สอนลูกให้เข้มแข็ง เล่าสู่กันฟัง..เรื่องเล่าคำสอนจากคุณตัน อิชิตัน


146-family-8381

มีลูก 3 คน มีบ้าน 2 หลัง จะแบ่งยังไงดีครับ? เพื่อนผมคนหนึ่งคิดยังไงก็คิดไม่ตก เกษียณอายุราชการแล้วยังต้องทำงานงกๆ “สู้เพื่อลูก” ผ่อนบ้านหลังที่ 3 กลัวแบ่งสมบั…ติไม่ลงตัว เดี๋ยวจะนอนตายตาไม่หลับ

ผมบอกถ้าไม่อยากวุ่นวาย..ง่ายนิดเดียว แค่ขายบ้านให้หมด แล้วใช้เงินให้มีความสุขกับชีวิตหลังเกษียณ เหลือเท่าไหร่ก็เท่านั้น.. ตอนพ่อแม่ผมเสีย ไม่ได้มีเงินทองมากมาย ผมเลือกพระหนึ่งองค์เป็นสมบัติจากพ่อ หยิบแหวนวงเดียวจากกองมรดกของแม่ สมบัติสุดท้ายไม่กี่ชิ้นของพ่อกับแม่ที่เทกองบนโต๊ะ..ผมกับพี่น้องแบ่งกันยังไงก็ลงตัว สำหรับผมในวันนี้สอนลูกตั้งแต่พวกเขายังเล็ก ว่าการศึกษาเท่าที่เขาต้องการคือสมบัติที่ผมจะให้

น้องกิฟท์ลูกสาวคนโตรู้ดีและเขาเข้าใจว่าผมไม่มีนโยบายเก็บเงินให้ลูก วันหนึ่งเขาบอกผมว่า “ป่าป๊า ไม่ต้องห่วงกิฟท์ ธุรกิจและเงินที่ป่าป๊าทำมาไม่ต้องเผื่อกิฟท์ หนูรับผิดชอบตัวเองได้” ผมให้เงินเขาก้อนหนึ่ง ไปตั้งต้นร้านอาหารชื่ออิซีลี่ บริหารไม่นานก็เจ๊ง เขาใช้โอกาสอีกครั้งกับเงินทุนที่เหลืออยู่ตั้งใจทำร้านอาหารใหม่ชื่อแซ่บอีลี่ คราวนี้เขาไม่ประมาทและตั้งใจกว่าเดิมอีกหลายเท่า จนวันนี้ร้านแซ่บอีลี่ก็อยู่ได้

ลูกทุกคนของผมรู้ดีว่าสมบัติทุกอย่างที่ผมให้ ถ้าไม่ตั้งใจทำย่อมมีวันหมด ผมให้โอกาสการศึกษาเต็มที่..ที่เหลือเขาต้องเลือกทางเดินชีวิตด้วยตัวของเขาเอง ไม่ใช่ผมไม่รักลูก แต่ใช่ว่ามีเงินเยอะๆ แล้วจะดีสำหรับเขา ผมอยากให้ลูกได้รู้จักกับความยากลำบาก ไม่อยากให้เคยชินกับความสบาย ไปต่างประเทศด้วยกันทุกครั้ง ลูกๆ ทุกคนต้องนั่งเครื่องบินชั้นอิโคโนมี

บางครั้งน้องเก็ตลูกชายยังเป็นเด็ก เขาเคยแผลงฤทธิ์ไม่พอใจทำไมไม่ได้นั่งบิซิเนสคลาสด้วยกัน วันนี้เขาอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ทำงานหาเงินเองได้เมื่อไหร่ วันนั้นเขาจะเข้าใจได้ด้วยตัวเอง

ประสบการณ์สอนให้ผมรู้ว่าเงินเป็นได้ทั้งความทุกข์และความสุข ในวันที่ต้องดิ้นรน เงิน คือ สิ่งจำเป็น เป็นขนมปังชิ้นแรกที่ประทังชีวิต ขนมปังชิ้นที่สอง คือ ความอร่อย มีชีวิตที่สุขสบาย หายเหนื่อย มากกว่านั้น…กินเท่าไหร่ก็เป็นส่วนเกิน ขนมปังชิ้นที่สาม คือ ยาพิษ

อะไรที่มากเกินไปมักจะไม่มีประโยชน์ กลายเป็นให้โทษมากกว่าคุณ..เงินก็เช่นกัน…ถ้าคุณรู้ล่วงหน้าว่าจะมีบุญหล่นทับร่ำรวยเป็นพันๆ ล้าน คุณอาจไม่รู้จักคุณค่าของความพยายาม ชีวิตนี้อาจไม่เคยรู้สึกว่าจะต้องออกแรงดิ้นรนอะไรอีกต่อไป เงินถ้าไม่รู้จักใช้ ไม่รู้จักหา ไม่รู้จักคุณค่า…มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ

ถ้าหน้าที่ของพ่อแม่คือการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก เราควรรักลูกแบบไหน?
ลองถามตัวเองดูว่าเรากำลังยื่นขนมปัง “ชิ้นที่สาม” ที่เต็มไปด้วยยาพิษให้ลูกหรือเปล่า

ที่มา http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=28850.0

10 เคล็ดลับรักษาหุ่นให้สวย หลังการไดเอท ไม่โยโย่แน่!!


diet

คุณก็ยังคงมีความรู้สึกกังวลอยู่ใช่ไหมล่ะค่ะ ว่าจะรักษาหุ่นสวยๆ แบบนี้อย่างไร ให้สามารถอยู่คงทนต่อไปได้โดยที่ไม่ต้องกลับมาอ้วนอีก แน่นอนค่ะ ในเมื่อคุณอุตส่าห์ทุ่มทั้งแรงกายและแรงใจมาอย่างมากมายในการลดน้ำหนักครั้งนี้ เพื่อให้ได้รูปร่างและหุ่นสวยตามที่ต้องการ ถ้าหากว่าต้องกลับไปเป็นหุ่นแบบเดิมอีกก็คงไม่ดีแน่แท้ ดังนั้นแล้วในวันนี้เราจึงนำเคล็ดลับเพื่อหลังการได้เอทให้หุ่นสวยๆ อยู่คู่กับสาวๆ ตลอดไป มาแนะนำกันค่ะ

1. เดินออกกำลังกาย

โรคอ้วนนั้นกำลังแพร่ระบาดไปทั่วประเทศไทย และก็มีแนวโน้มว่าจะแพร่ระบาดหนักขึ้นไปอีกในทศวรรษหน้านี้ การใช้เวลาในแต่ละวันซักประมาณ 20 นาที สำหรับเดินออกกำลังกาย จะช่วยทำให้ร่างกายของคุณได้มีกิจกรรมมากขึ้น หรือการเดินออกกำลังกายจำนวนวันละ 2,000 ก้าว ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่คุณจะต้องทำเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักกลับเพิ่มขึ้นมาอีก ถ้าอยากจะรู้ว่า คุณได้เดินออกกำลังกายไปกี่ก้าวแล้ว ก็ให้ลองใช้อุปกรณ์ช่วยอย่างเครื่อง Pedometer หรือมาตรวัดจำนวนก้าวติดเอาไว้ที่เข็มขัด จากนั้นก็ออกเดินไปได้เลย ไม่ว่าคุณจะไปไหนก็ตาม ตั้งแต่การจูงสุนัขออกไปเดินเล่น หรือจะออกไปเดินซื้อของแถวๆ บ้าน คุณก็สามารถดูจำนวนก้าวได้จากเครื่องนี้แหละค่ะ

2. กินแอปเปิล แบบเจ้าหญิงสโนว์ไวท์

สารอาหารที่อยู่ในแอปเปิลนั้น มีปริมาณของวิตามิซีมากถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดเลยค่ะ เป็นปริมาณที่ร่างกายควรจะได้รับในแต่ละวันเชียวนะ ถ้าวันไหนขาดผลไม้ ลองเป็นน้ำผลไม้อย่างมาลีไลท์ก็ได้ เป็นสูตรไม่มีน้ำตาล ให้พลังงานแค่ 30 แคล ที่สำคัญถ้าจะดื่มน้ำผลไม้ ต้องเป็นน้ำผลไม้แท้ด้วยนะ ช่วยให้ร่างกายดูดซึมนำไปใช้งานได้รวดเร็วขึ้น เพื่อที่จะนำไปใช้ในการเสริมสร้างให้ร่างกายทุกส่วนมีสุขภาพที่ดี โดยทั่วไปแล้ว ถึงแอปเปิลจะอุดมไปด้วยวิตามินซี และสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยลดอัตราความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือด โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง จากการไดเอท เราก็อยากจะขอแนะนำให้คุณลองรับประทานแอปเปิล หรือผลไม้อื่นๆ จำนวนวันละ สองสามลูก หรือจะรับประทานมากกว่านั้นก็ได้ ดูสิคะ

3. Say No ไขมันแปรรูป

ไขมันแปรรูปนั้นก็แย่พอๆ กับไขมันอิ่มตัวนั่นแหล่ะ เพราะว่าไขมันแปรรูปจะทำให้ระดับของคอเลสเตอรอลโดยรวม และระดับของโปรตีนไลปิดความหนาแน่นต่ำ (LDL) ซึ่งเป็นการเพิ่มระดับของคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีให้สูงมากขึ้น แล้วก็ไปลดระดับของโปรตีนไลปิดความหนาแน่นสูง (HDL) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายให้ลดน้อยลง การบริโภคไขมันแปรรูปอาจจะส่งผลในการขัดขวางการดูดซึมของไขมันที่ดีต่อสุขภาพที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโต และการทำงานของอวัยวะต่างๆ สำคัญของร่างกายได้

4. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ้าง

ที่อนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นี้ หมายถึงว่าแค่ให้ดื่มจำนวนวันละหนึ่งถึงสองแก้ว สำหรับผู้ชาย และดื่มจำนวนวันละหนึ่งแก้ว สำหรับผู้หญิง ถ้าหากดื่มปริมาณที่มากจนเกินไปก็จะยิ่งไปเพิ่มอัตราความเสี่ยงที่คุณจะเสพติดสารแอลกอฮอล์ได้ ซึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้คุณเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็งเต้านม โรคอ้วน โรคหลอดเลือดสมองตีบ และก็ยังมีอัตราการเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย และอัตราการประสบอุบัติเหตุอีกด้วยนะ

5. รับประทานวิตามินเสริม

จากการค้นคว้าวิจัยของ Journal of Nutrition (วารสารเกี่ยวกับโภชนาการ) พบว่าการรับประทานวิตามินรวมทุกๆ วันสามารถช่วยลดอัตราความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการกำเริบของโรคหัวใจในครั้งแรก ทั้งในเพศชายและเพศหญิง ซึ่งผู้เขียนรายงานการค้นคว้าวิจัย มีความคิดว่าน่าจะเป็นผลมาจากวิตามินบีที่พบอยู่ในวิตามินรวม เช่นเดียวกัน กับวิตามินซีและวิตามินอีที่ทำหน้าที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ ส่วนแร่ธาตุอย่างซีลีเนียมและเบต้าแคโรทีนนั้น วิตามินเสริมเหล่านี้ไม่สามารถที่จะไปทดแทนคุณค่าอาหารที่คุณได้จากอาหารปกติได้เลย แต่มันก็ยังสามารถช่วยปกป้องโครงสร้างพื้นฐานของร่างกายได้

6. ลดการรับประทานเกลือลงหน่อย

สำหรับคนที่ชอบเติมเกลือเพิ่มลงไปในอาหาร การที่ร่างกายได้รับปริมาณของโซเดียมที่มากจนเกินไป จะส่งผลเสียต่อร่างกายทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ โดยชาวไทยจำนวนมากกว่า 12 ล้านคน หรือเท่ากับจำนวนหนึ่งในห้าของทั้งประเทศ มีความดันโลหิตสูง โดยจำนวนหนึ่งในสามของคนเหล่านี้ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังเป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งโรคความดันโลหิตสูงนั้น เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคไต และโรคหลอดเลือดสมองตีบอีกด้วย แล้วแบบนี้ คุณก็ควรจะใช้เครื่องปรุงอื่นๆ แทนการใช้เกลือปรุงรสอาหารจะดีกว่านะคะ

7. จำเอาไว้ให้ขึ้นใจว่า สีน้ำตาลย่อมดีกว่าสีขาวนะ

แป้งโฮลวีตนั้น มีปริมาณของสารอาหารและเส้นใยอาหารมากกว่าแป้งขัดสีค่ะ ลองเปลี่ยนมารับประทานขนมปังโฮลวีตแทน การรับประทานขนมปังขาว และรับประทานข้าวกล้องแทนการรับประทานข้าวขาวจะดีกว่านะคะ ซึ่งข้าวโพดคั่วและข้าวโอ๊ตบดหยาบ ก็ถือว่าเป็นธัญพืชเช่นกันค่ะ

8. รับประทานโยเกิร์ต

เป็นที่รู้ๆ กันนะคะว่า ธาตุแคลเซียมในโยเกิร์ตนั้น จะช่วยทำให้เสริมสร้างกระดูกให้มีความแข็งแรง แต่จริงๆ แล้วมีเหตุผลที่มากกว่าการรับประทานโยเกิร์ตเพื่อสุขภาพของกระดูกค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้ในโยเกิร์ตบางยี่ห้อก็ยังมี Inulin ซึ่งเป็นไฟเบอร์คล้ายๆ กับคาร์โบไฮเดรต ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สามารถพบได้ในผักและผลไม้ ซึ่ง Inulin นี้จะไปช่วยเพิ่มการทำงานให้กับเซลล์ที่มีชีวิต และช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในระบบย่อยอาหาร และที่สำคัญอย่างยิ่งคือเป็นผู้ช่วยในการดูดซึมธาตุแคลเซียมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

9. ห่ออาหารกลับบ้านสิ

เดี๋ยวนี้อาหารต่างๆ หรือ Fast Food มีขนาดจานที่ใหญ่ขึ้นมากจริงๆ และในบางคน ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะรับประทานให้หมดจาน ดังนั้นแล้ว เมื่อคุณสั่งอาหารแล้ว ให้คุณขอแบ่งอาหารซักครึ่งหนึ่งนำไปใส่กล่องเพื่อกลับบ้าน แทนสิ เพื่อที่คุณจะสามารถเก็บเอาไปไว้รับประทานในวันต่อไปได้ด้วย จะได้ช่วยให้คุณประหยัดค่าอาหาร อีกทั้งยังจะช่วยให้คุณมีรูปร่างที่สมส่วนด้วยไงล่ะคะ

10. ดื่มน้ำให้มากๆ

น้ำนั้นมีความสำคัญต่อกระบวนการเผาผลาญทั้งหมดในร่างกายของเรา น้ำช่วยในการย่อยไขมัน ซึ่งจะทำให้มีน้ำหนักตัวที่ลดลง และยังจะช่วยทำให้ผิวพรรณแลดูผ่องใสอีกด้วย เคล็ดลับที่สำคัญก็คือ ควรจะดื่มน้ำปริมาณ 200 มิลลิลิตร ต่อแก้ว จำนวนวันละ 8-10 แก้ว หรือถ้าคุณรับประทานผักและผลไม้ที่มีส่วนประกอบของน้ำอยู่ด้วย ก็จะสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของน้ำในร่างกายของเราได้เหมือนกันค่ะ

เพียงเคล็ดลับทั้ง 10 ข้อนี้ ก็สามารถช่วยทำให้คุณมีหุ่นสวยได้โดยไม่ต้องกังวลว่า ความอ้วนของคุณจะกลับมากวนใจคุณอีกแล้วล่ะค่ะ

ที่มา: shape.in.th

17 แมวขโมย.. หลักฐานคาตา ทาสแมวจ๋า อย่าชะล่าใจเด็ดขาด !!


ทาสแมวโปรดทราบ จงอย่าชะล่าใจเด็ดขาด หากน้องเหมียวของคุณมีทีท่าว่านอนสอนง่าย เรียกเหมียวๆก็เดินมาหา พร้อมกับเอาอุ้งมือน้อยๆตะกายเบาๆ.. เพราะ เมื่อไรที่เราหันหลัง เจ้าเหมียวจะเผยไต๋ออกมาทันที (นักวางแผนชั้นเยี่ยม แถมยังแอคติ้งเก่งฝุดๆ)

วันนี้ น้องหมูหัน MoohunDesign มีภาพหลักฐาน 15 ภาพ ที่บอกให้รู้ว่า เจ้าแมวหน้าตาบ้องแบ๊ว ไม่ได้น่ารักอย่างที่คิด อิอิ จงระวังน้องเหมียวข้างกายไว้ให้ดี เพราะ เวลาที่คุณเผลอ คือเวลาสนุกของเค้านั่นเอง !!

แถมท้ายอีกนิด น้องหมูหัน MoohunDesign อยากจะเตือนเพื่อนๆให้ดูแลเจ้าเหมียวให้ดีๆ ระวังน้องเหมียวของท่านจะได้รับอันตรายจากอาหารที่น้องเหมียวไม่ควรกินนะจ๊ะ เพราะ ระบบการย่อยของเขาต่างจากของเรา อาหารบางประเภทจึงไม่ควรให้น้องเหมียวกินเด็ดขาด อย่างเช่น นม อาจทำให้เขาท้องเสียได้ ช็อกโกแลตและหัวหอม ก็เป็นอันตรายและไม่ควรให้น้องเหมียวกินเช่นกัน

#1 ฉันจะกิน กิน กินนนนน แพนเค้กกก

I Regret Nothing!

#2 แน่ะ !!

Cookie Thief

#3 มีความสุขมากซินะ

Pen Thief Caught In Action

#4 อยากตกปลาก็ไม่บอก

Stealing From A Child

#5 หัวขโมยปลาย่าง

Smoked Fish Thief

#6 อยากกินนมจากแก้วดูบ้าง

Determined Milk Thief

#7 ไม่มีใครเห็นหลอกกกก

Disguised Thief

#8 กำลังศึกษาวิธีเลี้ยงปลาในตู้อยู่ฮะ

Trying To Get To That Fish

#9 ผมอยากบินได้.. (จะออกไปแตะขอบฟ้า)

Balloon Thief

#10 จมูกมนุษย์หิมะก็ไม่เว้นนะ

Nose Stealer

#11 ความฝันอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับภาระอันใหญ่ยิ่ง

Kitty Has Big Dreams

#12 หนูๆจ๊ะ ระวังท้องเสียนะ

Milk Burglars

#13 ชอบขนมปังเบคอนก็ไม่บอก (จะได้เก็บสูงกว่านี้ 55)

Determined Kitty

#14 คือ..กลัวใครแย่งไส้กรอกรึไงจ๊ะ (ขึ้นไปซะสูง)

Sausage Burglar

#15 รอให้มันหายเย็นก่อนดีมะ

Kitty And His Prey

#16 คุณเสนอมา ผมก็จัดห้ายยย

dem nuggets

#17 ไม่ธรรมดานะครัช

The Straw Thief

ขอบคุณ ที่มา : boredpanda

5 วิธีรับมือ เมื่อเริ่มรู้สึกหึงหวงคนรักมากเกินไป


ความรัก

เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างคน 2 คน ก้าวข้ามคำว่าเพื่อนและกลายมาเป็นคนพิเศษกันแล้ว แน่นอนว่าทั้งคำพูดและการกระทำก็ย่อมแตกต่างออกไปด้วย โดยเฉพาะอาการหึงหวงคนรักที่ไม่ว่าใครก็ต้องเคยเกิดความรู้สึกนี้ขึ้นมา เมื่อมีคนอื่น ๆ เข้ามาข้องแวะกับคนรักของตัวเอง ซึ่งถ้าหากหึงหวงอย่างมีขอบเขตก็พอจะเข้าใจได้ แต่ถ้าหากแสดงอาการหึงหวงคนรักมากเกินไปจะต้องมีปัญหาตามมาแน่ ๆ ดังนั้น ก่อนอื่นมาเรียนรู้วิธีรับมือเมื่อเริ่มรู้สึกหึงหวงคนรักมากเกินไปกันดีกว่า

1. ปรึกษาและพูดคุยกันแบบตรงไปตรงมา

เป็นเรื่องธรรมดาที่คุณจะมีความรู้สึกหึงหวงคนรัก เมื่อเห็นว่าความสัมพันธ์ของคุณมีคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งความรู้สึกนี้สามารถจัดการได้ง่าย ๆ เพียงแค่ปรึกษาและพูดคุยกับคนรักของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เพราะวิธีนี้เป็นวิธีที่ช่วยให้เขาเข้าใจถึงที่มาที่มาไปว่าคุณหึงหวงเขาเรื่องอะไร และเขาควรจะจัดการกับเหตุการณ์นี้อย่างไรต่อไป ในขณะเดียวก็เป็นวิธีที่ทำให้คุณเข้าใจเขามากขึ้นด้วยเช่นกัน

2. ไม่ควรคิดมาก

หลายต่อหลายครั้งที่พบว่า อาการหึงหวงคนรักเกิดจากการคิดมากเกินไป โดยการนำเหตุการณ์ต่าง ๆ มาปะติดปะต่อกันจนกลายเป็นเรื่องราว ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ความจริงเลยแม้แต่น้อย ซึ่งอันที่จริงแล้วการคิดมากเป็นความรู้สึกปกติของคนทั่วไป เพียงแต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ควรจะพยายามกำจัดความคิดเหล่านั้นทิ้งไป และหันมาสนใจวิธีการที่จะทำให้ความรักของคุณทั้ง 2 คนดีขึ้นดีกว่า

3. ไม่ควรสงสัยคนรัก

ความรู้สึกหึงหวงมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีคนอื่น ๆ พยายามจะเข้ามาใกล้ชิดกับคนรักของตัวเอง ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากคุณจะเกิดความสงสัยว่า พวกเขามีความรู้สึกพิเศษเกิดขึ้นระหว่างกันหรือเปล่า แต่คงจะดีกว่าหากคุณเลิกตั้งข้อสงสัยในการกระทำ และสอบถามเรื่องราวจากคนรักของตัวเองโดยตรง เมื่อเขาทำเรื่องบางอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจ

4. มั่นใจในตัวเอง

เริ่มต้นจากการพูดคุยกับตัวเองและบอกกับตัวเองว่า การหึงหวงเป็นเพียงความรู้สึกที่ควรจะรีบลบทิ้งไป และไม่ควรจะให้ความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะช่วยให้คุณรู้สึกมั่นใจในตัวเองว่าคุณควรค่ากับความรักที่เขามอบให้แล้ว ยังช่วยให้ช่วยให้ความสัมพันธ์ของคุณมีความมั่นคง และมีความรักที่หวานชื่นขึ้นอีกด้วย

5. หยุดความรู้สึกหึงหวง

นอกจากนี้ ความรู้สึกหึงหวงยังนำมาซึ่งการกระทำและคำพูดอันโกรธเกรี้ยว ที่มาจากอารมณ์บันดาลโทสะ ซึ่งหลายต่อหลายครั้งที่นำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้ง ดังนั้น หากเป็นไปได้จึงควรหยุดความรู้สึกนี้เอาไว้ตั้งแต่เริ่มต้น โดยการหลีกเลี่ยงความคิดที่ว่า คุณเป็นเจ้าของคนรัก เพราะคนรักของคุณไม่ใช่สิ่งของที่คุณจะสามารถเก็บเอาไว้กับตัวเองได้ตลอดไป

เชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่รู้สึกดีเวลาที่ได้รู้ว่าคนรักรู้สึกหึงหวงตัวเอง เพราะเป็นการแสดงให้รู้ว่าเรายังรักกันอยู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งความคิด การกระทำ และคำพูดก็ควรจะอยู่ในกรอบของความพอดี ไม่แสดงอาการหึงหวงมากเกินไป จนทำให้เขารู้สึกว่าโดนบังคับ หรือสร้างความรู้สึกอึดอัดให้กับเขา จนกลายเป็นปัญหาใหญ่โตไร้ทางแก้ไขอีกต่อไป

ที่มา: kapook

4 จุดสำคัญบนเรือนร่างที่ต้องใส่ใจก่อนหน้าหนาวมาถึง


ก่อนที่หน้าหนาวมาถึง เชื่อว่ามีสาวๆ หลายคนที่กำลังเตรียมรับมือกับสภาพอากาศที่จะเข้ามาทำลายความงามของเรือนร่างให้ร่วงโรยไป ดังนั้น เราต้องมาเตรียมรับมือใส่ใจป้องกันไม่ให้อากาศหนาวมาทำลาย 4 จุดสำคัญเหล่านี้กันแล้วล่ะ!!!

4 จุดสำคัญบนเรือนร่างที่ต้องใส่ใจก่อนหน้าหนาวมาถึง

เส้นผม
เส้นผมแม้จะมีความชุ่มชื้นในตัวอยู่บ้าง แต่หากคุณเป็นสาวผิวแห้งอยู่แล้ว
บอกได้คำเดียวเลยว่าสภาพเส้นผมของคุณนั้นอาจจะแห้งกรอบง่ายดายมากขึ้น เมื่อลมหนาวมาถึง..

ดังนั้น อย่ารอให้ความหนาวเย็นของสภาพอากาศที่แปรเปลี่ยนมาดูดซับเอาความชุ่มชื้นของเส้นผมของเราออกไปจนหมด
เหลือเพียงสภาพผมที่แห้งกรอบและชี้ฟูกันดีกว่า ในระหว่างนี้ให้สาวๆ หมั่นทำทรีทเมนท์ผมกันบ้างค่ะ ด้วยสูตรโฮมเมดง่ายๆ
เช่น ใช้ไข่แดงกับน้ำมันมะกอกผสมกันแล้วหมักผมหรือหมักด้วยน้ำมันมะพร้าวก่อนสระเป็นประจำ
เพียงเท่านี้ก็จะช่วยฟื้นบำรุงผมแห้งให้อุดมไปด้วยความนุ่มชุ่มชื้นและนุ่มสลวยแบบมีสุขภาพดีได้แล้วค่ะ

4 จุดสำคัญบนเรือนร่างที่ต้องใส่ใจก่อนหน้าหนาวมาถึง

ผิวหนัง
ไม่ว่าจะผิวหน้าหรือผิวกายล้วนแล้วแต่จะยิ่งต้องใส่ใจดูแลกันตั้งแต่เนิ่นๆ ทุกวันเลยล่ะ
ตั้งแต่การเลือกอาบน้ำธรรมดา ไม่อาบน้ำร้อนเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้งหนักขึ้น การทามอยส์เจอไรเซอร์บำรุงเป็นพิเศษและการปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดที่มีค่าSPF 30 ขึ้นไปหรือดูแลผิวด้วยครีมบำรุงอย่าง Body Booster ที่สกัดมาจากสารจากธรรมชาติ เพียงง่ายดายเท่านี้ก็ถือเป็นการดูแลผิวให้คงความชุ่มชื้นอ่อนเยาว์ก่อนหน้าหนาวมาถึงได้แล้วล่ะ

4 จุดสำคัญบนเรือนร่างที่ต้องใส่ใจก่อนหน้าหนาวมาถึง

เชื่อว่าสาวๆ หลายคนย่อมมีปัญหาริมฝีปากแห้งแตกได้ง่ายด้วยกันทั้งนั้น เพราะริมฝีปากเป็นผิวอีกส่วนหนึ่งที่มีความบอบบางและยังง่ายต่อการแพ้อีกด้วย แม้ต่อให้ลมหนาวมาถึง อาการแพ้ยังอาจก่อกวนผิวริมฝีปากให้มีตุ่มผื่นคันขึ้นได้อีกด้วยเช่นกัน

ฉะนั้น ให้สาวๆ หมั่นถนอมริมฝีปากด้วยการหมั่นสครับกำจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออกเป็นประจำ
ตามด้วยการบำรุงด้วยลิปบาล์มอยู่เสมอ ริมฝีปากก็คงความเนียนนุ่มและชุ่มชื้นทำให้ทาสีลิปสติกสวยทุกเฉดสีได้ด้วย

4 จุดสำคัญบนเรือนร่างที่ต้องใส่ใจก่อนหน้าหนาวมาถึง

มือและส้นเท้า
มือและส้นเท้าเป็นส่วนที่ค่อนข้างง่ายต่อการหยาบกร้านสุดๆ แถมยังเป็นส่วนที่เรามักละเลยการใส่ใจอีกด้วย
ดังนั้น คงต้องหมั่นสครับผิวมือและผิวเท้ากันบ้างนะคะ แม้แต่ส้นเท้าเองก็ต้องขัดอยู่บ่อยๆ อย่างน้อยทุกสัปดาห์เพื่อกระตุ้นการผลัดผิวใหม่ที่อ่อนเยาว์กว่า จากนั้นทาครีมบำรุงสูตรเข้มข้น.. เพียงเท่านี้ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้ความแห้งกร้านจากลมหนาวมาทำลายผิวจนแห้งแตกได้แล้วล่ะ


ผิวพรรณ เส้นผมและริมฝีปาก รวมถึงมือและเท้าของเร้าล้วนเป็นอีกจุดสำคัญที่สาวๆจะต้องใส่ใจดูแลกันตั้งแต่เนิ่นๆ
เพื่อรับมือไม่ให้ลมหนาวเข้ามาทำลายจนแห้งกร้านและแตกคันยิบๆ เมื่อทราบกันเช่นนี้แล้ว รีบหาครีมบำรุงผิวจำพวก Body Booster มาดูแลตัวกันเถอะ จากนี้ห้ามมองข้ามกันนะคะสาวๆ เพราะหากรอให้ลมหนาวทำลายผิวจนเสียหมดสวยแล้วมาดูแลทีหลัง มันย่อมยากจริงๆค่ะกับการฟื้นบำรุงมันให้สวยปิ๊งได้ดั่งใจราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบในครั้งแรก

“Katherine Commale” เธอช่วยให้เด็กๆในแอฟริกานับหมื่นคนรอดชีวิตจากโรคมาลาเรีย


 

บางครั้งเรื่องบางเรื่องที่ผู้ใหญ่คิดว่าเป็นไปได้ยาก ไม่มีทางที่จะทำสำเร็จได้โดยง่าย จนต้องถอดใจเลิกล้มไป แต่สำหรับเด็กๆแล้ว เมื่อพวกเขาได้จุดประกายแห่งความคิดและความฝันขึ้น เขาจะไม่เลิกล้มเรื่องต่างๆอย่างง่ายดาย ยิ่งได้แรงสนับสนุนจากผู้ใหญ่ ความฝันเหล่านั้นยิ่งส่องประกาย เหมือนสาวน้อย “Katherine Commale” คนนี้ ใครจะเชื่อว่าเธอช่วยชีวิตคนที่เธอไม่รู้จักมาแล้วนับหมื่นราย

 

Katherine Commale

 

2006-4-6

Katherine Commale อายุแค่ 5 ขวบ ดูสารคดีของทวีปแอฟริกา บอกว่า เฉลี่ย 30 วินาที ก็จะมีเด็กคนหนึ่งตายเพราะโรคมาลาเรีย เธอขดตัวอยู่บนโซฟา แล้วก็เริ่มนับนิ้ว 1-2-3-4….. ตอนเธอนับถึง 30 ก็สีหน้าตกใจ ตะโกนบอกแม่ว่า

 

“แม่ ๆ เด็กแอฟริกาตายไปแล้ว 1 คน เราต้องทำอะไรสักอย่าง”

แม่เธอก็เข้าหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต แล้วบอกแคตเธอรีนว่า

“มาลาเรียเป็นโรคที่น่ากลัว เด็ก ๆ เมื่อเป็นโรคนี้ มักจะเสียชีวิต”

“แล้วทำไมถึงเป็นมาลาเรีย ?”

“มาลาเรียติดต่อโดยยุง แอฟริกามียุงเยอะมาก”

“แล้วทำไงดี ?”

“ตอนนี้มีมุ้งที่แช่น้ำยากันยุง เมื่อมีสิ่งนี้ก็จะป้องกันคนไม่โดนยุงกัด”

“แล้วทำไมพวกเขาไม่ใช่มุ้งแบบนี้ละ ?”

“มุ้งนี้แพงเกินไปสำหรับพวกเขา ๆ ไม่มีเงินซื้อ”

“ไม่ได้ เราต้องทำอะไรแล้ว”

ผ่านไปหลายวัน แม่ได้รับโทรศัพท์จากครูที่ รร อนุบาล บอกว่า แคตเธอรีนไม่ได้จ่ายค่าขนม
แม่ถามแคตเธอรีน เงินไปไหน

“ถ้าหนูอยู่ รร ไม่กินขนม ปกติไม่กินจุกจิก ไม่ซื้อตุ๊กตาบาร์บี้ อย่างนี้พอจะซื้อมุ้งได้ไหมคะ ?”

 

แม่พาแคตเธอรีนไปห้าง ใช้เงิน 10 เหรียญ ซื้อมุ้งใหญ่ ๆ อันหนึ่ง พอเด็ก 4 คน แล้วก็โทรหาองค์กรการกุศลที่ทำงานในแอฟริกา ว่าจะส่งมุ้งไปได้ยังไง และก็บังเอิญเจอหน่วยงานนึ่งที่ชื่อ Nothing but net “ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง

หน่วยงานนี้ จะส่งมุ้งไปให้เด็กแอฟริกาโดยเฉพาะ แคตเธอรีนจึงจัดการส่งมุ้งไปให้หน่วยงานนี้ด้วยมือของตัวเอง

ผ่านไป 1 สัปดาห์เธอได้รับจดหมายขอบคุณจากหน่วยงานนี้ ใน จม. บอกว่าเธอเป็นผู้บริจาคที่อายุน้อยที่สุด และบอกอีกว่า ถ้าบริจาคครบ 10 อัน จะได้รับใบประกาศเกียรติคุณ

แคตเธอรีนขอให้แม่ไปเปิดท้ายขายของกับเธอ เอาหนังสือเก่า ของเล่น เสื้อผ้าเก่ามาขาย ๆ ได้เงินจะได้เอาไปบริจาค แต่ขายไม่ดีเลย เธอคิดว่า

“ตอนหนูบริจาคมุ้ง เขายังให้ใบประกาศเกียรติคุณ งั้นคนอื่นซื้อของหนู ให้เงินหนู งั้นเขาก็ต้องได้รับเหมือนกันเน๊าะ”

แล้วเธอก็เริ่มลงมือทำ ใบประกาศเกียรติคุณ แม่ช่วยเธอซื้อวัสดุ พ่อช่วยจัดห้อง น้องชายช่วยวาดรูปหัวใจแห่งรัก ใบประกาศเกียรติคุณทุกใบมีลายมือที่เขียนโดยตัวเธอเองว่า

“ในนามของคุณ เราได้ซื้อมุ้ง 1 อัน ส่งไปแอฟริกา”

 

 

 

แน่นอน มีลายเซ็นต์เธอด้วย แค่บริจาค 10 เหรียญ ซื้อมุ้ง 1 อัน ก็จะได้ใบประกาศเกียรติคุณ เพื่อนบ้านเห็นใบประกาศเกียรติคุณของเธอ รู้สึกว่าไร้เดียงสาอย่างน่ารักมากและก็ซาบซึ้ง แค่ไม่นาน ใบประกาศเกียรติคุณก็ถูกแจกออกไป 10 ใบ เธอก็ส่งเงินไปที่หน่วยงาน “ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง” หน่วยงานก็ส่งใบประกาศเกียรติคุณและตั้งเธอเป็น “ทูตแห่งมุ้ง”

คนที่หน่วยงานบอกแคตเธอรีนว่า มุ้งที่เธอบริจาคถูกส่งไปยังหมู่บ้านหนึ่งในประเทศกาน่า ในหมู่บ้านมี 550 คน

“โอ่ พระเจ้า แล้ว 10 อันพอใช้ที่ไหน”

เพื่อนบ้านนอกจากซื้อมุ้งจากแคตเธอรีนยังช่วยเธอทำใบประกาศเกียรติคุณ กลายเป็นทีมงานแคตเธอรีน บาทหลวงในชุมชนก็เชิญเธอไปพูดในโบสถ์ พูดแค่ 3 นาที ก็ได้เงินบริจาคมา 800 เหรียญ ทำให้เธอมีกำลังใจเพิ่มขึ้นมาก เดินทางไปพูดที่โบสถ์อื่น ตอนเธออายุครบ 6 ขอบ ได้รับเงินบริจาคแล้ว 6316 เหรียญ

 

 

 

“ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง” เอาเรื่องของเธอลงในเวป วันหนึ่งเธอเห็น เบคแฮ่ม ปรากฎตัวทาง TV ช่วยทำประชาสัมพันธ์การกุศลให้ “ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง” เธอรีบเขียนจดหมายขอบคุณไปให้เขา และแน่นอน เธอได้ส่งใบประกาศเกียรติคุณไปให้เขาด้วย 1 ใบ จากนั้น เบคแฮ่ม เอาใบประกาศเกียรติคุณนี้ขึ้นเวปส่วนตัว เรื่องจึงแพร่กระจายออกไปอีก

 

2007-6-8

เธอได้รับจดหมายจากหมู่บ้านที่รับมุ้ง เด็กในหมู่บ้านเขียนว่า

“ขอบคุณมุ้งของเธอ เราเห็นรูปเธอ เรารู้สึกว่าเธอสวยมาก”

แคตเธอรีนดีใจมาก ทำให้มีกำลังใจเพิ่มอีก เธอและทีมงานลงมือทำใบประกาศเกียรติคุณ 100 ใบ ส่งให้มหาเศรษฐีที่ติดอันดับในนิตยาสาร ฟร๊อบ ในนั้นมีอยู่ใบนึงเขียนว่า

“คุณบิลเกตที่เคารพ ไม่มีมุ้ง เด็กแอฟริกาจะตายเพราะมาลาเรีย พวกเขาต้องการเงิน แต่เงินอยู่ที่คุณ….”

2007-11-5

มูลนิธิบิลเกตประกาศบริจาคเงิน 3 ล้านเหรีญให้ “ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง” บิลเกตบอกว่า

“ผมได้รับใบประกาศเกียรติคุณพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง บอกว่า เงินที่ซื้อมุ้งให้เด็กแอฟริกาอยู่ที่ผม ถ้าผมไม่เอาเงินออกมา ไม่ได้แน่”

ปี 2008

มูลนิธิบิลเกตออกเงินถ่ายทำสารคดี “เด็กช่วยเด็ก” แคตเธอรีนจึงได้เหยียบแผ่นดินแอฟริกา ตอนเธอเห็นพวกเด็ก ๆ เขียนชื่อเธอไว้บนมุ้ง พวกเขาเรียกมุ้งช่วยชีวิตนี้ว่า “มุ้งแคตเธอรีน”

หมู่บ้านนี้ เดี๋ยวนี้ชื่อว่า “หมู่บ้านแคตเธอรีน”

หนูน้อยแคตเธอรีนอายุ 7 ขวบ ได้ช่วยชีวิตเด็กแอฟริกาแล้ว 20,000 คน

พลังของความบริสุทธิ์นี้ จะยิ่งมายิ่งแรง เพราะทุกหัวใจของทุกคน ล้วนมีเด็กที่จิตใจบริสุทธิ์อาศัยอยู่

ใครๆก็เปลี่ยนแปลง โลกนี้ให้น่าอยู่ขึ้นได้ คุณก็ทำได้ เริ่มทำเลย!

 

 

 

Katherine & Lynda Commale

 

บทความฉบับเต็ม : http://www.nothingbutnets.net/act/champions/lynda-katherine.html

 

ที่มา: เครดิตคุณ Chanyut Nuntasuk / MetaIbc Ibrain /
บทความฉบับเต็มhttp://variety.teenee.com/foodforbrain/64254.html