ศิลปะ 3 มิติ ฝีมือคนไทยที่ เมจิก อาร์ต มิวเซียม แบงค็อก Magic Art Museum Bangkok


เมจิก อาร์ต มิวเซียม แบงค็อก (Magic Art Museum Bangkok) พิพิธภัณฑ์ศิลปะแนวใหม่ ที่ผสมผสานนานาศิลป์เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความสนุกสนานมากขึ้นกว่าการชมภาพวาดอย่างเดียว ผู้คนที่เข้ามาในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะได้รับความสนุกสนาน บันเทิง และชมความงามของศิลปะ ที่สอดแทรกความคิดสร้างสรรค์ ภายใต้ Concept ความเป็นไทย จากแนวคิด มันสมอง และการสร้างของทีมงานคนไทยทั้งสิ้น อยู่ที่ ศูนย์การค้ามาบุญครอง (MBK Center)

 ศิลปะ 3 มิติ ฝีมือคนไทยที่ เมจิก อาร์ต มิวเซียม แบงค็อก

เมจิก อาร์ต มิวเซียม แบงค็อก อยู่ที่ ศูนย์การค้ามาบุญครอง Magic Art Museum Bangkok Magic Art Museum Bangkok พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์แห่งศิลป์กรุงเทพฯ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ 3 มิติ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เน้นให้ผู้เข้าชมแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบกับผลงานศิลปะได้ โดยผ่านแนวความคิดรูปแบบใหม่ ศิลปะภาพวาดในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงได้เทคนิคนี้ สร้างภาพลวงตาขึ้นมา เพื่อเปิดโลกให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสและสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับภาพวาดต่ าง ๆ ได้จริง ไม่ได้เพียงแค่มองอย่างเดียวเท่านั้น ภายใน Magic Art Museum แบ่งเป็นโซนต่างๆดังนี้ เมจิก อาร์ต มิวเซียม แบงค็อก อยู่ที่ ศูนย์การค้ามาบุญครอง Thai Culture Zone : เมื่อคุณย่างก้าวเข้ามาใน Magic Art Thai Culture Zone คุณหยุดตะลึงกับ Concept ไทย ๆ วัฒนธรรมประเพณีในแบบไทย อาชีพไทย ๆ สถานที่ท่องเที่ยวของไทย และความเชื่อ นำมาวาดเป็นภาพที่งดงามและสร้างสรรค์ สนุกสนาน คุณจะมีรอยยิ้มตลอดการเข้าชมในโซนนี้ เมจิก อาร์ต มิวเซียม Magic Art Thai Horror Zone : เรื่องราวผีไทย ที่มีชื่อเสียงเรื่องราวความดุ เฮี้ยน เพี้ยน แปลก และฮา มีเอกลักษณ์ไม่แพ้ผีชาติไหน คุณจะได้สัมผัสบรรยากาศ สยึมปนสยองแต่ก็อดไม่ได้ที่จะยกให้โซนนี้เป็นโซนที่คุณชื่นชอบ เมจิก อาร์ต มิวเซียม Magic Art Funny Zone : โซนนี้รวมเอาความสนุกสนานหลากหลายไอเดียไว้ อะไรที่กวน อะไรที่ฮา อะไรที่เกิด จัดมารวมกันในโซนนี้ เป็นอีกโซนที่สนุกสนานแบบกวน ๆ ที่คุณจะต้องบัญญัติจำกัดความ “กวน” ขึ้นมาใหม่ เมจิก อาร์ต มิวเซียม

 

Magic Art Photo Land Zone : คุณจะได้สนุกกับการถ่ายภาพ สนุกกับฉากจำลอง PROP และเสื้อผ้าที่จัดเต็มมากว่า 10 โซน ให้คุณเลือกสนุกใน Story ที่แตกต่างมากมาย คุณจะมีภาพที่หลากหลาย Collection เก็บไว้เป็นอัลบั้มส่วนตัว เมจิก อาร์ต มิวเซียม

Love Boat : โซนนี้จำลองเอาผืนน้ำ และเรือโจรสลัดลำยักษ์ พร้อมบรรยากาศท้องทะเล มาให้คุณได้เล่นอย่างสนุกสนานและแชะภาพกับโซนนี้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยใด เปิดโลกแห่งจินตนาการ และความสนุกแบบไม่จำกัด

เมจิก อาร์ต มิวเซียม  Magic Art Museum

Magic Art Thaitoys Museum Zone : รวมเอา การละเล่น และของเล่นไทยสมัยโบราณ มาจัดโชว์เป็นนิทรรศการ ให้เด็กรุ่นใหม่และชาวต่างประเทศได้รู้จัก และสัมผัสความงดงามทางวัฒนธรรม ความสนุกสนานที่หาได้ง่ายในวิถีชีวิตแบบไทย ๆ เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทยไปสู่สายตาอารยประเทศทั่วโลก

 Magic Art Museum

 

เมจิก อาร์ต มิวเซียม แบงค็อก อยู่ที่ ศูนย์การค้ามาบุญครอง

เมจิก อาร์ต มิวเซียม แบงค็อก อยู่ที่ ศูนย์การค้ามาบุญครอง

เมจิก อาร์ต มิวเซียม แบงค็อก อยู่ที่ ศูนย์การค้ามาบุญครอง ชั้น 7 Magic Art Museum เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.30 – 22.00น.

ค่าเข้าชม เมจิก อาร์ต มิวเซียม แบงค็อก (Magic Art Museum Bangkok)
ชาวไทย : ผู้ใหญ่ 250 บาท/ท่าน, เด็ก (สูงไม่เกิน 100 เซนติเมตร) 120 บาท/ท่าน ชาวต่างชาติ : ผู้ใหญ่ 500 บาท/ท่าน, เด็ก (สูงไม่เกิน 100 เซนติเมตร) 220 บาท/ท่าน

ทั้งนี้สิทธิพิเศษสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ และนักเรียน นักศึกษา โชว์บัตรประชาชนหรือบัตรนักศึกษามีส่วนลดค่าเข้าชม หรือดูเพิ่มเติมได้ที่ Magic Art Museum หรือเว็บไซต์ http://www.magicartmuseum.com/Museum.html

ข้อมูลและภาพ : https://www.facebook.com/magicartmuseum
เรียบเรียงโดย Travel MThai

7 อันดับ Pop Culture ของญี่ปุ่น…ที่ชาวต่างชาติต่างบอกว่า “สุโก้ย”


สำหรับชาวต่างชาติที่เคยไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นนั้น อาจจะเคยเจอเรื่องหรือของประหลาดอยู่หลายสิ่งเป็นแน่ หนึ่งในนั้นก็คงจะเป็นเครื่องขายของอัตโนมัติที่จับสรรพสิ่งต่างๆมายัดใส่ ตู้ขายให้สะดวกขึ้น นอกจากนี้แล้วที่ญี่ปุ่นก็ยังมีเรื่องตื่นเต้นน่าตกใจอยู่อีกมาก……

เรื่องที่เราจะนำมาเสนอในคราวนี้ เป็นวัฒนธรรมแปลกๆที่น่าตกใจ 7 อย่างของญี่ปุ่น แต่ในความรู้สึกของคนญี่ปุ่นนั้น เรื่องพวกนี้กลับเป็นเรื่องปกติ!!!

อันดับ 7 มายองเนส

0f401bd5-s_R

มายองเนสที่ญี่ปุ่นนั้นจะมีรสชาติหวานอ่อนๆ ผสมกับรสเปรี้ยวที่พอดี ซึ่งทำให้อร่อยกว่ามายองเนสทั่วๆไป ยี่ห้อดังของญี่ปุ่นก็คือ “คิวปี” มีโลโก้เป็นตุกตาเด็กทารกน่ารัก ซึ่งรักษาความบาลานซ์ของรสชาติได้อย่างดีเยี่ยม ว่ากันว่าไม่ว่าจะเอาไปทานกับอะไรก็ทำให้อร่อยขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นแล้วมายองเนสคิวปีก็ยังเคยเป็นที่ต้องการของเวบไซต์ขายของ ชื่อดังของอเมริกาอย่าง amazon.com อีกด้วย ในทางตรงกันข้าม ชาวญี่ปุ่นก็อยากจะรู้ว่ามายองเนสของประเทศอื่นๆจะรสชาติเป็นอย่างไรบ้าง จะอร่อยเท่าของญี่ปุ่นมั๊ยน้า??

อันดับ 6 กริ่งกดเรียก

00345184-s_R

เป็นกริ่งสำหรับกดเรียกพนักงาน ซึ่งเป็นระบบแบบใหม่ที่มีอยู่ในญี่ปุ่นเพียงที่เดียวเท่านั้น (ต่างประเทศอาจจะมีบ้าง แต่ไม่แพร่หลาย) แต่ถ้ากดมากๆแล้วอาจจะทำให้พนักงานในร้านอารมณ์เสียขึ้นมาก็เป็นได้ เพราะต้องวิ่งไปๆมาๆอยู่หลายรอบ ทำไมถึงเป็นแบบนั้นหล่ะ??

อันดับ 5 วาซาบิ

535a5b7a-s_R

ว่ากันว่าวาซาบิของญี่ปุ่นนั้น “เผ็ด” แต่เมื่อลองชิมดูจริงๆแล้ว มัน “เผ็ด” กว่าที่คิดอีก !!!

อันดับ 4 เสียงต้อนรับเข้าร้านแบบอัตโนมัติ

2f58b086-s_R

เมื่อ เดินเข้าไปในร้านค้า กลับประหลาดใจที่มีเสียงอัตโนมัติว่า “ยินดีต้อนรับ” ดังขึ้น  นี่คือระบบการต้อนรับลูกค้าแบบใหม่ในญี่ปุ่นที่นานๆจะเจอสักทีหนึ่ง สำหรับชาวต่างชาตินั้น ดูว่าจะสนุกกับระบบนี้เป็นพิเศษ จึงเห็นเดินเข้าเดินออกกันเป็นว่าเล่นเลย

 อันดับ 3 เครื่องขายของอัตโนมัติแบบอุ่น

e2c509f3-s_R

สำหรับเครื่องขายของอัตโนมัติที่ญี่ปุ่น นั้นปัจจุบันได้รุดหน้าไปมาก ว่ากันว่านำเทคโนโลยีของปี 2050 มาใช้เลยทีเดียวทำให้มีฟังก์ชั่นหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือเครื่องขายของอัตโนมัติแบบอุ่น ที่น่าแปลกกว่าเจ้าเครื่องนี้คือ เหตุผลที่ชาวต่างชาติอยากจะมาใช้เจ้าเครื่องนี้นั้น เพราะว่าอยากจะลองชิมโคล่าอุ่นๆนั่นเอง!!!

อันดับ 2 อ่างอาบน้ำ

4aaaf956-s_R

ว่ากันว่าน้ำในอ่างอาบน้ำรวมของญี่ปุ่นนั้น มีอุณหภูมิและแรงดันน้ำสูงมาก จนชาวต่างชาติจำนวนมากไม่สามารถทนแช่อยู่ได้ แต่ถ้าใครสามารถทนแช่ได้จนจบจะรู้สึกสดชื่นและฟินมากกกกกก

อันดับ 1 ห้องส้วม

a1ae4ea8-s_R

ระบบอัตโนมัติต่างๆของห้องส้วมญี่ปุ่น พอคนต่างชาติเจอครั้งแรกก็หงายหลังเพราะใช้ไม่เป็นกดปุ่มไม่ถูก แต่พอนานเข้าก็เริ่มจะชินขึ้นเรื่อยๆจนรู้สึกขาดไม่ได้เลย ถ้าไปใช้ส้วมแบบปกติก็ดูเหมือนว่าขาดอะไรบางอย่างไป

ของและวัฒนธรรมแปลกๆที่ญี่ปุ่นนั้นยังมีอีกเยอะ ใครที่ได้ไปเที่ยวแล้วเจออะไรแปลกๆก็สามารถมาเล่าสู่กันฟังได้….

ที่มา: 108thinks.blogspot.com

เรื่องจริงของคนเกาหลี.. ที่คุณอาจไม่เคยรู้ !!


 

 

ที่เกาหลี….อะไรๆก็ดูรีบเร่งไปหมด เดินก็เร็ว ทานก็เร็ว เพราะความใจร้อน ชอบทำอะไรให้เสร็จเร็วๆ คำพูดติดปากคนเกาหลีคือ ปัลรี่ปัลรี่ (빨리 빨리) แปลว่าเร็วๆ คนเกาหลีค่อนข้างภูมิใจที่ตัวเองเป็นคนทำอะไรเร็วและใจร้อน มักจะพูดแบบบ่นแต่แฝงไว้ด้วยความภูมิใจว่า คนเกาหลีทำอะไรเร็ว ไม่เหมือนคนไทยใจเย็น ทำอะไรช้าๆเนิบๆ ฟังแล้วรู้สึกยังไงกันบ้างคะ >_<”

นอกจากจะใจร้อนแล้วยังอารมณ์ร้อนอีกด้วย เข้าทำนองว่าโกรธง่ายหายเร็ว มีอีก 2 คำที่คนเกาหลีพูดบ่อยๆ
1.ทับตับเพ (답답해) คืออารมณ์หงุดหงิด อึดอัดใจ บางทีคนเกาหลีพูดว่า ทับตับเพ ปัลรี่ปัลรี่ (답답해! 빨리 빨리) เนื่องจากอึดอัดที่อีกฝ่ายอาจจะทำอะไรเชื่องช้า

2.จาจึ้งนา (짜증나 มาจากคำว่า 짜증나다) เป็นอารมณ์ที่หงุดหงิดเช่นกัน แต่ออกแนวโมโห รำคาญใจ นอกจากจะใจร้อนแล้วคนเกาหลียังขี้รำคาญง่ายอีกด้วย

gyeongbokgung---seoul--south-k_368

คนเกาหลีกับความอดทน อดกลั้น….การจะเข้าใจคนเกาหลีนั้นยากเหมือนกันนะ เพิ่งบอกว่าคนเกาหลีใจร้อนหงุดหงิดง่าย แถมยังขี้รำคาญ ประมาณว่าความต้านทานทางอารมณ์ต่ำ แต่ทว่าในอีกมุมหนึ่งคนเกาหลีกลับเป็นคนที่มีความอดทนอดกลั้นสูง เพื่อความสำเร็จแล้วไม่ว่ายังไงคนเกาหลีก็มักจะอดทนทำให้สำเร็จให้ได้ ขอฝากวลีเด็ด..ไว้ฝึกพูดกัน
1.โพกิ ฮาจิมาเซโย (포기 하지마세요) อย่ายอมแพ้
2.กึดกาจิ เฮพายา เฮโย (끝까지 해봐야 해요) ต้องลองทำให้ถึงที่สุด

travels_1_21_map

ความเครียดกับคนเกาหลี….คนเกาหลีมีความเครียดเกี่ยวกับงานและความก้าวหน้าสูงมาก ตอนหาเสียงเลือกตั้งปธน.เกาหลีใต้ ปาร์กกึนฮเยเน้นว่าจะเพิ่มความสุขให้กับคนเกาหลี เพราะความเครียดนี้เองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเกาหลีสูบบุหรี่และดื่มเหล้ามาก รวมไปถึงเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายของชาวเกาหลีที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศ OECD ไม่เว้นแต่เด็กประถมต้นจนถึงวัยชรา (หากคิดเป็นวันเท่ากับมีคนฆ่าตัวตายโดยเฉลี่ยวันละ 42.6 คน)

view_resizing_images

เด็กเกาหลีกับการเรียนพิเศษ….เด็กเกาหลีเรียนหนักมากอย่างไม่น่าเชื่อ หลังเลิกเรียนในภาคปรกติต้องมีเรียนพิเศษต่อถึงราวๆห้าทุ่มหรือเที่ยงคืน!! ยิ่งถ้าเป็นนักเรียนมัธยมปลายด้วยแล้วจะยิ่งเรียนหนักมาก วันเสาร์อาทิตย์ก็ไม่เว้น เป้าหมายคือเพื่อต้องการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ดีและเข้าทำงานในบริษัทดีๆให้ได้เมื่อเรียนจบ ส่วนหนึ่งที่เด็กๆต้องเรียนกันมากแบบนี้เพราะถูกกดดันจากครอบครัวโดยเฉพาะแม่ที่ต้องการเห็นลูกตัวเองดีเด่นกว่าใคร (92.6% ของพ่อแม่ตั้งความหวังว่าลูกต้องเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย)

การนับอายุที่เกาหลี….คนเกาหลีนับอายุแบบเดียวกับคนจีนสมัยโบราณคือนับตั้งแต่ยังเป็นทารกในท้องแม่ เมื่อเกิดมาก็ถือว่ามีอายุหนึ่งปีและยิ่งไปกว่านั้นการนับอายุเพิ่มแต่ละปีนั้นไม่ต้องรอให้ถึงวันเกิด เมื่อขึ้นปีใหม่สากลปุ๊บก็นับเพิ่มอีกปีเลย (สมมติเราเกิดวันที่ 31 ธ.ค. พอข้ามเป็นวันที่ 1 ม.ค. ก็นับอายุเพิ่มเลยทันที..แปลกแต่จริง) สรุปแล้ว เมื่อพูดเรื่องอายุของเรากับคนเกาหลี เราต้องบวกเพิ่มจากอายุปกติเราไปอีกหนึ่งปี…ฮือๆๆ ไม่ชอบเลย

อายุและความอาวุโสที่เกาหลี….เมื่อพบกับคนเกาหลีครั้งแรกอย่าแปลกใจหากถูกถามอายุทันทีทันใด ไม่ใช่เพราะว่าคนเกาหลีอยากรู้อยากเห็นเรื่องส่วนตัวของคนอื่น แต่ว่าการไล่เรียงลำดับอายุหรือตำแหน่งของกันนั้นทำให้เรารู้ว่าจะใช้รูปประโยคและคำศัพท์ระดับใดในการสนทนา ระบบอาวุโสนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการหล่อหลอมสังคมเกาหลีใต้อย่างมากโดยไม่ต้องมีการรับน้องระบบโซตัสแบบไทย รุ่นน้องต้องเชื่อฟังรุ่นพี่ ลูกน้องต้องเชื่อฟังหัวหน้า (ตลอดไป) เมื่อรุ่นพี่หรือหัวหน้าอยากไปไหน อยากทานอะไร รุ่นน้องหรือลูกน้องก็ต้องว่าตามนั้น

A12846296-4

คนเกาหลีสูบบุหรี่จัด….คนเกาหลีสูบบุหรี่เป็นอันดับ 2 ของประเทศสมาชิก OECD อายุเฉลี่ยที่เริ่มสูบบุหรี่คือ 12.7 ปีเท่านั้น นักเรียนชั้นมัธยมต้นสูบบุหรี่กัน 13% นักเรียนชั้นมัธยมปลายสูบบุหรี่ถึง 18% จากข้อมูลสถิติผู้ชายเกาหลีตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไปสูบบุหรี่ถึง 44.3% ของผู้ชายในวัยดังกล่าวทั้งหมด

 

คนเกาหลีและอาหารประเภทเนื้อย่าง / หมูย่าง….เมื่อมีนัดกับญาติหรือเพื่อนๆไม่ต้องคิดให้มากแบบคนไทยว่าจะทานอะไรดีเพราะคนเกาหลีนิยมไปทานเนื้อย่างหรือหมูย่างกันเมื่อมีการสังสรรค์หรือเลี้ยงฉลอง เมื่อทานเสร็จมักจะไปต่อที่ร้านอื่นๆ แต่ถ้าทานอาหารที่บ้านในวันปรกติคนเกาหลีกลับนิยมทานผัก กิมจิ แกง หรือแกงจืดมากกว่าเนื้อสัตว์ พวกอาหารปิ้งย่างหากจะทานที่บ้านจะเป็นเทศกาลพิเศษหรือในวันหยุดมากกว่า

ร้านอาหารตามสั่งที่เกาหลี….อาหารเกาหลีไม่ได้แพงเสมอไป ใครอยากทานอาหารเกาหลีที่ไม่แพง และได้อารมณ์แบบร้านอาหารตามสั่งแบบเมืองไทยหล่ะก็แนะนำให้มองหาร้านอาหารประเภทพุนชิก (분식점) หรือร้านที่ทำคิมปับ (김밥) หรือข้าวห่อสาหร่ายอยู่ด้านหน้าร้าน ร้านแบบนี้จะมีเมนูเกาหลีหลากหลาย ราคาประมาณ 3,000 – 8,000 วอน (ถือว่าไม่แพงสำหรับที่เกาหลี) อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ ร้านอาหารประเภทพุนชิก (분식점) ที่นี่

 

ที่เกาหลีเราต้องเก็บถาดอาหารด้วย….สำหรับศูนย์อาหาร ร้านฟาสต์ฟู๊ดและร้านกาแฟ เมื่อทานอาหารเสร็จต้องนำถาดอาหารไปคืน ณ จุดที่ร้านบอกไว้ (สังเกตจากผู้คนรอบข้างที่ลุกไปก่อนเรา) โดยเฉพาะร้านประเภทฟาสต์ฟู๊ดยังกำหนดละเอียดกว่านั้นอีกคือ เราต้องแยกประเภทของอาหารและอุปกรณ์ในถาดของเราเองด้วย โดยจะมีช่องสำหรับใส่อาหารที่เหลือ ช่องสำหรับเทน้ำแข็ง ช่องสำหรับใส่แก้วกระดาษ ช่องสำหรับขยะอื่นๆ หากไปร้านประเภทนี้ที่เกาหลี อย่าลุกเดินไปเฉยๆเมื่อทานเสร็จแล้วนะจ๊ะ

Hangme-080

วิธีการจ่ายเงินที่ร้านอาหารที่เกาหลี….การชำระเงินที่เกาหลีต้องเดินไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์จ่ายเงินเสมอ ร้านอาหารที่เกาหลีไม่จำเป็นต้องทิปแบบประเทศตะวันตกเพราะส่วนใหญ่ราคาอาหาร บวกค่าบริการไว้เรียบร้อยแล้ว หากจะพูดว่าช่วยคิดเงินหน่อยพูดง่ายๆว่า เคซันเฮ จุเซโย (계산해 주세요)

การสัมผัสร่างกายของคนเกาหลี….สำหรับคนเพศเดียวกันจะมีการการสัมผัสร่างกายกันมากกว่าคนไทยหรือชาวตะวันตก เช่นในหมู่เพื่อนผู้หญิงหรือเพื่อนผู้ชาย (เพศเดียวกัน) จะชอบเดินจูงมือหรือคล้องแขนกัน แม้แต่ที่คนไม่สนิทเท่าไหร่แต่หากไม่ได้เป็นในระหว่างการทำงาน การแตะไหล่หรือเกาะแขนของคู่สนทนาก็เกิดขึ้นได้บ่อยๆ (ต่างเพศก็มีบ้างในบางกรณี) เคยประสบมาด้วยตัวเองเลย มีออนนี่ (언니 พี่สาว) คนหนึ่งเพิ่งรู้จักกันแท้ๆแต่ไปทานข้าวด้วยกันก็มาเดินจูงมือเราเฉยเลย ในกรณีผู้ชายด้วยกัน ถ้าเป็นเพื่อนกันก็อาจเกาะแขนหรือเดินโอบไหล่กันก็มีอย่าไปคิดว่าเค้าเป็นคู่รักกันเชียว

(อธิบายเพิ่มเติม) เนื่องจากมีบางเวบไซต์นำข้อความในหน้านี้ไปอ้างอิงถึงกรณีที่คุณสรยุทธโอบไหล่ศิลปิน Super Junior..เลยขออธิบายเพิ่มเติมเผื่อใครเข้ามาอ่านที่หน้านี้นะคะ 

คนเกาหลีสัมผัสร่างกายกันมากกว่าคนไทยก็จริงแต่มีข้อควรระวังคือ คนที่คนที่อายุน้อยกว่าหรือมีสถานะต่ำกว่าจะไม่ไปแตะตัวฝ่ายที่อาวุโสกว่าก่อนโดยเฉพาะถ้าไม่สนิทกัน (โดยเฉพาะมีความสัมพันธ์ต่อกันในแง่การงานอาชีพ) ยิ่งถ้าเป็นผู้ชายกับผู้หญิงแล้วย่อมก็มีระยะห่างมากขึ้นเป็นตามธรรมดา

ในกรณีเหตุการณ์โอบไหล่ ศิลปิน Super Junior ที่คนไทยถกกันว่าธรรมเนียมเกาหลีคิดว่าไหล่เป็นของสูงหรือไม่ ..ได้เปิดคลิปเหตุการณ์ให้คนเกาหลีดูเพื่อถามความเห็น เค้าให้ความเห็นว่าไหล่ไม่ได้เป็นของสูง ห้ามแตะต้องแบบที่คนไทยพูดกัน เพียงแค่ในสถานการณ์ตามในคลิปถือว่าไม่เหมาะสม เพราะในการสัมภาษณ์ออกทีวีลักษณะนั้นถือเป็นการพูดคุยแบบเป็นการเป็นงานหรือเป็นทางการ (แม้ว่าบรรยากาศจะสนุกสนานก็ตาม) การโอบไหล่หรือแสดงความใกล้ชิดกับแขกรับเชิญจนเกินไปถือว่าไม่เหมาะสมในวัฒนธรรมเกาหลี

ในรายการสัมภาษณ์ต่างๆที่เกาหลีแม้แต่การพูดคุยระหว่างพิธีกรกับแขกในรายการหรือในการพูดคุยกันเองระหว่างแขกที่เป็นเพื่อนสนิทกัน เช่นเป็นนักร้องวงเดียวกันทุกคนจะพูดกันด้วยภาษาระดับทางการ เพราะถือว่าไม่ได้คุยเล่นกันเองแต่ถือเป็นการพูดคุยแบบออกอากาศให้ผู้ชมทางบ้านดู

แต่ในกรณีของคุณสรยุทธคราวนั้นไม่ใช่เรื่องร้ายแรงแบบที่ว่าทำผิดมหันต์ แค่เป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมเท่านั้น..สรุปได้ว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ อย่าคิดมาก

รถไฟใต้ดินที่เกาหลี….ไม่ใช่แต่โซลที่มีรถไฟใต้ดิน เมืองใหญ่ๆในเกาหลีก็มีรถไฟใต้ดินมานานแล้ว ตอนนี้ที่โซลมีรถไฟใต้ดิน 16 สายครอบคลุมทั่วเมือง หลายสายสิ้นสุดที่เมืองรอบนอกกรุงโซล ตู้รถไฟใต้ดินแต่ละตู้เข้าได้ 4 ประตู จำไว้เลยว่าประตูริมทั้ง 2 ด้าน เป็นประตูสำหรับผู้สูงอายุ อย่าตกใจหากเรายืนต่อแถวรอรถไฟอยู่ดีๆแล้วมีผู้สูงวัยมาแซงเข้าประตูรถไฟไปก่อนเรา สำหรับที่นั่งด้านริมตู้รถไฟแต่ละตู้ทั้งฝั่งซ้ายและขวาเป็นที่นั่งสงวนไว้ให้คนชรา คนพิการ คนท้อง แม่ที่อุ้มเด็กทารกเท่านั้น อย่าเผลอไปนั่งเด็ดขาดอาจถูกประหารทางสายตาจากคนในรถไฟใต้ดิน แม้การขายของในรถไฟใต้ดินจะผิดกฎหมาย แต่บ่อยครั้งที่จะเห็นคนเข็นของมาขายในรถไฟ ส่วนใหญ่เป็นของใช้ตามฤดูกาล เช่น ร่ม ถุงมือ ฯลฯ

s_subway

ผู้หญิงเกาหลี….ผู้หญิงเกาหลีแม้จะไม่สวยเหมือนนางเอกละครทุกคน แต่ส่วนใหญ่จะมีผิวที่ละเอียดขาวเนียน เอวบางร่างน้อย ขาก็เรียวมากๆ ว่ากันว่านอกจากคนเกาหลีจะเดินเยอะแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายตั้งแต่เด็ก มีเรื่องขำๆว่าผู้หญิงส่วนมากเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ชายจะสร้างภาพให้สุภาพอ่อนหวาน น่ารัก ทานอาหารน้อยนิด ดื่มแอลกอฮอล์ไม่เก่ง ฯลฯ แต่หากอยู่กันกับเพื่อนผู้หญิงด้วยกันหรืออยู่คนเดียวจะเปลี่ยนไปอีกแบบนึงเลย

SNSD_Girls-Peace

ศัลยกรรมกับคนเกาหลี….เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรแล้วคนเกาหลีถือว่าทำศัลกรรมมากที่สุด เพราะคนเกาหลีให้ความสำคัญกับการแต่งกายและรูปร่างหน้าตามาก บางคนเชื่อว่ารูปร่างหน้าตาที่ดีมีผลต่อความก้าวหน้าในการทำงาน หน่วยงานทางด้านศัลยกรรม ISAPS ให้ข้อมูลว่าชาวเกาหลีทุกๆ 1,000 คน มีคนผ่านการทำศัลยกรรม 16 คน โดยครึ่งหนึ่งทำโบท็อกซ์และเลเซอร์ อีกครึ่งหนึ่งศัลยกรรมจมูก หน้าอก ทำตาสองชั้น ดููดไขมัน เป็นต้น ถ้าเทียบเฉพาะชาวโซล ทุกๆ 5 คนจะมีคนทำศัลยกรรมหนึ่งคน แหล่งที่มีศูนย์ดูแลผิวพรรณและทำศัลยกรรมมากที่สุดในโซลก็คือแถบย่าน Gangnam

ผู้หญิงเกาหลีกับสินค้า brandname….มีผลสำรวจออกมาว่าของขวัญที่ผู้หญิงอยากได้มากที่สุดจากคนรักหรือลูกชายก็คือสินค้า brandname โดยเฉพาะกระเป๋าถือสตรี คนเกาหลีหากซื้อกระเป๋า brandname จากต่างประเทศเวลากลับเข้าประเทศจะต้องเสียภาษี ไปๆมาๆจะแพงกว่าซื้อในประเทศดังนั้นคนเกาหลีจึงนิยมซื้อกระเป๋า brandname จาก Shop ในประเทศเลย หากมาเที่ยวเกาหลี ลองสังเกตดูตามท้องถนนหรือบนรถไฟใต้ดินจะเห็นผู้หญิงถือกระเป๋า brandname เยอะจริงๆ (ส่วนใหญ่ของแท้นะจ๊ะ)

ลัทธิชาตินิยม….ชาวเกาหลีมีความเป็นชาตินิยมมากชาติหนึ่ง นี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เกาหลีนิยมผลิตสินค้านานาชนิดเพื่อเน้นให้คนในประเทศใช้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือสินค้าอิเลคโทรนิคส์ต่างๆ อาหารก็เช่นกัน คนเกาหลีคิดว่าผลิตภัณฑ์ในประเทศดีที่สุด เคยอ่านหนังสือทำอาหารเพื่อสุขภาพเค้าเขียนไว้ว่า เพื่อคุณค่าทางอาหารควรทานข้าวกล้องในประเทศ!! ร้านอาหารบางแห่งจะติดป้ายโฆษณาไว้เลยว่าวัตถุดิบในร้านเป็นผลิตภัณฑ์ดีเยี่ยมเพราะเป็นผลิตภัณฑ์ในประเทศ ขนาดเนื้อวัวในประเทศที่เรียกว่า ฮันอู [한우] นั้นคนเกาหลียังบอกว่าเลยว่าอร่อยที่สุดในโลกและมีราคาแพงมาก

ความอ่อนไหวของคนเกาหลี….อย่าตกใจหากดูรายการทีวีเกาหลีแล้วเหล่าบรรดาพิธีกร แขกรับเชิญในรายการทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เมื่อฟังเรื่องราวบางอย่างแล้วน้ำตาคลอหรือร้องไห้กัน แม้คนเกาหลีจะใจร้อน โมโหง่าย พูดเสียงดังแต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นชาติที่มีความอ่อนไหวมาก เป็นเรื่องปกติที่ผู้ชายจะร้องไห้เพราะซึ้งหรือเศร้า ถ้าดูหนังเศร้าๆผู้ชายเกาหลีก็หลังน้ำตาได้ไม้แพ้ผู้หญิงเลย ต่างจากเมืองไทยที่นานๆจะเห็นผู้ชายร้องไห้สักครั้ง

1107051031244

กาแฟกับคนเกาหลี….คนเกาหลีดื่มกาแฟมากยิ่งกว่าการทานหมูย่างเกาหลีซะอีก ข้อมูลล่าสุดปี 2011 ตลาดกาแฟที่เกาหลีใหญ่เป็นอันดับที่ 11 ของโลก โดยเฉลี่ยคนเกาหลีดื่มกาแฟประมาณ 338 แก้วต่อปี กาแฟที่คนเกาหลีนิยมดื่มที่สุดคือกาแฟดำหรืออเมริกาโน่ ปัจจุบันเกาหลีมีร้านกาแฟมากกว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : korean4life.com