ศึกเพจดัง Drama-addict ตอกกลับ CSI LA คดีเกาะเต่า


ศึกเพจดัง Drama-addict ตอกกลับ CSI LA คดีเกาะเต่า

   ข่าวเกาะเต่า ล่าสุด เกิดศึกระหว่างเพจชื่อดัง หลัง CSI LA ท้าให้นำ นมสด ผู้ใหญ่วอ ดีเบตต่อหน้าเครื่องจับเท็จ เจอเพจ Drama-addict ออกมาโต้ว่า หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มันโกหกไม่ได้

จากกรณีที่เพจเฟซบุ๊ก CSI LA ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ประกาศท้านายวรท ตู้วิเชียร หรือ นมสด ลูกชายของนายวรพันธ์ ตู้วิเชียร หรือ ผู้ใหญ่วอ เจ้าของร้าน เอซี บาร์ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่ทำคดีเกาะเต่า ดีเบตออกสื่อ ต่อหน้าเครื่องจับเท็จ เนื่องจากไม่เชื่อผลการตรวจดีเอ็นเอ และอยากให้ใช้จอบในการทดลองบาดแผลเพื่อตรวจสอบดูว่าแผลที่เกิดขึ้นบนตัสผู้เสียชีวิตนั้นเกิดจากจอบจริงหรือไม่

ล่าสุด (2 พฤศจิกายน 2557) ก็กลายเป็นศึกระหว่างเพจเฟซบุ๊กเป็นที่เรียบร้อย เพราะหลังจากเพจ CSI LA โพสต์ข้อความดังกล่าวไป ทางด้านเพจ Drama-addict ซึ่งมีแอดมินเป็นนายแพทย์ท่านหนึ่งออกมาโพสต์ข้อความตอบโต้ว่า “ทางเพจ CSI LA ไม่มีหลักฐาน เรื่องที่เขาพูดผิดหลักนิติเวช ผิดหลักการแพทย์ เรื่องยานอนหลับเขาก็อธิบายเวลาออกฤทธิ์ของยาผิดเละเทะเลย แล้วเขาก็มโนไปเองว่าผู้ตายต้องถูกวางยาแล้วลากไปข่มขืน ทั้งที่มีการตรวจสารพิษและยานอนหลับในร่างผู้ตายตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่มี แต่เพจนั้นก็ยังยืนกรานว่าต้องมีคนวางยาแล้วลากไปข่มขืน พอฝ่ายชายมาช่วยแล้วก็ถูกคนชกด้วยมีดแบบพิเศษจนเป็นแผล

ซึ่งทางหมอพรทิพย์ก็เคยออกมาอธิบายลักษณะแผลแล้วว่ามันเป็นแผลที่สามารถเกิดจากการถูกจอบฟันได้ แต่ก็ไม่เชื่อกันไปเชื่อแต่เรื่องที่ CSI LA พูดมั่ว ๆ ว่า นายนมสดต้องเป็นฆาตกรแน่ ๆ แถมยังมุ่งแต่จะใช้เครื่องจับเท็จกับนมสดและพม่าทั้งสองคนอยู่ได้ เคยมีคดีที่ศาลไม่รับหลักฐานจากเครื่องจับเท็จมาแล้ว มันเป็นอุปกรณ์ที่มีความแม่นยำต่ำกว่า ทำไมถึงหวังพึ่งเครื่องจับเท็จมากกว่าผลดีเอ็นเอ พอผลออกมาว่าไม่เกี่ยว เพจ CSI LA ก็บอกว่าไม่เชื่อผลตรวจเพราะเร็วเกินไป แต่เดี๋ยวนี้การตรวจดีเอ็นเอของนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจเช้าเย็นก็ได้ผลแล้วนะ

  แอดมินเพจ CSI LA มันไม่มีความรู้ด้านนิติวิทยาศาสตร์เลย ที่พูดให้คนเชื่อนั่นเป็นจินตนาการของเขาล้วน ๆ การเอาหลักการที่ไม่ถูกต้องมาตั้งสมมุติฐาน มันจะสามารถหาตัวคนร้ายที่เป็นคนลงมือได้จริง ๆ หรือจะเป็นการหาแพะอีกตัวมาสังเวยความบ้าคลั่งกันแน่ สิ่งที่เพจ CSI LA ทำอยู่มันไม่ใช่การหาคนร้ายแล้ว แต่มันคือการล่าปอบ จนถึงตอนนี้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ทุกอย่างก็ไปทางเดียวกันว่าพม่าสองคนนั้นมีส่วนแน่ ก็ไปว่ากันต่อในชั้นศาล หรือถึงขนาดนี้แล้วพวกคุณจะไม่เชื่ออะไรเลย ถ้างั้นก็ให้เขาเอานายนมสดไปประหารชีวิตเลยไหมล่ะพวกเอ็งถึงจะสาแก่ใจ”

พร้อมบอกว่า ที่ออกมาพูดนี่ไม่ได้มาแก้ตัวแทนตำรวจ เข้าใจว่าคนไทยส่วนมากเกลียดตำรวจ แต่อย่าให้ความเกลียดมาเป็นอคติจนฟันธงว่าตำรวจต้องจับแพะแน่ ๆ เชื่อมั่นในหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์กันหน่อย หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มันโกหกไม่ได้หรอกนะ ส่วนประเด็นที่คนบอกว่าตำรวจทำงานหละหลวม ประชาชนจึงมีข้อสงสัย อันนี้เห็นด้วยก็ด่าตำรวจกันไปตามสะดวก แต่เมื่อพูดถึงการตั้งสมมติฐานว่าใครเป็นฆาตกร อันนี้เราต้องพูดกันด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ขอให้แยกแยะประเด็นทั้งสองออกจากกันด้วย อย่างเช่น เรื่องแผลบนตัวผู้ตายเนี่ย เพจนั้นยืนกรานว่าเป็นมีดแน่ ๆ แต่ถ้าเปิดตำรานิติเวชดูจะเห็นในตำราเขียนไว้ชัดเจนว่าแผลลักษณะนั้นมันเกิดจากของแข็งไม่มีคมได้จริง ๆ แนะนำให้เปิดตำรานิติเวชมาดูกันเลย

ที่มา: http://hilight.kapook.com/view/110561
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก CSI LA , เฟซบุ๊ก Drama-addict

เกาะสวรรค์ด้านมืด : ข้อมูลดิบจากฝรั่งที่เคยอาศัยบนเกาะเต่า ต่อกรณีการฆาตกรรมโหดสองหนุ่มสาวชาวอังกฤษ


 

 

เกาะสวรรค์ด้านมืด : ข้อมูลดิบจากฝรั่งที่เคยอาศัยบนเกาะเต่า ต่อกรณีการฆาตกรรมโหดสองหนุ่มสาวชาวอังกฤษ

เกาะสวรรค์ด้านมืด : ข้อมูลดิบจากฝรั่งที่เคยอาศัยบนเกาะเต่า ต่อกรณีการฆาตกรรมโหดสองหนุ่มสาวชาวอังกฤษ

เกาะสวรรค์ด้านมืด : ข้อมูลดิบจากฝรั่งที่เคยอาศัยบนเกาะเต่า ต่อกรณีการฆาตกรรมโหดสองหนุ่มสาวชาวอังกฤษ

เกาะสวรรค์ด้านมืด : ข้อมูลดิบจากฝรั่งที่เคยอาศัยบนเกาะเต่า ต่อกรณีการฆาตกรรมโหดสองหนุ่มสาวชาวอังกฤษ

 

เกาะสวรรค์ด้านมืด : ข้อมูลดิบจากฝรั่งที่เคยอาศัยบนเกาะเต่า ต่อกรณีการฆาตกรรมโหดสองหนุ่มสาวชาวอังกฤษ

เกาะสวรรค์ด้านมืด : ข้อมูลดิบจากฝรั่งที่เคยอาศัยบนเกาะเต่า ต่อกรณีการฆาตกรรมโหดสองหนุ่มสาวชาวอังกฤษ

 

 

โดย ไมเคิล เออร์ลี่ / ระยิบ เผ่ามโน ถอดความจากเรื่อง The Dark Side of Thailand’s Island Paradise

คดีฆาตกรรมสองนักท่องเที่ยวแบ็คแพ็คบนเกาะเต่าทำให้ด้านมืดของประเทศไทยตกเป็นเป้าสนใจจากนานาชาติไปโดยไม่ต้องการ อันรวมถึงการใช้อิทธิพลของครอบครัวมาเฟียบนเกาะต่างๆ ในอ่าวไทย อาทิ เกาะพงัน เกาะเต่า และเกาะสมุย

จากการที่เคยอาศัยอยู่บนเกาะเต่าและเกาะพงัน ผมมีความรู้ลึก (แต่ก็อ้างไม่ได้ว่ารู้หมด) ต่อความเป็นไปต่างๆ พอควรที่จะบอกได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น มากกว่าที่สื่อนานาชาติพยายามจะอธิบายต่อชาวโลก ดังเช่นว่าอะไรทั้งหลายแหล่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น มันมักดูยุ่งยากซับซ้อนกว่าที่ปรากฏในเบื้องต้นอยู่เสมอ

มาดูประวัติเกาะเต่ากันหน่อย

ส่วนใหญ่ในความเป็นมาของเกาะเต่าไม่มีอะไรเหมือนที่เป็นอยู่ขณะนี้มากนัก มันเป็นจุดพักเรือของชาวประมงมาเลย์มานานหลายศตวรรษ เนื่องจากที่ตั้งอันห่างไกลโพ้นในอ่าวไทย ในยุคศตวรรษที่ ๑๘ อาจมีหมู่บ้านตั้งอยู่สักสองแห่ง จนเมื่อราวปี ค.ศ. ๑๘๙๐ กว่าๆ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้เสด็จพระราชดำเนินเกาะนี้ ดังมีอนุสาวรีย์ของพระองค์ตั้งอยู่บนหาดทรายรี เกาะนี้สงบเงียบต่อมาเป็นเวลาหลายสิบปี มีแต่ครอบครัวชาวประมงและชาวไร่อาศัยอยู่บ้าง ไม่มีอย่างอื่นนอกจากนี้

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ประเทศเปลี่ยนจากสมบูรณายาสิทธิราชไปสู่ราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ (หรือเรียกว่าระบอบรัฐธรรมนูญอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขละมัง) เกาะเต่าถูกใช้เป็นสถานที่จองจำทางการเมืองในลักษณะเดียวกับเกาะตะรุเตาทางตอนใต้ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ พวกนักโทษที่นั่นได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้วส่งออกไปอยู่ตามเกาะต่างๆ ในละแวกนั้น ได้แก่เกาะพงันและเกาะสมุย เกาะเต่าจึงกลายเป็นเกาะร้างอีกครั้ง

ตำนานเล่าว่ามีพี่น้องสองคนเดินเรือมาที่เกาะนี้แล้วลงหลักปักฐานอาศัยอยู่ตรงพื้นที่เรียกว่าทรายรีปัจจุบัน เขาใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่ายจับปลาหากินและทำการเพาะปลูกเลี้ยงชีพ มีการค้าขายบ้างเล็กน้อยกับผู้ที่อยู่อาศัยบนเกาะพงัน

เมื่อเกิดสงครามเวียตนามทำให้กิจการท่องเที่ยวในประเทศไทยบูมขึ้นมากมายในช่วงทศวรรษ ๑๙๖๐ ถึง ๑๙๗๐ ด้วยผลพวงจากทหารจีไอและโครงการอาร์แอนด์อาร์ (Rest and Relax) พวกนักเดินทางสะพายย่าม (Backpackers) เริ่มแห่กันเข้าไปสู่อ่าวไทย มีรายการท่องเที่ยวดำน้ำออกจากเกาะสมุยและเกาะพงัน งานรื่นเริง‘ฟูลมูนพาร์ตี้’ ที่เลื่องชื่อเริ่มขึ้นครั้งแรกที่เกาะพงันในปลายยุคทศวรรษ ๑๙๘๐ นับแต่นั้นมาการท่องเที่ยวบนเกาะเต่าขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ พร้อมไปกับการพัฒนาสิ่งก่อสร้าง เริ่มจากร้านรวงตั้งเป็นเพิงง่ายๆ ขายของ กับซุ้มเล็กๆ สำหรับพวกนักดำน้ำ มาสู่บาร์เหล้า รีสอร์ท และธุรกิจอื่นที่ไม่เกี่ยวกับกีฬาดำน้ำโดยตรงอีกหลากหลาย

บริษัทเรือเฟอรี่ขนาดใหญ่เช่น ลมพระยา ซีทราน และส่งเสริม เริ่มเปิดบริการจัดรถบัสออกจากกรุงเทพฯ รับส่งผู้คนไปสู่เกาะ  สำหรับการกีฬาดำน้ำที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วบนเกาะเต่า พื้นที่สองแห่งมีการพัฒนาตามมาอย่างกระชั้นชิดเช่นกันทั้งในบริเวณหาดทรายรี (ซึ่งเดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยไน้ท์คลับ รีสอร์ท และสถานดำน้ำ) กับแถบโฉลกบ้านเก่า ท้องที่ไม่อึกทึกอีกด้านหนึ่งซึ่งคนท้องที่อยู่อาศัยกัน เช่นเดียวกับบริเวณท่าเทียบเรือแม่หาด

โครงสร้างอำนาจบนเกาะ

เหมือนดังภาพลักษณ์ของเมือง หมู่บ้าน หรือเกาะทั้งหลาย ที่ครอบคลุมด้วยระบบจ้าวพ่อชนิดที่ในโลกตะวันตกเรียกว่า ‘มาเฟีย’ อย่างไรก็ดี เนื่องจากสถานที่ตั้งอยู่ห่างไกลบวกกับภูมิหลังของเกาะ ทำให้มีความซับซ้อนมากกว่าที่คาดคิด

จากการอาศัยอยู่บนเกาะเป็นเวลาพอควร หรือได้คุยกับคนที่อยู่ในท้องที่มานาน ในสถานการณ์ปกติเขาจะเล่าถึง ๕ ตระกูลที่ลงหลักปักฐานอยู่บนพื้นที่แห่งนี้ สามตระกูลในนี้ควบคุมเหนือพื้นที่หาดทรายรี อีกสองตระกูลมีอิทธิพลอยู่ทางหาดโฉลกอีกด้านหนึ่งของเกาะ ตระกูลเหล่านี้สืบเชื้อสายจากพวกร่อนเร่ที่ขึ้นไปบนเกาะตั้งแต่ยุค ค.ศ. ๑๙๔๐ ถึง ๑๙๘๐ ก่อนที่กิจการดำน้ำท่องเที่ยวจะเข้าไป แม้นว่าพวกเขาจะไม่ใช่เจ้าของที่ดิน (ในทางเท็คนิคที่ดินทั้งหมดบนเกาะเป็นของพระมหากษัตริย์ภายใต้การดูแลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง) แต่ก็มีสิทธิในฐานะผู้บุกเบิกถือครองในอันที่จะเรียกเก็บค่าเช่าและจัดสร้างธุรกิจขึ้นในเส้นทางของตนได้ ค่าเช่าเล็กน้อยจ่ายให้แก่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในอัตราต่อไร่ (มาตราวัดพื้นที่ของไทยอย่างหนึ่ง)

ครอบครัวเหล่านี้ควบคุมหรือมีผลประโยชน์อยู่กับธุรกิจเกือบทุกอย่างบนเกาะในทางใดทางหนึ่งสุดแท้แต่จะเป็นรูปแบบหรือขนาดใด อาจจะเป็นเจ้าของโดยตรง เป็นหุ้นส่วนนอมินี่ เป็นเจ้าของที่ หรือเป็นผู้อำนวยวัตถุดิบและอุปกรณ์รายหลักของเกาะ ไม่มีธุรกิจใดๆ บนเกาะ ไม่ว่าไทยหรือฝรั่งตั้งอยู่ได้โดยไม่มีสายใยกับการครอบคลุม คุ้มครอง และเชื่อมยึดจากครอบครัวเก่าแก่ของเกาะตระกูลใดตระกูลหนึ่ง

ตระกูลเหล่านี้จะตีวงล้อมปกป้องทรัพย์สินของตนอย่างโจ่งแจ้ง อะไรที่สามารถทำได้บนหาดแห่งหนึ่งอาจถือว่าเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมก็ได้ในอีกท้องที่หนึ่ง คนเก่าแก่อาจได้รับการปกป้องอย่างดีในบาร์แห่งหนึ่ง แต่จะไม่คิดที่จะเข้าไปยังอีกแห่ง เนื่องจากความสัมพันธ์ทางธุรกิจ มิตรภาพ และอื่นๆ ที่คนในสถานที่นั้นมีกับตระกูลอิทธิพลบนเกาะ

ครอบครัวแบบไทยๆ ดั้งเดิมเหล่านี้มักจะอิจฉาริษยาซึ่งกันและกัน และมักแก่งแย่งช่วงชิงทางธุรกิจอย่างหนักหน่วงเพื่อเงินดอลลาร์ของนักท่องเที่ยว มีเรื่องเล่ามากมายบนเกาะถึงความตึงเครียดที่ครอบครัวหนึ่งคิดว่าพวกตนถูกหักหาญจากอีกครอบครัวหนึ่งในทางใดก็ตาม ส่วนมากมักเกี่ยวโยงกับความขัดแย้งแต่เพียงเล็กน้อยเรื่องเงินทอง

แหล่งอำนาจอิทธิพลบนเกาะอีกส่วนหนึ่งอยู่กับพวกตำรวจซึ่งมีที่ทำการอยู่ในอาคารหลังโรงเรียนและวัดบนท้องที่แม่หาดสุดทางด้านหนึ่งของหาดทรายรี การเรียกพวกนี้ว่าผู้บังคับใช้กฏหมายนั้นถือว่าให้เกียรติอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาปฏิบัติการเยี่ยงองค์กรมาเฟียเสียมากกว่า (จะเรียกว่าเป็นครอบครัวที่หกก็ได้)

งานพิทักษ์สันติราษฎร์ของพวกเขาคือวันๆ ขับรถสกู๊ตเตอร์ไปรอบๆ เกาะเที่ยวเก็บส่วยมาจากกิจการค้าขายในท้องที่แล้วเอาไปใช้ดื่มกินหาความสำราญกันในตอนค่ำ ควรจะบันทึกไว้ในที่นี้ด้วยว่าตำรวจในประเทศไทยเขาซื้อขายตำแหน่งกัน การจะได้เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงในท้องที่ท่องเที่ยวนั่นต้องเสียเงินเสียทอง เพราะคนไทยคิดว่าการได้เป็นหัวหน้าใหญ่คือโอกาสทองทางธุรกิจ ถามคนท้องที่ได้เลยว่าราคาสำหรับการเป็นผู้บังคับการตำรวจท้องที่พัทยา ภูเก็ต และสมุยน่ะเท่าไร พื้นที่ท่องเที่ยวเหล่านี้จะมีรายได้พิเศษมหาศาลจากการเก็บเกี่ยวเอากับกิจการธุรกิจ

ถ้าหากมีมาเฟียในท้องที่จริง พวกเจ้าหน้าที่และตำรวจสืบสวนจะต้องแจ้งให้ผมทราบแล้วละ” เป็นคำกล่าวว่าไว้โดย พล.ต.อ.สมยศ (พุ่มพันธ์ม่วง)

บาโรมิเตอร์วัดคอรัปชั่นโลกปี ๒๕๕๐ ขององค์การโปร่งใสนานาชาติ อันมาจากการสำรวจความเห็นของ คนใน ๖๐ ประเทศต่อปัญหาการคอรัปชั่น รายงานว่า สำหรับประเทศไทย ตำรวจได้รับคะแนนถึง ๔ จาก ๕ โดยที่ ๑ คะแนนหมายถึงคอรัปชั่นน้อยที่สุด และ ๕ คะแนนเป็นคอรัปชั่นขั้นร้ายแรง  – ข้อมูลวิกิพีเดีย

ยาเสพติดบนเกาะ

ยาเสพติดเป็นสิ่งปกติและหาได้ง่ายบนเกาะ และก็เหมือนสิ่งอื่นๆ ทั้งหลายบนเกาะนี้ที่มีครอบครัวตำรวจเข้าไปเอี่ยวด้วย ตอนข้าพเจ้าอยู่ที่นั่นได้เห็นคนใช้ยาเสพติดกันอย่างแพร่หลาย กัญชา แอลเอสดี ยาบ้า (ชื่อในภาษาไทย อันเป็นส่วนผสมของเมตาฟีตามีนกับคาเฟอีน) และแปลกมากที่มีโคเคนด้วย โคเคนเป็นยาเสพติดที่เจ้าของบาร์บนหาดทรายรีใช้กันมากเมื่อตอนผมไปอยู่ที่เกาะเต่าช่วงนักท่องเที่ยวน้อย มันทำให้เกิดอาการหุนหันชนิดคาดเดาไม่ได้เลย ผู้เสพจะได้แรงกระตุ้นขึ้นสูงสุดและลงต่ำสุดทันควัน จนอาจก่ออันตรายร้ายแรงได้ในชั่วพริบตา

คนที่อยู่มานานจะรู้ดีว่าสภาพการติดยาบนเกาะมีมากขนาดไหน ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้เสพเองหรือว่าทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น คราใดเมื่อตำรวจเริ่มจะขาดแคลนเงินสด ก็มีการตั้งด่านตรงทางไปอ่าวลึกและทางเข้าบ้านทรายรีตอนเหนือ ตรงนี้เป็นที่ซึ่งคนต่างชาติหน้าใหม่มักถูกจับฐานมีกัญชาในครอบครองนิดหน่อย บ้างถูกตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด จุดหมายของตำรวจไม่ใช่การจับกุมเพื่อดำเนินคดีกับคนต่างชาติในข้อหามียาเสพติดในครอบครอง แต่ต้องการใช้ข้อหาทางอาญาข่มขู่ให้สยบต่อการตบเงินตามมา

เมื่อพบปริมาณยาเสพติดมากพอก็จะมีการตั้งข้อหาทางอาญา แล้วให้มีการประกันตัวออกไป จากนั้นทนายจะเป็นผู้จัดการประสานเรื่องการจ่ายค่าปรับจำนวนสูงเพื่อให้หลุดจากข้อหา ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดีจะได้รับส่วนแบ่งของตนไป ตอนผมอยู่ที่นั่นได้เห็นด้วยตนเองว่านักธุรกิจไทยในท้องที่คนหนึ่งขู่จะเอายาเสพติดยัดใต้เบาะรถจักรยานยนตร์แล้วเรียกตำรวจมาจับกุมฝรั่งคนหนึ่งที่ถูกหาว่าไปกล่าวร้ายเขา

โกงค่าเช่าจักรยายยนตร์

วิธีการโกงที่เลวร้ายอย่างหนึ่งบนเกาะเต่า (เช่นเดียวกับเกาะอื่นๆ ในอ่าว) เกี่ยวข้องกับการเช่าใช้จักรยานยนตร์ของนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติ ซึ่งผู้เช่าจะต้องวางพาสปอร์ตของตนไว้กับเจ้าของจักรยานเป็นหลักประกัน แต่การยึดพาสปอร์ตเป็นหลักประกันนั้นผิดกฏหมายในประเทศไทย แม้ในบางประเทศมีกฏหมายเอาผิดที่เจ้าของพาสปอร์ตนำไปใช้เป็นหลักประกันด้วย แต่กระนั้นนักท่องเที่ยวจำนวนมากก็ยอมทำกัน จะเป็นด้วยรู้เท่าไม่ถึงการก็สุดแท้แต่

จักรยานที่ส่งคืนโดยมีรอยชำรุด จะมากน้อยอย่างไร ความเสียหายจากรอยบุบแตกอาจจะเพียง ๓๐๐ บาท ผู้เช่าก็ต้องจ่ายให้แก่เจ้าของในอัตรา ๓ พันถึง ๑ หมื่นบาท ไม่ว่าจะเป็นผลของการดื่มสุรามากไป สภาพถนนเลวร้าย คนขับแท็กซี่บ้าบอปาดเอา แสงไฟบนหนทางไม่เพียงพอในยามค่ำคืน ล้วนทำให้เกิดอุบัติเหตุในการใช้มอเตอร์ไบ๊ค์ทั้งสิ้น

นักท่องเที่ยวมักจะตื่นตระหนกเมื่อเกิดการชน และรีบร้อนเกรงจะพลาดเรือเฟอรี่ จึงตกเป็นเหยื่อเจ้าของกิจการให้เช่าจักรยานใช้อำนาจกำหนดค่าเสียหายได้ตามใจ ใครขืนเถียงกับเจ้าของร้านเช่าอาจถูกข่มเหงทางกายได้ มีตัวอย่างรายงานเหตุการณ์โดยทริปแอ๊ดไว้เซอร์ว่าถูกเจ้าของร้านแห่งหนึ่งชักปืนขู่เอาด้วย

เกาะเต่ายังคงให้เช่ารถเอทีวีสี่ล้อซึ่งมีอันตรายในการขับขี่สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่มีประสพการณ์ ทั้งที่ตามเกาะอื่นๆ ในอ่าวเลิกให้เช่ากันไปแล้วเนื่องจากสถิติอุบัติเหตุที่เพิ่มขึ้น จักรยานยนตร์เหล่านี้ไม่มีประกันภัย (แม้จะโฆษณาว่ามีก็ตาม) ผู้เช่าขี่ที่ใช้ใบอนุญาติขับขี่นานาชาติ รวมทั้งใบขับขี่จักรยานยนตร์ ก็ไม่ได้รับการคุ้มครองโดยประกันภัย

กับที่บนเกาะอื่นๆ อาจได้รับลดหย่อนค่าเสียหายถ้ามีตำรวจเข้าไปไกล่เกลี่ย แต่ว่าตำรวจก็จำต้องได้ส่วนตัดของตนเหมือนกัน

อาชญากรรมร้ายแรงบนเกาะ

โดยทั่วไปแล้วบนเกาะปลอดภัยไม่น้อยทีเดียว เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเรื่องตลกร้ายที่พวกครอบครัวอิทธิพลและจ้าวพ่อท้องถิ่นมีส่วนทำให้เกิดความสงบขึ้นได้เหมือนกัน เท่าที่ผมทราบมีเหตุการณ์ร้ายสองสามครั้งเกิดขึ้นบนเกาะ

– เจ้าของบาร์รายหนึ่งถูกยิงตายบนหาดทรายรี ตอนกลางคืนในที่สาธารณะต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก เนื่องจากความขัดแย้งกันเรื่องธุรกิจ บาร์แห่งนั้นมีเจ้าของใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปดำเนินการและเปลี่ยนชื่อแล้ว ไม่มีใครถูกจับกุมจากเหตุยิงกันตายครั้งนี้ ผู้ต้องหาเป็นคนยิงก็ยังเปิดกิจการบาร์อยู่อีกด้านหนึ่งของเกาะ

– ราวปี ๒๕๔๕ นักธุรกิจผู้มีอิทธิพลมากคนหนึ่งของเกาะ เป็นน้องชายเจ้าของกิจการโรงเรียนดำน้ำใหญ่ (บ้านดำน้ำ โรงเรียนสอนดำน้ำใหญ่ที่สุดในโลก) ถูกยิงตายกลางย่านทรายรีจากกรณีพิพาทในครอบครัว นี่เป็นสถานที่ใกล้เคียงกับร้านที่ สก็อต ฌอน แม็คเอ็นน่า เข้าไปซ่อนตัวจากชายไทยสองคนที่ตามล่าเขาในการข่มขู่หลังเกิดการฆ่าสาวหนุ่มชาวอังกฤษอนาถ

เหตุยิงกันตายครั้งนี้เช่นกันไม่มีการจับกุมใดๆ ทั้งที่คนท้องที่หลายคนบอกว่ารู้ตัวคนยิงดี เหตุการณ์ผ่านมาแล้วหกปีดูเหมือนว่าศพผู้ตายยังอยู่ในห้องเย็นรอวันทำพิธีเผา มีรายงานเรื่องนี้ในบางกอกโพสต์ แต่ว่าขณะนี้ไม่สามารถเปิดอ่านได้แล้ว

(ขอเว้นรายละเอียดข่าวจากบางกอกโพสต์)

– คนขับแท็กซี่แทงแท็กซี่ด้วยกันตายกลางวันแสกที่แม่หาดหลังจากที่ฝ่ายหนึ่งถูกหาว่าแย่งผู้โดยสาร ไม่มีการจับกุมคนร้าย กิจการแท็กซี่ที่นี่ควบคุมโดยสองครอบครัวอิทธิพลของเกาะ ที่ไม่ยอมให้มีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รวมทั้งไม่มีใครกล้าเปิดกิจการแข่งขัน ค่าแท็กซี่ที่นี่จึงแพงหูฉี่

– ยังมีเรื่องเล่ามากมายว่าบาร์หลายแห่งถูกเผาเหลือแต่ซากจากความอิจฉาของคู่แข่ง หรือเจ้าของที่ไม่พอใจ งานเลี้ยงถูกเอาปืนจี้สั่งยุติโดยเจ้าของร้านคู่แข่งที่ไม่มีลูกค้า เจ้าของกิจการบางคนถูกชักปืนไล่ให้ออกไปจากเกาะดื้อๆ

ยังมีเรื่องทะเลาะระหว่างคนไทยด้วยกันโดยเหตุชู้สาว ชายที่ไปยุ่งกับเมียคนอื่นถูกควักปืนไล่ยิง เหล่านี้มักเกิดในบริเวณห่างออกไปจากย่านรีสอร์ท

ในขอบข่ายของการฆาตกรรมล่าสุด

ตลอดสองสามวันที่ผ่านมาปรากฏรายละเอียดเรื่องราวที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนออกมามากมาย

๑.    นักท่องเที่ยวคู่ชายหญิงสองคนถูกฆ่าตายบนหาดหน้าบาร์ที่เจ้าของเป็น ‘ผู้ใหญ่’ ของเกาะคนหนึ่ง โดยใช้เครื่องมือที่ไม่ใช่ของนักธุรกิจไทยหรือคนงานพม่าเป็นอาวุธ

๒.   ตำรวจท้องที่ให้สัมภาษณ์ว่าคนไทยไม่ทำอย่างนี้แน่ (ทั้งที่มีนักโทษในคุกเพราะคดีแบบเดียวกันมากมายจากการพิพาทระหว่างไทยกับไทย) แล้วพยายามที่จะป้ายโทษให้กับเพื่อนสนิทของผู้ตายและคนงานพม่า

๓.   พนักงานตำรวจลงภาพของผู้ตายบนหน้าเฟชบุ๊ค ปรากฏภาพของคนที่ถูกสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมไปเดินยุ่มย่ามในบริเวณที่เกิดเหตุ อันอาจทำให้หลักฐานเสียไป

๔.   สื่อปล่อยเนื้อหาเกี่ยวกับคดีออกมา พร้อมทั้งชี้ช่องไปในทางกล่าวหาเพื่อนของผู้ตาย อ้างว่าเขาเป็นคนรักร่วมเพศของผู้ตายฝ่ายชาย และยังเขียนข่าวกล่าวร้ายต่างๆ นานา ขณะที่ตำรวจก็นำกางเกงเปื้อนเลือดของผู้ตายไปใส่ในกระเป๋าหิ้วปรักปรำเขา

๕.   นายกรัฐมนตรีเข้ามาจัดการบ้าง ด้วยการกล่าวอ้างผู้ตายฝ่ายหญิงเป็นคนสวยนุ่งบิกินี่ล่อแหลม ทั้งที่การฆาตกรรมเกิดในยามค่ำคืน และวิดีโอจากงานปาร์ตี้ก่อนเกิดเหตุแสดงว่าเธอนุ่งห่มมิดชิดรัดกุม

๖.    ผู้อาศัยบนเกาะมาเป็นเวลานานคนหนึ่ง (สก็อต แม็คเอ็นน่า) ซึ่งเป็นเพื่อนของเหยื่อสังหารเพศชายกล่าวหาครอบครัวท้องถิ่นรายหนึ่งว่ามีส่วนพัวพันในการฆาตกรรม (เขาไม่ได้บอกว่าเป็นผู้ลงมือกระทำ) แล้วขู่จะจับเขาแขวนคอ หมายใช้ตัวเขาเป็นแพะรับบาป เขาเรื่องนำลงในโซเชียลมีเดียหมายใจให้แชร์กันออกไปอย่างกว้างขวางด้วยการบอกว่า ถ้าพบว่าเขาต้องตายในคืนนั้นละก็ คนเหล่านี้แหละที่เป็นผู้ลงมือ ชายไทยที่ถูกอ้างยอมรับอย่างเปิดเผยว่าได้พูดกับสก็อต และข่มขู่เขาจริง แต่เนื่องจากเขามีฐานะเป็น‘ผู้ใหญ่’ ของเกาะ อีกทั้งเป็นเพื่อนกับตำรวจ จึงหลุดคดีไปโดยง่าย แถมไม่ต้องถูกตรวจดีเอ็นเออีกด้วย

๗.   ตำรวจยังคงทำการสอบสวนอย่างมั่วซั่วต่อไป รวมทั้งจำลองเหตุการณ์ในเวลากลางคืน มีการวัดขนาดรอยเท้าหญิงชาวพม่า กับนำปัสสาวะชายพม่าไปตรวจ

๘.    มีการดำเนินการต่างๆ ในทางลับ แล้วผู้ที่ถูกตั้งข้อสงสัยโดยชาวตะวันตกถูกนำตัวไปสถานีตำรวจ แต่พวกนี้ก็ปฏิเสธไม่ยอมรับการตรวจดีเอ็นเออยู่ดี

๙.    พวกญาติของคนที่ฌอนกล่าวหาว่าขู่ฆ่าเขาพากันเข้ากรุงเทพฯ สื่อไทยอาจรายงานว่าเป็นผู้ต้องหา แต่ตำรวจท้องที่แย้งว่าไม่ใช่ เขาแค่ไปมหาวิทยาลัย นี่เกิดขึ้นเมื่อควรที่จะห้ามคนเข้าออกจากเกาะ

๑๐. มีข้อความลงไว้ตามหน้าเฟชบุ๊คเตือนคนต่างชาติไม่ให้เล่าเรื่องราวใดๆ กับสื่อ หรือพูดกับคนภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาติจากครอบครัวชาวเกาะ การแสดงความคิดเห็นถูกลบหรือเซ็นเซอร์ ดูเหมือนจะมีกำแพงแห่งความเงียบโผล่ขึ้นมาไม่ว่าเพื่อความปลอดภัยส่วนตัว หรือไม่ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์

๑๑. มีรายละเอียดเรื่องราวผุดขึ้นในหน้าเว็บต่างๆ ดังเช่นThaivisa.com เพื่อลบล้างความเห็นต่างๆ เกี่ยวกับฆาตกรรม และโจมตีต่อความน่าเชื่อถือของพยานรู้เห็นคนเดียวที่เหลืออยู่

๑๒.ปรากฏว่าประวัติของพยานเบื้องหลังครั้งอยู่ในยุโรปไม่ค่อยจะดูดีเท่าไรนัก ตามที่มีรายงานในหนังสือพิมพ์ของสก็อตแลนด์

๑๓. ครอบครัวที่ถูกกล่าวหาหลุดคดีได้โดยการตรวจดีเอ็นเอซึ่งใช้เวลานานอย่างเป็นประวัติการณ์ (ต้องคำนึงถึงว่าใช้เวลาสามชั่วโมงในการนั่งเรือไปเกาะเต่า แล้วอีก ๙ ชั่วโมงขับรถเข้ากรุงเทพฯ ยังสถานที่ตั้งสำนักนิติเวชวิทยา ไม่เช่นนั้นต้องนั่งเรือสามชั่วโมงไปเกาะสมุย กับหนึ่งชั่วโมงโดยเครื่องบินเข้ากรุงเทพฯ นี่เป็นเวลาไม่รวมถึงที่ใช้ในกรรมวิธีตรวจดีเอ็นเอจริงๆ

ถึงจุดนี้ยังไม่มีอะไรชัดเจนว่าเหตุการณ์ฆาตกรรมเป็นอย่างไร ซึ่งโดยทั่วไปแล้วพูดได้ว่าที่ไหนมีควันที่นั่นก็ต้องมีไฟ ผมเองไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้นเพราะผมอยู่ไกลในอีกซีกโลกหนึ่ง แต่จากประสพการณ์ที่ผ่านพบมาบนเกาะเต่า ผมมีเหตุสงสัยอย่างแรงกล้าว่าครอบครัวเจ้าที่กับตำรวจในท้องถิ่นต้องการที่จะล้มการสอบสวนคดี พยายามปกปิดข้อเท็จจริง และเบี่ยงเบนความสนใจของสื่อนานาชาติ แล้วก็จะมีการจับแพะชาวพม่าขึ้น ตำรวจเกือบจะยอมรับเช่นนี้ออกมาแล้ว

โปรดให้ความมั่นใจในการทำคดีของเรา จะไม่มีแพะรับบาปเด็ดขาด”

คดีนี้ถูกจับตาใกล้ชิดจากทั่วโลก เราดำเนินการอย่างขันแข็งเพื่อที่จะไม่ให้เกิดการรั่วไหลอย่างมากที่สุด” พล.ต.ท. ปัญญา (มาเม่น) กล่าว*

ผมในส่วนตัวเชื่อฌอน แม็คเอ็นน่า เมื่อเขาบอกว่าถูกข่มขู่โดยคนไทยท้องที่ ผมได้อ่านข้ออ้างต่างๆ บน ‘ไทยวีซ่าดอทคอม’ ที่ว่าการข่มขู่จะแจ้งเกินไป และการใช้ภาษารื่นหูเกินกว่าคนไทยจะทำได้ เกาะเต่าไม่เหมือนที่อื่นๆ ในประเทศไทย คนท้องที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีกว่าที่ไหนในโลกเท่าที่ผมเคยเห็นมา ประวัติลายพร้อยของเขาอาจทำให้ไม่น่าเชื่อถือเท่าไรนัก แต่ก็นั่นแหละ คนที่อยู่บนเกาะนานๆ จำนวนไม่น้อยก็มีเบื้องหลังที่ไม่ได้สดสวยอะไรนัก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับตาดูอยู่แล้ว ตำรวจประกอบคดีด้วยการพุ่งเป้าไปที่นักเล่นกิตาร์ เกี่ยวพันถึงชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่งชนิดเป็นไปไม่ได้ว่าจะมีคนไทยเกี่ยวด้วย

ผมคิดว่าถ้าหากฌอนไม่ได้โวยวายขึ้นมาเสียก่อน เขาอาจจะต้องตาย หรือถูกป้ายความผิดทั้งหมดให้ ความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมไทยของผมเป็นศูนย์ต่อการที่ตำรวจของเกาะจะสามารถคลี่คลายคดีได้

ผมเสียใจต่อการที่เหล่าชาวต่างชาติ (เอ็กซ์แพท) ซึ่งอาศัยอยู่อย่างถาวรบนเกาะพากันตั้งกำแพงความเงียบเสียหมด แต่ว่าผมก็เข้าใจนะว่าเพราะอะไร หลายคนเจอปัญหากับกฏหมายมาก่อนในอดีต ส่วนใหญ่เกี่ยวกับยาเสพติด แล้วตำรวจก็ใช้ชนักอันนี้นี่เองเป็นอาวุธไว้จัดการกับพวกนี้ในวันหน้า อีกหลายคนมีผลประโยชน์ทางธุรกิจอ ยู่ขณะที่วีซ่าไม่เรียบร้อย บ้างขัดข้องที่หุ้นส่วนตัวแทน หรือเจ้าของที่ดิน พวกเขาอาจต้องเสียธุรกิจไป หรือพ้นจากชีวิตความเป็นอยู่ที่ชื่นชอบ เพียงเพราะพูดความจริงออกมา บางคนอาจถูกเนรเทศเพราะวีซ่าขาด หรือถูกปรับเพราะจ้างแรงงานต่างด้าว หรือถูกจับด้วยข้อหาทำงานโดยไม่มีใบอนุญาติ

ก็ยังมีบางสิ่งในเรื่องอื้อฉาวครั้งนี้ที่ไม่ลงรูปเข้ารอยดีนัก ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคนในตระกูลอิทธิพลจะเข้ามาพัวพันกับเรื่องเสียหายอย่างนี้ หรือว่ามีความอำมหิตกับการสังหารคนอย่างเลือดเย็น ดูแล้วมันเป็นไปไม่ได้ในข้อเท็จจริง เป็นที่รู้กันว่าผู้ชายไทยมักเกิดอารมณ์ร้ายชั่ววูบ แต่นี่เป็นเรื่องเสียหน้าขนาดหนัก คนเหล่านี้ (โดยเฉพาะพวกนักธุรกิจที่มีเส้นสายใหญ่โต แม้ว่าจะสืบเชื้อมาจากคนพเนจรก็ตาม) จะหน้ามืดขนาดข่มขืนแล้วฆ่านักท่องเที่ยวสองคนได้ ทั้งที่กิจการทั้งหมดขึ้นอยู่กับพวกเขา

ผมยังมีข้อกังขาอย่างหนักว่าคนที่ลงมือกระทำจะหลุดคดีไปได้โดยง่าย และจะไม่มีใครถูกจับกุมเนื่องจากความเกี่ยวพันในคดี แต่ต้องมีใครคนใดคนหนึ่งถูกจับได้ แล้วไปซ้อมอย่างสะบักสะบอมให้รับสารภาพ ด้วยความสนใจจากนานาชาติ ตำรวจท้องที่ไม่อาจเสียหน้าหากไม่สามารถคลี่คลายคดีได้ และเชื่อได้เลยว่าความยุติธรรมจะไม่บังเกิด

อาจมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงไป แต่เป็นที่ทราบกันว่าพวกแบ็คแพ็คเกอร์จะไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เท่าไรนัก หลายคนคิดว่าเอาตัวรอดด้วยตนเองได้เสมอ และจะไม่เกิดกับตน ครั้นเมื่อถึงฤดูท่องเที่ยวครั้งต่อไป อะไรต่ออะไรกลับไปเป็นปกติได้แล้ว

เหมือนดังทุกแห่งในประเทศไทย นักท่องเที่ยวควรจะใช้ความระมัดระวังขณะสนุกสนาน และต้องระวังอย่างมากเมื่อเข้าใกล้ชายไทยถ้าหากมีเรื่องยาเสพติด แอลกอฮอล และผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการบังเอิญเกิดยาก แต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้บนเกาะแห่งนี้ ที่ซึ่งการตายอย่างน่าสงสัยมักได้รับการรายงานว่าเกิดจากสาเหตุตามธรรมชาติหรือฆ่าตัวตาย

ไม้ค์อี คอมเม้นต์ วันที่ ๒๕ กันยายน ๕๗ เวลา ๘.๑๙ น.

ด้วยความสัตย์นะ ประเทศไทยยังปลอดภัยด้วยประเด็นนั้น ผมรู้สึกว่าปลอดภัยเมื่ออยู่เมืองไทย ๘ เดือนมากกว่าเมื่อเดินเล่นในบริเวณสถานบุกเบิกที่ซานดิเอโก รายล้อมไปด้วยพวกบ้าบอ

และนั่นหลังจากใช้เวลาหลายเดือนอยู่ท่ามกลางกองกำลังติดอาวุธจากภาคใต้ทำการประท้วงต่อประชาธิปไตย แถมมีมือปืนติดอาวุธหนักเข้าไปค้นบ้านผมบนเกาะพงัน แล้วยังมีพวกมาเฟียนักปั่นจักรยานจากยะลาเข้าไปอยู่บ้านติดกันกับผม

แต่มันไม่ใช่แดนแห่งรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยผู้คนที่เป็นมิตรอีกเช่นกัน มันกลายเป็นแถบหนึ่งของสีเทาไปเสียแล้ว

* หมายเหตุ ล่าสุดท่านผู้การสามารถสืบสอบได้เบาะแสแล้วว่า มือฆ่าคงเป็นต่างชาติ ไม่ใช่ไทยhttp://englishnews.thaipbs.or.th/key-witness-says-foreigner-kills-british-tourists/

 

ที่มา : http://thaienews.blogspot.co.uk/2014/09/blog-post_555.html?m=0

ไขข้อสงสัยคดีเกาะเต่า แพะไม่แพะ ตอน 2 จอบอาวุธสังหาร ตรวจ DNA ถุงยาง?


 

หลังจาก “เฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์” นำเสนอประเด็นข้อสงสัย กรณีชายตัวเล็ก จะสามารถทำร้ายชายหญิงที่ตัวสูงใหญ่กว่ามากได้หรือไม่ไปแล้วนั้น วันนี้ ในตอนที่ 2 จะนำท่านผู้อ่านร่วมตั้งข้อสังเกตถึง คดีสังหารนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า ถึงอาวุธสังหาร ที่ว่า นอกจาก “จอบ” ที่เป็นของกลางที่ตำรวจยึดได้แล้ว จะมี “มีดชก” อาวุธอีกชนิดที่หลายคนสงสัยหรือไม่ รวมถึงประเด็นเรื่องการตรวจ DNA วันนี้เราจึงขอนำทุกท่านมาฟังทัศนะ ของ “แพทย์หญิงคุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม

จอบ VS กะโหลกมนุษย์ = เปลือกไข่แตก   

โดยแพทย์หญิงคุณหญิง ให้ความรู้เบื้องต้นว่า การเกิดบาดแผล โดยเฉพาะที่ศีรษะ ปกติจะมีการเกิดบาดแผลจากหลายรูปแบบ แต่มีการแบ่งประเภทใหญ่ออกเป็นดังนี้ คือ บาดแผลจากของแข็งไม่มีคม บาดแผลจากของมีคม บาดแผลจากกระสุนปืน และบาดแผลจากความร้อน เหล่านี้คือแผลที่เห็นและบอกได้บนหนังที่ศีรษะ ยกตัวอย่างเช่น หากโดนของแข็งไม่มีคม ก็ต้องขึ้นอยู่กับรูปร่างของวัตถุ ซึ่งหลักๆ คือ ถ้าเป็นสิ่งที่มีลักษณะยาว ไม่มีสัน บาดแผลจะเป็นเส้นยาวตรง แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่ของแข็งนั้นมีมุม จะเกิดรอยบุ๋ม มีรอยแตกเฉพาะ แต่ถ้าเกิดจากสิ่งที่เป็นมุม ลักษณะผิวหนังอาจจะเป็นรอยยาวๆ หรือเป็นมุมอะไรก็ได้ แต่ส่วนกะโหลกศีรษะมันจะแตกยุบเหมือนเปลือกไข่ ภาษาทางการแพทย์ เรียกว่า Eggshell fracture

อธิบายบาดแผลศพ

หมอพรทิพย์ ตั้งข้อสังเกตถึง “จอบ” อาวุธสังหาร ว่า ลักษณะของจอบจะมี 3 จุดที่ก่อให้เกิดแผลได้ 3 แบบ คือ ด้ามจอบ จะก่อให้เกิดแผลในลักษณะยาวเท่านั้น ทั้งผิวหนังและกะโหลกศีรษะจะเป็นรอยยาว ส่วนใบจอบจะมีสองด้าน คือด้านคมจอบและโคนจอบ เมื่อไรก็ตามที่โดนด้านโคนจอบบาดแผลจะมีลักษณะเหมือนเปลือกไข่ทุบ เพราะมันเป็นมุมกะโหลกมันจะบุ๋ม ผิวหนังอาจจะดูไม่ออกแต่ดูกะโหลกจะเห็น แต่ถ้าไปโดนส่วนมุมของคมจอบ บาดแผลจะมีรอยเล็ก และอีกอย่างหนึ่งก็คือโดนส่วนปลาย

หมอพรทิพย์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงสภาพศพนักท่องเที่ยวอังกฤษ ว่า จากบาดแผลของศพมันเป็นขอบไม่เรียบ แต่เกือบเรียบ ขอบจะมีแผลถลอกตื้น หรือ แผลรุ่งริ่ง ถ้าเมื่อไรถูกของมีคมขอบจะคมเรียบเลย แต่ว่าสิ่งที่กระแทกต้องไปดูที่กะโหลก ถ้าถามว่าโดนด้ามไม้ตีลงไป โอกาสที่จะเห็นแบบนี้น้อยหน่อย เพราะว่ามันดูลึก เพราะฉะนั้น ต้องไปดูที่ตรงตัวกะโหลกรอยแผลขอบไม่เรียบก็คือของไม่มีคม ดูจากรอยแผลส่วนใหญ่เหมือนแผลมันลึก ถ้าแผลมันลึกก็ไม่ใช่ด้ามจอบ ถ้าจะเป็นไปได้คือมุมจอบ แต่ไม่ทราบว่ามันลึกหรือไม่ แต่ถ้าแผลมันลึกคือมุมของจอบ เพราะว่ามันเกือบคม เห็นได้ว่ารอยแผลมันเรียบ ต้องนำจอบอันนั้นมาดู

ภาพกราฟฟิกประกอบ บาดแผลเหยื่อ

กะโหลกมนุษย์ ไม่ใช่ มะพร้าว หรือ แตงโม แทนกันไม่ได้

ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ระบุอีกว่า วิธีง่ายมากที่จะรู้ว่าอาวุธสังหารเป็นจอบหรือไม่ คือการจำลองเหตุการณ์ หากต้องการรู้ว่าบาดแผลนี้เกิดจากอาวุธชนิดใด ก็ให้ใช้หนังหมูมาทดลอง เช่น เกิดจากจอบ ก็ใช้จอบมาฟาดใส่หนังหมู ก็จะได้บาดแผล แต่สำหรับแผลที่เกิดขึ้นกะโหลกนั้น ไม่สามารถจำลองได้ เพราะไม่มีอะไรมาใช้จำลองแทนกะโหลกได้ ดังนั้น การนำมะพร้าว หรือ แตงโม มาใช้จำลองเหตุการณ์จึงไม่สามารถวัดผลอะไรได้

DNA ที่จอบน่าจะเป็นกุญแจสำคัญ  

“จอบมีความไปได้ เพราะว่าจอบเป็นโลหะ ประเด็นคือต้องนับครั้งให้ได้ว่ากี่หน ซึ่งคิดว่าน่าจะใช้ส่วนปลาย แต่ถ้าเป็นในส่วนของประเด็นที่หลายคนสงสัยว่าอาวุธที่ใช้เป็นมีดชกหรือเปล่า ส่วนตัวคิดว่ายากเพราะน้ำหนักของมือเวลาต่อยค่อนข้างน้อย ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้แผลลึกจนไปถึงกระดูกได้ ส่วนจอบจะมีน้ำหนักค่อนข้างมากทิ้งน้ำหนักไปได้เต็มๆ แต่ถ้าแผลไม่มาก แต่ลึกแปลว่าน้ำหนักที่ดันลงไปเยอะ ซึ่งเหมือนจอบมากที่สุด ถ้าดูตามนี้ DNA ที่จอบต้องขึ้น เพราะมีการตีหลายครั้ง

ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐออนไลน์

หา DNA ในถุงยาง ไม่ได้หาได้เพียงที่อสุจิ

หมอพรทิพย์ ยังได้ตั้งข้อสังเกต ถึงเรื่องประเด็นการตรวจหา DNA ในถุงยางอนามัยด้วยว่า แม้จะไม่เกิดการหลั่งน้ำอสุจิของเพศชาย แต่ก็ยังสามารถตรวจสอบหา DNA ได้ โดยการตรวจสอบจากเซลล์ผิวอวัยวะเพศชาย ทั้งนี้ เพราะ DNA ที่จะปรากฏของผู้ชายจะมีอยู่สองอย่าง คือ การหลั่งอสุจิ หรือถ้าไม่หลั่งจะมีแต่เฉพาะเซลล์ผิวอวัยวะเพศ ส่วนอาจะถูกถูกทำลาย หรือถูกล้างโดยน้ำทะเลนั้น ก็เป็นไปได้ เพราะหากโดนน้ำนิดเดียวก็หายไปแล้ว แต่ถ้าเป็นน้ำทะเลล้างออกแล้วทำไมจึงยังมี DNA ของผู้หญิงอยู่

คุณหญิงหมอ เผยต่อว่า สำหรับกระบวนการตรวจ DNA ประกอบด้วย 1.การสกัด DNA 3 ชม. 2.การวัด DNA 1 ชม. 3.การเพิ่ม DNA 3 ชม. ในคดีที่เร่งรีบ อาจจะมีการมีข้ามขั้นตอนการเพิ่ม DNA ส่วนการตรวจ DNA ในจอบนั้น หากไม่เจอก็อาจจะเป็นเพราะการตรวจไม่ถูกจุด เพราะคดีเร่งรีบอาจจะไม่ได้ทำการจำลองการจับจอบ ก็อาจะเป็นได้ที่จะตรวจผิดตำแหน่งทำให้ไม่พบ อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการสกัด DNA ต้องใช้เวลาในการสกัดพอสมควร หากมีเวลาไม่พอ ประกอบกับถ้ามีน้อย มันก็อาจจะหายไปได้

จอบอาวุธสังหาร

จอบ เป็นไปได้มากสุด มีดชก น้ำหนักน้อย

หมอพรทิพย์ ยังกล่าวถึงข้อสงสัยว่า อาวุธสังหารจะเป็นจอบได้หรือไม่ ว่า คิดว่าน่าจะเป็นไปได้ เพราะแผลค่อนข้างสั้นแคบ ลึก ขอบเรียบ บางจุดก็ไม่เรียบ มันเข้ากับวัตถุอันนี้

ส่วนประเด็นข้อสงสัย เรื่อง “มีดชก” หมอพรทิพย์ ระบุว่า ความน่าเชื่อถือน้อยมาก มันยาก เพราะว่าน้ำหนักของการใช้มันน้อยที่จะทำให้เกิดแผลลึกเข้าไปถึงกะโหลก อาวุธแบบนี้วิธีใช้มันต้องมาจากมืออย่างเดียว

อีกหนึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์

สุดท้าย พญ.คุณหญิงพรทิพย์ ได้เสนอแนะถึงรัฐบาลว่า คดีนี้เป็นตัวอย่างที่มันตรงกับสิ่งที่รัฐบาลกำหนดเป็นนโยบาย แต่ว่าจะทำอย่างไรมันเป็นเรื่องของกระบวนยุติธรรม ข้อแรกคือ กฎหมายโบราณ คดีแบบนี้มันต้องใช้กฎหมายที่ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสถานที่เกิดเหตุกับแพทย์มีหน้าที่หลัก ไม่ใช่พนักงานสอบสวน ซึ่งในต่างประเทศ พนักงานสอบสวนคือรอ แต่ว่าในกรณีที่ได้พยานหลักฐานต้องให้แพทย์กับเจ้าหน้าที่ตรวจสถานที่ลงไป สิ่งสำคัญการตรวจดีเอ็นเอ พยาน กับบุคคล ก็ต้องแยกกันตรวจ และไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ก้าวล่วงการทำงานนิติวิทยาศาสตร์ จะให้ลัดคิวไม่ได้ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เราจะมีเซตเป็นระบบไว้ว่าธรรมดา ด่วน ด่วนที่สุด

“คดีนี้เป็นภาพสะท้อนว่าระบบใหญ่ต้องเปลี่ยน เพราะคดีนี้สะท้อนว่า กระบวนการยุติธรรมไทยเรายังไม่อำนวยได้หมด แรกเริ่มก็คือ เกาะเต่า ก็ไม่มีพนักงานเพียงพอ สองเราทุ่มไปช่วยเฉพาะฝรั่ง ถ้าเป็นตาสีตาสาจะไม่มีใครมาทุ่มอย่างนี้เลย จะไม่มีใครมาเป็นปากเป็นเสียง นี่คือภาพสะท้อนจากคดีนี้ และความน่าเชื่อถือจะเกิดขึ้นถ้ากระจายอำนาจ ก็คืองานนิติวิทยาศาสตร์จะต้องไม่ใช่ตำรวจ” หมอพรทิพย์ กล่าว

ภาพกราฟฟิกประกอบขณะเกิดเหตุ

อย่างไรก็ดี เมื่อทางทีมเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้สอบถามความเห็นจาก พล.ต.ต.พรชัย สุธีรคุณ ผบก.สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ ถึงลักษณะบาดแผลของมนุษย์ เมื่อถูกจอบทำร้าย ว่า เรื่องนี้อธิบายยาก เนื่องจากลักษณะบาดแผลนั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุที่ไปกระแทก ซึ่งวัตถุแต่ละอย่างมีหลายส่วน อยู่ที่ว่าผู้ถูกกระทำจะโดนส่วนไหนของวัตถุนั้น ทำให้บาดแผลมีลักษณะแตกต่างกันออกไป

ผบก.สถาบันนิติเวช อธิบายต่อว่า หากเป็นส่วนของด้ามจอบ บาดแผล จะมีลักษณะช้ำบวม ฉีกขาด เมื่อโดนตีเข้าไปที่ศีรษะอาจจะแตกหรือไม่แตก ขึ้นอยู่กับว่าใช้แรงมากน้อยแค่ไหน ส่วนโคนจอบ ทำด้วยเหล็ก การกระแทกจะขึ้นอยู่กับแรง ทำให้ผิวหนังช้ำบวมได้เหมือนกัน คนตีไม่ต้องใช้แรงมาก เนื่องจากอาวุธที่ใช้แข็งกว่า บาดแผลจะค่อนข้างรุนแรง

ขณะที่ คมจอบ การเกิดแผลจะเหมือนของแข็งมีคม ถ้าใช้ส่วนคมจอบบาดแผลที่ได้จะมีลักษณะคล้ายมีดที่คมกว่า ส่วนจอบจะมีความทื่อ สำหรับความรุนแรงของบาดแผลจะสาหัส เพราะว่าน้ำหนักของอาวุธมีมากกว่า ส่งผลต่อร่างกายเยอะ อย่างไรก็ตาม บาดแผลจะลึกมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับแรงกำลังของคน หากฟาดเข้าไปที่ศีรษะแรงมาก ก็มีโอกาสที่แผลจะลึกไปถึงส่วนของกะโหลกได้ และก็ต้องขึ้นอยู่กับทิศทางและส่วนของจอบที่กระแทกลงไป

พญ.คุณหญิงพรทิพย์

สำหรับลักษณะบาดแผลของมีด จะแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ ด้านที่เป็นสันมีด จะมีความทื่อฟันไม่เข้า มีรอยเป็นแนวเกิดขึ้น และด้านคม ขอบแผลจะเรียบ

“ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งยากมาก หากจะใช้จอบฟาดเพียงครั้งเดียวแล้วทำให้ผู้ที่โดนกระทำเสียชีวิตในทันที อาจจะแค่หมดสติไป แต่ถ้าครั้งเดียวแล้วเสียชีวิต ผมคิดว่าผู้กระทำคงต้องมีแรงเยอะมาก ส่วนใหญ่ถ้าตั้งใจตีจะกระทำหลายครั้ง และใช้แรงเยอะก็มีส่วนทำให้เสียชีวิตได้ เราก็ต้องพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ ว่าตรงไหนใช้อะไรกระแทกมากน้อยแค่ไหน ทุกอย่างสามารถทำให้เกิดแผลได้หมด” ผบก.สถาบันนิติเวช กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับในตอนต่อไป “เฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์” จะไขรหัสภาพวงจรปิดที่มีการกล่าวขวัญกันอย่างกว้างขวาง ติดตามอ่านได้ในวันพรุ่งนี้..

 

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/455501

 

ไขข้อสงสัยคดีเกาะเต่า แพะไม่แพะ ตอน 1 แรงจูงใจ-อาวุธ ไม่แปลกคนตัวเล็กฆ่าคนตัวใหญ่กว่าได้


 

ยังคงเป็นเรื่องคาใจของสังคม สำหรับคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นกับ น.ส.ฮานนาห์ วิทเธอร์ริดจ์ และนายเดวิด มิลเลอร์ สองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ อายุ 24 ปี ที่ริมหาดทรายรี บนเกาะเต่า อ.พะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งแม้ตำรวจจะยืนยันรายวันว่า ไม่ได้จับ “แพะ” แต่ชุดข้อสงสัยต่างๆ ยังคงผุดขึ้นถาโถมเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ตลอดเวลา

ล่าสุด วานนี้ (7 ต.ค.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าว 5 เหตุผล ยืนยันว่า นายเวพิว หรือ นายวิน อายุ 21 ปี และนายซอ ลิน หรือ โซเรน อายุ 21 ปี คือคนร้ายตัวจริง ได้แก่

1.พยานบุคคล คือ เพื่อนชาวพม่าของผู้ต้องหา 2.การพิสูจน์ดีเอ็นเอในศพผู้ตาย 3.ภาพจากกล้องซีซีทีวีที่ทีมสืบสวนตรวจสอบและนำมาเป็นพยานหลักฐาน 4.โทรศัพท์ของกลางที่ยึดได้จากผู้ต้องหา ซึ่งเป็นโทรศัพท์ของนักท่องเที่ยวชายที่เสียชีวิต และ 5.คำสารภาพของผู้ต้องหาทั้งสอง ที่ให้การรับสารภาพต่อหน้าทนาย พร้อมกับบอกสังคมออนไลน์ว่า “อย่ามโน” ข้อมูลให้ตำรวจสับสนด้วย

ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงต่างๆ คงอยู่ที่พยานหลักฐาน ที่ทางตำรวจดำเนินคดี แต่ในทางกลับกัน ข้อสงสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทาง “ไทยรัฐออนไลน์” จะพยายามไขคำตอบ

พล.ต.ต.พิศาล มุขแจ้ง ศ.(สบ.6) สำนักงานคณบดี คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (รร.นรต.) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาและศิลปะการต่อสู้ กล่าวกับ​ “ไทยรัฐออนไลน์” กรณีข้อสงสัย “ชายตัวเล็ก 2 คน จะทำร้ายฝรั่งชายหญิงที่ตัวใหญ่กว่ามากจนถึงแก่ความตายได้หรือไม่ จะมีวิธีการอย่างไร…?

พล.ต.ต.พิศาล เผยว่า ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า เรื่องการป้องกันอาชญากรรมเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่เป็นการโยนภาระให้ตำรวจ ก่อนที่จะให้ใครมาดูแล เราต้องดูแลตัวเองก่อน และการเรียนศิลปะป้องกันตัวก็ไม่สามารถใช้ได้ 100% ถ้าคนร้ายมีอาวุธ โอกาสโดนทำร้ายได้ทุกคน ยิ่งถ้าเราไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ก็ยิ่งต้องระมัดระวัง ถ้าไม่มีการระมัดระวังก็จะถูกจู่โจมเข้าจุดวิกฤติ เช่น กระเดือก ศีรษะ หรือถ้าผู้ชายก็คือ จุดยุทธศาสตร์ที่หว่างขา แต่ถ้าคนร้ายมีเครื่องทุ่นแรง ก็สามารถก่อเหตุได้ทั้งนั้น

พล.ต.ต.พิศาล ยังกล่าวถึงคำถามที่สังคมเคลือบแคลงข้อหนึ่งว่า คนตัวใหญ่ มีความสูงแตกต่างกันมาก จะถูกคนตัวเล็กทำร้าย โดยเฉพาะที่ศีรษะ สามารถทำได้หรือไม่ ว่า ไม่ว่าตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ถ้าเผลออยู่ ก็สามารถถูกทำร้ายได้ ส่วนคนตัวเล็กจะล็อกคอคนตัวใหญ่ได้หรือไม่นั้น หากมีสติอยู่ ก็คงทำได้ยาก หรืออาจจะต้องใช้เวลา แต่ถ้าถูกทำร้ายด้วยอาวุธ ก็สามารถทำได้

นักอาชญาวิทยา ยังกล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องสรีระต่างกันจะมีปัญหาต่อการก่อเหตุอาชญากรรมหรือไม่ เรื่องนี้จากประสบการณ์ คิดว่าน่าจะสามารถทำได้ เนื่องจากหลักของการเกิดอาชญากรรมนั้น จะมีปัจจัยรวมกัน 3 อย่าง คือ 1.อาชญากร – เหตุจูงใจ เพศ ทรัพย์สิน และอื่นๆ 2.มีเหยื่อ – เป้าหมาย ประโยชน์ที่มุ่งหวัง 3.โอกาส – คือการไม่ทำให้ตัวเองเป็นเหยื่อ หากทั้งสามข้อนี้รวมกัน ก็ง่ายต่อการเกิดอาชญากรรม ไม่ว่าผู้ก่อเหตุจะเป็นลักษณะใด ก็สามารถลงมือได้

พล.ต.ต.พิศาล ระบุอีกว่า เคยเจอกรณีหนึ่ง ได้มีคนร้ายมองคู่รักหนึ่งคู่มีอะไรกันที่กระโปรงรถ ปรากฏว่า คนร้ายรายนั้นปีนกำแพงที่สูงมาก ข้ามมาจะทำร้ายเหยื่อ โดยหวังจะข่มขืน แต่โชคดีที่เหยื่อรายนั้นรู้ตัวก่อน แต่เมื่อไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่ากำแพงดังกล่าวสูงมาก ก็สงสัยว่าปีนขึ้นมาได้อย่างไร

ศาสตราจารย์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อธิบายต่อว่า คนที่ก่อเหตุทางเพศ เมื่อเห็นภาพจะเกิดแรงกระตุ้น คล้ายกับกรณีไฟไหม้ยกตู้เย็น แม้จะไม่เคยก่อคดีดังกล่าวมาก่อน แต่เมื่อมีแรงกระตุ้น สัญชาตญาณดิบจะพุ่งออกมา และพุ่งตรงเข้าไปทำร้ายเหยื่อได้ เรียกว่า สัญชาตญาณดิบกดจิตสำนึก เมื่อมีโอกาสก็เชื่อว่าคนร้าย 2 คน สามารถลงมือก่อเหตุได้ แม้คู่ต่อสู้จะตัวใหญ่ แต่ถ้ามีอาวุธก็ยิ่งง่าย หากโดนอาวุธด้วยแล้ว แรงก็หายไปเกินครึ่ง ส่วนคนร้ายถ้าลงมือแล้ว ก็จะไม่มีความเป็นมนุษย์ เหมือนกับเป็นสัตว์ป่าทำร้ายแบบไร้จิตสำนึกความเป็นคน

พล.ต.ต.พิศาล กล่าวทิ้งท้ายว่า คดีนี้ตนไม่ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด หากให้วิเคราะห์แล้ว ก็มีจุดกังวลที่คนร้ายสามารถลงมือได้ คือ ตอนเกิดเหตุไม่ทราบว่าบุคคลทั้งสองอยู่ในสภาพอย่างไร หากมีปัจจัยอื่นๆ เช่น มีการดื่มสุรา หรือเสพสารมึนเมาต่างๆ คนแค่ 2 คน ก็สามารถที่จะลงมือสังหารเหยื่อได้

ขณะที่แหล่งข่าวที่มีความเชี่ยวชาญ เรื่องศิลปะป้องกันตัวขั้นสูงอีกราย ให้ความเห็นในประเด็นเดียวกันนี้ว่า หากเป็นการต่อสู้ซึ่งหน้า ถ้าคนตัวเล็กได้รับการฝึกฝนมา ก็สามารถทำร้าย หรือล็อกคอคนที่ตัวสูงใหญ่กว่าได้ถึงแก่ชีวิต แต่ถ้านั่งอยู่ก็ยิ่งสามารถทำได้ง่าย ยิ่งหากมีอาวุธด้วยแล้ว หากถูกทำร้าย แม้ไม่ตายก็ไร้เรี่ยวแรงที่จะต่อสู้

ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้รายเดิม เผยอีกว่า เหตุการณ์ลอบทำร้ายนั้น จริงๆ แล้วก็ไม่แตกต่างจากหนัง เมื่อเกิดเหตุการณ์จริง แต่ละคนจะมีลักษณะแตกต่างกัน บางคนพยายามร้องขอชีวิต จนไม่ได้ทันที่จะคิดต่อสู้ เพราะอยู่ในอาการตระหนกตกใจ ก็เป็นได้

สำหรับในตอนต่อไป ทีมเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะนำทุกท่านไปไขข้อข้องใจ เรื่องรอยบาดแผล ที่มีการตั้งข้อสงสัยอย่างกว้างขวาง จะเป็นอย่างไร ติดตามได้ในวันพรุ่งนี้ …

 

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/455250