10 คดีฆาตกรรมเขย่าขวัญครั้งแรกของโลก


10 คดีฆาตกรรมเขย่าขวัญครั้งแรกของโลก ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความตายที่ทั้งแปลกและโหดที่เกิดขึ้นครั้งแรก  อย่ารอช้าไปติดตามกันเลยดีกว่า .. 

 

การลอบสังหารด้วยระเบิด car bomb ครั้งแรก

10. การลอบสังหารด้วยระเบิด car bomb ครั้งแรก

การลอบสังหารด้วยระเบิดครั้งแรกนั้น เป็นวันการลอบสังหารที่มีเป้าหมายคือ อับดุลฮามิดที่ 2 ( Abdulhamid II ) สุลต่านจักรวรรดิออตโตมัน ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ในขณะที่พยายามที่จะปฏิรูปจักรวรรดิแต่ไม่มีผู้เห็นด้วยคือคณะพันธมิตรอาร์เมเนียจึงพยายามติดตั้งระเบิดในรถของสุลต่าน แต่ผลสุดท้ายไม่ประสบความสำเร็จ แต่ระเบิดก็ฆ่าคนหลายสิบคนตายแทน ทำให้อับดุลฮามิดที่ 2 รอดตายมาได้

 

ใช้อาวุธปืนในการลอบสังหารครั้งแรก

9. ใช้อาวุธปืนในการลอบสังหารครั้งแรก

การลอบสังหารด้วยอาวุธปืนมีขึ้นครั้งแรกโดยมีเป้าหมายเป็นเจมส์ สจ๊วก (James Stewart) พี่ชายต่างมารดาของราชินีแมรี่แห่งสก็อตแลนด์ ซึ่งคุมอำนาจทางการเมืองและจัดการทุกคนที่จงรักภักดีกับแมรี่ เจมส์ แฮมิลตัน(James Hamilton) เป็นคนจงรักภักดีกับแมรี่ เขาโกรธแค้นเจมส์ สจ๊วกมาก เขาเลยวางแผนลอบสังหารอย่างรอบคอบ จนกระทั่งวันที่ 23 มกราคม 1570 เขาใช้ปืนไรเฟิลทองเหลืองยิงใส่เจมส์ สจ๊วก ซึ่งการลบอบสังหารดังกล่าวได้ถูกบันทึกว่าเป็นการใช้ปืนลอบสังหารครั้งแรก และเจมส์ สจ๊วกถูกฝังในโบสถ์เซนต์โจลส์ในเอดินบะระ

 

มนุษย์คนแรกที่ถูกฆ่าตายโดยหุ่นยนต์

8. มนุษย์คนแรกที่ถูกฆ่าตายโดยหุ่นยนต์

โรเบิร์ต วิลเลียมส์เป็นคนแรกที่ถูกฆ่าตายจากจลาจลหุ่นยนต์ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 1979 โรเบิร์ต วิลเลียมส์เป็นคนทำงานในโรงงานรถฟอร์ด ในมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาถูกแขนหุ่นยนต์หนัก 1 ตันตีเข้าที่ศีรษะตายทันที แขนหุ่นยนต์มีหน้าที่เคลื่อนย้ายของไปยังอีกทีหนึ่ง แต่ในเวลานั้นปรากฏวามันทำงานช้าเกินไป โรเบิร์ตเลยพยายามขึ้นไปที่จะคว้าดึงมันกลับมา แต่เขาก็ถูกแขนหุ่นยนต์ตีและเสียชีวิตทันที และนั้นได้กลายเป็นอุบัติร้ายแรงครั้งแรกของหุ่นยนต์

 

ฆาตกรหญิงที่ฆ่าคนมากที่สุด

7. ฆาตกรหญิงที่ฆ่าคนมากที่สุด

เคาท์เตส อลิซาเบธ บาโธรี่ (Countess Elizabeth Báthory) เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นผู้หญิงที่หลายคนรู้จักกันดีที่ฆ่าผู้หญิงหลายร้อยคนในปราสาทของเธอ แน่นอนว่าเธอไม่ใช่ฆาตกรต่อเนื่องคนแรกของโลก แต่เธอเป็นหนึ่งในฆาตกรที่มีชื่อเสียงที่สุด

เคาท์เตส อลิซาเบธ บาโธรี่ เป็นผู้ปกครองในพื้นที่ของฮังการี เป็นหญิงสาวที่มีความเชื่อในเรื่องชีวิตที่เป็นอมตะ และต้องการคงร่างของตนเองให้คงดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ จึงมีความคิดที่ว่า หากได้อาบเลือดของหญิงสาวบริสุทธิ์แล้ว จะทำให้ตนเองดูอ่อนเยาว์ได้ตลอดไป เป็นผลทำให้เธอล่อลวงและพาหญิงสาวจำนวนมากเข้าไปในปราสาทก่อนที่จะทรมานและฆ่าพวกเธอเพื่อนำเลือดมาอาบร่างกายของเธอ จำนวนผู้ตกเป็นคาดว่ามีมากกว่า 600 คน สุดท้ายเธอก็ถูกลงโทษให้ถูกกักบริเวณในบ้านและเธอเสียชีวิตลงในอีก 4 ปีต่อมา เธอได้รับสมญานามว่า The Blood Countess และ Countess Dracula

 

การอ้างว่าเป็นบ้าครั้งแรกเพื่อหลีกเลี่ยงโทษประหารชีวิตในสหรัฐ

6. การอ้างว่าเป็นบ้าครั้งแรกเพื่อหลีกเลี่ยงโทษประหารชีวิตในสหรัฐฯ

ในขณะที่คดีความวิกลจริตมีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ แต่ข้ออ้างว่าคนก่อคดีเป็นบ้าวิกลจริตเพื่อหลีกเลี่ยงโทษประหารนั้นพึ่งมีในสหรัฐนั้นคือการตัดสินโทษของนายอัลวิน ฟอร์ด (Alvin Ford) ฟอร์ดถูกตัดสินลงโทษมนคดีฆาตกรรมในปี 1974 และตัดสินประหารชีวิต ในช่วงต้นเดือน 1982 แต่ระหว่างที่เขาถูกจำคุกเขาอ้างตนเองว่าเป็นพระสันตะปาปาและบอกผู้คุมว่าเขาพยายามหยุดแผนการสมรู้ร่วมคิดหลายครั้ง และเมื่อศาลฏีกาตรวจสอบก็พบว่าเขามีอาการทางจิต และอีกทั้งรัฐธรรมนูญสหรัฐระบุว่าห้ามดำเนินคดีกับคนบ้า ดังนั้นพวกเขาจึงยกเลิกโทษของเขาและถูกส่งตัวไปรักษาโรงพยาบาลทางจิต

 

การประหารชีวิตครั้งแรกด้วยการดื่มยาพิษ

5. การประหารชีวิตครั้งแรกด้วยการดื่มยาพิษ

โสกราตีส (Socrates) เป็นหนึ่งในชายที่เฉลียวฉ,ดที่สุดในสมัยโบราณ แต่อุดมการณ์ของเขามักจะขัดแย้งให้กับคนใหญ่คนโตในเอเธนส์ โดยเฉพาะเขายกย่องสปาร์ต้าคู่ปรับของเอเธนส์ ดังนั้นเขาจึงถูกกล่าวหาว่าโสกราตีสเป็นผู้ที่สร้างความเสื่อมศรัทธาในศาสนา และเยาวชนในกรุงเอเธนส์และถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการถูกบังคับให้ดื่ม เอ็นคอร์ และนั้นเป็นการตัดสินประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษครั้งแรกในประวัติศาสตร์

 

หลักฐานดีเอ็นเอถูกใช้ในการไขคดีอาชญากรรมในห้องพิจารณาคดีครั้งแรก

4. หลักฐานดีเอ็นเอถูกใช้ในการไขคดีอาชญากรรมในห้องพิจารณาคดีครั้งแรก

ดีเอ็นเอถูกใช้ในการไขคดีอาชญากรรมในห้องพิจารณาคดีครั้งแรกเมื่อนายโรเบิร์ต มีเลียสถูกพบว่ามีความผิดจริงในคดีข่มขืน ในเมืองบริสตอล ประเทศอังกฤษ ก่อนหน้านั้นนายโรเบิร์ต มีเลียสได้เข้าไปได้ข่มขืนหญิงพิการอายุ 45 ปี และขโมยเครื่องเพชรไปและต่อมาก็ถูกจับได้ในข้อหานักย่องเบา เหยื่อที่ถูกข่มขืนยืนยันว่านายโรเบิร์ตคือุ้ทำร้ายเธอ

ผลการตรวจสอบดีเอ็นเอบนเสื้อผ้าของเหยื่อซึ่งมีลักษณ์เป็นบาร์โค้ดตรงกับดีเอ็นเอจากเซลล์เม็ดเลือดขาวของนายโรเบิร์ต เขาถูกไต่สวนและตัดสินว่ามีความผิดฐานข่มขืนและลักทรัพย์ และผลการใชข้ดีเอ็นเอในการสอบสวนนี้ก็กลายเป็นส่วนสำคัญที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานลงโทษอาชญากรและการช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ออกจากคุกมากมายในเวลาต่อมา

 

การลอบสังหารที่ออกอากาศสดครั้งแรก

3. การลอบสังหารที่ออกอากาศสดครั้งแรก

หลังจากที่ถูกกล่าวหาว่ายิงประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนนาดี้ ตำรวจได้ทำการจับกุม ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ (Lee Harvey Oswald) ในข้อหาต้องสงสัยว่าลอบสังหาร และในขณะที่พวกเขากำลังคุมตัวเขาไปยังสถานีตำรวจอยู่นั้นก็มีชายคนหนึ่งชื่อแจ๊ก

รูบีก้าวออกมาจากฝูงชนแล้วใช้ปืนยิงที่กระเพาะอาหารขอออสวอลด์ทั้งที่กล้องโทรทัศน์เครือข่ายกำลังออกอากาศสดอยู่ในขณะนั้น และผู้ชมหลายล้านคนเห็นภาพการยิงขณะที่เกิดขึ้น ในเขาเสียชีวิตในเวลาต่อมา และเขาก็ได้กลายเป็นชายคนแรกที่ถูกฆ่าตายในขณะที่มีการถ่ายทอดสด

 

ประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษครั้งแรก

2. ประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษครั้งแรก

คนแรกที่ถูกประหารด้วนการฉีดยาพิษให้ตายคือชายชื่อชาร์ลส์ บรูคส์ที่ถูกตัดสินให้ประหารชีวิตในข้อหาสังหารช่างรถเดวิด เกรกอรี่ ในฮันท์สวิล เท็กซัส ในปี 1982 การประหารด้วยยาพิษนั้นเขาจะได้สารพิษสามชนิด

ชนิดแรกคือยาที่ทำให้เขาหลับลึก เข็มที่สองทำให้กล้ามเนื้ออัมพาต และเข็มสุดท้ายทำให้หัวใจวาย การประหารแบบนี้เห็นว่ามีมนุษยธรรมกว่าตัวเลือกอื่นๆ อย่างรมแก๊สตาย, แขวนคอ หรือประหารชีวิดด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า ทำให้วิธีดังกล่าวมี 100 ประเทศทั่วโลกเลือกใช้ รวมถึงประเทศไทย

 

ฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นเด็กคนแรก

1. ฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นเด็กคนแรก

แมรี่ เบล(Mary Bell) เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นเด็กคนแรกที่ถูกบันทึกอย่างเป็นทางจากคดีข้อหาฆาตกรรมเด็กสองคน แมรี่ เบลล์จากนิวคาสเซิล ทางตอนเหนือของอังกฤษโดยนั้นเวลานั้นมีอายุเพียงแค่ 11 ปี (เกิดปี 1957 )เป็นเด็กสาวชาวอังกฤษที่แม่เป็นเสเภณีที่บังคับให้ลูกสาวของเธอบริการทางเพศแก่ลูกค้า

วันที่ 25 พฤษภาคม ปี 1968 แมรี่ เบลล์บีบคอเด็ก มาร์ติน บราวน์ เด็กชายอายุ 3-4 ขวบ จนถึงแก่ความตายในบ้านร้าง ต่อมาเธอฆ่าเด็กชายไบรอัน โฮล วัย 4 ขวบ และสลักที่ท้องของเด็กชายด้วยอักษรย่อ M ด้วยใบมีดโกน หลังจากถูกจับกุมแมรี่ เบลถูกจำคุกและไปบำบัดจิต ปี 1980 เธอถูกปล่อยตัวจากคุกเมื่ออายุได้ 22 ปีทั้งๆ ที่รักษาโรคจิตไม่หาย เธอมีลูกและหายสาปสูญไปจากสังคม และวันที่ 21 พฤษภาคม ปี 2003 ทางการก็ประกาศว่าเธอเป็นบุคคลนิรนาม

 

ขอบคุณข้อมูล : http://www.toptenthailand.com/4244-top.html, http://listverse.com

ที่มา http://teen.mthai.com/variety/102929.html

ป่าอาโอกิกาฮาระ ป่าอาถรรพ์สุดหลอนแห่งญี่ปุ่น (ป่าฆ่าตัวตาย) 20+


อาโอกิงาฮาระ ถูกจัดเป็นสถานที่ที่มีคนมาฆ่าตัวตายมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากสะพานโกลเดนเกต
ของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ทำไมต้องเป็นป่าแห่งนี้ อาซึสะ ฮายาโนะ ผู้ศึกษาเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายในป่าแห่งนี้มานานกว่า
30 ปี เผยว่า ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนเลือกมาฆ่าตัวตายที่อาโอกิงาฮาระ
อาจเป็นการทำตามกระแส 

โดยเมื่อปี 1960 เคยมีนวนิยายเรื่อง ‘ทะเลป่าสีดำ’ (Black Sea of Trees)ของนายSeicho matsumoto
เป็นสถานที่ที่สองตัวละครในนวนิยายของเขามาฆ่าตัวตาย 

(แต่ความจริงของความจริงสำหรับเรื่องนี้คือ ในศตวรรษที่19 เหล่าชาวนาผู้ทนความยากจนข้นแค้น
ไม่ไหวเลยเดินทางมาฆ่าตัวตายที่นี่เพื่อให้ ลูกๆของพวกเขามีอาหารพอเพียงที่จะมีชีวิตรอด )

แต่การฆ่าตัวตายในป่าอาโอกิงาฮาระ มีมาก่อนนวนิยายเรื่องดังกล่าวจะถูกเขียน และสิ่งที่เขาพบในป่าตลอดหลายสิบปี
ทำให้รู้ว่า ผู้ที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ด้วยตัวเอง มักไม่มีความคิดที่จะกลับออกไปอีกแล้ว บางคนยังมาอาศัยอยู่ที่นี่
ก่อนที่จะจบชีวิตตัวเอง หรือบางคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะตายดีหรือไม่ ก็มักจะทิ้งเครื่องหมายบอกทางไว้เสมอ
เพื่อบอกทางกลับหากเขาเปลี่ยนใจไม่ฆ่าตัวตาย

อาซูสะ ฮายาโนะ ซึ่งศึกษาและดูแลผืนป่าอาโอกิกาฮาระมานานกว่า 30 ปี บอกว่า แม้ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่า
กระแสนิยมเช่นนี้มีที่มาอย่างไร หน้าที่ประจำอย่างหนึ่งของเขาก็คือ ค้นหาศพคนที่ฆ่าตัวตายในป่า หรือเข้าไป
ห้ามปรามหากยังไม่สายเกินไป ซึ่งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เฉพาะตัวเขาคนเดียวก็พบศพมาแล้วไม่ต่ำกว่า 100 ศพ

นักธรณีวิทยาวัยกลางคนผู้นี้นำทีมถ่ายทำสารคดีจาก Vice World เข้าไปยังสถานที่ซึ่งชื่อว่า “จูไก”
เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ที่พบเจอมาเขาชี้ให้ทีมงานดูร่องรอยบางอย่างบนต้นไม้ ซึ่งแสดงให้เห็นสภาพจิตใจ
ของคนที่กำลังจะฆ่าตัวตาย หรือแม้แต่บางคนที่เปลี่ยนใจขอมีชีวิตอยู่ต่อ

บางคนอาจนึกสงสัยว่า ฮายาโนะ มีสภาพจิตไม่ปกติ จึงสนใจเรื่องความตายมากเช่นนี้ แต่เมื่อรับชมสารคดีต่อไปเรื่อยๆ
ก็จะพบว่าหนุ่มใหญ่เสียงนุ่มและช่างครุ่นคิดคนนี้เพียงปรารถนาจะเข้าใจ และป้องกันมิให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นอีกเท่านั้น
สารคดีดังกล่าวยังเผยภาพชวนสยองในป่ามรณะ ไม่ว่าจะเป็นร่างไร้วิญญาณที่ห้อยอยู่บนต้นไม้ รวมถึงทรัพย์สินของผู้ตาย
และร่องรอยของความโศกเศร้าหรือลังเลก่อนที่พวกเขาจะตัดสินใจลาโลก

ป้ายเตือนสติถูกปักไว้ทรงจุดเชื่อมระหว่างทางเดินชมธรรมชาติกับพื้นที่ห้ามเข้า เพื่อให้คนที่คิดจะฆ่าตัวตาย
ทบทวนใหม่ให้ดี เพราะเมื่อก้าวออกจากจุดนี้ไป หลายคนไม่มีวันได้ย้อนกลับมาอีกบางคนที่ยังตัดสินใจไม่เด็ดขาด
ว่าจะฆ่าตัวตายหรือไม่ ใช้สายเทปโยงตามเส้นทางที่ตนเองเดินมา เพื่อจะย้อนกลับไปสู่โลกภายนอกได้อีก
หากเปลี่ยนใจ

“แต่ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าคุณเดินตามเทปพวกนั้นไปก็จะพบอะไรบางอย่างเสมอ” 
เขาบอก
“อาจจะพบศพ หรือไม่ก็ร่องรอยว่าเคยมีคนไปถึงที่นั่น”

อย่างไรก็ตาม ฮายาโนะระบุว่า ค่านิยมของการฆ่าตัวตายของชาวญี่ปุ่นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สมัยก่อน ซามูไร
กระทำการ ‘ฮาราคีรี’ หรือการคว้านท้องปลิดชีพตนเอง เพื่อเป็นเกียรติต่อตัวเอง แต่การฆ่าตัวตายในปัจจุบัน
สะท้อนให้เป็นปัญหาของสังคมยุคใหม่ ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี ที่คนตัดขาดจากสังคม หรือถูกสังคมโดดเดี่ยวมากขึ้น
อันเป็นผลจากอินเทอร์เน็ต “ทุกวันนี้ เราสามารถมีชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์ได้ตลอดทั้งวัน 

แต่ความจริงที่ว่า ยังจำเป็นที่เราต้องพบหน้าใครสักคน อ่านความรู้สึกทางสีหน้า หรือได้ยินเสียง เพื่อให้เราเข้าใจ
ความรู้สึกกันได้อย่างถ่องแท้ เพื่อใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข



ป่าแห่งนี้ไม่ได้โด่งดังเฉพาะในญี่ปุ่น คนทั่วโลกรับรู้ถึงความแปลกประหลาด และน่าสะพรึงกลัวของมัน
จนกระทั้ง เจนนิเฟอร์ เซนท์ส นัดจิตวิทยา ร่วมกับ จอห์น เอล. สกิลล์ตัน ผู้ชื่นชอบในการบุกเกบิก
พร้อมกับทีมงานกลุ่มหนึงได้เดินทางไปยังป่าแห่งนี้ เพื่อถ่ายทำสารคดีและพิสูจน์ความจริง ด้วยสมมติฐานว่า
“ผู้ที่เข้าไปในป่าอาโอกิงาฮาระ จะพบอะไรบางอย่างที่ทำให้พวกเขาอยากตาย”

เจน ญาณทิพย์..เอร๊ยยเจนนิเฟอร์ เล่าว่า “ทันทีที่เดินเข้าไปในป่าตามลำพัง บรรยากาศนั้นเงียบวังเวงมาก
คุณอาจพบเศษซากของผู้ที่ฆ่าตัวตาย เช่น เศษเสื้อผ้า รองเท้า หรือข้อความจารึกบนต้นไม้ บางข้อความ
เป็นการสั่งเสีย บันทึกเวลาตาย รวมถึงระบายความมทุกข์ แต่ที่แน่ๆ ในป่าแห่งนี้รู้สึกถึงความรันทดสิ้นหวัง
ว่างเปล่า และแน่นอนคุณจะคิดถึงความตาย ไม่แปลกถ้าอยู่ดีๆ คุณจะอยากตายขึ้นมา”



ส่วนจอห์น เล่าว่า “ผมรู้สึกเหมือนมีบางอย่างจ้องผมทุกที่ตลอดเวลา ยิ่งเดินลึกเข้าไไปในความเงียบ
ยิ่งทำให้ผมประสาท บางอย่างทำให้ผมคิดถึงช่วงเวลาที่แย่มากในชีวิต เหมือนภาพนิมิตที่ผุดออกมาเรื่อยๆ
เรื่องแล้วเรื่องเล่า มันเป็นเหมือนสุสานที่เชื้อเชิญคุณให้คุณทิ้งปัญหาทุกอย่างเสีย แล้วก้าวสู่ความตาย”

ปัจจุบันนี้ ป่าแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงเป็นสถานที่จัดกิจกรรมอย่างเช่นตั้งแคมป์ แข่งกีฬากลางแจ้ง
แต่คนที่เคยไปต่างเกิดความรู้สึกเดียวกัน ว่าที่แห่งนี้บรรยากาศไม่ดี น่าหดหู่ บางครั้งยังรู้สึกเหมือนกับว่า มีสายตา
จ้องมองมาจากในป่า ทำให้อาโอกิงาฮาระ ได้ชื่อว่าเป็นป่าอาถรรพณ์ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก
และมีผู้เดินทางไปเพื่อพักผ่อนชั่วคราว หรือพักไปตลอดกาลอย่างไม่ขาดสายทุกปี

credit :: ไทยรัฐออนไลน์

ต้อนรับวันฮาโลวีนกับ 13 เด็กนรก……จากภาพยนตร์แห่งฝันร้ายตลอดกาล


จัดอันดับ เด็กนรก(มาจากนรก) 13 อันดับ รับวันฮาโลวีนที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วัน.. คาดว่าผู้ชมทั้งหลาย แม้จะไม่ได้ดูหนังผีเหล่านี้ หรือไม่ได้ชื่นชอบหนังแนวนี้เป็นพิเศษ ก็น่าจะพอคุ้นเคยกับเด็กๆเหล่านี้มาบ้าง.. คุ้นเคยยังไงน่ะเหรอ ? ลองเลื่อนลงไปดูภาพด้านล่างซิ ! แล้วคุณจะรู้ ! (ภาพสยองขวัญมากๆ อาจทำให้คุณตกใจได้ กรุณาทำใจก่อนดู อิอิ)

 อันดับ 13 โยเกิน บาทช์

โยเกิน บาทช์ เด็กอำมหิตจาก The Child I Never Was (2002) หนังเกี่ยวกับ ฆาตกรต่อเนื่องคนหนึ่งชื่อ โยเกิน บาทช์ ผู้มีรสนิยมทางเพศสุดวิตถารกับศพของเหยื่อ  หนังอิงประวัติฆาตกรเด็กชื่อดังในเยอรมัน  เเสดงเเละถ่ายทอดโลกมืดส่วนตัวได้อย่างถึงเเก่น

อันดับ 12 เด็กสาว ลิลิธ ซัลลิแวน

เด็กสาว ลิลิธ ซัลลิแวน  จาก Case 39  เด็กนรกตัวจริงเสียงจริง (เพราะมีปีศาจสิงอยู่ในร่าง)

 อันดับ 11 กลุ่มแก๊งมาเฟียเด็ก

กลุ่มแก๊งมาเฟียเด็กในหนังสยองขวัญตระกูล Hostel (ปรากฏในภาค 1-2) กลุ่มเด็กข้างถนนผู้อำมหิตเลือดเย็น ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ  ไม่เว้นแม้แต่การฆ่าคน

อันดับ 10 หนุ่มน้อยเบนนี่

หนุ่มน้อยเบนนี่ ใน Benny’s Video เรื่องของเด็กมัธยมคนหนึ่ง เก็บตัว ชอบการบันทึกวีดีโอ แต่เป็นวีดีโอวิปริตในการเก็บภาพวินาทีสังหารสัตว์บางจำพวก(หมู)เก็บเอาไว้ ดูซ้ำไปซ้ำมาอย่างน่าพองขนหัว  วันหนึ่งความคิดที่จะเลียนแบบฆ่าคน(แบบการฆ่าหมู)ก็บังเกิดขึ้นในหัวของเด็ก คนนี้

อันดับ 9 สาวน้อย เฮลี่ย์ สตาร์ค

เฮลี่ย์ สตาร์ค  สาวจอมตอนผู้ชายจาก Hard Candy ภัยอันตรายวัยร้ายเดียงสาที่ออกล่าเหยื่อหนุ่มๆในแชทออนไลน์

อันดับ 8 กลุ่มเด็กอันตรายจากEden Lake

กลุ่มเด็กอันตรายจาก Eden Lake ผู้นิยมความรุนแรงจากการปล่อยปละละเลยของผู้ปกครอง  กลุ่มเด็กนรกผู้ทำทุกอย่างตามที่ใจปรารถนา

 อันดับ 7 ผีเด็กในบ่อน้ำ ซามาร่า มอร์แกน

ผีเด็กในบ่อน้ำซามาร่า มอร์แกน  จากเรื่อง The Ring  2002  สยองทุกครั้งที่เปิดม้วนวีดีโอ หวาดผวาทุกทีเมื่อเจ้าหล่อนคลานออกมาจากทีวี  เป็นผีตัวโปรดของผม(คนเขียนบทความ)แต่เป็นฝันร้ายสุดๆของ เวย์น รูนีย์ กองหน้าซุปเปอร์สตาร์ทีมปีศาจแดงแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เพราะหมอนี่สารภาพอย่างหมดเปลือกว่าหลังจากได้ดู The Ring จน จบ  (เขา)เป็นอันหวาดผวาผีสาวนางนี้มากซะจนแทบนอนไม่หลับไปหลายคืน  ในสนามฟุตบอลน่ะไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น แต่สำหรับคุณเธอนางนี้(ซามาร่า มอร์แกน)ยอมแพ้ด้วยประการทั้งปวง!!!

 อันดับ 6 เด็กชายเดเมียน ธอน

เดเมียน ธอน แห่ง The Omen เด็กนรกปรปักษ์แห่งพระเป็นเจ้าตัว จริงเสียงจริง  ถือกำเนิดเกิดมาโดยซาตานสมสู่กับหมาใน  แววตาอันดำมืดดิ่งลึกยิ่งกว่ารัตติกาลใดใด  เป็นตัวชั่วร้ายแบบสุดๆที่นรกส่งมาเกิดโดยแท้จริง

อันดับ 5 กลุ่มเด็กจอมสังหารจากThe Children (2008)

กลุ่มเด็กจอมสังหารจาก The Children (2008) กลุ่มเด็กที่มีอาการผิดปกติทางจิตอย่างรุนแรง  ฆ่าได้อย่างโหดเ้ยมแม้พ่อแม่ของตัวเอง

อันดับ 4 ออแฟน

ออแฟน เด็กนรกจาก Orphan / 2009  ผู้ใหญ่วัยเด็ก  อำมหิตเกินหน้าตา  ค้อนที่เธอถืออยู่ในมือรับประกันความ

 อันดับ 3 ชัคกี้ แห่งChild’s Play

ชัคกี้ แห่ง Child’s Play ตุ๊กตาเด็กแสนน่ารักที่มีดวงวิญญาณร้ายสิงอยู่  เรื่องความอำมหิตน่ะ…..ไม่เป็นสองรองใครทั้งสิ้นในสามโลก

 อันดับ 2 เรแกน แม็คนีล

เรแกน แม็คนีล (Regan MacNeil) เด็กสาวที่ถูกผีสิงใน The Exorcist / 1973 น่าเกลียดน่ากลัวแบบสุดขั้ว  เป็นเด็กหญิงแห่งฝันร้ายของใครหลายๆคน  (โดยเฉพาะฉากที่คุณเธอคลานลงบันได  หลายคนถึงกับเก็บเอาไปผวา

 อันดับ 1 เด็กผีจากJu-on

เด็กผีจาก Ju-on หรือชื่อจริงว่า Yuya Ozeki เด็ก ผีผู้ชายซึ่งมักโผล่ออกมาให้คนดูหวาดผวาอย่างเงียบๆ(หัวใจจะวาย) เด็กผีเนื้อตัวสีขาวซีด  ตาดำมืดมิด  ร้องเสียงเป็นแมวอย่างชวนผวา เป็นอีกหนึ่งในจุดขายของหนังในตระกูล Ju-on และ The Grudge  ที่หลายๆคนยอมรับว่า “กลัวจนหัวหด”

บทความโดย  :  samara17520

ที่มา : Dek-D.com

“ภาพที่น่ากลัวที่สุด” ภาพหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย


 

กล่าวกันว่า… ภาพนี้ถือเป็น “ภาพที่น่ากลัวที่สุด” ภาพหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย, ที่น่ากลัวมิใช่เพราะศพที่ถูกแขวนอยู่ใกล้ๆ และมิใช่น่ากลัวเพราะมีชายคนหนึ่งกำลังถือเก้าอี้เพื่อที่จะฟาดศพนั้น

กล่าวกันว่า… ภาพนี้ถือเป็น “ภาพที่น่ากลัวที่สุด” ภาพหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย, ที่น่ากลัวมิใช่เพราะศพที่ถูกแขวนอยู่ใกล้ๆ และมิใช่น่ากลัวเพราะมีชายคนหนึ่งกำลังถือเก้าอี้เพื่อที่จะฟาดศพนั้น

แต่ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ… “ภาพผู้คน (รวมถึงเด็กๆ) ต่างกำลังยืนยิ้มหัวเราะร่าอย่างมีความสุขกับสิ่งที่พวกตนกำลังเฝ้ามองอยู่ตรงหน้า!?” …ซึ่งบ่งบอกถึงสภาพการณ์จิตใจของผู้คน (ที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากฝ่ายที่กุมสื่อไว้ในมือ) ณ เวลานั้นได้เป็นอย่างดี!? … ………………………………….

ปล. ; ถือเป็นบทเรียนแก่คนในสังคมไทยยุคปัจจุบันได้ระดับหนึ่ง… ว่าในวันนี้ “คุณกำลังเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้มีรอยยิ้มเช่นนี้หรือไม่!?” (ในสถานการณ์ความรุนแรงต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม) …………………………………. บันทึกไว้ ณ วันที่ 6/10/56 (แด่วันนี้… เมื่อ 37 ปีที่แล้ว)

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

CNN เผยผู้ต้องหาพม่า ถูกตำรวจไทยข่มขู่ให้รับสารภาพ


 

CNN เผยผู้ต้องหาพม่า ถูกตำรวจไทยข่มขู่ให้รับสารภาพ
CNN เผยผู้ต้องหาพม่า ถูกตำรวจไทยข่มขู่ให้รับสารภาพ

 คดีเกาะเต่า CNN ตีข่าว 2 ผู้ต้องหาพม่าฆ่านักท่องเที่ยวอังกฤษ กลับคำให้การ แฉถูกตำรวจไทยทำร้ายร่างกายและข่มขู่ช็อตไฟฟ้า บอกอยู่ริมหาดจริงแต่ไปนั่งร้องเพลงและดื่มเท่านั้น

วันนี้ (10 ตุลาคม 2557) รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 นำเสนอข่าวคดีเกาะเต่าล่าสุด โดยระบุว่า เมื่อวานนี้ (9 ตุลาคม) สำนักข่าวต่างประเทศ CNNได้รายงานข่าวทางเว็บไซต์ โดยระบุว่า ผู้ต้องหาชาวเมียนมาร์ในคดีฆ่า 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า ได้ให้การกลับคำรับสารภาพแล้ว

ทั้งนี้ CNN ได้อ้างรายงานจากสื่อของเมียนมาร์ ระบุว่า ผู้ต้องหา 2 คน ที่ถูกกล่าวหาว่าข่มขืนและทำร้ายร่างกาย 2 นักท่องเที่ยวอังกฤษจนเสียชีวิตนั้น ได้กลับคำรับสารภาพ โดยหนึ่งในผู้ต้องหาเผยกับทนายสถานทูตเมียนมาร์ว่า สาเหตุที่ยอมรับว่าฆ่านั้น เพราะถูกตำรวจไทยตีเลยยอมรับ นอกจากนี้ยังถูกข่มขู่ด้วยการช็อตไฟฟ้า

รายงานระบุอีกว่า นักข่าวพยายามติดต่อกับตำรวจไทยและสถานทูตเมียนมาร์ในกรุงเทพฯ แต่ก็ยังไม่สามารถติดต่อได้ ขณะเดียวกัน นายออง ทนายจากสถานทูตพม่า ยังบอกด้วยว่า ชายพม่าที่เป็นผู้ต้องหาได้เผยว่า เขาทั้งสองคนนั่งอยู่ริมหาดจริง แต่นั่งดื่มและร้องเพลงเท่านั้น ส่วนตำรวจไทยได้ทำร้ายพวกเขา เลยอยากให้ทางการเมียนมาร์เข้ามาช่วยเหลือ ทั้งนี้ทนายยังระบุอีกว่า ตามเนื้อตัวของผู้ต้องหานั้นมีบาดแผลฟกช้ำจำนวนมาก ดูน่าสงสาร และจะรายงานทุกอย่างให้ทางการเมียนมาร์ทราบต่อไป

 

ไขข้อสงสัยคดีเกาะเต่า แพะไม่แพะ ตอน 2 จอบอาวุธสังหาร ตรวจ DNA ถุงยาง?


 

หลังจาก “เฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์” นำเสนอประเด็นข้อสงสัย กรณีชายตัวเล็ก จะสามารถทำร้ายชายหญิงที่ตัวสูงใหญ่กว่ามากได้หรือไม่ไปแล้วนั้น วันนี้ ในตอนที่ 2 จะนำท่านผู้อ่านร่วมตั้งข้อสังเกตถึง คดีสังหารนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า ถึงอาวุธสังหาร ที่ว่า นอกจาก “จอบ” ที่เป็นของกลางที่ตำรวจยึดได้แล้ว จะมี “มีดชก” อาวุธอีกชนิดที่หลายคนสงสัยหรือไม่ รวมถึงประเด็นเรื่องการตรวจ DNA วันนี้เราจึงขอนำทุกท่านมาฟังทัศนะ ของ “แพทย์หญิงคุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม

จอบ VS กะโหลกมนุษย์ = เปลือกไข่แตก   

โดยแพทย์หญิงคุณหญิง ให้ความรู้เบื้องต้นว่า การเกิดบาดแผล โดยเฉพาะที่ศีรษะ ปกติจะมีการเกิดบาดแผลจากหลายรูปแบบ แต่มีการแบ่งประเภทใหญ่ออกเป็นดังนี้ คือ บาดแผลจากของแข็งไม่มีคม บาดแผลจากของมีคม บาดแผลจากกระสุนปืน และบาดแผลจากความร้อน เหล่านี้คือแผลที่เห็นและบอกได้บนหนังที่ศีรษะ ยกตัวอย่างเช่น หากโดนของแข็งไม่มีคม ก็ต้องขึ้นอยู่กับรูปร่างของวัตถุ ซึ่งหลักๆ คือ ถ้าเป็นสิ่งที่มีลักษณะยาว ไม่มีสัน บาดแผลจะเป็นเส้นยาวตรง แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่ของแข็งนั้นมีมุม จะเกิดรอยบุ๋ม มีรอยแตกเฉพาะ แต่ถ้าเกิดจากสิ่งที่เป็นมุม ลักษณะผิวหนังอาจจะเป็นรอยยาวๆ หรือเป็นมุมอะไรก็ได้ แต่ส่วนกะโหลกศีรษะมันจะแตกยุบเหมือนเปลือกไข่ ภาษาทางการแพทย์ เรียกว่า Eggshell fracture

อธิบายบาดแผลศพ

หมอพรทิพย์ ตั้งข้อสังเกตถึง “จอบ” อาวุธสังหาร ว่า ลักษณะของจอบจะมี 3 จุดที่ก่อให้เกิดแผลได้ 3 แบบ คือ ด้ามจอบ จะก่อให้เกิดแผลในลักษณะยาวเท่านั้น ทั้งผิวหนังและกะโหลกศีรษะจะเป็นรอยยาว ส่วนใบจอบจะมีสองด้าน คือด้านคมจอบและโคนจอบ เมื่อไรก็ตามที่โดนด้านโคนจอบบาดแผลจะมีลักษณะเหมือนเปลือกไข่ทุบ เพราะมันเป็นมุมกะโหลกมันจะบุ๋ม ผิวหนังอาจจะดูไม่ออกแต่ดูกะโหลกจะเห็น แต่ถ้าไปโดนส่วนมุมของคมจอบ บาดแผลจะมีรอยเล็ก และอีกอย่างหนึ่งก็คือโดนส่วนปลาย

หมอพรทิพย์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงสภาพศพนักท่องเที่ยวอังกฤษ ว่า จากบาดแผลของศพมันเป็นขอบไม่เรียบ แต่เกือบเรียบ ขอบจะมีแผลถลอกตื้น หรือ แผลรุ่งริ่ง ถ้าเมื่อไรถูกของมีคมขอบจะคมเรียบเลย แต่ว่าสิ่งที่กระแทกต้องไปดูที่กะโหลก ถ้าถามว่าโดนด้ามไม้ตีลงไป โอกาสที่จะเห็นแบบนี้น้อยหน่อย เพราะว่ามันดูลึก เพราะฉะนั้น ต้องไปดูที่ตรงตัวกะโหลกรอยแผลขอบไม่เรียบก็คือของไม่มีคม ดูจากรอยแผลส่วนใหญ่เหมือนแผลมันลึก ถ้าแผลมันลึกก็ไม่ใช่ด้ามจอบ ถ้าจะเป็นไปได้คือมุมจอบ แต่ไม่ทราบว่ามันลึกหรือไม่ แต่ถ้าแผลมันลึกคือมุมของจอบ เพราะว่ามันเกือบคม เห็นได้ว่ารอยแผลมันเรียบ ต้องนำจอบอันนั้นมาดู

ภาพกราฟฟิกประกอบ บาดแผลเหยื่อ

กะโหลกมนุษย์ ไม่ใช่ มะพร้าว หรือ แตงโม แทนกันไม่ได้

ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ระบุอีกว่า วิธีง่ายมากที่จะรู้ว่าอาวุธสังหารเป็นจอบหรือไม่ คือการจำลองเหตุการณ์ หากต้องการรู้ว่าบาดแผลนี้เกิดจากอาวุธชนิดใด ก็ให้ใช้หนังหมูมาทดลอง เช่น เกิดจากจอบ ก็ใช้จอบมาฟาดใส่หนังหมู ก็จะได้บาดแผล แต่สำหรับแผลที่เกิดขึ้นกะโหลกนั้น ไม่สามารถจำลองได้ เพราะไม่มีอะไรมาใช้จำลองแทนกะโหลกได้ ดังนั้น การนำมะพร้าว หรือ แตงโม มาใช้จำลองเหตุการณ์จึงไม่สามารถวัดผลอะไรได้

DNA ที่จอบน่าจะเป็นกุญแจสำคัญ  

“จอบมีความไปได้ เพราะว่าจอบเป็นโลหะ ประเด็นคือต้องนับครั้งให้ได้ว่ากี่หน ซึ่งคิดว่าน่าจะใช้ส่วนปลาย แต่ถ้าเป็นในส่วนของประเด็นที่หลายคนสงสัยว่าอาวุธที่ใช้เป็นมีดชกหรือเปล่า ส่วนตัวคิดว่ายากเพราะน้ำหนักของมือเวลาต่อยค่อนข้างน้อย ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้แผลลึกจนไปถึงกระดูกได้ ส่วนจอบจะมีน้ำหนักค่อนข้างมากทิ้งน้ำหนักไปได้เต็มๆ แต่ถ้าแผลไม่มาก แต่ลึกแปลว่าน้ำหนักที่ดันลงไปเยอะ ซึ่งเหมือนจอบมากที่สุด ถ้าดูตามนี้ DNA ที่จอบต้องขึ้น เพราะมีการตีหลายครั้ง

ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐออนไลน์

หา DNA ในถุงยาง ไม่ได้หาได้เพียงที่อสุจิ

หมอพรทิพย์ ยังได้ตั้งข้อสังเกต ถึงเรื่องประเด็นการตรวจหา DNA ในถุงยางอนามัยด้วยว่า แม้จะไม่เกิดการหลั่งน้ำอสุจิของเพศชาย แต่ก็ยังสามารถตรวจสอบหา DNA ได้ โดยการตรวจสอบจากเซลล์ผิวอวัยวะเพศชาย ทั้งนี้ เพราะ DNA ที่จะปรากฏของผู้ชายจะมีอยู่สองอย่าง คือ การหลั่งอสุจิ หรือถ้าไม่หลั่งจะมีแต่เฉพาะเซลล์ผิวอวัยวะเพศ ส่วนอาจะถูกถูกทำลาย หรือถูกล้างโดยน้ำทะเลนั้น ก็เป็นไปได้ เพราะหากโดนน้ำนิดเดียวก็หายไปแล้ว แต่ถ้าเป็นน้ำทะเลล้างออกแล้วทำไมจึงยังมี DNA ของผู้หญิงอยู่

คุณหญิงหมอ เผยต่อว่า สำหรับกระบวนการตรวจ DNA ประกอบด้วย 1.การสกัด DNA 3 ชม. 2.การวัด DNA 1 ชม. 3.การเพิ่ม DNA 3 ชม. ในคดีที่เร่งรีบ อาจจะมีการมีข้ามขั้นตอนการเพิ่ม DNA ส่วนการตรวจ DNA ในจอบนั้น หากไม่เจอก็อาจจะเป็นเพราะการตรวจไม่ถูกจุด เพราะคดีเร่งรีบอาจจะไม่ได้ทำการจำลองการจับจอบ ก็อาจะเป็นได้ที่จะตรวจผิดตำแหน่งทำให้ไม่พบ อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการสกัด DNA ต้องใช้เวลาในการสกัดพอสมควร หากมีเวลาไม่พอ ประกอบกับถ้ามีน้อย มันก็อาจจะหายไปได้

จอบอาวุธสังหาร

จอบ เป็นไปได้มากสุด มีดชก น้ำหนักน้อย

หมอพรทิพย์ ยังกล่าวถึงข้อสงสัยว่า อาวุธสังหารจะเป็นจอบได้หรือไม่ ว่า คิดว่าน่าจะเป็นไปได้ เพราะแผลค่อนข้างสั้นแคบ ลึก ขอบเรียบ บางจุดก็ไม่เรียบ มันเข้ากับวัตถุอันนี้

ส่วนประเด็นข้อสงสัย เรื่อง “มีดชก” หมอพรทิพย์ ระบุว่า ความน่าเชื่อถือน้อยมาก มันยาก เพราะว่าน้ำหนักของการใช้มันน้อยที่จะทำให้เกิดแผลลึกเข้าไปถึงกะโหลก อาวุธแบบนี้วิธีใช้มันต้องมาจากมืออย่างเดียว

อีกหนึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์

สุดท้าย พญ.คุณหญิงพรทิพย์ ได้เสนอแนะถึงรัฐบาลว่า คดีนี้เป็นตัวอย่างที่มันตรงกับสิ่งที่รัฐบาลกำหนดเป็นนโยบาย แต่ว่าจะทำอย่างไรมันเป็นเรื่องของกระบวนยุติธรรม ข้อแรกคือ กฎหมายโบราณ คดีแบบนี้มันต้องใช้กฎหมายที่ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสถานที่เกิดเหตุกับแพทย์มีหน้าที่หลัก ไม่ใช่พนักงานสอบสวน ซึ่งในต่างประเทศ พนักงานสอบสวนคือรอ แต่ว่าในกรณีที่ได้พยานหลักฐานต้องให้แพทย์กับเจ้าหน้าที่ตรวจสถานที่ลงไป สิ่งสำคัญการตรวจดีเอ็นเอ พยาน กับบุคคล ก็ต้องแยกกันตรวจ และไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ก้าวล่วงการทำงานนิติวิทยาศาสตร์ จะให้ลัดคิวไม่ได้ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เราจะมีเซตเป็นระบบไว้ว่าธรรมดา ด่วน ด่วนที่สุด

“คดีนี้เป็นภาพสะท้อนว่าระบบใหญ่ต้องเปลี่ยน เพราะคดีนี้สะท้อนว่า กระบวนการยุติธรรมไทยเรายังไม่อำนวยได้หมด แรกเริ่มก็คือ เกาะเต่า ก็ไม่มีพนักงานเพียงพอ สองเราทุ่มไปช่วยเฉพาะฝรั่ง ถ้าเป็นตาสีตาสาจะไม่มีใครมาทุ่มอย่างนี้เลย จะไม่มีใครมาเป็นปากเป็นเสียง นี่คือภาพสะท้อนจากคดีนี้ และความน่าเชื่อถือจะเกิดขึ้นถ้ากระจายอำนาจ ก็คืองานนิติวิทยาศาสตร์จะต้องไม่ใช่ตำรวจ” หมอพรทิพย์ กล่าว

ภาพกราฟฟิกประกอบขณะเกิดเหตุ

อย่างไรก็ดี เมื่อทางทีมเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้สอบถามความเห็นจาก พล.ต.ต.พรชัย สุธีรคุณ ผบก.สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ ถึงลักษณะบาดแผลของมนุษย์ เมื่อถูกจอบทำร้าย ว่า เรื่องนี้อธิบายยาก เนื่องจากลักษณะบาดแผลนั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุที่ไปกระแทก ซึ่งวัตถุแต่ละอย่างมีหลายส่วน อยู่ที่ว่าผู้ถูกกระทำจะโดนส่วนไหนของวัตถุนั้น ทำให้บาดแผลมีลักษณะแตกต่างกันออกไป

ผบก.สถาบันนิติเวช อธิบายต่อว่า หากเป็นส่วนของด้ามจอบ บาดแผล จะมีลักษณะช้ำบวม ฉีกขาด เมื่อโดนตีเข้าไปที่ศีรษะอาจจะแตกหรือไม่แตก ขึ้นอยู่กับว่าใช้แรงมากน้อยแค่ไหน ส่วนโคนจอบ ทำด้วยเหล็ก การกระแทกจะขึ้นอยู่กับแรง ทำให้ผิวหนังช้ำบวมได้เหมือนกัน คนตีไม่ต้องใช้แรงมาก เนื่องจากอาวุธที่ใช้แข็งกว่า บาดแผลจะค่อนข้างรุนแรง

ขณะที่ คมจอบ การเกิดแผลจะเหมือนของแข็งมีคม ถ้าใช้ส่วนคมจอบบาดแผลที่ได้จะมีลักษณะคล้ายมีดที่คมกว่า ส่วนจอบจะมีความทื่อ สำหรับความรุนแรงของบาดแผลจะสาหัส เพราะว่าน้ำหนักของอาวุธมีมากกว่า ส่งผลต่อร่างกายเยอะ อย่างไรก็ตาม บาดแผลจะลึกมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับแรงกำลังของคน หากฟาดเข้าไปที่ศีรษะแรงมาก ก็มีโอกาสที่แผลจะลึกไปถึงส่วนของกะโหลกได้ และก็ต้องขึ้นอยู่กับทิศทางและส่วนของจอบที่กระแทกลงไป

พญ.คุณหญิงพรทิพย์

สำหรับลักษณะบาดแผลของมีด จะแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ ด้านที่เป็นสันมีด จะมีความทื่อฟันไม่เข้า มีรอยเป็นแนวเกิดขึ้น และด้านคม ขอบแผลจะเรียบ

“ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งยากมาก หากจะใช้จอบฟาดเพียงครั้งเดียวแล้วทำให้ผู้ที่โดนกระทำเสียชีวิตในทันที อาจจะแค่หมดสติไป แต่ถ้าครั้งเดียวแล้วเสียชีวิต ผมคิดว่าผู้กระทำคงต้องมีแรงเยอะมาก ส่วนใหญ่ถ้าตั้งใจตีจะกระทำหลายครั้ง และใช้แรงเยอะก็มีส่วนทำให้เสียชีวิตได้ เราก็ต้องพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ ว่าตรงไหนใช้อะไรกระแทกมากน้อยแค่ไหน ทุกอย่างสามารถทำให้เกิดแผลได้หมด” ผบก.สถาบันนิติเวช กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับในตอนต่อไป “เฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์” จะไขรหัสภาพวงจรปิดที่มีการกล่าวขวัญกันอย่างกว้างขวาง ติดตามอ่านได้ในวันพรุ่งนี้..

 

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/455501