10 เคล็ดลับรักษาหุ่นให้สวย หลังการไดเอท ไม่โยโย่แน่!!


diet

คุณก็ยังคงมีความรู้สึกกังวลอยู่ใช่ไหมล่ะค่ะ ว่าจะรักษาหุ่นสวยๆ แบบนี้อย่างไร ให้สามารถอยู่คงทนต่อไปได้โดยที่ไม่ต้องกลับมาอ้วนอีก แน่นอนค่ะ ในเมื่อคุณอุตส่าห์ทุ่มทั้งแรงกายและแรงใจมาอย่างมากมายในการลดน้ำหนักครั้งนี้ เพื่อให้ได้รูปร่างและหุ่นสวยตามที่ต้องการ ถ้าหากว่าต้องกลับไปเป็นหุ่นแบบเดิมอีกก็คงไม่ดีแน่แท้ ดังนั้นแล้วในวันนี้เราจึงนำเคล็ดลับเพื่อหลังการได้เอทให้หุ่นสวยๆ อยู่คู่กับสาวๆ ตลอดไป มาแนะนำกันค่ะ

1. เดินออกกำลังกาย

โรคอ้วนนั้นกำลังแพร่ระบาดไปทั่วประเทศไทย และก็มีแนวโน้มว่าจะแพร่ระบาดหนักขึ้นไปอีกในทศวรรษหน้านี้ การใช้เวลาในแต่ละวันซักประมาณ 20 นาที สำหรับเดินออกกำลังกาย จะช่วยทำให้ร่างกายของคุณได้มีกิจกรรมมากขึ้น หรือการเดินออกกำลังกายจำนวนวันละ 2,000 ก้าว ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่คุณจะต้องทำเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักกลับเพิ่มขึ้นมาอีก ถ้าอยากจะรู้ว่า คุณได้เดินออกกำลังกายไปกี่ก้าวแล้ว ก็ให้ลองใช้อุปกรณ์ช่วยอย่างเครื่อง Pedometer หรือมาตรวัดจำนวนก้าวติดเอาไว้ที่เข็มขัด จากนั้นก็ออกเดินไปได้เลย ไม่ว่าคุณจะไปไหนก็ตาม ตั้งแต่การจูงสุนัขออกไปเดินเล่น หรือจะออกไปเดินซื้อของแถวๆ บ้าน คุณก็สามารถดูจำนวนก้าวได้จากเครื่องนี้แหละค่ะ

2. กินแอปเปิล แบบเจ้าหญิงสโนว์ไวท์

สารอาหารที่อยู่ในแอปเปิลนั้น มีปริมาณของวิตามิซีมากถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดเลยค่ะ เป็นปริมาณที่ร่างกายควรจะได้รับในแต่ละวันเชียวนะ ถ้าวันไหนขาดผลไม้ ลองเป็นน้ำผลไม้อย่างมาลีไลท์ก็ได้ เป็นสูตรไม่มีน้ำตาล ให้พลังงานแค่ 30 แคล ที่สำคัญถ้าจะดื่มน้ำผลไม้ ต้องเป็นน้ำผลไม้แท้ด้วยนะ ช่วยให้ร่างกายดูดซึมนำไปใช้งานได้รวดเร็วขึ้น เพื่อที่จะนำไปใช้ในการเสริมสร้างให้ร่างกายทุกส่วนมีสุขภาพที่ดี โดยทั่วไปแล้ว ถึงแอปเปิลจะอุดมไปด้วยวิตามินซี และสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยลดอัตราความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือด โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง จากการไดเอท เราก็อยากจะขอแนะนำให้คุณลองรับประทานแอปเปิล หรือผลไม้อื่นๆ จำนวนวันละ สองสามลูก หรือจะรับประทานมากกว่านั้นก็ได้ ดูสิคะ

3. Say No ไขมันแปรรูป

ไขมันแปรรูปนั้นก็แย่พอๆ กับไขมันอิ่มตัวนั่นแหล่ะ เพราะว่าไขมันแปรรูปจะทำให้ระดับของคอเลสเตอรอลโดยรวม และระดับของโปรตีนไลปิดความหนาแน่นต่ำ (LDL) ซึ่งเป็นการเพิ่มระดับของคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีให้สูงมากขึ้น แล้วก็ไปลดระดับของโปรตีนไลปิดความหนาแน่นสูง (HDL) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายให้ลดน้อยลง การบริโภคไขมันแปรรูปอาจจะส่งผลในการขัดขวางการดูดซึมของไขมันที่ดีต่อสุขภาพที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโต และการทำงานของอวัยวะต่างๆ สำคัญของร่างกายได้

4. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ้าง

ที่อนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นี้ หมายถึงว่าแค่ให้ดื่มจำนวนวันละหนึ่งถึงสองแก้ว สำหรับผู้ชาย และดื่มจำนวนวันละหนึ่งแก้ว สำหรับผู้หญิง ถ้าหากดื่มปริมาณที่มากจนเกินไปก็จะยิ่งไปเพิ่มอัตราความเสี่ยงที่คุณจะเสพติดสารแอลกอฮอล์ได้ ซึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้คุณเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็งเต้านม โรคอ้วน โรคหลอดเลือดสมองตีบ และก็ยังมีอัตราการเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย และอัตราการประสบอุบัติเหตุอีกด้วยนะ

5. รับประทานวิตามินเสริม

จากการค้นคว้าวิจัยของ Journal of Nutrition (วารสารเกี่ยวกับโภชนาการ) พบว่าการรับประทานวิตามินรวมทุกๆ วันสามารถช่วยลดอัตราความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการกำเริบของโรคหัวใจในครั้งแรก ทั้งในเพศชายและเพศหญิง ซึ่งผู้เขียนรายงานการค้นคว้าวิจัย มีความคิดว่าน่าจะเป็นผลมาจากวิตามินบีที่พบอยู่ในวิตามินรวม เช่นเดียวกัน กับวิตามินซีและวิตามินอีที่ทำหน้าที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ ส่วนแร่ธาตุอย่างซีลีเนียมและเบต้าแคโรทีนนั้น วิตามินเสริมเหล่านี้ไม่สามารถที่จะไปทดแทนคุณค่าอาหารที่คุณได้จากอาหารปกติได้เลย แต่มันก็ยังสามารถช่วยปกป้องโครงสร้างพื้นฐานของร่างกายได้

6. ลดการรับประทานเกลือลงหน่อย

สำหรับคนที่ชอบเติมเกลือเพิ่มลงไปในอาหาร การที่ร่างกายได้รับปริมาณของโซเดียมที่มากจนเกินไป จะส่งผลเสียต่อร่างกายทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ โดยชาวไทยจำนวนมากกว่า 12 ล้านคน หรือเท่ากับจำนวนหนึ่งในห้าของทั้งประเทศ มีความดันโลหิตสูง โดยจำนวนหนึ่งในสามของคนเหล่านี้ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังเป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งโรคความดันโลหิตสูงนั้น เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคไต และโรคหลอดเลือดสมองตีบอีกด้วย แล้วแบบนี้ คุณก็ควรจะใช้เครื่องปรุงอื่นๆ แทนการใช้เกลือปรุงรสอาหารจะดีกว่านะคะ

7. จำเอาไว้ให้ขึ้นใจว่า สีน้ำตาลย่อมดีกว่าสีขาวนะ

แป้งโฮลวีตนั้น มีปริมาณของสารอาหารและเส้นใยอาหารมากกว่าแป้งขัดสีค่ะ ลองเปลี่ยนมารับประทานขนมปังโฮลวีตแทน การรับประทานขนมปังขาว และรับประทานข้าวกล้องแทนการรับประทานข้าวขาวจะดีกว่านะคะ ซึ่งข้าวโพดคั่วและข้าวโอ๊ตบดหยาบ ก็ถือว่าเป็นธัญพืชเช่นกันค่ะ

8. รับประทานโยเกิร์ต

เป็นที่รู้ๆ กันนะคะว่า ธาตุแคลเซียมในโยเกิร์ตนั้น จะช่วยทำให้เสริมสร้างกระดูกให้มีความแข็งแรง แต่จริงๆ แล้วมีเหตุผลที่มากกว่าการรับประทานโยเกิร์ตเพื่อสุขภาพของกระดูกค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้ในโยเกิร์ตบางยี่ห้อก็ยังมี Inulin ซึ่งเป็นไฟเบอร์คล้ายๆ กับคาร์โบไฮเดรต ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สามารถพบได้ในผักและผลไม้ ซึ่ง Inulin นี้จะไปช่วยเพิ่มการทำงานให้กับเซลล์ที่มีชีวิต และช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในระบบย่อยอาหาร และที่สำคัญอย่างยิ่งคือเป็นผู้ช่วยในการดูดซึมธาตุแคลเซียมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

9. ห่ออาหารกลับบ้านสิ

เดี๋ยวนี้อาหารต่างๆ หรือ Fast Food มีขนาดจานที่ใหญ่ขึ้นมากจริงๆ และในบางคน ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะรับประทานให้หมดจาน ดังนั้นแล้ว เมื่อคุณสั่งอาหารแล้ว ให้คุณขอแบ่งอาหารซักครึ่งหนึ่งนำไปใส่กล่องเพื่อกลับบ้าน แทนสิ เพื่อที่คุณจะสามารถเก็บเอาไปไว้รับประทานในวันต่อไปได้ด้วย จะได้ช่วยให้คุณประหยัดค่าอาหาร อีกทั้งยังจะช่วยให้คุณมีรูปร่างที่สมส่วนด้วยไงล่ะคะ

10. ดื่มน้ำให้มากๆ

น้ำนั้นมีความสำคัญต่อกระบวนการเผาผลาญทั้งหมดในร่างกายของเรา น้ำช่วยในการย่อยไขมัน ซึ่งจะทำให้มีน้ำหนักตัวที่ลดลง และยังจะช่วยทำให้ผิวพรรณแลดูผ่องใสอีกด้วย เคล็ดลับที่สำคัญก็คือ ควรจะดื่มน้ำปริมาณ 200 มิลลิลิตร ต่อแก้ว จำนวนวันละ 8-10 แก้ว หรือถ้าคุณรับประทานผักและผลไม้ที่มีส่วนประกอบของน้ำอยู่ด้วย ก็จะสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของน้ำในร่างกายของเราได้เหมือนกันค่ะ

เพียงเคล็ดลับทั้ง 10 ข้อนี้ ก็สามารถช่วยทำให้คุณมีหุ่นสวยได้โดยไม่ต้องกังวลว่า ความอ้วนของคุณจะกลับมากวนใจคุณอีกแล้วล่ะค่ะ

ที่มา: shape.in.th

เรื่องจริงของคนเกาหลี.. ที่คุณอาจไม่เคยรู้ !!


 

 

ที่เกาหลี….อะไรๆก็ดูรีบเร่งไปหมด เดินก็เร็ว ทานก็เร็ว เพราะความใจร้อน ชอบทำอะไรให้เสร็จเร็วๆ คำพูดติดปากคนเกาหลีคือ ปัลรี่ปัลรี่ (빨리 빨리) แปลว่าเร็วๆ คนเกาหลีค่อนข้างภูมิใจที่ตัวเองเป็นคนทำอะไรเร็วและใจร้อน มักจะพูดแบบบ่นแต่แฝงไว้ด้วยความภูมิใจว่า คนเกาหลีทำอะไรเร็ว ไม่เหมือนคนไทยใจเย็น ทำอะไรช้าๆเนิบๆ ฟังแล้วรู้สึกยังไงกันบ้างคะ >_<”

นอกจากจะใจร้อนแล้วยังอารมณ์ร้อนอีกด้วย เข้าทำนองว่าโกรธง่ายหายเร็ว มีอีก 2 คำที่คนเกาหลีพูดบ่อยๆ
1.ทับตับเพ (답답해) คืออารมณ์หงุดหงิด อึดอัดใจ บางทีคนเกาหลีพูดว่า ทับตับเพ ปัลรี่ปัลรี่ (답답해! 빨리 빨리) เนื่องจากอึดอัดที่อีกฝ่ายอาจจะทำอะไรเชื่องช้า

2.จาจึ้งนา (짜증나 มาจากคำว่า 짜증나다) เป็นอารมณ์ที่หงุดหงิดเช่นกัน แต่ออกแนวโมโห รำคาญใจ นอกจากจะใจร้อนแล้วคนเกาหลียังขี้รำคาญง่ายอีกด้วย

gyeongbokgung---seoul--south-k_368

คนเกาหลีกับความอดทน อดกลั้น….การจะเข้าใจคนเกาหลีนั้นยากเหมือนกันนะ เพิ่งบอกว่าคนเกาหลีใจร้อนหงุดหงิดง่าย แถมยังขี้รำคาญ ประมาณว่าความต้านทานทางอารมณ์ต่ำ แต่ทว่าในอีกมุมหนึ่งคนเกาหลีกลับเป็นคนที่มีความอดทนอดกลั้นสูง เพื่อความสำเร็จแล้วไม่ว่ายังไงคนเกาหลีก็มักจะอดทนทำให้สำเร็จให้ได้ ขอฝากวลีเด็ด..ไว้ฝึกพูดกัน
1.โพกิ ฮาจิมาเซโย (포기 하지마세요) อย่ายอมแพ้
2.กึดกาจิ เฮพายา เฮโย (끝까지 해봐야 해요) ต้องลองทำให้ถึงที่สุด

travels_1_21_map

ความเครียดกับคนเกาหลี….คนเกาหลีมีความเครียดเกี่ยวกับงานและความก้าวหน้าสูงมาก ตอนหาเสียงเลือกตั้งปธน.เกาหลีใต้ ปาร์กกึนฮเยเน้นว่าจะเพิ่มความสุขให้กับคนเกาหลี เพราะความเครียดนี้เองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเกาหลีสูบบุหรี่และดื่มเหล้ามาก รวมไปถึงเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายของชาวเกาหลีที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศ OECD ไม่เว้นแต่เด็กประถมต้นจนถึงวัยชรา (หากคิดเป็นวันเท่ากับมีคนฆ่าตัวตายโดยเฉลี่ยวันละ 42.6 คน)

view_resizing_images

เด็กเกาหลีกับการเรียนพิเศษ….เด็กเกาหลีเรียนหนักมากอย่างไม่น่าเชื่อ หลังเลิกเรียนในภาคปรกติต้องมีเรียนพิเศษต่อถึงราวๆห้าทุ่มหรือเที่ยงคืน!! ยิ่งถ้าเป็นนักเรียนมัธยมปลายด้วยแล้วจะยิ่งเรียนหนักมาก วันเสาร์อาทิตย์ก็ไม่เว้น เป้าหมายคือเพื่อต้องการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ดีและเข้าทำงานในบริษัทดีๆให้ได้เมื่อเรียนจบ ส่วนหนึ่งที่เด็กๆต้องเรียนกันมากแบบนี้เพราะถูกกดดันจากครอบครัวโดยเฉพาะแม่ที่ต้องการเห็นลูกตัวเองดีเด่นกว่าใคร (92.6% ของพ่อแม่ตั้งความหวังว่าลูกต้องเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย)

การนับอายุที่เกาหลี….คนเกาหลีนับอายุแบบเดียวกับคนจีนสมัยโบราณคือนับตั้งแต่ยังเป็นทารกในท้องแม่ เมื่อเกิดมาก็ถือว่ามีอายุหนึ่งปีและยิ่งไปกว่านั้นการนับอายุเพิ่มแต่ละปีนั้นไม่ต้องรอให้ถึงวันเกิด เมื่อขึ้นปีใหม่สากลปุ๊บก็นับเพิ่มอีกปีเลย (สมมติเราเกิดวันที่ 31 ธ.ค. พอข้ามเป็นวันที่ 1 ม.ค. ก็นับอายุเพิ่มเลยทันที..แปลกแต่จริง) สรุปแล้ว เมื่อพูดเรื่องอายุของเรากับคนเกาหลี เราต้องบวกเพิ่มจากอายุปกติเราไปอีกหนึ่งปี…ฮือๆๆ ไม่ชอบเลย

อายุและความอาวุโสที่เกาหลี….เมื่อพบกับคนเกาหลีครั้งแรกอย่าแปลกใจหากถูกถามอายุทันทีทันใด ไม่ใช่เพราะว่าคนเกาหลีอยากรู้อยากเห็นเรื่องส่วนตัวของคนอื่น แต่ว่าการไล่เรียงลำดับอายุหรือตำแหน่งของกันนั้นทำให้เรารู้ว่าจะใช้รูปประโยคและคำศัพท์ระดับใดในการสนทนา ระบบอาวุโสนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการหล่อหลอมสังคมเกาหลีใต้อย่างมากโดยไม่ต้องมีการรับน้องระบบโซตัสแบบไทย รุ่นน้องต้องเชื่อฟังรุ่นพี่ ลูกน้องต้องเชื่อฟังหัวหน้า (ตลอดไป) เมื่อรุ่นพี่หรือหัวหน้าอยากไปไหน อยากทานอะไร รุ่นน้องหรือลูกน้องก็ต้องว่าตามนั้น

A12846296-4

คนเกาหลีสูบบุหรี่จัด….คนเกาหลีสูบบุหรี่เป็นอันดับ 2 ของประเทศสมาชิก OECD อายุเฉลี่ยที่เริ่มสูบบุหรี่คือ 12.7 ปีเท่านั้น นักเรียนชั้นมัธยมต้นสูบบุหรี่กัน 13% นักเรียนชั้นมัธยมปลายสูบบุหรี่ถึง 18% จากข้อมูลสถิติผู้ชายเกาหลีตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไปสูบบุหรี่ถึง 44.3% ของผู้ชายในวัยดังกล่าวทั้งหมด

 

คนเกาหลีและอาหารประเภทเนื้อย่าง / หมูย่าง….เมื่อมีนัดกับญาติหรือเพื่อนๆไม่ต้องคิดให้มากแบบคนไทยว่าจะทานอะไรดีเพราะคนเกาหลีนิยมไปทานเนื้อย่างหรือหมูย่างกันเมื่อมีการสังสรรค์หรือเลี้ยงฉลอง เมื่อทานเสร็จมักจะไปต่อที่ร้านอื่นๆ แต่ถ้าทานอาหารที่บ้านในวันปรกติคนเกาหลีกลับนิยมทานผัก กิมจิ แกง หรือแกงจืดมากกว่าเนื้อสัตว์ พวกอาหารปิ้งย่างหากจะทานที่บ้านจะเป็นเทศกาลพิเศษหรือในวันหยุดมากกว่า

ร้านอาหารตามสั่งที่เกาหลี….อาหารเกาหลีไม่ได้แพงเสมอไป ใครอยากทานอาหารเกาหลีที่ไม่แพง และได้อารมณ์แบบร้านอาหารตามสั่งแบบเมืองไทยหล่ะก็แนะนำให้มองหาร้านอาหารประเภทพุนชิก (분식점) หรือร้านที่ทำคิมปับ (김밥) หรือข้าวห่อสาหร่ายอยู่ด้านหน้าร้าน ร้านแบบนี้จะมีเมนูเกาหลีหลากหลาย ราคาประมาณ 3,000 – 8,000 วอน (ถือว่าไม่แพงสำหรับที่เกาหลี) อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ ร้านอาหารประเภทพุนชิก (분식점) ที่นี่

 

ที่เกาหลีเราต้องเก็บถาดอาหารด้วย….สำหรับศูนย์อาหาร ร้านฟาสต์ฟู๊ดและร้านกาแฟ เมื่อทานอาหารเสร็จต้องนำถาดอาหารไปคืน ณ จุดที่ร้านบอกไว้ (สังเกตจากผู้คนรอบข้างที่ลุกไปก่อนเรา) โดยเฉพาะร้านประเภทฟาสต์ฟู๊ดยังกำหนดละเอียดกว่านั้นอีกคือ เราต้องแยกประเภทของอาหารและอุปกรณ์ในถาดของเราเองด้วย โดยจะมีช่องสำหรับใส่อาหารที่เหลือ ช่องสำหรับเทน้ำแข็ง ช่องสำหรับใส่แก้วกระดาษ ช่องสำหรับขยะอื่นๆ หากไปร้านประเภทนี้ที่เกาหลี อย่าลุกเดินไปเฉยๆเมื่อทานเสร็จแล้วนะจ๊ะ

Hangme-080

วิธีการจ่ายเงินที่ร้านอาหารที่เกาหลี….การชำระเงินที่เกาหลีต้องเดินไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์จ่ายเงินเสมอ ร้านอาหารที่เกาหลีไม่จำเป็นต้องทิปแบบประเทศตะวันตกเพราะส่วนใหญ่ราคาอาหาร บวกค่าบริการไว้เรียบร้อยแล้ว หากจะพูดว่าช่วยคิดเงินหน่อยพูดง่ายๆว่า เคซันเฮ จุเซโย (계산해 주세요)

การสัมผัสร่างกายของคนเกาหลี….สำหรับคนเพศเดียวกันจะมีการการสัมผัสร่างกายกันมากกว่าคนไทยหรือชาวตะวันตก เช่นในหมู่เพื่อนผู้หญิงหรือเพื่อนผู้ชาย (เพศเดียวกัน) จะชอบเดินจูงมือหรือคล้องแขนกัน แม้แต่ที่คนไม่สนิทเท่าไหร่แต่หากไม่ได้เป็นในระหว่างการทำงาน การแตะไหล่หรือเกาะแขนของคู่สนทนาก็เกิดขึ้นได้บ่อยๆ (ต่างเพศก็มีบ้างในบางกรณี) เคยประสบมาด้วยตัวเองเลย มีออนนี่ (언니 พี่สาว) คนหนึ่งเพิ่งรู้จักกันแท้ๆแต่ไปทานข้าวด้วยกันก็มาเดินจูงมือเราเฉยเลย ในกรณีผู้ชายด้วยกัน ถ้าเป็นเพื่อนกันก็อาจเกาะแขนหรือเดินโอบไหล่กันก็มีอย่าไปคิดว่าเค้าเป็นคู่รักกันเชียว

(อธิบายเพิ่มเติม) เนื่องจากมีบางเวบไซต์นำข้อความในหน้านี้ไปอ้างอิงถึงกรณีที่คุณสรยุทธโอบไหล่ศิลปิน Super Junior..เลยขออธิบายเพิ่มเติมเผื่อใครเข้ามาอ่านที่หน้านี้นะคะ 

คนเกาหลีสัมผัสร่างกายกันมากกว่าคนไทยก็จริงแต่มีข้อควรระวังคือ คนที่คนที่อายุน้อยกว่าหรือมีสถานะต่ำกว่าจะไม่ไปแตะตัวฝ่ายที่อาวุโสกว่าก่อนโดยเฉพาะถ้าไม่สนิทกัน (โดยเฉพาะมีความสัมพันธ์ต่อกันในแง่การงานอาชีพ) ยิ่งถ้าเป็นผู้ชายกับผู้หญิงแล้วย่อมก็มีระยะห่างมากขึ้นเป็นตามธรรมดา

ในกรณีเหตุการณ์โอบไหล่ ศิลปิน Super Junior ที่คนไทยถกกันว่าธรรมเนียมเกาหลีคิดว่าไหล่เป็นของสูงหรือไม่ ..ได้เปิดคลิปเหตุการณ์ให้คนเกาหลีดูเพื่อถามความเห็น เค้าให้ความเห็นว่าไหล่ไม่ได้เป็นของสูง ห้ามแตะต้องแบบที่คนไทยพูดกัน เพียงแค่ในสถานการณ์ตามในคลิปถือว่าไม่เหมาะสม เพราะในการสัมภาษณ์ออกทีวีลักษณะนั้นถือเป็นการพูดคุยแบบเป็นการเป็นงานหรือเป็นทางการ (แม้ว่าบรรยากาศจะสนุกสนานก็ตาม) การโอบไหล่หรือแสดงความใกล้ชิดกับแขกรับเชิญจนเกินไปถือว่าไม่เหมาะสมในวัฒนธรรมเกาหลี

ในรายการสัมภาษณ์ต่างๆที่เกาหลีแม้แต่การพูดคุยระหว่างพิธีกรกับแขกในรายการหรือในการพูดคุยกันเองระหว่างแขกที่เป็นเพื่อนสนิทกัน เช่นเป็นนักร้องวงเดียวกันทุกคนจะพูดกันด้วยภาษาระดับทางการ เพราะถือว่าไม่ได้คุยเล่นกันเองแต่ถือเป็นการพูดคุยแบบออกอากาศให้ผู้ชมทางบ้านดู

แต่ในกรณีของคุณสรยุทธคราวนั้นไม่ใช่เรื่องร้ายแรงแบบที่ว่าทำผิดมหันต์ แค่เป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมเท่านั้น..สรุปได้ว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ อย่าคิดมาก

รถไฟใต้ดินที่เกาหลี….ไม่ใช่แต่โซลที่มีรถไฟใต้ดิน เมืองใหญ่ๆในเกาหลีก็มีรถไฟใต้ดินมานานแล้ว ตอนนี้ที่โซลมีรถไฟใต้ดิน 16 สายครอบคลุมทั่วเมือง หลายสายสิ้นสุดที่เมืองรอบนอกกรุงโซล ตู้รถไฟใต้ดินแต่ละตู้เข้าได้ 4 ประตู จำไว้เลยว่าประตูริมทั้ง 2 ด้าน เป็นประตูสำหรับผู้สูงอายุ อย่าตกใจหากเรายืนต่อแถวรอรถไฟอยู่ดีๆแล้วมีผู้สูงวัยมาแซงเข้าประตูรถไฟไปก่อนเรา สำหรับที่นั่งด้านริมตู้รถไฟแต่ละตู้ทั้งฝั่งซ้ายและขวาเป็นที่นั่งสงวนไว้ให้คนชรา คนพิการ คนท้อง แม่ที่อุ้มเด็กทารกเท่านั้น อย่าเผลอไปนั่งเด็ดขาดอาจถูกประหารทางสายตาจากคนในรถไฟใต้ดิน แม้การขายของในรถไฟใต้ดินจะผิดกฎหมาย แต่บ่อยครั้งที่จะเห็นคนเข็นของมาขายในรถไฟ ส่วนใหญ่เป็นของใช้ตามฤดูกาล เช่น ร่ม ถุงมือ ฯลฯ

s_subway

ผู้หญิงเกาหลี….ผู้หญิงเกาหลีแม้จะไม่สวยเหมือนนางเอกละครทุกคน แต่ส่วนใหญ่จะมีผิวที่ละเอียดขาวเนียน เอวบางร่างน้อย ขาก็เรียวมากๆ ว่ากันว่านอกจากคนเกาหลีจะเดินเยอะแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายตั้งแต่เด็ก มีเรื่องขำๆว่าผู้หญิงส่วนมากเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ชายจะสร้างภาพให้สุภาพอ่อนหวาน น่ารัก ทานอาหารน้อยนิด ดื่มแอลกอฮอล์ไม่เก่ง ฯลฯ แต่หากอยู่กันกับเพื่อนผู้หญิงด้วยกันหรืออยู่คนเดียวจะเปลี่ยนไปอีกแบบนึงเลย

SNSD_Girls-Peace

ศัลยกรรมกับคนเกาหลี….เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรแล้วคนเกาหลีถือว่าทำศัลกรรมมากที่สุด เพราะคนเกาหลีให้ความสำคัญกับการแต่งกายและรูปร่างหน้าตามาก บางคนเชื่อว่ารูปร่างหน้าตาที่ดีมีผลต่อความก้าวหน้าในการทำงาน หน่วยงานทางด้านศัลยกรรม ISAPS ให้ข้อมูลว่าชาวเกาหลีทุกๆ 1,000 คน มีคนผ่านการทำศัลยกรรม 16 คน โดยครึ่งหนึ่งทำโบท็อกซ์และเลเซอร์ อีกครึ่งหนึ่งศัลยกรรมจมูก หน้าอก ทำตาสองชั้น ดููดไขมัน เป็นต้น ถ้าเทียบเฉพาะชาวโซล ทุกๆ 5 คนจะมีคนทำศัลยกรรมหนึ่งคน แหล่งที่มีศูนย์ดูแลผิวพรรณและทำศัลยกรรมมากที่สุดในโซลก็คือแถบย่าน Gangnam

ผู้หญิงเกาหลีกับสินค้า brandname….มีผลสำรวจออกมาว่าของขวัญที่ผู้หญิงอยากได้มากที่สุดจากคนรักหรือลูกชายก็คือสินค้า brandname โดยเฉพาะกระเป๋าถือสตรี คนเกาหลีหากซื้อกระเป๋า brandname จากต่างประเทศเวลากลับเข้าประเทศจะต้องเสียภาษี ไปๆมาๆจะแพงกว่าซื้อในประเทศดังนั้นคนเกาหลีจึงนิยมซื้อกระเป๋า brandname จาก Shop ในประเทศเลย หากมาเที่ยวเกาหลี ลองสังเกตดูตามท้องถนนหรือบนรถไฟใต้ดินจะเห็นผู้หญิงถือกระเป๋า brandname เยอะจริงๆ (ส่วนใหญ่ของแท้นะจ๊ะ)

ลัทธิชาตินิยม….ชาวเกาหลีมีความเป็นชาตินิยมมากชาติหนึ่ง นี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เกาหลีนิยมผลิตสินค้านานาชนิดเพื่อเน้นให้คนในประเทศใช้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือสินค้าอิเลคโทรนิคส์ต่างๆ อาหารก็เช่นกัน คนเกาหลีคิดว่าผลิตภัณฑ์ในประเทศดีที่สุด เคยอ่านหนังสือทำอาหารเพื่อสุขภาพเค้าเขียนไว้ว่า เพื่อคุณค่าทางอาหารควรทานข้าวกล้องในประเทศ!! ร้านอาหารบางแห่งจะติดป้ายโฆษณาไว้เลยว่าวัตถุดิบในร้านเป็นผลิตภัณฑ์ดีเยี่ยมเพราะเป็นผลิตภัณฑ์ในประเทศ ขนาดเนื้อวัวในประเทศที่เรียกว่า ฮันอู [한우] นั้นคนเกาหลียังบอกว่าเลยว่าอร่อยที่สุดในโลกและมีราคาแพงมาก

ความอ่อนไหวของคนเกาหลี….อย่าตกใจหากดูรายการทีวีเกาหลีแล้วเหล่าบรรดาพิธีกร แขกรับเชิญในรายการทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เมื่อฟังเรื่องราวบางอย่างแล้วน้ำตาคลอหรือร้องไห้กัน แม้คนเกาหลีจะใจร้อน โมโหง่าย พูดเสียงดังแต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นชาติที่มีความอ่อนไหวมาก เป็นเรื่องปกติที่ผู้ชายจะร้องไห้เพราะซึ้งหรือเศร้า ถ้าดูหนังเศร้าๆผู้ชายเกาหลีก็หลังน้ำตาได้ไม้แพ้ผู้หญิงเลย ต่างจากเมืองไทยที่นานๆจะเห็นผู้ชายร้องไห้สักครั้ง

1107051031244

กาแฟกับคนเกาหลี….คนเกาหลีดื่มกาแฟมากยิ่งกว่าการทานหมูย่างเกาหลีซะอีก ข้อมูลล่าสุดปี 2011 ตลาดกาแฟที่เกาหลีใหญ่เป็นอันดับที่ 11 ของโลก โดยเฉลี่ยคนเกาหลีดื่มกาแฟประมาณ 338 แก้วต่อปี กาแฟที่คนเกาหลีนิยมดื่มที่สุดคือกาแฟดำหรืออเมริกาโน่ ปัจจุบันเกาหลีมีร้านกาแฟมากกว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : korean4life.com

เมนูอาหาร : ปลาทับทิมทอดยำตะไคร้


 

เหตุ มันเกิดจากว่าช่วงนี้ฝนตกชุก กอตะไคร้ที่บ้านเลยงามมาก แล้วพอตะไคร้งามจัด ถ้าไม่ตัดมากิน มันก็จะโทรมไว เลยเป็นที่มาที่ไปของเมนูนี้ในวันนี้ล่ะค่ะ

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-11.JPG
http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-09.JPG

:: ส่วนผสมและเครื่องปรุง ::

– ปลาทับทิมน้ำหนัก 500 กรัม 1 ตัว แล่เอาแต่เนื้อหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมแล้วนำไปทอดให้กรอบนอกนุ่มใน
– เม็ดมะม่วงหิมพานต์แบบเต็มเม็ด ทอดสุกแล้ว 1/2 ถ้วย
– กุ่งแห้งเนื้อ ตัวใหญ่หน่อย ทอดกรอบ 1/3 ถ้วย
– ตะไคร้ต้นอวบ ๆ 5 ต้นซอยบางๆ  …… (ส่วนที่เขียวจัด ไม่ใช้)
– พริกขี้หนูสวนเขียวแดง 15 เม็ด
– น้ำตาลปี๊บ 1 + 1/2 ชต.
– น้ำปลาดัๆ 2 ชต.
– น้ำมะนาว 3 ชต.
– น้ำต้มสุก 1/2 ชต.
– สะระแหน่ 2 กิ่ง

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-03.JPG

:: วิธีทำ ::

อันดับแรก …. พิมก็จะขออธิบายวิธีการทำปลาทับทิมทอดสำหรับเมนูนี้ให้ฟังกันก่อนนะคะ

เริ่ม ต้นเลยให้เพื่อน ๆ ซื้อปลาทับทิมมาตัวนึงค่ะ น้ำหนักประมาณ 500 กรัมนะคะ  แล่เอาแต่เนื้อออกมา  (หรือซื้อตัวใหญ่สัก 700-800 กรัม แล้วแล่เอาเนื้อมาใช้เพียงด้านเดียว ส่วนเนื้ออีกด้านเก็บไว้ทำเมนูอื่น)  .. หั่นให้เป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพอคำ (คำโตหน่อย)   ล้างด้วยน้ำสะอาดสัก 2 ครั้ง เทใส่กระชอนโปร่ง ๆ พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ … พอสะเด็ดน้ำดี ก็เอาเกลือป่นสัก 1/4 ชช.  ลงไปเคล้าให้พอเข้ากัน  แล้วนำลงไปทอดในกระทะที่มีน้ำมันท่วมจนเหลืองสวย และมีลักษระกรอบนอกนุ่มในแบบในภาพด้านล่าง ……. ก่อนที่จะตักขึ้นด้วยตะหลิวโปร่ง ๆ พักไว้ให้สะเด็ดน้ำมันอ่ะค่ะ

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-02.jpg

ระหว่าง รอปลาสะเด็ดน้ำมัน ……. เราก็หันมาปรุงรสน้ำยำกันไปพลางๆ นะคะ ด้วยการเอาน้ำตาลปี๊บใส่ลงไปในกาละมังใบย่อม ๆ ที่เราจะใช้ยำ   แล้วใส่น้ำมะนาว น้ำปลา  และน้ำต้มสุกตามลงไป ….. คนไปจนกระทั่งน้ำตาลปี๊บละลายหมด ก็ค่อยใส่พริกขี้หนูลงไป แล้วคนให้เข้ากันอีกทีนะคะ

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-04.jpg

ก็ จะได้น้ำยำออกมาหน้าตาประมาณในภาพนี่ค่ะ  …. ชิมรสชาติเอาตามชอบ หากเปรี้ยวไปเติมน้ำตาลกับน้ำปลา หากหวานไปเติมน้ำมะนาวกับน้ำปลา หากเค็มเกินก็เติมน้ำตาล น้ำมะนาวและน้ำต้มสุกเล็กน้อยเพื่อเจือจางรสสักนิดนะคะ

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-05.JPG

แล้วก็ค่อยใส่ตะไคร้ซอย  เนื้อปลาทอด  เม็ดมะม่วง และกุ้งแห้งลงไปค่ะ …… คนให้เข้ากันดี

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-060.jpg

ก็จะได้ออกมาเป็นแบบในภาพด้านล่างนี้นะคะ

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-07.JPG

จากนั้นก็ตักใส่จาน ตกแต่งด้านบนด้วยใบสะระแหน่สักเล็กน้อยพองาม……. แล้วเราก็จะได้ปลาทับทิมทอดยำตะไคร้ออกมาหน้าตาแบบนี้นะคะ

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-08.JPG

ขอบอก ว่ารสชาติกำลังดีเลยค่ะ …. เปรี้ยว เค็ม เผ็ด หวานกลมกล่อมสมเป็นน้ำยำ …. จนุคุณสามีพิมเผลอกินเพลิน กินคนเดียวหมดเลยทั้งจานนี้อ่ะค่ะ ^^

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-09.JPG

ซึ่ง ถ้าหากเพื่อน ๆ คนไหนอยากทำทาน แต่หากปลาทับทิมไม่ได้ สามารถใช้พวกปลาเก๋า ปลากะพงแทนได้ค่ะ พิมเคยใช้อยู่ …. แต่ว่าถ้าเป็นปลานิลนี่พิมไม่แน่ใจนะคะ เพราะไม่เคยใช้ แต่คิดว่าก็น่าจะใช้แทนกันได้ แต่รสชาติ กลิ่น อาจจะไม่โอเคเท่าปลาที่พิมบอกมาอ่ะค่ะ

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-10.JPG

ยังไงก็สำหรับเพื่อน ๆ ที่ยังไม่เคยลองทำเมนูนี้ … ก็อยากให้ลองทำดูนะคะ ถือว่าเป็นอีกเมนูนึงที่พิมภูมิใจนำเสนอเลยจ้า ^^

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-12.JPG

 

 

ทำไมคนญี่ปุ่นจึงชอบกิน ‘ถั่วเน่า’ ทั้งๆ ที่รสชาติและกลิ่นไม่น่ากินสักนิด….!!


 

นัตโตะ หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ ถั่วเน่า (ถั่วหมัก) นั้นเป็นอาหารยอดฮิตของชาวญี่ปุ่น ทำมาจากถั่วหมักกับแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งคนญี่ปุ่นมักจะทานเป็นมื้อเช้าร่วมกับข้าวสวย เป็นของโปรดของหลายๆ คน

แต่เจ้า ถั่วเน่า นี้ หลายคนที่ได้ลองก็อาจจะชอบ ไม่ชอบแล้วค่อยๆ ชอบ หรือถึงขั้นเกลียดไปตลอดชีวิตก็มี แต่ก็ยังคงมีการรับประทานอย่างแพร่หลาย จนชาวต่างชาติสงสัยว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงต้องทานถั่วเน่ากันด้วย…!?

ถั่วเน่า

– นัตโตะ มีรสชาติอร่อย ถ้ารู้จักกินอย่างถูกวิธี เช่นการผสมกับซอสโชยุ ต้นหอมซอย หัวไชเท้า แล้วราดลงบนข้าวสวยร้อนๆ

– อาจจะนำ นัตโตะ ไปประยุกต์ได้หลายอย่าง เช่น ข่าวผัด ซูชิ หรือใส่เป็นส่วนผสมของราเมน

– ผลวิจัยพบว่า นัตโตะ เป็นอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น โปรตีน วิตามินเค กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว

– นักโตะ ช่วยลดคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ ลดโอกาสการเกิดเส้นเลือดในสมองแตก

– การรับประทาน นัตโตะ ในทุกเช้า เป็นอาหารเช้าอย่างดีที่ทำให้ร่างกายมีพลังงาน สมองปลอดโปร่ง และช่วยในการทำงานหรือเรียนให้ดียิ่งขึ้นด้วย

สำหรับเรื่องอาหารก็เป็นอีกเรื่องที่เป็นรสนิยมของหลายๆคน ที่อาจจะมีของชอบและของไม่ชอบต่างกัน แต่อย่างน้อย นัตโตะ หรือ ถั่วเน่า ซึ่งอาจจะเป็นอาหารที่หลายๆคนไม่ชอบ แต่ก็มีประโยชน์และเป็นที่โปรดปรานของหลายๆ คนด้วยนั่นเอง….

วิธีการรับประทานนัตโตะ

การรับประทานนัตโตะนั้นมีหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล โดยหลักๆ แล้ว จะนิยมรับประทานกันโดยผสมกับซอสโชยุ (ซีอิ๊วญี่ปุ่น) และมัสตาร์ดที่มักจะมีให้มาพร้อมกับห่อบรรจุนัตโตะสำเร็จรูปที่วางขายกันทั่วไป ส่วนผสมอื่นๆ ที่คนญี่ปุ่นนิยมผสมร่วมกับนัตโตะ ได้แก่ ต้นหอมซอย หัวไชเท้าฝอย ไข่ดิบ เป็นต้น

วิธีการรับประทานเริ่มจากนำส่วนผสมที่จะปรุงเพิ่มใส่ลงไปในนัตโตะ แล้วคนแรงๆ เพื่อให้ส่วนผสมเข้ากันและเกิดเป็นฟองขึ้น (มีความเชื่อที่กล่าวกันว่าถ้าคนนัตโตครบ 100 ครั้งแล้วจะได้คุณค่าทางอาหารสูงสุดด้วยค่ะ) จากนั้นเทราดลงไปบนข้าวสวย แล้วก็รับประทานได้เลยค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถนำนัตโตะไปประยุกต์ด้วยกรรมวิธีการปรุงอื่นๆ ได้ เช่น ข้าวผัดนัตโตะ ราเม็งนัตโตะ ซูชินัตโตะ ก็ได้เช่นกันค่ะ

 

ที่มา: marumura และ http://www.wegointer.com/