เมนูไข่ไข่ 4 เมนู จากไมโครเวฟ (ง่ายๆฉบับเด็กหอก็ทำได้ ถ้ามีไมโครเวฟ)


จากบทความครั้งที่แล้ว ที่พูดกันถึง เมนูชีส.. ใครยังไม่เคยอ่าน คลิ้กกกกกก

ได้รับเสียงตอบรับอย่างท่วมท้น !! วันนี้ น้องหมูหัน Moohundesign จึงแวะมาอัพเดตเรื่องใหม่ๆให้ได้อ่านกันอีก

มาครั้งนี้ เด็ดเหมือนเคยแน่นอน เพราะ เรานำเมนูที่ทำง่ายมากกกก แค่มีไมโครเวฟ และ ไข่

รอบนี้จะเขียนกันได้กี่เมนู ต้องคอยติดตามดู 55555+ (จำได้ว่าครั้งที่แล้วกะจะทำสัก 10 ทำไปทำมาเหลือ 4 ซะงั้น > < )

เมนูที่ 1 ไข่ดาวน้ำ หรือ ไข่ดาวไมโครเวฟ – Fried Egg

รูปภาพ : http://goo.gl/YcYIxa

รูปภาพ : http://goo.gl/YcYIxa

รูปภาพ : http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2011/08/D10913393/D10913393.html

เมนูแรก เป็นเมนูสุดง่าย แถมยังไม่มีไขมันส่วนเกิน (แต่คอเรสเตอรอลเท่าเดิม) เนื่องจากว่าไม่ใช่น้ำมันหรือเนยแต่อย่างใด

ที่เราต้องใช้ มีเพียง ไข่ไก่ (หรือจะไข่อย่างอื่นก็ได้) และ น้ำเปล่า เท่านั้น

ส่วนประกอบ

1.) ไข่ไก่ (หรือไข่อย่างอื่น ตามชอบ)

2.) น้ำเปล่า

วิธีทำ (อธิบายแบบง่ายๆ ส่วนเรื่องสัดส่วนรบกวนหาตามเว็บสอนทำอาหารทั่วไปได้เลยนะคะ)  (มีคลิปด้วยแหละ)

ตอกไข่ใส่ถ้วยหรือชามก้นลึก (ควรเลือกถ้วยหรือชามที่เข้าไมโครเวฟได้นะคะ) ไข่จะออกมาเป็นทรงของก้นชามค่ะ

เติมน้ำเปล่าลงไปพอประมาณ กะให้ไข่ลอยพ้นจากก้นชาม (2-3 ช้อนโต๊ะ) ใช้ส้อมจิ้มไข่แดงสัก 2-3 ครั้ง กันไข่ระเบิด

นำเอาฝาหรือชามมาครอบ.. จะทำให้ไข่สุกไวและสุกทั่วกันค่ะ รวมทั้งยังป้องกันไข่ระเบิดเลอะไมโครเวฟด้วยค่ะ

จากนั้นนำเข้าไมโครเวฟค่ะ ตั้งไฟปานกลาง (800 W)

เปิดเริ่มแรก 30- 40 วินาที นำออกมาเช็คดู หากต้องการสุกกว่านี้ให้เวฟอีกครั้ง เพิ่มอีก 10 วินาที จนได้ตามที่ต้องการ

ไข่ที่ได้ จะออกมาเหมือนกับที่ร้านอาหารส่วนใหญ่ทำ เราสามารถนำเอาไข่ดาวน้ำไปรับประทานคู่กับอาหารจานหลักได้

ไม่ว่าจะเป็นข้าว มาม่า โจ๊ก ก๋วยเตี๋ยว สลัด หรือว่าจะใส่ใน ขนมปัง หรือจะทำเป็นแซนด์วิชทาน ก็สามารถทำได้ง่ายๆ

 

ใครไม่เข้าใจ ลองเข้าไปชมได้ตามคลิปด้านล่างเลยนะคะ

**แถมท้ายอีกนิด**

สำหรับผู้ที่กลัวว่าทานไข่ทุกวันจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย น้องหมูหันมีความรู้มาฝากกันค่ะ

อ้างอิงข้อมูลจาก : http://pirun.ku.ac.th/

กินไข่ไม่ทำให้อ้วน
จากการติดตามศึกษากลุ่มคนที่รับประทานอาหารเช้าเป็นไข่เทียบกับกลุ่มที่ทานซีเรียลและขนมปัง เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่กินไข่เป็นอาหารเช้าจะมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยต่ำกว่าอีกกลุ่ม เป็นเพราะโปรตีนจากไข่ร่างกายจะค่อย ๆ ย่อยเป็นพลังงานอย่างช้า ๆ ไม่เหมือนกับการกินคาร์โบไฮเดรตหรือไขมันที่จะย่อยเร็วกว่า จึงทำให้หิวเร็วกว่าและทานซ้ำมากกว่า

แม้ว่าไข่จะมีโคเลสเตอรอลสูงถึง 200 มิลลิกรัมซึ่งสมาคมโรคหัวใจของอเมริกา (American Heart Association) ได้ให้ข้อกำหนดว่าเราควรกินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ทำการศึกษาว่าการกินไข่มากกว่าวันละฟองไม่ทำให้ความเสี่ยงของโรคหัวใจเพิ่มขึ้น แต่การปฏิเสธไม่กินไข่เลยหรือเลือกกินเฉพาะไข่ขาวไม่ใช่เรื่องที่ควรทำเพราะร่างกายหากได้โคเลสเตอรอลไม่เพียงพอร่างกายเราก็จะพยายามผลิตออกมาเอง ซึ่งอาจจะมากกว่าการกินเข้าไป

การกินแบบพอดี ไข่วันละฟองหรือสัปดาห์หนึ่ง 3-4 ฟอง ไม่ก่อปัญหาให้มากแต่ที่เป็นปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการได้ไขมันส่วนเกินจากเครื่องเคียงเสียมากกว่า เช่น ไส้กรอกทอดที่อุดมด้วยน้ำมันทั้งนอกและใน ไข่เจียวอมน้ำมัน หรือขนมปังทาเนยจริงหรือเทียม ล้วนเป็นตัวสร้างปัญหาให้มากกว่าตัวไข่เอง

กินไข่ต้มรับรองว่าคุณได้สารอาหารที่ครบคุณค่าและปลอดภัยจากไขมันที่มาจากการปรุง สำหรับผู้ใหญ่ที่มีปัญหาสุขภาพก็ควรระมัดระวัง แต่สำหรับเด็ก ๆ ไข่คืออาหารที่วิเศษที่คุ้มค่าราคาเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ

4เหตุผลควรทานไข่เป็นอาหารเช้า

4เหตุผลควรทานไข่เป็นอาหารเช้า

รูปภาพ : เครดิตตามรูป

 

เมนูที่ 2 ไข่ตุ๋นไมโครเวฟ เนื้อเนียนนุ่มสุดอร่อย – Thai Steamed Eggs

รูปภาพ : http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2011/08/D10940148/D10940148.html

จะมีอะไรง่ายไปกว่าเมนูนี้อีกมั๊ย.. เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดี ปรับสูตรได้ตามใจ ตามความชอบ

ให้เด็กรับประทานก็ทำสูตรเนื้อเนียนๆ ใส่ผักสีๆเพิ่มวิตามิน อาจมีการใส่เนื้อสัตว์ เช่น หมู หรือ ปูอัด ทำให้ดูน่าทานยิ่งขึ้น

หากทำให้ผู้ใหญ่รับประทาน หรือทำทานเอง ก็ทำสูตรฮาร์คคอร์ขึ้นมาอีกนิด เพิ่ม เติม แต่ง ได้ตามใจ

อยากได้รสชาติแบบไหนก็ปรุงเพิ่มได้เลย.. ทานกับข้าวสวยร้อนๆก็อร่อยไม่น้อย

 

ส่วนประกอบ

รูปภาพ : http://goo.gl/xgncYR

1.) ไข่ไก่ (หรือไข่อย่างอื่น ตามชอบ)

2.) น้ำเปล่า

3.) เครื่องปรุงรส (โชยุ, ซีอิ๊ว, น้ำปลา, เกลือ, พริกไทย, ผงปรุงรสอื่นๆ ตามแต่ชอบ)

4.) ผัก ตามชอบ (ที่นิยมจะมี แครอท เห็ดหอม ต้นหอม เป็นต้น)

5.) เนื้อสัตว์ ตามชอบ (แนะนำให้ลวกเนื้อสัตว์ให้สุกก่อนจะดีกว่า)

วิธีทำ (อธิบายแบบง่ายๆ ส่วนเรื่องสัดส่วนรบกวนหาตามเว็บสอนทำอาหารทั่วไปได้เลยนะคะ)

ทริคเด็ดๆของสูตรไข่ตุ๋นเนื้อเนียนนุ่ม น่าจะเป็นขั้นตอนของการตีไข่

เริ่มต้นการทำ ตอกไข่ใส่ถ้วย เลือกถ้วยที่มีขนาดพอเหมาะ และสามารถใช้กับไมโครเวฟได้

เริ่มใส่ผงปรุงรส ทริคเล็กน้อย หากต้องการให้ไข่มีสีขาวนวลสวย ควรใช้แค่เกลือและพริกไทย ไม่แนะนำให้ใช้ซีอิ๊วหรือซอสที่มีสีดำ

เพิ่มนมสดจืดเข้าไปเล็กน้อย (ให้มีรสชาติมัน) คนให้ทุกอย่างเข้ากัน ขั้นตอนนี้ตีไข่ได้ แต่ต้องเบามือหน่อย พยายามอย่าให้เกิดฟอง

เมื่อตีทุกอย่างจนเนียนเข้ากันแล้ว หากเกิดฟอง ให้พยายามช้อนเอาฟองออกให้หมด ไม่ก็ใช้ที่กรองกรองเอาฟองออกอีก 1 รอบ ก็ได้

ใส่น้ำต้มสุกลงไป (หรือจะเป็นน้ำธรรมดาก็ได้) กะปริมาณให้สัดส่วนเป็น ไข่ 1 ต่อ น้ำ 1.5 (น้ำมากกว่าไข่ ไม่เกิน 2เท่าของปริมาณไข่)

คนให้เข้ากันอีกครั้ง เสร็จเรียบร้อย หากมีเนื้อสัตว์หรือส่วนผสมอื่น ใส่ขั้นตอนนี้เลยค่ะ ปิดฝาจากนั้นนำเข้าไมโครเวฟ

ปล. ขั้นตอนการใส่ส่วนผสม และ ส่วนผสม แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล และ ความถนัดในการทำนะคะ อาจใส่น้ำก่อนหรือหลังก็ได้ค่ะ มีผลแค่จะทำให้ตีไข่ยากขึ้น หมูหันแนะนำให้ตีไข่และเครื่องปรุงก่อน จึงใส่น้ำขั้นตอนสุดท้ายค่ะ

อาจดัดแปลงสูตรด้วยการลดน้ำ เพิ่มนมสดจืด หรือ ไม่ใช้น้ำเปล่า แต่ใช้นมสดจืดอย่างเดียวก็ได้นะคะ (อาจต้องปรับสูตรเล็กน้อย)

** กำลังไฟ และ ความแรงของไฟ แล้วแต่ปริมาณของไข่ที่เราทำ ลักษณะของภาชนะที่เราใส่ และ เตาอบไมโครเวฟด้วยค่ะ

ทริคอีกนิดเพื่อให้ไข่ตุ๋นหน้าเนียนสุดกำลัง.. ให้ใช้ไฟต่ำสุดค่ะ หากใช้ไฟแรงจะทำให้เกิดฟองอากาศที่หน้า ทำให้หน้าไข่ตุ๋นไม่สวยค่ะ

ทริคที่ 2 เพื่อทำให้ไข่น่ารับประทานมากขึ้น ให้ทำการอบ 5 ครั้ง ครั้งละ 3 นาทีี พัก 1 นาที เพื่อที่ไข่จะได้ไม่โดนความร้อนมากเกินไป รวมทั้งสิ้น 15 นาทีค่ะ

ไข่ตุ๋น สูตรหน้าเนียน จากบล็อก คุณ EskimoPie

รูปภาพและข้อมูล : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=baan-nana&month=09-2012&date=01&group=3&gblog=14

เมนูที่ 3 ไข่คนสูตรไมโครเวฟ – Microwave Scrambled Egg

รูปภาพ : http://goo.gl/W2ODur

รูปภาพ : http://chefsunter.blogspot.com/2012/12/scramble-egg.html

ไข่อะไรเอ่ยยย ดูเละเทะ ไม่น่าทาน แต่รสชาติอร่อยสุดยอดดด!!

เฉลย.. นั่นคือ ไข่คน นั่นเอง !!  อยากรู้มั๊ยคะ ว่าไข่คนมีวิธีทำอย่างไร ถ้าน้องหมูหันจะบอกว่า ก็เอาไข่มา คน คน คน ไงล่ะ จะโดนมั๊ยนิ > <

เอาเป็นว่า ถ้าอยากรู้ส่วนผสมและวิธีทำ เลื่อนลงไปอ่านด้านล่างได้เลยจ้าาาา..

ส่วนประกอบ

1.) ไข่ไก่ (หรือไข่อย่างอื่นตามชอบ กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็ทิ้ง 55)

2.) นมสด(จืด)

3.) ผงปรุงรส (แนะนำ เกลือป่น และ พริกไทย เพื่อรสชาติและกลิ่นที่ออกไปทางยุโรป ใครไม่คุ้นอยากไปทางญี่ปุ่นหรือกลับมาไทย ก็เปลี่ยนเป็นโชยุหรือซีอิ๊วขาว ตามสะดวกจ้าาาาา)

4.) เนยสดจืดทำให้ละลาย (บางท่านชอบน้ำมันพืช หรือ มีแต่น้ำมันพืชก็แทนได้นะ แต่ความหอมจะต่างกันจ้ะ)

5.) เนื้อสัตว์ ไส้กรอก แฮม ผักสด ตามใจชอบ.. มีอะไรก็ใส่ลงไป กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็ทิ้ง 555

วิธีทำ (อธิบายแบบง่ายๆ ส่วนเรื่องสัดส่วนรบกวนหาตามเว็บสอนทำอาหารทั่วไปได้เลยนะคะ)

ทาเนยสด(ละลาย)ลงบนชามที่ใช้ใส่ไข่บางๆ

ตอกไข่ใส่ลงไป ตีให้เข้ากัน เหมือนทำไข่เจียว ฟองมาก ฟองน้อย ไม่เป็นไร ตีไปเถอะ.. ยิ่งเนียนยิ่งดี

ปรุงรส.. ใส่เนื้อสัตว์หรือผักที่มีลงไป ตีๆๆๆ คนๆๆๆ เข้ากันรึยัง ? ถ้าเข้ากันแล้วก็กินได้ !! … เอ๊ยยย นำเข้าไมโครเวฟได้

ลืมอะไรรึเปล่า ? คิดให้ดีๆ ใส่ไข่แล้ว ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทยแล้ว เนื้อสัตว์แล้ว แฮมแล้ว ผักแล้ว.. อ้อ อย่าลืมนมสด(จืด)ด้วยนะ ใส่ไปประมาณ 3 ช้อนชา (ต่อ ไข่ 2 ใบ) หรือตามแต่ชอบ ชอบมันๆก็ใส่เยอะ แต่อย่าเยอะมาก เดี๋ยวไข่จะไม่แข็ง

**แอบกระซิบว่า ถ้ามีชีสสสส (พาร์มีซานชีสขูด) ใส่ไปด้วยจะได้อารมณ์ยุโรปม๊ากมากกก**

โอเค เรียบร้อยแล้ว เข้าไมโครเวฟได้เลย

ตั้งไฟปานกลางละกัน 800 วัตต์ อบไป 1 นาที (รอดูจนไข่เริ่มฟู) นำออกมาค่ะ..

แล้วก็ คนๆๆๆ เขี่ยๆๆๆ (อย่าใช้นิ้วเขี่ยนะคะ มันร้อนค่ะ !!) ใช้ส้อมแทนนะ จะเอาเละแค่ไหนก็เขี่ยไปเลย ทำแล้วต้องกินให้ได้ด้วยนะ

ถ้าใช้ไข่น้อย เข้าไมโครเวฟอีก 30 วินาที แล้วนำออกมาคนอีกครั้ง สังเกตุเนื้อไข่ว่าสุกพอใจเราแล้วหรือยัง

หากยังก็นำเข้าไมโครเวฟต่ออีก 30 วินาที แล้วนำออกมาคนค่ะ สัก 2-3 ครั้ง เมื่อได้ที่ก็จัดจานค่ะ พร้อมรับประทาน

**บางสูตร เริ่มต้นที่ 1 นาที นำออกมาคน แล้วใส่เข้าไปต่ออีก 1 นาที นำออกมาคน ทำอีก 3 ครั้ง (อันนี้แล้วแต่ปริมาณไข่นะคะ) ลองทำดูเนอะ

 

เมนูที่ 4 ไข่กระทะ หรือ ไข่ระเบิด สูตรไมโครเวฟ

รูปภาพ : http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=karnoi&date=04-12-2014&group=83&gblog=20

เมนูนี้ง่ายพอๆกับไข่ดาวน้ำเลย (จริงๆนะ) ไม่เชื่อใช่ป่ะ งั้นลองไปดูวิธีทำกันเลย

พูดง่ายๆว่า ทำมาม่าได้ ก็ทำไข่กระทะได้อ่ะ.. จบป่ะ !!

ส่วนประกอบ

1.) ไข่ไก่ (หรือไข่อื่นๆ อยากกินไข่อะไรก็ใส่ลงไป)

2.) น้ำมันพืช

3.) น้ำเปล่า

4.) หมูสับ หรือ แฮม หรือ กุนเชียง หรือ อื่นๆ แล้วแต่จะใส่

5.) ผงปรุงรส (เกลือ พริกไทย ซีอิ๊ว น้ำปลา โชยุ เลือกเอา..ไม่ต้องใส่ทั้งหมดนะ)

6.) เกือบลืม นมสด กับ ชีส อันนี้เป็นส่วนผสมสิ้นเปลือง แถมกินแล้วอ้วน.. ถามว่าใส่ได้มั๊ย ตอบว่า ได้ ! อยากกินก็ใส่..

รูปภาพ : http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=karnoi&date=04-12-2014&group=83&gblog=20

วิธีทำ (อธิบายแบบง่ายๆ ส่วนเรื่องสัดส่วนรบกวนหาตามเว็บสอนทำอาหารทั่วไปได้เลยนะคะ) (มีคลิป)

เทน้ำ+น้ำมันอย่างละ 2 ช้อนโต๊ะลงไปในชาม

ตอกไข่และใส่ส่วนผสมทุกอย่างลงไปบนไข่ ไม่ต้องตีนะ.. !! อ้อออ อย่าลืมเจาะไข่แดงด้วย ไข่แดงจะได้ไม่ระเบิด

แค่นั้นล่ะ นำเข้าไมโครเวฟ อบ ไฟแรง สัก 1 นาที – 1 นาที 30 วินาที

เสร็จจ้า !! เออ.. ลืม = = ; ความจริงน้องหมูหันว่า เครื่องปรุงทั้งหลาย ใส่ตอนอบเสร็จดีกว่าเนอะ.. 555

เหมือนที่ร้านเขาทำ เขาจะทำไข่ ใส่เครื่องบนไข่.. ใส่ซีอิ๊ว โรยพริกไทย แล้วเสิร์ฟ แบบนั้นแหละ !! แค่นี้ก็สุดยอดแล้ว

ไม่เข้าใจวิธีทำ เข้าไปดูคลิปได้นะจ๊ะ

 

พอก่อนเนอะ จบละ..

สรุปแล้วครั้งนี้แอดมิน น้องหมูหัน เขียนไปได้ทั้งหมด 4 เมนูค่ะ

สำหรับเมนูอื่นๆ ที่ทำจากไข่ สามารถนำเอาสูตรที่ลงไว้ไปดัดแปลงได้เลย..

เรื่องระยะเวลา และ กำลังไฟในการอบ ให้ปรับสูตรเอาตามสมควร แนะนำให้ทดลองทำก่อนค่ะ สนุกนะ.. ลองดูซิ !!

ที่จริงแล้ว น้องหมูหันว่าจะลงเมนู ออมเล็ต หรือ ไข่ยัดไส้ กับ ไข่ม้วน ด้วยแหละ

แต่หาสูตรที่ทำจากไมโครเวฟไม่ได้เลย มีแต่สูตรทำจากกระทะธรรมดา ถ้ามีเพื่อนๆคนไหนมีสูตร จะส่งมาให้ หมูหันจะขอบคุณมากกกกก

ที่คิดๆไว้ หมูหันว่า ถ้าเทไข่ที่ตีแล้ว ลงชามหรือถาดแบนๆ ที่เข้าเวฟได้ แล้วนำไปเวฟสัก 1 นาที แล้วนำมาม้วน หรือเทไส้ใส่แล้วม้วน

น่าจะได้อีกเมนู หรือ อีก 2 เมนูเลยนะ.. ไม่รู้ล่ะ ใครว่าง อย่าลืมไปลองทำกันดูนะจ๊ะ..

สำหรับวันนี้ หมูหันขอตัวไปหาอะไรทานก่อนนะค๊าาาา.. บัยยยยส์..

 

เครดิต : http://moohundesign.com

Strawberry Food Art สำหรับรักสตรอว์เบอร์รี่ ภาพอาหารสวยๆ จากเมืองนอก


Strawberry Food  Nutella Strawberry Tart & Giveaway
Strawberries with Pink sprinkles

6a0a129b8162a221ab02fcc29fa054a7.jpg

83fd1408d97066bd90e1302339470bea.jpg

e29d32df4a81fb5892884e1a9124fe2d.jpg

6b65cfc9ef84f5e2e78fdd7f1a6627c0.jpg

06be7276bc5fc23c17fb3ef303ca345f.jpg

58bab106cda004af325ac79e3bbad528.jpg

59cfa42963eb43cc88e6ac69cc05b763.jpg

90dba6e7892904f3fb4f7c54be59d62c.jpg

656cd5ee998188eb911b9ce42d1169db.jpg

866b53ea0725427927b67c57388e08fd.jpg

0578700a2b75a347821ece30a6155854.jpg

d88e6f8f6c67711a95f847d128aed006.jpg

dbeee629fa47cb405f97e222747f28e0.jpg

e437b84f36873cd33e499e45484343d2.jpg

eb421d8162ddf80248e16d82abcb1011.jpg

f2db9e0d59776cceb3e8013fd80fbbb1.jpg

f1959f922c5e9854920fa23089c10a8b.jpg

fa1328e72ed9b006a5124dc68c6d6c0f.jpg

1400682_823498951080390_1216968516428187562_o.jpg

10378220_823498771080408_7171011751506497097_n.jpg

10518837_823498677747084_8499603548131981244_n.jpg

10612880_823498431080442_6140944451690613844_n.jpg

 

ที่มา : enjoylike.com

ชวนกันมาทำของว่างทานเล่น “เบียร์ทอดกรอบ” เมนูสวรรค์ของนักดื่มเบียร์


เบียร์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นที่โปรดปรานของคนจำนวนมาก ไม่ว่าจะทั้งชาวไทยหรือชาวต่างชาติ ดังนั้นวันนี้เราขอนำเสนอเมนูเอาใจคอเบียร์ทั้งหลาย นั่นก็คือ “เบียร์ทอดกรอบ” เป็นอีกหนึ่งเมนูใหม่ที่เกิดจากไอเดียล้วนๆ แต่รับรองได้ว่ารสชาติอร่อยไม่แพ้การดื่มเบียร์แน่นอน โดยมีขั้นตอนการทำดังต่อไปนี้

 

 

 

ส่วนผสมสำคัญ

 

เบียร์ 1 กระป๋อง

โกลเด้นไซรัป 6 ช้อนโต๊ะ (หรืออาจจะใช้น้ำเชื่อมแทนก็ได้)

เกลือ 1 หยิบมือ

เนย 1 ก้อน

ยีสต์ 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำอุ่น 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ

แป้งสาลีครึ่งถ้วย

น้ำมันพืช 2 ถ้วย

 

 

ขั้นตอนการทำ

 

1. ผสมเบียร์และโกลเด้นไซรัปลงในชาม จากนั้นคนให้เข้ากัน

 

 

2. จากนั้นนำเนยมาละลายลงในหม้อ แล้วเทเบียร์ที่เตรียมไว้จากข้อ 1 เทลงไป จากนั้นเคี่ยวให้งวด แล้วทิ้งไว้ให้เย็น เพื่อให้มันเหนียวข้น

 

 

3. ผสมยีสต์ น้ำอุ่น และน้ำตาลเข้าด้วยกัน แล้วคนให้ละลาย

 

 

4. ใส่แป้ง 1 ถ้วยลงในน้ำยีสต์ที่เตรียมไว้จากข้อ 3 แล้วรอให้มีฟองผุดขึ้นมา จากนั้นโรยเกลือ และตามด้วยเนยอีก 1/3 ถ้วย จากนั้นตีแป้งและส่วนผสมให้เข้ากัน

 

 

5. นวดแป้งให้แข็งเป็นก้อน

 

 

6. นำแป้งไปตีเป็นแผ่น

 

 

7. จากนั้นตีไข่ให้เข้ากัน แล้วนำมาทาบนแผ่นแป้ง

 

 

8. ตัดแป้งเป็นแผ่น แล้วนำมาต่อกันเป็นรูปถุง ที่สำคัญอย่าให้รั่วเด็ดขาด

 

 

9. จากนั้นนำไซรัปเบียร์ที่เตรียมไว้จากข้อสอง มาหยอดใส่ข้างใน

 

 

10. นำลงทอดด้วยน้ำมันร้อนจัด ให้เหลืองกรอบ โดยใช้เวลาเพียง 20 วินาทีเท่านั้น

 

 

เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย คุณก็จะได้เพลิดเพลินไปกับการกินเบียร์รูปแบบใหม่ หรือสามารถทานคู่กับเบียร์เย็นๆ ได้ รับรองว่ารสชาติอร่อย เหมือนกับคุณได้ขึ้นสวรรค์เลยทีเดียว ลองทำตามกันดูนะ

คุณเคยรู้หรือไม่ว่าแบรนด์ไทยอย่าง “ศรีราชา” หรือ “Siracha” นั้น ดังมากๆ ในสหรัฐฯ


ใครจะไปคิดว่าคนสหรัฐฯ จะชอบ “ซอสศรีราชา” ขนาดนั้น!! ไปดู!!

คุณเคยรู้หรือไม่ว่าแบรนด์ไทยอย่าง “ศรีราชา” หรือ “Siracha” นั้น ดังมากๆ ในสหรัฐฯ และหลายๆ คนก็บ้ามากๆ

ทั้ง นี้ในสหรัฐฯ ซอสศรีราชา นั้นเป็นที่แพร่หลายและรู้จักมากๆ กับเวอชั่นที่ผลิตโดย Huy Fong Foods โดยที่ขวดจะมีรูปไก่ตัวผู้อยู่ด้วย

วันนี้เราจะเอา 20 คนที่ดูเหมือนจะบ้า “ซอสสีราชา” มากๆ จนทำสิ่งเหล่านี้ที่คุณอาจจะคาดไม่ถึง ไปดูกันเลยว่าพวกเขาทำอะไรกันบ้าง!

ถึงขั้น “สัก” อย่างถาวรกันเลยทีเดียว 
sriracha1
Source: wolvesband.com

sriracha2
Source: tattooideascentral.com 

และใครก็ตามที่มีเคสโทรศัพท์แบบนี้ 
sriracha3
Source: imgur.com 

ผู้หญิงคนไหนที่มีเล้กกิ้งลายนี้ 
sriracha4
Source: sockdreams.com 

โดยเฉพาะส้นสูงคู่นี้… 
sriracha5
Source: incrediblethings.com 

ดื่มว้อดก้า ศรีราชากันเลยก็มี… 


Source: popsugar.com 

ใครก็ตามที่แต่งชุดนี้ไปวันฮาโลวีน… 
sriracha7
Source: reddit.com 

ใครก็ตามที่ใส่ซอสศรีราชาลงในเบียร์ของเขา 
sriracha8
Source: flickr.com 

และคนนี้ที่รักศรีราชามาก 
sriracha9
Source: flickr.com 

คนที่ตกแต่งต้นคริสต์มาสด้วยสิ่งนี้ 
sriracha10
Source: everyjoe.com 

ใครก็ตามที่ใส่สร้อยเส้นนี้ 
sriracha11
Source: etsy.com 

หรือต่างหูคู่นี้ 
sriracha12
Source: etsy.com 

หรือราดโดนัทก่อนกิน 
sriracha13
Source: etsy.com 

…หรือคัพเค้ก…
sriracha14
Source: foodbeast.com 

และลิปมัน… 
sriracha15
Source: brandflakesforbreakfast.com 

คนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ 
sriracha16
Source: flickr.com 

คนที่สวดมนต์ต่อเทพเจ้า “ศรีราชา” 
sriracha17
Source: instagram.com 

คนที่คิดท่าเต้นศรีราชาขึ้นมาเอง 
sriracha18 gif
Source: firstwefeast.com 

และสุดท้าย ใครก็ตามที่พกพวงกุญแจซอสศรีราชาอันนี้ไปทุกที่… 
sriracha19
sriracha2go.com 

sriracha20
sriracha2go.com 

sriracha21
sriracha2go.com 

sriracha22
sriracha2go.com 

sriracha23 gif
sriracha2go.com 

H/T: Distractify | Buzzfeed

ที่มา: kiitdoo

ฮิต!เด็กหญิงโวยถูก’ลักเหนี่ยวไก่’ ชาวเน็ตฮากระจาย-แห่ให้กำลัง (ชมคลิป)


11 พ.ย. 57 กำลังฮิตในโลกโซเชียลมีเดีย สำหรับกรณีเด็กหญิงวัยละอ่อน อัดคลิปวิดีโอ ชื่อ “ฝากถึงคนลัก เหนี่ยวไก่ เจ็บใจหนัด!” เล่าถึงเหตุการณ์ที่เธอถูกขโมยข้าวเหนียวไก่ทอดที่ซื้อจากตลาด แล้ววางเอาไว้ตะกร้าหน้ารถ ก่อนจะเดินเข้าไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งพอเด็กสาวเดินกลับออกมาก็พบว่าข้าวเหนียวไก่ถูกโจรขโมยไปแล้ว จึงอัดคลิประบายความในใจ เป็นภาษาใต้ แล้วนำมาโพสต์ในโซเชียลมีเดีย พร้อมติดแฮชแท็ก #เหนี่ยวไก่
ภายหลังจากที่คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ไปในโลกออนไลน์ ต่างมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นให้กำลังใจเป็นอย่างมาก และมีจำนวนไม่น้อยที่อัดคลิปแหลงใต้ช่วยเด็กหญิงประณามโจรขโมยข้าวเหนียวไก่

http://video.postjung.com/iframe.php?id=80479

ที่มา: naewna.com/local/130347

10 เคล็ดลับรักษาหุ่นให้สวย หลังการไดเอท ไม่โยโย่แน่!!


diet

คุณก็ยังคงมีความรู้สึกกังวลอยู่ใช่ไหมล่ะค่ะ ว่าจะรักษาหุ่นสวยๆ แบบนี้อย่างไร ให้สามารถอยู่คงทนต่อไปได้โดยที่ไม่ต้องกลับมาอ้วนอีก แน่นอนค่ะ ในเมื่อคุณอุตส่าห์ทุ่มทั้งแรงกายและแรงใจมาอย่างมากมายในการลดน้ำหนักครั้งนี้ เพื่อให้ได้รูปร่างและหุ่นสวยตามที่ต้องการ ถ้าหากว่าต้องกลับไปเป็นหุ่นแบบเดิมอีกก็คงไม่ดีแน่แท้ ดังนั้นแล้วในวันนี้เราจึงนำเคล็ดลับเพื่อหลังการได้เอทให้หุ่นสวยๆ อยู่คู่กับสาวๆ ตลอดไป มาแนะนำกันค่ะ

1. เดินออกกำลังกาย

โรคอ้วนนั้นกำลังแพร่ระบาดไปทั่วประเทศไทย และก็มีแนวโน้มว่าจะแพร่ระบาดหนักขึ้นไปอีกในทศวรรษหน้านี้ การใช้เวลาในแต่ละวันซักประมาณ 20 นาที สำหรับเดินออกกำลังกาย จะช่วยทำให้ร่างกายของคุณได้มีกิจกรรมมากขึ้น หรือการเดินออกกำลังกายจำนวนวันละ 2,000 ก้าว ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่คุณจะต้องทำเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักกลับเพิ่มขึ้นมาอีก ถ้าอยากจะรู้ว่า คุณได้เดินออกกำลังกายไปกี่ก้าวแล้ว ก็ให้ลองใช้อุปกรณ์ช่วยอย่างเครื่อง Pedometer หรือมาตรวัดจำนวนก้าวติดเอาไว้ที่เข็มขัด จากนั้นก็ออกเดินไปได้เลย ไม่ว่าคุณจะไปไหนก็ตาม ตั้งแต่การจูงสุนัขออกไปเดินเล่น หรือจะออกไปเดินซื้อของแถวๆ บ้าน คุณก็สามารถดูจำนวนก้าวได้จากเครื่องนี้แหละค่ะ

2. กินแอปเปิล แบบเจ้าหญิงสโนว์ไวท์

สารอาหารที่อยู่ในแอปเปิลนั้น มีปริมาณของวิตามิซีมากถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดเลยค่ะ เป็นปริมาณที่ร่างกายควรจะได้รับในแต่ละวันเชียวนะ ถ้าวันไหนขาดผลไม้ ลองเป็นน้ำผลไม้อย่างมาลีไลท์ก็ได้ เป็นสูตรไม่มีน้ำตาล ให้พลังงานแค่ 30 แคล ที่สำคัญถ้าจะดื่มน้ำผลไม้ ต้องเป็นน้ำผลไม้แท้ด้วยนะ ช่วยให้ร่างกายดูดซึมนำไปใช้งานได้รวดเร็วขึ้น เพื่อที่จะนำไปใช้ในการเสริมสร้างให้ร่างกายทุกส่วนมีสุขภาพที่ดี โดยทั่วไปแล้ว ถึงแอปเปิลจะอุดมไปด้วยวิตามินซี และสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยลดอัตราความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือด โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง จากการไดเอท เราก็อยากจะขอแนะนำให้คุณลองรับประทานแอปเปิล หรือผลไม้อื่นๆ จำนวนวันละ สองสามลูก หรือจะรับประทานมากกว่านั้นก็ได้ ดูสิคะ

3. Say No ไขมันแปรรูป

ไขมันแปรรูปนั้นก็แย่พอๆ กับไขมันอิ่มตัวนั่นแหล่ะ เพราะว่าไขมันแปรรูปจะทำให้ระดับของคอเลสเตอรอลโดยรวม และระดับของโปรตีนไลปิดความหนาแน่นต่ำ (LDL) ซึ่งเป็นการเพิ่มระดับของคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีให้สูงมากขึ้น แล้วก็ไปลดระดับของโปรตีนไลปิดความหนาแน่นสูง (HDL) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายให้ลดน้อยลง การบริโภคไขมันแปรรูปอาจจะส่งผลในการขัดขวางการดูดซึมของไขมันที่ดีต่อสุขภาพที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโต และการทำงานของอวัยวะต่างๆ สำคัญของร่างกายได้

4. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ้าง

ที่อนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นี้ หมายถึงว่าแค่ให้ดื่มจำนวนวันละหนึ่งถึงสองแก้ว สำหรับผู้ชาย และดื่มจำนวนวันละหนึ่งแก้ว สำหรับผู้หญิง ถ้าหากดื่มปริมาณที่มากจนเกินไปก็จะยิ่งไปเพิ่มอัตราความเสี่ยงที่คุณจะเสพติดสารแอลกอฮอล์ได้ ซึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้คุณเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็งเต้านม โรคอ้วน โรคหลอดเลือดสมองตีบ และก็ยังมีอัตราการเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย และอัตราการประสบอุบัติเหตุอีกด้วยนะ

5. รับประทานวิตามินเสริม

จากการค้นคว้าวิจัยของ Journal of Nutrition (วารสารเกี่ยวกับโภชนาการ) พบว่าการรับประทานวิตามินรวมทุกๆ วันสามารถช่วยลดอัตราความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการกำเริบของโรคหัวใจในครั้งแรก ทั้งในเพศชายและเพศหญิง ซึ่งผู้เขียนรายงานการค้นคว้าวิจัย มีความคิดว่าน่าจะเป็นผลมาจากวิตามินบีที่พบอยู่ในวิตามินรวม เช่นเดียวกัน กับวิตามินซีและวิตามินอีที่ทำหน้าที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ ส่วนแร่ธาตุอย่างซีลีเนียมและเบต้าแคโรทีนนั้น วิตามินเสริมเหล่านี้ไม่สามารถที่จะไปทดแทนคุณค่าอาหารที่คุณได้จากอาหารปกติได้เลย แต่มันก็ยังสามารถช่วยปกป้องโครงสร้างพื้นฐานของร่างกายได้

6. ลดการรับประทานเกลือลงหน่อย

สำหรับคนที่ชอบเติมเกลือเพิ่มลงไปในอาหาร การที่ร่างกายได้รับปริมาณของโซเดียมที่มากจนเกินไป จะส่งผลเสียต่อร่างกายทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ โดยชาวไทยจำนวนมากกว่า 12 ล้านคน หรือเท่ากับจำนวนหนึ่งในห้าของทั้งประเทศ มีความดันโลหิตสูง โดยจำนวนหนึ่งในสามของคนเหล่านี้ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังเป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งโรคความดันโลหิตสูงนั้น เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคไต และโรคหลอดเลือดสมองตีบอีกด้วย แล้วแบบนี้ คุณก็ควรจะใช้เครื่องปรุงอื่นๆ แทนการใช้เกลือปรุงรสอาหารจะดีกว่านะคะ

7. จำเอาไว้ให้ขึ้นใจว่า สีน้ำตาลย่อมดีกว่าสีขาวนะ

แป้งโฮลวีตนั้น มีปริมาณของสารอาหารและเส้นใยอาหารมากกว่าแป้งขัดสีค่ะ ลองเปลี่ยนมารับประทานขนมปังโฮลวีตแทน การรับประทานขนมปังขาว และรับประทานข้าวกล้องแทนการรับประทานข้าวขาวจะดีกว่านะคะ ซึ่งข้าวโพดคั่วและข้าวโอ๊ตบดหยาบ ก็ถือว่าเป็นธัญพืชเช่นกันค่ะ

8. รับประทานโยเกิร์ต

เป็นที่รู้ๆ กันนะคะว่า ธาตุแคลเซียมในโยเกิร์ตนั้น จะช่วยทำให้เสริมสร้างกระดูกให้มีความแข็งแรง แต่จริงๆ แล้วมีเหตุผลที่มากกว่าการรับประทานโยเกิร์ตเพื่อสุขภาพของกระดูกค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้ในโยเกิร์ตบางยี่ห้อก็ยังมี Inulin ซึ่งเป็นไฟเบอร์คล้ายๆ กับคาร์โบไฮเดรต ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สามารถพบได้ในผักและผลไม้ ซึ่ง Inulin นี้จะไปช่วยเพิ่มการทำงานให้กับเซลล์ที่มีชีวิต และช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในระบบย่อยอาหาร และที่สำคัญอย่างยิ่งคือเป็นผู้ช่วยในการดูดซึมธาตุแคลเซียมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

9. ห่ออาหารกลับบ้านสิ

เดี๋ยวนี้อาหารต่างๆ หรือ Fast Food มีขนาดจานที่ใหญ่ขึ้นมากจริงๆ และในบางคน ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะรับประทานให้หมดจาน ดังนั้นแล้ว เมื่อคุณสั่งอาหารแล้ว ให้คุณขอแบ่งอาหารซักครึ่งหนึ่งนำไปใส่กล่องเพื่อกลับบ้าน แทนสิ เพื่อที่คุณจะสามารถเก็บเอาไปไว้รับประทานในวันต่อไปได้ด้วย จะได้ช่วยให้คุณประหยัดค่าอาหาร อีกทั้งยังจะช่วยให้คุณมีรูปร่างที่สมส่วนด้วยไงล่ะคะ

10. ดื่มน้ำให้มากๆ

น้ำนั้นมีความสำคัญต่อกระบวนการเผาผลาญทั้งหมดในร่างกายของเรา น้ำช่วยในการย่อยไขมัน ซึ่งจะทำให้มีน้ำหนักตัวที่ลดลง และยังจะช่วยทำให้ผิวพรรณแลดูผ่องใสอีกด้วย เคล็ดลับที่สำคัญก็คือ ควรจะดื่มน้ำปริมาณ 200 มิลลิลิตร ต่อแก้ว จำนวนวันละ 8-10 แก้ว หรือถ้าคุณรับประทานผักและผลไม้ที่มีส่วนประกอบของน้ำอยู่ด้วย ก็จะสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของน้ำในร่างกายของเราได้เหมือนกันค่ะ

เพียงเคล็ดลับทั้ง 10 ข้อนี้ ก็สามารถช่วยทำให้คุณมีหุ่นสวยได้โดยไม่ต้องกังวลว่า ความอ้วนของคุณจะกลับมากวนใจคุณอีกแล้วล่ะค่ะ

ที่มา: shape.in.th

10 เรื่องจริง “สัตว์กินคน” ที่ยิ่งกว่านิยายสยองขวัญ


คุณเคยดูภาพยนตร์จำพวกสัตว์โลกผู้ไม่น่ารักไหมครับที่เป็นหนังจำพวกปลา ฉลาม จระเข้ที่มีขนาดยักษ์แล้วหันมาทำร้ายมนุษย์โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย หากแต่โดยปกติสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่จะไม่ทำร้ายคน เพราะมันรู้ว่าหากมันล่า คนแล้วปัญหายุ่งยากจะตามมาหามันแน่
แต่กระนั้นมันก็มีหลายกรณีเหมือนกันที่สัตว์กินเนื้อเหล่านี้จะฆ่าคน กินคน หากอยู่ภายใต้เงือนไขที่เหมาะสม เช่น หิวจัด ถูกรุกรานที่อยู่ หรือนึกว่ามนุษย์เป็นแมวน้ำ(??) และหลักการที่ว่าเมื่อมันทำร้ายมนุษย์แล้วมันจะล่ามนุษย์ต่อไปเรื่อยๆ ตราบใดที่มันไม่ตาย เพราะมันรู้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มันล่าง่ายที่สุด

นี้คือ 10 เหตุการณ์สัตว์ทำร้ายมนุษย์ที่ร้ายกาจยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ที่จนกลายเป็นตำนาน

10. The lions of Njombe

เราเริ่มรายการด้วยเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของสิงโตกินคนเป็นอันดับแรก และผมก็เคยอ่านเรื่องนี้ในนิตยสารแปลก (แต่จำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ) มันเริ่มเกิดขึ้นปี 1932 ในแทนซาเนียใกล้เมืองจ็อมเบ เกิดเหตุการณ์ฝูงสิงโตยักษ์ออกมาฆ่าคนอย่างบ้าคลั่ง ตำนานมีอยู่ว่าสิงโตได้รับการควบคุมโดยแม่มดหมอผีในชนเผ่าท้องถิ่นชื่อมาตา มูลา แมนเกรา (Matamula Mangera) ที่เธอมักส่งฝูงสิงโตออกมาทำร้ายคนหากใครก็ตามที่ลบหลู่เธอหรือต่อต้านเธอ

ฝูงสิงโตของเธอนั้นได้คร่าชีวิตมนุษย์ไปถึง 1,500 ศพ (บางคนบอกว่า 2,000 คน) และนี้คือเหตุการณ์สิงโตทำร้ายมนุษย์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ และหนึ่งในกรณีของสัตว์ทำร้ายมนุษย์เลวร้ายที่สุดที่เคยบันทึกไว้ แม่มดมาตามูลามีอำนาจบาตรใหญ่มากขนาดหัวหน้าเผ่าอื่นๆ ไม่กล้ายุ่งกับเธอ

จนกระทั้งจอร์จ (George Rushby 1900-1968) นายพรานที่มีชื่อเสียงได้ตัดสินใจปราบฝูงสิงโตนั้น เขาฆ่าสิงโตไป 15 ตัวและทำให้เหตุการณ์สิงโตทำร้ายคนยุติลงในที่สุด และเรื่องราวของจอร์จได้ถูกนำมาสร้างละครกึ่งสารคดี BBC ในชื่อ “The Man-eating Lions of Njombe.” ออกอากาศในเดือนกรกฎาคม 2005

9. Two Toed Tom

“ทอมสองขา” เป็นจระเข้กินคนที่ค่อนข้างคลุมเครือ และยากจะทราบได้ว่าเรื่องของจระเข้ตัวนี้เป็นเรื่องจริงหรือเป็นแค่ตำนาน โดยจระเข้ตัวนี้เป็นตำนานของอเมริกาทางตอนใต้อาศัยอยู่ในบึ่ง terrorized ในรัฐอลาบามา ชายแดนฟอริด้า ชื่อของมันมีที่มาจาก ขาของมันมีสองเท้า เนื่องจากขาของมันหายไป (ขาด้านซ้ายทั้งสองข้าง หรือแล้วแต่ตำนานจะอ้าง) เพราะโดนกับดักเหล็กจนขาขาด และนั้นเป็นสาเหตุทำให้มันเจ็บแค้นมนุษย์ และเริ่มออกอาละวาดทำร้ายมนุษย์ในช่วงยุค 20 หลายคนอ้างว่ามันมีขนาดใหญ่กว่าสี่เมตรครึ่ง บางคนอ้างว่ามันน่ากลัวมากเหมือนมันเป็นปีศาจส่งมาจากนรกเพื่อล่าพวกเขา มันชอบกินวัวและมนุษย์ผู้หญิง (มันชอบคว้ากระชากเสื้อผ้าของพวกเขาแล้วลากลงไปกินในน้ำ)

แม้นายพรานท้องถิ่นจะมีการใช้ปืนหรือระเบิดแต่ก็ไม่สามารถฆ่ามันได้ จนกระทั้งมีนายพรานหนึ่งโยนถังที่เต็มไปด้วยระเบิด สิบห้าถังลงไปในน้ำ และจุดให้มันระเบิด ทอมก็หายไป แต่หลายคนเชื่อว่าทอมน่าจะยังมีชีวิตอยู่และรอคอยโอกาสที่จะแก้แค้นตามแบบ ฉบับของมัน และก็เป็นจริงๆ ทอมก็ปรากฏตัวมาอีกครั้ง และได้กินลูกสาวของคนโยนระเบิด และบรรดาเด็กๆของเกษตรกรที่อยู่ตามชายฝั่ง ก่อนที่มันจะหายไปไม่กลับมาอีกเลย

มีหลายคนบอกว่าเรื่องเหล่านี้น่าจะเป็นเพียงนิทานพื้นบ้าน หากแต่ชาวบ้านในละแวกนั้นบอกว่าเป็นเรื่องจริง และเชื่อว่ามันยังคงเดินเตร่อยู่ในหนองน้ำฟอริด้า

หลายปีจากนั้นมีรายงานพบเห็นมันต่อเนื่องถึง จระเข้ขนาดใหญ่สองขาอยู่เป็นระยะและที่สำคัญคือทอมไม่เคยถูกจับ

8. Kesagake

เหตุการณ์ “หมีสีน้ำตาลบุกหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึ (The Sankebetsu brown bear incident)” เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นเกี่ยวกับการโจมตีของหมีสีน้ำตาลที่เลวร้ายที่สุดใน ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ที่โจมตีหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึ เมืองโทมาม่า ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันที่ 9 เดือน ธันวาคม ถึง 14 ธันวาคม 1915 โดยสมัยก่อนนั้นหมู่บ้านแห่งนี้พึ่งจะมีคนอยู่อาศัย กำลังบุกเบิก จำนวนคนในหมู่บ้านน้อยมากและส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนป่าเขา และพื้นที่แห่งนี้ได้เป็นที่อยู่อาศัยของหมีเพศผู้ขนาดยักษ์ที่หลายคนเรียก มันว่า “เคะซากาเกะ” ซึ่งมันชอบขโมยข้าวโพด จนสร้างความรำคาญในแก่ชาวบ้าน มันเลยถูกยิงจนบาดเจ็บแล้วหนีขึ้นบนเขา

เมื่อมันหนีไป ชาวบ้านก็รู้สึกโล่งใจเพราะหมีคงจะรู้สึกกลัวคนและอยู่ห่างจากพืชผลของเขา หากแต่พวกเขาคิดผิด!!

9 ธันวาคม 1915 เวลา 10.30 น. เจ้าหมียักษ์กลับมาอีกครั้ง มันเริ่มออกปฏิบัติการแก้แค้นฉบับเลือดต้องล้างด้วยเลือด มันเลือกเหยื่อรายแรกของมันคือครอบครัวโอตะ (ota Family) ในขณะนั้นอาเบะ เมยูและฮายูมิ มิกิโอะ (Abe Mayu and Hasumi Mikio) ภรรยาของครอบครัว และทารกที่เธอดูแลอยู่ก็ถูกเจ้าหมีตัวบุกเข้ามาในบ้านเพื่อหมายฆ่าคนทั้งสอง ทารกถูกกัดศีรษะจนเสียชีวิต ส่วนฝ่ายหญิงพยายามต่อสู้โดยสาดฟืนเข้าใส่ แต่ท้ายสุดเธอก็ถูกหมีลากเข้าป่า และเมื่อชาวบ้านมาถึงที่เกิดเหตุถึงกับต้องตะลึง โดยพวกเขาบรรยายว่าเหมือนโรงฆ่าสัตว์ไม่มีผิด เพราะเลือดสาดกระจายทั้งบนพื้นและผนัง

ชาวบ้านรู้สึกโกรธแค้นหมี พวกเขาเลยจับกลุ่มสามสิบคนบุกเข้าป่าและพยายามยิงมันแต่มันก็หนีไปได้ หลังจากพวกเขาสำรวจบริเวณรอบๆ ก็พบชิ้นส่วนศพที่มีเพียงหัว และชิ้นส่วนที่เหลือของฝ่ายหญิงฝังอยู่ใต้หิมะ คาดว่าหมีคงเก็บอาหารของมันไว้กินภายหลัง และหลังจากนั้นคืนถัดมา (8.00 น.) หมีก็กลับมาที่ฟาร์มโอตะอีกครั้ง ซึ่งชาวบ้านบางส่วนได้จับกลุ่มรอเตรียมรับมืออยู่แล้ว ชาวบ้านพยายามยิงหมีแต่ว่ามันก็รอดไปอีก โชคดีเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีใครบาดเจ็บ

ในเวลาไม่นานนัก เจ้าหมีได้เลือกครอบครัว มิโซเค (Miyoke family) ซึ่งอยู่หมู่บ้านอื่นที่ไร้ทางป้องกัน (เพราะไม่นึกว่าหมีจะมา) ซึ่งเจ้าหมีตัวนี้ฆ่าคนในครอบครัวนี้อย่างโหดเ***้ยม ซึ่งเวลานั้นภรรยาที่ตั้งครรภ์ของครอบครัวยาโย (Yayo) กำลังเตรียมอาหารและได้ยินเสียงข้างนอกดังก้อง และไม่ทันที่จะตรวจสอบหมีก็บุกเข้าทางหน้าต่างแล้วเข้ามาในบ้าน หม้อปรุงอาหารพลิกคว่ำ เปลวไฟและความหวาดกลัวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เธอพยายามหนีออกจากบ้าน แต่เด็กสองคนในบ้านหนีไม่ทันจึงถูกฆ่าตาย และหญิงที่ตั้งครรภ์หนีไม่ไหวร้องขอชีวิตลูกในครรภ์ของเธอ แน่นอนมันไร้สาระ เจ้าหมีก็ฆ่าเธอเช่นเดียวกันเหยื่อก่อนหน้าของมัน

เมื่อพวกชาวบ้านมาถึงพวกเขาก็พบร่างที่เต็มไปด้วยเลือดของเด็กสองคน และหญิงและตัวอ่อนในครรภ์ทั่วพื้นดิน เจ้าหมีตัวนี้ใช้เวลาเพียงสองวันฆ่าคนทั้งหกคนจนทำให้ชาวบ้านละแวกนั้นหวาด กลัวเป็นอันมาก

หลังจากนั้นเจ้าหมีก็ถูกไล่ล่าอย่างหนัก (ระหว่างนั้นมันก็อาละวาดฆ่าคนไปไปด้วย) จนในที่สุดเรื่องก็จบลงเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมนายพรานคนหนึ่งได้ยิงหมีที่เชื่อว่าเป็นตัวต้นเหตุได้ มันมีขนาดยาวกว่าสามเมตร หนักกว่า 380 กิโล เมื่อผ่าท้องมาก็พบชิ้นส่วนมนุษย์อยู่ในกระเพาะอาหารของมัน และแล้วเหตุการณ์สัตว์โจมตีที่เลวร้ายที่สุดในญี่ปุ่นก็จบลง หากแต่ชื่อของเจ้าหมีตัวนี้ก็ปรากฏอยู่ในนิยายและละครมากมาย

ปัจจุบันหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึกลายเป็นที่ร้างคน แต่มียังมีการจำลองแสดงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีรูปจำลองของหมีและบ้านโอตะที่หมีเคยมาอาละวาดตั้งอยู่ให้นักท่องเที่ยว เข้าชม และการ์ตูนมังงะโบราณอย่าง “ไอ้เขี้ยวเงิน” หนึ่งในหมีที่เป็นศัตรูกับไอ้เขี้ยวเงินนั้น มีหมีตัวหนึ่งนำมาจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

ดูคลิปได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=u3NuxLb9udQ

7. The New Jersey Shark

คุณเคยดูหนังสัตว์ทำร้ายคนคลาสสิกเรื่อง “Jaws (1975)” ที่กำกับโดยสตีเว่นสปิลเบิร์ดไหมครับ ที่เกี่ยวกับฉลามขนาดยักษ์ทำร้ายคน ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นโดยมีเค้าโครงเรื่องจากนวนิยายเรื่อง “Jaws (1974)” ของปีเตอร์ เบนช์ลีย์ ซึ่งก็มีข้อมูลมาจากเรื่องจริง ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์หนึ่งที่เรียกขานว่า “Jersey Shore shark attacks of 1916 ” หรือ “เดอะ นิวเจอร์ซีย์ ชอร์” เป็นเหตุการณ์ฉลามขาวยักษ์ (ไม่รู้ว่ามาตัวเดียวหรือมีมากกว่าหนึ่งตัว) ทำร้ายคนอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง นอกชายฝั่งของมลรัฐนิวเจอร์ซีย์ในสหรัฐอเมริการะหว่างช่วงฤดูร้อนของ วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 12 กรกฎาคม ปี 1916

เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตไป 4 รายและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง (พูดง่ายๆ คือไม่ทราบจำนวนที่แท้จริง) เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลทำให้ชุมชนริมทะเลและรีสอร์ทรายล้อมชายหาดที่เกิด เหตุจ้องเพิ่มการป้องกันอย่างเข้มงวด ไม่ว่าการเอาตาข่ายมากันไม่ให้คนเข้าใกล้ชายหาดเลยทีเดียว

สมัยก่อนนั้นนักวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อว่าฉลามนั้นเป็นสัตว์ทำร้ายคน แต่เหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขาต้องคิดเสียใหม่ (แม้จะเป็นกรณีที่หายากมาก) โดยทุกอย่างเริ่มขึ้นที่แนวชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์เหยื่อรายแรก คือหนุ่มชาร์ลส์ แวนแซงท์(Charles Vansant) ถูกฉลามทำร้ายในน้ำตื้นมากในขณะว่ายน้ำกับสุนัข คนหลายคนเห็นฉลามทำร้ายต่างพยายามช่วยเหลือชายหนุ่มคนนั้น แต่ว่าฉลามกัดแน่นมากมันกัดจนขาของเขาฉีกขาดจนเขาขาดใจตายก่อนส่งถึงโรง พยาบาล

ห้าวันต่อมาก็มีเหยื่ออีกคน คือชาร์ลส์ (Charles Bruder) ถูกฉลามทำร้ายในขณะว่ายน้ำห่างจากชายฝั่ง ตอนแรกหลายคนคิดว่าเขากำลังพายเรือแคนูสีแดง หากแต่ความจริงคือ ฉลามยักษ์ที่เต็มไปด้วยเลือดที่มาจากขาที่ฉีกขาดของเขาต่างหาก ซึ่งกว่าจะช่วยเขาก็ไม่ทันการเสียแล้ว เพราะว่าเขาขาดใจตายก่อนที่จะขึ้นชายหาดเสียอีก

แม้ว่าจะมีพยานหลายคนบอกว่าฉลามโจมตีมนุษย์ แต่ว่านักวิทยาศาสตร์ก็แจ้งเตือนประชาชนว่า ตัวการร้ายในเหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะเป็น วาฬเพชฌฆาตหรือเต่าทะเล!! จากนั้นก็มีรายงานเห็นฉลามในพื้นที่ชายหาดใกล้นิวเจอร์ซีย์มากมาย

ในวันที่ 12 กรกฎาคมเด็กอายุ 11 ปีถูกทำร้ายโดยฉลาม และลากเขาไปใต้น้ำ คนที่เห็นเหตุการณ์พยายามเข้าไปช่วย ชายคนหนึ่ง ชื่อ สแตนเลย์ ฟิชเชอร์ (Stanley Fishe) พยายามช่วยเหลือเด็ก หากแต่เขาถูกทำร้ายโดยฉลาม และเสียชีวิตจากบาดแผลและเหยื่อที่ห้ารายสุดท้ายคือเด็กหนุ่มอายุ 14 ชื่อ โจเซฟ ดันน์ (Joseph Dunn) ที่ถูกฉลามโจมตีทั้งๆ ที่เวลาพึ่งผ่านไป 30 นาที หลังจากฉลามทำร้ายสแตนเลย์ ฟิชเชอร์ แม้ว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่เขาเป็นเหยื่อเพียงหนึ่งเดียวที่รอดจนกระ ทั้ง 14 กรกฎาคม ชายคนหนึ่งชื่อไมเคิล (Michael Schleisser) ได้จับฉลามขาวที่ยาวกว่า 2.3 เมตร หนัก 147 กิโล ได้ในอ่าวราริแทน ซึ่งฉลามตัวนี้พยายามทำร้ายเขาโดยการทำให้เรือจม แต่เขาก็ได้ฆ่ามันด้วยไม้พายที่หัก เมื่อเขาเปิดกระเพาะของมันออกก็มีชิ้นส่วนศพของหญิงสาวติดมาด้วย และหลังการจับฉลามนี้ได้ ก็ไม่มีเหตุการณ์ฉลามโจมตีในชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์อีกเลย

6. The Bear of Mysore

หมีแห่งมัยซอร์ เป็นชื่อของหมีสลอทที่ดุร้าย ก้าวร้าวจนผิดปกติ และออกอาละวาดฆ่าคนตามเมืองต่างๆ ในมัยซอร์ ประเทศอินเดีย และมันฆ่าคนอย่างน้อย 12 คนซึ่งโดยปกติแล้วหมีชนิดนี้เป็นสัตว์กลัวคน และไม่ทำอันตรายต่อใคร อีกทั้งมันไม่กินเนื้อคน ซึ่งมันชอบกินแมลงปลวก ผลไม้ และน้ำผึ้งเป็นพิเศษ แต่หมีแห่งมัยซอร์กลับทำร้ายคน ทำให้หลายคนสันนิษฐานว่า อะไรที่ทำให้มันดุร้ายถึงขนาดนี้

บางคนเชื่อว่าหมีตัวนี้โกรธแค้นที่มนุษย์ขโมยลูกของมัน บางคนเชื่อว่าคู่ของมันถูกลักพาตัวไป และบางคนเชื่อว่าสาเหตุเนื่องจากมันเคยมีประสบการณ์ที่ตกเป็นของเล่นของ มนุษย์ที่ป่าเถื่อน จะด้วยเหตุผลใดก็ตามมันก็ได้เป็นเครื่องจักรนักฆ่าโดยสมบูรณ์แบบ โดยมัน จัดการฆ่ามนุษย์กว่าโหลโดยฉีกใบหน้าเหยื่อด้วยกาม และฟันของมัน (และกินชิ้นส่วนศพบางส่วน) ซึ่งเหยื่อบางคนมีชีวิตรอดหากแต่ก็พิการโดยสมบูรณ์

มันออกอาวะลาดฆ่าคนทั้งกลางวันและกลางคืน สุดท้ายมันก็ถูกฆ่าโดย เคนเน็ธแอนเดอร์สัน (Kenneth Anderson 1910-1970 นักล่าและนักเขียนชาวอินเดียที่เขียนหนังสือหลายเล่มที่เกี่ยวกับการผจญภัย ของเขาในป่าทางใต้ของอินเดีย) ซึ่งเขาได้บันทึกความทรงจำนี้ในหนังสือ Man-Eaters and Jungle Killers

5. The Beast of Gevauden

“สัตว์ร้ายแห่งเชโวดอง” เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สัตว์ทำร้ายคนที่ลึกลับกว่าอันดับทั้งหมดในรายการของ เรา โดยเหตุการณ์นี้เริ่มเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1764 -1767 ที่เมืองเชโวดอง แคว้นโอแวร์ญ ซึ่งเป็นย่านภูเขาอยู่ในทางภาคกลางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส จู่ๆ มีสัตว์ประหลาดที่ไม่รู้ว่ามันเป็นตัวอะไรกันแน่ ออกอาละวาดไล่ฆ่าผู้คนตายไปหลายราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและสตรีที่อ่อนแอ (เหยื่อรายแรกเป็นเด็กสาว เมื่อมิถุนายน 1764)

ส่วน จำนวนของ “สัตว์ร้าย” ตัวนี้มีจำนวนไม่แน่ชัดแต่คาดว่ามันน่าจะมีตัวเดียว และรูปร่างมันมีลักษณะตามคำบอกเล่าของผู้พบเห็น ไม่ตรงกันสักราย แต่ก็พอสรุปว่ามันเหมือนหมาป่าตัวโตๆ เกือบเท่ากับวัว หัวโตมาก จมูกยาวแหลมและยื่น ขนสีเทาหูสั้นและฟันใหญ่ กรงเล็บขนาดใหญ่แหลมคม (ใหญ่กว่าหมาป่าปกติ) และหางยาวดูเผินๆ แล้วมันก็ดูเหมือนป่าหมาตัวโตๆ ที่โตมาก แต่พิเศษที่ต่างจากหมาป่าทั่วไปคือ เจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้เดินได้ด้วย 2 ขาหลัง !! เหมือนมนุษย์ ไม่มีผิด (หลายฝ่ายเชื่อว่ามันน่าจะเป็นไฮยีน่าโบราณ) โดยสถานที่มันปรากฏตัวมากที่ สุดคือปศุสัตว์และทุ่งเลี้ยงสัตว์ (และป่าเขาทางเดินสัญจร) จากรายงานมี 210 คนถูกทำร้าย 113 ตกเป็นเหยื่อเสียชีวิต และ 98 ถูกกิน ทำให้หลายคนเชิญว่าเป็นเป็นปีศาจที่มาจากนรก มีนายพรานหลายรายที่พยายามที่จะล่ามันแต่สุดท้ายก็ล้มเหลวต้องกลับบ้านด้วย มือเปล่า จนกระทั้งปี 1767 นายพรานท้องถิ่นคนหนึ่งชื่อจีน ชาลเตล(Jean Chastel)ได้จัดการเป่ามันด้วยปืนคาบศิลา (บางตำนานบอกว่าใช้กระสุนเงินยิงมันและเมื่อจัดการผ่าท้อง มันก็พบศพเหยื่อ รายสุดท้ายที่มันกินด้วย) ก่อนที่นำซาก “สัตว์ร้าย” ไปสตั๊ฟและไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ก่อนที่จะนำซากนั้นไปฝัง และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา “เจ้าสัตว์ร้าย” ก็ไม่มาอาละวาดให้ผู้คนในเชโวดองอีกเลย ตลอดกาล……….

4. The Ghost and the Darknes

ผีร้ายและความมืด เป็นชื่อของสิงโตคู่กินคนที่ออกอาละวาดฆ่าคนงานก่อสร้างแรงงานทางรถไฟจากเคน ย่าไปยูกันดา ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงธันวาคม 1898 โดยหลายคนขนานนามเหตุการณ์นี้ว่า “Tsavo maneaters” มันเริ่มขึ้นเมื่อจักรวรรดิอังกฤษกำลังแผ่ขยายอำนาจไปทั่วทวีป แอฟริกา ในเดือนมีนาคม 1898 ทางการอังกฤษได้เริ่มต้นสร้างทางรถไฟข้ามแม่น้ำซาโว ในเคนย่าโครงการนี้ควบคุมโดย พ.ตท.จอห์น เฮนรี่ แพ็ตเตอร์สัน(John Henry Patterson) ในช่วงแรกพวกคนงานต้องผจญกับสัตว์ป่าที่ทำร้ายพวกเขา เนื่องจากพวกเขาสร้างทางรถไฟในเขตป่า แต่กระนั้นในเหตุการณ์เหล่านี้ก็สามารถควบคุมได้อยู่หมัด จนกระทั้งเก้า เดือนต่อมามัจจุราชที่แท้จริงก็ปรากฏ เมื่อจอห์นได้รับรายงานจากคนงานว่าพวกเขากำลังผจญหน้ากับสิงโตคู่เพศผู้ พันธุ์ซาโว (เป็นสิงโตพันธุ์หนึ่งที่มีขนาดใหญ่และมักร่วมมือสิงโตเพศเดียวกันตัวอื่น เพื่อล่าอาหาร จุดเด่นคือมันไม่มีแผงขนที่คอ) ที่มันมักลากพวกคนงาน (ส่วนมากเป็นชาวอินเดีย) จากเต้นท์ของพวกเขาในเวลากลางคืนและกลืนพวกเขาเป็นอาหารมาหลายราย คนงานพยายามป้องกันสิงโตคู่นี้โดยการทำรั้วหนามรอบๆ ค่าย แต่ก็ไม่สามารถป้องกันมัจจุราชคู่นี้ได้เลย เพราะว่ามันฉลาดพอในการแก้ปัญหานี้ โดยการคลานผ่านรั้วลวด หนาม หลายครั้งก็ทวีความรุนแรงและน่ากลัวขึ้น เพราะมันเริ่มล่าทั้งกลางคืน กลางวัน จนทำให้คนงานหวาดกลัวพวกมันอย่างมากและเรียกขานพวกมันว่าผีร้ายและความมืด

พวกมันมีเขี้ยวที่ยาวเป็นพิเศษทำให้พวกเขาไม่เชื่อว่าพวกมันไม่ใช่สิงโต แต่เป็นปีศาจร้ายที่หลุดมาจากนรก ในขณะที่บางคนเชื่อว่าสิงโตนี้เป็นร่างเกิดใหม่ของกษัตริย์โบราณของท้องถิ่น ที่พยายามขับไล่ผู้รุกรานอังกฤษ (เป็นความเชื่อของแอฟริกาตะวันออกที่เชื่อว่าสิงโตเป็นร่างกลับชาติมาเกิด ของกษัตริย์) คนงานหลายคนลังเลที่จะสร้างสะพานต่อ และบางคนหนีออกจากค่ายดีว่าจะรอเป็นเหยื่อของสิงโตปีศาจ

เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลทำให้จอห์นต้องหยุดงานทำสะพาน และเริ่มออกล่าสิงโตคู่นี้ชนิดเอาเป็นเอาตาย เขาวางกับดักและพยายามเกาะรอย ดักฆ่ามันในตอนกลางคืนจากต้นไม้ แต่กระนั้นจอห์นก็ไม่สามารถฆ่าสิงโตคู่นี้ได้เสียที จนกระทั้งเขายิงสิงโตตัวแรกได้เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 1898 (เขาใช้เวลานานถึง 9 เดือน) และสามสัปดาห์ต่อมาเขาก็ฆ่าสิงโตตัวที่สองได้ โดยสิงโตทั้งสองตัวมีขนาดใหญ่ถึง 3 เมตร (วัดจากจมูกถึงปลายหาง) นอกจากนี้จอห์นและคณะยังพบถ้ำที่เป็นที่อยู่ของมันซึ่งได้พบซากของผู้ตกเป็น เหยื่อของสิงโตจำนวนมาก มีทั้งกระดูก เสื้อผ้าและเครื่องประดับ

หลังจากที่จอห์นจัดการสิงโตทั้งคู่ได้สำเร็จ เขาก็กลับมาทำสะพานต่อจนสำเร็จลุล่วงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1899 และจอห์นได้เขียนหนังสือที่เล่าเหตุการณ์นี้ในชื่อ “The Man-Eaters of Tsavo(1907)” โดยจำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อสิงโตคู่นั้น ไม่สามารถระบุด้ชัดเจน แต่หลายคนเชื่อว่าเหยื่อน่าจะสูงถึง 135-140 คนหรือมากกว่านั้น ในปี 1924 ขนสตั๊มฟ์ของสิงโตคู่นี้ถูกขายให้พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่ชิคาโกในราคา 5,000 เหรียญสหรัฐ ในสภาพดีมาก

3. The Panar Leopard

จริงอยู่ที่เสือดาวนั้นเป็นชนิดที่มีขนาดเล็กในจำนวนสัตว์ตระกูล “แมวใหญ่” และมักไม่ทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่กว่ามัน หากแต่ที่จริงแล้วเสือดาวนั้นเป็นนักล่าเก่าแก่ที่สุดที่เรารู้จักจากการพบ ฟอสซิลกระดูกญาติๆ ของมันก็บ่บอก
ได้ว่าเจ้าแมวลายตัวนี้เคยรับประทานบรรพบุรุษของมันมากกว่าสามล้านปีที่ผ่านมา

ดังนั้นขอเพียงแค่อยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมล่ะก็แมวดำจะทำร้าย มนุษย์ทันที และเมื่อมันพบว่ามันพอใจเนื้อมนุษย์มากกว่าอาหารอื่นๆ มันจะกลายเป็นเครื่องจักรสังหารอย่างแท้จริง เหมือนในกรณีเสือดาวแห่งพานาร์ซึ่งเป็นเสือดาวกินคนที่ออกล่ากินคนในช่วง ศตวรรษที่ 20 ในอำเภอคามาออน (Kamaon) ทางภาคเหนือของอินเดีย ที่ว่ากันว่ามันฆ่าและกินคนถึง 400 คน แต่สุดท้ายวลีที่ว่า “สุดท้ายมนุษย์ก็ยังเป็นสัตว์ที่น่ากลัว” นั้นคงจะจริง เพราะเจ้าเสือดาวนั้นได้พลาดท่า ถูกกระสุนนายพรานจนได้รับบาดเจ็บ มันหนีเข้าป่าและไม่ล่ามนุษย์อีกเลย และในปั่นปลายชีวิตสุดท้ายของมันทำได้แต่เพียงหนีนักล่าที่ไล่ล่ามันเท่า นั้นและผลสุดท้ายมันก็จบชีวิตในปี 1910 โดยนักล่าในตำนานจิม คอร์เบ็ตต์ (Jim Corbett 1875-1955 นายพรานชาวอังกฤษ นักล่า นักอนุรักษ์ และนักธรรมชาติวิทยา ที่มีชื่อเสียงในการฆ่าเสือและเสือดาวกินคนในประเทศอินเดีย เขาได้เขียนหนังสือ Man-Eaters of Kumaon ที่เล่าประสบการณ์ของเขาในการล่าเสือดาวแห่งพานาร์ จนโด่งดัง และอินเดียได้ตั้งชื่อเขตอุทยานแห่งชาติในคามาออนเป็นชื่อของเขาเพื่อ เกียรติต่อเขาในปี 1957)

2. The Champawat Tigress

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ชายแดนประเทศเนปาลและเมืองคาเมออน ประเทศอินเดียและ ได้เกิดอสูรกายซึ่งเป็นเสือเบงกอลตัวหนึ่งไล่ล่าคนจำนวนมาก มันชอบซุ่มทำร้ายคนกลางป่าเขา มีชายหญิงและเด็กตกเป็นเหยื่อมากมาย หลายคนเริ่มออกมากล่าวขนานมันว่ามันเป็นปีศาจหรือสิ่งที่ลงมาจากเบื้องบน เพื่อลงโทษพวกเขา มันชื่อ “เสือร้ายแห่งซัมพาวัต” และที่น่าสนใจคือ “มันเป็นเสือตัวเมีย”

เสือร้ายแห่งซัมพาวัตได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเสือที่ฆ่าคนกว่า 436 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นการอ้างในเอกสารการเสียชีวิตของราชการเนปาลและ อินเดีย แต่กระนั้นมันก็ได้ถูกจารึกชื่อว่าเป็นสัตว์ตัวเดียวที่ฆ่ามนุษย์มากที่สุด ในโลก หลังจากที่มันฆ่าคนกว่า 200 คนในเนปาล ส่งผลทำให้ทางรายการไม่อยู่เฉย พวกเขาจัดการส่งกองทัพแห่งชาติเนปาลข้ามพรมแดนอินเดียเพื่อไปฆ่ามัน และนี้คงเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่มีการใช้ทหารจำนวน มากในการฆ่าสัตว์เพียงตัวเดียวแต่ปรากฏว่าล้มเหลวและกลายเป็นว่ามันกลับ เพิ่มชื่อเสียงให้แก่เสือตัวนี้ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น มันเพิ่มความกล้าหาญถึงขั้นข้ามพรมแดนเข้าสู่หมู่บ้านชัมพาวัต ประเทศอินเดีย มันโจมตีกลางวันแสกๆ และหากินรอบๆ หมู่บ้านจนทำให้ชาวบ้านไม่กล้าออกจากกระท่อม และพวกเขามักหวาดกลัวทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียงคำรามของมัน

จนทางการอินเดียถึงขั้นเขียนป้ายเตือนว่าจุดนี้เป็นสถานที่ของเสือแห่ง ซัมพาวัตออกมาโปรดเลี่ยงใช้เส้นทางอื่น และรัฐบาลอินเดียติดประกาศหานายพรานมือฉมังไปจัดการอย่างเร่งด่วน สุดท้ายเจ้าเสือตัวนี้ก็ถูกยิง โดยจิม คอร์เบ็ตต์ (คนเดียวกับอันดับ 3) ในปี 1911 ซึ่งการกระทำครั้งนี้ทำให้ชาวบ้านยกย่องเขาจนเปรียบเสมือนพราหมณ์ที่เบื้อง บนส่งมาโปรด (นอกจากนั้นเขายังไม่เอาเงินรางวัล)และเรื่องราวประสบการณ์เหล่านี้ได้ถูก เขียนในหนังสือ Maneaters of Kumaon (1944)

1. Gustave

จากอันดับทั้งหมดส่วนใหญ่สัตว์ที่ฆ่ามนุษย์นั้นมักพบจุดจบด้วยฝีมือ มนุษย์ทั้งสิ้นหากแต่ยกเว้นสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง มันคือ “กุสตาฟ” จระเข้แม่น้ำไนล์ ยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกาและของโลก (จระเข้เลี้ยงและใหญ่ที่สุดอยู่ในประเทศไทยยาว 6 เมตรเช่นกัน) มันอาศัย และอาละวาดคนในบริเวณแม่น้ำลูซิซิและชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลสาป แทนแกนยิกา ประเทศบุรุนดี ทวีปแอฟริกาด้วยความยาวกว่าหกเมตร (ในปี 2004 มีการประมาณว่า มันมีอายุ 60 ปี ยาวกว่า 6.1 เมตร หนักกว่า 1 ตัน จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่หลายคนขนานนามว่ามอนสเตอร์แห่งแอฟริกา รวมไปถึงมันเป็นสัตว์นักล่ากินคนด้วยมัน ได้ฆ่าคนกว่า 300 คนและอาจมากขึ้นในอนาคต เพราะจนบัดนี้มันยังคงมีชีวิต ไม่ได้หายไปไหน และไม่ได้ถูกฆ่าแต่อย่างใด และมันเป็นสัตว์ฆ่ามนุษย์เพียงตัวเดียวที่ยังเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจชีวิต อยู่ ( เหยื่อ 300 รายนั้นไม่ได้ถูกบันทึกเป็นทางการ ซึ่งอาจเป็นการกล่าวอ้างที่เกินจริงของคนพื้นเมือง)

กุสตาฟถูกตั้งชื่อโดย แพทริช เฟย์ (Patrice Faye) ชาวฝรั่งเศสที่ตั้งถิ่นฐานในบุรุนดีและพยายามที่จะจับมันตั้งแต่ปี 1998 ซึ่งเขาพยายามนำกรงเหล็กใหญ่ล่อมัน แต่จระเข้นั้นฉลาดมาก ไม่เคยหลงกลติดกับแม้แต่หนเดียว แถมมันเยาะเย้ยทีมงานของแพทริชอีก แต่กระนั้นภาพของมันก็ถูกบันทึกออกอากาศทาง PBS

พฤษภาคม 2004

ชาวบ้านในท้องถิ่นต่างบอกว่าสาเหตุที่มันล่ามนุษย์นั้น เพื่อความสนุกสนานของมันเท่านั้น หลักฐานคือเอกลักษณ์ประจำตัวมันคือเมื่อมันฆ่าเหยื่อที่เป็นมนุษย์แล้วมันจะ เหลือซากทิ้งไว้ไม่ได้กินหมดแต่อย่างใด อีกทั้งมันฉลาดมากเพราะเมื่อมันฆ่าคนแล้วมันจะหายไปอาจนานเป็นเดือนหรือเป็น ปีมันจะออกมาอีกครั้งในสถานที่แตกต่างกันเพื่อฆ่าอีกครั้ง จนไม่มีคาดการได้ว่ามันจะปรากฏที่ใด นอกจากเจ้าจระเข้นี้ยังมีความต้องการอาหารมากกว่าปกติ ถึงขั้นฆ่าช้างน้ำฮิปโปโปเตมัสตัวเต็มวัยได้ (ฮิปโปโปเตมัสเป็นสัตว์อันตรายมาก และเป็นสัตว์ที่จระเข้ไม่กล้ากินพวกมันและพยายามหลีกเลี่ยง) เกราะร่างกายของเจ้ากุสตาฟนั้นเต็มไปด้วยรอยแผลนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น มีด หอก หรือแม้กระทั้งอาวุธปืน มันสามารถเอาชีวิตได้แม้ว่าจะมีนายพรานหรือทหารติดอาวุธมาล่ามันก็ตาม และตำนานของมันได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง  Primeval (ชื่อไทย โคตรเคี่ยมสะพรึงโลก) และคลิปที่อยู่ท้ายอันดับนี้ผมแนะนำให้ทุกท่านได้ดู ถึงความยิ่งใหญ่และความน่ากลัวที่หลายคนขนานนามว่า “โครตไอ้เข้”
http://www.youtube.com/watch?v=s6u0qYUfUwc&feature=player_embedded

0. บ้านน้ำจืด


http://www.paknamlangsuan.com/forum/index.php?topic=209.0

ย้อนกลับมาในประเทศไทยที่ คลองบางมุด บ้านหนองไก่ปิ้ง ต.นาขา อ.หลังสวนจ.ชุมพร ในปี 1964 ในสมัยนั้นชาวบ้านในพื้นที่แห่งนั้นยังคงอาศัยเส้นทางน้ำเป็นสายตามประสาชาว ชนบท แต่แล้ว เมื่อจู่ๆ มีจระเข้พันธุ์ทองหลาง (จระเข้น้ำเค็มชนิดหนึ่ง) ยักษ์ขนาด 4 เมตร ออกอาละวาดทำร้ายคนริมตลิ่ง และไล่กัดเรือที่สัญจรไปมา จนชาวบ้านไม่กล้าพายเรือในแม่น้ำดังกล่าวหากไม่จำเป็น

ในเย็นวันหนึ่งของเดือนกันยายนชาวบ้านคนหนึ่งชื่อนายอุดม ลงอาบน้ำในคลองและเขาก็ถูกจระเข้ยักษ์คาบไปกินต่อหน้าต่อตาต่อหน้าชาวบ้าน นับสิบ รุ่งเช้าพบศพนายอุดม ลอยอืดขึ้นมาเขาถูกกินเฉพาะส่วนท้อง ต่อมานายอินชาวเขมรได้นำเรือเล็กเพื่อไปตัดจากเพื่อนำมามุงหลังคาบ้าน ก็ถูกจระเข้ยักษ์โจมตีเรือและคาบขาลงไปในในน้ำต่อหน้าต่อตาภรรยาของเขา รุ่งขึ้นศพนายอินลอยขึ้นมา ก็พบว่าถูกกินเฉพาะส่วนท้องเช่นเดียว ข่าวจระเข้ฆ่าคน 2 ศพได้แพร่กระจายไปทั่วจังหวัดและถูกขึ้นหัวข้อข่าวหนังสือพิมพ์และขนานนาม ว่า “ไอ้ด่างบางมุด” เนื่องจากจระเข้ยักษ์ตัวนี้มีสีดำทั้งส่วนลำตัวและส่วนหัว ยกเว้นที่คอเท่านั้นที่มีสีขาวคาดอยู่รอบลำคอจึงเป็นที่มาของชื่อของชื่อดัง กล่าว และหลายคนเชื่อว่ามันคือ “ไอ้ด่างเกยชัย” จระเข้ในตำนาน ที่เคยอาละวาดกินคนที่แม่น้ำน่าน บ้านเกยชัย จ.นครสวรรค์ (ปัจจุบันคือ ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์) เมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 และมันกลับมาอีกครั้งเพื่อแก้แค้นมนุษย์

ผลจากข่าวดังกล่าวทำให้หลายคนเดือดดานและพยายามฆ่ามันโดยใช้ระเบิดน้ำ เพื่อบังคับมันออกมา แต่กลับเป็นว่าไปเพิ่มความโกรธของมันยิ่งขึ้นไปอีก จนมันอาละวาดไล่กัดกินคนไปทั่ว ในขณะที่ทางประชาชนเร่งรัดทางราชการให้หาทางกำจัดมันให้ได้ ซึ่งมีนักล่าจากทั่วทุกสารทิศต่างมา ณ ที่แห่งนี้เพื่อจัดการมันแต่สุดท้ายก็ล้มเหลวต้องกลับบ้านด้วยมือเปล่า จนเมื่อเวลาผ่านไปชื่อเสียงของ “ไอ้ด่าง” ก็เลื่องลือไปทั่วทั้งประเทศ ความโด่งดังของมันถึงขนาดมีคณะถ่ายทำภาพยนตร์ไล่ตามพรานจระเข้เพื่อถ่ายทำ เป็นภาพยนตร์สารคดีไปทุกระยะเตรียมส่งฉายทั่วโลก สุดท้ายทางการถึงขั้นกวาดล้างครั้งใหญ่โดยฆ่าตามแหล่งที่อยู่และฆ่าจระเข้ ทุกตัวในบางมดจนสิ้น จนเจ้าด่างต้องหนีไปอาละวาดที่คลองเขาปีบ (เป็นคลองแยกไปจากคลองบางมุดจนมันถูกปราบโดยซึ่งถูกปราบได้ด้วยลูกระเบิดของ นายตำรวจ ส.อ.ห้วง พิมาน เมื่อผ่าท้องจระเข้ยักษ์ก็พบหัวกะโหลกมนุษย์ถึง 2 หัว แสดงให้เห็นว่านอกจากมันฆ่าคนสองคนแล้วมันยังกินคนอีกหลายคนด้วย

จนถึงทุกวันนี้เรื่องราวเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวบ้านคลอง บางมุดตลอดมา และในปี 2005 ก็ถูกนำมาดัดแปลงสร้างภาพยนตร์เรื่อง โคตรเพชฌฆาต (The Brutal River) กำกับโดย อนัต ยวงเงิน

ที่มา : chanaview.wordpress.com

21 คัพเค้กสุดสยองปนน่ารัก….ย้อนหลังฮาโลวีน ที่คุณไม่ควรพลาด


ดีไซน์คัพเค้ก สุดหลอนย้อนหลังวันฮาโลวีน จะน่าหม่ำหรือหลอน แค่ไหนมาดูกันเลยดีกว่า

เอาไปเป็นไอเดียเก๋ๆ ทำกิน ทำแจกเพื่อน หรือ ทำขายก็ได้ ไม่ว่ากันนะ !!

1. คัพเค้กเศษกระจกเปื้อนเลือด

2. คัพเค้กสุสานคนเป็น

 


3. คัพเค้กเดวิว

 

4. คัพเค้กสมองไหล

5.คัพเค้กหมวกแม่มดมหัศจรรย์

 

6. คัพเค้กผีสุดหลอน

 

7. คัพเค้กฟักทองฮาโลวีน

8. คัพเค้กแจ็ค สเกลลิงตัน

9. คัพเค้กขาแม่มดชี้ฟ้า

 

10. คัพเค้กแฟรงเกนสไตน์

11. คัพเค้กแมงมุมพิษ

 

12. คัพเค้กฮาโลวีนเลือดสาด

 

13. คัพเค้กมัมมี่

 



14.คัพเค้กแมงมุมโอรีโอ้

 

15. คัพเค้กต้นไม่ตายซาก

 

16.คัพเค้กหลุมศพ


17. ไอศครีมแฟรงเกนสไตน์ (แหวกแนวเป็นไอศครีมบ้างนะจ๊ะ) 

18. คัพเค้กใยแมงมุม

 

19. คัพเค้กอีกาฮาโลวีน

 

20. คัพเค้กฆาตรกรขวาน สับแหลก

 

21. คัพเค้กรอยกัดแวมไพร์

 

ที่มา: boredpanda
hungryeatfull.blogspot.com
facebook.com/Hungryeatfull

17 แมวขโมย.. หลักฐานคาตา ทาสแมวจ๋า อย่าชะล่าใจเด็ดขาด !!


ทาสแมวโปรดทราบ จงอย่าชะล่าใจเด็ดขาด หากน้องเหมียวของคุณมีทีท่าว่านอนสอนง่าย เรียกเหมียวๆก็เดินมาหา พร้อมกับเอาอุ้งมือน้อยๆตะกายเบาๆ.. เพราะ เมื่อไรที่เราหันหลัง เจ้าเหมียวจะเผยไต๋ออกมาทันที (นักวางแผนชั้นเยี่ยม แถมยังแอคติ้งเก่งฝุดๆ)

วันนี้ น้องหมูหัน MoohunDesign มีภาพหลักฐาน 15 ภาพ ที่บอกให้รู้ว่า เจ้าแมวหน้าตาบ้องแบ๊ว ไม่ได้น่ารักอย่างที่คิด อิอิ จงระวังน้องเหมียวข้างกายไว้ให้ดี เพราะ เวลาที่คุณเผลอ คือเวลาสนุกของเค้านั่นเอง !!

แถมท้ายอีกนิด น้องหมูหัน MoohunDesign อยากจะเตือนเพื่อนๆให้ดูแลเจ้าเหมียวให้ดีๆ ระวังน้องเหมียวของท่านจะได้รับอันตรายจากอาหารที่น้องเหมียวไม่ควรกินนะจ๊ะ เพราะ ระบบการย่อยของเขาต่างจากของเรา อาหารบางประเภทจึงไม่ควรให้น้องเหมียวกินเด็ดขาด อย่างเช่น นม อาจทำให้เขาท้องเสียได้ ช็อกโกแลตและหัวหอม ก็เป็นอันตรายและไม่ควรให้น้องเหมียวกินเช่นกัน

#1 ฉันจะกิน กิน กินนนนน แพนเค้กกก

I Regret Nothing!

#2 แน่ะ !!

Cookie Thief

#3 มีความสุขมากซินะ

Pen Thief Caught In Action

#4 อยากตกปลาก็ไม่บอก

Stealing From A Child

#5 หัวขโมยปลาย่าง

Smoked Fish Thief

#6 อยากกินนมจากแก้วดูบ้าง

Determined Milk Thief

#7 ไม่มีใครเห็นหลอกกกก

Disguised Thief

#8 กำลังศึกษาวิธีเลี้ยงปลาในตู้อยู่ฮะ

Trying To Get To That Fish

#9 ผมอยากบินได้.. (จะออกไปแตะขอบฟ้า)

Balloon Thief

#10 จมูกมนุษย์หิมะก็ไม่เว้นนะ

Nose Stealer

#11 ความฝันอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับภาระอันใหญ่ยิ่ง

Kitty Has Big Dreams

#12 หนูๆจ๊ะ ระวังท้องเสียนะ

Milk Burglars

#13 ชอบขนมปังเบคอนก็ไม่บอก (จะได้เก็บสูงกว่านี้ 55)

Determined Kitty

#14 คือ..กลัวใครแย่งไส้กรอกรึไงจ๊ะ (ขึ้นไปซะสูง)

Sausage Burglar

#15 รอให้มันหายเย็นก่อนดีมะ

Kitty And His Prey

#16 คุณเสนอมา ผมก็จัดห้ายยย

dem nuggets

#17 ไม่ธรรมดานะครัช

The Straw Thief

ขอบคุณ ที่มา : boredpanda