่ต้องสูญเสียสามีผู้เป็นที่รักไปทั้งที่เพิ่งแต่งงานกันได้เพียง 8 เดือน และยิ่งไปกว่านั้นคือเธอเพิ่งจะทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์ โดยที่สามียังไม่รู้ด้วยซ้ำ

ล่าสุด (7 มีนาคม 2558) คุณพิรชา ช่างสลัก หรือ ปอ หญิง ได้โพสข้อความเสียใจ ว่าได้สูญเสียลูกน้อยในครรภ์ไปเสียแล้ว เพราะมีเลือดออกมากเกินไป เกินกว่าสิบวันแล้ว ทางแพทย์ ผู้ดูแล ระบุว่าหากปล่อยให้เลือดไหลไม่หยุด จะเสียเลือด ติดเชื้อ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งหลังจากนั้นก้มีผู้ใช้เฟชบุค จำนวนมากเข้ามาโพสให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก

ขอแสดงความเสียใจมา ณ ที่นี้ ด้วยนะคะ

new13-9-7315

ข้อความทั้งหมดที่ คุณพิรชา ช่างสลัก (ปอ) โพส

” จากที่หลายท่าน สอบถามมาด้วยความปรารถนาดี ความห่วงใย ปอขออนุญาตแจ้งครั้งนี้เพียงครั้งเดียวนะคะ ปอแท้งลูกแล้วนะคะ เพราะมีเลือดออกมากเกินไป เกินกว่าสิบวัน จนซีดหน้ามืด

คุณหมอแจ้งว่า น้องไม่อยู่แล้ว หากปล่อยให้เลือดไหลไม่หยุดแบบนี้ ไปนานๆ จะเสียเลือด ติดเชื้อ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ต้องขูดมดลูกเพื่อให้เลือดหยุดไหล และส่งชิ้นเนื้อไปตรวจ

ปอไม่มีทางเลือก ไม่เหลือทางเลือกใดให้ปอทั้งนั้น ปอพยายามอย่างที่สุดที่จะรักษาลูกไว้ หากแลกชีวิตได้ ก็จะให้ชีวิตกับลูกแทน ให้ลูกได้อยู่ ได้เติบโต

ลูกไปอยู่กับปอชายแล้ว รอวันที่เราจะกลับมาเป็นครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง ตอนนี้ รอ ” แม่ปอ” คนเดียว รอปอทำหน้าที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว รอรับปอไปอยู่ด้วยกัน

และถ้าจะมีใครต้องเสียใจ ปอขอบอกให้ทราบว่า ปอเสียใจมากกว่าหลายเท่านัก กับการสูญเสียในชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปอไม่มีทางเลือกอื่นใดในชีวิตเลย

นอกจาก ” หายใจเข้าไว้ ”
เพราะถ้าคิดสั้น ตัดช่องน้อยฆ่าตัวตายตามไป ก็ไม่มีทางได้เจอปอชายและลูก จะยิ่งเสียใจกันไปไม่รู้จบสิ้น

ถ้าเป็นไปได้ ปอขออธิษฐานให้ ปออย่าต้องมาร้องไห้เสียใจกับการจากไปของคนที่ปอรักอีกเลย

สิ่งที่หล่อเลี้ยงให้ปอหายใจได้ ทุกวันนี้คือ ปอต้องการอยากทำความฝันของปอชาย ของเราสองคนที่เราฝันร่วมกันไว้ให้สำเร็จ มีร้านกาแฟเล็กๆในสวน ปอได้ทำหน้าที่ เมีย ของปอชาย รวมของรักของเค้า ที่เค้าสะสม เครื่องดนตรีทุกชิ้น กีต้าร์ กอล์ฟ ทุกอย่างที่เค้ารัก ที่เราสองคนสร้างและหากันมาเก็บให้มันเรียบร้อย ได้เป็นคนถ่ายทอดเรื่องราวความดีของปอชายให้คนอื่นฟัง ให้คนรักกันมากขึ้น ดีต่อกันมากขึ้น ในขณะที่อยู่ด้วยกัน

….. วันแห่งการจากลามาถึงทุกคู่ วันนั้นจะได้ไม่มีอะไรให้เสียดาย ต้องมาขอโทษกัน

ปอและปอชาย ไม่มีอะไรต้องเสียดาย ปอจะรักปอชายไปจนกว่า ลมหายใจสุดท้ายของปอจะมาถึง วันนั้นคงเป็นวันปอมีความสุขมาก เพราะการรอคอยปอชายสิ้นสุดแล้ว

ลูกจ๋า ภพชาติหน้า หนูพร้อม ป๊าปอพร้อม แม่ปอพร้อม หนูมาเกิดใหม่นะลูก เป็นลูกของป๊าปอกับแม่ มาในวันที่เราอยู่ด้วยกันครบสามคนนะลูกนะ ตอนนี้ แม่ก็รอ รอไปเจอป๊ากับหนู

จากนี้แม่ต้องรอจนตาย
แต่แม่รอได้ ถ้ารอป๊าของหนู

ปอขอความกรุณาจากทุกท่านที่ติดตามปอ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม ขอความกรุณาอย่าตอกย้ำ อย่าถามถึง อย่าพูดถึง อย่าบอกอีกเลย ว่า ปอยังมีลูกอยู่นะ

ชีวิตปอหมดแล้วคะ

ปออยู่ เพื่อเป้าหมาย คือ สานฝันให้ปอชาย ทำให้มันสำเร็จ ให้มันจบ เพราะปอไม่มีทางเลือกอื่น นอกจาก ต้องอยู่

หน้าที่ของปอ ตอนนี้ คือ หน้าที่ของ ลูก ต่อพ่อแม่ และ เมีย ของปอชายเพียงแค่นั้นคะ

ชาตินี้ ปอไม่โชคดีที่จะมีโอกาสได้สัมผัสกับ คำว่า ” แม่ ” อีกแล้ว

ขอร้องนะคะ เมตตากันบ้าง อย่าตอกย้ำปอเรื่องลูกอีกเลย ให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะคะ

ขอบพระคุณทุกๆท่านมากๆคะ ที่เข้าใจ ”

PilotPorS-vert-horz

new13-7315

new13-2-7315

new13-4-7315

new13-5-7315

new13-3-7315

new13-6-7315

เรื่องราวความรักของ ปอหญิงและปอชาย จากครอบครัวช่างสลัก
ที่อยู่ในความทรงจำของเพื่อนๆในโลกออนไลน์

ไว้อาลัยแด่ ร.อ.วรพงษ์ ช่างสลัก

 

ที่มา : news.tlcthai.com

เรื่องราวความรักของเพศที่ 3 กระทู้ดังจากPantip : อยู่ด้วยกันมาได้ 30 ปีแล้วครับ คู่ชายกับชาย คิดไว้นานแล้วว่าถ้าวันนี้มาถึงจริง จะโพสเล่าในพันทิป


ความรัก เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “ความรัก” คงอดคิดถึง ความสุข ความเศร้า ความผิดหวัง ความสมหวังไม่ได้ เพราะ “ความรัก” มีหลายรสชาติ ผสมรวมกันจนเกิดขึ้นมาเป็นความรัก.. และในวันนี้ MoohunDesign ได้นำเรื่องราวชีวิต(ที่เขาบอกว่าเป็นชีวิตของเขาจริงๆ)มาแชร์ประสบการณ์กัน

ซึ่งความรักครั้งนี่ ก็ดูจะไม่ธรรมดามากนัก เพราะ เป็นความรักของ ผู้ชาย กับ ผู้ชาย อย่างว่าและนะ สมัยนี้ เรื่องแบบนี้ค่อนข้างมีเกิดขึ้นมากในสังคมไทย และเริ่มเป็นที่ยอมรับบ้างแล้ว หากคู่ไหน หรือ ใครที่กำลังมีความรักแบบนี้ จะนำเอาตัวอย่างการใช้ชีวิตของ เจ้าของกระทู้เด็ด Pantip ไปปรับใช้ได้เลยนะ MoohunDesign ว่า เรื่องราวของเขาน่าติดตามเอามากๆ และ ยังแฝงไปด้วยข้อคิด คติสอนใจ และ คำคมที่ทำให้เราหวนกลับมาดูคู่ของเราเอง ไม่เว้นแม้แต่คู่ชายกับหญิงก็ตาม..

เครดิต ขอขอบคุณกระทู้ดีจาก ล็อกอิน : ฝนปนเหมย / http://pantip.com/topic/33092175

 


 

อยู่ด้วยกันมาได้ 30 ปีแล้วครับ คู่ชายกับชาย คิดไว้นานแล้วว่าถ้าวันนี้มาถึงจริง จะโพสเล่าในพันทิป

 

ใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าผมก็แล้วกันนะครับ  ฟังดูกลาง ๆ ดี เพราะผู้อ่านพันทิปมีหลากหลายช่วงอายุ  ใครอยากคอมเมนต์แล้วเรียกว่าน้าก็ดี แต่เรียกลุง ไม่ค่อยชินเท่าไหร่  ตอนนี้ผมอายุ ๕๔ ส่วนคนที่ผมอยู่ด้วยอายุ ๖๑ ครับ  ที่มาเล่าเรื่องของตัวเองวันนี้  หวังให้เป็นประโยชน์แก่เพศที่สามรุ่นหลัง  พ่อแม่ของเพศที่สามซึ่งคิดไม่ออกว่าอนาคตลูกของตนจะลงเอยอย่างไร  และบุคคลทั่วไปที่สงสัยว่าเพศที่สามซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในสังคมไทยนั้นอนาคตของเขาจะมีชีวิตคู่ที่ยั่งยืนได้หรือเป็นเพียงแค่ความสัมพันธ์ฉาบฉวยและจบลงด้วยการเลิกรากันไปเท่านั้น

เอาที่มาที่ไปก่อนนะครับว่ามาตกล่องปล่องชิ้นกันอย่างไร ช่วงนี้จะพยายามเล่าไม่ให้เหมือนนิยาย เพราะคนในพันทิปชอบมองเรื่องแบบนี้เป็นนิยายไปหมด ไม่อยากโดนว่า “นิยายเชิญไปห้องข้าง ๆ”  น่ะครับ

ตอนนั้นผมอายุ ๒๕ เริ่มมีกิจการร้านเช่าหนังวีดีโอที่พ่อแม่ลงทุนเปิดให้ในจังหวัดแห่งหนึ่ง เป็นจังหวัดบ้านเกิดแหละครับ แต่ไม่ใช่กทม.   ก่อนหน้านี้สักประมาณ ๑ ปีได้ ผมไปดูหนังแล้วนั่งติดกับผู้ชายคนหนึ่ง  แต่ผมไม่ได้สนใจ จนกระทั่งหนังจบ ตอนเดินออกมาจากโรง ผู้ชายคนนั้นชวนคุยเรื่องหนัง ว่าตอนจบมันห้วนไป บลา ๆๆ  ก็คุยกันไปเดินออกจากโรงไปแค่สี่ห้านาที  แล้วก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป

แต่ไม่รู้ทำไมใจผมเต้นตึ้กตั้ก   เหมือนผมรู้ว่าคนนี้เป็นเกย์  สมัยนั้นดูคนเป็นเกย์ไม่แสดงออกยากมากนะครับ แทบไม่มีทางเลยด้วยซ้ำถ้าเขาไม่แสดงตัว   นึกแล้วอยากเขกหัวตัวเองที่ไม่สานต่ออะไรไว้เลย  ก็คนไม่เคยอะนะ  แต่เม็มไว้ในหัวละ  หน้าตาอย่างนี้ ขี่มอเตอร์ไซด์รุ่นนี้สีนี้ อย่าให้เจออีกก็แล้วกัน

ผ่านมาหนึ่งปีจากวันนั้น  เขาไปเช่าหนังที่ร้านผมโดยบังเอิญ เป็นช่วงที่ผมเปิดร้านได้ไม่กี่เดือนเองครับ ตอนนั้นปี 2528 ผมจำเขาได้แม่น แต่เขาจำผมไม่ได้เลย  คราวนี้ผมไม่ปล่อยโอกาสหลุดมือ ก็เลยชวนเขาคุยโน่นนี่ ได้ความว่าเขามาซื้อบ้านอยู่ในหมู่บ้านแถวนี้เอง  คุยกันไปสักพักเขาก็คงดูออกว่าผมสนใจเขา

แนะนำชื่อเลยนะครับ เขาชื่อแทน เวลานั้นเขาอายุ ๓๑ ปี แก่กว่าผม ๗ ปี  เป็นคนหนุ่มที่รู้ตัวว่าชอบชายอยู่แล้วนะครับ  อาชีพค้าขาย มีบ้านที่เพิ่งเริ่มผ่อน อยู่คนเดียว แต่เคยมีอะไรกับผู้ชายมาเยอะแล้ว เป็นคนหน้าตาดี รูปร่างใหญ่ ดูอบอุ่น  คนแบบนี้เหลือมาถึงผม จะเชื่อกันไหมนี่

มารู้ภายหลังว่าเขาคบหาผู้ชายอีกคนอยู่ครับ เป็นสจ๊วต   แต่เขาบอกว่าสจ๊วตคนนั้นไม่ว่าถ้าเขาจะมีอะไรกับคนอื่น เพราะนาน ๆ ถึงจะเจอสจ๊วตคนนั้นสักที   พอผมสนิทกับแทนได้ไม่กี่วันก็มีอะไรกันแล้ว  ผู้ชายกับผู้ชายมีอะไรกันง่ายครับ จากนั้นผมก็ขนข้าวของเข้ามาอยู่บ้านเขาเลยครับ ทีละนิด ทีละหน่อย บ้านเขากับร้านผมอยู่ห่างกันแค่เดินห้านาทีเอง  สุดท้ายผมก็ยึดครองพื้นที่  อีกหลายเดือนต่อมาเขาก็บอกเลิกสจ๊วตคนนั้น เขาบอกว่าระยะทางเป็นอุปสรรค  เขาต้องการคนอยู่ด้วยกันตลอดเวลา  บ้านหลังนั้นก็คือบ้านหลังปัจจุบันที่ผมอยู่นี่เลยนะครับ  อยู่มา 30 ปีไม่เคยย้ายไปไหนอีกเลย  วันที่เข้ามาอยู่วันแรกไม่นึกเลยนะครับว่าเรื่องราวมันจะมาถึงปีที่ ๓๐ ได้

เรื่องนี้ไม่เน้นดราม่า แต่อยากเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ทั่ว ๆ ไปมากกว่า ว่าอยู่กันมาได้อย่างไรนานขนาดนี้  กลับไปที่ช่วงแรก ๆ ก่อนนะครับ  มีทะเลากันทุกวันเลยก็ว่าได้  เรื่องจุกจิกหยุมหยิม  เพราะต่างคนก็มาจากสภาพพื้นหลังที่แตกต่างกัน  ไม่ได้ค่อย ๆ รู้จักกันทีละนิด  แต่ผมรุกเข้ามาหาเขาเร็วเกินไป  เวลาปีแรกจึงหมดไปกับการทะเลาเบาะแว้งสลับกับความสุขแบบข้าวใหม่ปลามัน  แต่ใจผมนั้นอยากประคองชีวิตคู่ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โชคดีที่ไม่ว่าจะทะเลากันรุนแรงแค่ไหน แทนไม่เคยออกปากไล่ผมหรือขอเลิกกับผมก่อนเลย  มีผมเสียอีกเคยหนีกลับไปอยู่ร้าน  แต่ไม่กี่วันเขามาง้อให้กลับไปอยู่กับเขาเหมือนเดิม

ครอบครัวทางบ้านผมคงรู้ว่าผมเป็นเกย์มาตลอด  แต่ผมไม่แสดงออกนะครับ  พ่อแม่ไม่เคยถามว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน  ตอนแรกพวกท่านก็นึกว่าผมนอนที่ร้านวีดีโอ  แต่ตอนหลังก็ค่อย ๆ รู้ว่าผมมานอนบ้านแทน  แม่ก็ว่า เออ ๆ  มานอนบ้านพี่เขาก็ดี บ้านเงียบดี ไม่เหมือนที่ร้าน รถราเสียงดัง   แต่ทางบ้านผมไม่มาถามซอกแซก และผมก็ไม่เคยประกาศว่าตอนนี้ผมกับแทนเป็นอะไรกัน ให้เขาค่อย ๆ รู้ไปเองทีละนิดดีกว่า   ส่วนญาติพี่น้องคนอื่นก็เหมือนกัน  ไม่มีใครพูดเรื่องนี้  แต่รับรู้ว่าแทนเป็นเพื่อนรุ่นพี่ของผมเท่านั้น   ทางญาติพี่น้องของแทนอยู่จังหวัดอื่น ไม่ใช่จังหวัดที่ผมอยู่นะครับ  และโชคดีว่าทุกคนไม่มายุ่งเกี่ยวกับแทนเลย  นอกจากนาน ๆ ทีจะมาเยี่ยมและค้างที่บ้านคืนสองคืน  และรับรู้แค่ว่าผมเป็นเพื่อนรุ่นน้องที่มาอาศัยชายคาบ้านชั่วคราวเท่านั้น  แต่พอนาน ๆ ไปก็คงพอจะรู้  แต่เลือกที่จะทำเป็นไม่รู้  หรือไม่สนใจก็ได้  ดีจังที่ไม่มีปัญหาเรื่องพ่อแม่ญาติพี่น้องไม่ยอมรับหรือเข้ามาวุ่นวายในชีวิต

อยู่กันมาได้ปีเดียว งานค้าขายที่แทนทำอยู่ก็ประสบปัญหาขาดทุน  เงินที่เคยพอผ่อนบ้านก็ไม่มี  ผมต้องรับผ่อนแทน และแทนได้งานใหม่ในตำแหน่งบาร์เทนเดอร์ที่โรงแรมใหญ่แห่งหนึ่ง  แทนทำช่วงกลางคืนและนั่นทำให้ชีวิตคู่ของเราเปลี่ยนไปครับ

เราเจอกันแค่กลางวัน  พอค่ำแทนก็ต้องเตรียมตัวไปทำงาน  กว่าจะกลับก็หลังเที่ยงคืน  บางทีไปสังสรรค์กับเพื่อนเขาต่อก็ถึงตีหนึ่งตีสอง  ส่วนผมทำงานกลางวัน  กลางคืนปล่อยลูกน้อง  และมีเวลาว่างมากกว่าเขา  ช่วงนี้ ยาวไปอีกสิบกว่าปี ชีวิตเราเปลี่ยนไปเยอะเลยครับ

แทนดื่มเบียร์เข้าบ้านทุกคืน  ตรงนี้ผมต้องปรับตัวเลย ไม่ห้ามเขาแต่หาทางอยู่กับคนเมาและบางครั้งก็หาเรื่องเราให้ได้ ปัญหาเรื่องแทนมีผู้ชายคนอื่นก็มีบ่อย  เขาอยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์  หน้าตาดี ย่อมตกเป็นเป้าสายตาและเป็นที่หมายปองของชายชอบชายคนอื่น มีทั้งฝรั่งทั้งไทย  คงโดนหิ้วบ่อยนะผมว่า  ผมก็พยายามทำใจครับ   ขออย่าให้จริงจังก็แล้วกัน  ผ่านแล้วผ่านเลยไม่ว่า  แต่มีอยู่ปีหนึ่งเขาเกิดจริงจังกับแขกคนหนึ่งขึ้นมาครับ  เป็นปีที่ผมแย่มาก ๆ  เกือบเลิกเลยนะ  อยู่แบบตกนรกเลย  แทนคบคนนั้นแบบเปิดเผยและบอกว่าไม่มีอะไรกันแค่คบเหมือนเพื่อน  แต่ผมรู้ว่ามันมากกว่านั้น  จินตนาการหลอกหลอนตัวเองมากมายครับ  บางทีเครียดจนเจ็บกระเพาะ   แต่พอปีนั้นผ่านไป เขาก็เลิกกันไปเอง  ผมถึงว่า ชีวิตคู่อย่าวู่วาม  ถ้าเราคิดสั้น หรือเราเลิกกัน  มันก็แค่นั้นแหละ  แต่ถ้าเราผ่านมันไปได้  วันนี้เรากลับมามองมันก็เหมือนเราอ่านนิยายเรื่องหนึ่งเท่านั้นเอง  ไม่เห็นเจ็บเห็นปวดเลย

พูดเรื่องความไม่ซื่อสัตย์ของแทนไปแล้ว  มาถึงตาผมบ้างนะ  ความที่ผมมีเวลาว่างมากโดยเฉพาะกลางคืนผมไปไหนได้อิสระก่อนที่แทนจะเข้าบ้าน  ผมก็มีแรดเหมือนกัน  อายุยังน้อย   เออ ลืมบอกไปว่าเราไม่ค่อยมีอะไรกันแล้วนะครับ  เดือนแรก ๆ  ก็ถี่หน่อย  พอผ่านมาสักปีก็แทบไม่มีอะไรกันอีกเลย  มันเหมือนจำเจไปแล้ว  ผู้ชายด้วยกัน มันหมดความน่าค้นหา หมดกระบวนท่าว่างั้นไหมครับ  ก็เลยคุยกันว่าจะไปมีอะไรกับใครก็มีได้แต่อย่าจริงจัง มีเพื่อเซ็กซ์เท่านั้นพอ

ผมก็ออกเที่ยวผับเที่ยวบาร์บ้าง ได้เจอเกย์ ได้มีอะไรกับผู้ชายคนอื่นบ้าง ไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่องนะครับ แต่ไม่ได้เอามาเล่าให้แทนฟังหรอก  ไม่ให้เขารู้ดีกว่า ให้เขาสบายใจ เขาก็ไม่เคยมาซักถามว่ากลางคืนไปไหนกับใครบ้างหรือเปล่า ส่วนผมก็เหมือนกันไม่ถามเขา แต่สังเกตเอาเองว่าคืนนี้ดึกเกินไปไหม  บางทีเขาก็ไปกับเพื่อนผู้ชายแท้ ๆ ของเขาจริง ๆ  นาน ๆ  ก็มีแบบไปกับคนที่มาจีบเขาบ้าง เฉลี่ยที่เราต่างมีอะไรกับคนอื่นนี่ไม่น่าเกินสองสามเดือนต่อครั้งนะครับ ไม่ได้บ่อยมาก

ชีวิตเป็นแบบนี้อยู่ประมาณสิบห้าปี แทนเปลี่ยนงานจากบาร์เทนเดอร์ไปสู่ตำแหน่งที่ดีกว่าในโรงแรม แต่ยังเป็นงานที่กลับดึกเหมือนเดิม  และคงมีอะไรกับคนอื่นนาน ๆ ครั้งเหมือนเดิม  ผมก็เหมือนกัน บางคืนก็ออกไปเที่ยวแล้วกลับเข้ามานอนก่อนเที่ยงคืน

ชีวิตเราเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งช่วงปี ๒๕๔๒ – ๔๓ จำแน่ไม่ค่อยได้   เป็นช่วงที่ฟองสบู่แตกได้สัก ๒ ปีแล้ว  เศรษฐกิจไม่ดี แทนได้ผลกระทบเยอะ  เพราะงานที่ทำแย่  เขาต้องออกจากงาน   และเงินที่เขาเคยมีและเอาไปลงกับการเล่นเก็งซื้อขายเงินตราต่างประเทศก็ขาดทุน  แทนหมดตัวหมดงานครับปีนั้น

เป็นผมที่ช่วยเขาสารพัด  กอบกู้ชีวิตให้เขาฝ่าวิกฤตเลวร้ายไปได้  ผมขอให้เขาได้ทำงานกับญาติผม เป็นงานกลางวันครับ งานสบายกว่าที่เขาเคยทำเยอะ แต่รายได้ก็แค่พอกินพอใช้  ส่วนทรัพย์สินที่เคยมีเคยสะสมไว้ หมดไปแล้วกับช่วงเศรษฐกิจตกสะเก็ด  และไม่เคยหาได้อีกเลยครับ  เพราะรายได้แต่ละเดือนแค่พอกินพอใช้สบาย ๆ แต่ไม่เหลือเก็บซื้อสินทรัพย์ นอกจากเก็บไว้เป็นค่ารักษาพยาบาลดูแลตัวเองตอนบั้นปลายของชีวิตแต่ก็ไม่มากมายอะไร

พอแทนทำงานกลางวัน กลางคืนเราก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน  ผมก็ไม่ได้ออกไปแรดที่ไหนอีกเลย  ถ้าออกไปเที่ยวก็ไปด้วยกัน ชีวิตก็เริ่มเข้าที่เข้าทางจริง ๆ ตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา  ตอนนั้นผมอายุได้ ๔๐ ปีแล้ว  การงานการเงินจัดว่าอยู่ในระดับดีน่าพอใจ  ร้านวีดีโอกลายเป็นร้านเช่าดีวีดี  ผมมีเงินสะสมก้อนหนึ่งก็เอาไปสร้างหอพักเล็ก ๆ  และกู้แบงค์เพิ่มอีกบางส่วนตอนนี้ผ่อนแบงค์หมดแล้ว  เก็บเงินค่าเช่ากินอย่างเดียวครับ

จากปีที่แทนเริ่มทำงานกลางวัน จนถึงปัจจุบันก็ ๑๔ ปีแล้ว  ที่เราอยู่ด้วยกันมาแบบเช้าออกไปทำงาน  เย็นกลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนกับชีวิตคู่ของคนทั่วไป  ชีวิตมีความสุขดีพอสมควรครับ  เรื่องรายได้ ผมหาได้เยอะกว่าเขา ก็ออกให้เขาบ้าง เวลาอยากกินอยากใช้อะไรแพง ๆ  อยากเที่ยวต่างประเทศด้วยกันผมก็จ่ายให้เขาครับ

ช่วงต่อไปอยากจะเล่าถึงชีวิตคู่ของชายกับชายอย่างเรา ที่ต้องสัมพันธ์กับคนรอบข้าง  ทั้งเพื่อนบ้าน  เพื่อนของตัวเอง  ลูกน้องที่ทำงาน ญาติพี่น้อง  อนาคตของเรา   อ๋อ  อายุขนาดนี้อนาคต ก็คงเหมือนคนแก่ทั่วไปที่ต้องมีแผนรับมือกับค่ารักษาพยาบาล  การทำพินัยกรรม  มันจะมีปัญหาอะไรบ้างในประเทศที่ยังไม่รับรองการสมรสของคนเพศเดียวกัน เดี๋ยวมาต่อนะครับ

 

ขอบคุณทุกคอมเมนต์ทุกกำลังใจนะครับ มาอ่านทวนดูแล้วผมยังให้ภาพของตัวเองและแทนไม่ชัดเจนเท่าไหร่  ขอเล่าเพิ่มว่าผมเป็นคนตัวผอมบาง ส่วนแทนรูปร่างสูงใหญ่ อย่างนี้คงนึกออกแล้วนะครับว่าใครรับบทบาทอะไรในบ้าน เราไม่ใช้คำว่าผัวเมียกันเลยนะครับ  มันเป็นคำของชายหญิงเขา ส่วนของเรา ผมก็คือผม แทนก็คือแทน  เวลาแนะนำกับเพื่อนก็บอกว่านี่พี่แทน แค่นี้ ที่เหลือไปคิดเอาเอง

ในละแวกที่ผมและแทนใช้ชีวิตอยู่ คนแถวนั้นถ้าอยู่มานานก็คงรู้  แต่คนมาใหม่ก็ไม่รู้หรอกครับ  เราไม่ค่อยไปไหนมาไหนด้วยกัน  ถ้าไปด้วยกันก็ไปไกล ๆ เลย อย่างไปห้าง ไปร้านอาหาร  แต่ถ้าไปตลาดแถวบ้านหรือกินข้าวแถวบ้านแทบไม่เคยไปด้วยกัน  อย่ามองว่าคู่เกย์ต้องตัวติดกัน หรือไปไหนต้องใส่เสื้อเหมือนกัน ป่าวประกาศให้โลกรู้  คู่เราไม่ทำครับ

เราใช้ชีวิตเกย์ บนพื้นฐานที่ไม่ปิดบัง แต่ไม่เปิดเผยโจ่งแจ้งพร่ำเพรื่อ ดูด้วยว่าคนอื่นจะรับได้ไหม กระอักกระอ่วนไหม ไม่ใช่อยู่ ๆ ไปแนะนำกับเพื่อนว่านี่แฟนเรา  ไม่ทำครับเกรงใจเพื่อน เห็นหลายคู่ชอบโพสตามเฟสบุ๊คไปไหนก็ถ่ายรูปกับแฟน โชว์สวีทหวานแหวว  ให้เพื่อนมาไลค์มาคอมเมนต์  เราไม่เคยทำครับ เกรงใจ และอาจมีคนหมั่นไส้เอาได้

เอาทางด้านสังคมก่อนนะครับ  แทนก็มีกลุ่มเพื่อนฝูงของเขา เพื่อนโรงเรียนเก่า เพื่อนที่รู้จักกันในวัยทำงาน ส่วนมากไม่รู้เรื่องส่วนตัวของแทนนะครับ อาจมองว่าคนไม่ได้แต่งงานคงเป็นเกย์ ส่วนมากรู้แค่นี้ แต่ไม่มีใครมาก้าวล่วง และไม่ค่อยมีใครมาหาที่บ้าน  เหมือนแทนก็รักษาระยะห่างไว้ได้พอดีพองาม

ส่วนผมมีความเป็นเกย์เยอะกว่าแทน  เพราะมีเพื่อนเกย์แสดงออกอีกสองสามคน  แต่ถ้าในชีวิตประจำวันก็เหมือนผู้ชายปกติครับ  คบกับเพื่อนผู้ชายปกติ  มีสังคมกับผู้ชายทั่วไปซึ่งลับหลังคงคุยกันว่าผมเป็นเกย์หรือเปล่าบ้างกระมัง  แต่ก็ปฏิบัติต่อผมเหมือนเพื่อนผู้ชายทั่วไปครับ  และไม่เคยมีใครมาซักไซ้ไล่เลียงเรื่องส่วนตัว  แต่ถ้ามีบางคนมาถามว่าทำไมยังไม่แต่งงาน  ผมก็ตอบเลี่ยง ๆ ว่า อยู่อย่างนี้สบายดีแล้ว  ผมไม่ลำบากใจ  แต่แอบคิดว่า ถ้าฉันตอบตรง ๆ นายจะรับได้ไหมล่ะ

เวลาได้การ์ดเชิญก็ได้คนละใบ ไปคนละงานนะครับ  เพื่อนเขาเชิญ ก็เชิญเขาคนเดียว  เพื่อนผมก็เชิญผมคนเดียว ไม่ได้รู้จักทั้งคู่  นอกจากเพื่อนสนิทมาก ๆ  ไม่กี่คนที่รู้เรื่องของเราและเข้านอกออกในบ้านเราได้  พวกนี้ก็สบายมาก  เวลาเชิญก็การ์ดเชิญใบเดียว  เราใส่ซองก็ซองเดียวกันไปเลย  แต่ถ้าเพื่อนไม่สนิท เขาก็มาสองการ์ด  เราก็ใส่สองซอง  ไม่เคยส่งพวงหรีดแล้วใส่ชื่อสองคนเลยสักครั้ง  ไม่ทำครับ เรื่องทำตัวให้แปลกออกไปนี่เราไม่ทำเลย

เห็นคู่เกย์สมัยนี้ออกมาจัดงานแต่งกันเยอะขึ้น  ก็ดีใจด้วยครับ  ขอให้อยู่กันยืด ๆ นะ  คู่เราไม่คิดจะทำเลยครับ เรื่องพวกนี้มันไม่การันตีเลยว่าหลังจากนี้คุณจะอยู่กันได้ยืนยาวจริง  เกรงใจผู้คนแขกเหรื่อที่มางาน  และคงมีคนค่อนนินทาแน่นอน เฮ้ย ใครผัวใครเมียวะ  เฮ้ยมันทำอะไรกันยังไงวะ    แต่ผมไม่ได้ต่อต้านนะครับ แค่มองต่างมุม ฝรั่งเขาก็ออกมาจัดงานแต่งกันเยอะแยะ ภาพออกมาสวยงามดี  ถ้าชอบก็ทำไปเถอะครับ ส่วนของเราขออยู่กันเงียบ ๆ ก็พอ

ทางด้านครอบครัววงศาคณาญาติล่ะ  ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาก็ไม่เคยมีใครมาหาที่บ้าน  แม้ว่าหมู่บ้านจัดสรรของผมกับละแวกที่เป็นพื้นเพของญาติพี่น้องจะไม่ไกลกันมาก  มาวันหนึ่งผมอยากรู้ว่าตอนนี้พวกเขายอมรับการมีคู่ของเราได้มากน้อยแค่ไหน  เมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว   หรือว่าตอนที่เราอยู่ด้วยกันมาได้ยี่สิบปีพอดี  ผมได้ลองเชิญญาติพี่น้องทุกคนมางานปีใหม่ที่บ้านผมกันครับ

ซึ่งผลตอบรับดีมากครับ  เป็นการรวมญาติครั้งแรกในวงตระกูลเราเลย  เพราะปกติกว่าจะรวมกันได้มักจะเป็นงานศพอากงอาม่าเท่านั้น  ไม่เคยมีใครจัดงานอะไรที่รวมญาติได้สักครั้ง  ผมเห็นญาติ ๆ สามสิบกว่าคนมาที่บ้าน  เอาหลานเหลนมาแสดงความสามารถโน่นนี่  ปลื้มใจครับ แสดงว่าทุกคนยอมรับเราแม้ว่าจะไม่มีคำพูดใดออกมา ไม่เห็นจะต้องจัดงานฉลองครบรอบแต่งงานยี่สิบปีให้คนหมั่นไส้เลย  งานปีใหม่ปีนั้นต่างหากที่มีความหมายมากกับชีวิตคู่ของเรา

 

มาเรื่องเพื่อนบ้านบ้างครับ  เราอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรระดับรากหญ้า  ถึงแม้ปัจจุบันผมสามารถขยับขยายไปอยู่หมู่บ้านสำหรับชนชั้นกลางได้แล้ว แต่แทนเขาติดที่ และผมก็เห็นว่าตรงนี้เป็นจุดเริ่มตันของชีวิตคู่ก็ไม่อยากย้ายไปที่อื่นครับ  แต่ได้ซื้อที่แปลงข้างเคียงขยายบ้านออกไปและขยายต่อเติมบ้านให้ใหญ่ขึ้น

หมู่บ้านของคนรากหญ้าก็มักมีปฏิสัมพันธ์กันมากกว่าหมู่บ้านชั้นดี   เราไม่ได้สุงสิงกับเพื่อนบ้านมากไปกว่าทักทายทุกครั้งที่เจอหน้า  ให้ความช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ เช่นแทนเขาเป็นคนตัวใหญ่  มักมีบ้านสาวโสดที่อยู่กับแม่แก่ ๆ มาขอให้ช่วยอุ้มแม่เขาขึ้นรถไปโรงพยาบาลบ้าง  บางบ้านขอให้ช่วยเปลี่ยนหลอดไฟ หรือขึ้นตัดกิ่งไม้บ้าง  แทนเขาก็ช่วยอย่างเต็มใจทุกครั้ง เพื่อนบ้านไม่รังเกียจเรานะครับ

งานแต่งงานลูกสาวเพื่อนบ้านคนหนึ่ง เขาเลือกเชิญบ้านเราบ้านเดียวจากคนทั้งซอย  เขาบอกว่า มีแค่เราสองคนที่ทักทายเขาและลูกสาวสม่ำเสมอตั้งแต่ลูกเขายังเล็กจนถึงวันแต่งงาน  เพื่อนบ้านบางคนแม้ย้ายออกไปแล้วก็ยังแวะเวียนเอาขนมมาฝากเราบ้าง เอามาห้อยไว้ที่ประตูรั้วบ้าง  คนไทยรับเรื่องของเพศที่สามได้ครับ ถ้าเราวางตัวพอเหมาะพอดี

อีกเรื่องที่อยากเล่า ก็คือเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติ   เราโชคดีที่เกิดเป็นคนไทย ถ้าเกิดเป็นคนประเทศอื่นบางประเทศ การเป็นเพศที่สามหรือการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันเราอาจถูกแขวนคอประจานได้   แต่จริง ๆ แล้วเรายังต้องการมากไปกว่าการยอมรับทางสังคม  มันคือเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลไงครับ

วันหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว  ผมต้องพาแทนเข้าโรงพยาบาลด่วน  เพราะเขามีอาการทรงตัวไม่อยู่เหมือนโซเซตลอดเวลาคล้ายถูกจับเหวี่ยง  พอถึงโรงพยาบาลเจ้าหน้าที่ถามคำหนึ่งว่าผมเป็นอะไรกับคนไข้  ผมก็บอกว่าเป็นเพื่อน
“มีญาติพี่น้องคนไข้มาด้วยไหมเผื่อต้องเซ็นอนุญาตอะไร”   ผมก็บอกว่าไม่มี    ดีว่าเรื่องจบลงที่แทนมีอาการน้ำในหูไม่เท่ากันอันเนื่องมาจากดื่มเบียร์มากเกินไป  ซึ่งจัดว่าเป็นอาการไม่ร้ายแรงมากนัก

จากเหตุการณ์วันนั้นทำให้ผมกลับมานึกว่าการครองคู่ของคนเพศเดียวกันยังมีข้อจำกัดอีกหลายเรื่อง   ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องผ่าตัดด่วน ใครจะเซ็นอนุญาตได้  ถ้ามีการขอความเห็นจากแพทย์เกี่ยวกับความเป็นความตายของอีกฝ่ายหนึ่ง แพทย์คงไม่ฟังความเห็นจากคนที่เป็นแค่ “เพื่อน” หรอกครับ   แล้วผมจะไปหาญาติของแทนมาจากไหนในเวลาเร่งด่วนได้  ญาติใกล้ที่สุดต้องขับรถมา ๔ ชั่วโมงจึงจะถึงจังหวัดที่ผมอยู่

มีเรื่องมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อคู่สมรสเพศเดียวกันจากกฎหมายให้คนเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสกันได้  ผมขอพูดถึงเฉพาะเรื่องส่วนที่มีผลกับผมและแทนโดยตรงก็พอนะครับ  อย่างผมทำประกันชีวิต  ผู้รับประโยชน์ต้องเป็นคนสายเลือดเดียวกับผมเท่านั้น  ให้แทนรับประโยชน์ไม่ได้นะครับ  ทำไมผมให้คนที่อยู่กับผมมาเกินครึ่งชีวิตเป็นผู้รับประโยชน์ไม่ได้  ตรงนี้ในช่วงชีวิตของผมจะทันเห็นการเปลี่ยนแปลงไหมครับ

อยากเล่ารวบรัดว่า หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ แล้ว กรรมสิทธิ์ในบ้านหลังที่เราอยู่นี้ตกเป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว อย่าให้เล่ารายละเอียดเลยครับ เรื่องมันยาว  แทนมีฐานะตามทะเบียนบ้านเป็นเพียงผู้อาศัย  วันหนึ่งถ้าผมจากโลกนี้ไปก่อน  ทายาทอันชอบธรรมของผมคือน้อง หรือลูกของน้องจะได้เป็นเจ้าของบ้านคนต่อไป  แล้วแทนละครับจะไปอยู่ที่ไหน
ตรงนี้จะไม่มีปัญหาเลยถ้ามีกฎหมายจดทะเบียนสมรสของคนเพศเดียวกันออกมา  แต่ในเมื่อยังไม่มีกฎหมายนี้  ผมแก้ปัญหาอย่างนี้ครับ

วันเกิดของแทนปีหนึ่งไม่นานมานี้เอง  บนโต๊ะอาหารใต้แสงเทียน ผมยื่นซองสีสวยให้แทนเหมือนจะเป็นการ์ดวันเกิด  แต่จริง ๆ มันคือพินัยกรรมครับ  ผมเขียนไว้มีใจความสำคัญว่าถ้าผมตายก่อนแทน  ให้แทนอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ได้จนตลอดชั่วอายุของแทน  จากนั้นทายาทโดยชอบธรรมของผมจึงจะเข้ามาครอบครองได้  และผมยังยกเงินในบัญชีส่วนหนึ่งให้เขาด้วยเพื่อที่เขาจะได้ใช้จ่ายอย่างสบายในบั้นปลายของชีวิต      แทนอ่านละเอียดแล้วก็ไม่พูดอะไร ยื่นมือมาใต้โต๊ะแล้วบีบมือผมเบา ๆ

เรื่องของคนวัยนี้ก็วนเวียนกับเรื่องพวกนี้แหละครับ  วางแผนอะไรไว้ก่อน  จริง ๆ ไม่รู้ใครจะไปก่อนใคร  แต่ชีวิตทุกวันนี้ไม่หดหู่เลยนะครับ เล่นเฟซ เล่นไลน์กันสนุกสนาน   ผมก็เล่นกีฬากับเพื่อนผู้ชายแท้ ๆ ทั้งก๊วนมานานหลายปีแล้ว  ยามว่างก็มีงานอดิเรกที่ต้องพบเจอกับผู้คนมากหน้า หลายคนเป็นรุ่นลูกรุ่นหลาน  มีความสุขทุกวันครับ

แทนเขาดื่มเบียร์วันละสามขวด  แต่ก็รักษาสุขภาพเช่นกัน ใครว่าอะไรดี  อะไรบำรุงก็หามากินหมด  รู้ไปหมด  แต่ที่เลิกไม่ได้อย่างเดียวคือเบียร์   จะหยุดดื่มก็ ๕ วันก่อนหมอนัดตรวจสุขภาพ   พอหมอบอกผ่าน  ก็กลับมาดื่ม ๓ ขวดเหมือนเดิม  เลิกไม่ได้แล้วครับ   แต่เมาแล้วก็นอน  ไม่ได้ไปเดือดร้อนใคร  ไม่เคยอาละวาดหาเรื่องผมเหมือนตอนหนุ่ม ๆ อีกเลยครับ

อีกตอนเดียวคงจบแล้วครับ ไว้คืนนี้มาต่อ  ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและให้กำลังใจนะครับ

 

ขอบคุณสำหรับทุกท่านที่ให้ความสนใจและให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์นะครับ   มาถึงตอนจบ ก็ไม่รู้จะจบอย่างไรเสียนี่  แต่ไม่เศร้านะครับ  ยังไม่มีใครตาย อิอิ  อยากบอกว่าผมก็ไม่ได้แก่มากมายนะครับ  อายุห้าสิบสี่เอง  คุณว่าเบิร์ดธงไชย ตั๊กมยุราแก่ไหม  สองคนนั่นอายุมากกว่าผมสองสามปีเลยนะ  ผมแค่เยาวชนรุ่นน้อง

พูดเล่นน่ะครับ ป๋าเบิร์ด ยังไงก็เป็นข้อยกเว้นตลอดกาล  ผมเองรูปร่างยังดีเพราะเล่นกีฬาสม่ำเสมอ  แต่หน้าตาก็แก่ไปตามวัยแล้วเพราะไม่เคยบำรุง ไม่เคยเข้าคอร์ส  ส่วนแทนเขาตัวสูง  ตอนนี้ก็แค่ดูหนาขึ้น   พุงไม่ใหญ่แต่ออกรอบ ๆ เอวมากกว่าตามประสาคนกินเบียร์  หน้าตาก็ไม่แก่ไม่เหี่ยวมากมีแต่กระเท่านั้นที่มาเต็มหน้าแล้ว

ในเวลาที่ผมนั่งพิมพ์อยู่นี้   แทนก็นั่งที่โต๊ะอีกตัวหนึ่ง หน้าคอมส่วนตัวของเขา  กำลังเล่นเฟสบุ๊คกับไลน์พีซี  เขาชอบส่งรูปโป๊ หนังโป๊ไปให้พรรคพวกไลน์กลุ่มของเขา  คนแก่เดี๋ยวนี้เห่อไลน์ เห่อส่งรูปโป๊กันนะครับ  ส่วนมากเลยแหละ ก็ดีครับ ชีวิตไม่เหงา มีกิจกรรมกันเรื่อย ๆ   แต่ผมกับแทนไม่ได้เป็นเพื่อนเฟสบุ๊คกันนะครับ  ต่างคนต่างมีโลกออนไลน์ส่วนตัวที่ใครอยากจะเป็นแบบไหนก็เป็นได้  คงมีคนรุ่นลูกรุ่นหลานมาปลื้มมาจีบเขาอยู่บ้างเหมือนกัน  แต่เขาก็แค่คุยเล่นสนุก ๆ คงไม่คิดสานสัมพันธ์กับใครอีกแล้วครับ

ชีวิตคู่ของเราก็คงจะไปเรื่อย ๆ แบบนี้  อยู่กันไปเหมือนกับที่อยู่กันมาตั้งสามสิบปี  เรามองแค่วันนี้กับวันพรุ่งนี้ก็พอ  เดี๋ยวมันก็เป็นปีเอง  จากปีหนึ่งไปอีกปีหนึ่งก็ไม่นาน  เผลอแป๊บเดียวก็ปีแล้ว เผลออีกแป๊บก็สิบปี วันเวลามันเท่ากันทุกวัน  บางคนดูว่าเวลาผ่านไปช้า  บางคนดูว่าผ่านไปเร็ว อยู่ที่ว่าเราเอาอะไรวัดมันต่างหาก

เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดคงเป็นตัวอย่างในการครองคู่ให้ใครไม่ได้นะครับ  คู่ใครคู่มัน  เอาวิธีการของคู่หนึ่งไปใช้กับอีกคู่หนึ่งเลยไม่ได้  ต้องปรับเปลี่ยนเพราะต่างคู่ก็ต่างปัจจัยแวดล้อม   ชีวิตคู่ของเพศเดียวกัน  อยู่ด้วยกันง่าย แต่เลิกกันง่ายยิ่งกว่า

เราไม่มีจารีตประเพณีเป็นตัวกำหนด ไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่มีลูกเป็นสิ่งเหนี่ยวรั้ง  เราอยู่ด้วยกันไม่มีใครรู้  เราเลิกกันก็ไม่มีใครสนใจ  ดังนั้นชีวิตคู่ของคนเพศเดียวกันจึงดูเหมือนเปราะบางกว่ารักของชายหญิงทั่วไปนะครับ ต้องหนักแน่นครับจึงจะประคองชีวิตคู่ให้ยืนยาวได้

วกมาที่เรื่องของผมกับแทนอีกสักหน่อย   เราอยู่กันมาสามสิบปีไม่เคยบอกรักกันเลย แม้แต่ตอนอยู่ด้วยกันใหม่ ๆ  ก็ไม่เคยพูดคำหวานใส่กัน  พูดอะไรก็พูดเป็นจริงเป็นจัง  พูดเรื่องคนโน้นคนนี้ เรื่องงาน เรื่องการบ้านการเมือง  แต่ไม่เคยสักครั้งที่จะพูดหวาน ๆ  รัก ๆ แบบที่เคยอ่านในนิยาย  หรือเพราะเราเป็นผู้ชายเหมือนกันก็ไม่รู้นะครับจึงไม่ได้คิดพูดอะไรหวาน ๆ รัก ๆ กัน

แต่ไหน ๆ ก็มาถึงปีที่สามสิบแล้วผมอยากพูดไว้ในพันทิปนี้นะ  อยากพูดบอกรักแทน   จะสำเร็จไหมหนอ  เขาไม่มาอ่านหรอกครับ เขาไม่เข้าพันทิป  แต่ถ้าเกิดมีการแชร์กระทู้นี้ในเฟสบุ๊คก็ไม่แน่อาจไปถึงเขาได้สักวัน  ที่นั่งพิมพ์เป็นข้าวตอกแตกอยู่นี้  ไม่เคยบอกเขาเลยนะครับว่ากำลังทำอะไร  คงไม่บอกหรอกครับว่าเอาเรื่องของเรามาเล่าในพันทิป

ถ้าเขารู้ว่าผมตั้งชื่อเขาว่าแทน  เขาคงหัวเราะก๊าก ๆ   ว่าผมบ้านิยาย   คนรุ่นนั้นส่วนมากก็ชื่ออู๊ดแอ๊ดอี๊ด ไม่เห็นมีใครชื่อแทนสักคน  ไม่ให้เขาอ่านดีกว่า   แต่ผมจะพูดคนเดียว  ตามที่ใจอยากพูด  แทนไม่ได้อ่านก็ไม่เป็นไรครับ   เอานะ   เริ่ม ๆ

คุณคงไม่ได้นับ และคงไม่สังเกตใช่ไหมว่าตอนนี้เราอยู่ด้วยกันมาได้กี่ปีแล้ว   แปลกใจไหมครับ  มันสามสิบปีแล้วนะ  จำวันที่ผมหิ้วถุงกระดาษใส่เสื้อผ้าชุดแรกเข้ามาอยู่กับคุณได้ไหม   เหมือนเมื่อวานนี้เองนะในความรู้สึกของผม

ผมโชคดีจังที่ได้มาอยู่บ้านนี้กับคุณ  บ้านมันก็กว้างใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก  ผมอยู่คนเดียวไม่ได้หรอกนะถ้าไม่มีคุณ   เราอยู่มาสามสิบปีแล้ว    เรามาทำอีกสามสิบปีร่วมกันได้ไหม   คุณเคยบอกผมว่าชีวิตคู่ก็เหมือนกับการผ่อนบ้าน ถึงเดือนก็ส่งค่างวด ผ่อนไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวมันก็หมดเองไม่รู้ตัว   ก็คงเหมือนวันนี้ที่คุณยังไม่รู้ตัวเลยว่าครบสามสิบปีแล้ว  งั้นทำลืม ๆ อีกสักแป๊บก็คงผ่านไปอีกสามสิบปี เราทำได้แน่นอนครับ เราอยู่ต่อเพื่อกันและกันนะครับ

ขอบคุณที่ให้ผมได้มีโอกาสใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคุณ   ขอบคุณที่ดูแลและเป็นกำลังใจให้ผมเสมอ ผมโชคดีที่ได้พบและได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณ   วันนี้ผมอยากพูดคำที่ผมไม่เคยพูดได้สำเร็จสักครั้งในรอบสามสิบปีที่เราอยู่ด้วยกันมา      ผมรักคุณครับ

 

Credit : ฝนปนเหมย / pantip.com

20 สิ่งที่คุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลยเมื่อคุณตกหลุมรักใครซักคน


ความสัมพันธ์ของมนุษย์เป็นสิ่งที่ เข้าใจยากมากๆ ขอพูดถึงช่วงเวลาของคนโสดที่ไม่เคยเข้าใจในเรื่องของความรักเลย โดยมุมมองของคนโสดก็มักจะเป็นแบบว่า ทำไมคนมีคู่ถึงต้องกระหนุงหระหนิงและมุ้งมิ้งกันเหลือเกิน อยากจะบอกว่าถ้าหากคุณได้ตกหลุมรักใครซักคนแล้ว คุณก็จะเป็นแบบนั้นแหละ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 20 อาการต่อไปนี้

1. ในช่วงแรกเริ่มของความรัก ชีวิตของคุณจะมีความโรแมนติกแบบสุดๆ

2. และหลังจากนั้นความโรแมนติกก็จะค่อยๆ จางหายไป

3. เปลี่ยนชื่ออีกฝ่ายแบบแปลกๆ เวลาเรียกจะได้รู้สึกน่ารักแปลกๆ

4. เห็นเค้าทำอะไรประหลาดๆ มาให้ ก็ทำตามไปด้วยซะงั้น

5. รู้สึกอินกับเพลงรักแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

6. และเมื่อได้ดูหนังรัก ก็จะรู้สึกซาบซึ้งกินใจแบบสุดๆ

7. ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็มักจะมีสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ทำให้คุณนึกถึงเค้าอยู่เสมอ

8. อัพรูปภาพคู่สัตว์น่ารักๆ แล้วใส่คำว่า “เรา” ส่งไปให้อีกฝ่าย

9. เปลี่ยนรูปภาพพื้นหลังในโทรศัพท์ให้เป็นภาพคู่สุดหวานแหวว แบ่งกันไปคนละซีก

10. จะเปลือยแบบที่เคยทำไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะอยู่ด้วยกันมันก็เขินอ่ะดิ

11. ใช้เวลาอยู่ด้วยกันท่ามกลางความเงียบ แต่รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

12. กิจกรรมที่เค้าสนใจ คุณก็จะทำไปกับเค้าด้วย

13. หรือไม่ก็นั่งทนอยู่อย่างงั้นแหละ

14. ทุกๆ เช้าเวลาตื่นนอนคุณก็จะคิดถึงเค้าเป็นคนแรก ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ตาม

15. คุณจะกินเยอะเป็นพิเศษ

16. ถ้าหากคนที่คุณรักเป็นคนทำให้

17. พฤติกรรมสุดเปิ่นอย่างการเรอ หรือภายลม จะถูกปกปิดให้นานเท่าที่จะนานได้ แต่สุดท้ายก็เผลอทำต่อหน้าเค้าอยู่ดี

18. ห่างกันเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็คิดถึงแทบใจจะขาด

19. จะไปเที่ยวที่ไหนก็ไม่หวั่น ขอแค่มีเธอไปด้วยก็พอ

20. เมื่อก่อนที่คุณไม่เคยมีความรัก คุณไม่เคยรู้สึกหรอกว่ามันเป็นอย่างไร แต่เมื่อมันเกิดขึ้นกับคุณแล้ว โลกนี้ช่างสวยงามยิ่งนัก

โอ้ วววววว!! ไม่น่าเชื่อว่าความรักสามารถเปลี่ยนแปลงโลกของคนๆ นึงได้มากเลยนะเนี่ย เปลี่ยนจากโลกธรรมดาอันแสนน่าเบื่อให้กลายเป็นโลกสีชมพูสุดสดใสได้

ที่มา: buzzfeed และ catdumb

5 สัญญาณบ่งบอกว่าเธอกำลัง(คิด)นอกใจคุณและ 22 สัญญาณของการนอกใจที่พบได้ง่ายที่สุด


กำลังสงสัยเลยล่ะสิว่า เวลาผู้หญิงคิดจะนอกใจ คุณจะสังเกตได้อย่างไร …?

ลองสังเกตดูว่าเธอมีพฤติกรรมแบบนี้บ้างหรือเปล่า?

  1. เธอกล่าวหาคุณ หลายๆ ครั้งที่ผู้หญิงกล่าวหาคู่รักในเรื่องความสัมพันธ์หรือความรู้สึกพิเศษๆกับ คนอื่น นั่นคือเธอกำลังโยนความรู้สึกของเธอเองใส่คุณ ถ้าหากแฟนของคุณขาดความเชื่อมั่นในตัวคุณ เธอก็อาจะไม่เชื่อมั่นในตัวเธอเองด้วยเช่นกัน

  2. เธอมีความต้องการมากขึ้น หาก เธอกำลังจะบอกคุณว่าเธอต้องการมากกว่าความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ รวมไปถึงความสนิดชิดใกล้ หรือความรู้สึกผูกพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้น นั่นแสดงว่าเธอต้องการให้คุณรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ และหากเธอบอกคุณว่า เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสำคัญ หรือต้องการความชิดใกล้ที่เพิ่มมากขึ้น (หมายถึงว่าคุณบกพร่อง) เธอกำลังแสดงให้คุณเห็นว่าเธอต้องการสานสัมพันธ์กับชายคนใหม่ของเธอ

  3. เธอใช้เวลากันอินเตอร์เนตมากขึ้น หาก คุณได้รับเมล์มากกว่าการบอกรักแล้วล่ะก็ เธออาจกำลังใช้เวลาในการค้นหาใครบางคนเพื่อพูดคุยด้วยจากเวปไซต์ที่ให้ บริการหาคู่ต่างๆ ถึงแม้ว่า เธออาจจะไม่ได้อยากนอกใจคุณเลย แต่อินเตอร์เนตกับผู้หญิงเป็นสิ่งที่ห่างกันลำบากโดยเฉพาะการแชต นี่จะแสดงว่าคุณกำลังบกพร่องในด้านการสื่อสารกับเธอ และเธออาจจะต้องการพูดคุยกับคุณมากกว่าที่เป็นมา ให้เวลากับเธอบ้างนะ

  4. เธอดูดีขึ้นและเร่าร้อนขึ้น หาก แฟนของคุณเคยเป็นยายเพิ้งเฝ้าบ้าน ไม่ค่อยแต่งหน้าทาปากสักเท่าไหร่ แล้วจู่ๆวันหนึ่งเธอก็ลุกขึ้นมาแต่งเนื้อแต่งตัว และเปลี่ยนลุคของตัวเองจนคุณเองยังตะลึง ลองสังเกตเธอให้ดีๆนะคะ

  5. เธออ่านหนังสือโรแมนติก ช่วง นี้เธอดูแต่หนังโรแมนติกและหาหนังสือเกี่ยวกับความโรแมนติกมาอ่าน สิ่งที่เธอได้รับคือเธอจะรู้สึกว่าเธอมีความโรแมนติกและความอบอุ่นมากขึ้น อีกด้วย หากเธอโรแมนติกแต่ไม่ใช่กับคุณแล้วล่ะก็ เธออาจจะกำลังมองหาใครสักคนที่เธอจะโรแมนติกด้วยก็ได้นะ ลองมานั่งคิดซิว่าคุณทำอะไรพลาดไปหรือเปล่า พาเธอออกไปเดินเล่นบ้างหากคุณว่าง และพาเธอไปดูหนัง ทานไอศกรีมบ้างก็ดีนะ

  6. เธอดูจะใส่ใจคุณเป็นพิเศษ มี การศึกษาและพบว่าแฟนสาวที่กำลังคิดนอกใจนั้น เธอจะเริ่มจากการใส่ใจและพยายามทำให้แฟนหนุ่มพึงพอใจให้มากที่สุด เพื่อปกปิดสิ่งที่เธอทำไม่ดีกับคุณ หากเธอแทบไม่เคยทำอะไรที่ทำให้คุณสบายใจและจู่ๆก็มีการเปลี่ยนแปลง คุณต้องสังเกตเธอให้ดีๆแล้วล่ะ

และนี่เป็นเพียงการ สันนิษฐานบางส่วนเท่านั้น เธออาจจะแค่อยากมีใครสักคนไว้พูดคุย เพราะคุณไม่มีเวลาให้เธอเท่าที่ควร ควรทำใจเย็นและค่อยๆสังเกต และควรพูดคุยกันให้เข้าใจ จะดีกว่าการจับผิดเธอนะคะ

คราวนี้มาดู 22 สัญญาณของการนอกใจที่พบได้ง่ายที่สุด

สัญญาณ ของการนอกใจเกิดขึ้นได้ เพราะใช่ว่าเมื่อแต่งงานแล้ว ทุกคู่จะครองเรือนกันได้ตลอดรอดฝั่ง แถมทุกวันนี้โอกาสที่ชีวิตรักจะถูกมือที่สามเข้าแทรกแซง ก็มีเปอร์เซ็นต์สูง แต่เราจะสังเกตได้อย่างไรนั้น คำตอบด้านล่างอาจตรงกับหลายๆ คู่อยู่ก็เป็นได้ค่ะ

1.คู่ ของคุณแสดงอาการเบื่อหน่ายออกมา โดยอาจจะอ้างว่า เบื่องาน เบื่อลูกๆ เบื่อหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต รวมทั้งเบื่อตัวคุณด้วย

2.คู่ของคุณเผยให้ทราบว่า ชีวิตของเขา หรือเธอในตอนนี้ต้องการสิ่งเร้าใจ ความแปลกใหม่

3.คู่ของคุณเริ่มมีความมั่นใจในตัวเองต่ำ

4.คุณสังเกตได้ว่า คู่ของคุณมักจะแสดงอาการสับสนในตัวเองบ่อยๆ

5.คู่ ของคุณกลายเป็นคนขี้เกียจ โดยเฉพาะเมื่อเวลากลับมาถึงบ้าน มักจะนอน หรือนั่งนิ่งๆ โดยไม่สนใจความเป็นไปของสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว

6.คู่ของคุณกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย โดยเฉพาะเวลาอยู่กับคนที่บ้าน

7.คุณและคู่ครองไม่สามารถสื่อสารกันด้วยความเข้าอกเข้าใจเหมือนที่เคย

8.เขาหรือเธอทำงานหนักขึ้น หรือต้องกลับบ้านค่ำมืด เพราะงานมากขึ้น

9.ไม่ถามไถ่ความเป็นไปในชีวิตของคุณเหมือนในอดีต เพราะสนใจในความสัมพันธ์ของตนเองกับคนใหม่มากกว่า

10.มี ความผิดปกติทางการเงิน คุณอาจพบว่า เขาไปเปิดบัญชีใหม่โดยไม่บอกคุณ และนำเงินบางส่วนใส่ไว้ในบัญชีนั้นโดยที่คุณไม่ทราบ หรือมียอดการใช้บัตรเครดิตที่น่าสงสัย

11.มี การใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างผิดปกติ เช่น หากเขาเคยเช็กเมลที่บ้านก่อนนอน ก็อาจไม่เช็กเมลให้คุณเห็นอีก แต่อาจเปลี่ยนไปเช็กผ่านทางโทรศัพท์มือถือแทน

12.มองหาร้านอาหารอร่อยๆ จากสื่อต่างๆ อยู่เสมอ แต่ไม่เคยชวน หรือพาคุณไปรับประทานเลย

13.เปลี่ยนลุกให้ดูดีขึ้นอย่างผิดสังเกต เช่น ซื้อเสื้อผ้าใหม่ ตัดผมทรงใหม่ ดูแลตัวเองมากขึ้น

14.ไม่ทำกิจกรรมร่วมกับคุณ หรือสมาชิกในครอบครัวเหมือนเก่า

15.พบความผิดปกติบนตัวเลขไมล์บนหน้าปัดรถยนต์ เช่น อาจจะขับรถเป็นระยะทางไกลขึ้นกว่าปกติที่เคยขับไปทำงาน

16.ประวัติการใช้โทรศัพท์มือถือถูกลบจนเกลี้ยง หรือมีเบอร์โทรศัพท์แปลกๆ โทร.มาเสมอ

17.มีเพื่อนต่างเพศที่สนิท (มาก) และมักใช้เวลาอยู่กับเพื่อนคนนั้นบ่อยๆ

18.กิจกรรมทางเพศระหว่างคุณกับเขาลดลงอย่างเห็นได้ชัด

19.หากให้เล่าเรื่องในอดีต อาจพบว่าแต่ละครั้งเล่าได้ไม่เหมือนกัน

20.คู่ของคุณมีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ไม่อยู่กับร่องกับรอย ชอบอยู่คนเดียวมากขึ้น

21.หาก มีการพูดถึงเรื่องการนอกใจ คู่ของคุณอาจแสดงความเห็นที่แปลกไปในหัวข้อดังกล่าว เช่น หากเคยต่อต้านอย่างรุนแรง มาในวันนี้อาจเห็นด้วย หรือไม่แสดงความเห็นด้านลบออกมา

22.หากมีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศโดยที่สามารถพาคู่ครองไปได้ เขาหรือเธอเลือกที่จะไม่ชวนคุณไป

ขอบคุณรูปประกอบจาก : อินเทอร์เน็ต

ที่มา: lukkidthai.com/News/mate10

manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9550000069660