25 ภาพเหนือจริงของ Robert Gonsalves [Pantip]


คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
Rob Gonsalves/The Illusionist


Robert Gonsalves


ภาพสวยงามกลมกลืนที่บิดเบือนสายตาผู้คน
ทำให้ต้องหันกลับไปมองใหม่อีกครั้ง
ด้วยความไม่มั่นใจว่าใช่หรือไม่
จากผลงานศิลปินแคนนาดา Robert Gonsalves

ผลงานศิลปินรายนี้ทำให้ต้องอึ้งไปเลย
เพราะขอบเขตในภาพที่ไม่ชัดเจนหลายภาพ
ที่บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ได้มากมาย
Gonsalves สนใจงานศิลป์ตั้งแต่ตอน 12 ขวบ
ทำให้สามารถผสมผสานการใช้เทคนิค
ทัศนมิติกับภาพที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรม
เพราะได้เรียนรู้สัมผัสกับผลงานของ
Salvador Dali

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
Salvador Dali

 

กับ Rene Magritte (ภาพประกอบด้านล่าง)


เชิญชม 25 ภาพเหนือจริงของ Robert Gonsalaves

1.)


2.)


3.)


4.)


5.)


6.)


7.)


8.)


9.)


10.)


11.)


12.)


13.)


14.)


15.)


16.)


17.)


18.)


19.)


20.)


21.)


22.)


23.)


24.)


25.)

เรียบเรียง/ที่มา  http://goo.gl/1Pizlc


 

เพิ่มเติมผลงานของ Rene Magritte

1.

Son of Man


2.

Empire of Light


3.

The Lovers-2


4.

The treachery of images


5.

le blanc seing


6.

Not to be reproduced


7.

golconda


8.

the castle of the pyrenees


9.

the human condition


10.

rape


11.

the wonders of nature


12.

ready made bouquet


13.

sixteenth of september


14.

the false mirror


15.

the listening room


16.

the art of living


17.

the therapist


18.

the mysteries of the horizon

ที่มาของภาพ http://www.renemagritte.org

8 วิธีเห็นผี!! ทดลองจริงจากคน 50 คน


ทุกวิธีต้องทำระหว่าง 4ทุ่ม ถึง เที่ยงคืน และต้องไม่เลยเที่ยงคืนเพราะจะถือว่าเป็นวันใหม่

ทุกวิธีห้ามใส่พระ ยกเว้นวิธีที่8

วันที่ทำแล้วมีโอกาสเห็นมากที่สุดคือวันพุธ และ วันอาทิตย์

คนที่มีโอกาสเห็นได้ง่ายสุดคือคนที่เกิดวันพุธ วันศุกร์ และ วันอาทิตย์

ทุกวิธีอาจจะให้มีคนอื่นอยู่ด้วยก็ได้ยกเว้นบางวิธีที่จะระบุว่าคุณต้องทำคนเดียว

ทุกวิธีที่ต้องหลับตาหากคุณเปลี่ยนใจไม่อยากเห็น ให้เอาอุปกรณ์ทุกอย่างออก แล้วค่อยลืมตา

 

 

*วิธีที่1* “มองลอดใต้หว่างขา” (เห็นผี 21 คน)

1. นำใบไม้ (จากต้นใดก็ได้) ที่ร่วงลงมาจากต้นไม้ ต้องเป็นของต้นนั้นจริง ๆ และร่วมลงมาไม่ห่างจากลำต้นมากนัก หากอยู่ใกล้รากจะยิ่งดี

2. ยืนในที่โล่ง และต้องมองเห็นพระจันทร์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกหันหลังไปทางทิศตะวันตก (เพื่อเวลาก้ม
จะได้ก้มไปทางทิศตะวันตก

3. นำใบไม้ที่เก็บมา เอาไว้ในฝ่ามือ (จะทำมืออย่างไรก็ได้ แต่ห้ามพนมมือ)

4. หมุนตัวตามเข็มนาฬิกา (หมุนซ้าย) ช้า ๆ เมื่อมาหยุดที่เดิม (ทิศตะวันออกที่หันหน้าไว้ตั้งแต่แรก) ให้ท่องว่า
“พุทโธทายะ” (เหมือนผีถ้วยแก้วเลย) ทำแบบนี้ 3 รอบ (ท่อง 3 ครั้งด้วย)

***เพื่อให้เห็นภาพ*** รอบที่1 ยืนหันไปทางทิศตะวันออก หมุนซ้ายไปจนมาหยุดที่จุดเริ่มต้นแล้วท่องว่า

“พุทโธทายะ” และทำต่อไป รอบที่ 2 และรอบที่3

5. หลับตานึกถึงใบไม้ที่อยู่ในมือ กับต้นเจ้าของใบไม้ แล้วให้คิดว่าใบไม้ในมือ คือพลังงานอย่างหนึ่งที่จะเรียกวิญญาณมาได้

และนึกเอาว่าใบไม้นี้ได้ตายไปแล้วจึงได้หลุดมาจากต้นไม้ เพราะฉะนั้นเราติดต่อกับวิญญาณได้ เหมือนที่ติดต่อกับใบไม้ที่ตายแล้วใบนี้
6. ค่อย ๆ ก้มหน้าลง (ระหว่างนี้ห้ามลืมตาเด็ดขาด) เมื่อคุณก้มและพร้อมแล้ว “ให้ตั้งสติดี ๆ” แล้วลืมตา

7. แล้วผีจะมาให้เห็น
***หากเห็นอะไรห้ามวิ่ง ไม่ว่าสิ่งที่เห็นจะอยู่ไกล หรือมาประจันหน้าก็ตาม ต้องทำตามนี้ก่อน***
1. เงยหน้าขึ้น ทิ้งใบไม้ลงพื้นทันที
2. หมุนตัวทวนเข็มนาฬิกา (หมุนย้อนกลับไปทางขวานั่นเอง) 3 รอบ โดยไม่ต้องท่องอะไรเลย
3. เมื่อกลับถึงบ้านต้องล้างหน้า 3 ครั้ง ก่อนล้างให้ท่อง “พุทโธ” แล้วเป่าลมลงน้ำจึงค่อยล้างหน้าทำแบบนี้ 3 ครั้ง

 

 

*วิธีที่2* “ตัดเล็บตอนกลางคืน” (เห็นผี 12 คน)

***ขอย้ำเลยวิธีนี้ ต้องทำระหว่าง 4 ทุ่ม ถึง เที่ยงคืน เพราะต้องไม่ให้โพล้เพล้ หรือ เป็นวันใหม่”***

1. ตัดเล็บมือเท่านั้น โดยเริ่มจากนิ้วก้อย ,นิ้วโป้ง ,นิ้วนาง ,นิ้วชี้ และนิ้วกลาง (ตัดจากนอกเข้าในนั่นเอง)
โดยเริ่มตัดจากมือขวาก่อน และทำแบบเดียวกันกับมือซ้าย

*เล็บที่ตัดห้ามหักหรือขากเด็ดขาดต้องเป็นโค้งตามรูปเล็บ มิเช่นนั้นจะไมได้ผล*

2. น้ำเศษเล็กที่ตัดห่อใส่ผ้าอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นสีดำ (ต้องใช้แล้ว ไม่ใช่ผ้าใหม่)

3. นำไปวางไว้ทางทิศตะตก (เช่นเคย) ของที่พัก

4. เมื่อคุณเข้านอนได้ไม่นาน จะมีคนมานั่งตัดเล็บอยู่ตรงปลายเท้าที่คุณนอน (เสียงดัง “แก๊กๆ” นั่นแหละ) เป็นการตัดเล็บของเค้ามาคืนคุณ

5. ถ้าอยากเห็นก็ลืมตาแต่ห้ามโวยวาย เพราะเขาจะไปแล้วคุณอาจจะซวยได้ (เพราะถือว่าเค้ามาดี โดยที่เขาคิดว่าเราเอาเล็บไปแลก หรือไปเล่นกับเขา แล้วเขาก็เลยเอาของเขามาคืน

6. เมื่อคุณตื่นในตอนเข้า ให้ไปยังจุดที่คุณเอาเล็บไปวางไว้ คลี่ห่อผ้าออก จะพบเล็บของคนอื่นไม่ใช่ของคุณ

7. ให้คุณพูดเบา ๆ ว่า “ขอบคุณ” แล้วเอาไปฝังไว้ที่ใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่พักอาศัยของคุณ (แต่ห้ามทิ้งหรือเผาโดยเด็ดขาด)

 

 

*วิธีที่3* “หันหลังให้กระจกแล้วกลืนน้ำลาย” (เห็นผี 16 คน)

วิธีนี้ต้องทำคนเดียวเท่านั้น

วิธีนี้ต้องทำก่อนเที่ยงคืน 6 นาที

นาฬิกาที่คุณใช้เป็นเกณฑ์ในกาวัด ให้ยึดเรือนใดเรือนหนึ่งในบ้านได้เลย

1. ยืนหันหลังให้กระจก (ครั้งนี้จะทิศใดก็ได้) ตอนเวลา 5 ทุ่ม 54 นาที

2. กลืนน้ำลาย 1 ครั้ง ทุก ๆ 1 นาที

3. พอครบ 6 นาที หมายความว่าคุณกลืนน้ำลายไปแล้ว 6 ครั้ง และถึงเวลาเที่ยงคืนพอดี

4. หลับตาแล้วหันไปทางกระจก (จะหันซ้ายหรือขวาก็ได้แต่ช้า ๆ) แล้วกลืนน้ำลายอีกครั้ง (เป็นครั้งที่7) แล้วลืมตา และผีจะมาให้เห็น

5. เมื่อคุณต้องการยุติพิธี ให้หลับตากลืนน้ำลายอีกครั้ง เป็นอันจบพิธี

 

 

*วิธีที่4* “ดีดลูกคิดตอนกลางคืน” (เห็นผี 32 คน)

ลูกคิดที่ใช้ดีด ให้ดีดอันที่มีรางยาวที่สุดเท่านั้น

ต้องอยู่คนเดียว เพราะต้องใช้สมาธิอย่างมาก

1. ให้ลูกคิดทุกลูก ในทุกรางอยู่สุดรางที่หันมาหาตัวเรา

2. ดีดีลูกคิดขึ้นโดยให้ลูกคิดออกจากตัวทีละลูก(ต้องมีสมาธิมากๆ) ไล่ไปตั้งแต่รางแลก ไปจนรางสุดท้าย

3. ตั้งสมาธิให้ดีอย่างมาก แล้วจับรางลูกคิดตั้งขึ้น ให้ลูกคิดวิ่งกลับมาที่เดิมในตอนแรก

4. มองรอดช่องรางลูกคิด(รางใดก็ได้) แล้วผีก็จะมาให้เห็น

5. หลังจาการทำเรียบร้อยแล้ว ให้ทิ้งลูกคิดนั้นทันที *ห้าม* นำกลับมาใช้อีกเป็นเป็นอันขาด

 

 

*วิธีที่5* “เอามุ้งคลุมหัวตอนกลางคืน” (เห็นผี 6 คน)

1. เอามุ้งมาครอบหัวไว้ (หลับตาตั้งแต่ก่อนคลุมแล้ว)

2. ท่อง มะ-อะ-อุ 7 ครั้ง (อย่าลืมว่าต้องหลับตา)

3. ลืมตา แล้วผีจะมาให้เห็น

 

 

*วิธีที่6* “ใส่เสื้อกลับแล้วนอนห้อยหัว” (เห็นผี 31 คน)

ต้องทำคนเดียว

1. ใส่เสื้อโดยการเอาข้างหลังมาอยู่ข้างหน้า (ถ้ามีกระดุม ก็เอากระดุมไว้ขางหลังนั่นเอง)

2. นอนลงบนที่นอนที่สูงกว่าพื้น แล้วห้อยหัวลงมอง (เหมือนแหงนหน้า)

3. แล้วผีจะมาให้เห็น

 

 

*วิธีที่7* “แหงนหน้ามองตรงบันได” (เห็นผี 42 คน)

ต้องทำคนเดียว

1. นั่งบนบันไดชั้นบนสุด แล้วลงมาทีละขั้นทั้งที่ยังนั่งอยู่ (ใช้ก้อนลงบันได้นั่นเอง)

2.เมื่อถึงขั้นสุดท้าย ให้ยังคงนั่งอยู่ที่ขั้นสุดแล้ว แล้วจึงแหงนหน้ามองกลับขึ้นไปชั้นบนสุด

3. แล้วผีจะมาให้เห็น

 

 

*วิธีที่8* “สวมพระกลับหลัง” (เห็นผี 28 คน)

ต้องทำคนเดียว
1. สวมพระโดยคล้องสร้อยพระไว้ด้านหลัง(ให้เหมือนที่อยู่ด้านหน้าเลย)

2. ยื่นแขนซ้ายออกไปข้าง ๆ แล้วทำมุมข้อศอกโดยให้กำปั้นทิ่มลงพื้น และให้ข้อศอกตั้งฉากกับพื้น

3. มองลอดผ่านช่องแขน แล้วจะเห็น

 

 

 

ที่มา: blog.eduzones.com/rangsit/78145

โดนสุดๆ-ฮาๆ! ไปฟัง! มนุษย์ฝรั่งพูดถึงเมืองไทย กับ การใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ


มนุษย์ฝรั่งพูดถึงเมืองไทย กับ การใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ทั้งจริง ทั้งฮา!

คลิปวิดิโอ FarungStruggle คลิปสั้นๆอารมณ์ดี ฝรั่งดัฟฟี่ เป็นนิสิตจริงในจุฬาฯ และบทสัมภาษณ์นี้ของจริง ไม่มีเตี๊ยม


โดย The Gun-Chon Project กันชนไม่ชนกัน

โครงการดีๆเพื่อรณรงค์ลดอุบัติเหตุบริเวณจ­ุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ไปรับชมกันเลย

ที่มา: matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1415940936

10 เรื่องจริง “สัตว์กินคน” ที่ยิ่งกว่านิยายสยองขวัญ


คุณเคยดูภาพยนตร์จำพวกสัตว์โลกผู้ไม่น่ารักไหมครับที่เป็นหนังจำพวกปลา ฉลาม จระเข้ที่มีขนาดยักษ์แล้วหันมาทำร้ายมนุษย์โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย หากแต่โดยปกติสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่จะไม่ทำร้ายคน เพราะมันรู้ว่าหากมันล่า คนแล้วปัญหายุ่งยากจะตามมาหามันแน่
แต่กระนั้นมันก็มีหลายกรณีเหมือนกันที่สัตว์กินเนื้อเหล่านี้จะฆ่าคน กินคน หากอยู่ภายใต้เงือนไขที่เหมาะสม เช่น หิวจัด ถูกรุกรานที่อยู่ หรือนึกว่ามนุษย์เป็นแมวน้ำ(??) และหลักการที่ว่าเมื่อมันทำร้ายมนุษย์แล้วมันจะล่ามนุษย์ต่อไปเรื่อยๆ ตราบใดที่มันไม่ตาย เพราะมันรู้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มันล่าง่ายที่สุด

นี้คือ 10 เหตุการณ์สัตว์ทำร้ายมนุษย์ที่ร้ายกาจยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ที่จนกลายเป็นตำนาน

10. The lions of Njombe

เราเริ่มรายการด้วยเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของสิงโตกินคนเป็นอันดับแรก และผมก็เคยอ่านเรื่องนี้ในนิตยสารแปลก (แต่จำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ) มันเริ่มเกิดขึ้นปี 1932 ในแทนซาเนียใกล้เมืองจ็อมเบ เกิดเหตุการณ์ฝูงสิงโตยักษ์ออกมาฆ่าคนอย่างบ้าคลั่ง ตำนานมีอยู่ว่าสิงโตได้รับการควบคุมโดยแม่มดหมอผีในชนเผ่าท้องถิ่นชื่อมาตา มูลา แมนเกรา (Matamula Mangera) ที่เธอมักส่งฝูงสิงโตออกมาทำร้ายคนหากใครก็ตามที่ลบหลู่เธอหรือต่อต้านเธอ

ฝูงสิงโตของเธอนั้นได้คร่าชีวิตมนุษย์ไปถึง 1,500 ศพ (บางคนบอกว่า 2,000 คน) และนี้คือเหตุการณ์สิงโตทำร้ายมนุษย์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ และหนึ่งในกรณีของสัตว์ทำร้ายมนุษย์เลวร้ายที่สุดที่เคยบันทึกไว้ แม่มดมาตามูลามีอำนาจบาตรใหญ่มากขนาดหัวหน้าเผ่าอื่นๆ ไม่กล้ายุ่งกับเธอ

จนกระทั้งจอร์จ (George Rushby 1900-1968) นายพรานที่มีชื่อเสียงได้ตัดสินใจปราบฝูงสิงโตนั้น เขาฆ่าสิงโตไป 15 ตัวและทำให้เหตุการณ์สิงโตทำร้ายคนยุติลงในที่สุด และเรื่องราวของจอร์จได้ถูกนำมาสร้างละครกึ่งสารคดี BBC ในชื่อ “The Man-eating Lions of Njombe.” ออกอากาศในเดือนกรกฎาคม 2005

9. Two Toed Tom

“ทอมสองขา” เป็นจระเข้กินคนที่ค่อนข้างคลุมเครือ และยากจะทราบได้ว่าเรื่องของจระเข้ตัวนี้เป็นเรื่องจริงหรือเป็นแค่ตำนาน โดยจระเข้ตัวนี้เป็นตำนานของอเมริกาทางตอนใต้อาศัยอยู่ในบึ่ง terrorized ในรัฐอลาบามา ชายแดนฟอริด้า ชื่อของมันมีที่มาจาก ขาของมันมีสองเท้า เนื่องจากขาของมันหายไป (ขาด้านซ้ายทั้งสองข้าง หรือแล้วแต่ตำนานจะอ้าง) เพราะโดนกับดักเหล็กจนขาขาด และนั้นเป็นสาเหตุทำให้มันเจ็บแค้นมนุษย์ และเริ่มออกอาละวาดทำร้ายมนุษย์ในช่วงยุค 20 หลายคนอ้างว่ามันมีขนาดใหญ่กว่าสี่เมตรครึ่ง บางคนอ้างว่ามันน่ากลัวมากเหมือนมันเป็นปีศาจส่งมาจากนรกเพื่อล่าพวกเขา มันชอบกินวัวและมนุษย์ผู้หญิง (มันชอบคว้ากระชากเสื้อผ้าของพวกเขาแล้วลากลงไปกินในน้ำ)

แม้นายพรานท้องถิ่นจะมีการใช้ปืนหรือระเบิดแต่ก็ไม่สามารถฆ่ามันได้ จนกระทั้งมีนายพรานหนึ่งโยนถังที่เต็มไปด้วยระเบิด สิบห้าถังลงไปในน้ำ และจุดให้มันระเบิด ทอมก็หายไป แต่หลายคนเชื่อว่าทอมน่าจะยังมีชีวิตอยู่และรอคอยโอกาสที่จะแก้แค้นตามแบบ ฉบับของมัน และก็เป็นจริงๆ ทอมก็ปรากฏตัวมาอีกครั้ง และได้กินลูกสาวของคนโยนระเบิด และบรรดาเด็กๆของเกษตรกรที่อยู่ตามชายฝั่ง ก่อนที่มันจะหายไปไม่กลับมาอีกเลย

มีหลายคนบอกว่าเรื่องเหล่านี้น่าจะเป็นเพียงนิทานพื้นบ้าน หากแต่ชาวบ้านในละแวกนั้นบอกว่าเป็นเรื่องจริง และเชื่อว่ามันยังคงเดินเตร่อยู่ในหนองน้ำฟอริด้า

หลายปีจากนั้นมีรายงานพบเห็นมันต่อเนื่องถึง จระเข้ขนาดใหญ่สองขาอยู่เป็นระยะและที่สำคัญคือทอมไม่เคยถูกจับ

8. Kesagake

เหตุการณ์ “หมีสีน้ำตาลบุกหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึ (The Sankebetsu brown bear incident)” เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นเกี่ยวกับการโจมตีของหมีสีน้ำตาลที่เลวร้ายที่สุดใน ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ที่โจมตีหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึ เมืองโทมาม่า ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันที่ 9 เดือน ธันวาคม ถึง 14 ธันวาคม 1915 โดยสมัยก่อนนั้นหมู่บ้านแห่งนี้พึ่งจะมีคนอยู่อาศัย กำลังบุกเบิก จำนวนคนในหมู่บ้านน้อยมากและส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนป่าเขา และพื้นที่แห่งนี้ได้เป็นที่อยู่อาศัยของหมีเพศผู้ขนาดยักษ์ที่หลายคนเรียก มันว่า “เคะซากาเกะ” ซึ่งมันชอบขโมยข้าวโพด จนสร้างความรำคาญในแก่ชาวบ้าน มันเลยถูกยิงจนบาดเจ็บแล้วหนีขึ้นบนเขา

เมื่อมันหนีไป ชาวบ้านก็รู้สึกโล่งใจเพราะหมีคงจะรู้สึกกลัวคนและอยู่ห่างจากพืชผลของเขา หากแต่พวกเขาคิดผิด!!

9 ธันวาคม 1915 เวลา 10.30 น. เจ้าหมียักษ์กลับมาอีกครั้ง มันเริ่มออกปฏิบัติการแก้แค้นฉบับเลือดต้องล้างด้วยเลือด มันเลือกเหยื่อรายแรกของมันคือครอบครัวโอตะ (ota Family) ในขณะนั้นอาเบะ เมยูและฮายูมิ มิกิโอะ (Abe Mayu and Hasumi Mikio) ภรรยาของครอบครัว และทารกที่เธอดูแลอยู่ก็ถูกเจ้าหมีตัวบุกเข้ามาในบ้านเพื่อหมายฆ่าคนทั้งสอง ทารกถูกกัดศีรษะจนเสียชีวิต ส่วนฝ่ายหญิงพยายามต่อสู้โดยสาดฟืนเข้าใส่ แต่ท้ายสุดเธอก็ถูกหมีลากเข้าป่า และเมื่อชาวบ้านมาถึงที่เกิดเหตุถึงกับต้องตะลึง โดยพวกเขาบรรยายว่าเหมือนโรงฆ่าสัตว์ไม่มีผิด เพราะเลือดสาดกระจายทั้งบนพื้นและผนัง

ชาวบ้านรู้สึกโกรธแค้นหมี พวกเขาเลยจับกลุ่มสามสิบคนบุกเข้าป่าและพยายามยิงมันแต่มันก็หนีไปได้ หลังจากพวกเขาสำรวจบริเวณรอบๆ ก็พบชิ้นส่วนศพที่มีเพียงหัว และชิ้นส่วนที่เหลือของฝ่ายหญิงฝังอยู่ใต้หิมะ คาดว่าหมีคงเก็บอาหารของมันไว้กินภายหลัง และหลังจากนั้นคืนถัดมา (8.00 น.) หมีก็กลับมาที่ฟาร์มโอตะอีกครั้ง ซึ่งชาวบ้านบางส่วนได้จับกลุ่มรอเตรียมรับมืออยู่แล้ว ชาวบ้านพยายามยิงหมีแต่ว่ามันก็รอดไปอีก โชคดีเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีใครบาดเจ็บ

ในเวลาไม่นานนัก เจ้าหมีได้เลือกครอบครัว มิโซเค (Miyoke family) ซึ่งอยู่หมู่บ้านอื่นที่ไร้ทางป้องกัน (เพราะไม่นึกว่าหมีจะมา) ซึ่งเจ้าหมีตัวนี้ฆ่าคนในครอบครัวนี้อย่างโหดเ***้ยม ซึ่งเวลานั้นภรรยาที่ตั้งครรภ์ของครอบครัวยาโย (Yayo) กำลังเตรียมอาหารและได้ยินเสียงข้างนอกดังก้อง และไม่ทันที่จะตรวจสอบหมีก็บุกเข้าทางหน้าต่างแล้วเข้ามาในบ้าน หม้อปรุงอาหารพลิกคว่ำ เปลวไฟและความหวาดกลัวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เธอพยายามหนีออกจากบ้าน แต่เด็กสองคนในบ้านหนีไม่ทันจึงถูกฆ่าตาย และหญิงที่ตั้งครรภ์หนีไม่ไหวร้องขอชีวิตลูกในครรภ์ของเธอ แน่นอนมันไร้สาระ เจ้าหมีก็ฆ่าเธอเช่นเดียวกันเหยื่อก่อนหน้าของมัน

เมื่อพวกชาวบ้านมาถึงพวกเขาก็พบร่างที่เต็มไปด้วยเลือดของเด็กสองคน และหญิงและตัวอ่อนในครรภ์ทั่วพื้นดิน เจ้าหมีตัวนี้ใช้เวลาเพียงสองวันฆ่าคนทั้งหกคนจนทำให้ชาวบ้านละแวกนั้นหวาด กลัวเป็นอันมาก

หลังจากนั้นเจ้าหมีก็ถูกไล่ล่าอย่างหนัก (ระหว่างนั้นมันก็อาละวาดฆ่าคนไปไปด้วย) จนในที่สุดเรื่องก็จบลงเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมนายพรานคนหนึ่งได้ยิงหมีที่เชื่อว่าเป็นตัวต้นเหตุได้ มันมีขนาดยาวกว่าสามเมตร หนักกว่า 380 กิโล เมื่อผ่าท้องมาก็พบชิ้นส่วนมนุษย์อยู่ในกระเพาะอาหารของมัน และแล้วเหตุการณ์สัตว์โจมตีที่เลวร้ายที่สุดในญี่ปุ่นก็จบลง หากแต่ชื่อของเจ้าหมีตัวนี้ก็ปรากฏอยู่ในนิยายและละครมากมาย

ปัจจุบันหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึกลายเป็นที่ร้างคน แต่มียังมีการจำลองแสดงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีรูปจำลองของหมีและบ้านโอตะที่หมีเคยมาอาละวาดตั้งอยู่ให้นักท่องเที่ยว เข้าชม และการ์ตูนมังงะโบราณอย่าง “ไอ้เขี้ยวเงิน” หนึ่งในหมีที่เป็นศัตรูกับไอ้เขี้ยวเงินนั้น มีหมีตัวหนึ่งนำมาจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

ดูคลิปได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=u3NuxLb9udQ

7. The New Jersey Shark

คุณเคยดูหนังสัตว์ทำร้ายคนคลาสสิกเรื่อง “Jaws (1975)” ที่กำกับโดยสตีเว่นสปิลเบิร์ดไหมครับ ที่เกี่ยวกับฉลามขนาดยักษ์ทำร้ายคน ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นโดยมีเค้าโครงเรื่องจากนวนิยายเรื่อง “Jaws (1974)” ของปีเตอร์ เบนช์ลีย์ ซึ่งก็มีข้อมูลมาจากเรื่องจริง ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์หนึ่งที่เรียกขานว่า “Jersey Shore shark attacks of 1916 ” หรือ “เดอะ นิวเจอร์ซีย์ ชอร์” เป็นเหตุการณ์ฉลามขาวยักษ์ (ไม่รู้ว่ามาตัวเดียวหรือมีมากกว่าหนึ่งตัว) ทำร้ายคนอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง นอกชายฝั่งของมลรัฐนิวเจอร์ซีย์ในสหรัฐอเมริการะหว่างช่วงฤดูร้อนของ วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 12 กรกฎาคม ปี 1916

เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตไป 4 รายและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง (พูดง่ายๆ คือไม่ทราบจำนวนที่แท้จริง) เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลทำให้ชุมชนริมทะเลและรีสอร์ทรายล้อมชายหาดที่เกิด เหตุจ้องเพิ่มการป้องกันอย่างเข้มงวด ไม่ว่าการเอาตาข่ายมากันไม่ให้คนเข้าใกล้ชายหาดเลยทีเดียว

สมัยก่อนนั้นนักวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อว่าฉลามนั้นเป็นสัตว์ทำร้ายคน แต่เหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขาต้องคิดเสียใหม่ (แม้จะเป็นกรณีที่หายากมาก) โดยทุกอย่างเริ่มขึ้นที่แนวชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์เหยื่อรายแรก คือหนุ่มชาร์ลส์ แวนแซงท์(Charles Vansant) ถูกฉลามทำร้ายในน้ำตื้นมากในขณะว่ายน้ำกับสุนัข คนหลายคนเห็นฉลามทำร้ายต่างพยายามช่วยเหลือชายหนุ่มคนนั้น แต่ว่าฉลามกัดแน่นมากมันกัดจนขาของเขาฉีกขาดจนเขาขาดใจตายก่อนส่งถึงโรง พยาบาล

ห้าวันต่อมาก็มีเหยื่ออีกคน คือชาร์ลส์ (Charles Bruder) ถูกฉลามทำร้ายในขณะว่ายน้ำห่างจากชายฝั่ง ตอนแรกหลายคนคิดว่าเขากำลังพายเรือแคนูสีแดง หากแต่ความจริงคือ ฉลามยักษ์ที่เต็มไปด้วยเลือดที่มาจากขาที่ฉีกขาดของเขาต่างหาก ซึ่งกว่าจะช่วยเขาก็ไม่ทันการเสียแล้ว เพราะว่าเขาขาดใจตายก่อนที่จะขึ้นชายหาดเสียอีก

แม้ว่าจะมีพยานหลายคนบอกว่าฉลามโจมตีมนุษย์ แต่ว่านักวิทยาศาสตร์ก็แจ้งเตือนประชาชนว่า ตัวการร้ายในเหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะเป็น วาฬเพชฌฆาตหรือเต่าทะเล!! จากนั้นก็มีรายงานเห็นฉลามในพื้นที่ชายหาดใกล้นิวเจอร์ซีย์มากมาย

ในวันที่ 12 กรกฎาคมเด็กอายุ 11 ปีถูกทำร้ายโดยฉลาม และลากเขาไปใต้น้ำ คนที่เห็นเหตุการณ์พยายามเข้าไปช่วย ชายคนหนึ่ง ชื่อ สแตนเลย์ ฟิชเชอร์ (Stanley Fishe) พยายามช่วยเหลือเด็ก หากแต่เขาถูกทำร้ายโดยฉลาม และเสียชีวิตจากบาดแผลและเหยื่อที่ห้ารายสุดท้ายคือเด็กหนุ่มอายุ 14 ชื่อ โจเซฟ ดันน์ (Joseph Dunn) ที่ถูกฉลามโจมตีทั้งๆ ที่เวลาพึ่งผ่านไป 30 นาที หลังจากฉลามทำร้ายสแตนเลย์ ฟิชเชอร์ แม้ว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่เขาเป็นเหยื่อเพียงหนึ่งเดียวที่รอดจนกระ ทั้ง 14 กรกฎาคม ชายคนหนึ่งชื่อไมเคิล (Michael Schleisser) ได้จับฉลามขาวที่ยาวกว่า 2.3 เมตร หนัก 147 กิโล ได้ในอ่าวราริแทน ซึ่งฉลามตัวนี้พยายามทำร้ายเขาโดยการทำให้เรือจม แต่เขาก็ได้ฆ่ามันด้วยไม้พายที่หัก เมื่อเขาเปิดกระเพาะของมันออกก็มีชิ้นส่วนศพของหญิงสาวติดมาด้วย และหลังการจับฉลามนี้ได้ ก็ไม่มีเหตุการณ์ฉลามโจมตีในชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์อีกเลย

6. The Bear of Mysore

หมีแห่งมัยซอร์ เป็นชื่อของหมีสลอทที่ดุร้าย ก้าวร้าวจนผิดปกติ และออกอาละวาดฆ่าคนตามเมืองต่างๆ ในมัยซอร์ ประเทศอินเดีย และมันฆ่าคนอย่างน้อย 12 คนซึ่งโดยปกติแล้วหมีชนิดนี้เป็นสัตว์กลัวคน และไม่ทำอันตรายต่อใคร อีกทั้งมันไม่กินเนื้อคน ซึ่งมันชอบกินแมลงปลวก ผลไม้ และน้ำผึ้งเป็นพิเศษ แต่หมีแห่งมัยซอร์กลับทำร้ายคน ทำให้หลายคนสันนิษฐานว่า อะไรที่ทำให้มันดุร้ายถึงขนาดนี้

บางคนเชื่อว่าหมีตัวนี้โกรธแค้นที่มนุษย์ขโมยลูกของมัน บางคนเชื่อว่าคู่ของมันถูกลักพาตัวไป และบางคนเชื่อว่าสาเหตุเนื่องจากมันเคยมีประสบการณ์ที่ตกเป็นของเล่นของ มนุษย์ที่ป่าเถื่อน จะด้วยเหตุผลใดก็ตามมันก็ได้เป็นเครื่องจักรนักฆ่าโดยสมบูรณ์แบบ โดยมัน จัดการฆ่ามนุษย์กว่าโหลโดยฉีกใบหน้าเหยื่อด้วยกาม และฟันของมัน (และกินชิ้นส่วนศพบางส่วน) ซึ่งเหยื่อบางคนมีชีวิตรอดหากแต่ก็พิการโดยสมบูรณ์

มันออกอาวะลาดฆ่าคนทั้งกลางวันและกลางคืน สุดท้ายมันก็ถูกฆ่าโดย เคนเน็ธแอนเดอร์สัน (Kenneth Anderson 1910-1970 นักล่าและนักเขียนชาวอินเดียที่เขียนหนังสือหลายเล่มที่เกี่ยวกับการผจญภัย ของเขาในป่าทางใต้ของอินเดีย) ซึ่งเขาได้บันทึกความทรงจำนี้ในหนังสือ Man-Eaters and Jungle Killers

5. The Beast of Gevauden

“สัตว์ร้ายแห่งเชโวดอง” เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สัตว์ทำร้ายคนที่ลึกลับกว่าอันดับทั้งหมดในรายการของ เรา โดยเหตุการณ์นี้เริ่มเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1764 -1767 ที่เมืองเชโวดอง แคว้นโอแวร์ญ ซึ่งเป็นย่านภูเขาอยู่ในทางภาคกลางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส จู่ๆ มีสัตว์ประหลาดที่ไม่รู้ว่ามันเป็นตัวอะไรกันแน่ ออกอาละวาดไล่ฆ่าผู้คนตายไปหลายราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและสตรีที่อ่อนแอ (เหยื่อรายแรกเป็นเด็กสาว เมื่อมิถุนายน 1764)

ส่วน จำนวนของ “สัตว์ร้าย” ตัวนี้มีจำนวนไม่แน่ชัดแต่คาดว่ามันน่าจะมีตัวเดียว และรูปร่างมันมีลักษณะตามคำบอกเล่าของผู้พบเห็น ไม่ตรงกันสักราย แต่ก็พอสรุปว่ามันเหมือนหมาป่าตัวโตๆ เกือบเท่ากับวัว หัวโตมาก จมูกยาวแหลมและยื่น ขนสีเทาหูสั้นและฟันใหญ่ กรงเล็บขนาดใหญ่แหลมคม (ใหญ่กว่าหมาป่าปกติ) และหางยาวดูเผินๆ แล้วมันก็ดูเหมือนป่าหมาตัวโตๆ ที่โตมาก แต่พิเศษที่ต่างจากหมาป่าทั่วไปคือ เจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้เดินได้ด้วย 2 ขาหลัง !! เหมือนมนุษย์ ไม่มีผิด (หลายฝ่ายเชื่อว่ามันน่าจะเป็นไฮยีน่าโบราณ) โดยสถานที่มันปรากฏตัวมากที่ สุดคือปศุสัตว์และทุ่งเลี้ยงสัตว์ (และป่าเขาทางเดินสัญจร) จากรายงานมี 210 คนถูกทำร้าย 113 ตกเป็นเหยื่อเสียชีวิต และ 98 ถูกกิน ทำให้หลายคนเชิญว่าเป็นเป็นปีศาจที่มาจากนรก มีนายพรานหลายรายที่พยายามที่จะล่ามันแต่สุดท้ายก็ล้มเหลวต้องกลับบ้านด้วย มือเปล่า จนกระทั้งปี 1767 นายพรานท้องถิ่นคนหนึ่งชื่อจีน ชาลเตล(Jean Chastel)ได้จัดการเป่ามันด้วยปืนคาบศิลา (บางตำนานบอกว่าใช้กระสุนเงินยิงมันและเมื่อจัดการผ่าท้อง มันก็พบศพเหยื่อ รายสุดท้ายที่มันกินด้วย) ก่อนที่นำซาก “สัตว์ร้าย” ไปสตั๊ฟและไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ก่อนที่จะนำซากนั้นไปฝัง และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา “เจ้าสัตว์ร้าย” ก็ไม่มาอาละวาดให้ผู้คนในเชโวดองอีกเลย ตลอดกาล……….

4. The Ghost and the Darknes

ผีร้ายและความมืด เป็นชื่อของสิงโตคู่กินคนที่ออกอาละวาดฆ่าคนงานก่อสร้างแรงงานทางรถไฟจากเคน ย่าไปยูกันดา ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงธันวาคม 1898 โดยหลายคนขนานนามเหตุการณ์นี้ว่า “Tsavo maneaters” มันเริ่มขึ้นเมื่อจักรวรรดิอังกฤษกำลังแผ่ขยายอำนาจไปทั่วทวีป แอฟริกา ในเดือนมีนาคม 1898 ทางการอังกฤษได้เริ่มต้นสร้างทางรถไฟข้ามแม่น้ำซาโว ในเคนย่าโครงการนี้ควบคุมโดย พ.ตท.จอห์น เฮนรี่ แพ็ตเตอร์สัน(John Henry Patterson) ในช่วงแรกพวกคนงานต้องผจญกับสัตว์ป่าที่ทำร้ายพวกเขา เนื่องจากพวกเขาสร้างทางรถไฟในเขตป่า แต่กระนั้นในเหตุการณ์เหล่านี้ก็สามารถควบคุมได้อยู่หมัด จนกระทั้งเก้า เดือนต่อมามัจจุราชที่แท้จริงก็ปรากฏ เมื่อจอห์นได้รับรายงานจากคนงานว่าพวกเขากำลังผจญหน้ากับสิงโตคู่เพศผู้ พันธุ์ซาโว (เป็นสิงโตพันธุ์หนึ่งที่มีขนาดใหญ่และมักร่วมมือสิงโตเพศเดียวกันตัวอื่น เพื่อล่าอาหาร จุดเด่นคือมันไม่มีแผงขนที่คอ) ที่มันมักลากพวกคนงาน (ส่วนมากเป็นชาวอินเดีย) จากเต้นท์ของพวกเขาในเวลากลางคืนและกลืนพวกเขาเป็นอาหารมาหลายราย คนงานพยายามป้องกันสิงโตคู่นี้โดยการทำรั้วหนามรอบๆ ค่าย แต่ก็ไม่สามารถป้องกันมัจจุราชคู่นี้ได้เลย เพราะว่ามันฉลาดพอในการแก้ปัญหานี้ โดยการคลานผ่านรั้วลวด หนาม หลายครั้งก็ทวีความรุนแรงและน่ากลัวขึ้น เพราะมันเริ่มล่าทั้งกลางคืน กลางวัน จนทำให้คนงานหวาดกลัวพวกมันอย่างมากและเรียกขานพวกมันว่าผีร้ายและความมืด

พวกมันมีเขี้ยวที่ยาวเป็นพิเศษทำให้พวกเขาไม่เชื่อว่าพวกมันไม่ใช่สิงโต แต่เป็นปีศาจร้ายที่หลุดมาจากนรก ในขณะที่บางคนเชื่อว่าสิงโตนี้เป็นร่างเกิดใหม่ของกษัตริย์โบราณของท้องถิ่น ที่พยายามขับไล่ผู้รุกรานอังกฤษ (เป็นความเชื่อของแอฟริกาตะวันออกที่เชื่อว่าสิงโตเป็นร่างกลับชาติมาเกิด ของกษัตริย์) คนงานหลายคนลังเลที่จะสร้างสะพานต่อ และบางคนหนีออกจากค่ายดีว่าจะรอเป็นเหยื่อของสิงโตปีศาจ

เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลทำให้จอห์นต้องหยุดงานทำสะพาน และเริ่มออกล่าสิงโตคู่นี้ชนิดเอาเป็นเอาตาย เขาวางกับดักและพยายามเกาะรอย ดักฆ่ามันในตอนกลางคืนจากต้นไม้ แต่กระนั้นจอห์นก็ไม่สามารถฆ่าสิงโตคู่นี้ได้เสียที จนกระทั้งเขายิงสิงโตตัวแรกได้เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 1898 (เขาใช้เวลานานถึง 9 เดือน) และสามสัปดาห์ต่อมาเขาก็ฆ่าสิงโตตัวที่สองได้ โดยสิงโตทั้งสองตัวมีขนาดใหญ่ถึง 3 เมตร (วัดจากจมูกถึงปลายหาง) นอกจากนี้จอห์นและคณะยังพบถ้ำที่เป็นที่อยู่ของมันซึ่งได้พบซากของผู้ตกเป็น เหยื่อของสิงโตจำนวนมาก มีทั้งกระดูก เสื้อผ้าและเครื่องประดับ

หลังจากที่จอห์นจัดการสิงโตทั้งคู่ได้สำเร็จ เขาก็กลับมาทำสะพานต่อจนสำเร็จลุล่วงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1899 และจอห์นได้เขียนหนังสือที่เล่าเหตุการณ์นี้ในชื่อ “The Man-Eaters of Tsavo(1907)” โดยจำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อสิงโตคู่นั้น ไม่สามารถระบุด้ชัดเจน แต่หลายคนเชื่อว่าเหยื่อน่าจะสูงถึง 135-140 คนหรือมากกว่านั้น ในปี 1924 ขนสตั๊มฟ์ของสิงโตคู่นี้ถูกขายให้พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่ชิคาโกในราคา 5,000 เหรียญสหรัฐ ในสภาพดีมาก

3. The Panar Leopard

จริงอยู่ที่เสือดาวนั้นเป็นชนิดที่มีขนาดเล็กในจำนวนสัตว์ตระกูล “แมวใหญ่” และมักไม่ทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่กว่ามัน หากแต่ที่จริงแล้วเสือดาวนั้นเป็นนักล่าเก่าแก่ที่สุดที่เรารู้จักจากการพบ ฟอสซิลกระดูกญาติๆ ของมันก็บ่บอก
ได้ว่าเจ้าแมวลายตัวนี้เคยรับประทานบรรพบุรุษของมันมากกว่าสามล้านปีที่ผ่านมา

ดังนั้นขอเพียงแค่อยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมล่ะก็แมวดำจะทำร้าย มนุษย์ทันที และเมื่อมันพบว่ามันพอใจเนื้อมนุษย์มากกว่าอาหารอื่นๆ มันจะกลายเป็นเครื่องจักรสังหารอย่างแท้จริง เหมือนในกรณีเสือดาวแห่งพานาร์ซึ่งเป็นเสือดาวกินคนที่ออกล่ากินคนในช่วง ศตวรรษที่ 20 ในอำเภอคามาออน (Kamaon) ทางภาคเหนือของอินเดีย ที่ว่ากันว่ามันฆ่าและกินคนถึง 400 คน แต่สุดท้ายวลีที่ว่า “สุดท้ายมนุษย์ก็ยังเป็นสัตว์ที่น่ากลัว” นั้นคงจะจริง เพราะเจ้าเสือดาวนั้นได้พลาดท่า ถูกกระสุนนายพรานจนได้รับบาดเจ็บ มันหนีเข้าป่าและไม่ล่ามนุษย์อีกเลย และในปั่นปลายชีวิตสุดท้ายของมันทำได้แต่เพียงหนีนักล่าที่ไล่ล่ามันเท่า นั้นและผลสุดท้ายมันก็จบชีวิตในปี 1910 โดยนักล่าในตำนานจิม คอร์เบ็ตต์ (Jim Corbett 1875-1955 นายพรานชาวอังกฤษ นักล่า นักอนุรักษ์ และนักธรรมชาติวิทยา ที่มีชื่อเสียงในการฆ่าเสือและเสือดาวกินคนในประเทศอินเดีย เขาได้เขียนหนังสือ Man-Eaters of Kumaon ที่เล่าประสบการณ์ของเขาในการล่าเสือดาวแห่งพานาร์ จนโด่งดัง และอินเดียได้ตั้งชื่อเขตอุทยานแห่งชาติในคามาออนเป็นชื่อของเขาเพื่อ เกียรติต่อเขาในปี 1957)

2. The Champawat Tigress

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ชายแดนประเทศเนปาลและเมืองคาเมออน ประเทศอินเดียและ ได้เกิดอสูรกายซึ่งเป็นเสือเบงกอลตัวหนึ่งไล่ล่าคนจำนวนมาก มันชอบซุ่มทำร้ายคนกลางป่าเขา มีชายหญิงและเด็กตกเป็นเหยื่อมากมาย หลายคนเริ่มออกมากล่าวขนานมันว่ามันเป็นปีศาจหรือสิ่งที่ลงมาจากเบื้องบน เพื่อลงโทษพวกเขา มันชื่อ “เสือร้ายแห่งซัมพาวัต” และที่น่าสนใจคือ “มันเป็นเสือตัวเมีย”

เสือร้ายแห่งซัมพาวัตได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเสือที่ฆ่าคนกว่า 436 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นการอ้างในเอกสารการเสียชีวิตของราชการเนปาลและ อินเดีย แต่กระนั้นมันก็ได้ถูกจารึกชื่อว่าเป็นสัตว์ตัวเดียวที่ฆ่ามนุษย์มากที่สุด ในโลก หลังจากที่มันฆ่าคนกว่า 200 คนในเนปาล ส่งผลทำให้ทางรายการไม่อยู่เฉย พวกเขาจัดการส่งกองทัพแห่งชาติเนปาลข้ามพรมแดนอินเดียเพื่อไปฆ่ามัน และนี้คงเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่มีการใช้ทหารจำนวน มากในการฆ่าสัตว์เพียงตัวเดียวแต่ปรากฏว่าล้มเหลวและกลายเป็นว่ามันกลับ เพิ่มชื่อเสียงให้แก่เสือตัวนี้ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น มันเพิ่มความกล้าหาญถึงขั้นข้ามพรมแดนเข้าสู่หมู่บ้านชัมพาวัต ประเทศอินเดีย มันโจมตีกลางวันแสกๆ และหากินรอบๆ หมู่บ้านจนทำให้ชาวบ้านไม่กล้าออกจากกระท่อม และพวกเขามักหวาดกลัวทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียงคำรามของมัน

จนทางการอินเดียถึงขั้นเขียนป้ายเตือนว่าจุดนี้เป็นสถานที่ของเสือแห่ง ซัมพาวัตออกมาโปรดเลี่ยงใช้เส้นทางอื่น และรัฐบาลอินเดียติดประกาศหานายพรานมือฉมังไปจัดการอย่างเร่งด่วน สุดท้ายเจ้าเสือตัวนี้ก็ถูกยิง โดยจิม คอร์เบ็ตต์ (คนเดียวกับอันดับ 3) ในปี 1911 ซึ่งการกระทำครั้งนี้ทำให้ชาวบ้านยกย่องเขาจนเปรียบเสมือนพราหมณ์ที่เบื้อง บนส่งมาโปรด (นอกจากนั้นเขายังไม่เอาเงินรางวัล)และเรื่องราวประสบการณ์เหล่านี้ได้ถูก เขียนในหนังสือ Maneaters of Kumaon (1944)

1. Gustave

จากอันดับทั้งหมดส่วนใหญ่สัตว์ที่ฆ่ามนุษย์นั้นมักพบจุดจบด้วยฝีมือ มนุษย์ทั้งสิ้นหากแต่ยกเว้นสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง มันคือ “กุสตาฟ” จระเข้แม่น้ำไนล์ ยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกาและของโลก (จระเข้เลี้ยงและใหญ่ที่สุดอยู่ในประเทศไทยยาว 6 เมตรเช่นกัน) มันอาศัย และอาละวาดคนในบริเวณแม่น้ำลูซิซิและชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลสาป แทนแกนยิกา ประเทศบุรุนดี ทวีปแอฟริกาด้วยความยาวกว่าหกเมตร (ในปี 2004 มีการประมาณว่า มันมีอายุ 60 ปี ยาวกว่า 6.1 เมตร หนักกว่า 1 ตัน จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่หลายคนขนานนามว่ามอนสเตอร์แห่งแอฟริกา รวมไปถึงมันเป็นสัตว์นักล่ากินคนด้วยมัน ได้ฆ่าคนกว่า 300 คนและอาจมากขึ้นในอนาคต เพราะจนบัดนี้มันยังคงมีชีวิต ไม่ได้หายไปไหน และไม่ได้ถูกฆ่าแต่อย่างใด และมันเป็นสัตว์ฆ่ามนุษย์เพียงตัวเดียวที่ยังเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจชีวิต อยู่ ( เหยื่อ 300 รายนั้นไม่ได้ถูกบันทึกเป็นทางการ ซึ่งอาจเป็นการกล่าวอ้างที่เกินจริงของคนพื้นเมือง)

กุสตาฟถูกตั้งชื่อโดย แพทริช เฟย์ (Patrice Faye) ชาวฝรั่งเศสที่ตั้งถิ่นฐานในบุรุนดีและพยายามที่จะจับมันตั้งแต่ปี 1998 ซึ่งเขาพยายามนำกรงเหล็กใหญ่ล่อมัน แต่จระเข้นั้นฉลาดมาก ไม่เคยหลงกลติดกับแม้แต่หนเดียว แถมมันเยาะเย้ยทีมงานของแพทริชอีก แต่กระนั้นภาพของมันก็ถูกบันทึกออกอากาศทาง PBS

พฤษภาคม 2004

ชาวบ้านในท้องถิ่นต่างบอกว่าสาเหตุที่มันล่ามนุษย์นั้น เพื่อความสนุกสนานของมันเท่านั้น หลักฐานคือเอกลักษณ์ประจำตัวมันคือเมื่อมันฆ่าเหยื่อที่เป็นมนุษย์แล้วมันจะ เหลือซากทิ้งไว้ไม่ได้กินหมดแต่อย่างใด อีกทั้งมันฉลาดมากเพราะเมื่อมันฆ่าคนแล้วมันจะหายไปอาจนานเป็นเดือนหรือเป็น ปีมันจะออกมาอีกครั้งในสถานที่แตกต่างกันเพื่อฆ่าอีกครั้ง จนไม่มีคาดการได้ว่ามันจะปรากฏที่ใด นอกจากเจ้าจระเข้นี้ยังมีความต้องการอาหารมากกว่าปกติ ถึงขั้นฆ่าช้างน้ำฮิปโปโปเตมัสตัวเต็มวัยได้ (ฮิปโปโปเตมัสเป็นสัตว์อันตรายมาก และเป็นสัตว์ที่จระเข้ไม่กล้ากินพวกมันและพยายามหลีกเลี่ยง) เกราะร่างกายของเจ้ากุสตาฟนั้นเต็มไปด้วยรอยแผลนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น มีด หอก หรือแม้กระทั้งอาวุธปืน มันสามารถเอาชีวิตได้แม้ว่าจะมีนายพรานหรือทหารติดอาวุธมาล่ามันก็ตาม และตำนานของมันได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง  Primeval (ชื่อไทย โคตรเคี่ยมสะพรึงโลก) และคลิปที่อยู่ท้ายอันดับนี้ผมแนะนำให้ทุกท่านได้ดู ถึงความยิ่งใหญ่และความน่ากลัวที่หลายคนขนานนามว่า “โครตไอ้เข้”
http://www.youtube.com/watch?v=s6u0qYUfUwc&feature=player_embedded

0. บ้านน้ำจืด


http://www.paknamlangsuan.com/forum/index.php?topic=209.0

ย้อนกลับมาในประเทศไทยที่ คลองบางมุด บ้านหนองไก่ปิ้ง ต.นาขา อ.หลังสวนจ.ชุมพร ในปี 1964 ในสมัยนั้นชาวบ้านในพื้นที่แห่งนั้นยังคงอาศัยเส้นทางน้ำเป็นสายตามประสาชาว ชนบท แต่แล้ว เมื่อจู่ๆ มีจระเข้พันธุ์ทองหลาง (จระเข้น้ำเค็มชนิดหนึ่ง) ยักษ์ขนาด 4 เมตร ออกอาละวาดทำร้ายคนริมตลิ่ง และไล่กัดเรือที่สัญจรไปมา จนชาวบ้านไม่กล้าพายเรือในแม่น้ำดังกล่าวหากไม่จำเป็น

ในเย็นวันหนึ่งของเดือนกันยายนชาวบ้านคนหนึ่งชื่อนายอุดม ลงอาบน้ำในคลองและเขาก็ถูกจระเข้ยักษ์คาบไปกินต่อหน้าต่อตาต่อหน้าชาวบ้าน นับสิบ รุ่งเช้าพบศพนายอุดม ลอยอืดขึ้นมาเขาถูกกินเฉพาะส่วนท้อง ต่อมานายอินชาวเขมรได้นำเรือเล็กเพื่อไปตัดจากเพื่อนำมามุงหลังคาบ้าน ก็ถูกจระเข้ยักษ์โจมตีเรือและคาบขาลงไปในในน้ำต่อหน้าต่อตาภรรยาของเขา รุ่งขึ้นศพนายอินลอยขึ้นมา ก็พบว่าถูกกินเฉพาะส่วนท้องเช่นเดียว ข่าวจระเข้ฆ่าคน 2 ศพได้แพร่กระจายไปทั่วจังหวัดและถูกขึ้นหัวข้อข่าวหนังสือพิมพ์และขนานนาม ว่า “ไอ้ด่างบางมุด” เนื่องจากจระเข้ยักษ์ตัวนี้มีสีดำทั้งส่วนลำตัวและส่วนหัว ยกเว้นที่คอเท่านั้นที่มีสีขาวคาดอยู่รอบลำคอจึงเป็นที่มาของชื่อของชื่อดัง กล่าว และหลายคนเชื่อว่ามันคือ “ไอ้ด่างเกยชัย” จระเข้ในตำนาน ที่เคยอาละวาดกินคนที่แม่น้ำน่าน บ้านเกยชัย จ.นครสวรรค์ (ปัจจุบันคือ ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์) เมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 และมันกลับมาอีกครั้งเพื่อแก้แค้นมนุษย์

ผลจากข่าวดังกล่าวทำให้หลายคนเดือดดานและพยายามฆ่ามันโดยใช้ระเบิดน้ำ เพื่อบังคับมันออกมา แต่กลับเป็นว่าไปเพิ่มความโกรธของมันยิ่งขึ้นไปอีก จนมันอาละวาดไล่กัดกินคนไปทั่ว ในขณะที่ทางประชาชนเร่งรัดทางราชการให้หาทางกำจัดมันให้ได้ ซึ่งมีนักล่าจากทั่วทุกสารทิศต่างมา ณ ที่แห่งนี้เพื่อจัดการมันแต่สุดท้ายก็ล้มเหลวต้องกลับบ้านด้วยมือเปล่า จนเมื่อเวลาผ่านไปชื่อเสียงของ “ไอ้ด่าง” ก็เลื่องลือไปทั่วทั้งประเทศ ความโด่งดังของมันถึงขนาดมีคณะถ่ายทำภาพยนตร์ไล่ตามพรานจระเข้เพื่อถ่ายทำ เป็นภาพยนตร์สารคดีไปทุกระยะเตรียมส่งฉายทั่วโลก สุดท้ายทางการถึงขั้นกวาดล้างครั้งใหญ่โดยฆ่าตามแหล่งที่อยู่และฆ่าจระเข้ ทุกตัวในบางมดจนสิ้น จนเจ้าด่างต้องหนีไปอาละวาดที่คลองเขาปีบ (เป็นคลองแยกไปจากคลองบางมุดจนมันถูกปราบโดยซึ่งถูกปราบได้ด้วยลูกระเบิดของ นายตำรวจ ส.อ.ห้วง พิมาน เมื่อผ่าท้องจระเข้ยักษ์ก็พบหัวกะโหลกมนุษย์ถึง 2 หัว แสดงให้เห็นว่านอกจากมันฆ่าคนสองคนแล้วมันยังกินคนอีกหลายคนด้วย

จนถึงทุกวันนี้เรื่องราวเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวบ้านคลอง บางมุดตลอดมา และในปี 2005 ก็ถูกนำมาดัดแปลงสร้างภาพยนตร์เรื่อง โคตรเพชฌฆาต (The Brutal River) กำกับโดย อนัต ยวงเงิน

ที่มา : chanaview.wordpress.com

แปลกแต่จริง !! รวม 6 เรื่องปริศนาเร้นลับสะเทือนโลก เหนือธรรมชาติ


รวมเรื่องจริงและทฤษฎีเบื้องหลัง 6 ปริศนาเร้นลับสะเทือนโลกที่ยังไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้แน่ชัด

เชื่อว่าคนเราหลายๆคนต้องชื่นชอบเรื่องเร้นลับกันเป็นธรรมดา ยิ่งน่าพิศวงมากเท่าไร่ก็ยิ่งถูกใจ แม้ว่าปัจจุบันเราจะเป็นมนุษย์ยุคศตวรรษที่ 21 แล้ว แต่ถึงอย่างไรเราก็ยังชอบเรื่องราวที่ดูเหมือนจะท้าทายหลักตรรกะและความเป็นจริง แล้วเอาไปเชื่อมโยงกับสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติอยู่ดี ส่วนจะเชื่อไม่เชื่อหรืออย่างไรนั้น คงต้องแล้วแต่คุณตัดสินใจเองแล้วล่ะ

ปริศนาเทือกเขาดยัตลอฟ: เรื่องจริง

ในคืนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1959 กลุ่มนักสกีและปีนเขาวัยรุ่นรวม 9 คนได้เสียชีวิตลงอย่างเป็นปริศนาที่ในแถบเทือกเขาอูราล บนภูเขาโคแลตสแยกหล์ หรือที่ขึ้นชื่อว่า “เมือกเขามรณะ” ในรัสเซีย ทีมนักสืบสวนระบุว่าพวกเขาจำนวนหนึ่งฉีกเต็นท์ที่พักออกมาทั้งๆที่ไม่ได้สวมรองเท้า แล้วยังลุยหิมะหนาท่ามกลางอุณหภูมิ -30 °C แต่สภาพศพก็ไม่ได้แสดงหลักฐานของการดิ้นรนใดๆ นอกเสียจากว่าพวกเขาต่างก็อยู่ในสภาพที่เกือบจะไม่ได้สวมเสื้อผ้า บางคนถึงขนาดสวมแต่กางเกงใน  มี 2 คนที่กะโหลกศีรษะร้าว, 2 คนซี่โครงหัก และอีก 1 คนที่ลิ้นหายไป ผลการชันสูตรผมว่ามี 6 คนที่เสียชีวิตจากความหนาว ส่วนอีก 3 คนเสียชีวิตเพราะได้รับบาดเจ็บรุนแรง

Photo

ไม่มีผู้รอดชีวิตจากเหตุดังกล่าว แต่ภาพที่ได้จากฟิล์มที่พบในสถานที่ตั้งแคมป์ แสดงให้เห็น อิกอร์ ดยัตลอฟ หัวหน้าทีม ที่ยืนอยู่ห่างไปด้านหลัง ขณะที่ ยูริ นูดิน (คนกลาง) กำลังสวมกอดเพื่อบอกลากับ ลยุดมิลา ดูบินิน่า ก่อนที่จะถอนตัวออกจากการเดินทางก่อนเพราะมีอาการเจ็บป่วย

บางคนระบุว่าสาเหตุเกิดมาจาดการทดลองอาวุธที่พวกทหารพยายามปกปิด ผู้ที่ไปร่วมงานศพของทีมนักปีนเขาผู้เสียชีวิตระบุว่า ผิวของผู้ตาย 5 คนมีสี “น้ำตาล-แทนเข้ม” ในขณะที่คนอื่นๆสวมใส่เสื้อผ้าที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีเข้มข้น นักปีนเขาอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปจากสถานที่เกิดเหตุราว 50 กม. ในคืนเดียวกันนั้นระบุว่า พวกเขาเห็นลูกไฟสีส้มบนท้องฟ้า แต่ต่อมาก็ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจรวดมิสไซล์ R-7

Photo

สาเหตุที่จะเป็นไปได้ที่สุดก็คือ หิมะถล่ม ที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมแคมป์ที่พักถึงถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ โดยนักปีนเขาผู้เคราะห์ร้ายอาจจะต้องหาทางเอาชีวิตรอด จึงฉีกเต็นท์หนีออกมา แล้วก็ต้องเผชิญกับความหนาวเหน็บ สภาวะร่างกายสูญเสียความร้อนอาจจะส่งผลให้เกิดภาพหลอนทำให้สมองทำงานผิดเพี้ยนไปในทิศทางตรงกันข้าม คือทำให้คิดไปว่าตัวเองรู้สึกอบอุ่นจนอยากถอดเสื้อผ้าออก พวกเขาหลายๆคนจึงอยู่ในสภาพที่สวมใส่เสื้อผ้าได้ไม่เรียบร้อยดีนัก และนั่นยิ่งทำให้ร่างกายยิ่งสูญเสียความร้อนรุนแรงมากขึ้นไปอีกจนกระทั่งเสียชีวิต ส่วนเรื่องอาการบาดเจ็บทางร่างกายและลิ้นที่ขาดหายไปก็คาดว่าน่าจะเกิดจากหิมะถล่ม หรือไม่ก็ตอนที่พยายามหนีจากหิมะถล่ม และการที่ร่างของพวกเขาต้องนอนอยู่กลางสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้สัตว์ต่างๆเข้ามาทำร้ายหรือกัดกินได้นั่นเอง

แต่แม้ทฤษฎีหิมะถล่มจะฟังดูสมเหตุสมผลมากแค่ไหน ถึงอย่างไรเราก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมเสื้อผ้าของเหยื่อบางคนถึงได้ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีเข้มข้นได้อยู่ดี?

ปริศนาหน้ากากตะกั่ว: เรื่องจริง

ในช่วงบ่ายของวันที่ 20 สิงหาคม 1966 เด็กหนุ่มคนหนึ่งได้ขึ้นไปเล่นว่าวที่ภูเขาวินตัม ในรีโอเดจาเนโร บราซิล แล้วบังเอิญไปพบศพของชาย 2 คนนอนอยู่ข้างๆกัน ปกคลุมด้วยหญ้าเล็กน้อย โดยที่ทั้ง 2 ร่างต่างก็สวมชุดสูท, เสื้อโค้ทกันน้ำ และหน้ากากตะกั่วปิดตาแบบเดียวกับที่ใช้เพื่อป้องกันรังสี ที่ข้างๆร่างทั้ง 2 ตำรวจได้พบขวดน้ำเปล่า, ผ้าเย็นสองห่อ รวมทั้งสมุดโน้ตที่จดบันทึกข้อความไว้ว่า ” 16.30 ไปยังสถานที่ที่ได้ตกลงไว้ 18.30 กลืนแคปซูล, ผลกระทบ, โลหะป้องกัน, รอสัญญาณ”

ชายทั้ง 2 ถูกระบุว่าเป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคไฟฟ้าชื่อ มานูเอล เปไรรา เดอ ครูซ และ มิเกล โจเซ วิอานา ที่เดินทาง 260 กม. มายังเมืองรีโอจากบ้านของพวกเขา พยานระบุว่าทั้ง 2 ได้ซื้อเสื้อโค้ทและน้ำจากร้านค้าในละแวกนั้น พยานคนที่เห็นชายทั้ง 2 ในขณะที่ยังมีชีวิตเป็นคนสุดท้ายให้ปากคำไว้ว่า นายมิเกล ดูกังวลเรื่องเวลาเอามากๆ เพราะเขาคอยมองดูนาฬิกาข้อมือของตัวเองอยู่บ่อยครั้ง

Photo

กว่าที่เจ้าหน้าที่จะสามารถเข้าไปทำการชันสูตรได้ ร่างทั้ง 2 ก็อยู่ในสภาพที่เริ่มย่อยสลายจนเกินกว่าที่จะตรวจสอบปริมาณสารพิษในร่างกายได้แล้ว สภาพศพก็ไม่ได้แสดงถึงอาการบาดเจ็บใดๆ จึงไม่สามารถระบุถึงสาเหตุการตายของชายทั้ง 2 คนได้ บางคนเชื่อว่าชายทั้ง 2 ถูกลวงมายังที่เกิดเหตุซึ่งเป็นจุดห่างไหลโดยบุคคลที่สามแล้วถูกฆาตรกรรม บางคนเชื่อว่าเขาทั้ง 2 คือผู้เดินทางข้ามผ่านเวลามา แล้วหน้ากากตะกั่วและโค้ทกันฝันก็เป็นของที่จะถูกใช้ระหว่างการเดินทางข้ามเวลานั้นๆ ส่วนทฤษฎีที่เป็นที่พูดถึงกันมากที่สุดก็คือ พวกเขาเป็นผู้ที่คลั่งไคล้ยานต่างดาวหรือ UFO และกำลังออกตามหายานต่างดาวอยู่ แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าทำไมพวกเขาถึงเสียชีวิต

Photo

น่าแปลกที่อาคารพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย ผลงานของสถาปนิกชื่อดัง Oscar Niemeyer ซึ่งมีรูปร่างคล้ายยานต่างดาว (ดังภาพ) ก็สร้างขึ้นเสร็จที่เมืองรีโอฯในปีเดียวกันนั้น ราวกับว่า นี่แหละคือสิ่งที่นายมานูเอลและมิเกลต่างก็เฝ้ารออยู่เมื่อตอนก่อนจะเสียชีวิต

ปริศนาเรือแมรี่เซเลสต์: เรื่องจริง

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 1872 ลูกเรือเ ดอี กราเซีย สัญชาติแคนาดาได้พบเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติอังกฤษ-อเมริกาชื่อ แมรี่เซเลสต์ ลอยลำอยู่ใกล้ๆกับหมู่เกาะอะซอเรส กลางมหาสมุทรแอตแลนติก โดยไม่มีลูกเรืออยู่บนเรือเลยซักคนเดียว ทั้งๆที่สภาพอากาศก็ปกติดี และตัวเรือก็สามารถใช้เดินทางได้แถมยังมีเสบียงอาหารและน้ำที่จะใช้ไปได้นานถึง 6 เดือน สินค้าที่บรรทุกมาก็ไม่ได้สูญหาย แม้แต่ของมีค่าของลูกเรือก็ยังคงอยู่ดีไม่มีใครแตะต้อง แต่เป็นลูกเรือทั้งหมด 7 คนที่หายตัวไปอย่างไม่เป็นเหตุเป็นผลเอาซะเลย

Photo

ตัดทฤษฎีเรื่องที่ว่าเอลี่ยนลักพาตัว, สัตว์ประหลาดยักษ์กลางทะเล, สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา, โจรสลัด, การกบฎบนเรือทิ้งไปได้ เพราะสาเหตุที่น่าจะอธิบายการหายตัวไปของ กัปตันบริกส์ (คนซ้าย), ลูกสาววัย 2 ขวบ โซเฟีย (คนกลาง), ภรรยา ซาราห์ (คนขวา) และลูกเรืออีก 4 คนน่าจะเกิดมาจากสินค้าที่พวกเขบรรทุกมาบนเรือนั่นเอง จากแอลกอฮอล์ทั้งหมด 1,071 ถัง มีการพบว่า 9 ถังในนั้นว่างเปล่า เลยเชื่อกันว่าแอลกอฮอล์ในนั้นเกิดระเหยออกมาทำให้กัปตันและลูกเรือเกิดความหวาดกลัวว่าเรือทั้งลำจะระเบิด ลูกเรือทั้งหมดจึงหนีไปลงเรือชูชีพและไม่เคยได้กลับไปถึงฝั่งอีกเลย

Photo

ปริศนาเรือเหาะเล็ก L-8 ตก: เรื่องจริง

ระหว่างการออกบินลาดตระเวนตามปกติในเช้าของวันที่ 16 สิงหาคม 1942 เรือเหาะเล็ก L-8 ของกองทัพเรือสหรัฐฯได้ลอยลำออกนอกเส้นทางลาดตระเวนเหนือมหาสมุทรแปซิฟิคเข้าสู่แผ่นดิน ก่อนจะไปตกที่ในเดลีซิตี แคลิฟอร์เนีย บานประตูเรือถูกเปิด และกลอนนิรภัยที่ทำหน้าที่ปิดล็อคทางเข้าออกกลับหลุดเสียหาย ร้อยโทเออร์เนสต์ เดวิทท์ โคดี และนายธง ชาร์ลส์ เอลลิส อดัมส์ 2 ลูกเรือมากประสบการณ์กลับสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย เรือเหาะลำดังกล่าวถูกขนานนามว่าเป็น “เรือเหาะผี” หลังจากหายสาบสูญไปนานหลายปี ทางการก็ประกาศให้ลูกเรือทั้ง 2 คนถือว่าเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ

Photo

มีการคาดเดาต่างๆนานาถึงสาเหตุของปริศนาครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเอเลี่ยนลักพาตัว หรือแผนการปกปิดของรัฐบาล แต่ก็มีคำอธิบายหนึงที่น่าจะเป็นไปได้ที่สุดและก็น่าเศร้าที่สุดว่า ลูกเรือคนหนึ่งอาจจะพลัดตกขณะพยายามซ่อมภายนอกตัวเรือเหาะ และพอลูกเรือคนหนึ่งพลัดตกไปแล้ว ก็เกิดทำให้เรือเหาะเสียสมดุลย์อย่างกะทันหันจนพลิกหมุนกลางอากาศ ทำให้ลูกเรือคนที่เหลือพลัดตกตามลงไปจากประตูที่ถูกเปิดทิ้งไว้

Photo

ปริศนานายเบนจาแมน ไคลย์: เรื่องจริง

ชายที่รู้จักกันในชื่อของ เบนจาแมน ไคลย์ ถูกพบเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2004 ที่หลังร้านเบอร์เกอร์คิงในจอร์เจีย สหรัฐฯ โดยที่เขาไม่ได้สวมเสื้อผ้า, ไม่มีบัตรประชาชน และไม่มีความทรงจำใดๆหลงเหลืออยู่ แพทย์ตรวจพบว่าเขามีอาการความจำเสื่อม แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้ง FBI จะร่วมเข้าช่วยเหลือเพื่อตามหาญาติและตัวตนที่แท้จริงของเขา ก็กลับล้มเหลว ตอนนี้ ไคลย์ เลยเป็นพลเมืองชาวอเมริกันเพียงคนเดียวที่ถูกระบุว่าหายสาบสูญ แม้ทุกคนจะรู้ว่าตอนนี้เขากำลังพักอาศัยอยู่ที่ไหน เขาเอาชื่อ เบนจาแมน ไคลย์ มาจากอักษรย่อของร้าน เบอร์เกอร์คิง (B.K.) เขาใช้ชีวิตโดยที่ไม่มีเลขประจำตัว เลยไม่สามารถเข้าทำงานหรือแม้แต่ขอใช้บริการในสถานพักพิงของคนเร่ร่อนได้

Photo

แตกต่างจากปริศนาเรื่องอื่นตรงที่ว่า เรื่องราวของเบนจาแมน ไคลย์ยังมีความเป็นไปได้ที่จะจบลงอย่างสวยงาม ตอนนี้ ไคลย์ มีเพื่อนผู้หวังดีมากมายที่ช่วยกันตามหาว่าเขาเป็นใคร หนึ่งในนั้นคือ ศิลปินชื่อดัง มิเกล เอนดารา (คนซ้าย) ที่ขายผลงานภาพวาดรูปไคลย์เพื่อนำรายได้มาช่วยในการค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเขา ภาพยนตร์สั้นเรื่อง ‘Finding Benjaman’ ผลงานของ จอห์น วิคสตรอม ได้รับการนำไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ฯลฯ รวมทั้งมีการเปิดเว็บไซต์ findingbenjaman.com สำหรับภารกิจนี้โดยเฉพาะ

Photo

ปริศนาเจ้าสาวศพสวย: เรื่องจริง

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 1930 มีหุ่นโชว์เสื้อชุดเจ้าสาวที่เหมือนจริงแบบสุดๆปรากฏขึ้นที่ในร้านค้าที่ชิฮวาฮวา เม็กซิโก ซึ่งความเหมือนจริงดังกล่าวทำให้เป็นที่กล่าวขานกันทั่วทั้งหมู่ชาวเมืองทันที มีการเทียบใบหน้าของหุ่นว่าคล้ายคลึงกับใบหน้าของ Pascuala Esparz เจ้าของร้าน แล้วข่าวลือก็ลุกลามกันไปต่อว่าอันที่จริงแล้ว หุ่นโชว์เสื้อดังกล่าวเป็นศพของลูกสาวเจ้าของร้าน ผู้ซึ่งเสียชีวิตในงานแต่งงานของตัวเองเนื่องจากถูกแมงมุมแม่หม้ายดำกัดเมื่อก่อนหน้านั้นไม่นาน และได้ผ่านกระบวนการรักษาสภาพเป็นอย่างดี ทุกวันนี้ผู้คนมากมายจากทั่วโลกก็ยังคงเดินทางมีที่นี่เพื่อชม ‘La Pascualita’ หุ่นเจ้าสาวที่มีรายละเอียดเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็นแค่หุ่น

Photo

Photo

จากรูปนี้แล้วคุณคิดว่าเป็นหุ่นหรือเปล่า? เพราะเราคิดว่านี่คือหุ่นจริงๆไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น การรักษาสภาพศพไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ แม้จะรักษาสภาพได้ดีแค่ไหน ยังไงก็ต้องมีอะไรที่เปื้อนซึมออกมาบ้างเสมอๆ ทำให้ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะจับเอามาสวมชุดสีขาวตลอดเวลาเช่นนี้ เราเลยมองว่าน่าจะเป็นแค่ตำนานหนึ่งที่ผู้คนในเมืองบอกต่อๆกันมา และพวกเขาก็ปล่อยให้เชื่อกันเช่นนั้นเพราะกลายเป็นเรื่องบันเทิงไปแล้ว

ที่มา: msn.com/th-th/news/other/รวมปริศนาเร้นลับสะเทือนโลก/ss-AADN6z?ocid=UP97DHP#image=1

20 ภาพแปลกๆที่คิดว่าตัดต่อแต่ที่จริงไม่ใช่ !!!!!


 

20.Scientists Combine Human and Slinky DNA
 

สิ่งที่เราเห็นเหมือนจะเป็นแอปพลิเคชั่นธรรมดาๆของเอฟเฟค”blind”ในโปรแกรมโฟโต้ช็อป
แต่ จริงๆแล้วมันเป็นขั้นบันไดของพิพิธภัณฑ์ศิลปะของรัฐฟิลาเดลเฟีย ถูกตกแต่งเพื่องานนิทรรศการDaliและเพื่อทำให้คนที่เดินผ่านไปมารู้สึกหวาด กลัว


19.What Icebergs Do to Hide Their Holiday Weight
 

นี่เป็นภูเขาน้ำแข็งของจริง มันไม่ได้ถูกเพ้นท์หรือใช้ปลั๊กอินอะไรหรอกนะ
ภูเขา น้ำแข็งนี้ถูกพบในชายฝั่งแอฟริกาใต้ ลายทางยาวๆที่เห็นนั้นเกิดจากการตกตะกอนหรืออาจเป็นพวกตัวเคย(krill)ที่ตาย แล้วซึ่งติดอยู่ในชั้นน้ำแข็งมาเป็นเวลานาน



18.Christmas Tree Decorations in Morocco

เหมือนเป็นการโฟโต้ช็อปอย่างลวกๆของพ่อที่ขี้เกียจคนนึงเพื่อที่จะตอบคำถามของลูกว่า”พ่อคับ ลูกแพะมันมาจากไหนคับ?”
แต่นี่เป็นรูปถ่ายจริงซึ่งถูกถ่ายจากแพะจริงในประเทศโมร็อกโก

เมื่ออาหารบนพื้นดินเริ่มเหลือน้อยลง สัตว์มีกีบมันก็จะเรียนรู้ที่จะปีนต้นไม้เพื่อหาอาหารเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเอง
มันคงจะแปลกดีนะ ลองจินตนาการดูก็แล้วกันว่า ในขณะที่คุณจอดรถใต้ร่มเงาของต้นไม้ จากนั้นขี้แพะก็ร่วงจากต้นไม้ลงมาใส่รถคุณ

 

****มีคลิปให้ดูด้วยคะ*****

  


17. A Glitch in the Matrix

โครง รูปรถชิ้นนี้เป็นประติมากรรมซึ่งทำจากโครงเส้นลวด ถูกสร้างขึ้นมาโดยศิลปินที่ชื่อBenedict Radcliffe และเราหมายถึงว่ามันทำมาจากเส้นลวดจริงๆ

และมีรายงานว่า มันเคยโดนใบสั่งด้วย จากการที่จอดในที่ที่ห้ามจอด ฮา

16. And in Season 6 of Lost, They Reveal That the Island is Actually an Ocean

ที่ เราเห็นอยู่นี้เป็นปกอัลบั้มในยุค80ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ได้ถูกตกแต่ง มันถูกถ่ายที่Salar de Uyuniในประเทศโบลิเวียที่ซึ่งเป็นทะเลเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ภาพนี้เกิดจากน้ำขังในระดับตื้นซึ่งทำให้คนสามารถไปยืนได้ ทำให้ดูเหมือนว่ายืนบนน้ำได้ มันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเป็นที่นิยมมาก

15. God’s Sand Art

 มันดูเหมือนเป็นการวาดภาพแบบแย่ๆ

แต่ จริงๆแล้วมันคือการก่อตัวของคลื่นโขดหินในอริโซน่า ซึ่งเกิดมาจากสันทรายในสมัยก่อนได้ถูกลมพัดจนเกิดเป็นลวดลายอย่างที่เห็น และทำให้เรามองเห็นเป็นภาพลวงตา

14. “But This Store Goes to 11…”

นี่ เป็นแผนการตลาดอันอัจฉริยะ เป็นความช่างคิด ที่เปลี่ยนจากลูกกรงเหล็กอันไม่น่าดูให้กลายเป็นแอมป์กีต้าร์ นี่เป็นร้านกีต้าร์ซึ่งอยู่ที่เมืองเซาท์แธมป์ตัน ประเทศอังกฤษ

13. The Large Hadron Collider’s First Victim

นี่คือผู้หญิงซึ่งมีรอบเอวเล็กมาก เธอชื่อว่า Cathy Jung อย่างที่เห็นนี่แหละ หุ่นเธอดูน่าหวาดกลัวจริงๆ
ต้อง ขอบคุณช่วงเวลาที่เธอใส่corsetซึ่งเธอค่อยๆลดขนาดมันให้เล็กลงๆ จนตอนนี้เธอมีรอบเองแค่15นิ้วเท่านั้น เป็นไปได้ว่าตอนนี้ปอดเธอคงจะถูกทำให้แบนราบซึ่งคงจะหนาพอที่จะเอามาห่อผล ไม้ได้แล้ว 

12. And Its Second Victim…

ถ้า คุณยังไม่เคลียร์กับประติมากรรมรูปสามเหลี่ยมอันน่าทึ่งที่คุณเห็นอยู่นี้ ลองมองดูมันให้ใกล้ขึ้นจากมุมไปสู่อีกมุม นั่นแหละ มันดูเป็นไปไม่ได้อย่างที่สุดเลยใช่มั้ยล่ะ
เป็นการออกแบบของMC Escherซึ่งฉีกกฎทุกๆกฎที่เรารู้จักที่มีอยู่ในจักรวาลนี้เลยทีเดียว
เมื่อประติมากรรมซึ่งตั้งอยู่ในเมืองPerthประเทศออสเตรเลียนี้ ถูกมองในมุมที่ต่างออกไป คุณก็จะเห็นได้ถึงความซับซ้อนของมัน

แต่ ที่ชอบที่สุดก็คือ มันไม่มีการอธิบายเกี่ยวกับประติมากรรมชิ้นนี้ให้ยุ่งยาก จะไม่มีใครรู้ในจุดประสงค์ของมัน จนกว่าพวกเค้าจะไปยืนในที่ที่ถูกจุด

11. More Nightmare Fuel for Kids Who Are Scared of the Bathtub

นี่อาจจะดูเหมือนเป็นการทำตลกๆที่เกี่ยวกับเอฟเฟคภาพสะท้อน โดยการเอาเป็ดยางที่ดูตลกๆมาปะทับบนรูปท่าเรือซึ่งมีเรืออยู่เต็มไปหมด
แต่ มันไม่ใช่อย่างงั้น ศิลปินชื่อFlorentijn Hofmanได้สร้างเป็ดยางซึ่งมีความสูง100ฟุตและเอามาไว้ในน้ำซึ่งดูเหมือนกับ เป็นอ่างอาบน้ำของพระเจ้าอย่างงั้นแหละ

 


ทำ ขึ้นมาทำไมน่ะเหรอ? ตามคำบอกกล่าวของศิลปิน เค้าบอกว่า”เป็ดยางลอยน้ำซึ่งดูเป็นมิตรตัวนี้จะช่วงให้คนรู้สึกผ่อนคลายจาก ความตึงเครียดทันทีรู้ตัวว่าเกิดความเครียด เป็ดยาวตัวเนี้ยมันดูอ่อนโยน เป็นมิตรและเหมาะกับทุกวัย!”

10. “You Need to Disguise Your Truck. Use This Giant Afro.”

ภาพ น่าขันนี้อยู่ในอินเตอร์เน็ตมาเป็นปีๆแล้ว ดูเหมือนจะเป็นความพยายามอย่างมากที่จะให้รถบรรทุกขนาดปกติขนเปลือกข้าวโพด อันมหึมาโดยผ่านการทำโฟโต้ช็อป

แต่วันนึงReutersก็ได้พบว่า มันเป็นรูปภาพจริงจากประเทศโซมาเลีย พวกเค้าไม่มีรัฐบาลที่จะมาคอยคุมกฎจราจร(คุณสามารถขับเลนซ้ายหรือขวาก็ได้ ตามต้องการ)
น่าเศร้าใจที่มันไม่มีกฎที่จะระบุว่า”คุณจะสามารถขนข้าว โพดขึ้นรถบรรทุกได้สูงสุดจำนวนแค่ไหน” ดังนั้นคนท้องถิ่นเลยคิดว่า”งั้นก็คงขนขึ้นรถบรรทุกได้ทั้งหมดน่ะแหละ ขนกันต่อเถอะ”

9. The Mensa Headquarters has an Entrance Exam

ตึก นี้อยู่ในประเทศยูเครนซึ่งมีกระดานครอสส์เวิร์ดสูง100ฟุตขนาดยักษ์อยู่ด้าน ข้างตึก ใช่แล้ว มันสามารถเล่นได้ด้วย เราคิดว่าถ้าคุณพยายามที่จะปีนขึ้นไปเพื่อพ่นสีใส่มัน คงมีบางคนจะต้องยิงคุณร่วงลงมาแน่ๆ

คำใบ้นั้นถูกซ่อนอยู่รอบๆตัวเมืองและในแต่ละคืนคำตอบจะถูกส่องสว่างขึ้นมา

8. It’s Raining Asses

พวกนี้คือเมฆMammatus ซึ่งถือเป็นชื่อที่เหมาะสมเมื่อดูถึงความคล้ายคลึงกับเต้านม ยังไม่ค่อยเข้าใจนักว่ามันเกิดจากอะไร

7. Documentation of Man’s First Attempts to Win a -Measuring Contest

 

ยังจำได้มั้ย ที่เคยมีข่าวเมื่อคราวก่อนว่า มีเด็กคนนึงวาดรูป…ขนาดยักษ์บนหลังคาบ้านของพ่อแม่ แล้วภาพนั้นก็ถูกจับภาพได้ด้วยGoogle Earth?
ตอนนี้เรารู้แล้วว่า การทำแบบนี้มันมีธรรมเนียมมานานแล้ว

The Cerne Abbas giantปรากฎอยู่ตรงนี้มาหลายศตวรรษแล้ว(ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนทำมันขึ้นมา) มันเกิดจากการขูดลงไปใต้พื้นดินด้วยชอล์ก เป็นภาพวาดถาวรของผู้ชายซึ่งมีอวัยวะเพศชายขนาดมหึมา

 

6. That Thing That Nobody Understood in the Ending of 2001: A Space Odyssey

นี่ เป็นตัวอย่างอันคลาสสิคเลย จากคำพูดที่ว่า”คุณคงไม่เชื่อหรอก ว่าไม่ได้ถูกตกแต่งด้วยphotoshop” หน้าปกแมกกาซีนปี1965เล่มนี้เป็นที่สงสัยว่าเป็นภาพปลอมหรือเปล่า

นี่ เป็นภาพแรกๆเลยที่ถูกถ่ายด้วยกล้องendoscopeเพื่อให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของ ทารกในครรภ์ มันน่าอัศจรรย์มากที่ได้รู้ว่าจุดเริ่มต้นของมนุษย์ทุกคนนั้นเริ่มด้วยการ ว่ายน้ำหนีเพื่อเอาชีวิตรอดจากinterstellar jellyfish

5. The Ent Nursery

มนุษย์ ต้นไม้ที่ดูเหมือนของปลอมอันน่าขำนี้ถูกทำมาจากเทคนิคที่เรียกว่าการจัดท่า ทางให้กับต้นไม้ ต้นไม้เหล่านี้จะถูกมัดไว้และถูกทำการทาบกิ่งเวลามันโต จากนั้นก็ดัดมันไปในรูปแบบที่ตลกๆตามที่ต้องการ

 

4. COCKS

 

ภาพนี้เป็นภาพเชียร์ลีดเดอร์ของมหาวิทยาลัยเซาธ์ แคโรไลน่า เป็นสนามเหย้าของทีมที่มีชื่อว่าGames สาวคนนี้ได้นำฝูงคนดูเชียร์ว่า”GAME!-S!”โดยแต่ละคำถูกพิมพ์ออกมาในแต่ละด้านของการ์ดหนึ่งใบ(ด้านนึงคือ”GAME! อีกด้านนึงคือS!” เวลาเชียร์ก็ต้องพลิกไปพลิกมา) นี่ถือเป็นความผิดพลาดจริงๆ

3. “What’s that White Stuff on the Trees? It Almost Looks Like Some Kind of Web… OH -”

ถ้าคุณเป็นโรคกลัวแมงมุม และกำลังหายใจไม่สะดวกจากการที่กำลังมองผลงานของแมงมุมยักษ์อยู่ อย่าวิตกไป

จริงๆ แล้วมันเป็นใยแมงมุมที่มีขนาดใหญ่มโหฬารซึ่งประหลาดมาก เกิดขึ้นจากแมงมุมล้านๆตัวชักใยร่วมกัน ซึ่งเมื่อก่อนวิทยาศาสตร์คิดว่ามันไม่น่าเป็นไปได้

2. “Hey Steve, You Remember That Scene in Independence Day…”

ดูนี่สิ มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด คล้ายๆกับสายไหมเลย นี่ไม่ใช่โฟโต้ช็อป มันคือโปรแกรมpaint

เปล่าๆ อันที่จริง มันคือรูปๆนึงในหลายๆรูปจากอิรัก ในภาพคือพายุทะเลทรายเมื่อปี2005(คนถ่ายบอกว่าใช้เวลาเพียงแค่3นาทีเท่านั้ มันก็มาปกคลุมไปทั่วตัวเค้าแล้ว)

1. God Declares the SUV to be Gay

ว้าว! นี่หรือคือปลายทางของสายรุ้ง

 

รูปภาพนี้กระจายอยู่ทั่วอินเตอร์เน็ตมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว โดยบอกว่าคนถ่ายได้เจอจุดที่มันลงสู่พื้นดินแล้ว ซึ่งอยู่บนทางด่วน