8 วิธีเห็นผี!! ทดลองจริงจากคน 50 คน


ทุกวิธีต้องทำระหว่าง 4ทุ่ม ถึง เที่ยงคืน และต้องไม่เลยเที่ยงคืนเพราะจะถือว่าเป็นวันใหม่

ทุกวิธีห้ามใส่พระ ยกเว้นวิธีที่8

วันที่ทำแล้วมีโอกาสเห็นมากที่สุดคือวันพุธ และ วันอาทิตย์

คนที่มีโอกาสเห็นได้ง่ายสุดคือคนที่เกิดวันพุธ วันศุกร์ และ วันอาทิตย์

ทุกวิธีอาจจะให้มีคนอื่นอยู่ด้วยก็ได้ยกเว้นบางวิธีที่จะระบุว่าคุณต้องทำคนเดียว

ทุกวิธีที่ต้องหลับตาหากคุณเปลี่ยนใจไม่อยากเห็น ให้เอาอุปกรณ์ทุกอย่างออก แล้วค่อยลืมตา

 

 

*วิธีที่1* “มองลอดใต้หว่างขา” (เห็นผี 21 คน)

1. นำใบไม้ (จากต้นใดก็ได้) ที่ร่วงลงมาจากต้นไม้ ต้องเป็นของต้นนั้นจริง ๆ และร่วมลงมาไม่ห่างจากลำต้นมากนัก หากอยู่ใกล้รากจะยิ่งดี

2. ยืนในที่โล่ง และต้องมองเห็นพระจันทร์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกหันหลังไปทางทิศตะวันตก (เพื่อเวลาก้ม
จะได้ก้มไปทางทิศตะวันตก

3. นำใบไม้ที่เก็บมา เอาไว้ในฝ่ามือ (จะทำมืออย่างไรก็ได้ แต่ห้ามพนมมือ)

4. หมุนตัวตามเข็มนาฬิกา (หมุนซ้าย) ช้า ๆ เมื่อมาหยุดที่เดิม (ทิศตะวันออกที่หันหน้าไว้ตั้งแต่แรก) ให้ท่องว่า
“พุทโธทายะ” (เหมือนผีถ้วยแก้วเลย) ทำแบบนี้ 3 รอบ (ท่อง 3 ครั้งด้วย)

***เพื่อให้เห็นภาพ*** รอบที่1 ยืนหันไปทางทิศตะวันออก หมุนซ้ายไปจนมาหยุดที่จุดเริ่มต้นแล้วท่องว่า

“พุทโธทายะ” และทำต่อไป รอบที่ 2 และรอบที่3

5. หลับตานึกถึงใบไม้ที่อยู่ในมือ กับต้นเจ้าของใบไม้ แล้วให้คิดว่าใบไม้ในมือ คือพลังงานอย่างหนึ่งที่จะเรียกวิญญาณมาได้

และนึกเอาว่าใบไม้นี้ได้ตายไปแล้วจึงได้หลุดมาจากต้นไม้ เพราะฉะนั้นเราติดต่อกับวิญญาณได้ เหมือนที่ติดต่อกับใบไม้ที่ตายแล้วใบนี้
6. ค่อย ๆ ก้มหน้าลง (ระหว่างนี้ห้ามลืมตาเด็ดขาด) เมื่อคุณก้มและพร้อมแล้ว “ให้ตั้งสติดี ๆ” แล้วลืมตา

7. แล้วผีจะมาให้เห็น
***หากเห็นอะไรห้ามวิ่ง ไม่ว่าสิ่งที่เห็นจะอยู่ไกล หรือมาประจันหน้าก็ตาม ต้องทำตามนี้ก่อน***
1. เงยหน้าขึ้น ทิ้งใบไม้ลงพื้นทันที
2. หมุนตัวทวนเข็มนาฬิกา (หมุนย้อนกลับไปทางขวานั่นเอง) 3 รอบ โดยไม่ต้องท่องอะไรเลย
3. เมื่อกลับถึงบ้านต้องล้างหน้า 3 ครั้ง ก่อนล้างให้ท่อง “พุทโธ” แล้วเป่าลมลงน้ำจึงค่อยล้างหน้าทำแบบนี้ 3 ครั้ง

 

 

*วิธีที่2* “ตัดเล็บตอนกลางคืน” (เห็นผี 12 คน)

***ขอย้ำเลยวิธีนี้ ต้องทำระหว่าง 4 ทุ่ม ถึง เที่ยงคืน เพราะต้องไม่ให้โพล้เพล้ หรือ เป็นวันใหม่”***

1. ตัดเล็บมือเท่านั้น โดยเริ่มจากนิ้วก้อย ,นิ้วโป้ง ,นิ้วนาง ,นิ้วชี้ และนิ้วกลาง (ตัดจากนอกเข้าในนั่นเอง)
โดยเริ่มตัดจากมือขวาก่อน และทำแบบเดียวกันกับมือซ้าย

*เล็บที่ตัดห้ามหักหรือขากเด็ดขาดต้องเป็นโค้งตามรูปเล็บ มิเช่นนั้นจะไมได้ผล*

2. น้ำเศษเล็กที่ตัดห่อใส่ผ้าอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นสีดำ (ต้องใช้แล้ว ไม่ใช่ผ้าใหม่)

3. นำไปวางไว้ทางทิศตะตก (เช่นเคย) ของที่พัก

4. เมื่อคุณเข้านอนได้ไม่นาน จะมีคนมานั่งตัดเล็บอยู่ตรงปลายเท้าที่คุณนอน (เสียงดัง “แก๊กๆ” นั่นแหละ) เป็นการตัดเล็บของเค้ามาคืนคุณ

5. ถ้าอยากเห็นก็ลืมตาแต่ห้ามโวยวาย เพราะเขาจะไปแล้วคุณอาจจะซวยได้ (เพราะถือว่าเค้ามาดี โดยที่เขาคิดว่าเราเอาเล็บไปแลก หรือไปเล่นกับเขา แล้วเขาก็เลยเอาของเขามาคืน

6. เมื่อคุณตื่นในตอนเข้า ให้ไปยังจุดที่คุณเอาเล็บไปวางไว้ คลี่ห่อผ้าออก จะพบเล็บของคนอื่นไม่ใช่ของคุณ

7. ให้คุณพูดเบา ๆ ว่า “ขอบคุณ” แล้วเอาไปฝังไว้ที่ใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่พักอาศัยของคุณ (แต่ห้ามทิ้งหรือเผาโดยเด็ดขาด)

 

 

*วิธีที่3* “หันหลังให้กระจกแล้วกลืนน้ำลาย” (เห็นผี 16 คน)

วิธีนี้ต้องทำคนเดียวเท่านั้น

วิธีนี้ต้องทำก่อนเที่ยงคืน 6 นาที

นาฬิกาที่คุณใช้เป็นเกณฑ์ในกาวัด ให้ยึดเรือนใดเรือนหนึ่งในบ้านได้เลย

1. ยืนหันหลังให้กระจก (ครั้งนี้จะทิศใดก็ได้) ตอนเวลา 5 ทุ่ม 54 นาที

2. กลืนน้ำลาย 1 ครั้ง ทุก ๆ 1 นาที

3. พอครบ 6 นาที หมายความว่าคุณกลืนน้ำลายไปแล้ว 6 ครั้ง และถึงเวลาเที่ยงคืนพอดี

4. หลับตาแล้วหันไปทางกระจก (จะหันซ้ายหรือขวาก็ได้แต่ช้า ๆ) แล้วกลืนน้ำลายอีกครั้ง (เป็นครั้งที่7) แล้วลืมตา และผีจะมาให้เห็น

5. เมื่อคุณต้องการยุติพิธี ให้หลับตากลืนน้ำลายอีกครั้ง เป็นอันจบพิธี

 

 

*วิธีที่4* “ดีดลูกคิดตอนกลางคืน” (เห็นผี 32 คน)

ลูกคิดที่ใช้ดีด ให้ดีดอันที่มีรางยาวที่สุดเท่านั้น

ต้องอยู่คนเดียว เพราะต้องใช้สมาธิอย่างมาก

1. ให้ลูกคิดทุกลูก ในทุกรางอยู่สุดรางที่หันมาหาตัวเรา

2. ดีดีลูกคิดขึ้นโดยให้ลูกคิดออกจากตัวทีละลูก(ต้องมีสมาธิมากๆ) ไล่ไปตั้งแต่รางแลก ไปจนรางสุดท้าย

3. ตั้งสมาธิให้ดีอย่างมาก แล้วจับรางลูกคิดตั้งขึ้น ให้ลูกคิดวิ่งกลับมาที่เดิมในตอนแรก

4. มองรอดช่องรางลูกคิด(รางใดก็ได้) แล้วผีก็จะมาให้เห็น

5. หลังจาการทำเรียบร้อยแล้ว ให้ทิ้งลูกคิดนั้นทันที *ห้าม* นำกลับมาใช้อีกเป็นเป็นอันขาด

 

 

*วิธีที่5* “เอามุ้งคลุมหัวตอนกลางคืน” (เห็นผี 6 คน)

1. เอามุ้งมาครอบหัวไว้ (หลับตาตั้งแต่ก่อนคลุมแล้ว)

2. ท่อง มะ-อะ-อุ 7 ครั้ง (อย่าลืมว่าต้องหลับตา)

3. ลืมตา แล้วผีจะมาให้เห็น

 

 

*วิธีที่6* “ใส่เสื้อกลับแล้วนอนห้อยหัว” (เห็นผี 31 คน)

ต้องทำคนเดียว

1. ใส่เสื้อโดยการเอาข้างหลังมาอยู่ข้างหน้า (ถ้ามีกระดุม ก็เอากระดุมไว้ขางหลังนั่นเอง)

2. นอนลงบนที่นอนที่สูงกว่าพื้น แล้วห้อยหัวลงมอง (เหมือนแหงนหน้า)

3. แล้วผีจะมาให้เห็น

 

 

*วิธีที่7* “แหงนหน้ามองตรงบันได” (เห็นผี 42 คน)

ต้องทำคนเดียว

1. นั่งบนบันไดชั้นบนสุด แล้วลงมาทีละขั้นทั้งที่ยังนั่งอยู่ (ใช้ก้อนลงบันได้นั่นเอง)

2.เมื่อถึงขั้นสุดท้าย ให้ยังคงนั่งอยู่ที่ขั้นสุดแล้ว แล้วจึงแหงนหน้ามองกลับขึ้นไปชั้นบนสุด

3. แล้วผีจะมาให้เห็น

 

 

*วิธีที่8* “สวมพระกลับหลัง” (เห็นผี 28 คน)

ต้องทำคนเดียว
1. สวมพระโดยคล้องสร้อยพระไว้ด้านหลัง(ให้เหมือนที่อยู่ด้านหน้าเลย)

2. ยื่นแขนซ้ายออกไปข้าง ๆ แล้วทำมุมข้อศอกโดยให้กำปั้นทิ่มลงพื้น และให้ข้อศอกตั้งฉากกับพื้น

3. มองลอดผ่านช่องแขน แล้วจะเห็น

 

 

 

ที่มา: blog.eduzones.com/rangsit/78145

ผู้หญิงคนนี้ลองไม่ใส่ “กางเกง” เดินเล่นในนิวยอร์ก! ผลจะเป็นอย่างไร? ต้องดู


Capture44
Capture46

ถ้าคุณเดินเล่นอยู่ตามท้องถนน และเจอผู้หญิงคนหนึ่ง เดินมา แต่เธอไม่ใส่ “กางเกง” คุณจะทำอย่างไร? Model Pranksters และ model Leah Jung อยากทดลองและหาคำตอบกับสิ่งนี้ เขาเลยให้ผู้หญิงคนหนึ่งไม่ใส่ “กางเกง” แต่เป็นการเพ้นท์สีแทนกางเกง และให้เธอไปเดินเล่นบนท้องถนนในนิวยอร์ก มาดูกันว่าคนจะสังเกตหรือไม่ว่าเธอไม่ได้ใส่ “กางเกง” เลยซักตัว และคนเดินผ่านไปมาจะทำอย่างไร?

มาดูวิดีโอกันเลย แล้วจับตาผู้ชายคนสุดท้ายของวิดีโอให้ดี

ที่มา: kiitdoo.com

อยากลองเป็นแฮ็กเกอร์แบบในหนังมั้ย? คุณเองก็ทำได้ภายใน 5 วินาที


อยากลองเป็นแฮ็กเกอร์แบบในหนังมั้ย? คุณเองก็ทำได้ภายใน 5 วินาที

หลายคนคงเคยเห็นฉากการจารกรรมข้อมูลผ่านทางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในภาพยนตร์ฮอลลีวูด
หรือแม้แต่ในละครไทยบางเรื่องก็ยังมี

tvhacks

แต่การเข้าถึงระบบข้อมูลในภาพยนตร์กับในชีวิตจริงนั้นต่างกันลิบลับเลย
หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ใช้แฮ็กข้อมูลในภาพยนตร์มักมีสีสันสวยงามแฮ็กเกอร์จึงดูเท่มาก

moviehacker
แต่ในชีวิตจริงคงมีแต่ตัวหนังสือบนหน้าจอเต็มไปหมด ดูน่าเบื่อสิ้นดี

ถ้าอยากเท่แบบแฮ็กเกอร์ในหนังบ้าง แต่ไม่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์เลย
วันนี้หมีขาวมีวิธีง่ายๆ มาฝากจ้ะ รับรองเท่เหมือนในหนังแน่นอน

1. เข้าไปที่เว็บไซต์ www.fediafedia.com/neo/

2. กด F11 ขยายหน้าจอบราวเซอร์ให้เต็มจอเพื่อความสวยงาม

3. กดเลือกฉากการแฮ็กที่ต้องการ ตอนนี้มี 9 แบบให้เลือก

sam-the-cat01

4. เมื่อเข้าไปสู่หน้าจอการแฮ็กแล้ว ก็กระทำการกดปุ่มมั่วๆ รัวๆ ได้เลย สวมบทบาทว่าเราทำการแฮ็กอยู่

sam-the-cat03

5. กดปุ่มดังต่อไปนี้ / * – + 2 0 บนแป้นตัวเลข Numpad เพื่อเปิดใช้เอฟเฟกต์ต่างๆ ที่จะทำให้ดูน่าตื่นเต้นเหมือนในหนังมากขึ้น หากต้องการหยุดเอฟเฟกต์ให้กดปุ่ม ESC

sam-the-cat02

เพียงเท่านี้ทุกท่านก็สามารถสวมบทบาทเป็นแฮ็กเกอร์เหมือนดาราฮอลลีวูดได้แล้วจ้ะ

หมีขาวขอตัวไปแฮ็กระบบช่วยกู้โลก ขัดขวางแผนการของผู้ก่อการร้ายก่อน ขอให้ทุกคนสนุกกับการแฮ็กนะจ๊ะ !

ที่มา: fediafedia.com/neo

ที่มา: meekhao.com/it/fake-hacker

8 การตัดต่อพันธุกรรม สร้างสิ่งมีชีวิตสุดประหลาด!


พันธุกรรม…การถ่ายทอดลักษณะต่าง ๆ จากรุ่นสู่รุ่น แต่มนุษย์เราก็โกงธรรมชาติโดยการเข้าไปตัดต่อเปลี่ยนแปงส่วนประกอบบางอย่าง เพื่อให้เกิดลักษณะพิเศษขึ้นตามที่เราต้องการ และต้องผ่านการทดลองแปลกๆ แหวกแนวธรรมชาติขึ้นมาหลายครั้งหลายครา เราจะพาคุณไปดู 8 ผลผลิตการตัดต่อทางพันธุวิศวกรรม ที่ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตสุดประหลาดขึ้นมา ทั้งพืช สัตว์ หรือแม้แต่ คน!


8. Venomous cabbage : กะหล่ำปลีพิษแมงป่อง

เมื่อ กะหล่ำปีมารวมตัวกับพิษจากหางแมงป่อง ก่อให้เกิดเป็นกะหล่ำปลีสุดสะพรึงที่มีพิษอยู่ในตัวเอง ซึงเมื่อมีหนอน หรือแมลงกัดเข้าไปแค่คำเดียว พิษแมงป่องก็จะเข้าขู่โจม ทำให้มันกลายเป็นกะหล่ำปีที่ไม่สารพิษจากยาฆ่าแมลงตกค้าง แค่มีพิษจากแมงป่องแค่นั้นเอง โดยที่พิษนี้จะเป็นอันตรายต่อศัตรูพืชของกะหล่ำปีเท่านั้น  และปลอดภัยสำหรับคนกิน…แต่จะแน่นอน 100% หรือเปล่าอันนี้เราไม่ฟันธง


7. Human milk from cow : วัวผลิตน้ำนมคน

นัก วิทยาศาสตร์อาร์เจนตินาโชว์เทพ ด้วยการโคลนนิ่งวัวที่มียีนส์ของคนผสมอยู่ชื่อว่า ‘โรสิตา ไอเอสเอ’ ก่อเกิดเป็นวัวสายพันธุ์ใหม่ที่ผลิตนมซึ่งมีคุณค่าทางอาหารสูงเทียบเท่านม ของคน โดยมีโปรตีนซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญอย่าง แลคโตเฟอริน (Lactoferrin) และ แลคโตเฟอริน (Lactoferrin) ที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของของจุลินทรีย์ เช่น เชื้อรา และช่วยต่อต้านเชื้อโรคต่างๆ อีกด้วย


6. Three eyes tadpoles : ลูกอ๊อด 3 ตา

มหาวิทยาลัย Warwick ซึ่งนำทีมโดย Nick Dale และ Elizabeth Jones ศาสตราจารย์สาขาวิทยาศาสตร์ชีววิทยาได้ตีพิมพ์ผลงานชวนตะลึงเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2007 นักวิจัยในทีมค้นพบว่า ATP หรือ Adenosine Triphosphate เป็นสารที่ให้พลังงานแก่เซลล์นั้นมีอิทธิพลต่อการพัฒนาการเคลื่อนไหวของกบ โดยทีมนักวิจัยนำโมเลกุลที่เรียกว่า “ectoenzymes” ใส่เข้าไปในตัวอ่อนของกบ จากนั้นรอให้เซลล์เจริญเติบโต ตัวอ่อนเหล่านี้ก็จะกลายเป็นลูกอ๊อดที่มี 3 ตา แค่นั้นยังไม่พอนักวิจัยต้องอึ้งต่อระลอก 2 เมื่อเซลล์มีการเจริญเติบโตบนส่วนอื่นนอกจากตา เช่น ส่วนหาง และหน้าท้อง ส่วนที่ทำไปทั้งหมดนั้นก็เพื่อนำไปรักษามนุษย์ที่สูยเสียการมองเก็น นั่น…งานนี้ต้องขอขอบคุณลูกอ๊อดซะแล้ว


5. GM mosquito : ยุงสายพันธุ์ใหม่ปลอดไข้มาลาเรีย

โรค มาลาเรียเกิดจากปรสิต ’พลาสโมเดียม’ ที่อยู่ในน้ำลายยุง จากนั้นจะเข้าสู่คนเมื่อโดนกัด นักวิจัยของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาจึงได้ทำการทดลองดัดแปลงยีนยุง เพื่อให้ยุงมีภูมิต้านทานปรสิต ‘พลาสโมเดียม’ และเมื่อนำยุงที่ผ่านการตัดต่อยีนไปปล่อยสู่ธรรมชาติ ยุงเหล่านี้จะเข้าไปแย่งผสมพันธุ์กับยุงสายพันธุ์เดิม และยุงที่เกิดมาใหม่นั้นจะเป็นยุงที่ไม่แพร่เชื้อมาลาเรีย อัตราการเกิดโรคนี้ก็จะลดลง แต่ว่าโครงการนี้ยังอยู่ในขั้นการทดลอง ซึ่งถ้าจะทำได้จริงๆนั้น ต้องนำยุงปล่อยสู่ธรรมชาติไม่ใช่แค่การทดลองในห้องแล็บเท่านั้น และยังต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อม และผลกระทบอื่น ๆ ที่จะตามมาเป็นขบวนอีกด้วย


4. Mouse frozen cloned : โคลนนิ่งหนูแช่แข็ง

ทีม นักวิจัยของสถาบัน Riken ประเทศญี่ปุ่นโชว์เทพ โคลนนิ่งหนูตายที่ถูกแช่แข็งไว้นานถึง 16 ปี ในอุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส โดยการการเอานิวเคลียสบริเวณสมองที่ไม่ได้โดนนำแข็งทำลาย เหมือนกับเซสล์ในบริเวณอื่น ๆ เนื่องจากมีไขมันห่อหุ้มอยู่จากหนูที่ถูกแช่แข็ง ไปฉีดใส่หนูอีกตัวที่ยังมีชีวิตเพื่อเป็นหนูอุ้มบุญ จากนั้น 3 สัปดาห์ หนูอุ้มบุญก็จะคลอดหนูตัวใหม่ที่มี DNA เหมือนกับหนูที่ตายไปแล้วเป๊ะๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นการทดลองสำเร็จไปได้ด้วยดี หนูที่คลอดออกมามีสุขภาพร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ทุกประการ ผสมพันธุ์ได้ตามปกติ ส่วนขั้นต่อไปนักวิจัยหวังว่ามันจะสามารถคืนชีพให้กับแมมมอธ และสัตว์สูญพันธุ์อื่นๆ ให้กลับมามีชีวิตลั้ลลากันบนโลกได้อีกครั้งหนึ่ง


3. Glow in the Dark Pigs : หมูเรืองแสง

เรื่อง หมูๆ ที่ทำให้ทั่วโลกต่างตะลึงเมื่อนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย South China Agriculture ประเทศจีนได้พัฒนาหมูเรืองแสง โดยฉีดโปรตีนฟลูออเรสเซนต์จากแมงกะพรุนเข้าไปในเซลล์ตัวอ่อนหมู ให้หมูเรืองแสงจากภายในสู่ภายนอก จุดประสงค์ให้นักวิจัยสามารถเห็นพัฒนาการของเนื้อเยื่อ เพื่อนำพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพสำหรับมนุษย์ เพราะนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าร่างกายของหมูมีสภาพเหมือนของมนุษย์มากที่สุด กลายเป็นว่าเรื่องหมูๆ มันไม่หมูอีกต่อไป เพราะมันได้กลายเป็นหมูพลีชีพให้เราทดลองไปซะแล้ว


2. Spider Goats : แพะแมงมุม

การ ข้ามสายพันธุ์สุดประหลาดระหว่างแมงมุมและแพะ โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยไวโอมิง ทำการตัดต่อยีนจากแมงมุมไปใส่ในตัวอ่อนของแพะ ก่อเกิดเป็นแพะสายพันธุ์ใหม่ที่ผลิตนมผสมโปรตีนใยไหม นอกจากนั้นยังนำมาทำเป็นเอ็นเทียม เสื้อกันกระสุน และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่นักวิจัยยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น แว่ว ๆ มาว่า ต่อไปจะเป็นการพัฒนานำยีนไหมไปใส่ในถั่วเพื่อให้ได้นมถั่วเหลืองที่มีโปรตีน สูงยิ่งกว่าเวอร์ชั่นเดิม บางคนอาจสงสัยแล้วทำไมไม่เลี้ยงแมงมุมมันซะเลยล่ะไปทำกับแพะอย่างนั้นทำไม เหตุเป็นเพราะว่าแมงมุมจะมีนิสัยปกป้องรังของตัวเอง เวลาที่เลี้ยงไว้มากๆ มันจะต่อสู้กันเองจนตายกันเกลื่อนกลาด สุดท้ายนักวิทยาศาสตร์เลยต้องมาลงเอยที่แพะซะงั้น


1. Twin town in Brezil : เมืองฝาแฝดในบราซิล

ดร.โจ เซฟ แม็งเกเล่ (Josef Mengele) นักวิทยาศาสตร์ในค่าย Auschwitz ของพรรคนาซี นักวิทยาศาสตร์ผู้ชี้เป็นชี้ตายแก่นักโทษ ด้วยหน้าตาท่าทางหล่อเหลา และทำการทดลองมหาโหดอย่างสุดขั้ว จนได้รับฉายาว่า เทพเจ้าแห่งความตาย (Angel of Death) ซึ่งภารกิจของเขาคือ การค้นคว้าความลับทางพันธุกรรมของพวกฝาแฝดเพื่อสร้างชนเผ่าอารยันที่สมบูรณ์ แบบ ตามความต้องการของผู้นำสูงสุดของเยอรมัน อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler)
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แม็งเกเล่ หลบหนีไปประเทศบราซิล หากแต่ยังไม่หยุดทำการทดลองทางพันธุกรรมชิ้นนี้  หลักฐานคือชาวเมืองในแคนดิดู โกดอล เมืองเล็กๆ ในประเทศบราซิล 80 ครัวเรือนในพื้นที่ 1 ตารางไมล์ จะให้กำเนิดเด็กแฝดถึง 38 คู่ และแต่ละคู่จะมีผมสีทอง ตาสีฟ้าเหมือนกันหมด แต่อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการที่ชาวเมืองมีลูกแฝดผมทองตาฟ้านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับแม็งเกเล่เลย แต่หากเป็นเพราะเมืองถูกตัดขาดจากภายนอกเป็นเวลานาน พันธุกรรมที่ได้รับจากบรรพบุรุษกลุ่มแรก ๆ จึงยังไม่มีการผสมของเชื้อชาตินั่นเอง

การตัดต่อพันธุกรรมทั้งหมดนั้น ถ้าอ่านดูดีๆ จะรู้ว่าผลประโยชน์นั้นตกอยู่ที่มนุษย์เราล้วนๆ จนงานนี้ต้องขอไหว้งามๆ ให้สัตว์ผู้โชคดี หรือโชคร้ายก็ไม่รู้ เลยละกัน

ที่มา: fhmthailand

จริงหรือไม่?! ที่ปลา, กุ้ง, ปู นั้นไม่มีความเจ็บปวด!!!


 

สมัยเด็กๆ เคยมีคนบอกว่าเวลาเอาเบ็ดเกี่ยวปากปลา ปลามันไม่เจ็บหรอก เราก็ได้แต่แปลกใจว่า “เฮ้ย มันดิ้นขนาดนั้น ไม่เจ็บตรงไหนฟร่ะ” ซึ่งก็เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีประสบการณ์ประมาณนี้เหมือนกัน และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบกันได้ แต่แล้วก็มีคนมาพิสูจน์เรื่องนี้ให้เราฟังจนได้

เรื่องมีอยู่ว่า มีทีมนักวิจัยพฤติกรรมสัตว์กลุ่มหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เขาก็สงสัยแบบเดียวกับเรานี่แหละ ว่าปลามันเจ็บปวดเวลาถูกเบ็ดเกี่ยวปากจริงหรือเปล่า เขาเลยทำการทดลองและพบคำถามที่ช็อกคนทั้งโลก นั่นคือการยืนยันว่าปลานั้นเป็นสัตว์ที่แสดงอาการเจ็บปวดช้ามาก เพราะมันมีระบบสมองหรือหน่วยรับความรู้สึกเจ็บปวดอยู่ในเซลล์ประสาทน้อยกว่า สัตว์อื่นหลายเท่า จึงทำให้เวลามันถูกเบ็ดเกี่ยวจะไม่รู้สึกเจ็บปวดมากเท่ากับที่สัตว์อื่น รู้สึก

ส่วนการที่เราเห็นปลาดิ้นนั้น นักวิทยาศาสตร์กลุ่มเดิมได้อธิบายว่า ที่ปลาดิ้น ไม่ใช่เพราะมันเจ็บปวด แต่เป็นการแสดงอาการขัดขืนและเอาตัวรอดตามสัญชาตญาณ ยิ่งกว่านั้นปลายังไม่แสดงอาการเจ็บปวดอื่นๆ เช่น แสดงความอ่อนแอเมื่อถูกพิษ และจากทดลองโดยเอาเข็มหลายเล่มแทงสอดเข้าไปในปากของปลาเทราต์ เรนโบว์ตัวหนึ่ง แล้วฉีดพิษเหล็กในของผึ้งเข้าไป ปลาตัวดังกล่าวก็ยังไม่ได้แสดงอาการใดๆ ออกมา แถมระบบต่างในร่างกายก็ยังสามารถทำงานได้ตามปกติ และพอปล่อยลงน้ำมันก็ว่ายน้ำได้ปกติอีกด้วย

แล้วจริงหรือไม่?!…ที่ว่ากุ้งปูไม่มีความเจ็บปวด!!

จากข้อมูลของสถาบันวิจัยกุ้งแห่งรัฐเมนที่ได้ทดสอบการแสดงความเจ็บ ปวดในสัตว์น้ำเปลือกแข็งโดยใช้กุ้ง Lobster เป็นตัวอย่างการทดลอง พบว่าพวกมันเป็นสัตว์ที่มีระบบประสาทน้อยมาก และที่สำคัญคือพวกมันแทบไม่มีปลายประสาทสำหรับตอบสนองความเจ็บปวดเลย

“ถ้าคุณลังเลที่จะฆ่ากุ้งสักตัว คุณควรลังเลที่จะตบยุงด้วย เพราะระบบประสาทในส่วนนี้ของพวกมันแทบไม่มีอะไรต่างกันเลย” Robert Bayer ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยกุ้งแห่งรัฐเมนกล่าวไว้

อ้าว ถ้ามันไม่เจ็บไม่ปวดจริงๆ แล้วทำไมมันถึงดิ้นตอนเจอน้ำร้อนล่ะ!?

เชื่อว่าหลายๆ คนคงคิดแบบนี้อยู่สิท่า งานนี้ทีมวิจัยเขาก็ได้ทดสอบด้วยการเอา Lobster เป็นๆ ไปจ่อน้ำร้อน และใช้การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า ซึ่งพบว่ากุ้งมีการดีดตัวเมื่อเข้าให้ความร้อนด้วย ซึ่งตรงนี้ทีมนักวิจัยกลุ่มดังกล่าวได้อธิบายว่า มีความเป็นได้ที่พวกมันอาจจะรู้สึกเจ็บปวด แต่เนื่องจากระบบประสาทที่มีอยู่น้อยมาก จึงทำให้เชื่อว่าการดิ้นของกุ้งนั้นเป็นการตอบสนองเพื่อเอาตัวรอดจากอันตราย มากกว่าการตอบสนองจากความเจ็บปวด

ได้ยินอย่างนี้หลายๆ คนคงอยากจะด่านักวิทย์ใจบาปพวกนี้ให้รู้แล้วรู้รอด แต่เชื่อเถอะครับว่าถ้าคิดจะด่าจริงๆ คงไม่ได้มีแค่นักวิทย์กลุ่มนี้เท่านั้นที่โดน แต่ยังมีพ่อครัวร้านอาหารทั่วโลกที่น่าจะโดนไปด้วยแน่ๆ เพราะวิธีทำอาหารจากปูและกุ้งที่ได้รับการการันตีว่าให้รสชาติดีที่สุด คือต้องทำขณะที่มันยังมีชีวิตอยู่

แต่เพื่อรักษาน้ำใจคนกินหลายๆ ท่านที่รู้สึกว่าวิธีนี้บาปและโหดร้ายไปสักนิด จึงมีการคิดขั้นตอนการทำอาหารจากกุ้งปูเพื่อให้พวกมันทรมานก่อนตายน้อยที่ สุด เช่น การน็อคด้วยน้ำแข็งแบบฉับพลัน การอัดด้วยน้ำแรงดันสูง และรวมถึงการหั่นที่ทำให้พวกมันตายทันทีแบบวิธีข้างล่างนี้เป็นต้น

ปล. “การดิ้นของกุ้งนั้นเป็นการตอบสนองเพื่อเอาตัวรอดจากอันตรายมากกว่าการตอบ สนองจากความเจ็บปวด ข้อสรุปของการวิจัย เป็นเพียงการคาดเดา ไม่ได้มีหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ กุ้งมีประสาทรับความรู้สึก แต่น้อยกว่า ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดนะครับ”

 

นัก วิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยควีนเบลฟาสต์ของไอร์แลนด์ศึกษาพบว่า สัตว์ก็รู้จักเจ็บและกลัวเช่นกันโดยได้พบว่า เมื่อทดลองเอากระแสไฟอ่อน ๆ ให้ดูดปูเสฉวน มันแสดงให้เห็นว่ามันเจ็บปวดและรู้จักเข็ด

ศาสตราจารย์ บ็อบ เอลวูด หัวหน้าคณะนักวิจัยได้แจ้งถึงการทดลองว่า ได้โยงสายไฟไปต่อกับปูเสฉวน ซึ่งเป็นปูที่ไม่มีเปลือก ต้องอาศัยอยู่ในเปลือกของปูอื่นเมื่อเดินกระแสไฟอ่อน ๆ ปูเสฉวนตัวที่โดนถูกช็อต จะทิ้งบ้านหนี แสดงว่ามันได้รับความเดือดร้อน แม้แต่ตัวอื่นที่ใช้กระแสไฟอ่อน จนมันไม่รู้สึก ถึงมันจะคงอยู่ในเปลือกเก่า แต่มันก็คอยทีอยู่ พอมีโอกาสก็จะผละไปอยู่บ้านใหม่ทันที

อาจารย์บ็อบกล่าวต่อไปว่า “การวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า มันรู้จักยอมได้อย่างเสียอย่าง ยอมสละที่อยู่เก่า เพื่อแห่งใหม่ ในอันที่จะหลีกหนีอันตรายให้พ้น พฤติกรรมแบบนี้ เคยพบแต่ในสัตว์พวกที่มีกระดูกสันหลังเท่านั้น เมื่อมันรู้สึกเจ็บปวด แต่ยังไม่เคยพบในสัตว์พวกที่มีเปลือกแข็งหุ้มตัวเลย ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าสัตว์เหล่านี้ก็รู้จักเจ็บปวดเช่นกัน

ผู้ เชี่ยวชาญในวงการศาสนา ได้กล่าวแสดงความเห็นว่า เรื่องนี้จะยังผลให้เกิดกับอุตสาหกรรมอาหาร ที่ต้องคำนึงถึงสวัสดิภาพของสัตว์พวกที่มีเปลือกแข็งหุ้มตัวขึ้นมา บ้างอย่างกว้างขวางนอกจากนั้นยังจะพลอยทำบรรดาพ่อครัวแม่ครัวตามภัตตาคาร ซึ่งปิ้งย่างพวกสัตว์เหล่านี้เป็น ๆ โดยเคยคิดเสียว่าพวกมันเจ็บปวดไม่เป็นมาก่อน อดพลอยสะดุ้งสะเทือนไปด้วยไม่ได้