เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring


The conjuring หรือชื่อภาษาไทยว่า คนเรียกผี นั้นเรียกได้ว่ากวาดรายได้มหาศาลในอเมริกา หลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่ากลัว หลอนสุดๆ!! ซึ่ง The conjuring นี้ดูเผินๆอาจจะเหมือนหนังผีฝรั่งทั่วไป คือมักจะมีจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์บางอย่างจากบ้านร้างหลังหนึ่ง ตามหลอกหลอนกันในรูปแบบต่างๆ เช่นห้องปิดตาย เครื่องลาง หรือประวัติศาสตร์อิงศาสนา แต่สิ่งที่น่าสนใจมันอยู่ที่ หนังสร้างจากแฟ้มประวัติที่เกิดจากเหตุการณ์จริงตะหาก!! เรื่องจริงสุดสยองขวัญชวนผวานี้จะเป็นอย่างไร ตามไปดูกันเลยคะ .. เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring

เรียบเรียงและแปลโดย teen.mthai 

ภาพถ่ายเดียวที่มีนั้น หลายคนคาดว่าผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะสวมหน้ากากผ้า อาจจะเป็น Bathsheba Sherman ผู้ต้องสงสัยว่าแม่มดอยู่ด้วย (ยืนตรงกลาง)

ภาพถ่ายเดียวที่มีนั้น หลายคนคาดว่าผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะสวมหน้ากากผ้า อาจจะเป็น Bathsheba Sherman ผู้ต้องสงสัยว่าแม่มดอยู่ด้วย (ยืนตรงกลาง)

เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring

เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งชื่อว่า Harrisville ใน Rhode Island อเมริกา เรื่องจริงจากคดีของสองสามีภรรยา เอ็ด และลอเรน วอเรน นักสืบสวนเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ที่มักถูกเชิญไปปราบผี หรือเวลาที่ไหนเกิดเหตุการณ์ของผีหลอกวิญญาณหลอน ซึ่งทั้งคู่ถูกเชิญไปโดยครอบครัวหนึ่งที่เพิ่งไปอยู่บ้านหลังใหม่แล้วเผชิญกับอำนาจลึกลับดำมืด ตัวอย่างหนังยังไม่บอกเนื้อเรื่องเต็มๆ แต่เล่นเฉพาะฉากที่แม่ของครอบครัวนี้ที่รับบทโดยลิลลี่ เทย์เลอร์ ถูกหลอกหลอนอย่างชวนให้สะดุ้งโหยง

*?The Conjuring ถ่ายทำตามลำดับเหตุการณ์ในเรื่องทั้งหมด ตั้งแต่ฉากแรกมาจนถึงฉากสุดท้าย ..*

บ้านในอดีต ที่ครอบครัวเพอร์รอน (Perron) เคยอาศัยอยู่ เป็นภาพยุคปัจจุบันของที่ดินและบ้านหลังนี้อันมีตำนาน

บ้านในอดีต ที่ครอบครัวเพอร์รอน (Perron) เคยอาศัยอยู่ เป็นภาพยุคปัจจุบันของที่ดินและบ้านหลังนี้อันมีตำนาน

ครอบครัว เพอร์รอน (Perron ) อาศัยอยู่ในบ้านผีสิง!

  • ครอบครัวเพอร์รอน (Perron) อาศัยจอยู่ในบ้านผีสิงนี้เป็นเวลาเกือบสิบปี โรเจอร์และแคโรลีน(คู่สามี-ภรรยา) ซื้อบ้านนี้ในช่วงฤดูหนาวปี 1970 ซึ่งพื้นที่ของที่นี่นั้นมีมากถึง 200 เอเคอร์ คงจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของครอบครัวเพอร์รอนและลูกสาวทั้ง 5 แต่!ในมิถุนายน 1980 พวกเขาก็ย้ายออก

เรื่องราวชีวิตของ บีทชีบ้า Bathsheba Sherman (ผีในเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด!)

  • ใครที่ยังไม่ได้ดูหนัง บีทชีบ้า คือคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด ฆ่าลูกตัวเองสังเวยซาตาน และเป็นวิญญาณที่ตามอาฆาต หลอกหลอนทุกคนที่เข้ามาในพื้นที่บ้านของเธอ
  • Bathsheba Sherman?เกิดใน Rhode Island ในปี 1812 ต่อมาเธอได้แต่งงานกับเพื่อนร่วมงาน Judson Sherman ซึ่งเธอแก่กว่าหนึ่งปี ที่ Connecticut ในเดือนมีนาคม 1844
  • Bathsheba เป็นแม่บ้านในขณะที่สามีของเธอทำงานเป็นเกษตรกรบนที่ดินของพวกเขาเอง
  • ต่อมาในเดือนมีนาคม 1849 Bathsheba และ?Judson ได้มีลูกชายด้วยกัน 1 คน ชื่อ?Herbert L. Sherman

 

รูปภาพในปี 1970-1971 ช่วงคาบเกี่ยวปลายปีที่ครอบครัวเพอร์รอนเริ่มเข้ามาอาศัยในบ้านหลังนี้ บ้านและที่ดิน ของ บีทชีบ้า (Bathsheba Sherman) ในสมัยยุคบุกเบิกนั้น ต้องบอกว่ายุคนั้นมีกล้องถ่ายรูปแล้ว หลังจากก่อสร้างมานานและอยู่มาหลายปีหลายสมัย จนถึงยุคกล้องถ่ายรูป แต่ส่วนใหญ่จะถ่ายในมุมกว้าง จัดว่าเป็นคนมีฐานะ คนนึงในสมัยนั้น

รูปภาพในปี 1970-1971 ช่วงคาบเกี่ยวปลายปีที่ครอบครัวเพอร์รอนเริ่มเข้ามาอาศัยในบ้านหลังนี้ บ้านและที่ดิน ของ บีทชีบ้า (Bathsheba Sherman) ในสมัยยุคบุกเบิกนั้น ต้องบอกว่ายุคนั้นมีกล้องถ่ายรูปแล้ว หลังจากก่อสร้างมานานและอยู่มาหลายปีหลายสมัย จนถึงยุคกล้องถ่ายรูป แต่ส่วนใหญ่จะถ่ายในมุมกว้าง จัดว่าเป็นคนมีฐานะ คนนึงในสมัยนั้น

Bathsheba Sherman เป็นแม่มดจริงหรือไม่!

  • ยังไม่มีหลักฐานพอที่จะบอกได้ว่า Bathsheba Sherman เป็นแม่มดจริง มีเพียงชาวบ้านในท้องถิ่นเล่าต่อกันว่า หลังจากที่อาศัยอยู่ในฟาร์ม ได้มีทารกอย่างลึกลับเสียชีวิตในความดูแลของเธอ เมื่อทารกถูกตรวจสอบ ผลออกมาว่าบาดแผลมีสาเหตุมาจากเข็มเย็บผ้าขนาดใหญ่เสียบที่ฐกะโหลกศีรษะของเด็ก แม้ว่าชาวเมืองเชื่อว่า Bathsheba เสียสละทารกเพื่อสักการะปีศาจ แต่เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอที่ศาลพบว่าเธอเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีความผิดใดๆ แต่ประชาชนไม่เชื่อ

Bathsheba Sherman ตายยังไง?

  • ในการค้นคว้า วิจัยนั้นที่ หลุมฝังศพของเธอ ใน Harrisville, Rhode Island พบว่าผู้เสียชีวิตเป็นหญิงชราคนหนึ่งเมื่อ 25 พฤษภาคม 1885 ประมาณสี่ปีหลังจากการตายของสามีของเธอ Judson ในปี 1881

การสื่อสารวิญญาณ Bathsheba กับ แคโรลีน เพอร์รอน 

  • แคโรลีน เพอร์รอน บอกเรื่องที่เหนือธรรมชาติกับ เอดและลอรเรน วอรเรน ว่าขณะที่เธอนอนอยู่บนโซฟานั้น จู่ๆเธอรู้สึกว่ามีของแหลมทิ่มที่ตัวเธอทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดมาก เธอจึงสะดุ้งตื่น และเมื่อ เธอสังเกตที่ตัวก็พบรอยช้ำเป็นจ้ำๆ?ราวกับเข็มเย็บผ้าขนาดใหญ่ได้เสียบผิวของเธอ?เธอได้ดูบริเวณรอบๆตัวคิดว่าเป็นผึ้งเจาะรึเปล่า แต่ก็ไม่เจอ! (ที่มาจากหนังสือของลูกสาวของเธอเอนเดรีย เพอร์รอน)

มีกี่คนที่เสียชีวิตในบ้านหลังนั้น?

  • 8 generations ในครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่และเสียชีวิตในบ้านว่าก่อนที่จะมาถึงเรา” ลูกสาวคนโตของครอบครัวเพอร์รอน ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ยังมีต่ออีกว่า ภายในห้องใต้ดินนั้ันมีสิ่งของบางส่วนของพวกเขาที่ไม่เคยทิ้งยังคงอยู่ นอกจากนี้ยังมี The Black Book of Burrillville สมุดบันทึกสาธารณะของเมืองนี้ เผยให้เห็นว่าในช่วงเวลาหนึ่งในบ้านหลังนี้ได้เคยมีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นหลายคดี เช่น ฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอ, ฆ่าตัวตายด้วยยาพิษ, ฆ่าข่มขืน, ฆ่าตกรรม, คนหายสาปสูญ เป็นต้น
ครอบครัว Perron

ครอบครัว Perron

แถวด้านหน้านั้น คือ 5 เด็กแสดงในหนัง  The conjuring และแถวบนคือในแต่ตัวละครที่มีชีวิตอยู่จริงทั้งหมด!

  • พี่คนโต : Andrea Perron คือคนขวาสุด รับบทโดย Shanley Caswell
  • คนที่ 2 : Nancy Perron คือที่นับจากซ้ายมาเป็นคนที่2 ? รับบทโดย Hayley McFarland
  • คนที่ 3 : Christine Perron คือคนที่2นับจากขวา ?รับบทโดย Joey King
  • คนที่ 4 : Cindy Perron คือคนซ้ายสุด รับบทโดย Mackenzie Foy
  • และคนสุดท้องคนที่ 5  : April Perron คือคนอ้วนตรงกลาง รับบทโดย Kyla Deaver
ครอบครัว เพอร์รอน (Perron )

ครอบครัว เพอร์รอน (Perron )

หนึ่งเคสที่ได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านผีสิงหลังนั้น และได้เอด และ ลอรเรนวอลเลนเข้ามาช่วย

ลูกสาวทั้งห้าคน

ลูกสาวทั้งห้าคน

 

ครอบครัว เพอร์รอน (Perron ) : แม่ (แคโรลีน เพอร์รอน) และลูกสาวทั้งห้าคน

ครอบครัว เพอร์รอน (Perron ) : แม่ (แคโรลีน เพอร์รอน) และลูกสาวทั้งห้าคน

 

แคโรลีน เพอร์รอน (Carolyn Perron), the mother in The Conjuring, today

แคโรลีน เพอร์รอน (Carolyn Perron), the mother in The Conjuring, today

แม่ที่ถูกวิญญาณร้าย บีทชีบ้า (Bathsheba Sherman) เข้าสิง ทำให้ตัวเองเกือบฆ่าลูกสาวคนสุดท้อง

ลอรเรน วอรเรน (ยังมีชีวิตอยู่) ผู้มีญาณทิพย์ กับผู้แสดง เวร่า ฟาร์มิก้า Vera Farmiga ในบทบาทของเธอ

ลอรเรน วอรเรน (ยังมีชีวิตอยู่) ผู้มีญาณทิพย์ กับผู้แสดง เวร่า ฟาร์มิก้า Vera Farmiga ในบทบาทของเธอ

เอด และ ลอร์เรน วอลเรน ทั้งคู่คือ นักปีศาจวิทยา

เอด และ ลอร์เรน วอลเรน ทั้งคู่คือ นักปีศาจวิทยา

ผู้ที่ปราบผีและสืบค้นคดีในบ้านที่ปัญหาในแต่ละที่ ตลอด50ปีที่ผ่านมา

ปัจจุบันทั้งสองทำคดีช่วยเหลือผู้คนมากถึง 5000 เคส

เอด และ ลอร์เรน วอลเรน

เอด และ ลอร์เรน วอลเรน

 

ภาพบันทึก ถึงการทำงานใน บ้านผีสิง และผู้เป็นเจ้าของบ้าน (นั่งหันหลัง)

ภาพบันทึก ถึงการทำงานใน บ้านผีสิง และผู้เป็นเจ้าของบ้าน (นั่งหันหลัง)

กับสิ่งที่เป็นเหตุการณ์ประหลาดทั้งในส่วนของเสียง จากเครื่องบันทึกเทป

เพื่อนำเก็บเป็นข้อมูลสืบค้นและการจัดการกับสิ่งชั่วร้ายที่แฝงตัวในบ้านแต่ละหลัง

ลอร์เรน วอลเลน ถ่ายรูปร่วมกับสิ่งของต้องสาป ในพิพิธภัณฑ์ที่บ่านของตนที่ได้รวบรวมไว้

ลอร์เรน วอลเลน ถ่ายรูปร่วมกับสิ่งของต้องสาป ในพิพิธภัณฑ์ที่บ่านของตนที่ได้รวบรวมไว้

เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring

ลอร์เรน วอลเรน ถ่ายรูป กับ ตุ๊กตาแอนนาเบล (ตุ๊กตาตอนต้นเรื่อง)

ลอร์เรน วอลเรน ถ่ายรูป กับ ตุ๊กตาแอนนาเบล (ตุ๊กตาตอนต้นเรื่อง)

เรื่องจริงดูน่ารักกว่าในหนังอีกนะเนี่ย!!

เอด – ลอร์เรน วอลเรน กับ ตุ๊กตาแอนนาเบล

เอด – ลอร์เรน วอลเรน กับ ตุ๊กตาแอนนาเบล

“เตือนด้วยความหวังดี อย่าเปิดมัน!!”

The conjuring

The conjuring

 

ของจริง! ห้องที่รวบรวม สิ่งของต้องสาป ที่เอด – ลอร์เรน วอลเรน เก็บไว้ภายในบ้าน

ของจริง! ห้องที่รวบรวม สิ่งของต้องสาป ที่เอด – ลอร์เรน วอลเรน เก็บไว้ภายในบ้าน

 

อุ้มให้ดูกันอีกซักรอบ .. ขนลุก!!!

อุ้มให้ดูกันอีกซักรอบ .. ขนลุก!!!

ตุ๊กตาแอนนาเบล?เป็นบันทึกที่ถูกกล่าวขานมากที่สุด

ในบรรดาวัตถุทางวิญญาณที่ทั้งสองทำการสืบสวนมา

หลุมฝังศพ ของ เจ้าของที่ดิน นาง Bathsheba Sherman ผีต้นเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้

หลุมฝังศพ ของ เจ้าของที่ดิน นาง Bathsheba Sherman ผีต้นเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้

 

หนังสือ House of Light ที่ลูกสาวคนโต เอนเดีย เพอร์รอน

หนังสือ House of Light ที่ลูกสาวคนโต เอนเดีย เพอร์รอน

เป็นคนเขียนขึ้นเล่าถึงประสบการณ์ในบ้านที่ตนอาศัยในวัยเด็ก และเรื่องราวของบ้านและที่ดินพื้นนี้

(มี 2เล่มกำลังออกเล่ม3)

เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring

วิดิโอคลิป ที่เหล่าสมาชิกที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นพูดถึง

 

เรียบเรียงและแปลโดย teen.mthai 

ขอบคุณข้อมูล houseofdarknesshouseoflight, historyvshollywood, pantip.com/topic/30857629

 

ป่าอาโอกิกาฮาระ ป่าอาถรรพ์สุดหลอนแห่งญี่ปุ่น (ป่าฆ่าตัวตาย) 20+


อาโอกิงาฮาระ ถูกจัดเป็นสถานที่ที่มีคนมาฆ่าตัวตายมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากสะพานโกลเดนเกต
ของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ทำไมต้องเป็นป่าแห่งนี้ อาซึสะ ฮายาโนะ ผู้ศึกษาเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายในป่าแห่งนี้มานานกว่า
30 ปี เผยว่า ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนเลือกมาฆ่าตัวตายที่อาโอกิงาฮาระ
อาจเป็นการทำตามกระแส 

โดยเมื่อปี 1960 เคยมีนวนิยายเรื่อง ‘ทะเลป่าสีดำ’ (Black Sea of Trees)ของนายSeicho matsumoto
เป็นสถานที่ที่สองตัวละครในนวนิยายของเขามาฆ่าตัวตาย 

(แต่ความจริงของความจริงสำหรับเรื่องนี้คือ ในศตวรรษที่19 เหล่าชาวนาผู้ทนความยากจนข้นแค้น
ไม่ไหวเลยเดินทางมาฆ่าตัวตายที่นี่เพื่อให้ ลูกๆของพวกเขามีอาหารพอเพียงที่จะมีชีวิตรอด )

แต่การฆ่าตัวตายในป่าอาโอกิงาฮาระ มีมาก่อนนวนิยายเรื่องดังกล่าวจะถูกเขียน และสิ่งที่เขาพบในป่าตลอดหลายสิบปี
ทำให้รู้ว่า ผู้ที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ด้วยตัวเอง มักไม่มีความคิดที่จะกลับออกไปอีกแล้ว บางคนยังมาอาศัยอยู่ที่นี่
ก่อนที่จะจบชีวิตตัวเอง หรือบางคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะตายดีหรือไม่ ก็มักจะทิ้งเครื่องหมายบอกทางไว้เสมอ
เพื่อบอกทางกลับหากเขาเปลี่ยนใจไม่ฆ่าตัวตาย

อาซูสะ ฮายาโนะ ซึ่งศึกษาและดูแลผืนป่าอาโอกิกาฮาระมานานกว่า 30 ปี บอกว่า แม้ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่า
กระแสนิยมเช่นนี้มีที่มาอย่างไร หน้าที่ประจำอย่างหนึ่งของเขาก็คือ ค้นหาศพคนที่ฆ่าตัวตายในป่า หรือเข้าไป
ห้ามปรามหากยังไม่สายเกินไป ซึ่งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เฉพาะตัวเขาคนเดียวก็พบศพมาแล้วไม่ต่ำกว่า 100 ศพ

นักธรณีวิทยาวัยกลางคนผู้นี้นำทีมถ่ายทำสารคดีจาก Vice World เข้าไปยังสถานที่ซึ่งชื่อว่า “จูไก”
เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ที่พบเจอมาเขาชี้ให้ทีมงานดูร่องรอยบางอย่างบนต้นไม้ ซึ่งแสดงให้เห็นสภาพจิตใจ
ของคนที่กำลังจะฆ่าตัวตาย หรือแม้แต่บางคนที่เปลี่ยนใจขอมีชีวิตอยู่ต่อ

บางคนอาจนึกสงสัยว่า ฮายาโนะ มีสภาพจิตไม่ปกติ จึงสนใจเรื่องความตายมากเช่นนี้ แต่เมื่อรับชมสารคดีต่อไปเรื่อยๆ
ก็จะพบว่าหนุ่มใหญ่เสียงนุ่มและช่างครุ่นคิดคนนี้เพียงปรารถนาจะเข้าใจ และป้องกันมิให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นอีกเท่านั้น
สารคดีดังกล่าวยังเผยภาพชวนสยองในป่ามรณะ ไม่ว่าจะเป็นร่างไร้วิญญาณที่ห้อยอยู่บนต้นไม้ รวมถึงทรัพย์สินของผู้ตาย
และร่องรอยของความโศกเศร้าหรือลังเลก่อนที่พวกเขาจะตัดสินใจลาโลก

ป้ายเตือนสติถูกปักไว้ทรงจุดเชื่อมระหว่างทางเดินชมธรรมชาติกับพื้นที่ห้ามเข้า เพื่อให้คนที่คิดจะฆ่าตัวตาย
ทบทวนใหม่ให้ดี เพราะเมื่อก้าวออกจากจุดนี้ไป หลายคนไม่มีวันได้ย้อนกลับมาอีกบางคนที่ยังตัดสินใจไม่เด็ดขาด
ว่าจะฆ่าตัวตายหรือไม่ ใช้สายเทปโยงตามเส้นทางที่ตนเองเดินมา เพื่อจะย้อนกลับไปสู่โลกภายนอกได้อีก
หากเปลี่ยนใจ

“แต่ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าคุณเดินตามเทปพวกนั้นไปก็จะพบอะไรบางอย่างเสมอ” 
เขาบอก
“อาจจะพบศพ หรือไม่ก็ร่องรอยว่าเคยมีคนไปถึงที่นั่น”

อย่างไรก็ตาม ฮายาโนะระบุว่า ค่านิยมของการฆ่าตัวตายของชาวญี่ปุ่นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สมัยก่อน ซามูไร
กระทำการ ‘ฮาราคีรี’ หรือการคว้านท้องปลิดชีพตนเอง เพื่อเป็นเกียรติต่อตัวเอง แต่การฆ่าตัวตายในปัจจุบัน
สะท้อนให้เป็นปัญหาของสังคมยุคใหม่ ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี ที่คนตัดขาดจากสังคม หรือถูกสังคมโดดเดี่ยวมากขึ้น
อันเป็นผลจากอินเทอร์เน็ต “ทุกวันนี้ เราสามารถมีชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์ได้ตลอดทั้งวัน 

แต่ความจริงที่ว่า ยังจำเป็นที่เราต้องพบหน้าใครสักคน อ่านความรู้สึกทางสีหน้า หรือได้ยินเสียง เพื่อให้เราเข้าใจ
ความรู้สึกกันได้อย่างถ่องแท้ เพื่อใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข



ป่าแห่งนี้ไม่ได้โด่งดังเฉพาะในญี่ปุ่น คนทั่วโลกรับรู้ถึงความแปลกประหลาด และน่าสะพรึงกลัวของมัน
จนกระทั้ง เจนนิเฟอร์ เซนท์ส นัดจิตวิทยา ร่วมกับ จอห์น เอล. สกิลล์ตัน ผู้ชื่นชอบในการบุกเกบิก
พร้อมกับทีมงานกลุ่มหนึงได้เดินทางไปยังป่าแห่งนี้ เพื่อถ่ายทำสารคดีและพิสูจน์ความจริง ด้วยสมมติฐานว่า
“ผู้ที่เข้าไปในป่าอาโอกิงาฮาระ จะพบอะไรบางอย่างที่ทำให้พวกเขาอยากตาย”

เจน ญาณทิพย์..เอร๊ยยเจนนิเฟอร์ เล่าว่า “ทันทีที่เดินเข้าไปในป่าตามลำพัง บรรยากาศนั้นเงียบวังเวงมาก
คุณอาจพบเศษซากของผู้ที่ฆ่าตัวตาย เช่น เศษเสื้อผ้า รองเท้า หรือข้อความจารึกบนต้นไม้ บางข้อความ
เป็นการสั่งเสีย บันทึกเวลาตาย รวมถึงระบายความมทุกข์ แต่ที่แน่ๆ ในป่าแห่งนี้รู้สึกถึงความรันทดสิ้นหวัง
ว่างเปล่า และแน่นอนคุณจะคิดถึงความตาย ไม่แปลกถ้าอยู่ดีๆ คุณจะอยากตายขึ้นมา”



ส่วนจอห์น เล่าว่า “ผมรู้สึกเหมือนมีบางอย่างจ้องผมทุกที่ตลอดเวลา ยิ่งเดินลึกเข้าไไปในความเงียบ
ยิ่งทำให้ผมประสาท บางอย่างทำให้ผมคิดถึงช่วงเวลาที่แย่มากในชีวิต เหมือนภาพนิมิตที่ผุดออกมาเรื่อยๆ
เรื่องแล้วเรื่องเล่า มันเป็นเหมือนสุสานที่เชื้อเชิญคุณให้คุณทิ้งปัญหาทุกอย่างเสีย แล้วก้าวสู่ความตาย”

ปัจจุบันนี้ ป่าแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงเป็นสถานที่จัดกิจกรรมอย่างเช่นตั้งแคมป์ แข่งกีฬากลางแจ้ง
แต่คนที่เคยไปต่างเกิดความรู้สึกเดียวกัน ว่าที่แห่งนี้บรรยากาศไม่ดี น่าหดหู่ บางครั้งยังรู้สึกเหมือนกับว่า มีสายตา
จ้องมองมาจากในป่า ทำให้อาโอกิงาฮาระ ได้ชื่อว่าเป็นป่าอาถรรพณ์ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก
และมีผู้เดินทางไปเพื่อพักผ่อนชั่วคราว หรือพักไปตลอดกาลอย่างไม่ขาดสายทุกปี

credit :: ไทยรัฐออนไลน์

มาแจกกันอีกแล้ว รวมภาพ Gif ฮาๆ เงิบๆ ทั้งสยอง ทั้งฮา มาดูกัน !!


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

8 วิธีเห็นผี!! ทดลองจริงจากคน 50 คน


ทุกวิธีต้องทำระหว่าง 4ทุ่ม ถึง เที่ยงคืน และต้องไม่เลยเที่ยงคืนเพราะจะถือว่าเป็นวันใหม่

ทุกวิธีห้ามใส่พระ ยกเว้นวิธีที่8

วันที่ทำแล้วมีโอกาสเห็นมากที่สุดคือวันพุธ และ วันอาทิตย์

คนที่มีโอกาสเห็นได้ง่ายสุดคือคนที่เกิดวันพุธ วันศุกร์ และ วันอาทิตย์

ทุกวิธีอาจจะให้มีคนอื่นอยู่ด้วยก็ได้ยกเว้นบางวิธีที่จะระบุว่าคุณต้องทำคนเดียว

ทุกวิธีที่ต้องหลับตาหากคุณเปลี่ยนใจไม่อยากเห็น ให้เอาอุปกรณ์ทุกอย่างออก แล้วค่อยลืมตา

 

 

*วิธีที่1* “มองลอดใต้หว่างขา” (เห็นผี 21 คน)

1. นำใบไม้ (จากต้นใดก็ได้) ที่ร่วงลงมาจากต้นไม้ ต้องเป็นของต้นนั้นจริง ๆ และร่วมลงมาไม่ห่างจากลำต้นมากนัก หากอยู่ใกล้รากจะยิ่งดี

2. ยืนในที่โล่ง และต้องมองเห็นพระจันทร์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกหันหลังไปทางทิศตะวันตก (เพื่อเวลาก้ม
จะได้ก้มไปทางทิศตะวันตก

3. นำใบไม้ที่เก็บมา เอาไว้ในฝ่ามือ (จะทำมืออย่างไรก็ได้ แต่ห้ามพนมมือ)

4. หมุนตัวตามเข็มนาฬิกา (หมุนซ้าย) ช้า ๆ เมื่อมาหยุดที่เดิม (ทิศตะวันออกที่หันหน้าไว้ตั้งแต่แรก) ให้ท่องว่า
“พุทโธทายะ” (เหมือนผีถ้วยแก้วเลย) ทำแบบนี้ 3 รอบ (ท่อง 3 ครั้งด้วย)

***เพื่อให้เห็นภาพ*** รอบที่1 ยืนหันไปทางทิศตะวันออก หมุนซ้ายไปจนมาหยุดที่จุดเริ่มต้นแล้วท่องว่า

“พุทโธทายะ” และทำต่อไป รอบที่ 2 และรอบที่3

5. หลับตานึกถึงใบไม้ที่อยู่ในมือ กับต้นเจ้าของใบไม้ แล้วให้คิดว่าใบไม้ในมือ คือพลังงานอย่างหนึ่งที่จะเรียกวิญญาณมาได้

และนึกเอาว่าใบไม้นี้ได้ตายไปแล้วจึงได้หลุดมาจากต้นไม้ เพราะฉะนั้นเราติดต่อกับวิญญาณได้ เหมือนที่ติดต่อกับใบไม้ที่ตายแล้วใบนี้
6. ค่อย ๆ ก้มหน้าลง (ระหว่างนี้ห้ามลืมตาเด็ดขาด) เมื่อคุณก้มและพร้อมแล้ว “ให้ตั้งสติดี ๆ” แล้วลืมตา

7. แล้วผีจะมาให้เห็น
***หากเห็นอะไรห้ามวิ่ง ไม่ว่าสิ่งที่เห็นจะอยู่ไกล หรือมาประจันหน้าก็ตาม ต้องทำตามนี้ก่อน***
1. เงยหน้าขึ้น ทิ้งใบไม้ลงพื้นทันที
2. หมุนตัวทวนเข็มนาฬิกา (หมุนย้อนกลับไปทางขวานั่นเอง) 3 รอบ โดยไม่ต้องท่องอะไรเลย
3. เมื่อกลับถึงบ้านต้องล้างหน้า 3 ครั้ง ก่อนล้างให้ท่อง “พุทโธ” แล้วเป่าลมลงน้ำจึงค่อยล้างหน้าทำแบบนี้ 3 ครั้ง

 

 

*วิธีที่2* “ตัดเล็บตอนกลางคืน” (เห็นผี 12 คน)

***ขอย้ำเลยวิธีนี้ ต้องทำระหว่าง 4 ทุ่ม ถึง เที่ยงคืน เพราะต้องไม่ให้โพล้เพล้ หรือ เป็นวันใหม่”***

1. ตัดเล็บมือเท่านั้น โดยเริ่มจากนิ้วก้อย ,นิ้วโป้ง ,นิ้วนาง ,นิ้วชี้ และนิ้วกลาง (ตัดจากนอกเข้าในนั่นเอง)
โดยเริ่มตัดจากมือขวาก่อน และทำแบบเดียวกันกับมือซ้าย

*เล็บที่ตัดห้ามหักหรือขากเด็ดขาดต้องเป็นโค้งตามรูปเล็บ มิเช่นนั้นจะไมได้ผล*

2. น้ำเศษเล็กที่ตัดห่อใส่ผ้าอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นสีดำ (ต้องใช้แล้ว ไม่ใช่ผ้าใหม่)

3. นำไปวางไว้ทางทิศตะตก (เช่นเคย) ของที่พัก

4. เมื่อคุณเข้านอนได้ไม่นาน จะมีคนมานั่งตัดเล็บอยู่ตรงปลายเท้าที่คุณนอน (เสียงดัง “แก๊กๆ” นั่นแหละ) เป็นการตัดเล็บของเค้ามาคืนคุณ

5. ถ้าอยากเห็นก็ลืมตาแต่ห้ามโวยวาย เพราะเขาจะไปแล้วคุณอาจจะซวยได้ (เพราะถือว่าเค้ามาดี โดยที่เขาคิดว่าเราเอาเล็บไปแลก หรือไปเล่นกับเขา แล้วเขาก็เลยเอาของเขามาคืน

6. เมื่อคุณตื่นในตอนเข้า ให้ไปยังจุดที่คุณเอาเล็บไปวางไว้ คลี่ห่อผ้าออก จะพบเล็บของคนอื่นไม่ใช่ของคุณ

7. ให้คุณพูดเบา ๆ ว่า “ขอบคุณ” แล้วเอาไปฝังไว้ที่ใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่พักอาศัยของคุณ (แต่ห้ามทิ้งหรือเผาโดยเด็ดขาด)

 

 

*วิธีที่3* “หันหลังให้กระจกแล้วกลืนน้ำลาย” (เห็นผี 16 คน)

วิธีนี้ต้องทำคนเดียวเท่านั้น

วิธีนี้ต้องทำก่อนเที่ยงคืน 6 นาที

นาฬิกาที่คุณใช้เป็นเกณฑ์ในกาวัด ให้ยึดเรือนใดเรือนหนึ่งในบ้านได้เลย

1. ยืนหันหลังให้กระจก (ครั้งนี้จะทิศใดก็ได้) ตอนเวลา 5 ทุ่ม 54 นาที

2. กลืนน้ำลาย 1 ครั้ง ทุก ๆ 1 นาที

3. พอครบ 6 นาที หมายความว่าคุณกลืนน้ำลายไปแล้ว 6 ครั้ง และถึงเวลาเที่ยงคืนพอดี

4. หลับตาแล้วหันไปทางกระจก (จะหันซ้ายหรือขวาก็ได้แต่ช้า ๆ) แล้วกลืนน้ำลายอีกครั้ง (เป็นครั้งที่7) แล้วลืมตา และผีจะมาให้เห็น

5. เมื่อคุณต้องการยุติพิธี ให้หลับตากลืนน้ำลายอีกครั้ง เป็นอันจบพิธี

 

 

*วิธีที่4* “ดีดลูกคิดตอนกลางคืน” (เห็นผี 32 คน)

ลูกคิดที่ใช้ดีด ให้ดีดอันที่มีรางยาวที่สุดเท่านั้น

ต้องอยู่คนเดียว เพราะต้องใช้สมาธิอย่างมาก

1. ให้ลูกคิดทุกลูก ในทุกรางอยู่สุดรางที่หันมาหาตัวเรา

2. ดีดีลูกคิดขึ้นโดยให้ลูกคิดออกจากตัวทีละลูก(ต้องมีสมาธิมากๆ) ไล่ไปตั้งแต่รางแลก ไปจนรางสุดท้าย

3. ตั้งสมาธิให้ดีอย่างมาก แล้วจับรางลูกคิดตั้งขึ้น ให้ลูกคิดวิ่งกลับมาที่เดิมในตอนแรก

4. มองรอดช่องรางลูกคิด(รางใดก็ได้) แล้วผีก็จะมาให้เห็น

5. หลังจาการทำเรียบร้อยแล้ว ให้ทิ้งลูกคิดนั้นทันที *ห้าม* นำกลับมาใช้อีกเป็นเป็นอันขาด

 

 

*วิธีที่5* “เอามุ้งคลุมหัวตอนกลางคืน” (เห็นผี 6 คน)

1. เอามุ้งมาครอบหัวไว้ (หลับตาตั้งแต่ก่อนคลุมแล้ว)

2. ท่อง มะ-อะ-อุ 7 ครั้ง (อย่าลืมว่าต้องหลับตา)

3. ลืมตา แล้วผีจะมาให้เห็น

 

 

*วิธีที่6* “ใส่เสื้อกลับแล้วนอนห้อยหัว” (เห็นผี 31 คน)

ต้องทำคนเดียว

1. ใส่เสื้อโดยการเอาข้างหลังมาอยู่ข้างหน้า (ถ้ามีกระดุม ก็เอากระดุมไว้ขางหลังนั่นเอง)

2. นอนลงบนที่นอนที่สูงกว่าพื้น แล้วห้อยหัวลงมอง (เหมือนแหงนหน้า)

3. แล้วผีจะมาให้เห็น

 

 

*วิธีที่7* “แหงนหน้ามองตรงบันได” (เห็นผี 42 คน)

ต้องทำคนเดียว

1. นั่งบนบันไดชั้นบนสุด แล้วลงมาทีละขั้นทั้งที่ยังนั่งอยู่ (ใช้ก้อนลงบันได้นั่นเอง)

2.เมื่อถึงขั้นสุดท้าย ให้ยังคงนั่งอยู่ที่ขั้นสุดแล้ว แล้วจึงแหงนหน้ามองกลับขึ้นไปชั้นบนสุด

3. แล้วผีจะมาให้เห็น

 

 

*วิธีที่8* “สวมพระกลับหลัง” (เห็นผี 28 คน)

ต้องทำคนเดียว
1. สวมพระโดยคล้องสร้อยพระไว้ด้านหลัง(ให้เหมือนที่อยู่ด้านหน้าเลย)

2. ยื่นแขนซ้ายออกไปข้าง ๆ แล้วทำมุมข้อศอกโดยให้กำปั้นทิ่มลงพื้น และให้ข้อศอกตั้งฉากกับพื้น

3. มองลอดผ่านช่องแขน แล้วจะเห็น

 

 

 

ที่มา: blog.eduzones.com/rangsit/78145

การ์ตูนเขย่าประสาท Whispering Woman สาวกระซิบ


ผลงานใหม่จากอาจารย์ Junji Ito

จากคุณ : oSevenzo [1 Dec 14 21:24]
ความคิดเห็นที่ 2

จากคุณ : oSevenzo

เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:26
แก้ไขเมื่อ : 1 Dec 14 21:26
ความคิดเห็นที่ 3

จากคุณ : oSevenzo เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:27

ความคิดเห็นที่ 4

จากคุณ : oSevenzo เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:27

ความคิดเห็นที่ 5

จากคุณ : oSevenzo

เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:28
แก้ไขเมื่อ : 1 Dec 14 21:30
ความคิดเห็นที่ 6

จากคุณ : oSevenzo เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:30

ความคิดเห็นที่ 7

จากคุณ : oSevenzo เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:32

ความคิดเห็นที่ 8

จากคุณ : oSevenzo เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:32

ความคิดเห็นที่ 9

จากคุณ : oSevenzo เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:32

ความคิดเห็นที่ 10

จากคุณ : oSevenzo เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:32

ความคิดเห็นที่ 11

จากคุณ : oSevenzo เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:32

ความคิดเห็นที่ 12

จากคุณ : oSevenzo เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:32

ความคิดเห็นที่ 13

จากคุณ : oSevenzo เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:33

ความคิดเห็นที่ 14

จากคุณ : oSevenzo เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:33

ความคิดเห็นที่ 15

จากคุณ : oSevenzo เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:33

ความคิดเห็นที่ 16

จากคุณ : oSevenzo เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:33

ความคิดเห็นที่ 17

จากคุณ : oSevenzo เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:33

ความคิดเห็นที่ 18

จากคุณ : oSevenzo เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:34

ความคิดเห็นที่ 19

จากคุณ : oSevenzo เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:34

ความคิดเห็นที่ 20

จากคุณ : oSevenzo เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:34

ความคิดเห็นที่ 21

จากคุณ : oSevenzo เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:34

ความคิดเห็นที่ 22

จากคุณ : oSevenzo เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:34

ความคิดเห็นที่ 23

จากคุณ : oSevenzo เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:34

ความคิดเห็นที่ 24

จากคุณ : oSevenzo เขียนเมื่อ : 1 Dec 14 21:35

 

รอยสัก 15 แบบจากหนังสยองขวัญ ที่สวยและสยองที่สุด


หนังสยองขวัญมักสร้างความตื่นเต้นและเป็นภาพติดตาตั้งแต่ได้ดู เลยมีคนหัวใสเมื่อเห็นภาพมันในหัวอยู่บ่อยๆ

ก็เลยสักมันไว้บนร่างกายซะเลย ซึ่งนอกจากจะออกมาสวยงามแล้วมันยังสร้างความสยองให้คนที่เห็นอีกด้วยนะ

แต่สำหรับคนที่ชอบแนวนี้ ก็ชมภาพสวยๆสยองๆได้เลยค่ะ

 

รวมมิต The ExorcistPsychoFrankenstein และหลายๆเรื่อง

Horror Movie Tattoos (1)

 

Dead Snow

Horror Movie Tattoos (5)

 

Halloween

Horror Movie Tattoos (4)

 

Re-Animator

Horror Movie Tattoos (3)

 

The Exorcist

Horror Movie Tattoos (2)

 

FrankensteinThe WolfmanBride of Frankenstein บลาๆๆ

Horror Movie Tattoos (6)

 

ผีตัวตลก สุดหลอน

Horror Movie Tattoos (10)

 

Child’s Play

Horror Movie Tattoos (9)

 

Evil Dead 2

Horror Movie Tattoos (8)

 

Friday the 13th

Horror Movie Tattoos (7)

 

Tales from the Crypt

Horror Movie Tattoos (11)

 

Nightmare on Elm Street

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

Creepy Chestpiece

Horror Movie Tattoos (14)

 

Tales From the Crypt

Horror Movie Tattoos (13)

 

Pinhead

Horror Movie Tattoos (12)

 

หลอนกันเลยทีเดียว เห็นแค่รอยสักก็ขนลุกละ 

ที่มา oddee

            

ที่มา: catdumb.com/15-horror-movie-tattoos

สุดหลอน 8 อันดับเรื่องหลอนๆ ที่ไม่คิดว่าเด็กจะพูด


เรื่องบางเรื่องผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ยังไม่คิดที่จะพูดกันเลย เพราะอาจจะทำให้ขนลุก เสี่ยวสันหลังขึ้นมาได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว แต่ใครจะคิดล่ะว่า สิ่งที่ผู้ใหญ่อย่างเราไม่รู้ แต่เด็กที่ไม่รู้ตาสีตาสาอะไร จะพูดออกมาได้อย่างหน้าตัวเฉย วันนี้ เราเลยมีเรื่องหลอน ๆ 8 อันดับต้น ๆ ที่ไม่คิดว่าเด็กจะพูดออกมา มาให้เพื่อน ๆ ได้รู้กัน

 

8.ภรรยาผมได้ปลุกลูกชายอายุสองขวบในตอนเช้าก็เห็นเขายืนอยู่บนเตียงอยู่แล้ว ก็เลยถามลูกชายว่าทำอะไรอยู่ ลูกชายก็ตอบมาว่า “กำลังดูน้องสาวที่อยู่ในท้องของแม่” ภรรยาผมก็หัวเราะแล้วก็คิดว่าคงเป็นจินตนาการเรื่อยเปื่อยของเด็ก ๆ แต่ที่ไหนได้พอไปตรวจที่คลีนิค ภรรยาผมท้องได้สองอาทิตย์แล้ว แต่ที่สำคัญ คือ เด็กในท้องเป็นผู้หญิง!! (เด็กรู้ได้อย่างไร ?)

 

7.ตอนที่ฉันเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ครอบครัวที่ฉันไปอาศัยด้วยมีลูกสาวฝาแฝดอายุห้าขวบ หนึ่งในนั้นเชื่อว่าตัวเองจะสามารถเห็นรังสีออร่าและพูดคุยกับนางไม้ได้ แม่ค่อนข้างเชื่อทีเดียวแต่ทางด้านพ่อคิดว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อไม่มีทางเป็น ไปได้ เช้าวันหนึ่งพ่ออยู่คนเดียวในบ้านเลยพูดกับต้นไม้ในครัวว่า “เฮ้ย! นางไม้ ถ้ามีตัวตนจริง ๆ ตอนกินข้าวมื้อเย็นวันนี้ให้บอกลูกสาวฉันด้วยว่าให้พูดคำว่า สีเขียว” และมื้อเย็นวันนั้นลูกสาวของเขาก็ดูต้นไม้ตามปรกติแล้วก็หันมาบอกพ่อเขาว่า “พ่อค่ะ นางไม้บอกให้หนูบอกพ่อว่า สีเขียว” หลังจากนั้นพ่อก็เชื่อว่านางไม้มีอยู่จริงในทันที

 

6.หลานสาวของฉันอายุราว ๆ สามขวบ อยู่มาวันหนึ่ง จู่ ๆ ก็พูดกับแม่ของเขาว่า “แม่คะ ทำไมสามีของหนูถึงต้องเอาปืนยิงหนูด้วยคะ ? ทำไมเขาถึงต้องทำแบบนั้น ? แม่คิดว่ายังไงคะ ?” แม่งงและตกใจว่าทำไมหลานถึงพูดยังงั้น และเรื่องนี้ก็ยังเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้

 

5.คืนหนึ่งฉันเข้านอนกับลูกสาวที่อายุเพิ่งจะห้าขวบ ในตอนที่กำลังหลับอยู่นั้นเอง ฉันได้ฝันว่าตัวเองเป็นฆาตกรกำลังวิ่งไล่ฆ่าคนอยู่ ตอนเช้าฉันตื่นขึ้นมาแล้วก็กำลังนึกย้อนไปถึงเรื่องที่ฝันเมื่อคืน จู่ ๆ ลูกสาวฉันก็ลืมตาตื่นแล้วก็พูดว่า “แม่คะ หนูฝันเห็นแม่วิ่งไล่ฆ่าคน”

 

4.ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ลูกสาวสองขวบของผมกำลังจะเข้านอน ก็เหมือนกับเด็กทั่วไปที่เพิ่งจะเรียนนับเลข ลูกสาวก็ชี้ไปที่ตัวเอง แล้วก็ชี้มาที่ตัวผม “หนึ่ง สอง” ก่อนที่จะกระโดดแล้วก็ชี้ไปรอบ ๆ ตัวในห้องที่ว่างเปล่า “สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบคน!”

 

3.ครั้งหนึ่งหลานสาวได้วางมือบนท้องของภรรยาผมแล้วพูดว่า “ลูกของเธอจะต้องตาย!!!”

 

2.ตอนที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับลูกสาวของฉันโดยที่ประตูของตู้เสื้อผ้า ยังเปิดอยู่ จู่ ๆ ลูกสาวของฉันก็หัวเราะออกมา ฉันเลยถามว่าหัวเราะเรื่องอะไร ทันใดนั้นลูกสาวก็บอกว่า “ผู้ชาย” ฉันเลยถามว่า “ผู้ชายที่ไหน ?” หลังจากนั้นลูกสาวก็ชี้ไปที่ตู้เสื้อผ้าแล้วบอกว่า “ผู้ชายมีงูที่คอ” ฉันหันหลังกลับไปมองก็ไม่เห็นมีอะไร ฉันไม่อยากจะนึกเลยว่าบ้านนี้จะมีประวัติผู้ชายผูกคอตายในตู้เสื้อผ้ารึ เปล่า แต่อย่างน้อยลูกสาวฉันก็ไม่กลัวล่ะนะ

 

1.ลูกสาวของเพื่อนที่ทำงานอายุราว ๆ สี่ขวบ ชอบคิดว่าเสียงโครกครากของท่อน้ำในห้องครัวคือเสียงของ “หมาป่าสีขาว” แล้วจะเป็นเสียงที่ทำให้ลูกสาวกลัวอยู่เสมอ วันหนึ่งลูกสาวได้นั่งในครัวกับแม่แล้วก็พูดว่า “แม่ค่ะ จริง ๆ แล้วหมาป่าสีขาวก็ไม่ได้ชั่วร้าย พวกมันเป็นมิตรกับเรา” พอแม่ได้ยินอย่างนั้นด้วยความอยากให้ลูกหายกลัวก็เลยพูดเสริมว่า “ใช่จ้ะลูก! หมาป่าสีขาวคอยปกป้องเรา พวกมันเป็นมิตรกับเรา” หลังจากนั้นลูกสาวก็พูดว่า “แล้วก็ไม่น่ากลัวเหมือนกับผู้ชายที่คลานอยู่ที่พื้นแล้วก็ชอบมายืนข้าง เตียงหนูบ่อย ๆ ด้วย”

 

Credit : yamsayong

ที่มา : tartoh

(ห้ามดูตอนทานข้าว) 18 เมนูทานเล่นสุดแหวกแนวทั่วโลก…ที่คุณอาจต้องการลองสักครั้งในชีวิต!!


เชื่อว่าในแต่ละประเทศล้วนมีของกินที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติเสมอ และเมื่อเราไปเยือนที่ไหน ก็ควรชิมเมนูเหล่านั้นสักครั้ง

เพื่อเรียนรู้รสชาติที่แตกต่างออกไป

ซึ่งนี่คือ 18 เมนูทานเล่นสุดแหวกแนวจากทั่วโลก ที่คิดว่าทุกคนอาจต้องการลองสักครั้งในชีวิต เพราะแต่ละอย่างมันแปลกแหวกแนวจริงๆ

จะเมพแค่ไหนมาดูกันค่ะ

 

Salmiakki
นี่คือขนมหมีดำที่ฮิตมากใน Denmark, Finland และ Netherlands และที่พิสดารก็คือรสชาติของมันเค็มมาก เพราะเคลือบฉ่ำไปด้วยเกลือ

หรือถ้าจะพูดง่ายๆก็คือเหมือนเอาซอสถั่วเหลืองมาทำเป็นขนมเลยง่ะ

snack1

 

Kanikko
นี่เรียกว่า ‘ขนมปูจิ๋ว’ ที่คนญี่ปุ่นนิยมทานเล่นเป็นประจำ และมันเป็นขนมที่เหมือนจะนำลูกปูตัวจ้อยมาคลุกเข้ากับเกลือ อร่อยเหาะเชียวล่ะ

snack2

 

Escamoles
เจ้าเมนูประหลาดนี้คืออาหารที่คุณสามารถพบได้ทั่วเม็กซิโก และความน่าทึ่งก็คือมันทำมาจากตัวอ่อนของเหล่ามดนั่นเอง

snack3

 

Hikarl
นี่คือขนมทานเล่นประจำชาติของชาวไอซ์แลนด์ และอันที่จริงมันคือนัคเก็ตเนื้อฉลามน่ะ

snack4

 

Beondegi
ส่วนนี่ก็อีกจานเด็ดของชาวเกาหลีใต้ ซึ่งนำตัวไหมมาปรุงเป็นเมนูเด็ด และมีขายเฉพาะบางฤดูเท่านั้น

snack5

 

Falafel Bissli
ส่วนนี่ก็เป็นขนมที่ทำจากแป้งสาลี มีหลายรสชาติ และฮิตมากในอิสราเอล

snack6

 

Guinea Pig
ดูเหมือนว่าหนูตะเภาจะเป็นจานโปรดของชาวเปรูเชียวล่ะ กินเล่นกันประจำ

snack7

 

Marmite Crisps
นี่คือขนมมันฝรั่งอบกรอบที่ชาวอังกฤษตกหลุมรัก และมันมีรสของยีสต์ที่ค่อนข้างแรงชนิดที่แม้แต่คนบางส่วนยังบอกว่า

“ถ้าคุณไม่ชอบมัน ก็จะเกลียดมันอย่างแรง”

snack8

 

Casu Marzu
เจ้าสิ่งหน้าตาประหลาดนี้คือชีสที่ฮิตมากในอิตาลี แต่ว่าเจ้า Casu Marzu ก็เป็นชีสที่คนทั่วโลกถกเถียงกันมากมาย

เกี่ยวกับกระบวนการผลิตสุดพิสดารของมัน ที่จะใช้ตัวอ่อนของพวกแมลงวันฝังเข้าไปในชีส จนเกิดเป็นรสชาติแปลกใหม่

ที่คนอิตาลีบอกว่าอร่อย แต่คนอื่นไม่รู้จะเห็นด้วยมั้ย

snack9

 

Zhuxie Gao
เจ้านี่คือเค้กประหลาดในไต้หวัน ที่ว่ากันว่าทำมาจากข้าวและเลือดหมูผสมกัน จนได้ฉายาว่า ‘มันคือเค้กที่แปลกที่สุดในโลก’

10

 

Kurkure Naughty Tomatoes
แม้จะฟังดูเหลือเชื่อ แต่คนอินเดียตกหลุมรักขนมมะเขือเทศชนิดนี้มาก เพราะรสชาติของมันจัดจ้านสุดๆทั้งหวานอมเปรี้ยวพร้อมกันเลยล่ะ

 

snack11

 

Tavuk Gogsu
นี่คือเมนูที่นำไก่และพุดดิ้งนมมาหลอมรวมกัน และกลายเป็นเมนูเด็ดของชาวตุรกีนับตั้งแต่สมัยอาณาจักร Ottoman

 

snack12

 

Mackie’s Whisky and Haggis Crisps
แม้มันฝรั่งอบกรอบจะเป็นขนมที่ปรากฏอยู่ทั่วโลก แต่ยี่ห้อนี้ที่สก็อตแลนด์ได้ปฏิวัติรสชาติของมัน โดยพวกเขาได้ทำรสชาติ

แบบเครื่องในสัตว์ขึ้นมา และคนที่นั่นก็ชอบไม่น้อยเลยล่ะ

 

snack13

 

Raw Herring Sandwich
เหมียวว่าเมนูแซนวิชนี้น่าจะถูกใจแฟนคลับซูชินะ เพราะมันคือการนำขนมปัง มาประกบเข้ากับปลา Herring แบบสดๆนั่นเอง

ซึ่งที่เนเธอร์แลนด์ถือว่าเมนูนี้เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของชาติเชียวล่ะ

 

snack14

 

Salo
ส่วนนี่คือการนำมันหมูมาหมักเกลือ และเป็นเมนูเด็ดประจำยูเครน

snack15

 

Deep Fried Tarantula
แม้แมงมุมทารันทูล่าจะเป็นเพชรฆาตที่น่ากลัว แต่พี่กัมพูชาของเรานิยมล่ามันมาทอดกินแบบชิลๆ แถมราคาก็ยังถูกสุดๆอีกด้วย

snack16

 

Balut
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเมนูพิสดารประจำฟิลิปปินส์ ซึ่งมันก็คือการนำลูกเป็ดมาต้ม และควักกินจากในเปลือกนั่นเอง

snack17

 

Cheese Fish Sausage
ปิดท้ายความฟินด้วย ไส้กรอกชีสปลา (ผสมกันได้ด้วยเรอะ!?) ที่ฮิตมากในญี่ปุ่น ซึ่งนี่คือการนำปลามาหลอมรวมเข้ากับชีส

และอัดเป็นแท่งในลักษณะคล้ายไส้กรอก ที่สำคัญคุณแม่ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากยังนิยมให้ลูกพกเมนูนี้ไปกินที่โรงเรียนบ่อยๆด้วย

snack18

 

เป็นยังไงกันบ้างล่ะคะ ใครได้ไปประเทศเหล่านี้ก็ลองหาเมนูแปลกๆพวกนี้ชิมดูนะ เผื่อจะติดใจ อุอุ 

ที่มา: distractify

 

                แตงโมไทยอร่อยค่ะ ^^

ที่มา: catdumb.com/18-weird-snack

ภาพถ่ายของสองสาวพี่น้องฝาแฝดชาวไอซ์แลนดิก ที่ชวนขนหัวลุกแบบสุดๆ!!


เมื่อปี 2006 Ariko Inaoka ช่างภาพชาวญี่ปุ่น ได้ไปเยือนประเทศไอซ์แลน และได้พบกับ “Erna”และ “Hrefna” สองพี่น้องฝาแฝดในวัย 6 ขวบ หลังจากที่สองพี่น้องได้มาแคสติ้งเพื่อคัดเลือกเป็นนางแบบสำหรับโครงการการศึกษาของเขาเอง

identical-twins-erna-hrefna-photography-iceland-ariko-inaoka-1

ในปี 2009 Inaoka ก็ได้เริ่มต้นโครงการชองตัวเองและเก็บข้อมูลเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไป ทำการศึกษา โดยเขาเดินทางไปที่ไอซ์แลนด์ทุกๆปีในช่วงฤดูร้อน และยังวางแผนไว้ว่าจะเก็บข้อมูลจนกระทั่งพวกเธออายุ 16 ปี

นอกเหนือจากโครงการวิจัยของ Inaoka แล้ว สิ่งที่น่าสนใจมากนั่นก็คือภาพถ่ายคู่แฝด โดย Inaoka ได้ถ่ายภาพของสองสาวคู่นี้ออกมาได้สวยและหลอนแบบสุดๆ ถ้าไม่เชื่อลองไปดูภาพกันได้เลยครับ

identical-twins-erna-hrefna-photography-iceland-ariko-inaoka-2identical-twins-erna-hrefna-photography-iceland-ariko-inaoka-3identical-twins-erna-hrefna-photography-iceland-ariko-inaoka-4identical-twins-erna-hrefna-photography-iceland-ariko-inaoka-6identical-twins-erna-hrefna-photography-iceland-ariko-inaoka-8identical-twins-erna-hrefna-photography-iceland-ariko-inaoka-9identical-twins-erna-hrefna-photography-iceland-ariko-inaoka-10identical-twins-erna-hrefna-photography-iceland-ariko-inaoka-11identical-twins-erna-hrefna-photography-iceland-ariko-inaoka-12identical-twins-erna-hrefna-photography-iceland-ariko-inaoka-13identical-twins-erna-hrefna-photography-iceland-ariko-inaoka-14identical-twins-erna-hrefna-photography-iceland-ariko-inaoka-15identical-twins-erna-hrefna-photography-iceland-ariko-inaoka-17identical-twins-erna-hrefna-photography-iceland-ariko-inaoka-114identical-twins-erna-hrefna-photography-iceland-ariko-inaoka-115identical-twins-erna-hrefna-photography-iceland-ariko-inaoka-16

ข้อมูลจาก: boredpanda

ที่มา: wegointer.com/2014/11/twins-erna-hrefna