สอนลูกให้เข้มแข็ง เล่าสู่กันฟัง..เรื่องเล่าคำสอนจากคุณตัน อิชิตัน


146-family-8381

มีลูก 3 คน มีบ้าน 2 หลัง จะแบ่งยังไงดีครับ? เพื่อนผมคนหนึ่งคิดยังไงก็คิดไม่ตก เกษียณอายุราชการแล้วยังต้องทำงานงกๆ “สู้เพื่อลูก” ผ่อนบ้านหลังที่ 3 กลัวแบ่งสมบั…ติไม่ลงตัว เดี๋ยวจะนอนตายตาไม่หลับ

ผมบอกถ้าไม่อยากวุ่นวาย..ง่ายนิดเดียว แค่ขายบ้านให้หมด แล้วใช้เงินให้มีความสุขกับชีวิตหลังเกษียณ เหลือเท่าไหร่ก็เท่านั้น.. ตอนพ่อแม่ผมเสีย ไม่ได้มีเงินทองมากมาย ผมเลือกพระหนึ่งองค์เป็นสมบัติจากพ่อ หยิบแหวนวงเดียวจากกองมรดกของแม่ สมบัติสุดท้ายไม่กี่ชิ้นของพ่อกับแม่ที่เทกองบนโต๊ะ..ผมกับพี่น้องแบ่งกันยังไงก็ลงตัว สำหรับผมในวันนี้สอนลูกตั้งแต่พวกเขายังเล็ก ว่าการศึกษาเท่าที่เขาต้องการคือสมบัติที่ผมจะให้

น้องกิฟท์ลูกสาวคนโตรู้ดีและเขาเข้าใจว่าผมไม่มีนโยบายเก็บเงินให้ลูก วันหนึ่งเขาบอกผมว่า “ป่าป๊า ไม่ต้องห่วงกิฟท์ ธุรกิจและเงินที่ป่าป๊าทำมาไม่ต้องเผื่อกิฟท์ หนูรับผิดชอบตัวเองได้” ผมให้เงินเขาก้อนหนึ่ง ไปตั้งต้นร้านอาหารชื่ออิซีลี่ บริหารไม่นานก็เจ๊ง เขาใช้โอกาสอีกครั้งกับเงินทุนที่เหลืออยู่ตั้งใจทำร้านอาหารใหม่ชื่อแซ่บอีลี่ คราวนี้เขาไม่ประมาทและตั้งใจกว่าเดิมอีกหลายเท่า จนวันนี้ร้านแซ่บอีลี่ก็อยู่ได้

ลูกทุกคนของผมรู้ดีว่าสมบัติทุกอย่างที่ผมให้ ถ้าไม่ตั้งใจทำย่อมมีวันหมด ผมให้โอกาสการศึกษาเต็มที่..ที่เหลือเขาต้องเลือกทางเดินชีวิตด้วยตัวของเขาเอง ไม่ใช่ผมไม่รักลูก แต่ใช่ว่ามีเงินเยอะๆ แล้วจะดีสำหรับเขา ผมอยากให้ลูกได้รู้จักกับความยากลำบาก ไม่อยากให้เคยชินกับความสบาย ไปต่างประเทศด้วยกันทุกครั้ง ลูกๆ ทุกคนต้องนั่งเครื่องบินชั้นอิโคโนมี

บางครั้งน้องเก็ตลูกชายยังเป็นเด็ก เขาเคยแผลงฤทธิ์ไม่พอใจทำไมไม่ได้นั่งบิซิเนสคลาสด้วยกัน วันนี้เขาอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ทำงานหาเงินเองได้เมื่อไหร่ วันนั้นเขาจะเข้าใจได้ด้วยตัวเอง

ประสบการณ์สอนให้ผมรู้ว่าเงินเป็นได้ทั้งความทุกข์และความสุข ในวันที่ต้องดิ้นรน เงิน คือ สิ่งจำเป็น เป็นขนมปังชิ้นแรกที่ประทังชีวิต ขนมปังชิ้นที่สอง คือ ความอร่อย มีชีวิตที่สุขสบาย หายเหนื่อย มากกว่านั้น…กินเท่าไหร่ก็เป็นส่วนเกิน ขนมปังชิ้นที่สาม คือ ยาพิษ

อะไรที่มากเกินไปมักจะไม่มีประโยชน์ กลายเป็นให้โทษมากกว่าคุณ..เงินก็เช่นกัน…ถ้าคุณรู้ล่วงหน้าว่าจะมีบุญหล่นทับร่ำรวยเป็นพันๆ ล้าน คุณอาจไม่รู้จักคุณค่าของความพยายาม ชีวิตนี้อาจไม่เคยรู้สึกว่าจะต้องออกแรงดิ้นรนอะไรอีกต่อไป เงินถ้าไม่รู้จักใช้ ไม่รู้จักหา ไม่รู้จักคุณค่า…มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ

ถ้าหน้าที่ของพ่อแม่คือการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก เราควรรักลูกแบบไหน?
ลองถามตัวเองดูว่าเรากำลังยื่นขนมปัง “ชิ้นที่สาม” ที่เต็มไปด้วยยาพิษให้ลูกหรือเปล่า

ที่มา http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=28850.0

เรื่องเล่าของลูกผู้ชายชาวจีนคนหนึ่ง


เรื่องเล่าของลูกผู้ชายชาวจีนคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อเติบโตขึ้นต้องมีภารกิจเดินทาง และตั้งถิ่นฐานอยู่ไกลจากพ่อแม่ แต่ก็มักติดต่อพูดคุยทางโทรศัพท์กับแม่อยู่เสมอ…

แม่มักจะบอกเขาว่า “ไม่ต้องห่วงแม่” ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ เพราะจะสิ้นเปลืองเงินทอง…ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำๆซากๆ เขารู้ดีว่า แม่เริ่มคิดถึงเขามาก

จนกระทั่งปีนึง ที่แม่มีอายุครบ 75 เขาจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่ โดยตั้งใจว่าจะอยู่ด้วยสัก 1 เดือน ขอเป็นเพื่อนแม่เพียงอย่างเดียว

พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ แม้จะมีเวลาอีกตั้ง 2 เดือนเศษ แม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูกแม่ดึงเอาสมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องตระเตรียม แม่เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ รื้อเอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่…สำหรับคนอายุ 75 เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย…

พอลูกกลับถึงบ้าน ตอนอยู่บนเครื่องบิน เคยตั้งใจว่าจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้งแต่พอมาเห็นแม่ แม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผอมแห้ง หน้าตาเหี่ยวย่น ช่างไม่เหมือนแม่ คนก่อนหน้านี้เลย…

แม่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงเตรียมอาหารที่ลูกเคยชอบ โดยที่หาทราบไม่ว่า ลูกไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้นแล้ว และเพราะแม่ตาไม่ค่อยดี รสชาติอาหารจึงแย่มากๆ บางจานก็เค็มจัด บางจานก็จืดสนิท ผ้าห่มที่แม่อุตส่าห์เตรียมให้ ทั้งหนาทั้งหยาบ ไม่สบายกายเลย…แม่หารู้ไม่ว่า เดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์ และใช้ผ้าห่มขนแกะแล้ว แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อแม่จริงๆ

สองสามวันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ จนไม่มีเวลาพักผ่อน พอเริ่มได้พัก แม่ก็เริ่มพูดมาก สอนโน่นสอนนี่ พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น 10 กว่าปีก่อนก็เคยพูดแล้ว พอลูกบอกให้ฟังว่า ปรัชญาเหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้วแม่ก็เริ่มนิ่งเงียบและเศร้าซึม

“เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ผมพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง โดยเฉพาะสายตา อาหารบางจานมีแมลงวันด้วย บางทีอาหารหกบนเตา แม่ก็เก็บใส่จานตามเดิม ครั้นผมพยายามชวนแม่ไปกินนอกบ้าน แม่ก็บอกอาหารข้างนอกไม่สะอาด ของแปลกปลอมเยอะ เมื่อผมบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคน แม่ก็โวยวายว่าแม่เองยังสามารถทำงานเลี้ยงดูเด็กให้ผู้อื่นได้เลย ผมเลยพูดไม่ออกพอผมจะออกไปช้อปปิ้ง แม่ก็จะตามไปด้วย ทำเอาวันนั้นทั้งวัน พวกเราไม่ได้ไปช้อปปิ้งเลย…”

“พอพวกเราเริ่มคุยกันในเรื่องทันสมัย แม่ก็จะหาว่าพวกเราเพี้ยน ผมก็เริ่มบอกแม่อย่างไม่ค่อยเกรงใจว่า แม่ นี่มันสมัยใหม่แล้ว แม่ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆบ้าง… ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่ ผมเริ่มขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้นแต่เราไม่เคยทะเลาะกันนะ พอผมขัดแม่ แม่ก็หยุดกึกลง ไม่พูดไม่จา ในตามีแววเหม่อลอย –โลกซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ”

“ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับ แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมาในนั้นเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัดเก็บไว้ในช่วงที่ผมไปอยู่เมืองนอก แม่เริ่มสนใจข่าวต่างประเทศเมื่อผมเดินทางไปนอก ทุกครั้งที่มีข่าวตึงเครียดในประเทศนั้นๆ แม่จะตัดข่าวเก็บไว้ ตั้งใจจะมอบให้ผมตอนที่ผมกลับมา แม่พูดอยู่เสมอว่า อยู่นอกบ้านนอกเมืองต้องระวังตัวให้มากๆ ครั้งหนึ่งมีเรื่องคนญี่ปุ่นต่อต้านและข่มเหงคนจีน มีการปะทะกันด้วย แม่เป็นห่วงมาก ถามเพื่อนบ้านว่าจะส่งข่าวไปเตือนผมที่ญี่ปุ่นได้อย่างไรตอนนั้นผมสอนอยู่ที่ญี่ปุ่น”

แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบากวางใส่ในมือผมเหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง มันหนักมาก ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจเพราะผมไม่อยากนำกลับไป มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้วผมรู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความยากลำบาก แม่สายตาไม่ค่อยดี ต้องใช้แว่นขยาย อ่านได้วันละ 2 หน้าก็เก่งแล้ว นี่ยังตัดเก็บได้ขนาดนี้ ทันใดนั้นมีข่าวแผ่นหนึ่งปลิวหลุดลงมา แม่รีบเอื้อมไปหยิบแต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม แม่กลับพับเก็บไว้ในกระเป๋าของตัวเอง

ผมรู้สึกเอะใจ เลยถามว่า “แม่ นั่นกระดาษอะไร ขอผมดูหน่อยนะ”แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงล้วงออกมาวางบนข่าวปึกนั้นแล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที

ผมหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู มันเป็นบทความบทหนึ่ง ชื่อว่า “เมื่อฉันแก่ตัวลง” ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2004 เป็นช่วงที่ผมเริ่มเถียงกับแม่ถี่มากขึ้นทุกทีบทความนั้นคัดมาจากนิตยสารฉบับหนึ่งของเม็กซิโก ฉบับเดือนพฤศจิกายน ผมอ่านบทความนั้นทันที ….

เมื่อฉันแก่ตัวลง…..ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น ขอโปรดเข้าใจฉัน มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด ถ้าฉันทำน้ำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง….ถ้าฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า ขอให้คิดถึงตอนเธอเด็กๆ…ที่ฉันสอนเธอหัดทำทุกอย่าง ถ้าฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆที่เธอรู้สึกเบื่อ….ขอให้อดทนสักนิด อย่าเพิ่งขัดฉัน ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆซากๆ จนเธอหลับเลย

ถ้าฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลยนะ ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆได้ไหม ฉันต้องทั้งกอดทั้งปลอบเพื่อให้….เธอยอมอาบน้ำ ถ้าฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆโปรดอย่าหัวเราะเยาะฉัน…. จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทนตอบคำถาม“ทำไม ทำไม”ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม ถ้าฉันเหนื่อยล้าจนเดินต่อไม่ไหวขอ….จงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน เหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดินในตอนที่เธอยังเล็กๆ

หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่โปรดให้เวลาฉันคิดสักนิด ที่จริงสำหรับฉันแล้ว…..กำลังพูดเรื่องอะไรไม่สำคัญหรอกขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน……ฉันก็พอใจแล้ว ตอนนี้ถ้าเธอเห็นฉันแก่ตัวลง…ไม่ต้องเสียใจ…ขอให้เข้าใจฉัน….สนับสนุนฉัน ให้เหมือนตอนที่ฉันสนับสนุนเธอตอนเธอเพิ่งเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ในตอนนั้น….ฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต ตอนนี้….ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉันเดินไปให้สุดเส้นทางของชีวิต…… โปรด….ให้ความรักและความอดทนต่อ….ฉัน

ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ…. ในแววตาอันฝ้าฟางของฉัน….มีแต่ความรักอันหาที่สิ้นสุดมิได้ ของฉันที่มีให้กับ……….เธอ

ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที…. เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ตอนนั้นแม่เดินออกมา ผมแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนแรกแม่คงอยากให้ผมได้อ่านบทความนี้หลังจากผมกลับไปแล้วจึงคะยั้นคะยอให้ผมนำข่าวปึกนั้นกลับไป ตอนผมจัดกระเป๋าเดินทาง ผมต้องสละไม่เอาสูทกลับไป 1 ตัว จึงยัดเก็บปึกข่าวเหล่านั้นเข้าไปได้รู้สึกแม่จะดีใจมากเหมือนกับว่า

หนังสือพิมพ์เหล่านั้นเป็นยันต์โชคลาภสำหรับผมและเหมือนกับว่าการที่ผมยอมรับหนังสือพิมพ์เหล่านั้น ผมได้กลับมาเป็นเด็กดีของแม่อีกครั้งหนึ่งแม่ตามมาส่งผมจนถึงรถแท็กซี่เลยที่เดียว หนังสือพิมพ์ที่ผมนำกลับมาเหล่านั้น ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรเลย แต่บทความ“เมื่อฉันแก่ตัวลง” บทนั้น ผมได้ตัดเก็บไว้ในกรอบ เอาไว้ข้างตัวฉันตลอดไป

ตอนนี้ ผมขออุทิศบทความนี้ให้กับลูกๆทั้งที่พเนจรและไม่ได้พเนจรทั้งหลาย…ถ้ามีเวลาว่างก็แวะไปหาท่าน หรือไม่ก็โทรไปหาท่านบ้าง บอกท่านว่าคุณอยากกินอาหารที่ท่านทำเสมอ….ท่านไม่ได้ต้องการอะไรจากเรามากไปกว่าแค่ได้รับรู้ว่าเราสุขสบายดี..ถ้าหากเราไม่สามารถไปเยี่ยมท่านได้….ตอนคุยโทรศัพท์กับท่าน…โปรดยิ้มให้กว้างๆและยิ้มบ่อยๆ…แม้ท่านจะมองไม่เห็น..แต่ท่านจะรู้สึกได้……

ที่มา http://www.oknation.net/blog/print.php?id=149895

น้องเลย์ สาวสักลาย อัดคลิปเตือนสติวัยรุ่นที่คิดจะสัก ชาวเน็ตกดไลค์เพียบ


น้องเลย์ สาวสักลาย อัดคลิปเตือนสติวัยรุ่น
น้องเลย์ สาวสักลาย อัดคลิปเตือนสติวัยรุ่น

ชาวเน็ตกดไลค์เพียบ ! น้องเลย์ สาวสักลาย อัดคลิปเตือนสติวัยรุ่น พร้อมเล่าประสบการณ์หลังจากไปสัก

แชร์กันกระจายเลยล่ะค่ะ สำหรับคลิปของ “น้องเลย์” สาวหน้าตาน่ารักที่มีรอยสักเต็มตัว ที่เธอขอออกมาบอกเล่าประสบการณ์หลังจากตัดสินใจสักพร้อมกับฝากเตือนไปยังวัยรุ่นที่คิดจะสักด้วยว่า ถ้าสักแล้วจะต้องเจออุปสรรคหลายอย่าง ทั้งการถูกตำหนิติเตียนจากผู้ใหญ่ การสมัครรับเข้าทำงาน เป็นต้น งานนี้ชาวเน็ตแห่ชื่นชม กดไลค์ น้องเลย์ เพียบเลยล่ะ ก็แหม.. ทั้งสวย ทั้งให้แง่คิดแบบนี้ จะไม่ไลค์ยังไงไหว

โดยในคลิปดังกล่าว น้องเลย์ เผยว่า พอหลังจากที่เธอสักคุณแม่ก็เป็นห่วง แล้วก็บอกว่าสักอะไรเลอะเทอะ ส่วนคุณพ่อก็พูดเหมือนคนทั่วไปที่เขามองคนสัก แต่ทั้งนี้เธอก็บอกว่าการสักเป็นเรื่องความชื่นชอบส่วนบุคคล ถึงแม้จะมีรอยสักเยอะขนาดไหน แต่เธอก็ไม่ได้ทำตัวเหลวไหลหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เธอสักก็เป็นเงินของเธอ ส่วนน้อง ๆ ที่อยากสักก็อยากให้สักในร่มผ้าก่อน หรือใครอยากจะสักเยอะ ๆ ก็ควรวางแผนอนาคต ดูงานที่จะทำด้วย เพราะบางที่เขาไม่รับคนที่มีรอยสักเลย แต่ถ้าใครที่รู้ว่าสักแล้วจะมีปัญหาตามมา ก็ควรยับยั้งชั่งใจเอาไว้ก่อนดีกว่า..

เรียกได้ว่าเป็นสาวสวยที่เตือนสติน้อง ๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะบางคนอาจจะสักตามแฟชั่น หรือสักตามเพื่อน พอถึงวัยที่ต้องทำงาน รอยสักดังกล่าวก็อาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่เลยทีเดียว

http://video.postjung.com/iframe.php?id=80991
คลิป สาวสวย น่ารัก สักลาย โพสต์โดย คุณ karoll Chill สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม
ที่มา: กระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ karoll Chill สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

5 ข้อคิดจาก Mark Zuckerberg ที่จะทำให้คุณฮึดสู้กับฝันที่ยากจะไปถึง


Mark Zuckerberg หนึ่งในบุคคลอายุน้อยที่รวยที่สุดในโลก โดยภายในอายุ 23 เขาก็กลายเป็นเศรษฐีไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อนที่ Facebook เริ่มก่อตั้งขึ้น และจนถึงปัจจุบันนี้ เขาอายุ 35 ปี กับรายได้สุทธิของเขาที่มีมากถึง 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.1 ล้านล้านบาท

Mark Zuckerberg สร้างเฟซบุ๊กขึ้นมาตั้งแต่เขาเรียนอยู่ที่ฮาวาร์ด แต่สุดท้ายเขาตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างเฟซบุ๊กอย่างจริงจัง เขาต้องการคิดค้นวิธีการติดต่อสื่อสารใหม่ๆ ให้คนทั่วโลก และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เฟซบุ๊กก็กลายเป็นเว็บโซเชียลมีเดียที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นที่นิยมมากที่สุดเช่นกัน โดยมีผู้ใช้มากกว่า 1 พันล้านคนเกือบจะ 2 พันล้านแล้วนะ ซึ่งถือเป็นการเชื่อมต่อคนทั่วโลกเข้าด้วยกัน ผ่านวิธีการสื่อสารที่ไม่เคยมีมาก่อน

ซึ่งเรื่องราวของ Mark นั้น จะทำให้คุณรู้ว่า อายุไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย ที่จะทำให้คนคนนึงไล่ล่าตามความฝัน และเอาชนะอุปสรรคเบื้องหน้า เราไปดู 5 ข้อคิดของ CEO Facebook พร้อมๆ กันเลยดีกว่าครับ

1.คุณต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างเร็ว อาจมีบางสิ่ง ต้องเสียหายไปบ้าง เพราะถ้าไม่มีอะไรเสียหาย นั่นเป็นเพราะคุณยังไม่เร็วพอ

หากคุณมีความมุ่งมั่นอยู่แล้ว อย่ามัวแต่รอคนอื่นๆ ถ้าเขาไม่เห็นด้วยกับคุณ คุณจงวิ่งไปสู่เป้าหมายของคุณ อย่าหยุด อย่าจำกัดขีดความสามารถของตนเอง มันย่อมมีคนที่ไม่อยากมองเห็นคุณประสบความสำเร็จอยู่แล้ว

แต่คุณแค่อย่าไปสนใจ เท่านั้นเอง และหากปัจจัยบางอย่างที่คุณมี มันเป็นอุปสรรค ก็ทำลายมันเสีย เพราะบางทีมันก็เก่าแก่เกินจะเก็บไว้ก็เป็นได้ การสร้างประวัติศาสตร์ คือการทำลายของเดิมลง และสร้างสิ่งใหม่ที่คนอื่นคาดไม่ถึง นั่นล่ะ ที่เรียกว่าความสำเร็จ

2.เป้าหมายของผมไม่เคยคิดว่าจะเปิดบริษัทเพื่อหาเงินเท่านั้น คนมักเข้าใจผิด เป้าหมายจริงๆ ของผมในตอนนั้น คือสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกของเราครั้งยิ่งใหญ่ต่างหากล่ะ

หากคุณคิดแต่เรื่องเงิน คุณก็มักจะลงเอยกับงานประจำที่จ่ายเงินคุณเท่ากันทุกๆ เดือน แต่คนส่วนมากที่ประสบความสำเร็จ เขาเสี่ยงทุกอย่าง เพื่อสู้จนพวกเขาเดินมาถึงทุกวันนี้ เพราะสิ่งที่เขารู้ก็คือ เงิน คือภาพลวงตา ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่พวกเขาต้องการสร้างชื่อมากกว่า

ซึ่งแน่นอนว่า ในโลกนี้ก็ยังมีคนรวยอีกหลายคน ที่คิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง ซึ่งคนเหล่านี้ หากจากโลกนี้ไป ก็ไม่มีใครจำได้ เพราเขาไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรไว้ให้กับโลกเลยแม้แต่น้อย

3.ส่วนตัวผมคิดว่า ผมชอบอยู่ใกล้ๆ หรือทำงานกับคนที่ชอบประเมินผมต่ำเกินกว่าความเป็นจริง เพราะมันทำให้ผมมีพลังที่จะสู้ และพิสูจน์ความจริงให้พวกเขาทึ่ง ว่าพวกเขาคิดผิด

คนที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ มักมีคนที่ไม่เชื่อ สงสัย และปรามาสเป็นธรรมดา จงต้อนรับพวกเขา เพราะนั่นแหละคือแหล่งพลังงานชั้นดี ที่ทำให้คุณมีแรงสู้ สู้เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาคิดผิด จำไว้เสมอว่า เราควบคุมความคิดคนอื่นไม่ได้ แต่เราควบคุมวิธีที่เราจะโต้ตอบความคิดของคนเหล่านั้นได้ มันคือทางเลือกของเราเองทั้งนั้น

และเมื่อคุณสำเร็จแล้ว คุณก็สามารถกลับไปหาคนที่ไม่เชื่อคุณในตอนแรก และขอบคุณพวกเขา ที่พวกเขาคือสิ่งที่ทำให้คุณสำเร็จในวันนี้ เพราะฉะนั้นจงรู้จักขอบคุณ

4.อาจจะฟังดูเน่าไปหน่อย แต่ผมอยากเปลี่ยนสังคมให้เปิดกว้างมากขึ้น และการเปิดกว้างให้สังคมนั้น มันไม่สามารถเกิดขึ้นชั่วข้ามคืนหรอกนะ มันใช้เวลาเป็น 10-15 ปีนู่นแหละ

จำไว้ว่า ความอดทนคือกุญแจสำคัญของทุกสิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนโลก ยิ่งต้องใช้เวลานาน

อย่างเช่นเรื่องราวของ Nelson Mandela ที่ต้องใช้เวลาในคุกถึง 27 ปี จนเขาสามารถก้าวออกมา และกลายเป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของแอฟริกาใต้ นี่คือตัวอย่างที่สำคัญมากของการสร้างสิ่งดีๆ ให้กับโลก เพราะฉะนั้น ความสำเร็จมันยาก เพราะฉะนั้นจงอดทนและแน่วแน่อยู่เสมอ

5.ความเสี่ยงที่สูงที่สุด คือการไม่เสี่ยงอะไรเลย และการไม่เสี่ยงอะไรเลยเนี่ยแหละ ที่เปรียบเสมือนการการันตีสู่ความล้มเหลว

สิ่งที่อินเทอร์เน็ตเชื่อมโลกได้ในวันนี้ เมื่อ 50 ปีก่อน คงไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นจริงได้ เพราะฉะนั้น โลกมันหมุนไปเร็วกว่าที่คิด และถ้าคุณไม่คิดจะเสี่ยงอะไรเลย คุณก็จะล้าหลังไปอย่างนั้น

คุณไม่จำเป็นที่จะต้องรู้หรอกว่า จะเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า มันจะสำเร็จมั้ย มันจะเกิดอะไรขึ้น แค่คุณทำวันนี้ให้ดีที่สุด ลองเสี่ยงเพื่อความฝันของคุณดู ดีกว่าไม่เสี่ยงอะไรเลย เพราะบางที มันอาจจะสบาย ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย เราอยู่เฉยๆ เราก็มีงานทำ แต่ถ้าเราไม่กล้าที่จะเปลี่ยน ความฝัน ก็ยังคงเป็นได้แค่ความฝันอยู่วันยังค่ำ เพราะฉะนั้น ความกล้า คือสิ่งที่สำคัญที่สุด

cr.elitedaily.com , kiitdoo.com

ที่มา: flagfrog.com/5-think-from-mark-zukerberg

25 คำคมชวนคิดจากอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

เมื่อพูดถึงชื่อของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ แล้ว แน่นอนว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อของเขาเป็นแน่ เพราะเขาเป็นอัจฉริยะระดับโลก ที่โด่งดังทั้งในวงการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และยังเป็นนักคิดค้นที่ไม่เคยหยุดเรียนรู้ค้นหาเลยตลอดช่วงชีวิต 76 ปีของเขา และด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ไอน์สไตน์มีผลงานที่เป็นคุณประโยชน์ต่อโลกใบนี้มากมาย อีกทั้งความคิดของเขาก็ถูกเรียงร้อยออกมาเป็นถ้อยคำถ้อยอักษร ชวนให้คนรุ่นหลังได้คิดตามและนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตอีกด้วย

วันนี้ทีมงาน ก็เลยขอหยิบยกคำคมชวนคิดจากอัจฉริยะท่านนี้ที่เว็บไซต์kushandwizdom.tumblr.com ได้รวบรวมไว้เป็นคำคมรูปภาพมาฝากกัน ซึ่งแต่ละคำคมก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก และหลายคำคมก็ถูกใช้เป็นคติในการดำรงชีวิตของใครหลายคนไปแล้ว ว่าแล้วก็ไปดูกันเลยว่า คำคมของอัจฉริยะระดับโลกท่านนี้ มีอะไรบ้าง

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

Nothing happens until something moves.

ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ โดยปราศจากการเริ่มต้น

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

Any man who can drive safely
while kissing a pretty girl
is simply not giving the kiss the attention it deserves.

ชายใดที่สามารถขับรถได้อย่างปลอดภัย
ขณะที่จูบหญิงสาวไปด้วยนั้น
แสดงว่าเขาไม่ได้ใส่ใจกับการจูบอย่างที่ควรจะเป็น

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

A person starts to live when he can live outside himself.

คนเราจะมีชีวิตอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อสามารถดำเนินชีวิตโดยหลุดพ้นจากตัวเองได้

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

Once we accept our limits, we go beyond them.

เมื่อเรายอมรับในข้อจำกัดของตัวเอง แสดงว่าเราได้ก้าวล่วงข้อจำกัดนั้นไปแล้ว

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

The secret to creativity is knowing how to hide your sources.

ความลับของการสร้างสรรค์ คือการรู้วิธีซ่อนที่มาของความคิดนั้นไว้อย่างแนบเนียน

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

You can’t blame gravity for falling in love.

คุณไม่อาจโทษแรงดึงดูดของโลกได้ เมื่อคุณตกหลุมรักใครสักคน

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

Insanity is doing the same thing over and over again
and expecting different results.

มีแต่คนบ้าเท่านั้น ที่จะทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ แต่กลับหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

The world is not dangerous because of those who do harm
but because of whose who look at it without doing anything.

โลกใบนี้ไม่ได้น่ากลัวเพราะคนที่ก่ออันตรายกับโลก
แต่มันน่ากลัวเพราะคนที่มองดูมันโดยไม่คิดจะทำอะไรเลยต่างหาก

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

Anyone who has never made a mistake
has never tried something new.

คนที่ไม่เคยทำผิดพลาดเลย
คือคนที่ไม่เคยลองทำอะไรใหม่ ๆ

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

If you want to live a happy life,
tie it to a goal, not to people or things.

ถ้าคุณอยากมีชีวิตที่มีความสุข
จงพันธนาการชีวิตด้วยจุดหมาย ไม่ใช่ผู้คนหรือสิ่งอื่นใด

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

Imagination is more important than knowledge.
Knowledge is limited. Imagination encircles the world.

จินตนาการสำคัญกว่าความรู้
เพราะความรู้นั้นมีจำกัด แต่จินตนาการมีอยู่ทุกพื้นที่บนโลก

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

Everyone should be respected as an individual,
but no one idolized.

คนทุกคนควรได้รับการเคารพในความเป็นตัวตนของเขา
แต่ไม่มีใครควรได้รับการนับหน้าถือตามากกว่าคนอื่น

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

You can never solve a problem with the same kind of thinking
that created the problem in the first place.

คุณไม่อาจแก้ปัญหาได้ด้วยความคิดแบบเดิม ๆ
ที่เคยสร้างปัญหาให้กับคุณตั้งแต่ครั้งแรก

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

Try not to become a man of success
but rather try to become a man of value.

จงอย่าพยายามเป็นคนแห่งความสำเร็จ
แต่จงพยายามเป็นคนที่มีคุณค่าดีกว่า

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

Learn from yesterday, live for today, hope for tomorrow.
The important thing is not to stop QUESTIONING.

จงเรียนรู้จากอดีต มีชีวิตเพื่อวันนี้ และมีความหวังเพื่อวันพรุ่งนี้
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือต้องอย่าหยุดตั้งคำถาม

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

Women marry men hoping they will change.
Men marry women hoping they will not.
So each is inevitably disappointed.

ผู้หญิงแต่งงานกับผู้ชาย โดยหวังว่าเขาจะเปลี่ยน
ผู้ชายแต่งงานกับผู้หญิง โดยหวังว่าเธอจะไม่มีวันเปลี่ยน
ผู้ชายและผู้หญิงจึงผิดหวังในตัวกันและกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

Only a life lived for others is a life worth while.

ชีวิตที่ทำเพื่อคนอื่นเท่านั้น ที่มีคุณค่าต่อการมีชีวิต

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

In the middle of difficulty lies opportunity.

ใจกลางของอุปสรรคนั้น มีโอกาสซ่อนอยู่

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

The only source of knowledge is experience.

ประสบการณ์ คือแหล่งความรู้เพียงแหล่งเดียวเท่านั้น

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

Logic will get you from A to B.
Imagination will take you everywhere.

ตรรกะจะพาคุณเดินทางจากจุด A ไปจุด B ได้
แต่จินตนาการจะพาคุณเดินทางไปได้ทุกที่

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

Put your hand on a hot stove for a minute and it seems like an hour.
Sit with a pretty girl for an hour and it seems like a minute.
That’s relativity.

การวางมือไว้บนเตาร้อนเพียง 1 นาที ให้ความรู้สึกเหมือนเวลายาวนานกว่า 1 ชั่วโมง
แต่การนั่งกับสาวสวย ๆ นาน 1 ชั่วโมง ให้ความรู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปเพียง 1 นาที

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

Life is like riding a bicycle.
To keep your balance you must keep moving.

ชีวิตเหมือนการปั่นจักรยาน
คุณจะต้องปั่นมันอย่างต่อเนื่อง มันถึงจะทรงตัวได้

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

I speak to everyone in the same way,
whether he is the garbage man or the president of the university.

ผมพูดคุยกับคนทุกคนเหมือนกัน
ไม่ว่าเขาจะเป็นคนเก็บขยะ หรืออธิการบดีมหาวิทยาลัยก็ตาม

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

You have to learn the rules of the game,
and then you have to play better than anyone else.

คุณต้องเรียนรู้กฎของเกม
จากนั้นก็ต้องลงเล่นให้ดีกว่าคนอื่น ๆ

คำคม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

Weakness of attitude becomes weakness of character.

ทัศนคติที่อ่อนแอ นำมาซึ่งนิสัยที่อ่อนแอ

และนี่ก็คือทั้ง 25 คำคมชวนคิดจากไอน์สไตน์ที่เรานำมาฝากกันวันนี้ อ๊ะ ๆ แต่ไม่ได้มีเพียงแค่นี้นะ คำคมของไอน์สไตน์มีเยอะแยะจนหามาฝากไม่หวาดไม่ไหวเลยทีเดียวล่ะ ว่าแต่คุณ ๆ ล่ะคะ ชอบคำคมไหนของไอน์สไตน์บ้างไหมหนอ บอกเล่าให้กันฟังบ้างก็ดีค่ะ อิอิ
ที่มา : กระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก kushandwizdom.tumblr.com

31 วิธีคิดเปลี่ยนชีวิตมนุษย์เงินเดือน


 

สวัสดีครับวันนี้ @TAXbugnoms จะมาแลกเปลี่ยนวิธีคิดสำหรับผู้อ่าน ที่ยังจำเป็นต้องคงสถานะมนุษย์เงินเดือนต่อไป มาChecklist ความคิดกันหน่อยดีไหมครับ

 

ที่มา: http://money.sanook.com/