10 อันดับเรื่องเล่าโรงแรมผีดุ..สุดหลอนในไทย!! ต้อนรับวันฮาโลวีน


เรียกได้ว่าเป็นอีกที่ที่มีคนพบเห็นผี หรือเรื่องลึกลับบ่อยสุดๆไปเลย ก็เพราะก่อนจะมาเป็นโรงแรมผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้างก็ไม่รู้ หรือตอนเป็นโรงแรมแล้วก็เถอะ อาจจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ที่เราไม่มีทางรู้ จึงไม่แปลกที่จะมีผีอยู่ตามโรงแรมต่าง วันนี้ทางทีมงานจึงได้รวบรวมเรื่องผีที่หลายๆคนได้เขียนไว้ตาม Pantip หรือบอร์ดผีต่างๆ นำมาจัด 10 อันดับเรื่องเล่าผีๆ ที่แน่นอนว่าต้องขนลุก ต้องหลอน จนคุณไม่กล้าไปนอนโรงแรมอีกนาน!!

อันดับ 10 ณ ภูเก็ต..ห้อง 519

เป็นเรื่องของกลุ่มเพื่อนที่ไปเที่ยวกันที่ภูเก็ต ได้ทำการจองห้องพักเบอร์ 518-519 ไว้ พอเข้ามาถึงโรงแรมก็แค่มาเอาของเก็บ และพร้อมออกไปเที่ยวกลางคืนกันยาว แต่ดันมีเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่สบาย จึงขอนอนรอที่ห้อง 519 ในขณะที่คนอื่นๆกำลังเที่ยวเพลินๆ เวลาประมาณตี 2 เพื่อนคนนี้ก็โทรมาตะคอกใส่ว่า “เลิกมาเคาะประตูแกล้งเถอะ..จะนอน!!” ทุกคนก็ได้แต่งง และคิดว่าเพื่อนคงละเมอโทรมา พอทุกคนกลับถึงโรงแรมก็ประมาณตี 4 ได้ เปิดห้อง 519 เข้าไปก็เจอเพื่อนที่ป่วยเนี่ยนอนสลบอยู่ จึงรีบพาตัวไปโรงพยาบาล พอฟื้นก็ได้เล่าให้ฟังว่า มีคนมาเคาะประตูหน้าห้องถี่มากๆ จนโมโห เลยมายืนรอเพื่อดูว่าใคร สักพักก็เห็นผู้หญิงผมดำ คลานเข้ามาเคาะห้อง และมองมาที่เค้าด้วยสภาพที่ช่วงปากถึงคางหายไป มีเพียงแค่ผม หน้าผาก ตา จมูก และลิ้นที่ห้อยติดอยู่กับลำคอ เท่านั้นแหละเลยสลบไปเลย!!

ขอบคุณภาพจาก http://board.postjung.com/522051.html

อันดับ 9 เจ เจตริน เจอเองที่อุบลฯ

เป็นเรื่องที่ดังอยู่ช่วงหนึ่ง ที่นักร้องชื่อดังอย่างเจ เจตริน ได้เดินทางไปแสดงคอนเสิร์ตที่ จ.อุบลราชธานี แล้วได้นอน ณ โรงแรมหนึ่ง ที่คาดว่าน่าจะมีชื่อเสียงอยู่พอสมควร ที่ในระหว่างอาบน้ำอยู่ก็มีรายนิ้วมือปรากฏอยู่หน้ากระจกห้องน้ำ ที่ตอนแรกก็คิดว่าเป็นมือแม่บ้าน แต่ด้วยความที่มันอยู่สูง และยังใหญ่กว่ามีผู้ชายทั่วไปด้วยซ้ำ ทำเอาต้องถ่ายรูปลงโซเชียลเลยทีเดียว มันไม่จบแค่นั้น เพราะมีคนตาดีมาบอกว่าเห็นเป็นรูปหน้าคนอยู่ตรงหน้ากระจก!!! ที่พอสังเกตดีๆก็เหมือนอยู่นะ

ขอบคุณภาพจาก Twitter

อันดับ 8 ที่ห้องตรงข้ามดาดฟ้าโรงพยาบาล

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เชียงใหม่ ที่กลุ่มเพื่อนๆได้ไปเที่ยวในช่วงปีใหม่ ได้จองโรงแรม 5 ดาวแห่งหนึ่งไว้ ที่ได้ห้องพักที่มองจากหน้าต่างออกไปก็เห็นดาดฟ้าของโรงพยาบาลตรงข้ามพอดี และที่สำคัญยังเห็นผู้หญิงคนนึงนั่งอยู่ตรงดาดฟ้าด้วย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะเค้าอาจจะมาดูพลุในวันปีใหม่ก็ได้ พอเพื่อนๆไปเที่ยวกันกลับมานอนก็ได้ยินเสียงคนใช้เล็บกรีดกระจกเป็นทางยาว ทั้งยังมีเสียงกรี๊ดปนหัวเราะดังออกมาตลอด จึงได้เปิดผ้าม่านดู เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเอาหน้ามาติดกระจก ทั้งหมดจึงรีบวิ่งลงไปยังล็อบบี้โรงแรม วันต่อมาได้เปลี่ยนห้องก็ยังเจอเหตุการณ์แบบเดิม ด้วยความอยากรู้จึงมาถามคนขายของแถวนั้น ได้ความว่าเคยมีสามีมาพักกับภรรยาที่กำลังตั้งท้อง ส่วนมาสีก็เอาแต่เที่ยวไม่สนใจ เช้าวันนั้นภรรยาจึงได้โทรหาสามีและบอกให้มองออกมานอกหน้าต่าง เธอจึงกระโดดลงมาต่อหน้าต่อตาสามีเลย

ขอบคุณภาพจาก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=noplucifer&month=06-01-2014&group=2&gblog=10

อันดับ 7 ห้องไม่ว่าง ที่สระบุรี

เป็นเหตุการณ์ที่หลายๆคนคงเคยเผชิญ เวลาโทรไปจองโรงแรมแต่บอกว่าห้องหมด เซ้าซี้ไปเรื่อยๆก็จะได้ห้องพักเอง คนเล่าเรื่องนี้ก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ พอเค้าไปพักเท่านั้นก็รู้เลยว่ามีอะไรผิดปกติแน่ๆ เพราะตอนจะนอนก็ลุกไปปิดไฟ จะเอนตัวลงเท่านั้นแหละ ได้ยินเสียงโยนกระเป๋าลงพื้นดัง ตุ๊บ!! ตอนแรกๆก็คิดว่าต่างคนต่างแกล้งกัน แต่มันมีครั้งที่ 2 3 4 ที่ดังขึ้นเรื่อยๆ เลยลุกขึ้นเปิดไฟ และตัดสินใจนอนลงไปอีกรอบ คราวนี้ดังสุดๆ อยู่ข้างหัว เลยทนไม่ไหวต้องโทรลงไปที่ล็อบบี้ พนักงานพูดเสียงดังไปหน่อย ปลายสายเลยได้ยินว่า “แขกโดนอีกแล้ว” แต่ทำยังไงได้ก็ต้องนอน เลยหยิบพระออกมาจากกระเป๋าวางไว้บนหัวเตียง แต่ก็ต้องตกใจจนขนหัวลุกเมื่อพระที่วางไว้หายไป และกลับไปอยู่ในกระเป๋าใบเดิม ทำเอาต้องวิ่งออกจากห้องกันให้เร็ว

ขอบคุณภาพจาก http://writer.dek-d.com/moonlight_yue/story/view.php?id=601499

อันดับ 6 โรงแรมไม้สุดสยอง

โรงแรมนี้อยู่ที่สุโขทัย ที่ทางเจ้าของเรื่องเล่าว่าได้ขับรถเที่ยวตะลอนๆมากว่า 1 เดือน ค่ำไหนนอนนั่น คืนนั้นดันโชคร้ายเจอโรงแรมสไตล์ไทยๆเป็นเรือนไม้เข้าให้ ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะมีอะไร พอตี 1 เท่านั้นแหละก็ได้ยินเสียงกุกกักๆ แถวโต๊ะที่วางแผนที่ไว้ เลยสะลึมสะลือลืมตาขึ้นดู พี่สาวที่นอนข้างๆก็ขยับตัวเข้ามาใกล้ บีบมือสุดแรง พอมองไปที่โต๊ะเท่านั้นแหละก็เงาคน 2 คน คนนึงกำลังนั่งดูแผนที่ที่วางไว้ อีกคนกำลังมองมาที่เตียง!! ตอนนั้นขยับตัว หรือส่งเสียงก็ไม่ได้ จึงทำได้แค่สวดมนต์ แผ่เมตตาในใจ สักพักก็เริ่มมีเสียงลอดออกมา เงาก็เดินเข้ามาตรงปลายเตียง และห่างออกไปทะลุผนังในที่สุด พอเงาหายไปแผนที่บนโต๊ะก็ตกลงมาอย่างไม่มีสาเหตุ!!

ขอบคุณภาพจาก http://talung.gimyong.com/index.php?topic=121697.0

อันดับ 5 ผีอาเสี่ยมาเอง

เรื่องนี้เป็นเรื่องของหญิง-ชายคู่หนึ่ง ที่ไปพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น ที่เค้าว่ากันว่าที่นี่เคยเป็นโรงพยาบาลมาก่อน แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร จนตอนกลางคืนฝ่ายชายก็เผลอหลับไป ส่วนผู้หญิงก็นั่งดูทีวีอยู่ เริ่มรู้สึกง่วง กำลังจะปิดตาก็เหมือนเห็นชายอ้วนคนนึงลอยผ่านประตูเข้ามา และตรงเข้ามาที่ปลายเตียงของเธอ แต่ส่วนคอดันยื่นมาถึงหัวเตียง เธอก็ได้แต่หลับตาปี๋ และได้ยินเสียงถามมาว่า เธอเป็นใคร? มานอนห้องนี้ได้ไง? คนนั้นคือใคร? (ชี้ไปที่แฟน) ตอนนั้นอ้าปากก็ไม่ได้เลยได้แต่ตอบในใจ (ผี)ชายอ้วนเลยบอกว่าไม่ต้องกลัว เขาไม่ได้จะทำอะไร แล้วก็หายไปจากห้อง เธอจึงไปปลุกแฟน พร้อมกับขอย้ายห้อง แต่ทางโรงแรมบอกว่าห้องเต็ม แต่ก็เอาพระที่หิ้งบูชามาตั้งไว้ในห้อง ตอนเช้าแฟนก็บอกว่าตอนลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียง หนึ่งสอง หนึ่งสอง เลยเอาไปซื้อหวยดันถูกซะงั้น

ขอบคุณภาพจาก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=noplucifer&month=08-01-2014&group=2&gblog=11

อันดับ 4 อะไรอยู่ในช่องระบายอากาศ

พออ่านเรื่องนี้จบเชื่อเลยว่าคงไม่มีใครกล้าแหงนหน้ามองช่องระบายอากาศแน่ๆ โดยเรื่องนี้เกิดกับชายคนนึงที่เข้าไปพักในโรงแรมแห่งหนึ่งแถวๆตลาดอวยชัย จ.ชุมพร ที่เปิดประตูเข้าไปก็เจอกลิ่นแปลกๆซะแล้ว จึงรีบอาบน้ำ แปรงฟันเตรียมตัวนอน แต่ขณะที่กำลังแปรงฟันอยู่นั้นก็เห็นเหมือนมีใครส่องออกมาจากช่องระบายอากาศ จึงหันกลับไปดู ก็ไม่เห็นจะมีอะไร สักพักเริ่มรู้สึกเหมือนมีคนมองอยู่ตลอด จึงตัดสินใจปีนขึ้นไปดูก็เห็นว่ามันเป็นช่องแคบๆที่ไม่มีทางที่คนจะเข้าไป อยู่ได้ เลยคิดว่าตาฝาดไปเอง เลยเข้าไปอาบน้ำ จนได้ยินเสียครืด ครืด พอหันขึ้นไปมองก็เห็นเป็นคนคลานออกมาจากช่องนั้นอย่างเร็ว จึงรีบคว้าผ้าขนหนูแล้ววิ่งออกจากห้องแต่มันก็ยังคลานตามมาไม่หยุดพร้อมกับ เสียงหัวเราะ แฮ่ๆ พอถึงล็อบบี้เลยทำได้แต่ตะโกนบอกพนักงานว่า “ผีหลอก!!!”

ขอบคุณภาพจาก http://xn--42caim3c2a6bxhb2ah5pud.blogspot.com/2013_09_01_archive.html

อันดับ 3 สัญญาณมือถือประหลาด!!

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่โรงแรมเก่าใกล้ตลาด จ.สุรินทร์ เนื่องจากเป็นโรงแรมเก่าๆบรรยากาศก็ต้องน่ากลัวเป็นธรรมดา ยิ่งพอเปิดประตูห้องเข้าไปเท่านั้นแหละ ก็เจอพวกมาลัยแขวนอยู่ในห้องซะแล้ว แต่ก็ไม่คิดอะไรมากจึงจัดข้าวจัดของเข้าอาบน้ำ แบบเปิดทีวีไปด้วย เสียงทีวีเป็นของผู้ประกาศข่าวชาย แต่ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงนั่งคุยกันอยู่นอกห้อง จึงรีบโผล่หน้าออกไปดูแต่ก็ไม่เห็นอะไร จึงเข้ามาอาบน้ำต่อแต่เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีก เลยรีบอาบน้ำแต่งตัวออกไปข้างนอก พอเดินไปถอดแบตโทรศัพท์ออกเท่านั้นแหละ ก็ยังพบว่าถอดออกแล้วมันยังชาร์ตต่อ!! เลยกดปิดเครื่อง มันก็ยังขึ้นสัญญาณชาร์ตต่ออยู่ดี จึงรีบเดินออกจากห้อง พอพ้นประตูห้องสัญญาณก็กลับมาเป็นปกติ พอกลับเข้ามาอีกทีก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว จึงรีบนอน สรุปว่าโดนผีอำทั้งคืน ทั้งยังมีเสียงคนมาขยับหน้าต่างห้องนอนจนถึงเช้าเลย

ขอบคุณภาพจาก http://news.tlcthai.com/news/65352.html

อันดับ 2 เรื่องเล่าจากกาญจนบุรี

เป็นเรื่องของชายคนนึงที่ได้ไปสัมมนาที่จังหวัดนั้นพอดี และเผอิญนอนคนเดียว กลางคืนก็มัวแต่ดูบอล จู่ๆก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตูเลยเดินไปเปิด ก็ไม่เห็นมีใคร เป็นแบบนั้นประมาน 3 ครั้ง เลยคิดว่าเพื่อนแกล้ง ครั้งที่ 4 เลยส่องดูผ่านตาแมวเห็นเป็นผู้หญิงผมยาวๆยืนหันหลัง ใส่เสื้อสีเขียว ลายดอก เลยเปิดประตูไปแต่ก็ไม่เจออะไร มีแต่ลมพัดเข้ามาในห้องอย่างแรงวูบหนึ่ง จึงรีบปิดประตูและนอน ดึกๆมาดันรู้สึกตัวอีกทีเพราะได้ยินเสียงน้ำหยดแถวๆปลายเตียง พอลืมตาขึ้นเท่านั้น..ก็แทบจะหยุดหายใจ!! เพราะเธอคนนั้นนั่งอยู่เตียงข้างๆที่ห่างกันแค่นิดเดียวเท่านั้น ด้วยสภาพเปียกไปทั้งตัว ผมยาวปิดหน้า นั่งเหมือนกำลังร้องไห้อยู่ เลือดก็ไหลออกมาเต็มเตียง พอเงยหน้าขึ้นมาเท่านั้นก็ต้องช็อค!! เพราะเธอไม่มีลูกตา เขาจึงทำได้แค่วิ่งและไม่กล้านอนอีกทั้งคืน

ขอบคุณภาพจาก http://diiwunlimited.blogspot.com/2012/07/blog-post.html

อันดับ 1 เจอดีจนได้..ณ หาดป่าตอง

คงมีหลายคนเล่ามาแล้วบ้าง เรื่องของหาดป่าตองที่เคยเกิดสึนามิไปเมื่อหลายปีก่อน และเรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จะทำให้คุณขนลุกสุดๆไปเลย เป็นเรื่องของพนักงานสาวที่ไปสัมมนากับหัวหน้า พอคืนแรกหัวหน้าก็ฝันเห็นอะไรแปลกๆเลย คือเห็นวิญญาณฝรั่ง 2 คนมายืนอยู่หน้าห้องเธอ พอเปิดประตูออกมาก็รีบวิ่งไปที่ห้องของหัวหน้าและภรรยาขอนอนด้วย ตอนนั้นผีฝรั่งก็เดินตามมาแบบติดๆ พอเล่าแบบนั้นเธอก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ด้วยความที่สัมมนาหลายวันเลยใช้ชีวิตอยู่ในโรงแรมนานหน่อย เกือบทุกวันเธอจะเจอเด็กฝรั่งผมแดงอายุประมาณ 13-14 เดินสวนกับเธอที่เดิมทุกวัน แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เรื่องประหลาดยังไม่หมดแค่นี้ เพราะทุกครั้งที่เธอวางผ้าเช็ดตัวทิ้งไว้ตามที่ต่างๆในห้อง พอเดินกลับเข้ามามันจะถูกจัดวาง พับอย่างเป็นระเบียบ พอไปถามแม่บ้านก็บอกไม่ได้ทำ เธอจึงเรียกให้ภรรยาหัวหน้ามาดู ว่าก่อนออกจากห้องเธอโยนผ้าไว้ที่เตียง แป๊บเดียวเท่านั้นพอเปิดเข้ามาผ้าก็ถูกพับเหมือนเดิม!! หัวหน้าจึงมาดูให้ พอเดินผ่านห้องน้ำเท่านั้นแหละ ก็บอกว่าเห็นเด็กฝรั่งกำลังพับผ้าอยู่ในห้องน้ำ หัวหน้าจึงรีบวิ่งกลับห้อง แต่พอไปดูกล้องวงจรปิดกลับไม่มีใครเห็นเด็กคนนั้น ซึ่งเป็นคนที่เดินสวนกับเธอทุกวัน..
ขอบคุณภาพจาก services.flikie.com/view/v3/android/wallpapers/33566957
ที่มา : toptenthailand.com/topten/detail/20141009165950123

ครั้งแรกกับบทสัมภาษณ์ แอดมินเพจ “CSI LA“ นักสืบโลกออนไลน์


 

กลายเป็นเพจที่กำลังมาแรงที่สุด ในตอนนี้สำหรับ  “CSI LA” หลังจากเกาะติดคดีฆ่า 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่าแบบกัดไม่ปล่อย เรียกได้ว่าแลกกันหมัดต่อหมัดกับตำรวจไทยกันเลยทีเดียว

ล่าสุดทีมงาน Sanook! Hitech ได้ติดต่อผู้ดูแลเพจ CSI LA มาสัมภาษณ์กันแบบ Exclusive ถึง “ความเป็นมาของ CSI LA” เพจที่กำลังร้อนแรงอยู่ขณะนี้ 

ครั้งแรกกับบทสัมภาษณ์ แอดมินเพจ “CSI LA“ นักสืบโลกออนไลน์

ครั้งแรกกับบทสัมภาษณ์ แอดมินเพจ “CSI LA“ นักสืบโลกออนไลน์

เชื่อว่าชาวไซเบอร์หลายๆ คนคงอยากรู้เรื่องราวความเป็นมาของเพจนี้ เพราะสไตล์การนำเสนอข้อมูลในเชิงลึก กล้าได้กล้าเสีย เกี่ยวกับคดีเกาะเต่า หรือการวิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่แบบกัดไม่ปล่อย ไม่กลัวคำขู่ของใครหน้าไหนทั้งนั้น กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดคนบนโลกออนไลน์ให้เข้าไปบริโภคข้อมูลใหม่ๆ จนตอนนี้จำนวนแฟนเพจพุ่งขึ้นไปหลักหลายแสน

เราจึงพยายามสืบเสาะหา เรื่องราวของ “CSI LA“ มาให้ได้อ่านกันว่าจริงๆ แล้วจุดกำเนิดของ “CSI LA“ มีความเป็นมาอย่างไร?

แนะนำตัวให้เพื่อนๆ รู้จักหน่อยได้ไหม

CSI LA: ผมเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ที่อเมริกาอยู่ที่นี่มา 20 ปีเเล้วครับ เเต่ชอบติดตามการเมืองไทยเเละต่างประเทศ ส่วนตัวผมเป็น Data Scientist ทำงานให้กับหน่วยงานหนึ่งของอเมริกา แต่เรื่องส่วนเรื่องผมคงให้ข้อมูลได้เท่านี้ เพื่อความปลอดภัยของผมเอง

ทำเพจ “CSI LA” มานานหรือยัง

CSI LA: เราเริ่มทำตอนประมาณเดือน มีนาคมครับ หรือประมาณ 7 เดือนที่เเล้ว ซึ่งการที่ยอดของแฟนๆ ทะยานขึ้นสูงถึง 317,240 likes มันคือ the power of social network (network effect) ผมทำเพจ csi la เพื่อเป็นเพจเเลกเปลี่ยนความเห็น ตั้งใจให้ลักษณะคล้ายกับ Pantip เเต่ของเราหาความจริงได้เร็วกว่าผมต้องการสอนคนไทยให้คิดเองเป็น เบื่อกับการเสนอข้อมูลเเบบเก่าๆ ที่ไม่มีที่มา เเละเชิงมโน โดยข้อมูลที่นำเสนอ ทุกอย่างมีที่มาที่ไปหมด มีการอ้างอิงแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ ถ้าเรากำลังหาคำตอบผมจะตั้งคำถามเเละให้ทุกคนช่วยกันคิด เราจะใช้เหตุผลมาหักล้าง

อะไรคือเหตุผลที่ทำเพจนี้ขึ้นมา หรือเพราะทางทีมงานสะดุดใจกับอะไร หรือมีอะไรเป็นพิเศษ?

CSI LA:  ทำเพราะเบื่อข้อมูลบิดเบือนครับ ผมเห็นเพื่อนๆ เเชร์ข้อมูลบิดเบือน เลยรำคาญจึงทำเพจนี้ขึ้นมาเพื่อจับโกหก เเละทำให้พวกเขาเงิบ เพราะในเฟสบุ๊คชอบแชร์ข้อมูลเเบบไม่มีที่มาที่ไป เเละมีการปลุกปั่นตลอดเวลา

พอบอกได้ไหมมีทีมงานประมาณกี่คน?

CSI LA:  เรื่องวิเคราะห์มีผมคนเดียว ผมวิเคราะห์เเละทำ Graphics คนเดียว เเต่มีคนหาข้อมูลเยอะๆ มาก คนที่ส่งข้อมูลมาให้มีเยอะ ตอนนี้มีคนส่งข้อมูลให้ทุกนาที เป็นพันๆ ข้อความในเวลา 24 ชม. อย่างกรณีที่ทางทีมเราสามารถรู้ว่าล่ามเป็นคนขายโรตีที่เกาะสมุย และผมสามารถหาว่าเขาขายอยู่ที่ไหน ด้วยการถามเพื่อนๆ ในเพจ ภายใน 1 ชม. เราได้ภาพของคนขายโรตี ที่หน้าวัดพระใหญ่ สิ่งที่ผมทำเขาเรียกว่า Crowd Sourcing

เห็นเพจและทวิตเตอร์มีคนชอบและพูดถึงจำนวนมาก รู้สึกยังไง? 

CSI LA: ผมเก็บข้อมูล เเละ บทสนทนาเขาไว้หมด เเน่นอนครับ คือเพจเราขาประจำจะเป็นนักคิดอยู่เเล้ว บอกตามตรงผมรู้สึกเฉยๆ นะ ถึงจะมีเเฟนถึง 3 เเสนคนยังรู้สึกเหมือนวันเเรกๆ ที่มีเเฟนๆ เเค่ 5000 เเต่ดีใจมากๆ ที่ทุกคนที่เข้ามา มองข้ามเรื่องสีเเละเข้ามาสามัคคี ประทับใจมากๆ ที่เป็นทางเลือกใหม่ให้คนไทย ทุกๆคนออกมาร่วมเเรงร่วมใจกัน

ผมว่าเราทำ graphic ที่ทำให้คนเข้าใจง่ายด้วย คือเขียนเเบบไม่ยาวมาก เเต่ภาพที่ผมทำมา ทำให้คนเข้าใจง่ายๆ หลักการง่ายๆ Compare and contrast  เเละ Visualization ที่อมริกา เราถูกฝึกมาให้เขียนตรงประเด็นได้ใจความ ใช้รูปภาพอธิบาย

อยากฝากอะไรถึงแฟนๆ และคนที่ติดตามมั้ย?

CSI LA: สิ่งที่พวกเราทำนั้นเรียกว่า Crowd Sourcing คือการที่ใช้มวลชนเป็นพันๆ หมื่นๆ คนมาช่วยกันคิดช่วยกันทำงาน โดยเฉพาะสังคม online ที่ทำด้วยใจรักเเละบริสุทธิ์ ไม่ได้หวังสิ่งตอบเเทนใดๆ เเทนที่จะใช้ลูกจ้าง หรือ ข้าราชการเท่านั้นไปทำงาน นี่คือสิ่งที่พวกนัก Programmer เขาทำกันพวก Developer เขาทำกัน พวก Opens Souce Software Developer เขาก็ทำกันอย่างนี้เขาเรียกว่า “สามัคคี”

สุดท้ายแอดมินผู้ดูแลเพจ CSI LA ยังคงย้ำจุดยืนว่าพวกเขาไม่มีสีอะไรทั้งนั้น อยากให้คนไทยก้าวพ้นเรื่องสี เเละมีสีเดียวคือ “สามัคคี” เพราะประสบการณ์ที่เราเห็นๆ นั้นสามารถทำอะไรก็ได้ถ้าเราร่วมใจกัน

“ถ้าเราทำสิ่งนี้สำเร็จ เราจะเป็นประเทศเเรกในโลกที่มีคนเป็นเเสนๆ คนร่วมกันจับคนร้าย และอยากฝากให้คุณดูการวิเคราห์ของผมเรื่องการจับผิดเรื่องรถผีด้วยครับ”

ในโลกออนไลน์มีทั้งจุดขนานและจุดเชื่อมต่อกับโลกของความเป็นจริง โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถแสดงตัวต่อโลกภายนอกได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะคนรวยคนจนคนธรรมดาก็สามารถสร้าง “ตัวตน” ให้เป็นที่รู้จักขึ้นมา

ซึ่งนี่คงเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เพจชาวบ้านธรรมดาจุดเริ่มต้นของสมาชิกแค่หลักพัน จะมีอิทธิพลมหาศาลจนกลายเป็นหลักแสน และบททดสอบต่อไปคือ ประธานชุมชนอย่าง CSI LA จะดูแลและใส่ใจลูกบ้านของตนเองได้ดีแค่ไหน?

ขอบคุณภาพและข้อมูล: แฟนเพจ CSI LA

 

เกาะสวรรค์ด้านมืด : ข้อมูลดิบจากฝรั่งที่เคยอาศัยบนเกาะเต่า ต่อกรณีการฆาตกรรมโหดสองหนุ่มสาวชาวอังกฤษ


 

 

เกาะสวรรค์ด้านมืด : ข้อมูลดิบจากฝรั่งที่เคยอาศัยบนเกาะเต่า ต่อกรณีการฆาตกรรมโหดสองหนุ่มสาวชาวอังกฤษ

เกาะสวรรค์ด้านมืด : ข้อมูลดิบจากฝรั่งที่เคยอาศัยบนเกาะเต่า ต่อกรณีการฆาตกรรมโหดสองหนุ่มสาวชาวอังกฤษ

เกาะสวรรค์ด้านมืด : ข้อมูลดิบจากฝรั่งที่เคยอาศัยบนเกาะเต่า ต่อกรณีการฆาตกรรมโหดสองหนุ่มสาวชาวอังกฤษ

เกาะสวรรค์ด้านมืด : ข้อมูลดิบจากฝรั่งที่เคยอาศัยบนเกาะเต่า ต่อกรณีการฆาตกรรมโหดสองหนุ่มสาวชาวอังกฤษ

 

เกาะสวรรค์ด้านมืด : ข้อมูลดิบจากฝรั่งที่เคยอาศัยบนเกาะเต่า ต่อกรณีการฆาตกรรมโหดสองหนุ่มสาวชาวอังกฤษ

เกาะสวรรค์ด้านมืด : ข้อมูลดิบจากฝรั่งที่เคยอาศัยบนเกาะเต่า ต่อกรณีการฆาตกรรมโหดสองหนุ่มสาวชาวอังกฤษ

 

 

โดย ไมเคิล เออร์ลี่ / ระยิบ เผ่ามโน ถอดความจากเรื่อง The Dark Side of Thailand’s Island Paradise

คดีฆาตกรรมสองนักท่องเที่ยวแบ็คแพ็คบนเกาะเต่าทำให้ด้านมืดของประเทศไทยตกเป็นเป้าสนใจจากนานาชาติไปโดยไม่ต้องการ อันรวมถึงการใช้อิทธิพลของครอบครัวมาเฟียบนเกาะต่างๆ ในอ่าวไทย อาทิ เกาะพงัน เกาะเต่า และเกาะสมุย

จากการที่เคยอาศัยอยู่บนเกาะเต่าและเกาะพงัน ผมมีความรู้ลึก (แต่ก็อ้างไม่ได้ว่ารู้หมด) ต่อความเป็นไปต่างๆ พอควรที่จะบอกได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น มากกว่าที่สื่อนานาชาติพยายามจะอธิบายต่อชาวโลก ดังเช่นว่าอะไรทั้งหลายแหล่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น มันมักดูยุ่งยากซับซ้อนกว่าที่ปรากฏในเบื้องต้นอยู่เสมอ

มาดูประวัติเกาะเต่ากันหน่อย

ส่วนใหญ่ในความเป็นมาของเกาะเต่าไม่มีอะไรเหมือนที่เป็นอยู่ขณะนี้มากนัก มันเป็นจุดพักเรือของชาวประมงมาเลย์มานานหลายศตวรรษ เนื่องจากที่ตั้งอันห่างไกลโพ้นในอ่าวไทย ในยุคศตวรรษที่ ๑๘ อาจมีหมู่บ้านตั้งอยู่สักสองแห่ง จนเมื่อราวปี ค.ศ. ๑๘๙๐ กว่าๆ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้เสด็จพระราชดำเนินเกาะนี้ ดังมีอนุสาวรีย์ของพระองค์ตั้งอยู่บนหาดทรายรี เกาะนี้สงบเงียบต่อมาเป็นเวลาหลายสิบปี มีแต่ครอบครัวชาวประมงและชาวไร่อาศัยอยู่บ้าง ไม่มีอย่างอื่นนอกจากนี้

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ประเทศเปลี่ยนจากสมบูรณายาสิทธิราชไปสู่ราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ (หรือเรียกว่าระบอบรัฐธรรมนูญอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขละมัง) เกาะเต่าถูกใช้เป็นสถานที่จองจำทางการเมืองในลักษณะเดียวกับเกาะตะรุเตาทางตอนใต้ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ พวกนักโทษที่นั่นได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้วส่งออกไปอยู่ตามเกาะต่างๆ ในละแวกนั้น ได้แก่เกาะพงันและเกาะสมุย เกาะเต่าจึงกลายเป็นเกาะร้างอีกครั้ง

ตำนานเล่าว่ามีพี่น้องสองคนเดินเรือมาที่เกาะนี้แล้วลงหลักปักฐานอาศัยอยู่ตรงพื้นที่เรียกว่าทรายรีปัจจุบัน เขาใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่ายจับปลาหากินและทำการเพาะปลูกเลี้ยงชีพ มีการค้าขายบ้างเล็กน้อยกับผู้ที่อยู่อาศัยบนเกาะพงัน

เมื่อเกิดสงครามเวียตนามทำให้กิจการท่องเที่ยวในประเทศไทยบูมขึ้นมากมายในช่วงทศวรรษ ๑๙๖๐ ถึง ๑๙๗๐ ด้วยผลพวงจากทหารจีไอและโครงการอาร์แอนด์อาร์ (Rest and Relax) พวกนักเดินทางสะพายย่าม (Backpackers) เริ่มแห่กันเข้าไปสู่อ่าวไทย มีรายการท่องเที่ยวดำน้ำออกจากเกาะสมุยและเกาะพงัน งานรื่นเริง‘ฟูลมูนพาร์ตี้’ ที่เลื่องชื่อเริ่มขึ้นครั้งแรกที่เกาะพงันในปลายยุคทศวรรษ ๑๙๘๐ นับแต่นั้นมาการท่องเที่ยวบนเกาะเต่าขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ พร้อมไปกับการพัฒนาสิ่งก่อสร้าง เริ่มจากร้านรวงตั้งเป็นเพิงง่ายๆ ขายของ กับซุ้มเล็กๆ สำหรับพวกนักดำน้ำ มาสู่บาร์เหล้า รีสอร์ท และธุรกิจอื่นที่ไม่เกี่ยวกับกีฬาดำน้ำโดยตรงอีกหลากหลาย

บริษัทเรือเฟอรี่ขนาดใหญ่เช่น ลมพระยา ซีทราน และส่งเสริม เริ่มเปิดบริการจัดรถบัสออกจากกรุงเทพฯ รับส่งผู้คนไปสู่เกาะ  สำหรับการกีฬาดำน้ำที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วบนเกาะเต่า พื้นที่สองแห่งมีการพัฒนาตามมาอย่างกระชั้นชิดเช่นกันทั้งในบริเวณหาดทรายรี (ซึ่งเดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยไน้ท์คลับ รีสอร์ท และสถานดำน้ำ) กับแถบโฉลกบ้านเก่า ท้องที่ไม่อึกทึกอีกด้านหนึ่งซึ่งคนท้องที่อยู่อาศัยกัน เช่นเดียวกับบริเวณท่าเทียบเรือแม่หาด

โครงสร้างอำนาจบนเกาะ

เหมือนดังภาพลักษณ์ของเมือง หมู่บ้าน หรือเกาะทั้งหลาย ที่ครอบคลุมด้วยระบบจ้าวพ่อชนิดที่ในโลกตะวันตกเรียกว่า ‘มาเฟีย’ อย่างไรก็ดี เนื่องจากสถานที่ตั้งอยู่ห่างไกลบวกกับภูมิหลังของเกาะ ทำให้มีความซับซ้อนมากกว่าที่คาดคิด

จากการอาศัยอยู่บนเกาะเป็นเวลาพอควร หรือได้คุยกับคนที่อยู่ในท้องที่มานาน ในสถานการณ์ปกติเขาจะเล่าถึง ๕ ตระกูลที่ลงหลักปักฐานอยู่บนพื้นที่แห่งนี้ สามตระกูลในนี้ควบคุมเหนือพื้นที่หาดทรายรี อีกสองตระกูลมีอิทธิพลอยู่ทางหาดโฉลกอีกด้านหนึ่งของเกาะ ตระกูลเหล่านี้สืบเชื้อสายจากพวกร่อนเร่ที่ขึ้นไปบนเกาะตั้งแต่ยุค ค.ศ. ๑๙๔๐ ถึง ๑๙๘๐ ก่อนที่กิจการดำน้ำท่องเที่ยวจะเข้าไป แม้นว่าพวกเขาจะไม่ใช่เจ้าของที่ดิน (ในทางเท็คนิคที่ดินทั้งหมดบนเกาะเป็นของพระมหากษัตริย์ภายใต้การดูแลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง) แต่ก็มีสิทธิในฐานะผู้บุกเบิกถือครองในอันที่จะเรียกเก็บค่าเช่าและจัดสร้างธุรกิจขึ้นในเส้นทางของตนได้ ค่าเช่าเล็กน้อยจ่ายให้แก่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในอัตราต่อไร่ (มาตราวัดพื้นที่ของไทยอย่างหนึ่ง)

ครอบครัวเหล่านี้ควบคุมหรือมีผลประโยชน์อยู่กับธุรกิจเกือบทุกอย่างบนเกาะในทางใดทางหนึ่งสุดแท้แต่จะเป็นรูปแบบหรือขนาดใด อาจจะเป็นเจ้าของโดยตรง เป็นหุ้นส่วนนอมินี่ เป็นเจ้าของที่ หรือเป็นผู้อำนวยวัตถุดิบและอุปกรณ์รายหลักของเกาะ ไม่มีธุรกิจใดๆ บนเกาะ ไม่ว่าไทยหรือฝรั่งตั้งอยู่ได้โดยไม่มีสายใยกับการครอบคลุม คุ้มครอง และเชื่อมยึดจากครอบครัวเก่าแก่ของเกาะตระกูลใดตระกูลหนึ่ง

ตระกูลเหล่านี้จะตีวงล้อมปกป้องทรัพย์สินของตนอย่างโจ่งแจ้ง อะไรที่สามารถทำได้บนหาดแห่งหนึ่งอาจถือว่าเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมก็ได้ในอีกท้องที่หนึ่ง คนเก่าแก่อาจได้รับการปกป้องอย่างดีในบาร์แห่งหนึ่ง แต่จะไม่คิดที่จะเข้าไปยังอีกแห่ง เนื่องจากความสัมพันธ์ทางธุรกิจ มิตรภาพ และอื่นๆ ที่คนในสถานที่นั้นมีกับตระกูลอิทธิพลบนเกาะ

ครอบครัวแบบไทยๆ ดั้งเดิมเหล่านี้มักจะอิจฉาริษยาซึ่งกันและกัน และมักแก่งแย่งช่วงชิงทางธุรกิจอย่างหนักหน่วงเพื่อเงินดอลลาร์ของนักท่องเที่ยว มีเรื่องเล่ามากมายบนเกาะถึงความตึงเครียดที่ครอบครัวหนึ่งคิดว่าพวกตนถูกหักหาญจากอีกครอบครัวหนึ่งในทางใดก็ตาม ส่วนมากมักเกี่ยวโยงกับความขัดแย้งแต่เพียงเล็กน้อยเรื่องเงินทอง

แหล่งอำนาจอิทธิพลบนเกาะอีกส่วนหนึ่งอยู่กับพวกตำรวจซึ่งมีที่ทำการอยู่ในอาคารหลังโรงเรียนและวัดบนท้องที่แม่หาดสุดทางด้านหนึ่งของหาดทรายรี การเรียกพวกนี้ว่าผู้บังคับใช้กฏหมายนั้นถือว่าให้เกียรติอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาปฏิบัติการเยี่ยงองค์กรมาเฟียเสียมากกว่า (จะเรียกว่าเป็นครอบครัวที่หกก็ได้)

งานพิทักษ์สันติราษฎร์ของพวกเขาคือวันๆ ขับรถสกู๊ตเตอร์ไปรอบๆ เกาะเที่ยวเก็บส่วยมาจากกิจการค้าขายในท้องที่แล้วเอาไปใช้ดื่มกินหาความสำราญกันในตอนค่ำ ควรจะบันทึกไว้ในที่นี้ด้วยว่าตำรวจในประเทศไทยเขาซื้อขายตำแหน่งกัน การจะได้เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงในท้องที่ท่องเที่ยวนั่นต้องเสียเงินเสียทอง เพราะคนไทยคิดว่าการได้เป็นหัวหน้าใหญ่คือโอกาสทองทางธุรกิจ ถามคนท้องที่ได้เลยว่าราคาสำหรับการเป็นผู้บังคับการตำรวจท้องที่พัทยา ภูเก็ต และสมุยน่ะเท่าไร พื้นที่ท่องเที่ยวเหล่านี้จะมีรายได้พิเศษมหาศาลจากการเก็บเกี่ยวเอากับกิจการธุรกิจ

ถ้าหากมีมาเฟียในท้องที่จริง พวกเจ้าหน้าที่และตำรวจสืบสวนจะต้องแจ้งให้ผมทราบแล้วละ” เป็นคำกล่าวว่าไว้โดย พล.ต.อ.สมยศ (พุ่มพันธ์ม่วง)

บาโรมิเตอร์วัดคอรัปชั่นโลกปี ๒๕๕๐ ขององค์การโปร่งใสนานาชาติ อันมาจากการสำรวจความเห็นของ คนใน ๖๐ ประเทศต่อปัญหาการคอรัปชั่น รายงานว่า สำหรับประเทศไทย ตำรวจได้รับคะแนนถึง ๔ จาก ๕ โดยที่ ๑ คะแนนหมายถึงคอรัปชั่นน้อยที่สุด และ ๕ คะแนนเป็นคอรัปชั่นขั้นร้ายแรง  – ข้อมูลวิกิพีเดีย

ยาเสพติดบนเกาะ

ยาเสพติดเป็นสิ่งปกติและหาได้ง่ายบนเกาะ และก็เหมือนสิ่งอื่นๆ ทั้งหลายบนเกาะนี้ที่มีครอบครัวตำรวจเข้าไปเอี่ยวด้วย ตอนข้าพเจ้าอยู่ที่นั่นได้เห็นคนใช้ยาเสพติดกันอย่างแพร่หลาย กัญชา แอลเอสดี ยาบ้า (ชื่อในภาษาไทย อันเป็นส่วนผสมของเมตาฟีตามีนกับคาเฟอีน) และแปลกมากที่มีโคเคนด้วย โคเคนเป็นยาเสพติดที่เจ้าของบาร์บนหาดทรายรีใช้กันมากเมื่อตอนผมไปอยู่ที่เกาะเต่าช่วงนักท่องเที่ยวน้อย มันทำให้เกิดอาการหุนหันชนิดคาดเดาไม่ได้เลย ผู้เสพจะได้แรงกระตุ้นขึ้นสูงสุดและลงต่ำสุดทันควัน จนอาจก่ออันตรายร้ายแรงได้ในชั่วพริบตา

คนที่อยู่มานานจะรู้ดีว่าสภาพการติดยาบนเกาะมีมากขนาดไหน ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้เสพเองหรือว่าทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น คราใดเมื่อตำรวจเริ่มจะขาดแคลนเงินสด ก็มีการตั้งด่านตรงทางไปอ่าวลึกและทางเข้าบ้านทรายรีตอนเหนือ ตรงนี้เป็นที่ซึ่งคนต่างชาติหน้าใหม่มักถูกจับฐานมีกัญชาในครอบครองนิดหน่อย บ้างถูกตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด จุดหมายของตำรวจไม่ใช่การจับกุมเพื่อดำเนินคดีกับคนต่างชาติในข้อหามียาเสพติดในครอบครอง แต่ต้องการใช้ข้อหาทางอาญาข่มขู่ให้สยบต่อการตบเงินตามมา

เมื่อพบปริมาณยาเสพติดมากพอก็จะมีการตั้งข้อหาทางอาญา แล้วให้มีการประกันตัวออกไป จากนั้นทนายจะเป็นผู้จัดการประสานเรื่องการจ่ายค่าปรับจำนวนสูงเพื่อให้หลุดจากข้อหา ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดีจะได้รับส่วนแบ่งของตนไป ตอนผมอยู่ที่นั่นได้เห็นด้วยตนเองว่านักธุรกิจไทยในท้องที่คนหนึ่งขู่จะเอายาเสพติดยัดใต้เบาะรถจักรยานยนตร์แล้วเรียกตำรวจมาจับกุมฝรั่งคนหนึ่งที่ถูกหาว่าไปกล่าวร้ายเขา

โกงค่าเช่าจักรยายยนตร์

วิธีการโกงที่เลวร้ายอย่างหนึ่งบนเกาะเต่า (เช่นเดียวกับเกาะอื่นๆ ในอ่าว) เกี่ยวข้องกับการเช่าใช้จักรยานยนตร์ของนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติ ซึ่งผู้เช่าจะต้องวางพาสปอร์ตของตนไว้กับเจ้าของจักรยานเป็นหลักประกัน แต่การยึดพาสปอร์ตเป็นหลักประกันนั้นผิดกฏหมายในประเทศไทย แม้ในบางประเทศมีกฏหมายเอาผิดที่เจ้าของพาสปอร์ตนำไปใช้เป็นหลักประกันด้วย แต่กระนั้นนักท่องเที่ยวจำนวนมากก็ยอมทำกัน จะเป็นด้วยรู้เท่าไม่ถึงการก็สุดแท้แต่

จักรยานที่ส่งคืนโดยมีรอยชำรุด จะมากน้อยอย่างไร ความเสียหายจากรอยบุบแตกอาจจะเพียง ๓๐๐ บาท ผู้เช่าก็ต้องจ่ายให้แก่เจ้าของในอัตรา ๓ พันถึง ๑ หมื่นบาท ไม่ว่าจะเป็นผลของการดื่มสุรามากไป สภาพถนนเลวร้าย คนขับแท็กซี่บ้าบอปาดเอา แสงไฟบนหนทางไม่เพียงพอในยามค่ำคืน ล้วนทำให้เกิดอุบัติเหตุในการใช้มอเตอร์ไบ๊ค์ทั้งสิ้น

นักท่องเที่ยวมักจะตื่นตระหนกเมื่อเกิดการชน และรีบร้อนเกรงจะพลาดเรือเฟอรี่ จึงตกเป็นเหยื่อเจ้าของกิจการให้เช่าจักรยานใช้อำนาจกำหนดค่าเสียหายได้ตามใจ ใครขืนเถียงกับเจ้าของร้านเช่าอาจถูกข่มเหงทางกายได้ มีตัวอย่างรายงานเหตุการณ์โดยทริปแอ๊ดไว้เซอร์ว่าถูกเจ้าของร้านแห่งหนึ่งชักปืนขู่เอาด้วย

เกาะเต่ายังคงให้เช่ารถเอทีวีสี่ล้อซึ่งมีอันตรายในการขับขี่สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่มีประสพการณ์ ทั้งที่ตามเกาะอื่นๆ ในอ่าวเลิกให้เช่ากันไปแล้วเนื่องจากสถิติอุบัติเหตุที่เพิ่มขึ้น จักรยานยนตร์เหล่านี้ไม่มีประกันภัย (แม้จะโฆษณาว่ามีก็ตาม) ผู้เช่าขี่ที่ใช้ใบอนุญาติขับขี่นานาชาติ รวมทั้งใบขับขี่จักรยานยนตร์ ก็ไม่ได้รับการคุ้มครองโดยประกันภัย

กับที่บนเกาะอื่นๆ อาจได้รับลดหย่อนค่าเสียหายถ้ามีตำรวจเข้าไปไกล่เกลี่ย แต่ว่าตำรวจก็จำต้องได้ส่วนตัดของตนเหมือนกัน

อาชญากรรมร้ายแรงบนเกาะ

โดยทั่วไปแล้วบนเกาะปลอดภัยไม่น้อยทีเดียว เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเรื่องตลกร้ายที่พวกครอบครัวอิทธิพลและจ้าวพ่อท้องถิ่นมีส่วนทำให้เกิดความสงบขึ้นได้เหมือนกัน เท่าที่ผมทราบมีเหตุการณ์ร้ายสองสามครั้งเกิดขึ้นบนเกาะ

– เจ้าของบาร์รายหนึ่งถูกยิงตายบนหาดทรายรี ตอนกลางคืนในที่สาธารณะต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก เนื่องจากความขัดแย้งกันเรื่องธุรกิจ บาร์แห่งนั้นมีเจ้าของใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปดำเนินการและเปลี่ยนชื่อแล้ว ไม่มีใครถูกจับกุมจากเหตุยิงกันตายครั้งนี้ ผู้ต้องหาเป็นคนยิงก็ยังเปิดกิจการบาร์อยู่อีกด้านหนึ่งของเกาะ

– ราวปี ๒๕๔๕ นักธุรกิจผู้มีอิทธิพลมากคนหนึ่งของเกาะ เป็นน้องชายเจ้าของกิจการโรงเรียนดำน้ำใหญ่ (บ้านดำน้ำ โรงเรียนสอนดำน้ำใหญ่ที่สุดในโลก) ถูกยิงตายกลางย่านทรายรีจากกรณีพิพาทในครอบครัว นี่เป็นสถานที่ใกล้เคียงกับร้านที่ สก็อต ฌอน แม็คเอ็นน่า เข้าไปซ่อนตัวจากชายไทยสองคนที่ตามล่าเขาในการข่มขู่หลังเกิดการฆ่าสาวหนุ่มชาวอังกฤษอนาถ

เหตุยิงกันตายครั้งนี้เช่นกันไม่มีการจับกุมใดๆ ทั้งที่คนท้องที่หลายคนบอกว่ารู้ตัวคนยิงดี เหตุการณ์ผ่านมาแล้วหกปีดูเหมือนว่าศพผู้ตายยังอยู่ในห้องเย็นรอวันทำพิธีเผา มีรายงานเรื่องนี้ในบางกอกโพสต์ แต่ว่าขณะนี้ไม่สามารถเปิดอ่านได้แล้ว

(ขอเว้นรายละเอียดข่าวจากบางกอกโพสต์)

– คนขับแท็กซี่แทงแท็กซี่ด้วยกันตายกลางวันแสกที่แม่หาดหลังจากที่ฝ่ายหนึ่งถูกหาว่าแย่งผู้โดยสาร ไม่มีการจับกุมคนร้าย กิจการแท็กซี่ที่นี่ควบคุมโดยสองครอบครัวอิทธิพลของเกาะ ที่ไม่ยอมให้มีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รวมทั้งไม่มีใครกล้าเปิดกิจการแข่งขัน ค่าแท็กซี่ที่นี่จึงแพงหูฉี่

– ยังมีเรื่องเล่ามากมายว่าบาร์หลายแห่งถูกเผาเหลือแต่ซากจากความอิจฉาของคู่แข่ง หรือเจ้าของที่ไม่พอใจ งานเลี้ยงถูกเอาปืนจี้สั่งยุติโดยเจ้าของร้านคู่แข่งที่ไม่มีลูกค้า เจ้าของกิจการบางคนถูกชักปืนไล่ให้ออกไปจากเกาะดื้อๆ

ยังมีเรื่องทะเลาะระหว่างคนไทยด้วยกันโดยเหตุชู้สาว ชายที่ไปยุ่งกับเมียคนอื่นถูกควักปืนไล่ยิง เหล่านี้มักเกิดในบริเวณห่างออกไปจากย่านรีสอร์ท

ในขอบข่ายของการฆาตกรรมล่าสุด

ตลอดสองสามวันที่ผ่านมาปรากฏรายละเอียดเรื่องราวที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนออกมามากมาย

๑.    นักท่องเที่ยวคู่ชายหญิงสองคนถูกฆ่าตายบนหาดหน้าบาร์ที่เจ้าของเป็น ‘ผู้ใหญ่’ ของเกาะคนหนึ่ง โดยใช้เครื่องมือที่ไม่ใช่ของนักธุรกิจไทยหรือคนงานพม่าเป็นอาวุธ

๒.   ตำรวจท้องที่ให้สัมภาษณ์ว่าคนไทยไม่ทำอย่างนี้แน่ (ทั้งที่มีนักโทษในคุกเพราะคดีแบบเดียวกันมากมายจากการพิพาทระหว่างไทยกับไทย) แล้วพยายามที่จะป้ายโทษให้กับเพื่อนสนิทของผู้ตายและคนงานพม่า

๓.   พนักงานตำรวจลงภาพของผู้ตายบนหน้าเฟชบุ๊ค ปรากฏภาพของคนที่ถูกสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมไปเดินยุ่มย่ามในบริเวณที่เกิดเหตุ อันอาจทำให้หลักฐานเสียไป

๔.   สื่อปล่อยเนื้อหาเกี่ยวกับคดีออกมา พร้อมทั้งชี้ช่องไปในทางกล่าวหาเพื่อนของผู้ตาย อ้างว่าเขาเป็นคนรักร่วมเพศของผู้ตายฝ่ายชาย และยังเขียนข่าวกล่าวร้ายต่างๆ นานา ขณะที่ตำรวจก็นำกางเกงเปื้อนเลือดของผู้ตายไปใส่ในกระเป๋าหิ้วปรักปรำเขา

๕.   นายกรัฐมนตรีเข้ามาจัดการบ้าง ด้วยการกล่าวอ้างผู้ตายฝ่ายหญิงเป็นคนสวยนุ่งบิกินี่ล่อแหลม ทั้งที่การฆาตกรรมเกิดในยามค่ำคืน และวิดีโอจากงานปาร์ตี้ก่อนเกิดเหตุแสดงว่าเธอนุ่งห่มมิดชิดรัดกุม

๖.    ผู้อาศัยบนเกาะมาเป็นเวลานานคนหนึ่ง (สก็อต แม็คเอ็นน่า) ซึ่งเป็นเพื่อนของเหยื่อสังหารเพศชายกล่าวหาครอบครัวท้องถิ่นรายหนึ่งว่ามีส่วนพัวพันในการฆาตกรรม (เขาไม่ได้บอกว่าเป็นผู้ลงมือกระทำ) แล้วขู่จะจับเขาแขวนคอ หมายใช้ตัวเขาเป็นแพะรับบาป เขาเรื่องนำลงในโซเชียลมีเดียหมายใจให้แชร์กันออกไปอย่างกว้างขวางด้วยการบอกว่า ถ้าพบว่าเขาต้องตายในคืนนั้นละก็ คนเหล่านี้แหละที่เป็นผู้ลงมือ ชายไทยที่ถูกอ้างยอมรับอย่างเปิดเผยว่าได้พูดกับสก็อต และข่มขู่เขาจริง แต่เนื่องจากเขามีฐานะเป็น‘ผู้ใหญ่’ ของเกาะ อีกทั้งเป็นเพื่อนกับตำรวจ จึงหลุดคดีไปโดยง่าย แถมไม่ต้องถูกตรวจดีเอ็นเออีกด้วย

๗.   ตำรวจยังคงทำการสอบสวนอย่างมั่วซั่วต่อไป รวมทั้งจำลองเหตุการณ์ในเวลากลางคืน มีการวัดขนาดรอยเท้าหญิงชาวพม่า กับนำปัสสาวะชายพม่าไปตรวจ

๘.    มีการดำเนินการต่างๆ ในทางลับ แล้วผู้ที่ถูกตั้งข้อสงสัยโดยชาวตะวันตกถูกนำตัวไปสถานีตำรวจ แต่พวกนี้ก็ปฏิเสธไม่ยอมรับการตรวจดีเอ็นเออยู่ดี

๙.    พวกญาติของคนที่ฌอนกล่าวหาว่าขู่ฆ่าเขาพากันเข้ากรุงเทพฯ สื่อไทยอาจรายงานว่าเป็นผู้ต้องหา แต่ตำรวจท้องที่แย้งว่าไม่ใช่ เขาแค่ไปมหาวิทยาลัย นี่เกิดขึ้นเมื่อควรที่จะห้ามคนเข้าออกจากเกาะ

๑๐. มีข้อความลงไว้ตามหน้าเฟชบุ๊คเตือนคนต่างชาติไม่ให้เล่าเรื่องราวใดๆ กับสื่อ หรือพูดกับคนภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาติจากครอบครัวชาวเกาะ การแสดงความคิดเห็นถูกลบหรือเซ็นเซอร์ ดูเหมือนจะมีกำแพงแห่งความเงียบโผล่ขึ้นมาไม่ว่าเพื่อความปลอดภัยส่วนตัว หรือไม่ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์

๑๑. มีรายละเอียดเรื่องราวผุดขึ้นในหน้าเว็บต่างๆ ดังเช่นThaivisa.com เพื่อลบล้างความเห็นต่างๆ เกี่ยวกับฆาตกรรม และโจมตีต่อความน่าเชื่อถือของพยานรู้เห็นคนเดียวที่เหลืออยู่

๑๒.ปรากฏว่าประวัติของพยานเบื้องหลังครั้งอยู่ในยุโรปไม่ค่อยจะดูดีเท่าไรนัก ตามที่มีรายงานในหนังสือพิมพ์ของสก็อตแลนด์

๑๓. ครอบครัวที่ถูกกล่าวหาหลุดคดีได้โดยการตรวจดีเอ็นเอซึ่งใช้เวลานานอย่างเป็นประวัติการณ์ (ต้องคำนึงถึงว่าใช้เวลาสามชั่วโมงในการนั่งเรือไปเกาะเต่า แล้วอีก ๙ ชั่วโมงขับรถเข้ากรุงเทพฯ ยังสถานที่ตั้งสำนักนิติเวชวิทยา ไม่เช่นนั้นต้องนั่งเรือสามชั่วโมงไปเกาะสมุย กับหนึ่งชั่วโมงโดยเครื่องบินเข้ากรุงเทพฯ นี่เป็นเวลาไม่รวมถึงที่ใช้ในกรรมวิธีตรวจดีเอ็นเอจริงๆ

ถึงจุดนี้ยังไม่มีอะไรชัดเจนว่าเหตุการณ์ฆาตกรรมเป็นอย่างไร ซึ่งโดยทั่วไปแล้วพูดได้ว่าที่ไหนมีควันที่นั่นก็ต้องมีไฟ ผมเองไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้นเพราะผมอยู่ไกลในอีกซีกโลกหนึ่ง แต่จากประสพการณ์ที่ผ่านพบมาบนเกาะเต่า ผมมีเหตุสงสัยอย่างแรงกล้าว่าครอบครัวเจ้าที่กับตำรวจในท้องถิ่นต้องการที่จะล้มการสอบสวนคดี พยายามปกปิดข้อเท็จจริง และเบี่ยงเบนความสนใจของสื่อนานาชาติ แล้วก็จะมีการจับแพะชาวพม่าขึ้น ตำรวจเกือบจะยอมรับเช่นนี้ออกมาแล้ว

โปรดให้ความมั่นใจในการทำคดีของเรา จะไม่มีแพะรับบาปเด็ดขาด”

คดีนี้ถูกจับตาใกล้ชิดจากทั่วโลก เราดำเนินการอย่างขันแข็งเพื่อที่จะไม่ให้เกิดการรั่วไหลอย่างมากที่สุด” พล.ต.ท. ปัญญา (มาเม่น) กล่าว*

ผมในส่วนตัวเชื่อฌอน แม็คเอ็นน่า เมื่อเขาบอกว่าถูกข่มขู่โดยคนไทยท้องที่ ผมได้อ่านข้ออ้างต่างๆ บน ‘ไทยวีซ่าดอทคอม’ ที่ว่าการข่มขู่จะแจ้งเกินไป และการใช้ภาษารื่นหูเกินกว่าคนไทยจะทำได้ เกาะเต่าไม่เหมือนที่อื่นๆ ในประเทศไทย คนท้องที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีกว่าที่ไหนในโลกเท่าที่ผมเคยเห็นมา ประวัติลายพร้อยของเขาอาจทำให้ไม่น่าเชื่อถือเท่าไรนัก แต่ก็นั่นแหละ คนที่อยู่บนเกาะนานๆ จำนวนไม่น้อยก็มีเบื้องหลังที่ไม่ได้สดสวยอะไรนัก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับตาดูอยู่แล้ว ตำรวจประกอบคดีด้วยการพุ่งเป้าไปที่นักเล่นกิตาร์ เกี่ยวพันถึงชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่งชนิดเป็นไปไม่ได้ว่าจะมีคนไทยเกี่ยวด้วย

ผมคิดว่าถ้าหากฌอนไม่ได้โวยวายขึ้นมาเสียก่อน เขาอาจจะต้องตาย หรือถูกป้ายความผิดทั้งหมดให้ ความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมไทยของผมเป็นศูนย์ต่อการที่ตำรวจของเกาะจะสามารถคลี่คลายคดีได้

ผมเสียใจต่อการที่เหล่าชาวต่างชาติ (เอ็กซ์แพท) ซึ่งอาศัยอยู่อย่างถาวรบนเกาะพากันตั้งกำแพงความเงียบเสียหมด แต่ว่าผมก็เข้าใจนะว่าเพราะอะไร หลายคนเจอปัญหากับกฏหมายมาก่อนในอดีต ส่วนใหญ่เกี่ยวกับยาเสพติด แล้วตำรวจก็ใช้ชนักอันนี้นี่เองเป็นอาวุธไว้จัดการกับพวกนี้ในวันหน้า อีกหลายคนมีผลประโยชน์ทางธุรกิจอ ยู่ขณะที่วีซ่าไม่เรียบร้อย บ้างขัดข้องที่หุ้นส่วนตัวแทน หรือเจ้าของที่ดิน พวกเขาอาจต้องเสียธุรกิจไป หรือพ้นจากชีวิตความเป็นอยู่ที่ชื่นชอบ เพียงเพราะพูดความจริงออกมา บางคนอาจถูกเนรเทศเพราะวีซ่าขาด หรือถูกปรับเพราะจ้างแรงงานต่างด้าว หรือถูกจับด้วยข้อหาทำงานโดยไม่มีใบอนุญาติ

ก็ยังมีบางสิ่งในเรื่องอื้อฉาวครั้งนี้ที่ไม่ลงรูปเข้ารอยดีนัก ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคนในตระกูลอิทธิพลจะเข้ามาพัวพันกับเรื่องเสียหายอย่างนี้ หรือว่ามีความอำมหิตกับการสังหารคนอย่างเลือดเย็น ดูแล้วมันเป็นไปไม่ได้ในข้อเท็จจริง เป็นที่รู้กันว่าผู้ชายไทยมักเกิดอารมณ์ร้ายชั่ววูบ แต่นี่เป็นเรื่องเสียหน้าขนาดหนัก คนเหล่านี้ (โดยเฉพาะพวกนักธุรกิจที่มีเส้นสายใหญ่โต แม้ว่าจะสืบเชื้อมาจากคนพเนจรก็ตาม) จะหน้ามืดขนาดข่มขืนแล้วฆ่านักท่องเที่ยวสองคนได้ ทั้งที่กิจการทั้งหมดขึ้นอยู่กับพวกเขา

ผมยังมีข้อกังขาอย่างหนักว่าคนที่ลงมือกระทำจะหลุดคดีไปได้โดยง่าย และจะไม่มีใครถูกจับกุมเนื่องจากความเกี่ยวพันในคดี แต่ต้องมีใครคนใดคนหนึ่งถูกจับได้ แล้วไปซ้อมอย่างสะบักสะบอมให้รับสารภาพ ด้วยความสนใจจากนานาชาติ ตำรวจท้องที่ไม่อาจเสียหน้าหากไม่สามารถคลี่คลายคดีได้ และเชื่อได้เลยว่าความยุติธรรมจะไม่บังเกิด

อาจมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงไป แต่เป็นที่ทราบกันว่าพวกแบ็คแพ็คเกอร์จะไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เท่าไรนัก หลายคนคิดว่าเอาตัวรอดด้วยตนเองได้เสมอ และจะไม่เกิดกับตน ครั้นเมื่อถึงฤดูท่องเที่ยวครั้งต่อไป อะไรต่ออะไรกลับไปเป็นปกติได้แล้ว

เหมือนดังทุกแห่งในประเทศไทย นักท่องเที่ยวควรจะใช้ความระมัดระวังขณะสนุกสนาน และต้องระวังอย่างมากเมื่อเข้าใกล้ชายไทยถ้าหากมีเรื่องยาเสพติด แอลกอฮอล และผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการบังเอิญเกิดยาก แต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้บนเกาะแห่งนี้ ที่ซึ่งการตายอย่างน่าสงสัยมักได้รับการรายงานว่าเกิดจากสาเหตุตามธรรมชาติหรือฆ่าตัวตาย

ไม้ค์อี คอมเม้นต์ วันที่ ๒๕ กันยายน ๕๗ เวลา ๘.๑๙ น.

ด้วยความสัตย์นะ ประเทศไทยยังปลอดภัยด้วยประเด็นนั้น ผมรู้สึกว่าปลอดภัยเมื่ออยู่เมืองไทย ๘ เดือนมากกว่าเมื่อเดินเล่นในบริเวณสถานบุกเบิกที่ซานดิเอโก รายล้อมไปด้วยพวกบ้าบอ

และนั่นหลังจากใช้เวลาหลายเดือนอยู่ท่ามกลางกองกำลังติดอาวุธจากภาคใต้ทำการประท้วงต่อประชาธิปไตย แถมมีมือปืนติดอาวุธหนักเข้าไปค้นบ้านผมบนเกาะพงัน แล้วยังมีพวกมาเฟียนักปั่นจักรยานจากยะลาเข้าไปอยู่บ้านติดกันกับผม

แต่มันไม่ใช่แดนแห่งรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยผู้คนที่เป็นมิตรอีกเช่นกัน มันกลายเป็นแถบหนึ่งของสีเทาไปเสียแล้ว

* หมายเหตุ ล่าสุดท่านผู้การสามารถสืบสอบได้เบาะแสแล้วว่า มือฆ่าคงเป็นต่างชาติ ไม่ใช่ไทยhttp://englishnews.thaipbs.or.th/key-witness-says-foreigner-kills-british-tourists/

 

ที่มา : http://thaienews.blogspot.co.uk/2014/09/blog-post_555.html?m=0

CNN เผยผู้ต้องหาพม่า ถูกตำรวจไทยข่มขู่ให้รับสารภาพ


 

CNN เผยผู้ต้องหาพม่า ถูกตำรวจไทยข่มขู่ให้รับสารภาพ
CNN เผยผู้ต้องหาพม่า ถูกตำรวจไทยข่มขู่ให้รับสารภาพ

 คดีเกาะเต่า CNN ตีข่าว 2 ผู้ต้องหาพม่าฆ่านักท่องเที่ยวอังกฤษ กลับคำให้การ แฉถูกตำรวจไทยทำร้ายร่างกายและข่มขู่ช็อตไฟฟ้า บอกอยู่ริมหาดจริงแต่ไปนั่งร้องเพลงและดื่มเท่านั้น

วันนี้ (10 ตุลาคม 2557) รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 นำเสนอข่าวคดีเกาะเต่าล่าสุด โดยระบุว่า เมื่อวานนี้ (9 ตุลาคม) สำนักข่าวต่างประเทศ CNNได้รายงานข่าวทางเว็บไซต์ โดยระบุว่า ผู้ต้องหาชาวเมียนมาร์ในคดีฆ่า 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า ได้ให้การกลับคำรับสารภาพแล้ว

ทั้งนี้ CNN ได้อ้างรายงานจากสื่อของเมียนมาร์ ระบุว่า ผู้ต้องหา 2 คน ที่ถูกกล่าวหาว่าข่มขืนและทำร้ายร่างกาย 2 นักท่องเที่ยวอังกฤษจนเสียชีวิตนั้น ได้กลับคำรับสารภาพ โดยหนึ่งในผู้ต้องหาเผยกับทนายสถานทูตเมียนมาร์ว่า สาเหตุที่ยอมรับว่าฆ่านั้น เพราะถูกตำรวจไทยตีเลยยอมรับ นอกจากนี้ยังถูกข่มขู่ด้วยการช็อตไฟฟ้า

รายงานระบุอีกว่า นักข่าวพยายามติดต่อกับตำรวจไทยและสถานทูตเมียนมาร์ในกรุงเทพฯ แต่ก็ยังไม่สามารถติดต่อได้ ขณะเดียวกัน นายออง ทนายจากสถานทูตพม่า ยังบอกด้วยว่า ชายพม่าที่เป็นผู้ต้องหาได้เผยว่า เขาทั้งสองคนนั่งอยู่ริมหาดจริง แต่นั่งดื่มและร้องเพลงเท่านั้น ส่วนตำรวจไทยได้ทำร้ายพวกเขา เลยอยากให้ทางการเมียนมาร์เข้ามาช่วยเหลือ ทั้งนี้ทนายยังระบุอีกว่า ตามเนื้อตัวของผู้ต้องหานั้นมีบาดแผลฟกช้ำจำนวนมาก ดูน่าสงสาร และจะรายงานทุกอย่างให้ทางการเมียนมาร์ทราบต่อไป

 

ไขข้อสงสัยคดีเกาะเต่า แพะไม่แพะ ตอน 1 แรงจูงใจ-อาวุธ ไม่แปลกคนตัวเล็กฆ่าคนตัวใหญ่กว่าได้


 

ยังคงเป็นเรื่องคาใจของสังคม สำหรับคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นกับ น.ส.ฮานนาห์ วิทเธอร์ริดจ์ และนายเดวิด มิลเลอร์ สองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ อายุ 24 ปี ที่ริมหาดทรายรี บนเกาะเต่า อ.พะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งแม้ตำรวจจะยืนยันรายวันว่า ไม่ได้จับ “แพะ” แต่ชุดข้อสงสัยต่างๆ ยังคงผุดขึ้นถาโถมเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ตลอดเวลา

ล่าสุด วานนี้ (7 ต.ค.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าว 5 เหตุผล ยืนยันว่า นายเวพิว หรือ นายวิน อายุ 21 ปี และนายซอ ลิน หรือ โซเรน อายุ 21 ปี คือคนร้ายตัวจริง ได้แก่

1.พยานบุคคล คือ เพื่อนชาวพม่าของผู้ต้องหา 2.การพิสูจน์ดีเอ็นเอในศพผู้ตาย 3.ภาพจากกล้องซีซีทีวีที่ทีมสืบสวนตรวจสอบและนำมาเป็นพยานหลักฐาน 4.โทรศัพท์ของกลางที่ยึดได้จากผู้ต้องหา ซึ่งเป็นโทรศัพท์ของนักท่องเที่ยวชายที่เสียชีวิต และ 5.คำสารภาพของผู้ต้องหาทั้งสอง ที่ให้การรับสารภาพต่อหน้าทนาย พร้อมกับบอกสังคมออนไลน์ว่า “อย่ามโน” ข้อมูลให้ตำรวจสับสนด้วย

ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงต่างๆ คงอยู่ที่พยานหลักฐาน ที่ทางตำรวจดำเนินคดี แต่ในทางกลับกัน ข้อสงสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทาง “ไทยรัฐออนไลน์” จะพยายามไขคำตอบ

พล.ต.ต.พิศาล มุขแจ้ง ศ.(สบ.6) สำนักงานคณบดี คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (รร.นรต.) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาและศิลปะการต่อสู้ กล่าวกับ​ “ไทยรัฐออนไลน์” กรณีข้อสงสัย “ชายตัวเล็ก 2 คน จะทำร้ายฝรั่งชายหญิงที่ตัวใหญ่กว่ามากจนถึงแก่ความตายได้หรือไม่ จะมีวิธีการอย่างไร…?

พล.ต.ต.พิศาล เผยว่า ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า เรื่องการป้องกันอาชญากรรมเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่เป็นการโยนภาระให้ตำรวจ ก่อนที่จะให้ใครมาดูแล เราต้องดูแลตัวเองก่อน และการเรียนศิลปะป้องกันตัวก็ไม่สามารถใช้ได้ 100% ถ้าคนร้ายมีอาวุธ โอกาสโดนทำร้ายได้ทุกคน ยิ่งถ้าเราไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ก็ยิ่งต้องระมัดระวัง ถ้าไม่มีการระมัดระวังก็จะถูกจู่โจมเข้าจุดวิกฤติ เช่น กระเดือก ศีรษะ หรือถ้าผู้ชายก็คือ จุดยุทธศาสตร์ที่หว่างขา แต่ถ้าคนร้ายมีเครื่องทุ่นแรง ก็สามารถก่อเหตุได้ทั้งนั้น

พล.ต.ต.พิศาล ยังกล่าวถึงคำถามที่สังคมเคลือบแคลงข้อหนึ่งว่า คนตัวใหญ่ มีความสูงแตกต่างกันมาก จะถูกคนตัวเล็กทำร้าย โดยเฉพาะที่ศีรษะ สามารถทำได้หรือไม่ ว่า ไม่ว่าตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ถ้าเผลออยู่ ก็สามารถถูกทำร้ายได้ ส่วนคนตัวเล็กจะล็อกคอคนตัวใหญ่ได้หรือไม่นั้น หากมีสติอยู่ ก็คงทำได้ยาก หรืออาจจะต้องใช้เวลา แต่ถ้าถูกทำร้ายด้วยอาวุธ ก็สามารถทำได้

นักอาชญาวิทยา ยังกล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องสรีระต่างกันจะมีปัญหาต่อการก่อเหตุอาชญากรรมหรือไม่ เรื่องนี้จากประสบการณ์ คิดว่าน่าจะสามารถทำได้ เนื่องจากหลักของการเกิดอาชญากรรมนั้น จะมีปัจจัยรวมกัน 3 อย่าง คือ 1.อาชญากร – เหตุจูงใจ เพศ ทรัพย์สิน และอื่นๆ 2.มีเหยื่อ – เป้าหมาย ประโยชน์ที่มุ่งหวัง 3.โอกาส – คือการไม่ทำให้ตัวเองเป็นเหยื่อ หากทั้งสามข้อนี้รวมกัน ก็ง่ายต่อการเกิดอาชญากรรม ไม่ว่าผู้ก่อเหตุจะเป็นลักษณะใด ก็สามารถลงมือได้

พล.ต.ต.พิศาล ระบุอีกว่า เคยเจอกรณีหนึ่ง ได้มีคนร้ายมองคู่รักหนึ่งคู่มีอะไรกันที่กระโปรงรถ ปรากฏว่า คนร้ายรายนั้นปีนกำแพงที่สูงมาก ข้ามมาจะทำร้ายเหยื่อ โดยหวังจะข่มขืน แต่โชคดีที่เหยื่อรายนั้นรู้ตัวก่อน แต่เมื่อไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่ากำแพงดังกล่าวสูงมาก ก็สงสัยว่าปีนขึ้นมาได้อย่างไร

ศาสตราจารย์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อธิบายต่อว่า คนที่ก่อเหตุทางเพศ เมื่อเห็นภาพจะเกิดแรงกระตุ้น คล้ายกับกรณีไฟไหม้ยกตู้เย็น แม้จะไม่เคยก่อคดีดังกล่าวมาก่อน แต่เมื่อมีแรงกระตุ้น สัญชาตญาณดิบจะพุ่งออกมา และพุ่งตรงเข้าไปทำร้ายเหยื่อได้ เรียกว่า สัญชาตญาณดิบกดจิตสำนึก เมื่อมีโอกาสก็เชื่อว่าคนร้าย 2 คน สามารถลงมือก่อเหตุได้ แม้คู่ต่อสู้จะตัวใหญ่ แต่ถ้ามีอาวุธก็ยิ่งง่าย หากโดนอาวุธด้วยแล้ว แรงก็หายไปเกินครึ่ง ส่วนคนร้ายถ้าลงมือแล้ว ก็จะไม่มีความเป็นมนุษย์ เหมือนกับเป็นสัตว์ป่าทำร้ายแบบไร้จิตสำนึกความเป็นคน

พล.ต.ต.พิศาล กล่าวทิ้งท้ายว่า คดีนี้ตนไม่ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด หากให้วิเคราะห์แล้ว ก็มีจุดกังวลที่คนร้ายสามารถลงมือได้ คือ ตอนเกิดเหตุไม่ทราบว่าบุคคลทั้งสองอยู่ในสภาพอย่างไร หากมีปัจจัยอื่นๆ เช่น มีการดื่มสุรา หรือเสพสารมึนเมาต่างๆ คนแค่ 2 คน ก็สามารถที่จะลงมือสังหารเหยื่อได้

ขณะที่แหล่งข่าวที่มีความเชี่ยวชาญ เรื่องศิลปะป้องกันตัวขั้นสูงอีกราย ให้ความเห็นในประเด็นเดียวกันนี้ว่า หากเป็นการต่อสู้ซึ่งหน้า ถ้าคนตัวเล็กได้รับการฝึกฝนมา ก็สามารถทำร้าย หรือล็อกคอคนที่ตัวสูงใหญ่กว่าได้ถึงแก่ชีวิต แต่ถ้านั่งอยู่ก็ยิ่งสามารถทำได้ง่าย ยิ่งหากมีอาวุธด้วยแล้ว หากถูกทำร้าย แม้ไม่ตายก็ไร้เรี่ยวแรงที่จะต่อสู้

ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้รายเดิม เผยอีกว่า เหตุการณ์ลอบทำร้ายนั้น จริงๆ แล้วก็ไม่แตกต่างจากหนัง เมื่อเกิดเหตุการณ์จริง แต่ละคนจะมีลักษณะแตกต่างกัน บางคนพยายามร้องขอชีวิต จนไม่ได้ทันที่จะคิดต่อสู้ เพราะอยู่ในอาการตระหนกตกใจ ก็เป็นได้

สำหรับในตอนต่อไป ทีมเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะนำทุกท่านไปไขข้อข้องใจ เรื่องรอยบาดแผล ที่มีการตั้งข้อสงสัยอย่างกว้างขวาง จะเป็นอย่างไร ติดตามได้ในวันพรุ่งนี้ …

 

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/455250