งามจริง! มาดู 15 “ถ้ำ” ที่ยิ่งใหญ่อลังการที่สุดในโลก!!


 

ถ้าคุณดูภาพ “ถ้ำ” อันสวยงามตระการตาเหล่านี้ คุณอาจจะคิดว่ามันมาจากภาพยนตร์ หรือเทพนิยายหรือเปล่า แต่ต้องบอกว่า มันคือสถานที่จริงๆ ที่คุณพบได้ในป่าอันไกลโพ้น แถบเอเชีย อเมริกาเหนือ หรือยุโรป

สถานที่บางแห่งในนี้ เกิดจากการที่น้ำค่อยๆ เซาะหินปูนเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปนับล้านปี ก็เกิดเป็นความสวยงามของหินงอก และหินย้อย ดังภาพที่คุณจะได้เห็นต่อไปนี้

ขณะที่ “ถ้ำ” อีกส่วนหนึ่ง ก็เกิดจากการกัดเซาะของน้ำทะเล หรือทะเลสาบ ซึ่งถ้าคุณอยากสัมผัสประสบการณ์ถ้ำเหล่านี้ บางแห่ง ก็มีการเปิดให้ชมแก่สาธารณชนทั่วไป อาทิ ถ้ำพระยานคร ในประเทศไทย แต่บางแห่งก็อนุญาตให้ผู้ที่มีความชำนาญในการเดินทางแบบผจญภัย และต้องได้รับการอนุญาตก่อนเท่านั้น และต้องใช้เครื่องมือสำหรับการเดินป่า และปีนผาเข้าช่วย

แต่กระนั้น หากท่านไม่อยากเดินทางเสี่ยงภัยไปดูด้วยตาของตนเอง เราก็ยังโชคดี ที่มีช่างภาพใจกล้า บุกร่วมทริปไปกับนักผจญภัย เพื่อเก็บภาพสวยๆ มาฝากเราแล้ว ซึ่งภาพเหล่านี้แหละ จะทำให้คุณรู้ว่า “ธรรมชาติ” ยังมีเรื่องราวน่าอัศจรรย์ใจรอการค้นพบอีกเยอะเลยทีเดียว

1. Son Doong Cave, Vietnam

 

Son Doong cave ที่ประเทศ Vietnam คือถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบ และการก่อตัวของถ้ำที่เป็นเอกลักษณ์มากๆ

2. Ice Cave Near The Mutnovsky Volcano, Russia

 

 

ถ้ำน้ำแข็งแบบนี้ เกิดจากธารน้ำแข็งรอบๆ ภูเขาไฟ Mutnovsky ในประเทศ Russia ซึ่งบางส่วนเกิดจากการระเบิดของลาวาและก๊าซร้อนที่เรียกว่า Fumaroles 

 

3. Naica Mine, Mexico

Naica Mine caves ในประเทศ Mexico ถือว่าเป็นแหล่งของคริสตัลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ แต่ถ้ำคริสตัลเหล่านี้ ถูกปิดไม่ให้สาธารณชนเข้าชมเพราะมันลึก และร้อนมาก เพื่อความปลอดภัยมันจึงถูกปิด แต่ภาพเหล่านี้ คือการถ่ายทำสารคดีที่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายนั่นเอง

4. Vatnajokull Glacier Cave, Iceland

ถ้ำแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ธารน้ำแข็ง Vatnajokull ในประเทศไอซ์แลนด์ ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งถ้ำแบบนี้ปกติเกิดจากการละลายของธารน้ำแข็ง ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงค่อนข้างอันตราย

 

5. Batu Caves, Malaysia

Batu Caves ในประเทศมาเลเซีย ถูกใช้ในการตั้งรกรากจากชาวจีน และชาวอังกฤษมาก่อน รวมไปถึงชนพื้นเมือง Temuan นอกจากนี้ยังถูกขุดทำเป็นเหมืองเพื่อการเกษตรมาก่อนอีกด้วย โดยในปัจจุบัน ถ้ำแห่งนี้เปิดให้ชมโดยบุคคลทั่วไป และมีการสร้างอนุสาวรีย์รำลึกต่างๆ อีกด้วย

6. Mendenhall Glacier Cave, USA

ถ้ำน้ำแข็งนี้เป็นส่วนหนึ่งของธารน้ำแข็ง Mendenhall ใกล้ๆ Juneau, Alaska ซึ่งเกิดจากการละลายของธารน้ำแข็ง และด้วยความเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งที่มีขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่แน่ว่าถ้ำนี้จะคงอยู่ตลอดไปหรือไม่

7. Cave in Algarve, Portugal

ถ้ำแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขต Algarve ในประเทศโปรตุเกส ซึ่งน่าจะเกิดจากการกัดเซาะของน้ำทะเล โดยถ้ำนี้ อยู่ใกล้กับท่าเรือ Lagos โดยการเดินทาง ต้องเดินทางทางเรือเท่านั้น

 

8. Glowworms Cave, New Zealand

Waitomo glowworm caves ในประเทศ New Zealand เป็นที่อยู่ของแมลงชนิดหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์มาก คือ “glowworm” ที่สามารถปล่อยเส้นไหมออกมาจากตัวที่สามารถส่องแสงได้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันมีไว้จับเหยื่อนั่นเอง 

9. Tham Lod Cave, Thailand

 

แม่น้ำลาง ไหลผ่านถ้ำลอด ในภาคเหนือของประเทศไทย โดยถ้ำแห่งนี้มีหินงอก หินย้อย ที่สวยงามมากมาย และเป็นที่อยู่ของนกนางแอ่นจำนวนมาก ที่อพยพมาอยู่ในบางช่วงของชีวิตมัน

10. Kyaut Sae Cave, Myanmar

 

ยังเป็นที่รู้จักกันน้อยมากกับถ้ำแห่งนี้ในเมือง Kyaut Se ประเทศ Myanmar ซึ่งในถ้ำแห่งนี้มีการสร้างวัดพระพุทธศาสนาเอาไว้ด้วย

11. Marble Caves, Patagonia

ถ้ำหินอ่อนแห่งนี้ใน Patagona มีชื่อเสียงมากในเรื่องของน้ำสีฟ้าที่สะท้อนขึ้นไปบนเพดานหินอ่อน มันเป็นภาพที่สวยงามมากๆ และบางคนยังเรียกถ้ำแห่งนี้ว่าเป็น Marble Cathedral เพราะความสวยงามของมัน และลักษณะที่โค้งได้รูปนั่นเอง

12. Antelope Canyon, USA

Antelope Canyon ใน Arizona ประเทศสหรัฐอเมริกา เกิดขึ้นจากการกัดเซาะของลมและน้ำท่วมเป็นเวลาหลายพันปี ซึ่งในหน้ามรสุมนั้น บางทีเพราะฝนที่ตกหนัก อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน และเคยคร่าชีวิตนักท่องเที่ยวมาแล้วบางราย

13. Phraya Nakhon Cave, Thailand

ถ้ำพระยานครในประเทศไทย เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่กษัตริย์ไทยมักเสด็จมาเยี่ยมชม เพราะความสวยงามของแสงที่ตกลงมากลางถ้ำ ซึ่งในภาพคือศาลาที่สร้างขึ้นโดยรัชกาลที่ 5 ในปี 2433 

14. Ellison’s Cave, USA

นี่คือ Cave pit หรือถ้ำที่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน ตั้งอยู่ที่ Georgia สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นที่นิยมมากสำหรับคนที่ชอบความท้าทายในการทิ้งตัวเองลงสู่ใต้ดินเพื่อชมความงามของธรรมชาติเบื้องล่าง

15. Reed Flute Cave, China

Reed Flute Cave ตั้งอยู่ที่ Guangxi ประเทศจีน เป็นที่ท่องเที่ยวมายาวนานกว่า 1,200 ปีแล้ว ซึ่งที่นี่มีหินงอก หินย้อยสวยงามมาก ส่วนชื่อนั้นมาจากพืชจำพวก กก หรือ อ้อ ที่ขึ้นมากบริเวณปากถ้ำ และสามารถนำมาทำขลุ่ยได้นั่นเอง 

H/T: Boredpanda

ที่มา: http://www.kiitdoo.com/

อย่าตระหนก! วิทยาศาสตร์ ถอดรหัส ‘พระจันทร์สีเลือด’ ! ปรากฏการณ์ธรรมชาติ 24 นาทีทอง


 

อย่าตื่นตระหนก! 8 ต.ค. ปรากฏการณ์พระจันทร์เลือดสยอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ออกโรงเตือนอย่าตื่นตระหนก ชี้เป็นแค่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ย้ำ 24 นาทีทอง เห็นได้ทั่วประเทศไทย…

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ไปแล้วกับปรากฏการณ์พระจันทร์สีเลือดในวันที่ 8 ต.ค. ที่กำลังจะถึงนี้(อ่าน-8 ต.ค.พระจันทร์สีเลือด! หมอช้างเตือน 2 ราศี กันย์ – มีน) หลายคนตื่นตระหนักว่าจะเกิดอะไรขึ้นเพราะพระจันทร์มีอิทธิพลต่อน้ำขึ้นน้ำลง จะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว แผนดินแยกแบบที่ลือๆ กลัวๆ กันหรือไม่ กระทั่งจะเกิดโชคร้ายในวันจันทร์ดับ ในมุมวิทยาศาสตร์อธิบายอย่างไร ไทยรัฐออนไลน์มีคำตอบ


เรื่องนี้ รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีออกมากล่าวผ่านไทยรัฐออนไลน์ถึง ‘ปรากฏการณ์พระจันทร์สีเลือด’ ว่า พรุ่งนี้ (8 ต.ค.) จะเกิดปรากฏการณ์ ‘จันทรุปราคาแบบเต็มดวง’ เร่ิมในเวลาราว 17.30 น. แต่เนื่องจากเวลาคราสเต็มใบ พระอาทิตย์ยังไม่ตกจากขอบฟ้า จะตกในเวลาราว 18.00 น. หลังจากนั้นก็จะสามารถเห็น ‘พระจันทร์สีเลือด’ แบบเต็มใบ ซึ่งจะเห็นภาพแบบนั้นแค่ 24 นาที หลังจากเวลา 18.24 น. จากนั้นพระจันทร์ก็จะเร่ิมออกจากเงามืดจนมีลักษณะเสี้ยวๆ ซึ่งมีความแปลกและสวยงาม โดยลักษณะเสี้ยวจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าพระจันทร์จะเคลื่อนที่ออกจากเงามืด กระทั่งสว่างเต็มดวงราว 19.30 น. ก็จะคลาย เต็มดวงเหมือนเดิม

“อธิบายง่ายๆ หลังจาก 6 โมงครึ่ง พระจันทร์จะเร่ิมขึ้นทางขอบฟ้าด้านตะวันออก ดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์อยู่ตรงข้ามกัน ซึ่งหากท้องฟ้าโล่งไม่มีเมฆ เราจะเห็นภาพพระจันทร์สีเลือดได้อย่างชัดเจน โดยจะมีเวลาทองให้เราเห็นแบบคราสเต็มใบแค่ 24 นาทีเท่านั้น หลังจาก 19.30 น. ดวงจันทร์จะเร่ิมออกจากเงามืด หลังจากนั้นก็จะเห็นเสี้ยวสว่างเล็กๆ และใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มดวงในที่สุด ถามว่าสามารถเห็นที่ไหนได้บ้าง ทั้งประเทศไทย ซึ่งสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติก็จัดงานนี้ด้วย ที่ 1. โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา 2. ที่โคราชจัดที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ที่นี่เรามีหอดูดาว และ 3. จ.เชียงใหม่ เราจะจัดในห้างสรรพสินค้าเพื่อเข้าถึงคน เพราะดวงจันทร์เห็นง่าย ไม่จำเป็นต้องขึ้นไปที่มืดมากๆ”


เมื่อถามถึงกระแสความตื่นตระหนกปรากฏการณ์พระจันทร์สีเลือด ผู้เชี่ยวชาญเรื่องดาราศาสตร์บอกว่า จริงๆ แล้ว ไม่มีอะไรน่ากลัว เป็นปรากฏการณ์ดวงจันทร์เข้าไปในเงามืดของโลกเท่านั้นเอง

“อธิบายปรากฏการณ์ที่เราเรียกว่า ‘พระจันทร์สีเลือด’ ก็คือ ดวงอาทิตย์อยู่ซ้ายมือ โลกอยู่ตรงกลาง ดวงจันทร์อยู่ขวามือ พอโลกบังอยู่มันก็เกิดเงาขึ้นด้านตรงข้าม ดวงจันทร์เข้าไปในเงามืด ซึ่งมันควรจะมืดหมด แต่บังเอิญแสงอาทิตย์ที่สะท้อนจากโลกขึ้นไปที่ดวงจันทร์มันจะมี Earth Shine หรือแสงโลกสะท้อนไปที่ดวงจันทร์ตอนที่มันอยู่ในเงามืดของโลก บังเอิญบรรยากาศของโลกเรามีฝุ่นละอองมากมาย ซึ่งไอ้แสงสีน้ำเงินมันกระเจิงหายไปหมด แสงสีแดงมันก็เลยไปตกกระทบที่ดวงจันทร์ตอนที่เข้าไปในเงามืด ทำให้จันทร์เป็นสีแดง ยิ่งโลกเรามีฝุ่นเยอะๆ ช่วงนี้มีมลพิษเยอะ มันก็ยิ่งทำให้ดวงจันทร์เป็นสีแดง คนก็กลัว

โดยดาราศาสตร์ไม่มีคำเรียกปรากฏการณ์นี้ แต่ผมมักจะพูดถึงสีแดงแบบนี้ว่าเป็น ‘พระจันทร์สีเลือด’ เพราะมันเห็นภาพ แค่เป็นการเปรียบเปรย ไม่มีอะไร อย่าตื่นตระหนก ให้มองว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ทั้งจันทรุปราคาและสุริยุปราคาจะเกิดขึ้น 1-2 ครั้งในรอบปี”


สุดท้าย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ฝากถึงกระแสตื่นตระหนกนี้ด้วยว่า มันเป็นวัฏจักรของธรรมชาติ ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์มาอยู่ในแนวเดียวกัน ซึ่งมันก็เกิดขึ้นบ่อยๆ โดยสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือแรงดึงดูด เพราะดวงจันทร์มันมาอยู่ใกล้โลก มันทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลง แต่จะรุนแรงทำให้แผ่นดินไหว แผ่นดินแยกแบบที่คนตื่นตระหนก ในมุมดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ไม่มีอะไรยืนยันว่าจะเป็นแบบที่ลือๆ กัน อยากให้มองเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่แปลก และสวยงามเท่านั้นเอง.