ป่าอาโอกิกาฮาระ ป่าอาถรรพ์สุดหลอนแห่งญี่ปุ่น (ป่าฆ่าตัวตาย) 20+


อาโอกิงาฮาระ ถูกจัดเป็นสถานที่ที่มีคนมาฆ่าตัวตายมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากสะพานโกลเดนเกต
ของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ทำไมต้องเป็นป่าแห่งนี้ อาซึสะ ฮายาโนะ ผู้ศึกษาเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายในป่าแห่งนี้มานานกว่า
30 ปี เผยว่า ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนเลือกมาฆ่าตัวตายที่อาโอกิงาฮาระ
อาจเป็นการทำตามกระแส 

โดยเมื่อปี 1960 เคยมีนวนิยายเรื่อง ‘ทะเลป่าสีดำ’ (Black Sea of Trees)ของนายSeicho matsumoto
เป็นสถานที่ที่สองตัวละครในนวนิยายของเขามาฆ่าตัวตาย 

(แต่ความจริงของความจริงสำหรับเรื่องนี้คือ ในศตวรรษที่19 เหล่าชาวนาผู้ทนความยากจนข้นแค้น
ไม่ไหวเลยเดินทางมาฆ่าตัวตายที่นี่เพื่อให้ ลูกๆของพวกเขามีอาหารพอเพียงที่จะมีชีวิตรอด )

แต่การฆ่าตัวตายในป่าอาโอกิงาฮาระ มีมาก่อนนวนิยายเรื่องดังกล่าวจะถูกเขียน และสิ่งที่เขาพบในป่าตลอดหลายสิบปี
ทำให้รู้ว่า ผู้ที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ด้วยตัวเอง มักไม่มีความคิดที่จะกลับออกไปอีกแล้ว บางคนยังมาอาศัยอยู่ที่นี่
ก่อนที่จะจบชีวิตตัวเอง หรือบางคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะตายดีหรือไม่ ก็มักจะทิ้งเครื่องหมายบอกทางไว้เสมอ
เพื่อบอกทางกลับหากเขาเปลี่ยนใจไม่ฆ่าตัวตาย

อาซูสะ ฮายาโนะ ซึ่งศึกษาและดูแลผืนป่าอาโอกิกาฮาระมานานกว่า 30 ปี บอกว่า แม้ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่า
กระแสนิยมเช่นนี้มีที่มาอย่างไร หน้าที่ประจำอย่างหนึ่งของเขาก็คือ ค้นหาศพคนที่ฆ่าตัวตายในป่า หรือเข้าไป
ห้ามปรามหากยังไม่สายเกินไป ซึ่งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เฉพาะตัวเขาคนเดียวก็พบศพมาแล้วไม่ต่ำกว่า 100 ศพ

นักธรณีวิทยาวัยกลางคนผู้นี้นำทีมถ่ายทำสารคดีจาก Vice World เข้าไปยังสถานที่ซึ่งชื่อว่า “จูไก”
เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ที่พบเจอมาเขาชี้ให้ทีมงานดูร่องรอยบางอย่างบนต้นไม้ ซึ่งแสดงให้เห็นสภาพจิตใจ
ของคนที่กำลังจะฆ่าตัวตาย หรือแม้แต่บางคนที่เปลี่ยนใจขอมีชีวิตอยู่ต่อ

บางคนอาจนึกสงสัยว่า ฮายาโนะ มีสภาพจิตไม่ปกติ จึงสนใจเรื่องความตายมากเช่นนี้ แต่เมื่อรับชมสารคดีต่อไปเรื่อยๆ
ก็จะพบว่าหนุ่มใหญ่เสียงนุ่มและช่างครุ่นคิดคนนี้เพียงปรารถนาจะเข้าใจ และป้องกันมิให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นอีกเท่านั้น
สารคดีดังกล่าวยังเผยภาพชวนสยองในป่ามรณะ ไม่ว่าจะเป็นร่างไร้วิญญาณที่ห้อยอยู่บนต้นไม้ รวมถึงทรัพย์สินของผู้ตาย
และร่องรอยของความโศกเศร้าหรือลังเลก่อนที่พวกเขาจะตัดสินใจลาโลก

ป้ายเตือนสติถูกปักไว้ทรงจุดเชื่อมระหว่างทางเดินชมธรรมชาติกับพื้นที่ห้ามเข้า เพื่อให้คนที่คิดจะฆ่าตัวตาย
ทบทวนใหม่ให้ดี เพราะเมื่อก้าวออกจากจุดนี้ไป หลายคนไม่มีวันได้ย้อนกลับมาอีกบางคนที่ยังตัดสินใจไม่เด็ดขาด
ว่าจะฆ่าตัวตายหรือไม่ ใช้สายเทปโยงตามเส้นทางที่ตนเองเดินมา เพื่อจะย้อนกลับไปสู่โลกภายนอกได้อีก
หากเปลี่ยนใจ

“แต่ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าคุณเดินตามเทปพวกนั้นไปก็จะพบอะไรบางอย่างเสมอ” 
เขาบอก
“อาจจะพบศพ หรือไม่ก็ร่องรอยว่าเคยมีคนไปถึงที่นั่น”

อย่างไรก็ตาม ฮายาโนะระบุว่า ค่านิยมของการฆ่าตัวตายของชาวญี่ปุ่นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สมัยก่อน ซามูไร
กระทำการ ‘ฮาราคีรี’ หรือการคว้านท้องปลิดชีพตนเอง เพื่อเป็นเกียรติต่อตัวเอง แต่การฆ่าตัวตายในปัจจุบัน
สะท้อนให้เป็นปัญหาของสังคมยุคใหม่ ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี ที่คนตัดขาดจากสังคม หรือถูกสังคมโดดเดี่ยวมากขึ้น
อันเป็นผลจากอินเทอร์เน็ต “ทุกวันนี้ เราสามารถมีชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์ได้ตลอดทั้งวัน 

แต่ความจริงที่ว่า ยังจำเป็นที่เราต้องพบหน้าใครสักคน อ่านความรู้สึกทางสีหน้า หรือได้ยินเสียง เพื่อให้เราเข้าใจ
ความรู้สึกกันได้อย่างถ่องแท้ เพื่อใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข



ป่าแห่งนี้ไม่ได้โด่งดังเฉพาะในญี่ปุ่น คนทั่วโลกรับรู้ถึงความแปลกประหลาด และน่าสะพรึงกลัวของมัน
จนกระทั้ง เจนนิเฟอร์ เซนท์ส นัดจิตวิทยา ร่วมกับ จอห์น เอล. สกิลล์ตัน ผู้ชื่นชอบในการบุกเกบิก
พร้อมกับทีมงานกลุ่มหนึงได้เดินทางไปยังป่าแห่งนี้ เพื่อถ่ายทำสารคดีและพิสูจน์ความจริง ด้วยสมมติฐานว่า
“ผู้ที่เข้าไปในป่าอาโอกิงาฮาระ จะพบอะไรบางอย่างที่ทำให้พวกเขาอยากตาย”

เจน ญาณทิพย์..เอร๊ยยเจนนิเฟอร์ เล่าว่า “ทันทีที่เดินเข้าไปในป่าตามลำพัง บรรยากาศนั้นเงียบวังเวงมาก
คุณอาจพบเศษซากของผู้ที่ฆ่าตัวตาย เช่น เศษเสื้อผ้า รองเท้า หรือข้อความจารึกบนต้นไม้ บางข้อความ
เป็นการสั่งเสีย บันทึกเวลาตาย รวมถึงระบายความมทุกข์ แต่ที่แน่ๆ ในป่าแห่งนี้รู้สึกถึงความรันทดสิ้นหวัง
ว่างเปล่า และแน่นอนคุณจะคิดถึงความตาย ไม่แปลกถ้าอยู่ดีๆ คุณจะอยากตายขึ้นมา”



ส่วนจอห์น เล่าว่า “ผมรู้สึกเหมือนมีบางอย่างจ้องผมทุกที่ตลอดเวลา ยิ่งเดินลึกเข้าไไปในความเงียบ
ยิ่งทำให้ผมประสาท บางอย่างทำให้ผมคิดถึงช่วงเวลาที่แย่มากในชีวิต เหมือนภาพนิมิตที่ผุดออกมาเรื่อยๆ
เรื่องแล้วเรื่องเล่า มันเป็นเหมือนสุสานที่เชื้อเชิญคุณให้คุณทิ้งปัญหาทุกอย่างเสีย แล้วก้าวสู่ความตาย”

ปัจจุบันนี้ ป่าแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงเป็นสถานที่จัดกิจกรรมอย่างเช่นตั้งแคมป์ แข่งกีฬากลางแจ้ง
แต่คนที่เคยไปต่างเกิดความรู้สึกเดียวกัน ว่าที่แห่งนี้บรรยากาศไม่ดี น่าหดหู่ บางครั้งยังรู้สึกเหมือนกับว่า มีสายตา
จ้องมองมาจากในป่า ทำให้อาโอกิงาฮาระ ได้ชื่อว่าเป็นป่าอาถรรพณ์ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก
และมีผู้เดินทางไปเพื่อพักผ่อนชั่วคราว หรือพักไปตลอดกาลอย่างไม่ขาดสายทุกปี

credit :: ไทยรัฐออนไลน์

Japanese street fashion ถนนของคนแนวๆ ในญี่ปุ่น


มาดูการแต่งตัวบนถนนของญี่ปุ่นย่านต่างๆกัน !!

ไม่ว่าจะเป็น ฮาราจูกุ ชิบูย่า โอโตเมะซันโดะ กินซ่า ^w^

Japanese street fashion

thanks : http://www.tokyofaces.com/category/2013/page/25/

http://www.style-arena.jp/?langType=en

japanese men street fashion

japanese man accessories

_DSC0261

_DSC0269

_DSC0285

japanese girl fashion

japanese girl in harajuku

japanese girl in harajuku with flower headband

diy street fashion harajuku

japanese street fashion in harajuku

japanese fashion girl

tokyo street style shoes

tokyo street fashion girls

japanese girls fashion

japanese fashion

japanese man bag

japanese geta inspired shoes

japanese girl fashion

japanese girl fashion circle lenses

japanese spikes bag

tokyo street style

tokyo streetstyle man wearing a skirt

japanese street style

japanese girl wearing circle contact lenses

tokyo fashion

tokyo street style

japanese fashion

baby the stars shine bright

tokyo street style

japanese fashion

130517-3

japanese socks and shoes

Tokyo street styleJapanese street fashion

Japanese stockings

Japanese hair

tokyo street style

japanese ring

Tokyo street stylejapanese fashion socks

nao2

Tokyo street style floral

japanese floral fashion

Japanese fashion

Tokyo street style

tokyo shibuya gyaru style

tokyo gyaru streetstyle

japanese gyaru fashion

gyaru shoes

gyaru nails shibuya

tokyo street style

japanese man fashion

Japanese streetstyle

tokyo street styletokyo floral pants japanese girl

japanese sweet lolita fashion streetstyle tokyoTokyo street style

Tokyo street style

tokyo street style

tokyo street style

tokyo street styletokyo street style

tokyo street style la carmina

Tokyo street style

Japanese fashion

Tokyo fashion

japanese fashion

japanese fashion

tokyo street style

japan fashionTokyo Street Style

japanese fashion

floral socks

Tokyo street style

tokyo street style

tokyo street style

japanese fashion

platform converse

tokyo street style

asian streetwear

Tokyo street style

ทำไมคนญี่ปุ่นจึงชอบกิน ‘ถั่วเน่า’ ทั้งๆ ที่รสชาติและกลิ่นไม่น่ากินสักนิด….!!


 

นัตโตะ หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ ถั่วเน่า (ถั่วหมัก) นั้นเป็นอาหารยอดฮิตของชาวญี่ปุ่น ทำมาจากถั่วหมักกับแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งคนญี่ปุ่นมักจะทานเป็นมื้อเช้าร่วมกับข้าวสวย เป็นของโปรดของหลายๆ คน

แต่เจ้า ถั่วเน่า นี้ หลายคนที่ได้ลองก็อาจจะชอบ ไม่ชอบแล้วค่อยๆ ชอบ หรือถึงขั้นเกลียดไปตลอดชีวิตก็มี แต่ก็ยังคงมีการรับประทานอย่างแพร่หลาย จนชาวต่างชาติสงสัยว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงต้องทานถั่วเน่ากันด้วย…!?

ถั่วเน่า

– นัตโตะ มีรสชาติอร่อย ถ้ารู้จักกินอย่างถูกวิธี เช่นการผสมกับซอสโชยุ ต้นหอมซอย หัวไชเท้า แล้วราดลงบนข้าวสวยร้อนๆ

– อาจจะนำ นัตโตะ ไปประยุกต์ได้หลายอย่าง เช่น ข่าวผัด ซูชิ หรือใส่เป็นส่วนผสมของราเมน

– ผลวิจัยพบว่า นัตโตะ เป็นอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น โปรตีน วิตามินเค กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว

– นักโตะ ช่วยลดคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ ลดโอกาสการเกิดเส้นเลือดในสมองแตก

– การรับประทาน นัตโตะ ในทุกเช้า เป็นอาหารเช้าอย่างดีที่ทำให้ร่างกายมีพลังงาน สมองปลอดโปร่ง และช่วยในการทำงานหรือเรียนให้ดียิ่งขึ้นด้วย

สำหรับเรื่องอาหารก็เป็นอีกเรื่องที่เป็นรสนิยมของหลายๆคน ที่อาจจะมีของชอบและของไม่ชอบต่างกัน แต่อย่างน้อย นัตโตะ หรือ ถั่วเน่า ซึ่งอาจจะเป็นอาหารที่หลายๆคนไม่ชอบ แต่ก็มีประโยชน์และเป็นที่โปรดปรานของหลายๆ คนด้วยนั่นเอง….

วิธีการรับประทานนัตโตะ

การรับประทานนัตโตะนั้นมีหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล โดยหลักๆ แล้ว จะนิยมรับประทานกันโดยผสมกับซอสโชยุ (ซีอิ๊วญี่ปุ่น) และมัสตาร์ดที่มักจะมีให้มาพร้อมกับห่อบรรจุนัตโตะสำเร็จรูปที่วางขายกันทั่วไป ส่วนผสมอื่นๆ ที่คนญี่ปุ่นนิยมผสมร่วมกับนัตโตะ ได้แก่ ต้นหอมซอย หัวไชเท้าฝอย ไข่ดิบ เป็นต้น

วิธีการรับประทานเริ่มจากนำส่วนผสมที่จะปรุงเพิ่มใส่ลงไปในนัตโตะ แล้วคนแรงๆ เพื่อให้ส่วนผสมเข้ากันและเกิดเป็นฟองขึ้น (มีความเชื่อที่กล่าวกันว่าถ้าคนนัตโตครบ 100 ครั้งแล้วจะได้คุณค่าทางอาหารสูงสุดด้วยค่ะ) จากนั้นเทราดลงไปบนข้าวสวย แล้วก็รับประทานได้เลยค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถนำนัตโตะไปประยุกต์ด้วยกรรมวิธีการปรุงอื่นๆ ได้ เช่น ข้าวผัดนัตโตะ ราเม็งนัตโตะ ซูชินัตโตะ ก็ได้เช่นกันค่ะ

 

ที่มา: marumura และ http://www.wegointer.com/