คำถามชวนสงสัย : ตกลงว่า ม้าลาย สีขาวลายดำ… หรือสีดำลายขาว?


 

เวลาดูสารคดีสัตว์โลกน่ารักในทุ่งกว้าง(รวมถึงน่าขนหัวลุกในหลายๆตอน) ม้าลายก็มักจะโผล่มาเข้าฉากให้เห็นกันบ่อยๆ ด้วยลายพาดสลับขาวดำอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน ทำให้มันมีสเน่ห์ น่าอัศจรรย์… แล้ว เอ… ตกลงแถบไหนเป็นสีพื้น แถบไหนเป็นลายกัน… สงสัยไหมครับ?

สมัยหนึ่งนานมาแล้ว เคยเชื่อกันว่า ม้าลายเป็นสัตว์สีขาวลายดำครับ เหตุผลก็ง่ายๆ เพราะว่าท้องของม้าลายมักจะเป็นสีขาว ก็เลยเหมากันเอาว่า ไอ้เจ้าม้าแฟนซีนี่ มันต้องสีขาวเหมือนท้องมันนั่นแหละ… แต่ จริงเหรอ?

 

ต่อมาเมื่อเราเข้าใจการทำงานของการส่งต่อพันธุกรรมดีขึ้น คำถามนี้ก็ถูกปัดฝุ่นมาตีความใหม่ในเชิงพันธุศาสตร์ และคำตอบก็กลับทางครับ… เรามีข้อมูลใหม่ที่น่าเชื่อถือว่า ม้าลายนั้น เป็นสัตว์สีดำที่มีลายสีขาว… ด้วยเหตุผลแบบนี้ครับ

 

เรื่องของการอยู่รอดในทุ่งโล่งแห่งอัฟริกา สัตว์ที่มีสีสว่างจะถูกสังเกตุเห็นได้ง่าย นึกถึงหญ้าสีทอง พื้นสีน้ำตาล แล้วมีม้าขาวจั๊วะยืนโด่อยู่… ไม่ดีแน่ สัตว์ทั้งหลายในท้องทุ่งมักวิวัฒน์ให้ตัวเองมีสีที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ถ้าไม่มีสีโทนเดียวกับพงหญ้าไปเสีย ก็มักเลือกจะมีสีเข้ม ให้เข้ากับร่มเงา หรือต้นไม้ในบริเวณนั้น

 

ม้าลายมีผิวสีเข้มจัดใต้ขนลายทางของมัน ม้าลายมีสีผิวเข้มเหมือนสัตว์ตระกูลม้าอื่นๆครับ สีของสิงมีชีวิตต่างๆที่เราเห็นกัน เกิดจากการสร้างเม็ดสีของเซลล์ประเภท Melanocytes หมายความว่า สีเกิดจากการสร้างเม็ดสี และขาวคือไม่มีการสร้างเม็ดสี(แบบเดียวกับสภาพเผือก ที่ Melanocytes ผิดปกติไม่สร้างเม็ดสีนั่นเองครับ) ดังนั้นเมื่อรวมกับเหตุผลข้อข้างบนแล้ว ก็ออกจะประหลาดอยู่ถ้าสัตว์ผิวดำจะสร้างขนสีขาวมาคลุมตัว

 

ทางพันธุกรรมแล้ว สีเข้ม เป็นลักษณะเด่น สีขาว เป็นลักษณะด้อย อย่างที่อธิบายเรื่องเม็ดสีที่สร้างโดยเซลล์ประเภท Melanocytes ไปนั้น การเกิดลายทางบนขนม้าลาย จึงเกิดจากการสร้างเม็ดสีตามคำสั่งพิมพ์เขียวในหน่วยพัธุกรรม ว่าบริเวณใดบ้างที่จะมีการสร้างเม็ดสี และบริเวณใดที่จะไม่ต้องสร้าง ดังนั้นลายบนขนจึงเกิดจากการ “สั่งปิด” การทำงานของ Melanocytes บนสีขนปกตินั่นเองครับ

 

ด้วยเหตุที่ว่ามานี้ จึงเชื่อกันว่า ม้าลายพยายามสร้าง”ขนหงอก”เป็นแถบแทรกระหว่างขนสีเข้มนั่นเองครับ…

ส่วนเหตุผลที่ม้าลายวิวัฒน์มาจนมีลายทางแบบนี้นั้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ลายทางๆของมันนั้น เมื่อรวมอยู่ด้วยกันเป็นฝูง จะสร้างความงงงวยให้เหล่าสัตว์นักล่า ลองนึกถึงกลุ่มของก้อนลายทางยืนซ้อนกันสิครับ ลายทางๆนี่แหละจะทำให้แยกรูปร่างไม่ออกว่าตัวไหนเป็นตัวไหน ลายพรืดเป็นผืนเดียวกันไปหมด ซึ่งสัตว์นักล่าอย่างสิงโต หรือไฮยีน่า จะเลือกเอาเหยื่อเป็นตัวๆ โดยพยายามแยกตัวที่จับง่ายที่สุดออกมาจากฝูง… ดูไม่ออกลายตาแบบนี้ ไปจับอย่างอื่นกินง่ายกว่า

อีกเหตุผลนึงก็เชื่อว่า ลายทางบนตัวมันช่วยลดแสงโพลาไรส์(แสงที่มีคลื่นเป็นระเบียบไปในทางเดียวกัน) ซึ่งดึงดูดแมลงวันกินเลือดที่คอยบินหาเลือดสัตว์กินอีกด้วยครับ

ที่มา: mcot-web.mcot.net/lively/content.php?id=546b09a9be0470e3838b4660

เรื่องจริง 10 เรื่องเกี่ยวกับความฝันที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน


“ความฝัน” เรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับทุกคน แต่กลับเป็นสิ่งที่สร้างความสงสัยให้กับใครหลายคนในเวลาเดียวกัน วันนี้จึงได้เอาเรื่องจริงเกี่ยวกับความฝัน เพื่อคลายข้อสงสัยให้กับคำถามหลายๆ คำถามที่ยังไม่มีใครตอบคุณได้มาฝาก จะเป็นหนึ่งในสิ่งที่คุณก็เคยสงสัยหรือไม่นั้น มาดูกัน…
การฝัน ใน แง่มุมของนักวิทยาศาสตร์  นับเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติของสมอง ซึ่งบางส่วนยังคงทำงานสานต่อกันเป็น การเห็น ได้ยินและสัมผัสต่างๆ โดยปราศจากการควบคุมจากซีรีบรัม (Cerebrum) ทำให้ความฝันทั้งหมดแปลกและพิสดารเกินกว่าจะเกิดขึ้นในชีวิตจริงได้
ในแง่มุมของนักจิตวิเคราะห์นั้น ถือว่า ความฝัน เป็นสิ่งสะท้อนจิตในส่วนลึกตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ทั้งความสุข สมหวัง ความทุกข์และความผิดหวัง จึงสามารถนำความฝันมาใช้ในการทำจิตบำบัด (Psychotherapy) แก่ผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตได้สิ่งที่มีอิทธิพลกับความฝัน มีดังนี้
1. สภาพจิตใจ
2. การแพ้อาหารหรือยาบางชนิด
3. การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก ซึ่งรบกวนการนอนหลับอย่างสงบ
4. การเจ็บไข้ได้ป่วย
5. สภาพแวดล้อมของห้องนอน เช่น อากาศร้อน-เย็น แสงสว่างหรือเสียงที่รบกวน ล้วนสร้างความกดดันให้แก่ร่างกายและจิตใจและอาจสะท้อนออกมาในความฝันได้
6. การมีรอบเดือน อาจมีอิทธิพลต่อผู้หญิงบางคน
7. ทิศทางของที่นอน บางคนแนะนำว่า ถ้าคุณหันหัวนอนไปทางขั้วแม่เหล็กโลกขั้วเหนือ (North pole) เพื่อให้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าในร่างกายเราสอดคล้องกับสนามแม่เหล็กโลก ซึ่งจะทำให้คนเรามีความกลมกลืนกับพลังงานตามธรรมชาติ ช่วยให้หลับได้สนิท
10 เรื่องจริงของความฝันที่คุณอาจไม่เคยรู้
1. คนตาบอดก็ฝันได้!!
โดยจะแบ่งคนตาบอดได้เป็น 2 กรณี คือตาบอดแต่กำเนิด ที่เมื่อฝันจะไม่สามารถเห็นภาพใดๆได้ เพราะไม่มีพื้นฐานของภาพนั้นๆมาก่อน แต่จะฝันเป็นเสียง สัมผัส และรสชาติเท่านั้น ส่วนคนที่ไม่ได้บอดแต่กำเนิดจะฝันเห็นเป็นภาพได้ เพราะมีภาพอยู่ในหัวอยู่แล้ว
2. คนเราจำความฝันได้แค่ 10% เท่านั้น
แม้หลังจาก 5 นาที ที่ตื่นนอน เราจะยังพอจำความฝันนั้นได้  แต่เมื่อผ่านไป 10 นาที เราก็จะหลงเหลือมันไปจนเพียงแค่ 10% ในหัวเท่านั้น ดังนั้นหากใครฝันถึงเลขเด็ด ควรรีบจดไว้อย่างไว
3. ใครๆ ก็ฝันได้
ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ก็ฝันก็ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะชาติไหน ภาษาอะไร อายุเท่าไรก็ตาม  แต่ที่บางคนบอกมาว่าตัวเองไม่เคยฝันอาจเป็นเพราะตนเองจำความฝันไม่ได้ มากกว่า
4. ความฝันทำให้ไม่เป็นโรคจิต!!
ว่ากันว่าความฝันเป็นการะบายความรู้สึกภายในใจออกมา ทำให้เราได้ปลดปล่อยความเครียด ซึ่งเมื่อใดที่เราไม่ได้นอน นอนไม่เพียงพอจัด หรือโดนปลุกกลางคันบ่อยๆ จะทำให้ความเครียดสะสมอยู่ในใจ จนอาจจะกลายเป็นโรคจิตเลยก็ได้
5. เราจะฝันในสิ่งที่รู้เท่านั้น
แม้เราอาจเคยคิดว่าตัวเองฝันถึงคนแปลกหน้า แต่จริงๆแล้วคนเหล่านั้น ต่างเป็นคนที่เคยผ่านตาเรามาก่อน(สักครั้งหนึ่ง) แต่อาจเป็นเพราะเจำไม่ได้ก็เท่านั้น แต่เรื่องของการไร้ขอบเขตของความฝันนั้นมันเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นแล้วก็ได้
6. ไม่ใช่ทุกคนที่จะฝันเป็นสีสัน
มีเพียง12 % ของความฝันของทั้งหมดเท่านั้นที่จะเป็นสีขาวดำ ส่วนที่เหลือนั้นจะมีความฝันเป็นภาพสีแบบที่เรามองเห็นอยู่ทุกวัน แต่บางทีคนก็บอกว่าตัวเองฝันเป็นสีหรือขาวดำทั้งหมด นั่นเพราะว่าคนๆนั้น เลือกที่จะจำความฝันแค่บางส่วนเท่านั้นนั่นเอง
7. ความฝันไม่ใช่คำทำนาย
อาจมีความเชื่อว่าความฝันคือลางบอกเหตุการณ์ในอนาคต หรือเป็นสัญลักษณ์เพื่อบอกไบ้ราวต่างๆ ทั้งๆที่จริงๆ อาจจะเป็นแค่ภาพที่ตัวเราเองสร้างขึ้นมา
8. สารเสพติดมีผลต่อความฝัน
เพราะสารเสพติดมีผลต่อระบบประสาทและสมอง จึงอาจจะทำให้ผู้ที่ใช้มันมีความฝันที่แปลกๆ โลดโผนกว่าทั่วไปสักหน่อย และหากเป็นฝันร้าย ก็จะมีจะมีความเสมือนกว่ามากด้วยเช่นกัน
9. ฝันตกจากที่สูงเพราะสมองเข้าใจผิด
เป็นอาการที่เกิดในขณะที่หลับตื้นๆ ขณะกำลังเข้าสู่ภาวะหลับลึก หรือที่เรียกทางการแพทย์ว่า  “ฮิปนิก (hypnic)” สันนิฐานว่าเกิดจากการที่สมองเข้าใจผิดจากการที่ร่างกายเข้าสู่ภาวะผ่อนคลาย จึงตอบสนองโดยการเกร็งกล้ามเนื้อประคองตัว ทำให้สะดุ้งตื่นนั่นเอง
10. เด็ก 3 ขวบฝันร้ายมากกว่าเด็กโต
เด็กเล็กที่ตื่นขึ้นมาร้องไห้ตอนกลางดึก นั่นเป็นเพราะฝันร้าย เนื่องจากเด็กๆยังไม่สามารถจัดเรียงข้อมูลที่ตัวเองพบเจอมาได้ดีนัก จึงแสดงออกมาเป็นฝันที่ซับซ้อน วุ่นวาย ทำให้เด็กตื่นกลัวได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก   stou.ac.thและ.indepencil.com

ที่มา : tartoh

ผู้หญิงที่ลงรูปตัวเองแล้วบอกว่าโทรม ต้องการอะไรเหรอครับ?


คือเห็นบ่อยมาก ไม่เข้าใจอ่ะครับ โทรมมมมมม ช่วงนี้โทรมมมมมมาาาากกกกกก ทั้งๆ ที่หน้าตาก็ไม่ได้มีอะไรเลย แถมยังใช้แอพแต่งรูปอีก ต้องการอะไรเหรอครับ ต้องการให้มีคนมาเม้นว่า “สวยแล้ว” เหรอครับ หรือยังไง?

คือมีเพื่อนเป็นแบบนี้อ่ะ แรกๆ ก็รำคาญ ตอนนี้ชินแล้ว

กินข้าวคนเดียว เหงาจัง – ถ่ายรูปหน้าตัวเอง มีจานอาหารติดมานิดนึง
วันนี้แดดแรงมาก ดำหมดแล้ว – ถ่ายในรถ หน้าโดนแดดส่อง ทำตาหรี่ๆ นิดนึง แต่งภาพด้วยแอ๊พคาเมร่า 720 องศา
Good night ฝันดีนะทุกคน – รูปถ่ายเซลฟี่ตัวเองแบบเต็มตัวในห้องน้ำห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง
งานยุ่งจัง ไมมีเวลากินข้าวเลย หิวจนตาลาย – รูปเซลฟี่ใส่แว่นดำ ถ่ายในรถ
โทรมมาก สิวขึ้น – แต่งหน้าแน่น หาสิวไม่เจอ ปากสีส้มสวยงาม แต่งภาพด้วยแอ๊พหน้าเนียน

คือไม่ว่าจะตั้งสเตตัสอะไร ภาพประกอบก็เป็นรูปนางอ่ะ

อีกแบบหนึ่งคือ ตัวผอมแห้งแล้วยิ้ม .. แต่บ่นว่าอ้วนอ่ะครับ .. เซงจุง

เจอบ่อยค่ะ

ปวดหัวจัง – เอามือจีบหัว+คิ้วขมวด

ง่วงแล้ว ฝันดี -เซลฟี่ตัวเองหลับตาหน้าจัดเต็มบนเตียง

ตอนนี้ที่บ่น ๆ ในเฟสตัวเองคือ วันเกิดเพื่อนแต่โพสรูปเซลฟี่ตัวเองพร้อมคำว่า “HBD” แบบ เมุงต้องการอัลไลจากสังคม?

เผื่อนึกภาพไม่ออกนะ เช่น

ตย.1
สเตตัส – โทรมมากกกกกกกกกกก หน้าสด
รูปที่ลงพร้อมสเตตัส – หน้าเด้ง เนียน ปิ้งปั๊ง ยิ้มด้วย แต่งหน้า คิ้วขนตามาครบ ใส่แอฟด้วย

ตย.2
สเตตัส – อ้วนมากกกกกกกกกกกกกก กรี๊ด ไม่ไหวแล้ว
รูปที่ลงพร้อมสเตตัส – ใส่ชุดกำลังไปออกกำลังกาย แบบโชว์เนื้อหนัง สายเดี่ยวโชว์หน้าท้องอันแบนราบ และท่อนแขนอันเรียวเล็ก โชว์ร่องนมอีกตั้งหาก กับกางเกงสั้นจุ๊ดโชว์ขาเรียวงาม

ตย.3
สเตตัส – วันนี้อากาศดีฝุดๆ
รูปที่ลงพร้อมสเตตัส – รูปเซลฟี่หน้าตัวเอง ไม่เห็นวิวสักติ๊ดดดดด

ตย.4
สเตตัส – ไม่เป็นไรนะ วรนิด ต้องเข้มแข็งสิ เรื่องแค่นี้เอง / น้ำตาไม่ช่วยอะไร ชั้นเข้มเเข็งพอ
รูปที่ลงพร้อมสเตตัส – เซลฟี่หน้าตัวเอง หลังร้องไห้ หรือน้ำตากำลังหยดแหมะๆ

ตย.5
สเตตัส – ผมสั้นม๊ากเลยยยยยย จะบร้าาาาาา ชั้นทำอะร้ายยยยลงไปเนี่ย ฮือออๆๆ
รูปที่ลงพร้อมสเตตัส – เซลฟี่ตัวเอง พร้อมหน้าเบิกบาน กับผมความยาวเท่าเดิม (อาจจะหายไป2เซน)

อีกอย่างคือ นางจะโฆษณาขายครีมหน้าเด้ง สิวยุบ ยาลดน้ำหนัก ระเบิดไขมัน สักพักจะบอกว่า ” นี่อาจจะช่วยได้นะ เค้าทดลองแล้วได้ผลจริง ลองดูนะเพื่อนๆ ”

รำคาญมากค่ะ เรียกร้องความสนใจ เราควรตอบกลับไปว่า จริงๆ ด้วย โทรมยังกับศพแบบนี้ทีหลังอย่าโพสต์เลยนะ

 

ที่มา: pantip.com/topic/32774998

ลองอ่าน”เมื่อเฟซบุ๊คเฉลยปริศนา เพราะอะไรเราจึงไม่มีปุ่มคลิก”dislike”(ไม่ชอบ) ให้พวกคุณ!


 

และ สำหรับผู้ใช้เฟซบุ๊คเป็นประจำ หรืออาจจะเรียกได้ว่า สาวกเฟซบุ๊ค ทั้งหลาย ต่างก็ใช้”สื่อออนไลน์”นี้กันอย่างกว้างขวางในกลุ่มเพื่อนของพวกเขา ในรูปลักษณะเหมือนกัน นั่นคือ โพสต์ข้อความ-คลิกชอบ-โหลดภาพ-แสดงอารมณ์ และแชร์ข้อความ มีเพียงอย่างเดียวที่ยังไม่มี นั่นคือ การคลิก”ไม่ชอบ” โดยที่ผ่านมา การ”ขาดหาย”ของสิ่งนี้ ได้ทำให้เกิดคำถามจากสาวกเฟซบุ๊ค แทบเรียกได้ว่า เกือบจะ 90 เปอร์เซนต์ หรือทั้งหมดด้วยซ้ำ ด้วยข้อสงสัยว่า ก็ในเมื่อเฟซบุ๊คยังมีปุ่ม”ไลค์”ได้ แล้ว”ทำไม”เฟซบุ๊ค ถึงไม่มี”ปุ่ม”dislike”( ไม่ชอบ)เล่า

ว่า ไปแล้ว ถึงขณะนี้ ปุ่มไลค์(ชอบ) ได้กลายเป็นสัญญลักษณ์”ยอดนิยม”ของเฟซบุ๊คไปแล้ว ขณะที่ปุ่ม”dislike”ที่ไม่มี ก็กลายเป็นปริศนาทางอินเตอร์เนทมาตลอด ซึ่งช่วงที่ผ่านมา ถึงกับมีสาวกเฟซบุ๊คจำนวนหลายพันคนได้”เข้าชื่อ”เรียกร้องให้เฟซบุ๊ค เพิ่มปุ่มดังกล่าว หรือแม้แต่คิดไปไกลว่า เฟซบุ๊ค น่าจะมีปุ่ม”นิ้วกลาง”ด้วยซ้ำ (ขนาดนั้่นจริงๆ)

 

เมื่อ เร็ว ๆ นี้ นายเบรต เทย์เล่อร์ อดีตซีอีโอเฟซบุ๊ค ผู้สร้างปุ่ม”คลิกไลค์” ได้กล่าวเฉลยปริศนาเรื่องนี้ว่า ในขณะที่ปุ่มคลิกไลค์ หรือคลิก”ชอบ”เป็นเสมือนการ”ให้อำนาจ”ผู้ใช้เฟซบุ๊ค ได้แสดงออกถึงการเกี่ยวพันด้านต่าง ๆ กับเพื่อนๆ  ของเขา ในอีกด้านหนึ่ง เฟซบุ๊ค เห็นว่า มันเป็นเรื่อง”ไม่เหมาะสม”ที่จะให้เฟซบุ๊ค มีปุ่ม”dislike”หรือปุ่ม”ไม่ชอบ”หลังจากที่ทีมงานเฟซบุ๊คได้เคยโต้เถียงกัน มาแล้ว โดยทุกฝ่ายต่างล้วนสรุปเห็นพ้องว่า การมีปุ่มไม่ชอบ จะนำมาซึ่ง”ผลด้านลบที่รุนแรงมาก”

 

นาย เบรต บอกว่า เหตุผลที่ทีมงานเฟซบุ๊ค ผลิตปุ่ม”like”ออกมา ก็เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนย่อมต้องการจะแสดงการยอมรับใน”บางสิ่ง” หรือ”บางคน”ที่พวกเขา ชอบ เป็นหลักอยู่แล้ว แต่สำหรับปุ่ม”ไม่ชอบ” ไม่สมควรยิ่งที่นำมาใช้ เหตุผลง่าย ๆ ก็คือ หากนำมาใช้ มันจะก่อให้เกิดผลในเชิงลบอย่างมากมาย โดยเฉพาะการทำให้เฟซบุ๊คกลายเป็น”สนามรบแห่งการทะเลาะวิวาท”มากกว่า”สนามแลก เปลี่ยนความคิดเห็นกัน” และในทางปฎิบัติ หากนำปุ่มดังกล่าวมาใช้ มันจะ”ทำลายแนวโน้ม”การโพสต์ข้อความในเชิงสร้างสรรค์ ที่ผู้คนต้องการจะให้ผู้อื่นยอมรับเขาในด้านบวก ในเชิงจิตวิทยา

นอก จากนี้ อีกด้านหนึ่ง การใช้ปุ่ม”dislike”ย่อมจะทำให้ผู้คน มีความรู้สึกไม่ดี หรือเป็นศัตรูต่อกัน หากข้อความของเขาถูกคลิก”ไม่ชอบ”จากเพื่อน หรือบุคคลอื่น ๆ ดังนั้น การคงไว้ซึ่งปุ่ม”like”อย่างเดียว ในเชิงจิตวิทยา รวมทั้งในทางปฎิบัติ จะเป็นการ”บังคับให้ผู้คน แสดงความเห็น หรือความรู้สึกของพวกเขา ออกมาในเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ

นาย เบรต กล่าวว่า ถ้าเฟซบุ๊คเกิดมีปุ่ม”ไม่ชอบ”นั่นจะทำให้ผู้ใช้เฟซบุ๊คเพิ่มทัศนคติในแง่ลบ ต่อกัน เพราะผู้คนย่อมรู้สึกไม่ดี เมื่อทัศนะของเขาถูก”ปฎิเสธ”หรือถูก”รังเกียจ”จากการถูกคลิก”ไม่ชอบ”และสุด ท้าย บทสนทนาในโพสต์ต่าง ๆ ในเฟซบุ๊ค จะจบลงด้วยการเป็นศัตรูมากกว่าความเป็นมิตร ซึ่งนี่เป็นสิ่งสำคัญที่เราตระหนักว่า อำนาจของปุ่ม”ไม่ชอบ”นั้น มีพลานุภาพด้านลบที่ส่งผลได้อย่างร้ายแรงและรุนแรงมาก ๆ หากเรานำเอามาใช้จริง ๆ

 

และ แม้ว่า ปุ่มคลิก”ชอบ”จะไม่ใช่ปุ่มที่”สมบูรณ์แบบ”เพราะบางครั้งมันไม่ได้แสดงออกถึง อารมณ์แท้จริงของบุคคล แต่การมีปุ่มดังกล่าว ก็มีไว้โดยคำนึงถึง”หลักแห่งมารยาทในเชิงสังคม”บนถนนสื่อสารนาม”เฟซบุ๊ค” เพราะที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า เฟซบุ๊ค ได้กลายเป็นสื่อหรือช่องทางสื่อสารที่ทรงอิทธิพลอยู่ได้ เพราะการวางกลยุทธ์ที่แยบคาย หรือกุศโลบายแห่ง”การกำกับ”การสื่อสารของผู้คน ภายในเครือข่ายชุมชนออนไลน์

โดย เฟซบุ๊คเลือกที่จะ”ลด”และ”สกัด”สารที่จะสร้างบรรยากาศเลวร้ายภายในสังคมเฟซ บุ๊ค และต่อตัวผู้ใช้ นั่นเอง หรืออาจกล่าวได้ว่า ในแง่หนึ่ง เฟซบุ๊คได้ดำเนินบทบาท ในฐานะผู้กำกับบทว่า บทสนทนาใดสมควรมี และบทสนทนาใด ไม่สมควรจะใส่ลงไป!

 

ดัง นั้น อาจกล่าวได้ว่า เฟซบุ๊ค มีหลักการง่าย ๆ ว่า “ถ้าคุณไม่อยากพูดอะไรดี ๆ ก็ไม่ต้องพูดเลยซะดีกว่า”เพราะแน่นอนว่า การพูดเรื่องไม่ดี ย่อมไม่สร้างสรรค์ และนั่นจะทำให้เฟซบุ๊ค กลายเป็น”สังเวียนปะทะคารม”ระหว่างผู้ใช้ มากกว่าสถานที่พูดคุยอย่างผ่อนคลาย สบาย สร้างสรรค์ และก่อให้เกิด”ผลดี”มากกว่า”ผลเสีย” นายเบรตสรุปทิ้งท้าย

 

ฉะนั้น ถึงประโยคนี้ เราคงจะเข้าใจดีแล้วถึงปริศนาการไร้ปุ่ม”ไม่ชอบ”ของเฟซบุ๊ค และคงไม่มีคนเรียกร้องให้มีปุ่มนี้อีกต่อไป เมื่อเฟซบุ๊ค ได้ตอบอย่าง”ชัดเจน”ขนาดนี้แล้ว จริงหรือไม่ ?

แสตมป์ งานเข้า! ชาวเน็ตวิจารณ์ยับตัดสิน โอม-ฟาร์ม ค้านสายตา


 

thevocie-5

เรียกว่าพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกเลยทีเดียวสำหรับนักร้องหนุ่ม สแตมป์ อภิวัชร์ ที่สัปดาห์ก่อนเพิ่งจะออกมาเคลียร์ข้อสงสัยในประเด็นที่ถูกมองว่าไปก๊อบปี้เมโลดี้บางท่อนของเพลง I won’t give up ของ Jason Mraz จนกลายเป็นกระแสวิพากษณ์และวิจารณ์และจบประเด็นไม่ทันไร ก็มีประเด็นใหม่ออกมาให้พูดถึงอีกซะแล้วกับการตัดสินรอบแบทเทิลระหว่าง โอม นวพล และ ฟาร์ม ปณิธาน ในฐานะที่ตัวเองเป็นโค้ช

ซึ่งงานนี้หลังจากที่รายการจบลงไม่นานก็มีกระแสวิจารณ์ยับถึงขั้นมีการตั้งกระทู้ในหัวข้อ “ขอโทษนะคะโค้ชแสตมป์ คือมันจะเป็นเสียงจริงตัวจริงยังไงคะ ในเมื่ออีกคนร้องในรอบ Battle ดีกว่าแต่ตกรอบ” ในเว็บไซต์ชื่อดังอย่างพันทิปแบบเข้มข้นซึ่ง เราเลยไปรวบความเห็นบางส่วนที่โค้ชแสตมป์โดนวิจารณ์ยับมานำเสนอดังนี้

ความเห็น สมาชิกหมายเลข 1117396 “จริงๆ เชียร์ฟาร์มนะ แต่เพลงนี้โอมกินขาด ผลค้านสายตามาก.. แต่ก็นะเชียร์ฟาร์ม”

ความเห็นสมาชิก ฟ้าแจ้งจางปาง “ฟาร์มชนะแบทเทิ้ลแต่ไม่ชนะใจคนดูควรจะรู้อนาคตตัวเองได้แล้วล่ะความรู้สึก 14 ล้านวิวหายไปในพริบตาต้องโทษสแตมป์ฆ่ากันชัดชัด”

ความเห็น สมาชิกหมายเลข 779573 “โอมทำได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด เสียงเปล่งออกมาชัดเจน ส่วนฟาร์มบางช่วงหมือนบ่นอะไรพึมพำ ส่วนตัวแล้วเฉยๆ กับฟาร์มมาก ไม่เข้าใจว่าทำไมยอดวิวสูงขนาดนั้น ทั้งๆ ที่มีคนที่ร้องดีกว่าตั้งเยอะ”

ความเห็นสมาชิกหมายเลข 777329 “แอบ เคืองสแตมป์ และลดความชื่นชอบลงไปเพราะการตัดสินใจเลือกในวันนี้ ให้กำลังใจน้องโอม และอยากให้น้องมาเห็นเองว่าทุกคนเค้าเชียร์น้องมากแค่ไหน”

ความเห็นสมาชิก ท่าน้ำนนท์ “แสตมป์ ไม่ได้เป็นนักร้องหรอก เสียงห่วยแตก ร้องก็ไม่ได้เรื่อง แต่งเพลงก็เน่าแต่เป็นนักแสดง แอ๊บเป็นคนดี น่ารักน่าเอ็นดู รอดูไปยาวๆ เหอะ จะเจอเรื่องเน่าๆ”

ความเห็นสมาชิก Ceecaki “ผมรู้สึกเหมือนทะแม่งๆ ลำเอียงแปลกๆ”

 

 

ขอบคุณเว็บไซต์ Pantip.com

ที่มา Sanook.com

 


 

SS เพิ่มเติม

 

 

แล้วคุณล่ะคิดว่าค้านสายตาหรือไม่อย่างร่วมแแสดงความเห็นได้ใต้คอมเม้นท์ค่ะ

เลิกกับแฟนได้สักพัก แต่เรายังรักเค้าอยู่ วันนี้วันเกิดเค้า เค้าถามว่าของขวัญอ่ะ เราต้องให้เค้าไหม ?


 

1376397319-1904441990-o

 

บุคคลนิรนาม : เลิกกับแฟนได้สักพัก แต่เรายังรักเค้าอยู่ วันนี้วันเกิดเค้า เค้าถามว่าของขวัญอ้ะ เราต้องให้เค้าไหม แต่ใจเราอยากให้น้ะ แล้วก็อยากให้เค้ารู้ด้วยว่าเรายังรักเค้าอยู่

 

ที่ปรึกษา PointLovers : 

อยากให้รู้ ก็บอกเค้าไปซิคะ 🙂
ทำไมถึงต้องยังคิดมากอีก.. ในเมื่อหัวใจของเราบอกไปแบบนั้นแล้ว..
# บางอย่าง หากมัวแต่คิดนั่น คิดนี่.. กลัวนั่น กลัวนี่.. แบบนั้นมันไม่เกิดผลหรอกนะคะ
เอาเป็นว่า คิดได้.. แต่คิดแบบไวนิดนึง.. ไม่ต้องไปกลัวอะไรมาก..
ความจริงมันอาจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดก็ได้นะคะ !!
# ไม่ลองจะรู้ได้ยังไงล่ะคะ.. ว่าเค้าเองยังมีความรู้สึกดีๆกับเรารึเปล่า.. 🙂
อีกฝ่ายอาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว แต่ถ้าเรามีความรู้สึกดีๆ การบอกออกไปมันก็ดีกว่าเก็บเอาไว้นะคะ..
ยิ่งอีกฝ่าย เขาร้องขอมาแล้ว แปลว่าเขาไม่ได้รังเกียจเรา ..
ดังนั้น การบอกความรู้สึกดีๆกับคนที่เขารอฟัง ไม่ผิดหรอกค่ะ !!
ส่วนว่า เขาจะรู้สึกยังไง.. นั่นก็เป็นเรื่องที่คุณต้องยอมรับให้ได้ด้วยนะ.. ^ ^
# ยังไงต้องขอโทษย้อนหลังด้วยนะ แอดมินตอบช้า T^T ..
แต่จะไปแฮปปี้เบิร์ดเดย์ย้อนหลังเค้าก็ได้นะคะ..
พาไปหาอะไรกิน ย้อนหลัง ให้ดูพิเศษกว่าคนอื่นก็ได้ อิอิ > <

Cr. ‘ รับปรึกษาปัญหาหัวใจ ‎@PointLovers

 


' รับปรึกษาปัญหาหัวใจ @PointLovers
ดินแดนแห่งความรักและความเข้าใจ
แอดมิน ชื่อ > ใหม่ < งานอดิเรกคือรับปรึกษาปัญหาทุกเรื่อง.. มีความสุขเวลาได้ช่วยเหลือคนที่กำลังประสบปัญหาคล้ายๆกับตัวเอง..
>> หากคำตอบใดๆทำให้คุณไม่พอใจ ขอโทษล่วงหน้านะ.. ตอบตามความรู้สึกล้วนๆ <<
ปล.รูปที่ใช้หยิบยืมมาจากเพจคำคมดังๆ..ขออภัยหากไม่ได้ให้เครดิตเจ้าค่ะ !!

Admin เคยเสียใจนานแค่ไหนคะ


 

บุคคลนิรนาม : Admin เคยเสียใจนานแค่ไหนค่ะ

 

ที่ปรึกษา PointLovers : 

ที่เคยเสียใจนานที่สุด คงเป็นระยะเวลาประมาณ ปีกว่าค่ะ :))
# เสียใจ.. เพราะ ทำให้ผู้ชายคนหนึ่งต้องร้องไห้..
และแอดมินสัญญากับตัวเองไว้แล้วว่า..
จะไม่ทำให้ผู้ชายต้องเสียน้ำตาเพราะเราอีกครั้งแน่ (พยายามอยู่) !!

Cr. ‘ รับปรึกษาปัญหาหัวใจ ‎@PointLovers

 


 

' รับปรึกษาปัญหาหัวใจ @PointLovers
ดินแดนแห่งความรักและความเข้าใจ
แอดมิน ชื่อ > ใหม่ < งานอดิเรกคือรับปรึกษาปัญหาทุกเรื่อง.. มีความสุขเวลาได้ช่วยเหลือคนที่กำลังประสบปัญหาคล้ายๆกับตัวเอง..
>> หากคำตอบใดๆทำให้คุณไม่พอใจ ขอโทษล่วงหน้านะ.. ตอบตามความรู้สึกล้วนๆ <<
ปล.รูปที่ใช้หยิบยืมมาจากเพจคำคมดังๆ..ขออภัยหากไม่ได้ให้เครดิตเจ้าค่ะ !!

10 วิธีสังเกตว่าเค้าแอบชอบเรารึเปล่า?


 

เห็นหัวข้อแบบนี้ก็อย่าเพิ่งหลงตัวเองไปล่ะ มาลองอ่านรายละเอียดและอย่าเข้าข้างตัวเองจนเกินไป แต่ถ้าคุณมีใจอยู่แล้วก็ลุยเลย อย่าไปสนว่าเค้าจะชอบเรามั้ย ลุยเลย! ยืดเยื้อก็เสียเวลา แต่… ถ้าเกิดสงสัยว่าเอ๊ะ เค้าคิดยังไงกับเรานะ ยังค้างคาใจอยู่ ก็ลองมาอ่านและจับผิดดู เพื่อสร้างความแน่ใจ

1. สบประสานสายตา
เขาว่ากันว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ หากเขาหาโอกาสที่จะสบสายตาคุณอยู่บ่อย ๆ แถมยังจ้องแบบไม่หลบตาด้วยแบบนี้ แน่นอนว่าเขากำลังพยายามสื่อความในใจให้คุณอยู่นั่นเอง

2. สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับคุณเป็นพิเศษ
หากเขาเริ่มสนใจในตัวใครสักคนหนึ่ง หนุ่มหรือสาวคนนั้นจะ(แอบ)เก็บรายละเอียดของคุณทุกจุด เริ่มอยากรู้เรื่องของคุณมากขึ้น นั่นก็เพราะสนใจในตัวคุณนั่นเอง จริงมั้ยล่ะ

3. สัมผัสตัวนิด ๆ หน่อย ๆ
การมีบอดี้คอนแท็คอย่างการสัมผัสตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นแตะไหล่ แตะศอก แตะเอวเวลาเดิน นอกจากจะเพราะว่าอยากใกล้ชิดแล้ว ยังแสดงออกว่าเขาอยากปกป้องคุณด้วย

4. แนะนำคุณให้รู้จักกลุ่มเพื่อนของเขา
หากคุณเป็นคนพิเศษของเขาจริง ๆ คุณผู้ชายจะไม่รู้สึกประดักประเดิดเลยที่จะแนะนำคุณให้กลุ่มเพื่อนของเขารู้จัก เพราะเขารู้ว่าไม่ว่าอย่างไรเพื่อนเขาก็จะยินดีที่ได้รู้จักกับคนที่ทำให้เขามีความสุขได้ และยังบ่งบอกว่าเขาอยากให้คุณได้รู้จักกับโลกในแบบของเขาด้วย นั่นคือความภูมิใจในตัวคุณนั่นเอง และอยากมีคุณอยู่เคียงข้างและอยากที่จะอยู่เคียงข้างคุณออกสื่อ

5. อยากให้คุณพบกับครอบครัวของเขา
เป็นที่รู้กันว่าผู้ชายนั้นค่อนข้างหวงพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งเรื่องครอบครัวก็นับเป็นหนึ่งในนั้นด้วย หากเขายินดีที่จะให้คุณรู้จักกับคนในครอบครัวของเขานั่นก็แสดงว่า เขาอยากให้ครอบครัวรู้ด้วยว่าคุณคือคนพิเศษของเขา และแสดงว่าเขาเปิดทางเต็มที่เพื่อจะให้คุณเข้ามาเป็นคนสำคัญในชีวิตของเขาแล้ว ผู้หญิงก็เช่นกัน แต่นี่แค่แอบชอบนะยังไม่ได้ตกลงปลงใจ ยังอยากทำขนาดนี้เลย ข้อนี้สำคัญมาก ถ้ามีเพศตรงข้ามมาทำแบบนี้กับคุณให้สงสัยไว้เลย แต่นัยนึงเค้าก็อาจจะเห็นคุณเป็นเพื่อนสนิทเพื่อนแท้ก็ได้ อย่าเพิ่งวู่วาม ต้องสังเกตุจากลักษณะการเทคแคร์และคำพูด คุณคงพอแยกออกว่าอันไหนที่เพื่อนจะทำให้กันและแบบไหนคนรักเค้าทำกันน่ะนะ

6. เป็นฝ่ายส่งข้อความให้คุณก่อน
หากคุณได้รับข้อความจากหนุ่มสาวคนนั้นบ่อย ๆ แม้คุณจะไม่ค่อยส่งข้อความกลับไป แต่เขาก็ยังเพียรทำอยางสม่ำเสมอ ขอให้คุณดีใจได้เลยว่าตอนนี้คุณมีคนที่คอยห่วงใยและให้กำลังใจอยู่ จะได้ลงเอยกันหรือไม่ก็แล้วแต่จะตัดสินใจ แต่ถ้ามีใครสักคนมาทำแบบนี้กับคุณบ่อยๆ ให้รู้ไว้เลยว่าเค้าสนใจคุณเข้าแล้ว

7. ชอบทำให้คุณหัวเราะ
ใคร ๆ ก็อยากเห็นคนที่เรารักมีความสุข และการหัวเราะก็เป็นการแสดงออกถึงความสุขด้วย เพราะฉะนั้น หากพ่อหนุ่มสาวคนนั้นเพียรหาเรื่องตลก หรือมุขแป้กมาเล่าให้คุณขำได้ตลอด เขาก็กำลังแอบบอกอ้อม ๆ ว่าเขาชอบคุณอยู่นั่นไง แต่บางคนที่พูดไม่เก่งก็จะน่าสงสาร อาจจะไม่ออกทางตลกและพูดตรงว่าห่วงใยแอบหยอดไปเลยก็มี

8. ใช้เวลาขลุกอยู่กับคุณ
เมื่อเราชอบใครสักคนก็อยากมีช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันนาน ๆ คุณอาจพบว่าเขาพยายามหาโอกาสชวนคุณออกไปนู่นมานี่ หรือจู่ ๆ ก็มาหาแล้วบอกว่ามีของมาให้ ฯลฯ นั่นก็แสดงว่าเขาชอบและอยากอยู่ใกล้ ๆ คุณนาน ๆ นั่นเอง เคยมั้ยล่ะเวลามีความรัก ก็มองทุกอย่างแล้วก็นึกถึงแต่เขา นั่นใช่เลย หากคุณได้รับของฝากหรือของที่ให้โดยไม่มีวาระสำคัญ ของที่คนให้อยากจะให้ ก็นั่นหล่ะ เค้ามีใจแล้วหล่ะ

9. โอบกอด
เมื่อสนิทกันขึ้นไปอีกขั้น การโอบกอดไม่ว่าจะเป็นโอบเอว โอบไหล่ นับเป็นสัญญาณที่บอกชัดเจนทีเดียวว่า เขาให้คุณเป็นคนพิเศษของเขานะ อันนี้ออกจะมากไปหน่อย แค่แอบชอบนะทำขนาดนี้เลย แต่ก็ชัวร์แล้วแหละ คนอะไร้จะมาถึงเนื้อถึงตัวคนอื่น ทั้งที่ไม่ได้เป็นแฟน แต่อยากทำเพราะอยากเป็นนั่นแหละ อิอิ

10. เอ่ยคำว่า “ผมชอบคุณ”
เมื่อผ่านสัญญาณดี ๆ มาหลายข้อแล้ว ข้อสุดท้ายที่แน่นอนที่สุดก็คือ เมื่อเขาเอ่ยคำว่า “ผมชอบคุณ” นั่นเอง หากเขามีอาการที่บอกว่าแอบชอบมาหลายข้อแล้ว ตอนนี้ไม่แน่ว่าเขาอาจกำลังหาโอกาสที่จะบอกความในใจให้คุณฟังอยู่ก็ได้ ได้ยินคำนี้เมื่อไหร่ ก็ไม่ต้องเดาจากการกระทำแล้วหล่ะ แต่ข้อนี้ดูออกจะเสี่ยวและโบราณนะ ชะนีจะพาลมโนว่าเค้ารักใคร ทั้งที่จริงเค้าอาจจะชอบ ในแบบที่คุณเป็น ชอบที่คุณเป็นสุภาพบุรุษ ชอบที่คุณตลก แต่การพูดว่าชอบนั่นไม่ได้แปลว่าอยากได้เป็นสามีภรรยาอย่างเดียวใช่ป้ะ? เจอแบบนี้ให้สังเกตุที่แววตาและการกระทำเพิ่มเติม เอาจริงๆนะ ถึงแม้ว่านี่จะเป็นไม้ตายข้อสุดท้าย แต่ความจริงคือคนที่แอบชอบมักจะไม่กล้าบอก ถูกป้ะ?

โอเคเจอแบบนี้ก็ดีใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็อย่างที่บอก ทุกอย่างต้องดูที่การกระทำแววตา ถึงจะเชื่อใจและมั่นใจได้ว่าเค้าชอบเราจริงๆ ส่วนถ้ามีใจอันนี้ก็ดีใจด้วย แต่ถ้าคุณยังไม่แน่ใจ หรือคิดว่าไม่ชอบ อยากคบเค้าในแบบอื่นๆ ก็ต้องชัดเจนและอย่าไปให้ความหวังใคร แต่ก็อย่าออกตัวแรงปฏิเสธซะล่ะ เกิดเค้ามาบอกทีหลังว่าชอบแบบเพื่อน หมอจะไม่รับเย็บเอา

 

ที่มา : http://meetnlunch.com/blog/152283#sthash.nv8R2wdx.dpuf

คุยกับใครคนหนึ่ง เค้าจะรู้มั้ยว่าเราคิดยังไงกับเค้า และก็อยากรู้ว่าเค้าคิดยังไง เราควรจะทำยังไงดี ?


 

บุคคลนิรนาม : ก็ได้ คุยกับใครคนหนึ่ง แต่เค้าจะรู้มั้ย ว่าเราคิดอย่างงัย กับเค้า และ เราก็อยากรู้ จากปาก เค้าตรงๆ ว่าเค้าคิดอย่างัย กับเราบ้าง ควรจะทำอย่างงัยดี ????

 

ที่ปรึกษา PointLovers : 

ถ้าหากรักนี้.. ไม่บอกไม่พูดไม่กล่าว.. แล้วเขาจะรู้ว่ารักรึเปล่า ? อาจจะไม่แน่ใจ ^O^
# ตามเพลงเลยนะคะ.. ไม่ว่าจะแสดงออกมากเพียงไหน..
แต่ถ้ายังไม่เคยบอกว่า รัก .. ยังไง อีกฝ่ายเขาไม่รู้แน่นอน (เว้นซะแต่ว่าพวกหลงตัวเอง อิอิ)
# และถ้าหากคุณอยากรุ้ว่าเขาคิดยังไง.. เราต้องถามเขาค่ะ..
ก่อนจะถาม.. ต้องดูก่อนนะว่า การที่คุณสองคนคุยกันนั้น.. คุยกันแบบไหน ??
คุยทักทายกันธรรมดาเหมือนเพื่อนทั่วไป.. หรือ ยังไง ??
แสดงความสำคัญ และ สิ่งที่เขารู้สึกได้จากการคุยค่ะ.. แอดมินมั่นใจว่า ผู้หญิงน่ะ เซ้นส์แรงอยู่แล้วจริงป่ะ ?? :))
# ดังนั้น จงเชื่อในความรู้สึกตัวเอง (ที่ไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเอง) ..
และหากเราพยายามบอกใบ้.. ว่าเราชอบเขานะ !! แต่เขาก็ยังทำเหมือนไม่เก็ท !!
ก็ให้พูดไปตรงๆค่ะ.. อาจจะอ้อมนิดๆ โดยส่งสติ๊กเกอร์บอกรัก.. หรือ ภาพ+คำแสดงความรัก..
หรือจะตั้งสเตตัสบ่นถึงเขาบ่อยๆ.. เวลาคุยก็มีหยอดบ้างง.. !!
# มีอีกหลายทางมากมาย ที่ใช้บอกใบ้ว่าเราชอบเขา.. โดยไม่ต้องพูดตรงๆ.. ต้องลองเอาไปปรับใช้ดูนะคะ
<< ได้ผลยังไง.. แวะกลับมาบอกแอดมินด้วยนะ !! อิอิ ^ _ ^ >>

Cr. ‘ รับปรึกษาปัญหาความรัก ‎@PointLovers

 

อ่านเพิ่มเติม