ธรรมะที่พระฝรั่งสอน กรณี โยมแม่ในยามท้อแท้ชีวิต รู้สึกเป็นภาระคนอื่น


พ.ศ. ๒๕๐๑ : ท่านเกิดที่ประเทศอังกฤษ เมื่อยังเล็กมีสุขภาพไม่ดี มีอาการหอบหืด ต้องหยุดโรงเรียน บ่อย จึงใช้เวลาในการศึกษาด้วยตนเอง ท่านสนใจว่าอะไรคือสิ่งสูงสุดที่เราจะได้จากการ เป็นมนุษย์อะไรคือความจริงสากลที่ไม่ขึ้นอยู่กับสมมุติของแต่ละสังคม ทำไมคนเรา อยากจะอยู่อย่างเป็นมิตรแต่กลับรบราฆ่าฟันกันอยู่เรื่อยไป

เมื่อไปโรงเรียน เป็นนักเรียนที่ช่างคิด ช่างค้นคว้า และมีผลการเรียนที่ดีเยี่ยมจนโยมบิดามี ความหวังให้เข้าสอบชิงทุนเพื่อเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในประเทศอังกฤษ

เมื่อศึกษาอยู่ได้อ่านหนังสือมากมายหลากหลาย จนกระทั่งพบ คำสอนของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ว่าเป็น “สัจธรรมความจริง ” ที่กำลังแสวงหาอยู่ จึงสนใจการฝึกจิต และศึกษาหาความรู้ทางพุทธศาสนาตั้งแต่อยู่ในวัยรุ่น

ท่านทำงานเก็บเงินระหว่างที่กำลังเรียนและออกเดินทางหาประสบการณ์ในประเทศต่างๆ ตั้งแต่อายุ ๑๗ ปี ใช้เวลา ๒ ปี จนแน่ใจว่าการศึกษาและปฏิบัติธรรม เป็นหนทางที่ต้องการ แทนการเรียนต่อใน มหาวิทยาลัย โดยเริ่มปฏิบัติกับ ท่านพระอาจารย์สุเมโธ (พระราชสุเมธาจารย์ ในปัจจุบัน และ เป็นพระชาวต่างชาติรูปแรก ที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อชา) ที่ประเทศอังกฤษ เป็น “ปะขาว” ถือศีล ๑๐ เป็นเวลา ๑ พรรษา

พ.ศ. ๒๕๒๑ : เดินทางมาประเทศไทยเพื่อฝึกปฏิบัติกับ หลวงพ่อชา สุภัทโท ( พระโพธิญาณเถร ) ที่วัดหนองป่าพง จังหวัด อุบลราชธานี

พ.ศ. ๒๕๒๒ : บรรพชาเป็นสามเณร อยู่ที่วัดหนองป่าพง

พ.ศ. ๒๕๒๓ : อุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีหลวงพ่อชา สุภัทโท เป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ. ๒๕๒๙ – ๒๕๓๙ : เป็นรองเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ โดยมี ท่านพระอาจารย์ปสันโน เป็นเจ้าอาวาส

พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๕ : เป็นเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ แทนท่านพระอาจารย์ปสันโน ซึ่งได้รับ นิมนต์ไปตั้งวัดสาขาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ก่อนเดินทางมาประเทศไทยได้ตั้งใจว่าจะอยู่ที่วัดหนองป่าพงให้ครบ ๕ ปี โดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อศึกษาปฏิบัติธรรม เมื่อมาพบ หลวงพ่อชา ก็เกิด ความเลื่อมใส ศรัทธา ในปฏิปทาและความเป็นครูที่มีทั้งเมตตาและปัญญา

 

 

ธรรมะที่พระฝรั่งสอน กรณี โยมแม่ในยามท้อแท้ชีวิต รู้สึกเป็นภาระคนอื่น

ธรรมะที่พระฝรั่งสอน กรณี โยมแม่ในยามท้อแท้ชีวิต รู้สึกเป็นภาระคนอื่น

 

ที่มา: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1503561113277049&set=a.1374816289484866.1073741826.100008695230890&type=3&theater
https://www.facebook.com/jayasaro.panyaprateep.org/photos/pb.318196051622421.-2207520000.1446030571./802575516517803/?type=3&theater
ขอบคุณเพจ ธรรมะ โดย พระอาจารย์ชยสาโร/ Dhamma by Ajahn Jayasaro

Line Sticker สดใส ผ่านแล้วค่ะ จากที่รอมา 7 เดือน !!


สดใส แมวหนุ่มออฟฟิศ (ภาษาไทย)

>> http://line.me/S/sticker/1136151 <<

line-promote-fb1

เป็นอะไรที่ทรหดอดทนมาก เนื่องจากเพิ่งมารู้สึกอยากจะทำสติ๊กเกอร์ไลน์เล่นๆลงขายกับเขาบ้าง (ไม่คิดถึงกำไร เพราะ คิดว่าคงไม่ได้อะไรมาก 555)
กว่าจะลงมือทำ และ กว่าจะเสร็จจนได้อัพลงเว็บรอทางทีมงานไลน์ตรวจนั้น ก็มีคนทำมาเยอะพอสมควรแล้ว เรียกได้ว่า คนอื่นเขาทำจนขายได้หลักล้านกันไปแล้ว

พอรู้สึกได้ว่า ตัวเองอยากทำ จึงเริ่มทำ เริ่มคิดคาแรคเตอร์ เริ่มลงไอเดีย และ ใช้โปรแกรมที่ตัวเองถนัดที่สุดนั่นคือ illustrator
โปรแกรมนี้ เป็นโปรแกรมที่ทำให้อะไรๆดูง่าย ดัดเส้นได้ วาดได้ ลงสีได้ แม้จะไม่เทพเหมือนโปรแกรมวาดการ์ตูน แต่ก็พอทำแทนได้ (เพราะใช้โปรแกรมอื่นไม่เป็น)

ทางกำหนดของไลน์บอกว่า ต้องใช้รูปทั้งหมด 40 รูป และ 2 รูปเป็นรูปโชว์ในสโตร์และในแอพไลน์ รวมแล้วก็ 42 รูป
ถือว่าเป็นอะไรที่เยอะพอสมควร.. คิดง่ายๆ ถ้าไปจ้างเขาทำ เท่าที่เห็นๆมาจะคิดรูปละ 1,000 บวกลบ นิดหน่อย รวมๆแล้วก็ 40,000 – 50,000 ถึงหลักแสนถ้างานดี งานสวย
ส่วนเรา แม้จะวาดรูปไม่เก่ง แต่ก็พอทำได้ ทำเอง เหนื่อยเอง ภูมิใจกว่า และ ประหยัดกว่า ถ้าขายไม่ได้ก็ไม่ค่อยเสียดายอะไรมาก ถือว่าได้ทำแล้ว ได้ขายแล้ว อิอิ

ขณะนั้นที่เริ่มลงมือวาด ก็ทำงานออฟฟิศไปด้วย เช้าไปทำงาน เย็นกลับมามีเวลา 2-3ชั่วโมง ก็เอามานั่งวาด นั่งคิดไอเดีย
กว่าจะเสร็จ ปาไปหลายเดือน เนื่องจาก ช่วงนั้นบ้าซีรีย์ 555555+ และ เริ่มล้าจากการทำงาน เริ่มผลัดว่า พรุ่งนี้ค่อยทำ หยุดไปหลายอาทิตย์ชาร์จแบตให้ตัวเอง

สุดท้าย พอทำจนครบ 40 ตัว ก็ถึงเวลาคิดชื่อ คิดเนื้อเรื่อง
เนื้อเรื่องที่ทำ มันเกิดมาจากตอนขณะวาด ไม่ได้คิดเรื่องไว้ก่อนเลยว่า เจ้าตัวนี้จะเป็นยังไง จะทำอะไร จะมีเพื่อนรึเปล่า
และที่ตั้งชื่อว่า “สดใส” (กดค้นหา พิมพ์ว่า สดใส ได้เลย หาน้องแมวตัวส้มๆ รับรองว่าเด่นจริง อิอิ) เพราะ เป็นคนที่ชอบสีสันสดใส ชอบอะไรที่มันเด่นๆ ชัดๆ ตัวใหญ่ๆ
คือ เราเองก็ยังไม่แก่นะ สายตายังไม่แย่ แต่เวลาเห็นสติ๊กเกอร์บางรูปที่มันตัวเล็กๆ สีจืดๆ (อันนี้ต้องขอโทษนะคะ ไม่ได้ว่าใครน้าาา เรารู้ว่ามันเป็นคาแรคเตอร์ของตัวเอง)
แถมบางรูปยังใช้คำศัพท์ที่ตัวเล็ก อัดไปทั้งประโยค มันดูแล้วไม่ค่อยสบายตาเท่าไร คนส่งก็ต้องเพ่ง คนรับก็ต้องเพ่ง ว่าพิมพ์ว่าอะไร ส่งสติ๊กเกอร์อะไรมา อ่านไม่ออก มองไม่เห็น

และทุกๆอย่างที่เกิดจากปัญหาและความชอบของตัวเอง ทำให้ออกมาเป็น น้อง”สดใส” แมวหนุ่มออฟฟิศ สีสันสดใส ตัดขอบสีดำเด่นๆ ตัวใหญ่มากกกก
พอเอาไปให้เพื่อนๆ พี่ๆ ที่ออฟฟิศดู เขาก็ถามมาว่า นี่ชีวิตเราเลยรึเปล่า 555555+ มันก็อาจจะมีบ้างนะ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด อย่างน้อยเราก็ไม่ได้แอบหลับในที่ทำงานนะ

ขออนุญาติพิมพ์ยาวหน่อยนะคะ แค่อยากจะนำอะไรๆมาแชร์ให้ได้ทราบกัน (ไม่ได้อยากมาโปรโมทอย่างเดียว > < )

หลังจากมีสตอรี่ว่า น้องสดใสเป็นแมวที่ทำงานออฟฟิศ มีชีวิตเหมือนหนุ่มออฟฟิศทั่วไป ตืนสาย ไปทำงานสาย โดนเจ้านายดุ แอบหลับในที่ทำงาน แถมไปด้วยโหมด งอน ง้อ และ อินเลิฟ
ยังเพิ่มสอตรี่เพื่อเพิ่มตัวละครเข้ามาอีกคือ “ลูกชิ้นปลา” 2 ลูกที่อยู่ในชามเย็นตาโฟ อยู่ดีๆมันก็มีชีวิต ทำให้ น้อง”สดใส” ไม่กล้ากิน และกลายมาเป็นเพื่อนกันในที่สุด
คาแรคเตอร์ของ “ลูกชิ้นปลา” จะมี 2 แบบ คือ ลูกนึงจะดุ.. ชอบแกล้ง ชอบวิ่งไล่กัดอีกลูก ส่วนอีกลูกนึงก็จะขี้แง ร้องไห้ และวิ่งหนีตลอด.. ประมาณนั้น (ก็คิดไปได้เนอะ 555)
และคิดเอาไว้ว่า ถ้ายังไม่เลิกเห่อทำสติ๊กเกอร์ไลน์ น่าจะได้ทำคาแรคเตอร์ใหม่ๆเพิ่มอีก
แต่ด้วยระยะเวลาที่น๊าน นาน นานจนเพื่อนๆลืมว่าเราทำสติ๊กเกอร์ขาย ทำให้คิดแล้วคิดอีกว่า จะทำอีกดีมั๊ย เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีมั๊ย ทำแค่ลายเดียวก็พอมั๊ง

มาพูดถึงเรื่องระยะเวลาในการรอสติ๊กเกอร์อนุมัติกันบ้าง..
เราทำเสร็จส่งอัพไปให้ทางไลน์ตรวจงาน เมื่อตอนต้นเดือน พฤศจิกายน 2557
และโดนตีกลับมาให้แก้ไข 1 รูป เป็นรูปกำลังเตะฟุตบอล ใสชุดกีฬาซึ่งบังเอิญไปทำขีด 3 ขีดบนชุด ซึ่งมันเป็นโลโก้ของ ADIDAS (เราเองก็ไม่รู้ – – ก็ต้องกลับมาแก้สิครับ)

แอบเสียใจนิดหน่อยที่พลาดอะไรแบบนี้ เพราะ การที่โดนกลับมาแก้ไขใหม่ เวลาเราอัพส่งไปอีกรอบ เราจะต้องไปต่อท้ายแถว ทำให้ระยะเวลาในการตรวจงานเรานานมากขึ้นอีก
ปล. ได้ข่าวมาจากคนอื่นๆที่ทำสติ๊กเกอร์ขายเหมือนกัน บางคนก็โดนตอนแรก แก้ 2 รูป ส่งไปอีกรอบ รอบนี้ แก้เพิ่มอีก 3 รูป ซึ่งเป็นรูปที่ผ่านตอนแรกแล้ว ก็ได้แต่สงสัยกันว่า คนตรวจคงจะคนละคนกัน
และทางไลน์นั้น ยังมีข้อกำหนด ข้อห้าม ในการทำสติ๊กเกอร์ละเอียดหน่อย แต่ก็ยังพอรับไหว แต่บางอย่าง มันก็ช่างไม่ยุติธรรมเอาซะเลย ประมาณว่า คนอื่นทำได้ แต่เราห้าม อะไรแบบนี้
ส่วนมากข้อกำหนด ข้อห้าม จะทั่วๆไป เช่น ห้ามรูปที่ส่อไปทางอนาจาร ความรุนแรง เลือด อาวุธ ยาเสพติด ศาสนา การเมือง ซึ่งอ่านๆดูแล้วก็ปกตินะ
แต่ก็ยังมีบางคนที่ส่งไปให้ตรวจ แต่โดนตีกลับมาให้แก้ ซึ่งเหตุผลบางอย่างก็อยากที่จะเข้าใจว่า ทำไม ? ฉันผิดอะไร ? โลกนี้ทำไมมันไม่ยุติธรรมสักนิด ? ดีหน่อยที่เราเองไม่เจออะไรแบบนี้ รอดตัวไป

เราแก้ไขเรียบร้อย น่าจะอยู่ในช่วงเดือนธันวานั่นล่ะก็ส่งกลับไปอีกรอบ ต่อท้ายแถวซิคะ T ^ T ไม่เป็นไร ไหนๆก็รอมานานละ รออีกจะเป็นไร ในตอนนั้นมั่นใจว่า 4 เดือนพอ ได้ขายแน่ เพราะ เพื่อนๆใช้เวลาประมาณนั้น
มกราคมผ่านไป…. กุมภาพันธ์ วาเลนไทน์ผ่านไป….. มีนา เมษา พฤษภาคม !! นานไปแล้วนะ.. บ่นกับกลุ่มที่ทำไลน์ด้วยกันทุกวัน นี่มันปกติรึเปล่า 7 เดือนแล้ว มีเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกัน เลยค่อยโล่งหน่อย
หนำซ้ำ คนญี่ปุ่นที่บริษัท เค้าก็ทำลงขายเหมือนกัน (แต่ขายเฉพาะประเทศญี่ปุ่น เป็นภาษาญี่ปุ่น) เค้าใช้เวลา 3 เดือนค่ะ !!! 3 เดือนนนนนน เท่านั้น !! เรางี้ ใจแป้วเลย .. แต่ก็เก็บไว้ในใจ ท่องไว้ว่า สักวันนะ !!

จนเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา ได้ปุ่มฟ้า (ปุ่มแสดงสถานะว่า ผ่านแล้วจ้าาาาาา) เท่านั้นล่ะ.. ดีใจมากกกก อยากกดวางขายจะแย่ แต่รอก่อน ให้เตรียมแผนโปรโมทก่อน
คือ พอสติ๊กเกอร์ผ่านอนุมัติแล้วเนี่ย เราสามารถเลือกกดวางขายเมื่อไรก็ได้ค่ะ ตามแต่ที่เราจะพร้อม เก็บไว้เป็นความภาคภูมิใจส่วนตัวก่อนก็ได้นะ อิอิ

สรุปแล้ว ที่ รอมา 7 เดือนก็ประมาณนี้ค่ะ คิดว่าถ้าไม่โดนรีเจค (ตีกลับมาให้แก้) น่าจะผ่านไวกว่านี้ 4-5 เดือน ค่ะ..

ตอนนี้ว่าจะลองเริ่มทำตัวใหม่ แต่ได้ยินมาจากคนอื่นๆว่า หากอยากให้ผ่านอนุมัติไวให้ใช้เป็นภาษาอังกฤษแทน เลือกลงขายเฉพาะประเทศ หรือไม่ก็ ไม่ต้องมีคำพูดเลยจะยิ่งดีมาก
อันนี้ก็ไม่รุ้นะคะ ว่ามันจริงรึเปล่า มันจะเกี่ยวกันเหรอที่ว่า เพราะเป็นคนไทย เพราะใช้ภาษาไทย ว่าจะลองดูเหมือนกัน ความจริงแล้วมันอาจจะอยู่ที่ดวง หรือ กรรมเก่าของแต่ละคนก็ได้นะ ฮ่าๆๆๆ

สุดท้ายฝากไว้ด้วยนะคะ สดใส.. สีสันสดใส.. ใช้ได้ทุกเพศ ทุกวัย ผู้หญิงก็ใช้ได้น้าาาา น่ารัก ฟรุ้งฟริ้ง !!

สดใส แมวหนุ่มออฟฟิศ (ภาษาไทย)

>> http://line.me/S/sticker/1136151 <<

สอนลูกให้เข้มแข็ง เล่าสู่กันฟัง..เรื่องเล่าคำสอนจากคุณตัน อิชิตัน


146-family-8381

มีลูก 3 คน มีบ้าน 2 หลัง จะแบ่งยังไงดีครับ? เพื่อนผมคนหนึ่งคิดยังไงก็คิดไม่ตก เกษียณอายุราชการแล้วยังต้องทำงานงกๆ “สู้เพื่อลูก” ผ่อนบ้านหลังที่ 3 กลัวแบ่งสมบั…ติไม่ลงตัว เดี๋ยวจะนอนตายตาไม่หลับ

ผมบอกถ้าไม่อยากวุ่นวาย..ง่ายนิดเดียว แค่ขายบ้านให้หมด แล้วใช้เงินให้มีความสุขกับชีวิตหลังเกษียณ เหลือเท่าไหร่ก็เท่านั้น.. ตอนพ่อแม่ผมเสีย ไม่ได้มีเงินทองมากมาย ผมเลือกพระหนึ่งองค์เป็นสมบัติจากพ่อ หยิบแหวนวงเดียวจากกองมรดกของแม่ สมบัติสุดท้ายไม่กี่ชิ้นของพ่อกับแม่ที่เทกองบนโต๊ะ..ผมกับพี่น้องแบ่งกันยังไงก็ลงตัว สำหรับผมในวันนี้สอนลูกตั้งแต่พวกเขายังเล็ก ว่าการศึกษาเท่าที่เขาต้องการคือสมบัติที่ผมจะให้

น้องกิฟท์ลูกสาวคนโตรู้ดีและเขาเข้าใจว่าผมไม่มีนโยบายเก็บเงินให้ลูก วันหนึ่งเขาบอกผมว่า “ป่าป๊า ไม่ต้องห่วงกิฟท์ ธุรกิจและเงินที่ป่าป๊าทำมาไม่ต้องเผื่อกิฟท์ หนูรับผิดชอบตัวเองได้” ผมให้เงินเขาก้อนหนึ่ง ไปตั้งต้นร้านอาหารชื่ออิซีลี่ บริหารไม่นานก็เจ๊ง เขาใช้โอกาสอีกครั้งกับเงินทุนที่เหลืออยู่ตั้งใจทำร้านอาหารใหม่ชื่อแซ่บอีลี่ คราวนี้เขาไม่ประมาทและตั้งใจกว่าเดิมอีกหลายเท่า จนวันนี้ร้านแซ่บอีลี่ก็อยู่ได้

ลูกทุกคนของผมรู้ดีว่าสมบัติทุกอย่างที่ผมให้ ถ้าไม่ตั้งใจทำย่อมมีวันหมด ผมให้โอกาสการศึกษาเต็มที่..ที่เหลือเขาต้องเลือกทางเดินชีวิตด้วยตัวของเขาเอง ไม่ใช่ผมไม่รักลูก แต่ใช่ว่ามีเงินเยอะๆ แล้วจะดีสำหรับเขา ผมอยากให้ลูกได้รู้จักกับความยากลำบาก ไม่อยากให้เคยชินกับความสบาย ไปต่างประเทศด้วยกันทุกครั้ง ลูกๆ ทุกคนต้องนั่งเครื่องบินชั้นอิโคโนมี

บางครั้งน้องเก็ตลูกชายยังเป็นเด็ก เขาเคยแผลงฤทธิ์ไม่พอใจทำไมไม่ได้นั่งบิซิเนสคลาสด้วยกัน วันนี้เขาอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ทำงานหาเงินเองได้เมื่อไหร่ วันนั้นเขาจะเข้าใจได้ด้วยตัวเอง

ประสบการณ์สอนให้ผมรู้ว่าเงินเป็นได้ทั้งความทุกข์และความสุข ในวันที่ต้องดิ้นรน เงิน คือ สิ่งจำเป็น เป็นขนมปังชิ้นแรกที่ประทังชีวิต ขนมปังชิ้นที่สอง คือ ความอร่อย มีชีวิตที่สุขสบาย หายเหนื่อย มากกว่านั้น…กินเท่าไหร่ก็เป็นส่วนเกิน ขนมปังชิ้นที่สาม คือ ยาพิษ

อะไรที่มากเกินไปมักจะไม่มีประโยชน์ กลายเป็นให้โทษมากกว่าคุณ..เงินก็เช่นกัน…ถ้าคุณรู้ล่วงหน้าว่าจะมีบุญหล่นทับร่ำรวยเป็นพันๆ ล้าน คุณอาจไม่รู้จักคุณค่าของความพยายาม ชีวิตนี้อาจไม่เคยรู้สึกว่าจะต้องออกแรงดิ้นรนอะไรอีกต่อไป เงินถ้าไม่รู้จักใช้ ไม่รู้จักหา ไม่รู้จักคุณค่า…มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ

ถ้าหน้าที่ของพ่อแม่คือการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก เราควรรักลูกแบบไหน?
ลองถามตัวเองดูว่าเรากำลังยื่นขนมปัง “ชิ้นที่สาม” ที่เต็มไปด้วยยาพิษให้ลูกหรือเปล่า

ที่มา http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=28850.0

เรื่องเล่าของลูกผู้ชายชาวจีนคนหนึ่ง


เรื่องเล่าของลูกผู้ชายชาวจีนคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อเติบโตขึ้นต้องมีภารกิจเดินทาง และตั้งถิ่นฐานอยู่ไกลจากพ่อแม่ แต่ก็มักติดต่อพูดคุยทางโทรศัพท์กับแม่อยู่เสมอ…

แม่มักจะบอกเขาว่า “ไม่ต้องห่วงแม่” ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ เพราะจะสิ้นเปลืองเงินทอง…ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำๆซากๆ เขารู้ดีว่า แม่เริ่มคิดถึงเขามาก

จนกระทั่งปีนึง ที่แม่มีอายุครบ 75 เขาจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่ โดยตั้งใจว่าจะอยู่ด้วยสัก 1 เดือน ขอเป็นเพื่อนแม่เพียงอย่างเดียว

พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ แม้จะมีเวลาอีกตั้ง 2 เดือนเศษ แม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูกแม่ดึงเอาสมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องตระเตรียม แม่เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ รื้อเอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่…สำหรับคนอายุ 75 เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย…

พอลูกกลับถึงบ้าน ตอนอยู่บนเครื่องบิน เคยตั้งใจว่าจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้งแต่พอมาเห็นแม่ แม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผอมแห้ง หน้าตาเหี่ยวย่น ช่างไม่เหมือนแม่ คนก่อนหน้านี้เลย…

แม่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงเตรียมอาหารที่ลูกเคยชอบ โดยที่หาทราบไม่ว่า ลูกไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้นแล้ว และเพราะแม่ตาไม่ค่อยดี รสชาติอาหารจึงแย่มากๆ บางจานก็เค็มจัด บางจานก็จืดสนิท ผ้าห่มที่แม่อุตส่าห์เตรียมให้ ทั้งหนาทั้งหยาบ ไม่สบายกายเลย…แม่หารู้ไม่ว่า เดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์ และใช้ผ้าห่มขนแกะแล้ว แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อแม่จริงๆ

สองสามวันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ จนไม่มีเวลาพักผ่อน พอเริ่มได้พัก แม่ก็เริ่มพูดมาก สอนโน่นสอนนี่ พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น 10 กว่าปีก่อนก็เคยพูดแล้ว พอลูกบอกให้ฟังว่า ปรัชญาเหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้วแม่ก็เริ่มนิ่งเงียบและเศร้าซึม

“เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ผมพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง โดยเฉพาะสายตา อาหารบางจานมีแมลงวันด้วย บางทีอาหารหกบนเตา แม่ก็เก็บใส่จานตามเดิม ครั้นผมพยายามชวนแม่ไปกินนอกบ้าน แม่ก็บอกอาหารข้างนอกไม่สะอาด ของแปลกปลอมเยอะ เมื่อผมบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคน แม่ก็โวยวายว่าแม่เองยังสามารถทำงานเลี้ยงดูเด็กให้ผู้อื่นได้เลย ผมเลยพูดไม่ออกพอผมจะออกไปช้อปปิ้ง แม่ก็จะตามไปด้วย ทำเอาวันนั้นทั้งวัน พวกเราไม่ได้ไปช้อปปิ้งเลย…”

“พอพวกเราเริ่มคุยกันในเรื่องทันสมัย แม่ก็จะหาว่าพวกเราเพี้ยน ผมก็เริ่มบอกแม่อย่างไม่ค่อยเกรงใจว่า แม่ นี่มันสมัยใหม่แล้ว แม่ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆบ้าง… ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่ ผมเริ่มขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้นแต่เราไม่เคยทะเลาะกันนะ พอผมขัดแม่ แม่ก็หยุดกึกลง ไม่พูดไม่จา ในตามีแววเหม่อลอย –โลกซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ”

“ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับ แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมาในนั้นเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัดเก็บไว้ในช่วงที่ผมไปอยู่เมืองนอก แม่เริ่มสนใจข่าวต่างประเทศเมื่อผมเดินทางไปนอก ทุกครั้งที่มีข่าวตึงเครียดในประเทศนั้นๆ แม่จะตัดข่าวเก็บไว้ ตั้งใจจะมอบให้ผมตอนที่ผมกลับมา แม่พูดอยู่เสมอว่า อยู่นอกบ้านนอกเมืองต้องระวังตัวให้มากๆ ครั้งหนึ่งมีเรื่องคนญี่ปุ่นต่อต้านและข่มเหงคนจีน มีการปะทะกันด้วย แม่เป็นห่วงมาก ถามเพื่อนบ้านว่าจะส่งข่าวไปเตือนผมที่ญี่ปุ่นได้อย่างไรตอนนั้นผมสอนอยู่ที่ญี่ปุ่น”

แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบากวางใส่ในมือผมเหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง มันหนักมาก ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจเพราะผมไม่อยากนำกลับไป มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้วผมรู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความยากลำบาก แม่สายตาไม่ค่อยดี ต้องใช้แว่นขยาย อ่านได้วันละ 2 หน้าก็เก่งแล้ว นี่ยังตัดเก็บได้ขนาดนี้ ทันใดนั้นมีข่าวแผ่นหนึ่งปลิวหลุดลงมา แม่รีบเอื้อมไปหยิบแต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม แม่กลับพับเก็บไว้ในกระเป๋าของตัวเอง

ผมรู้สึกเอะใจ เลยถามว่า “แม่ นั่นกระดาษอะไร ขอผมดูหน่อยนะ”แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงล้วงออกมาวางบนข่าวปึกนั้นแล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที

ผมหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู มันเป็นบทความบทหนึ่ง ชื่อว่า “เมื่อฉันแก่ตัวลง” ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2004 เป็นช่วงที่ผมเริ่มเถียงกับแม่ถี่มากขึ้นทุกทีบทความนั้นคัดมาจากนิตยสารฉบับหนึ่งของเม็กซิโก ฉบับเดือนพฤศจิกายน ผมอ่านบทความนั้นทันที ….

เมื่อฉันแก่ตัวลง…..ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น ขอโปรดเข้าใจฉัน มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด ถ้าฉันทำน้ำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง….ถ้าฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า ขอให้คิดถึงตอนเธอเด็กๆ…ที่ฉันสอนเธอหัดทำทุกอย่าง ถ้าฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆที่เธอรู้สึกเบื่อ….ขอให้อดทนสักนิด อย่าเพิ่งขัดฉัน ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆซากๆ จนเธอหลับเลย

ถ้าฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลยนะ ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆได้ไหม ฉันต้องทั้งกอดทั้งปลอบเพื่อให้….เธอยอมอาบน้ำ ถ้าฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆโปรดอย่าหัวเราะเยาะฉัน…. จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทนตอบคำถาม“ทำไม ทำไม”ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม ถ้าฉันเหนื่อยล้าจนเดินต่อไม่ไหวขอ….จงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน เหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดินในตอนที่เธอยังเล็กๆ

หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่โปรดให้เวลาฉันคิดสักนิด ที่จริงสำหรับฉันแล้ว…..กำลังพูดเรื่องอะไรไม่สำคัญหรอกขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน……ฉันก็พอใจแล้ว ตอนนี้ถ้าเธอเห็นฉันแก่ตัวลง…ไม่ต้องเสียใจ…ขอให้เข้าใจฉัน….สนับสนุนฉัน ให้เหมือนตอนที่ฉันสนับสนุนเธอตอนเธอเพิ่งเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ในตอนนั้น….ฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต ตอนนี้….ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉันเดินไปให้สุดเส้นทางของชีวิต…… โปรด….ให้ความรักและความอดทนต่อ….ฉัน

ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ…. ในแววตาอันฝ้าฟางของฉัน….มีแต่ความรักอันหาที่สิ้นสุดมิได้ ของฉันที่มีให้กับ……….เธอ

ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที…. เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ตอนนั้นแม่เดินออกมา ผมแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนแรกแม่คงอยากให้ผมได้อ่านบทความนี้หลังจากผมกลับไปแล้วจึงคะยั้นคะยอให้ผมนำข่าวปึกนั้นกลับไป ตอนผมจัดกระเป๋าเดินทาง ผมต้องสละไม่เอาสูทกลับไป 1 ตัว จึงยัดเก็บปึกข่าวเหล่านั้นเข้าไปได้รู้สึกแม่จะดีใจมากเหมือนกับว่า

หนังสือพิมพ์เหล่านั้นเป็นยันต์โชคลาภสำหรับผมและเหมือนกับว่าการที่ผมยอมรับหนังสือพิมพ์เหล่านั้น ผมได้กลับมาเป็นเด็กดีของแม่อีกครั้งหนึ่งแม่ตามมาส่งผมจนถึงรถแท็กซี่เลยที่เดียว หนังสือพิมพ์ที่ผมนำกลับมาเหล่านั้น ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรเลย แต่บทความ“เมื่อฉันแก่ตัวลง” บทนั้น ผมได้ตัดเก็บไว้ในกรอบ เอาไว้ข้างตัวฉันตลอดไป

ตอนนี้ ผมขออุทิศบทความนี้ให้กับลูกๆทั้งที่พเนจรและไม่ได้พเนจรทั้งหลาย…ถ้ามีเวลาว่างก็แวะไปหาท่าน หรือไม่ก็โทรไปหาท่านบ้าง บอกท่านว่าคุณอยากกินอาหารที่ท่านทำเสมอ….ท่านไม่ได้ต้องการอะไรจากเรามากไปกว่าแค่ได้รับรู้ว่าเราสุขสบายดี..ถ้าหากเราไม่สามารถไปเยี่ยมท่านได้….ตอนคุยโทรศัพท์กับท่าน…โปรดยิ้มให้กว้างๆและยิ้มบ่อยๆ…แม้ท่านจะมองไม่เห็น..แต่ท่านจะรู้สึกได้……

ที่มา http://www.oknation.net/blog/print.php?id=149895

ลำบากกว่าเรายังมีอีกเยอะ – เรื่องเล่าสร้างกำลังใจ


ee94e0bac243a4d5f8afcb16e103feae_1329720916

…….

หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีโจร ชื่อ “เสือไบ”

เสือไบ เป็นโจรที่มีคุณธรรม ปล้นทรัพย์สินคนรวย มาช่วยคนยากจน

..

แต่เนื่องจากเป็นคนดุดัน พูดจริงทำจริง คำไหนคำนั้น

จึงเป็นทั้งที่รักเคารพและเกรงกลัวของคนในหมู่บ้าน

วันหนึ่ง เป็นวันเกิดของเสือไบ ชาวบ้านจะจัดงานเลี้ยงฉลองให้

เสือไบ จึงประกาศบอกเพื่อนบ้านว่า

“ให้มาอวยพรวันเกิดมือเปล่าก็พอ ห้ามนำอะไรติดไม้ติดมือมาให้เด็ดขาด”

(เสือไบ กลัวเพื่อนบ้านจะลำบาก และ เสียค่าใช้จ่ายเกินเหตุ)

พอถึงวันงาน ทิดมี ก็คิดว่า

“ถ้าไม่มีอะไรติดไม้ติดมือไปเลยจะน่าเกลียด”

ว่าแล้ว ทิดมี จึงหิ้วมังคุด ไปฝากเสือไบ หนึ่ง กิโล

เมื่อไปถึงงาน เสือไบเห็นทิดมี เอามังคุดมาให้ ก็โกรธมาก

ที่ทิดมีไม่เชื่อในคำสั่งของตน

เสือไบจึงสั่งให้ลูกน้อง นำมังคุดให้ทิดมีกิน โดยไม่ต้องปอกเปลือก

ทิดมีตกใจ …อ้อนวอนเสือไบ แต่ก็ไม่เป็นผล

ทิดมีจึงจำต้องกินมังคุดทั้งเปลือก อย่างทุกข์ระทมที่สุด

เมื่อกินหมดลูกแรก เสือไบก็สั่งให้กินลูกที่สอง และสาม

ทิดมี ขอร้องอ้อนวอน เสือไบ มากกว่าเดิมอีก

เพราะลำพังกินลูกเดียวก็จะแย่อยู่แล้ว จะกินต่อยังงัยไหว

แต่ก็ไม่เป็นผล ทิดมีจึงกินมังคุดลูกที่สองและสามจนหมด

เสือไบสั่งให้กินลูกที่ สี่ และห้า อีก ….แต่คราวนี้

ทิดมีกลับไม่ขอร้องอ้อนวอนเสือไบ อีกแล้ว

แต่กลับมีรอยยิ้มและแถมยังหัวเราะอย่างมีความสุขเสียอีก

…..

…..

ทุกคนก็เลยสงสัยว่า มันอร่อยตรงไหน ไอ้เปลือกมังคุดเนี่ย

เสือไบ “หัวเราะอะไร ….ไอ้ทิดมี”

ทิดมี “เปล่าหรอกครับ เพียงแต่ตอนที่ข้าหิ้วมังคุดมา

พอดีสวนทางกับทิดมา เห็นมันถือทุเรียนมาสองลูก

บอกว่าจะนำมาฝากท่านเสือไบ”

(ทิดมี คิดว่าหากทิดมาได้กินทุเรียนทั้งเปลือกจะเป็นอย่างไร …555)

ในยามที่เราตกที่นั่งลำบากหรือท้อแท้สุดๆ

..

ให้นึกถึงคนที่ยากลำบากกว่าเรา (ซึ่งในโลกนี้ยังมีอีกเยอะ)

แล้วจะทำให้เรายิ้มสู้ขึ้นมาได้

เหมือนทิดมี ที่เมื่อคิดถึงทิดมา แล้วรู้ว่า

ทิดมาตกที่นั่งลำบากกว่าเราแน่ จึงยิ้มสู้ต่อไปได้

เพราะยังมีคนที่ลำบากบนเส้นทางเดียวกันเป็นเพื่อนเราอยู่

หรือบางคน…อาจลำบากกว่าเราหลายเท่าด้วยซ้ำไป……

 

ที่มา http://www.oknation.net/blog/kritwat/2009/11/06/entry-1

สุดเศร้า! ปอหญิง ภรรยานักบิน ฮ.ตก ที่พะเยา โพสต์สูญเสียลูกในท้องแล้ว


PilotPorS-vert-horz2

สุดเศร้า! ปอหญิง ภรรยานักบิน ฮ.ตก ที่พะเยา โพสต์สูญเสียลูกในท้องแล้ว

ต้องใช้เวลานานเท่าไรในการทำใจ.. หากต้องสูญเสียที่เรารักและรักเรามากที่สุดไปตลอดกาล
คงมีใครหลายคนยังคงจำกันได้ กับเรื่องราวปาฏิหาริย์รัก จากภรรยานายทหารหาญ ผู้เสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ของคณะรองแม่ทัพภาคที่ 3 ตกที่ จ.พะเยา ที่ต้องสูญเสียสามีผู้เป็นที่รักไปทั้งที่เพิ่งแต่งงานกันได้เพียง 8 เดือน และยิ่งไปกว่านั้นคือเธอเพิ่งจะทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์ โดยที่สามียังไม่รู้ด้วยซ้ำ

ล่าสุด (7 มีนาคม 2558) คุณพิรชา ช่างสลัก หรือ ปอ หญิง ได้โพสข้อความเสียใจ ว่าได้สูญเสียลูกน้อยในครรภ์ไปเสียแล้ว เพราะมีเลือดออกมากเกินไป เกินกว่าสิบวันแล้ว ทางแพทย์ ผู้ดูแล ระบุว่าหากปล่อยให้เลือดไหลไม่หยุด จะเสียเลือด ติดเชื้อ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งหลังจากนั้นก้มีผู้ใช้เฟชบุค จำนวนมากเข้ามาโพสให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก

ขอแสดงความเสียใจมา ณ ที่นี้ ด้วยนะคะ

new13-9-7315

ข้อความทั้งหมดที่ คุณพิรชา ช่างสลัก (ปอ) โพส

” จากที่หลายท่าน สอบถามมาด้วยความปรารถนาดี ความห่วงใย ปอขออนุญาตแจ้งครั้งนี้เพียงครั้งเดียวนะคะ ปอแท้งลูกแล้วนะคะ เพราะมีเลือดออกมากเกินไป เกินกว่าสิบวัน จนซีดหน้ามืด

คุณหมอแจ้งว่า น้องไม่อยู่แล้ว หากปล่อยให้เลือดไหลไม่หยุดแบบนี้ ไปนานๆ จะเสียเลือด ติดเชื้อ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ต้องขูดมดลูกเพื่อให้เลือดหยุดไหล และส่งชิ้นเนื้อไปตรวจ

ปอไม่มีทางเลือก ไม่เหลือทางเลือกใดให้ปอทั้งนั้น ปอพยายามอย่างที่สุดที่จะรักษาลูกไว้ หากแลกชีวิตได้ ก็จะให้ชีวิตกับลูกแทน ให้ลูกได้อยู่ ได้เติบโต

ลูกไปอยู่กับปอชายแล้ว รอวันที่เราจะกลับมาเป็นครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง ตอนนี้ รอ ” แม่ปอ” คนเดียว รอปอทำหน้าที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว รอรับปอไปอยู่ด้วยกัน

และถ้าจะมีใครต้องเสียใจ ปอขอบอกให้ทราบว่า ปอเสียใจมากกว่าหลายเท่านัก กับการสูญเสียในชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปอไม่มีทางเลือกอื่นใดในชีวิตเลย

นอกจาก ” หายใจเข้าไว้ ”
เพราะถ้าคิดสั้น ตัดช่องน้อยฆ่าตัวตายตามไป ก็ไม่มีทางได้เจอปอชายและลูก จะยิ่งเสียใจกันไปไม่รู้จบสิ้น

ถ้าเป็นไปได้ ปอขออธิษฐานให้ ปออย่าต้องมาร้องไห้เสียใจกับการจากไปของคนที่ปอรักอีกเลย

สิ่งที่หล่อเลี้ยงให้ปอหายใจได้ ทุกวันนี้คือ ปอต้องการอยากทำความฝันของปอชาย ของเราสองคนที่เราฝันร่วมกันไว้ให้สำเร็จ มีร้านกาแฟเล็กๆในสวน ปอได้ทำหน้าที่ เมีย ของปอชาย รวมของรักของเค้า ที่เค้าสะสม เครื่องดนตรีทุกชิ้น กีต้าร์ กอล์ฟ ทุกอย่างที่เค้ารัก ที่เราสองคนสร้างและหากันมาเก็บให้มันเรียบร้อย ได้เป็นคนถ่ายทอดเรื่องราวความดีของปอชายให้คนอื่นฟัง ให้คนรักกันมากขึ้น ดีต่อกันมากขึ้น ในขณะที่อยู่ด้วยกัน

….. วันแห่งการจากลามาถึงทุกคู่ วันนั้นจะได้ไม่มีอะไรให้เสียดาย ต้องมาขอโทษกัน

ปอและปอชาย ไม่มีอะไรต้องเสียดาย ปอจะรักปอชายไปจนกว่า ลมหายใจสุดท้ายของปอจะมาถึง วันนั้นคงเป็นวันปอมีความสุขมาก เพราะการรอคอยปอชายสิ้นสุดแล้ว

ลูกจ๋า ภพชาติหน้า หนูพร้อม ป๊าปอพร้อม แม่ปอพร้อม หนูมาเกิดใหม่นะลูก เป็นลูกของป๊าปอกับแม่ มาในวันที่เราอยู่ด้วยกันครบสามคนนะลูกนะ ตอนนี้ แม่ก็รอ รอไปเจอป๊ากับหนู

จากนี้แม่ต้องรอจนตาย
แต่แม่รอได้ ถ้ารอป๊าของหนู

ปอขอความกรุณาจากทุกท่านที่ติดตามปอ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม ขอความกรุณาอย่าตอกย้ำ อย่าถามถึง อย่าพูดถึง อย่าบอกอีกเลย ว่า ปอยังมีลูกอยู่นะ

ชีวิตปอหมดแล้วคะ

ปออยู่ เพื่อเป้าหมาย คือ สานฝันให้ปอชาย ทำให้มันสำเร็จ ให้มันจบ เพราะปอไม่มีทางเลือกอื่น นอกจาก ต้องอยู่

หน้าที่ของปอ ตอนนี้ คือ หน้าที่ของ ลูก ต่อพ่อแม่ และ เมีย ของปอชายเพียงแค่นั้นคะ

ชาตินี้ ปอไม่โชคดีที่จะมีโอกาสได้สัมผัสกับ คำว่า ” แม่ ” อีกแล้ว

ขอร้องนะคะ เมตตากันบ้าง อย่าตอกย้ำปอเรื่องลูกอีกเลย ให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะคะ

ขอบพระคุณทุกๆท่านมากๆคะ ที่เข้าใจ ”

PilotPorS-vert-horz

new13-7315

new13-2-7315

new13-4-7315

new13-5-7315

new13-3-7315

new13-6-7315

เรื่องราวความรักของ ปอหญิงและปอชาย จากครอบครัวช่างสลัก
ที่อยู่ในความทรงจำของเพื่อนๆในโลกออนไลน์

ไว้อาลัยแด่ ร.อ.วรพงษ์ ช่างสลัก

 

ที่มา : news.tlcthai.com

“ไวโอเล็ต” นางฟ้าตัวน้อย ผู้พลิกชะตาแห่งฝันอันโชคร้าย


 

"ไวโอเล็ต" นางฟ้าตัวน้อย ผู้พลิกชะตาแห่งฝันอันโชคร้าย

“ไวโอเล็ต” นางฟ้าตัวน้อย ผู้พลิกชะตาแห่งฝันอันโชคร้าย

 

ไวโอเล็ต นางฟ้าน้อย ผู้พลิกชะตาแห่งฝันร้ายให้มีแต่รอยยิ้มและความสุข ถึงแม้ว่าเธอจะไร้มือข้างซ้ายก็ตาม หนู น้อยไวโอเล็ตเป็นลูกสาวของคุณแม่ฮอลลี่ ผู้ที่ถ่ายภาพนี้นั่นเอง จากประเทศนิวซีแลนด์ โดยสาเหตุที่ลูกสาวของเธอมีข้อบกพร่องแต่กำเนิดนั่นก็เพราะเจ้าโรค symbrachydactyly โรคนี้จะทำให้แขนซ้ายของไวโอเล็ตค่อนข้างสั้น และยังต้องทนทุกข์ทรมานจากโรค Hirschsprung อีก ด้วย ตั้งแต่หนูน้อยอายุได้ 2 เดือนครึ่งต้องได้รับการผ่าตัดอย่างจริงจังจนเกือบเสียชีวิตมาแล้ว และด้วยความกลัวว่าจะเสียลูกสาวไปนี่เองจึงทำให้ คุณแม่ ฮอลลี่ มีแรงบันดาลใจอยากจะถ่ายภาพลูกสาวเก็บไว้ จนทำให้คุณแม่กลายมาเป็นช่างภาพจำเป็นคอยถ่ายรูป ไวโอเล็ต ลูกสาวที่มีค่าสำหรับเธอเรื่อยมา…….

 

"ไวโอเล็ต" นางฟ้าตัวน้อย ผู้พลิกชะตาแห่งฝันอันโชคร้าย

“ไวโอเล็ต” นางฟ้าตัวน้อย ผู้พลิกชะตาแห่งฝันอันโชคร้าย

 

"ไวโอเล็ต" นางฟ้าตัวน้อย ผู้พลิกชะตาแห่งฝันอันโชคร้าย

“ไวโอเล็ต” นางฟ้าตัวน้อย ผู้พลิกชะตาแห่งฝันอันโชคร้าย

 

"ไวโอเล็ต" นางฟ้าตัวน้อย ผู้พลิกชะตาแห่งฝันอันโชคร้าย

“ไวโอเล็ต” นางฟ้าตัวน้อย ผู้พลิกชะตาแห่งฝันอันโชคร้าย

 

"ไวโอเล็ต" นางฟ้าตัวน้อย ผู้พลิกชะตาแห่งฝันอันโชคร้าย

“ไวโอเล็ต” นางฟ้าตัวน้อย ผู้พลิกชะตาแห่งฝันอันโชคร้าย