ชาวสงขลาผวางูกินคน! ส่งต่อว่อนภาพงูเหลือมกินคน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดกระแสตื่นกลัวไปทั่วจังหวัดสงขลา หลังจากวานนี้  มีการแชร์ภาพผ่านโปรแกรมสนทนา กับภาพงูเหลือมกินคน 2 ภาพ พร้อมระบุว่าเหตุเกิดที่ ม.2 ต.ท่าหมอไทร อ.จะนะ จ.สงขลา

news-15.03.08-4-1

ด้าน รายการเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ ช่อง 3 รายงานว่า จากการตรวจสอบพบว่า ภาพงูเหลือมกินคนแล้วมีปลายเท้าโผล่ออกมาจากปากนั้น เป็นภาพตัดต่อ ขณะที่ภาพกินคนจนอ้วนเป็นภาพเก่าจากเว็บไซต์ในต่างประเทศ โดยเมื่อช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2556 ภาพนี้ถูกเผยแพร่ในประเทศอินเดีย โดยมีการอ้างว่างูเหลือมมได้เข้ามาเขมือบชายขี้เมาคนหนึ่งที่นอนหลับอยู่ข้างร้านขายเหล้าในรัฐเกรละ ประเทศอินเดีย

อย่างไรก็ตาม พบว่าทั้ง 2 ภาพ มาจากกระทู้ในเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ซึ่งได้มี คุณต้มกระหล่ำปลี เข้ามาตั้งกระทู้ถามว่า “ถ้างูเหลือมกินคนคนตายไหมครับ”

ซึ่งต่อมา คุณ AwayG.com เข้ามาตอบคำถาม ระบุว่า

“ไอ้ที่ว่างูรัดจนกระดูกป่น นั่นมันเรื่องหลอกเด็กครับ งูไม่สามารถรัดจนกระดูกแตกได้หรอก อย่างมากก็แค่ข้อต่อหลุดเท่านั้น แต่สาเหตุที่งูสามารถรัดคนหรือสัตว์จนตายได้ มาจากการขาดอากาศหายใจเนื่องจากถูกบีบรัด หรือรัดจนความดันเลือดในร่างกายสูงจนช๊อก หลังจากเหยื่อสลบหรือตายแล้ว (นิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหว) งูถึงจะค่อยๆ กลืนครับ”

 

ที่มา : sanook

สำหรับผู้ที่รักแมวเป็นชีวิตจิตใจ.. นังทาสแมววววววว


นี่แหนะ…หัวเกรียนหรอ

funny cat jajaja gif

 

 

ตีลังกาสู้โค้ชซิโก้ได้ไหม

astrolgoy zone funny cat gif

 

 

ช่วยผมด้วยฮ้ะ….

funny animals hello kitty gif

 

 

หนีๆๆ ลูก

love animals sweet animal gif

 

 

เห้ยยยย..ใครปิดไฟ

funny cat funny gif

 

 

สบายจัง..มีคนอาบน้ำให้

cat taking shower the cute corner gif

 

 

แมวก็เกรียนได้

funny cat cat gif

 

 

ต้มแมว…ดีน่ะที่ยังไม่สุก

funny cat cat gif

 

 

เด้งๆ ๆๆ

funny cat hilarious gif

 

 

เหมือนเปะ

cat yawning funny cat gif

 

 

เกาตรูด..ไมต้องแลบลิ้นด้วยอะ

catsofinstagram officialgenius gif

 

ยืมมือหน่อยเจ้านาย

funny cat animals gif

 

 

ทรงเกาหลีนี่ไม่ดีเลย…มองก็ไม่เห็น

epic hair funny cat gif

 

 

นี่ออกไปน่ะ (เล่นตัวน่ะย๊ะหล่อน)

caption contest cameron dallas gif

 

เห้ยมองไรอะ…

funny cat yoga cat gif

แล้วเจอกันใหม่กันทู้หน้าน่ะค่ะทาสแมวทั้งหลาย  

 

 

รวม 7 สายพันธุ์สุนัขจิ้งจอก ที่สวยและน่ารักที่สุดในโลก


Fennec Fox

Image credits: Francisco Mingorance

สุนัขจิ้งจอกสายพันธุ์เฟนเนก มีแหล่งกำเนิดในแอฟริกาเหนือและทะเลทรายซาฮาร่า พวกมันมีหูที่ใหญ่เพื่อคลายความร้อน นอกจากนี้หูที่ขนาดใหญ่ยังทำให้พวกมันสามารถได้ยินเสียงของสัตว์ต่างๆเคลื่อนไหวใต้พื้นทะเลทรายอีกด้วย ขนของมันมีสีครีมเพื่อช่วงสำหรับหักเหความร้อนจากแสงอาทิตย์ในตอนกลางวันและช่วยให้อุ่นในตอนกลางคืน (Image credits: animalgalleries.org)

Red Fox

Image credits: Roeselien Raimond

Image credits: Kai Fagerström

Image credits: Wenda Atkin

สุนัขจิ้งจองแดงเป็นสายพันธฺุที่กระจายอยู่ตามที่ต่างๆมากที่สุด เป็นต้นกำเนิดของหลากหลายสายพันธุ์ของสุนัขจิ้งจอก พวกมันสามารถพบได้ทั่วไปในทางเหนือของ Hemisphere และออสเตรเลีย พวกมันเป็นนักล่าว่องไวมากเป็นที่รู้กันว่ารั้วความสูง 2 เมตร เจ้าพวกนี้กระโดดข้ามได้สบาย (Image credits: Roeselien Raimond)

Marble Fox

Image credits: unknown

Image credits: unknown

สุนัขจิ้งจอกมาร์เบล เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่แยกออกมาจาก red fox. สีของพวกมันไม่ได้เป็นสีตามธรรมชาติเพราะเกิดจากการผสมพันธุ์เพื่อให้ได้สีนี้ โดยนักวิทยาศาสตร์ (Image credits: Ewald Mario)

Gray Fox

(Image credits: Variegated Vibes)

สุนัขจิ้งจอกสีเทา อาศัยอยู่ในแอฟริกาเหนือ พวกมันมีจุดเด่นตรงลวดลายของขนบนตัว ซึ่งสายพันธุ์นี้เป็นสายพันธุ์เดียวที่สามารถปีนต้นไม้ได้ (Image credits: John Pane)

Silver Fox

Image credits: Shelley Evans

สุนัขจิ้งจอกเงิน จริงๆแล้วก็เป็นสายพันธุ์เดียวกับสุนัขจิ้งจอกแดง แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงของสีผิวทำให้มันถูกเรียกว่าจิ้งจอกเงินตลอดมา ซึ่งขนของจิ้งจอกสายพันธุ์นี้นับว่ามีราคาในท้องตลาดที่สูงทีเดียว (อย่าไปเอาขนมันว่าเลยจะดีกว่านะ)  (Image credits:Matt Knoth)

Arctic Fox

Image credits: Daniel Parent

Image credits: imgur.com

Image credits: Einar Gudmann

Image credits: William Doran

สุนัขจิ้งจอกขั้วโลกเหนือสามารถพวกที่ตามรอบๆของขั้วโลก ด้วยขนเส้นบางและหนาช่วยป้องกันอุณหภูมิได้กว่า -70 องศาเซลเซียล นอกจากนี้พวกมันยังมีขาและส่วนปากที่ยื่นออกมาสั้นซึ่งจะช่วยเก็บรักษาความร้อนได้ด้วย

Cross Fox

Image credits: Ben Andrew

สุนัขจิ้งจอกครอส เป็นอีกสายพันธุ์ที่สีต้นตระกูลมาจากสุนัขจิ้งจอกแดง สามารถพบได้ทั่วไปในแอฟริกาเหนือ (Image credits: Ben Andrew)

 

ที่มา boredpanda

ที่มา: deemagz.com/2014/12/02/7-สายพันธุ์สุนัขจิ้งจอก

เรื่องน่ารักๆ 21เหตุผล ทำไม “มะหมาถึงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์”


สัตว์เลี้ยงสุดน่ารักน่าชังและเป็นที่นิยมเลี้ยงในเหล่ามนุษย์ก็คือ สุนัข นี่เอง เคยได้ยินคำพูดที่ว่า “สุนัขเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์”

กันบ้างมั้ยเอ่ย ถ้าเกิดว่าใครยังไม่ปักใจเชื่อกับคำพูดนี้ มาดูทั้ง 21 เหตุผลต่อไปนี้ แล้วความคิดของคุณจะเปลี่ยนไปในทันทีเลยล่ะค่ะ

 

1. เพราะว่าสิ่งที่มะหมาชอบที่สุดก็คือทำให้ใบหน้าของคุณมีรอยยิ้ม

bff-for-human (8)

 

2. ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร มันก็ยังคงเป็นเพื่อนแท้ของคุณเสมอ

bff-for-human (14)

 

3. มะหมาชอบที่คลอเคลียกับคุณบนโซฟาทุกๆ วัน

bff-for-human (19)

 

4. ไม่ว่าคุณจะเป็นคนตัวเล็กหรือตัวใหญ่แค่ไหน มะหมาก็ยอมรับในสิ่งที่คุณเป็นได้

bff-for-human (18)

 

5. มีความซื่อสัตย์เป็นที่หนึ่ง

bff-for-human (6)

 

6. ไม่ว่าวันนั้นก็เป็นวันที่เลวร้ายซักแค่ไหน พวกมันก็ทำให้คุณหัวเราะได้เสมอ

bff-for-human (10)

 

7. พวกมันพยายามที่จะรบกวนพื้นที่ส่วนตัวของคุณแทบทุกวิถีทาง

bff-for-human (12)

 

8. เมื่อคุณออกจากบ้าน เพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียว มะหมาก็คิดถึงคุณใจจะขาด

bff-for-human (11)

 

9. และเมื่อคุณกลับมาบ้าน มะหมาก็ออกมาต้อนรับคุณอย่างอบอุ่น

bff-for-human (20)

 

10. ยามใดที่มีทุกข์ ลองจ้องหน้าของมะหมาซิ อะไรๆ ก็จะดีขึ้นเอง

bff-for-human (1)

 

11. ไม่ต้องรอคนอื่นอีกต่อไป เพราะคุณมีเพื่อนที่พร้อมจะออกไปเล่นด้วยอยู่เสมอ

bff-for-human (16)

 

12. หรือไม่ก็นอนกอดกันทั้งวันเลยก็ยังได้

bff-for-human (9)

 

13. จะออกไปเที่ยวด้วยกัน ก็ไม่มีหวั่น

bff-for-human (3)

 

14. เป็นตุ๊กตาหน้ารถช่วยคลายเหงายามขับรถได้ด้วยนะ

bff-for-human (15)

 

15. มีสุขก็ร่วมสุขด้วย

bff-for-human (17)

 

16. เมื่อคุณมีทุกข์ก็คอยอยู่เคียงข้าง

bff-for-human (7)

 

17. ยามที่คุณตื่นนอนแล้วมีเพื่อนซี้ที่คอยข้างเตียง เป็นอะไรที่ประทับใจสุดๆ

bff-for-human (5)

 

18. ยิ่งตอนส่งเข้านอนก็ยิ่งน่ารัก

bff-for-human (13)

 

19. จุจุ๊บได้น่ารักที่สุดในสามโลก

bff-for-human (4)

 

20. มะหมาจะรักคุณโดยที่ไม่มีเงื่นไขใดๆ ทั้งสิ้น

bff-for-human (21)

 

21. เชื่อรึยังว่ามะหมาคือเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ไม่ว่าคุณจะเป็นยังไง มันก็รักในแบบที่คุณเป็นนั่นแหละ

bff-for-human (2)

 

เชื่อกันรึยังว่าน้องหมาน่ะดีกับมนุษย์มากแค่ไหน จงรักเค้าให้เท่ากับที่เค้ามอบความรักให้คุณนะ

ที่มา : buzzfeed

            

ที่มา: catdumb.com/dog-is-best-friend-human

คำถามชวนสงสัย : ตกลงว่า ม้าลาย สีขาวลายดำ… หรือสีดำลายขาว?


 

เวลาดูสารคดีสัตว์โลกน่ารักในทุ่งกว้าง(รวมถึงน่าขนหัวลุกในหลายๆตอน) ม้าลายก็มักจะโผล่มาเข้าฉากให้เห็นกันบ่อยๆ ด้วยลายพาดสลับขาวดำอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน ทำให้มันมีสเน่ห์ น่าอัศจรรย์… แล้ว เอ… ตกลงแถบไหนเป็นสีพื้น แถบไหนเป็นลายกัน… สงสัยไหมครับ?

สมัยหนึ่งนานมาแล้ว เคยเชื่อกันว่า ม้าลายเป็นสัตว์สีขาวลายดำครับ เหตุผลก็ง่ายๆ เพราะว่าท้องของม้าลายมักจะเป็นสีขาว ก็เลยเหมากันเอาว่า ไอ้เจ้าม้าแฟนซีนี่ มันต้องสีขาวเหมือนท้องมันนั่นแหละ… แต่ จริงเหรอ?

 

ต่อมาเมื่อเราเข้าใจการทำงานของการส่งต่อพันธุกรรมดีขึ้น คำถามนี้ก็ถูกปัดฝุ่นมาตีความใหม่ในเชิงพันธุศาสตร์ และคำตอบก็กลับทางครับ… เรามีข้อมูลใหม่ที่น่าเชื่อถือว่า ม้าลายนั้น เป็นสัตว์สีดำที่มีลายสีขาว… ด้วยเหตุผลแบบนี้ครับ

 

เรื่องของการอยู่รอดในทุ่งโล่งแห่งอัฟริกา สัตว์ที่มีสีสว่างจะถูกสังเกตุเห็นได้ง่าย นึกถึงหญ้าสีทอง พื้นสีน้ำตาล แล้วมีม้าขาวจั๊วะยืนโด่อยู่… ไม่ดีแน่ สัตว์ทั้งหลายในท้องทุ่งมักวิวัฒน์ให้ตัวเองมีสีที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ถ้าไม่มีสีโทนเดียวกับพงหญ้าไปเสีย ก็มักเลือกจะมีสีเข้ม ให้เข้ากับร่มเงา หรือต้นไม้ในบริเวณนั้น

 

ม้าลายมีผิวสีเข้มจัดใต้ขนลายทางของมัน ม้าลายมีสีผิวเข้มเหมือนสัตว์ตระกูลม้าอื่นๆครับ สีของสิงมีชีวิตต่างๆที่เราเห็นกัน เกิดจากการสร้างเม็ดสีของเซลล์ประเภท Melanocytes หมายความว่า สีเกิดจากการสร้างเม็ดสี และขาวคือไม่มีการสร้างเม็ดสี(แบบเดียวกับสภาพเผือก ที่ Melanocytes ผิดปกติไม่สร้างเม็ดสีนั่นเองครับ) ดังนั้นเมื่อรวมกับเหตุผลข้อข้างบนแล้ว ก็ออกจะประหลาดอยู่ถ้าสัตว์ผิวดำจะสร้างขนสีขาวมาคลุมตัว

 

ทางพันธุกรรมแล้ว สีเข้ม เป็นลักษณะเด่น สีขาว เป็นลักษณะด้อย อย่างที่อธิบายเรื่องเม็ดสีที่สร้างโดยเซลล์ประเภท Melanocytes ไปนั้น การเกิดลายทางบนขนม้าลาย จึงเกิดจากการสร้างเม็ดสีตามคำสั่งพิมพ์เขียวในหน่วยพัธุกรรม ว่าบริเวณใดบ้างที่จะมีการสร้างเม็ดสี และบริเวณใดที่จะไม่ต้องสร้าง ดังนั้นลายบนขนจึงเกิดจากการ “สั่งปิด” การทำงานของ Melanocytes บนสีขนปกตินั่นเองครับ

 

ด้วยเหตุที่ว่ามานี้ จึงเชื่อกันว่า ม้าลายพยายามสร้าง”ขนหงอก”เป็นแถบแทรกระหว่างขนสีเข้มนั่นเองครับ…

ส่วนเหตุผลที่ม้าลายวิวัฒน์มาจนมีลายทางแบบนี้นั้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ลายทางๆของมันนั้น เมื่อรวมอยู่ด้วยกันเป็นฝูง จะสร้างความงงงวยให้เหล่าสัตว์นักล่า ลองนึกถึงกลุ่มของก้อนลายทางยืนซ้อนกันสิครับ ลายทางๆนี่แหละจะทำให้แยกรูปร่างไม่ออกว่าตัวไหนเป็นตัวไหน ลายพรืดเป็นผืนเดียวกันไปหมด ซึ่งสัตว์นักล่าอย่างสิงโต หรือไฮยีน่า จะเลือกเอาเหยื่อเป็นตัวๆ โดยพยายามแยกตัวที่จับง่ายที่สุดออกมาจากฝูง… ดูไม่ออกลายตาแบบนี้ ไปจับอย่างอื่นกินง่ายกว่า

อีกเหตุผลนึงก็เชื่อว่า ลายทางบนตัวมันช่วยลดแสงโพลาไรส์(แสงที่มีคลื่นเป็นระเบียบไปในทางเดียวกัน) ซึ่งดึงดูดแมลงวันกินเลือดที่คอยบินหาเลือดสัตว์กินอีกด้วยครับ

ที่มา: mcot-web.mcot.net/lively/content.php?id=546b09a9be0470e3838b4660

10 เรื่องที่ควรรู้ ก่อนคิดจะเลี้ยง ไซบีเรียน ฮัสกี้


1. หากรู้ว่า ตัวเองกำลังมีใจให้เจ้าหมาที่หน้าตาเหมือนหมาป่ายังกะแกะ แต่นิสัยติงต๊องสุดๆ กรุณาอย่าเข้าใกล้ ร้านขายสัตว์เลี้ยง อ่านนิตยสารหมา หรือเข้าเว็บไซต์สัตว์เลี้ยงบ่อยๆ  เพราะกิเลสความรักเจ้าตัวแสบพันธุ์นี้ จะทวีคูณยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ค่อยทราบสาเหตุ ศัพท์ชาวบ้านเรียกว่า “หลงรักหัวปักหัวปำ”
2. ห้ามอ่านการ์ตูนเรื่อง “ยุ่งชะมัด เป็นสัตว์แพทย์” หรือดูหนัง “Snow Dogs” เพราะคุณจะหลงรัก “โจบิ” และบรรดาแก๊งหมาลากเลื่อนเต็มเปา และจะเกิดอาการตามข้อแรก
3. หากยังอยากเลี้ยง และตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้ โปรดเริ่มซ้อมวิ่งมาราธอน และวิ่งระยะสั้น อย่างน้อยวันละ 10 นาที ติดต่อกันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพราะคุณจะได้คู่หูคู่ฮาที่วิ่งเร็วอิ๊บอ๋ายวายป่วง หากไม่แข็งแรงพอ อาจโดนลากฝุ่นกระจาย หอบแฮ่กๆ เอาได้ง่ายๆ ใครเป็นโรคหัวใจควรปรึกษาแพทย์ และอ่านคำเตือนบนสุสาน ก่อนเลี้ยงทุกครั้ง!
4. ถ้ารู้ตัวว่าบ้านรก หรือมีข้าวของเยอะแยะภายในบ้าน คุณมี 2 ทางเลือก หนึ่งคือ จัดและยกของไว้สูงๆ เกินตำแหน่งที่สัตว์ประหลาด 4 ขา จะคาบได้ หรืออีกทางเลือกคือ ปล่อยตามยะถากรรม  ซึ่งเจ้าตัวแสบจะช่วยจัดการพังข้าวของคุณจนวินาศสันตะโร ซึ่งช่วยให้ของในบ้านคุณดูโล่งไปโดยปริยาย (เพราะมานกัดพังเรียบ ฮือๆๆๆ)
5. กรณีที่คุณมีหมาพันธุ์เล็กๆ อยู่ในบ้าน อาทิ พูเดิ้ล หรือยอร์คเชียร์ ท่านกำลังจะได้รับชมเกมกีฬาใหม่ “งับหัวแล้วเผ่น” นำแสดงโดยไซบีเรียนฮัสกี้ ซึ่งจะทำให้หมาๆ ตัวจิ๋วของคุณ เกิดอาการหวาดระแวง ออกแนวโรคจิตหลอน จนแทบผูกคอตาย เพราะโดนก่อกวนทั้งวี่ทั้งวัน ไม่หยุดหย่อน โดยที่ไซบีเรียนฮัสกี้ มันจะคิดเองเออเองว่า คนอื่นกำลังเล่นอยู่ด้วย (ใช่ซะที่ไหนเล่า!)
6. ถ้ารู้ตัวว่าแพ้ขนสัตว์ หอบ หืด หรือรูจมูกตัน กรุณาหลบเลี่ยงไซบีเรียนฮัสกี้ เพราะเจ้าหมาพันธุ์นี้  ขนมันเยอะและร่วงเหมือนปุยนุ่น ร่วงไม่เว้นวันหยุดราชการ ท่านจะได้สนุกกับการใช้เครื่องดูดฝุ่นอย่างคุ้มค่าแทบทุกวัน T-T (หากท่านกำลังมีปัญหาดูดฝุ่น เราขอเสนอเครื่องดูดฝุ่น    เทอร์โบ๋ไทเกอร์ ดูดทุกซอกทุกมุม หากคุณสนใจ โทรมาได้ที่ ทีวีหลอกแด๊ก ค่าจัดส่งทั่วประเทศ 02-555-5555)
7. สุภาษิต รักวัวให้ผูก รักลูก (หมา) ให้ตี ใช้กับหมาพันธุ์นี้ไม่ได้ผล อาจเพราะขนหนาตึ้บ มึนอีกต่างหาก แถมพอจะตีซักที (เล่นพังของทุกวัน) ก็จะออกอาการสำออยเหมือนจะตาย แล้วแอบฉวยโอกาสวิ่งหนีไปทำหน้าทะเล้น ฮึ่ม! ใครที่ว่าหมาพันธุ์นี้ออเซาะไม่เป็น ขอเถียงขาดใจ เวลาทำผิดมักจะแกล้งทำหน้าบ้องแบ๊ว เหมือนเด็กถูกจับได้ว่าแอบกินหน้าขนมเค้ก แล้วค่อยๆ ตีหน้าเศร้า คลานมาอ้อนเอาหัวหนุนตรง
ตัก แล้วใครหน้าใหนจะโกรธมันลงได้อีก เฮ้ออออ…
8. จงอย่าคิดว่าหมาพันธุ์นี้จะรักบ้านช่องตัวเอง เพราะทันทีคุณเผลอเปิดประตูไม่ดูตาม้าตาเรือ เจ้าหน้าขนอาจใส่เกียร์ 5 บวก  เทอร์โบสปริ้นท์ วิ่งแน่บหายไปไม่เห็นฝุ่นเอาได้ ถ้าโชคดีแค่เบาะๆ ก็อาจหาเจออีกประมาณ 500 เมตรข้างหน้า แต่ถ้าโชคร้าย มันจะกลายเป็นหมาหลงทาง อย่าไปคิดว่ามันจะเหงานะจ๊ะ บางทีมันอาจเริงร่ายิ่งกว่าเดิมก็ได้ ว่าแต่ว่า สงสัยจริงๆ หมาพันธุ์นี้มันรักเราจริงรึเปล่า (ฟะ)
9. ในกรณีที่ คุณอยู่บ้านในซอยเปลี่ยว แถวบ้านเป็นที่รกร้าง ใกล้สุสาน ป่าช้า ฮวงซุ้ย เมื่อท่านเลือกใช้บริการไซบีเรียน ฮัสกี้ แทนที่จะได้ความอบอุ่นใจ กลายเป็นว่าอาจจะได้ความเย็นยะเยือกสันหลังทุกคืนแทน ด้วยน้ำเสียงลีลาหอนบาดใจ บรู๊วววววว์ บรู๋ววววฺ โบร๋วววววว์ ….. ทุกค่ำคืนยามดึก จะช่วยให้เงามืดในบ้าน ต้นกล้วย หรือเงากระจกในห้องน้ำ ดูเคลื่อนไหวสมจริง เกินกว่าจินตนาการ บางที หน้าต่าง ใต้เตียงของคุณ
อาจมีใคร (สักคน) กำลังมาลูบหัวเจ้าหมาป่าเล่นอยู่ก็ได้ บรื๊ออส์ ….
10. แม้ว่าพ่อเจ้าประคุณจะมาจากดินแดนหนาวเย็น ใกล้ขั้วโลก ชื่นชอบน้ำเป็นชีวิตจิตใจ ด้วยลีลาการกระโดดเหยียบอ่างน้ำแล้ววิ่งเข้าบ้าน ขี้โคลนทั้งน้านนน แต่ขอโทษที จะอาบน้ำซักครั้งเหมือนพาเข้าโรงเชือด ทั้งดื้นทั้งโวยวาย แถมอาบน้ำเปลืองแชมพูจิ๊บเป๋ง อาบตัวเดียว ใช้ปริมาณน้ำเกือบเท่ากับอาบเด็กๆ ลายจุด 5 ตัว แถมเวลาเอาออกจากห้องน้ำ ห้ามเผลอปล่อยวิ่ง เพราะคุณพี่จะแอบไถลดินให้เป็นที่ปลาบ
ปลื้มคนเลี้ยงยิ่งนัก  ไม่รวมตอนหวีขนที่ต้องวิ่งไล่จับกันอีกรอบ ซึ่งจะช่วยให้คุณได้เผาผลาญส่วนเกินร่างกายอย่างสนุกสนาน ?
ที่มา: miew-thunyaluk.blogspot.com/2013/12/10

สุดยอดภาพ “สัตว์โลก” 50 ภาพ ที่เข้ารอบชิงในปีนี้ของอังกฤษ! สวยมากจริงๆ


หากคุณคิดว่า คุณเคยดูภาพถ่าย “สัตว์โลก” สวยๆ มาก่อน รับรองเจอภาพชุดนี้คุณต้องเปลี่ยนใจ เมื่อมีการเปิดเผยภาพถ่าย 50 ภาพของสัตว์โลกที่ผ่านเข้ามาในรอบสุดท้ายของการแข่งขันภาพถ่าย สัตว์โลก โดย Natural History Museum ของกรุงลอนดอน และ BBC ที่คัดเลือกมาจากทั้งหมด 41,000 ภาพ รับรองว่าภาพเหล่านี้ จะทำให้คุณทึ่ง อย่างบอกไม่ถูก เพราะมันช่วงงดงามไร้ที่ติจริงๆ จนหลายคนอาจจะบอกว่า เห้ย นี่ของจริงหรือเปล่าว่ะเนี่ย!!

‘Stretching’ by Stephan Tuengler

‘Apex Predators’ by Justin Black

‘One Eye On You’ by Mohammad Khorshed

‘Flirting Bearded Seal’ by Audun Rikardsen

‘Facebook Update’ by Marsel van Oosten

‘Australian Sea Lion Pups’ by Michael Patrick O’Neill

‘Bad Hair Day’ by Gordon Illg

‘Barracuda Swirl’ by Alexander Mustard

‘Bat Festival’ by João Paulo Krajewski

‘Caiman Night’ by Luciano Candisani

‘Dantes Inferno’ by Karen Lunney

‘Dawn Lift-Off’ by Jack Dykinga

‘Diamonds’ by Malgorzata Ksiazkiewicz

‘Feel Safe’ by Juan Carlos Mimó Perez

‘Great Peacock Moth Caterpillar’ by Leela Channer

‘Heavy Rain’ by Pierluigi Rizzato

‘Helical’ by Frederic Brioris

‘Hide Away’ by Brittany Fried

‘Big Mouth’ by Adriana Basques

‘Innocents Betrayed’ by Hilary O’Leary

‘King Penguins and Fur Seals’ by Denise Ippolito

‘Kings into the Dark’ by Stanley Leroux

‘Ladybird Spider’ by Carsten Braun

‘Las Fauces de la Noche’ by Juan Jesus Gonzalez Ahumada

‘Leaping Gentoo Penguin’ by Paul Souders

‘Moonlight Climber’ by Alexander Badyaev

‘Move!’ by Gerry Pearce

‘Old Cloths’ by Claudio Contreras Koob

‘Piraputangus’ by Adriana Basques

‘Beechnuts Rhythm’ by Sandra Bartocha

‘Pure Magic’ by Raviprakash S S

‘Red Deer and Cranes’ by Marek Kosinski

‘Red Kangaroos at Waterhole’ by Theo Allofs

‘Sea Lions Dreams’ by Christian Vizl

‘Sentry Duty’ by Neil Aldridge

‘Shoaling Reef Squid’ by Tobias Bernhard

‘Startled by Stargazer’ by Jennifer Jo Stock

‘Shoulder Check’ by Henrik Nilsson

‘Too Big But So Tasty’ by Alain Ghignone

‘View of Tokyo’ by Olivier Puccia

‘Whats This’ by Peter Mather

‘Winter Hares’ by David Tipling

‘Yellow-Necked Mouse’ by Carsten Braun

H/T: Distractify

ที่มา : kiitdoo

10 เรื่องจริง “สัตว์กินคน” ที่ยิ่งกว่านิยายสยองขวัญ


คุณเคยดูภาพยนตร์จำพวกสัตว์โลกผู้ไม่น่ารักไหมครับที่เป็นหนังจำพวกปลา ฉลาม จระเข้ที่มีขนาดยักษ์แล้วหันมาทำร้ายมนุษย์โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย หากแต่โดยปกติสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่จะไม่ทำร้ายคน เพราะมันรู้ว่าหากมันล่า คนแล้วปัญหายุ่งยากจะตามมาหามันแน่
แต่กระนั้นมันก็มีหลายกรณีเหมือนกันที่สัตว์กินเนื้อเหล่านี้จะฆ่าคน กินคน หากอยู่ภายใต้เงือนไขที่เหมาะสม เช่น หิวจัด ถูกรุกรานที่อยู่ หรือนึกว่ามนุษย์เป็นแมวน้ำ(??) และหลักการที่ว่าเมื่อมันทำร้ายมนุษย์แล้วมันจะล่ามนุษย์ต่อไปเรื่อยๆ ตราบใดที่มันไม่ตาย เพราะมันรู้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มันล่าง่ายที่สุด

นี้คือ 10 เหตุการณ์สัตว์ทำร้ายมนุษย์ที่ร้ายกาจยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ที่จนกลายเป็นตำนาน

10. The lions of Njombe

เราเริ่มรายการด้วยเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของสิงโตกินคนเป็นอันดับแรก และผมก็เคยอ่านเรื่องนี้ในนิตยสารแปลก (แต่จำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ) มันเริ่มเกิดขึ้นปี 1932 ในแทนซาเนียใกล้เมืองจ็อมเบ เกิดเหตุการณ์ฝูงสิงโตยักษ์ออกมาฆ่าคนอย่างบ้าคลั่ง ตำนานมีอยู่ว่าสิงโตได้รับการควบคุมโดยแม่มดหมอผีในชนเผ่าท้องถิ่นชื่อมาตา มูลา แมนเกรา (Matamula Mangera) ที่เธอมักส่งฝูงสิงโตออกมาทำร้ายคนหากใครก็ตามที่ลบหลู่เธอหรือต่อต้านเธอ

ฝูงสิงโตของเธอนั้นได้คร่าชีวิตมนุษย์ไปถึง 1,500 ศพ (บางคนบอกว่า 2,000 คน) และนี้คือเหตุการณ์สิงโตทำร้ายมนุษย์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ และหนึ่งในกรณีของสัตว์ทำร้ายมนุษย์เลวร้ายที่สุดที่เคยบันทึกไว้ แม่มดมาตามูลามีอำนาจบาตรใหญ่มากขนาดหัวหน้าเผ่าอื่นๆ ไม่กล้ายุ่งกับเธอ

จนกระทั้งจอร์จ (George Rushby 1900-1968) นายพรานที่มีชื่อเสียงได้ตัดสินใจปราบฝูงสิงโตนั้น เขาฆ่าสิงโตไป 15 ตัวและทำให้เหตุการณ์สิงโตทำร้ายคนยุติลงในที่สุด และเรื่องราวของจอร์จได้ถูกนำมาสร้างละครกึ่งสารคดี BBC ในชื่อ “The Man-eating Lions of Njombe.” ออกอากาศในเดือนกรกฎาคม 2005

9. Two Toed Tom

“ทอมสองขา” เป็นจระเข้กินคนที่ค่อนข้างคลุมเครือ และยากจะทราบได้ว่าเรื่องของจระเข้ตัวนี้เป็นเรื่องจริงหรือเป็นแค่ตำนาน โดยจระเข้ตัวนี้เป็นตำนานของอเมริกาทางตอนใต้อาศัยอยู่ในบึ่ง terrorized ในรัฐอลาบามา ชายแดนฟอริด้า ชื่อของมันมีที่มาจาก ขาของมันมีสองเท้า เนื่องจากขาของมันหายไป (ขาด้านซ้ายทั้งสองข้าง หรือแล้วแต่ตำนานจะอ้าง) เพราะโดนกับดักเหล็กจนขาขาด และนั้นเป็นสาเหตุทำให้มันเจ็บแค้นมนุษย์ และเริ่มออกอาละวาดทำร้ายมนุษย์ในช่วงยุค 20 หลายคนอ้างว่ามันมีขนาดใหญ่กว่าสี่เมตรครึ่ง บางคนอ้างว่ามันน่ากลัวมากเหมือนมันเป็นปีศาจส่งมาจากนรกเพื่อล่าพวกเขา มันชอบกินวัวและมนุษย์ผู้หญิง (มันชอบคว้ากระชากเสื้อผ้าของพวกเขาแล้วลากลงไปกินในน้ำ)

แม้นายพรานท้องถิ่นจะมีการใช้ปืนหรือระเบิดแต่ก็ไม่สามารถฆ่ามันได้ จนกระทั้งมีนายพรานหนึ่งโยนถังที่เต็มไปด้วยระเบิด สิบห้าถังลงไปในน้ำ และจุดให้มันระเบิด ทอมก็หายไป แต่หลายคนเชื่อว่าทอมน่าจะยังมีชีวิตอยู่และรอคอยโอกาสที่จะแก้แค้นตามแบบ ฉบับของมัน และก็เป็นจริงๆ ทอมก็ปรากฏตัวมาอีกครั้ง และได้กินลูกสาวของคนโยนระเบิด และบรรดาเด็กๆของเกษตรกรที่อยู่ตามชายฝั่ง ก่อนที่มันจะหายไปไม่กลับมาอีกเลย

มีหลายคนบอกว่าเรื่องเหล่านี้น่าจะเป็นเพียงนิทานพื้นบ้าน หากแต่ชาวบ้านในละแวกนั้นบอกว่าเป็นเรื่องจริง และเชื่อว่ามันยังคงเดินเตร่อยู่ในหนองน้ำฟอริด้า

หลายปีจากนั้นมีรายงานพบเห็นมันต่อเนื่องถึง จระเข้ขนาดใหญ่สองขาอยู่เป็นระยะและที่สำคัญคือทอมไม่เคยถูกจับ

8. Kesagake

เหตุการณ์ “หมีสีน้ำตาลบุกหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึ (The Sankebetsu brown bear incident)” เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นเกี่ยวกับการโจมตีของหมีสีน้ำตาลที่เลวร้ายที่สุดใน ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ที่โจมตีหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึ เมืองโทมาม่า ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันที่ 9 เดือน ธันวาคม ถึง 14 ธันวาคม 1915 โดยสมัยก่อนนั้นหมู่บ้านแห่งนี้พึ่งจะมีคนอยู่อาศัย กำลังบุกเบิก จำนวนคนในหมู่บ้านน้อยมากและส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนป่าเขา และพื้นที่แห่งนี้ได้เป็นที่อยู่อาศัยของหมีเพศผู้ขนาดยักษ์ที่หลายคนเรียก มันว่า “เคะซากาเกะ” ซึ่งมันชอบขโมยข้าวโพด จนสร้างความรำคาญในแก่ชาวบ้าน มันเลยถูกยิงจนบาดเจ็บแล้วหนีขึ้นบนเขา

เมื่อมันหนีไป ชาวบ้านก็รู้สึกโล่งใจเพราะหมีคงจะรู้สึกกลัวคนและอยู่ห่างจากพืชผลของเขา หากแต่พวกเขาคิดผิด!!

9 ธันวาคม 1915 เวลา 10.30 น. เจ้าหมียักษ์กลับมาอีกครั้ง มันเริ่มออกปฏิบัติการแก้แค้นฉบับเลือดต้องล้างด้วยเลือด มันเลือกเหยื่อรายแรกของมันคือครอบครัวโอตะ (ota Family) ในขณะนั้นอาเบะ เมยูและฮายูมิ มิกิโอะ (Abe Mayu and Hasumi Mikio) ภรรยาของครอบครัว และทารกที่เธอดูแลอยู่ก็ถูกเจ้าหมีตัวบุกเข้ามาในบ้านเพื่อหมายฆ่าคนทั้งสอง ทารกถูกกัดศีรษะจนเสียชีวิต ส่วนฝ่ายหญิงพยายามต่อสู้โดยสาดฟืนเข้าใส่ แต่ท้ายสุดเธอก็ถูกหมีลากเข้าป่า และเมื่อชาวบ้านมาถึงที่เกิดเหตุถึงกับต้องตะลึง โดยพวกเขาบรรยายว่าเหมือนโรงฆ่าสัตว์ไม่มีผิด เพราะเลือดสาดกระจายทั้งบนพื้นและผนัง

ชาวบ้านรู้สึกโกรธแค้นหมี พวกเขาเลยจับกลุ่มสามสิบคนบุกเข้าป่าและพยายามยิงมันแต่มันก็หนีไปได้ หลังจากพวกเขาสำรวจบริเวณรอบๆ ก็พบชิ้นส่วนศพที่มีเพียงหัว และชิ้นส่วนที่เหลือของฝ่ายหญิงฝังอยู่ใต้หิมะ คาดว่าหมีคงเก็บอาหารของมันไว้กินภายหลัง และหลังจากนั้นคืนถัดมา (8.00 น.) หมีก็กลับมาที่ฟาร์มโอตะอีกครั้ง ซึ่งชาวบ้านบางส่วนได้จับกลุ่มรอเตรียมรับมืออยู่แล้ว ชาวบ้านพยายามยิงหมีแต่ว่ามันก็รอดไปอีก โชคดีเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีใครบาดเจ็บ

ในเวลาไม่นานนัก เจ้าหมีได้เลือกครอบครัว มิโซเค (Miyoke family) ซึ่งอยู่หมู่บ้านอื่นที่ไร้ทางป้องกัน (เพราะไม่นึกว่าหมีจะมา) ซึ่งเจ้าหมีตัวนี้ฆ่าคนในครอบครัวนี้อย่างโหดเ***้ยม ซึ่งเวลานั้นภรรยาที่ตั้งครรภ์ของครอบครัวยาโย (Yayo) กำลังเตรียมอาหารและได้ยินเสียงข้างนอกดังก้อง และไม่ทันที่จะตรวจสอบหมีก็บุกเข้าทางหน้าต่างแล้วเข้ามาในบ้าน หม้อปรุงอาหารพลิกคว่ำ เปลวไฟและความหวาดกลัวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เธอพยายามหนีออกจากบ้าน แต่เด็กสองคนในบ้านหนีไม่ทันจึงถูกฆ่าตาย และหญิงที่ตั้งครรภ์หนีไม่ไหวร้องขอชีวิตลูกในครรภ์ของเธอ แน่นอนมันไร้สาระ เจ้าหมีก็ฆ่าเธอเช่นเดียวกันเหยื่อก่อนหน้าของมัน

เมื่อพวกชาวบ้านมาถึงพวกเขาก็พบร่างที่เต็มไปด้วยเลือดของเด็กสองคน และหญิงและตัวอ่อนในครรภ์ทั่วพื้นดิน เจ้าหมีตัวนี้ใช้เวลาเพียงสองวันฆ่าคนทั้งหกคนจนทำให้ชาวบ้านละแวกนั้นหวาด กลัวเป็นอันมาก

หลังจากนั้นเจ้าหมีก็ถูกไล่ล่าอย่างหนัก (ระหว่างนั้นมันก็อาละวาดฆ่าคนไปไปด้วย) จนในที่สุดเรื่องก็จบลงเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมนายพรานคนหนึ่งได้ยิงหมีที่เชื่อว่าเป็นตัวต้นเหตุได้ มันมีขนาดยาวกว่าสามเมตร หนักกว่า 380 กิโล เมื่อผ่าท้องมาก็พบชิ้นส่วนมนุษย์อยู่ในกระเพาะอาหารของมัน และแล้วเหตุการณ์สัตว์โจมตีที่เลวร้ายที่สุดในญี่ปุ่นก็จบลง หากแต่ชื่อของเจ้าหมีตัวนี้ก็ปรากฏอยู่ในนิยายและละครมากมาย

ปัจจุบันหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึกลายเป็นที่ร้างคน แต่มียังมีการจำลองแสดงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีรูปจำลองของหมีและบ้านโอตะที่หมีเคยมาอาละวาดตั้งอยู่ให้นักท่องเที่ยว เข้าชม และการ์ตูนมังงะโบราณอย่าง “ไอ้เขี้ยวเงิน” หนึ่งในหมีที่เป็นศัตรูกับไอ้เขี้ยวเงินนั้น มีหมีตัวหนึ่งนำมาจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

ดูคลิปได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=u3NuxLb9udQ

7. The New Jersey Shark

คุณเคยดูหนังสัตว์ทำร้ายคนคลาสสิกเรื่อง “Jaws (1975)” ที่กำกับโดยสตีเว่นสปิลเบิร์ดไหมครับ ที่เกี่ยวกับฉลามขนาดยักษ์ทำร้ายคน ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นโดยมีเค้าโครงเรื่องจากนวนิยายเรื่อง “Jaws (1974)” ของปีเตอร์ เบนช์ลีย์ ซึ่งก็มีข้อมูลมาจากเรื่องจริง ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์หนึ่งที่เรียกขานว่า “Jersey Shore shark attacks of 1916 ” หรือ “เดอะ นิวเจอร์ซีย์ ชอร์” เป็นเหตุการณ์ฉลามขาวยักษ์ (ไม่รู้ว่ามาตัวเดียวหรือมีมากกว่าหนึ่งตัว) ทำร้ายคนอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง นอกชายฝั่งของมลรัฐนิวเจอร์ซีย์ในสหรัฐอเมริการะหว่างช่วงฤดูร้อนของ วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 12 กรกฎาคม ปี 1916

เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตไป 4 รายและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง (พูดง่ายๆ คือไม่ทราบจำนวนที่แท้จริง) เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลทำให้ชุมชนริมทะเลและรีสอร์ทรายล้อมชายหาดที่เกิด เหตุจ้องเพิ่มการป้องกันอย่างเข้มงวด ไม่ว่าการเอาตาข่ายมากันไม่ให้คนเข้าใกล้ชายหาดเลยทีเดียว

สมัยก่อนนั้นนักวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อว่าฉลามนั้นเป็นสัตว์ทำร้ายคน แต่เหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขาต้องคิดเสียใหม่ (แม้จะเป็นกรณีที่หายากมาก) โดยทุกอย่างเริ่มขึ้นที่แนวชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์เหยื่อรายแรก คือหนุ่มชาร์ลส์ แวนแซงท์(Charles Vansant) ถูกฉลามทำร้ายในน้ำตื้นมากในขณะว่ายน้ำกับสุนัข คนหลายคนเห็นฉลามทำร้ายต่างพยายามช่วยเหลือชายหนุ่มคนนั้น แต่ว่าฉลามกัดแน่นมากมันกัดจนขาของเขาฉีกขาดจนเขาขาดใจตายก่อนส่งถึงโรง พยาบาล

ห้าวันต่อมาก็มีเหยื่ออีกคน คือชาร์ลส์ (Charles Bruder) ถูกฉลามทำร้ายในขณะว่ายน้ำห่างจากชายฝั่ง ตอนแรกหลายคนคิดว่าเขากำลังพายเรือแคนูสีแดง หากแต่ความจริงคือ ฉลามยักษ์ที่เต็มไปด้วยเลือดที่มาจากขาที่ฉีกขาดของเขาต่างหาก ซึ่งกว่าจะช่วยเขาก็ไม่ทันการเสียแล้ว เพราะว่าเขาขาดใจตายก่อนที่จะขึ้นชายหาดเสียอีก

แม้ว่าจะมีพยานหลายคนบอกว่าฉลามโจมตีมนุษย์ แต่ว่านักวิทยาศาสตร์ก็แจ้งเตือนประชาชนว่า ตัวการร้ายในเหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะเป็น วาฬเพชฌฆาตหรือเต่าทะเล!! จากนั้นก็มีรายงานเห็นฉลามในพื้นที่ชายหาดใกล้นิวเจอร์ซีย์มากมาย

ในวันที่ 12 กรกฎาคมเด็กอายุ 11 ปีถูกทำร้ายโดยฉลาม และลากเขาไปใต้น้ำ คนที่เห็นเหตุการณ์พยายามเข้าไปช่วย ชายคนหนึ่ง ชื่อ สแตนเลย์ ฟิชเชอร์ (Stanley Fishe) พยายามช่วยเหลือเด็ก หากแต่เขาถูกทำร้ายโดยฉลาม และเสียชีวิตจากบาดแผลและเหยื่อที่ห้ารายสุดท้ายคือเด็กหนุ่มอายุ 14 ชื่อ โจเซฟ ดันน์ (Joseph Dunn) ที่ถูกฉลามโจมตีทั้งๆ ที่เวลาพึ่งผ่านไป 30 นาที หลังจากฉลามทำร้ายสแตนเลย์ ฟิชเชอร์ แม้ว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่เขาเป็นเหยื่อเพียงหนึ่งเดียวที่รอดจนกระ ทั้ง 14 กรกฎาคม ชายคนหนึ่งชื่อไมเคิล (Michael Schleisser) ได้จับฉลามขาวที่ยาวกว่า 2.3 เมตร หนัก 147 กิโล ได้ในอ่าวราริแทน ซึ่งฉลามตัวนี้พยายามทำร้ายเขาโดยการทำให้เรือจม แต่เขาก็ได้ฆ่ามันด้วยไม้พายที่หัก เมื่อเขาเปิดกระเพาะของมันออกก็มีชิ้นส่วนศพของหญิงสาวติดมาด้วย และหลังการจับฉลามนี้ได้ ก็ไม่มีเหตุการณ์ฉลามโจมตีในชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์อีกเลย

6. The Bear of Mysore

หมีแห่งมัยซอร์ เป็นชื่อของหมีสลอทที่ดุร้าย ก้าวร้าวจนผิดปกติ และออกอาละวาดฆ่าคนตามเมืองต่างๆ ในมัยซอร์ ประเทศอินเดีย และมันฆ่าคนอย่างน้อย 12 คนซึ่งโดยปกติแล้วหมีชนิดนี้เป็นสัตว์กลัวคน และไม่ทำอันตรายต่อใคร อีกทั้งมันไม่กินเนื้อคน ซึ่งมันชอบกินแมลงปลวก ผลไม้ และน้ำผึ้งเป็นพิเศษ แต่หมีแห่งมัยซอร์กลับทำร้ายคน ทำให้หลายคนสันนิษฐานว่า อะไรที่ทำให้มันดุร้ายถึงขนาดนี้

บางคนเชื่อว่าหมีตัวนี้โกรธแค้นที่มนุษย์ขโมยลูกของมัน บางคนเชื่อว่าคู่ของมันถูกลักพาตัวไป และบางคนเชื่อว่าสาเหตุเนื่องจากมันเคยมีประสบการณ์ที่ตกเป็นของเล่นของ มนุษย์ที่ป่าเถื่อน จะด้วยเหตุผลใดก็ตามมันก็ได้เป็นเครื่องจักรนักฆ่าโดยสมบูรณ์แบบ โดยมัน จัดการฆ่ามนุษย์กว่าโหลโดยฉีกใบหน้าเหยื่อด้วยกาม และฟันของมัน (และกินชิ้นส่วนศพบางส่วน) ซึ่งเหยื่อบางคนมีชีวิตรอดหากแต่ก็พิการโดยสมบูรณ์

มันออกอาวะลาดฆ่าคนทั้งกลางวันและกลางคืน สุดท้ายมันก็ถูกฆ่าโดย เคนเน็ธแอนเดอร์สัน (Kenneth Anderson 1910-1970 นักล่าและนักเขียนชาวอินเดียที่เขียนหนังสือหลายเล่มที่เกี่ยวกับการผจญภัย ของเขาในป่าทางใต้ของอินเดีย) ซึ่งเขาได้บันทึกความทรงจำนี้ในหนังสือ Man-Eaters and Jungle Killers

5. The Beast of Gevauden

“สัตว์ร้ายแห่งเชโวดอง” เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สัตว์ทำร้ายคนที่ลึกลับกว่าอันดับทั้งหมดในรายการของ เรา โดยเหตุการณ์นี้เริ่มเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1764 -1767 ที่เมืองเชโวดอง แคว้นโอแวร์ญ ซึ่งเป็นย่านภูเขาอยู่ในทางภาคกลางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส จู่ๆ มีสัตว์ประหลาดที่ไม่รู้ว่ามันเป็นตัวอะไรกันแน่ ออกอาละวาดไล่ฆ่าผู้คนตายไปหลายราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและสตรีที่อ่อนแอ (เหยื่อรายแรกเป็นเด็กสาว เมื่อมิถุนายน 1764)

ส่วน จำนวนของ “สัตว์ร้าย” ตัวนี้มีจำนวนไม่แน่ชัดแต่คาดว่ามันน่าจะมีตัวเดียว และรูปร่างมันมีลักษณะตามคำบอกเล่าของผู้พบเห็น ไม่ตรงกันสักราย แต่ก็พอสรุปว่ามันเหมือนหมาป่าตัวโตๆ เกือบเท่ากับวัว หัวโตมาก จมูกยาวแหลมและยื่น ขนสีเทาหูสั้นและฟันใหญ่ กรงเล็บขนาดใหญ่แหลมคม (ใหญ่กว่าหมาป่าปกติ) และหางยาวดูเผินๆ แล้วมันก็ดูเหมือนป่าหมาตัวโตๆ ที่โตมาก แต่พิเศษที่ต่างจากหมาป่าทั่วไปคือ เจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้เดินได้ด้วย 2 ขาหลัง !! เหมือนมนุษย์ ไม่มีผิด (หลายฝ่ายเชื่อว่ามันน่าจะเป็นไฮยีน่าโบราณ) โดยสถานที่มันปรากฏตัวมากที่ สุดคือปศุสัตว์และทุ่งเลี้ยงสัตว์ (และป่าเขาทางเดินสัญจร) จากรายงานมี 210 คนถูกทำร้าย 113 ตกเป็นเหยื่อเสียชีวิต และ 98 ถูกกิน ทำให้หลายคนเชิญว่าเป็นเป็นปีศาจที่มาจากนรก มีนายพรานหลายรายที่พยายามที่จะล่ามันแต่สุดท้ายก็ล้มเหลวต้องกลับบ้านด้วย มือเปล่า จนกระทั้งปี 1767 นายพรานท้องถิ่นคนหนึ่งชื่อจีน ชาลเตล(Jean Chastel)ได้จัดการเป่ามันด้วยปืนคาบศิลา (บางตำนานบอกว่าใช้กระสุนเงินยิงมันและเมื่อจัดการผ่าท้อง มันก็พบศพเหยื่อ รายสุดท้ายที่มันกินด้วย) ก่อนที่นำซาก “สัตว์ร้าย” ไปสตั๊ฟและไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ก่อนที่จะนำซากนั้นไปฝัง และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา “เจ้าสัตว์ร้าย” ก็ไม่มาอาละวาดให้ผู้คนในเชโวดองอีกเลย ตลอดกาล……….

4. The Ghost and the Darknes

ผีร้ายและความมืด เป็นชื่อของสิงโตคู่กินคนที่ออกอาละวาดฆ่าคนงานก่อสร้างแรงงานทางรถไฟจากเคน ย่าไปยูกันดา ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงธันวาคม 1898 โดยหลายคนขนานนามเหตุการณ์นี้ว่า “Tsavo maneaters” มันเริ่มขึ้นเมื่อจักรวรรดิอังกฤษกำลังแผ่ขยายอำนาจไปทั่วทวีป แอฟริกา ในเดือนมีนาคม 1898 ทางการอังกฤษได้เริ่มต้นสร้างทางรถไฟข้ามแม่น้ำซาโว ในเคนย่าโครงการนี้ควบคุมโดย พ.ตท.จอห์น เฮนรี่ แพ็ตเตอร์สัน(John Henry Patterson) ในช่วงแรกพวกคนงานต้องผจญกับสัตว์ป่าที่ทำร้ายพวกเขา เนื่องจากพวกเขาสร้างทางรถไฟในเขตป่า แต่กระนั้นในเหตุการณ์เหล่านี้ก็สามารถควบคุมได้อยู่หมัด จนกระทั้งเก้า เดือนต่อมามัจจุราชที่แท้จริงก็ปรากฏ เมื่อจอห์นได้รับรายงานจากคนงานว่าพวกเขากำลังผจญหน้ากับสิงโตคู่เพศผู้ พันธุ์ซาโว (เป็นสิงโตพันธุ์หนึ่งที่มีขนาดใหญ่และมักร่วมมือสิงโตเพศเดียวกันตัวอื่น เพื่อล่าอาหาร จุดเด่นคือมันไม่มีแผงขนที่คอ) ที่มันมักลากพวกคนงาน (ส่วนมากเป็นชาวอินเดีย) จากเต้นท์ของพวกเขาในเวลากลางคืนและกลืนพวกเขาเป็นอาหารมาหลายราย คนงานพยายามป้องกันสิงโตคู่นี้โดยการทำรั้วหนามรอบๆ ค่าย แต่ก็ไม่สามารถป้องกันมัจจุราชคู่นี้ได้เลย เพราะว่ามันฉลาดพอในการแก้ปัญหานี้ โดยการคลานผ่านรั้วลวด หนาม หลายครั้งก็ทวีความรุนแรงและน่ากลัวขึ้น เพราะมันเริ่มล่าทั้งกลางคืน กลางวัน จนทำให้คนงานหวาดกลัวพวกมันอย่างมากและเรียกขานพวกมันว่าผีร้ายและความมืด

พวกมันมีเขี้ยวที่ยาวเป็นพิเศษทำให้พวกเขาไม่เชื่อว่าพวกมันไม่ใช่สิงโต แต่เป็นปีศาจร้ายที่หลุดมาจากนรก ในขณะที่บางคนเชื่อว่าสิงโตนี้เป็นร่างเกิดใหม่ของกษัตริย์โบราณของท้องถิ่น ที่พยายามขับไล่ผู้รุกรานอังกฤษ (เป็นความเชื่อของแอฟริกาตะวันออกที่เชื่อว่าสิงโตเป็นร่างกลับชาติมาเกิด ของกษัตริย์) คนงานหลายคนลังเลที่จะสร้างสะพานต่อ และบางคนหนีออกจากค่ายดีว่าจะรอเป็นเหยื่อของสิงโตปีศาจ

เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลทำให้จอห์นต้องหยุดงานทำสะพาน และเริ่มออกล่าสิงโตคู่นี้ชนิดเอาเป็นเอาตาย เขาวางกับดักและพยายามเกาะรอย ดักฆ่ามันในตอนกลางคืนจากต้นไม้ แต่กระนั้นจอห์นก็ไม่สามารถฆ่าสิงโตคู่นี้ได้เสียที จนกระทั้งเขายิงสิงโตตัวแรกได้เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 1898 (เขาใช้เวลานานถึง 9 เดือน) และสามสัปดาห์ต่อมาเขาก็ฆ่าสิงโตตัวที่สองได้ โดยสิงโตทั้งสองตัวมีขนาดใหญ่ถึง 3 เมตร (วัดจากจมูกถึงปลายหาง) นอกจากนี้จอห์นและคณะยังพบถ้ำที่เป็นที่อยู่ของมันซึ่งได้พบซากของผู้ตกเป็น เหยื่อของสิงโตจำนวนมาก มีทั้งกระดูก เสื้อผ้าและเครื่องประดับ

หลังจากที่จอห์นจัดการสิงโตทั้งคู่ได้สำเร็จ เขาก็กลับมาทำสะพานต่อจนสำเร็จลุล่วงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1899 และจอห์นได้เขียนหนังสือที่เล่าเหตุการณ์นี้ในชื่อ “The Man-Eaters of Tsavo(1907)” โดยจำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อสิงโตคู่นั้น ไม่สามารถระบุด้ชัดเจน แต่หลายคนเชื่อว่าเหยื่อน่าจะสูงถึง 135-140 คนหรือมากกว่านั้น ในปี 1924 ขนสตั๊มฟ์ของสิงโตคู่นี้ถูกขายให้พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่ชิคาโกในราคา 5,000 เหรียญสหรัฐ ในสภาพดีมาก

3. The Panar Leopard

จริงอยู่ที่เสือดาวนั้นเป็นชนิดที่มีขนาดเล็กในจำนวนสัตว์ตระกูล “แมวใหญ่” และมักไม่ทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่กว่ามัน หากแต่ที่จริงแล้วเสือดาวนั้นเป็นนักล่าเก่าแก่ที่สุดที่เรารู้จักจากการพบ ฟอสซิลกระดูกญาติๆ ของมันก็บ่บอก
ได้ว่าเจ้าแมวลายตัวนี้เคยรับประทานบรรพบุรุษของมันมากกว่าสามล้านปีที่ผ่านมา

ดังนั้นขอเพียงแค่อยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมล่ะก็แมวดำจะทำร้าย มนุษย์ทันที และเมื่อมันพบว่ามันพอใจเนื้อมนุษย์มากกว่าอาหารอื่นๆ มันจะกลายเป็นเครื่องจักรสังหารอย่างแท้จริง เหมือนในกรณีเสือดาวแห่งพานาร์ซึ่งเป็นเสือดาวกินคนที่ออกล่ากินคนในช่วง ศตวรรษที่ 20 ในอำเภอคามาออน (Kamaon) ทางภาคเหนือของอินเดีย ที่ว่ากันว่ามันฆ่าและกินคนถึง 400 คน แต่สุดท้ายวลีที่ว่า “สุดท้ายมนุษย์ก็ยังเป็นสัตว์ที่น่ากลัว” นั้นคงจะจริง เพราะเจ้าเสือดาวนั้นได้พลาดท่า ถูกกระสุนนายพรานจนได้รับบาดเจ็บ มันหนีเข้าป่าและไม่ล่ามนุษย์อีกเลย และในปั่นปลายชีวิตสุดท้ายของมันทำได้แต่เพียงหนีนักล่าที่ไล่ล่ามันเท่า นั้นและผลสุดท้ายมันก็จบชีวิตในปี 1910 โดยนักล่าในตำนานจิม คอร์เบ็ตต์ (Jim Corbett 1875-1955 นายพรานชาวอังกฤษ นักล่า นักอนุรักษ์ และนักธรรมชาติวิทยา ที่มีชื่อเสียงในการฆ่าเสือและเสือดาวกินคนในประเทศอินเดีย เขาได้เขียนหนังสือ Man-Eaters of Kumaon ที่เล่าประสบการณ์ของเขาในการล่าเสือดาวแห่งพานาร์ จนโด่งดัง และอินเดียได้ตั้งชื่อเขตอุทยานแห่งชาติในคามาออนเป็นชื่อของเขาเพื่อ เกียรติต่อเขาในปี 1957)

2. The Champawat Tigress

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ชายแดนประเทศเนปาลและเมืองคาเมออน ประเทศอินเดียและ ได้เกิดอสูรกายซึ่งเป็นเสือเบงกอลตัวหนึ่งไล่ล่าคนจำนวนมาก มันชอบซุ่มทำร้ายคนกลางป่าเขา มีชายหญิงและเด็กตกเป็นเหยื่อมากมาย หลายคนเริ่มออกมากล่าวขนานมันว่ามันเป็นปีศาจหรือสิ่งที่ลงมาจากเบื้องบน เพื่อลงโทษพวกเขา มันชื่อ “เสือร้ายแห่งซัมพาวัต” และที่น่าสนใจคือ “มันเป็นเสือตัวเมีย”

เสือร้ายแห่งซัมพาวัตได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเสือที่ฆ่าคนกว่า 436 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นการอ้างในเอกสารการเสียชีวิตของราชการเนปาลและ อินเดีย แต่กระนั้นมันก็ได้ถูกจารึกชื่อว่าเป็นสัตว์ตัวเดียวที่ฆ่ามนุษย์มากที่สุด ในโลก หลังจากที่มันฆ่าคนกว่า 200 คนในเนปาล ส่งผลทำให้ทางรายการไม่อยู่เฉย พวกเขาจัดการส่งกองทัพแห่งชาติเนปาลข้ามพรมแดนอินเดียเพื่อไปฆ่ามัน และนี้คงเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่มีการใช้ทหารจำนวน มากในการฆ่าสัตว์เพียงตัวเดียวแต่ปรากฏว่าล้มเหลวและกลายเป็นว่ามันกลับ เพิ่มชื่อเสียงให้แก่เสือตัวนี้ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น มันเพิ่มความกล้าหาญถึงขั้นข้ามพรมแดนเข้าสู่หมู่บ้านชัมพาวัต ประเทศอินเดีย มันโจมตีกลางวันแสกๆ และหากินรอบๆ หมู่บ้านจนทำให้ชาวบ้านไม่กล้าออกจากกระท่อม และพวกเขามักหวาดกลัวทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียงคำรามของมัน

จนทางการอินเดียถึงขั้นเขียนป้ายเตือนว่าจุดนี้เป็นสถานที่ของเสือแห่ง ซัมพาวัตออกมาโปรดเลี่ยงใช้เส้นทางอื่น และรัฐบาลอินเดียติดประกาศหานายพรานมือฉมังไปจัดการอย่างเร่งด่วน สุดท้ายเจ้าเสือตัวนี้ก็ถูกยิง โดยจิม คอร์เบ็ตต์ (คนเดียวกับอันดับ 3) ในปี 1911 ซึ่งการกระทำครั้งนี้ทำให้ชาวบ้านยกย่องเขาจนเปรียบเสมือนพราหมณ์ที่เบื้อง บนส่งมาโปรด (นอกจากนั้นเขายังไม่เอาเงินรางวัล)และเรื่องราวประสบการณ์เหล่านี้ได้ถูก เขียนในหนังสือ Maneaters of Kumaon (1944)

1. Gustave

จากอันดับทั้งหมดส่วนใหญ่สัตว์ที่ฆ่ามนุษย์นั้นมักพบจุดจบด้วยฝีมือ มนุษย์ทั้งสิ้นหากแต่ยกเว้นสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง มันคือ “กุสตาฟ” จระเข้แม่น้ำไนล์ ยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกาและของโลก (จระเข้เลี้ยงและใหญ่ที่สุดอยู่ในประเทศไทยยาว 6 เมตรเช่นกัน) มันอาศัย และอาละวาดคนในบริเวณแม่น้ำลูซิซิและชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลสาป แทนแกนยิกา ประเทศบุรุนดี ทวีปแอฟริกาด้วยความยาวกว่าหกเมตร (ในปี 2004 มีการประมาณว่า มันมีอายุ 60 ปี ยาวกว่า 6.1 เมตร หนักกว่า 1 ตัน จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่หลายคนขนานนามว่ามอนสเตอร์แห่งแอฟริกา รวมไปถึงมันเป็นสัตว์นักล่ากินคนด้วยมัน ได้ฆ่าคนกว่า 300 คนและอาจมากขึ้นในอนาคต เพราะจนบัดนี้มันยังคงมีชีวิต ไม่ได้หายไปไหน และไม่ได้ถูกฆ่าแต่อย่างใด และมันเป็นสัตว์ฆ่ามนุษย์เพียงตัวเดียวที่ยังเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจชีวิต อยู่ ( เหยื่อ 300 รายนั้นไม่ได้ถูกบันทึกเป็นทางการ ซึ่งอาจเป็นการกล่าวอ้างที่เกินจริงของคนพื้นเมือง)

กุสตาฟถูกตั้งชื่อโดย แพทริช เฟย์ (Patrice Faye) ชาวฝรั่งเศสที่ตั้งถิ่นฐานในบุรุนดีและพยายามที่จะจับมันตั้งแต่ปี 1998 ซึ่งเขาพยายามนำกรงเหล็กใหญ่ล่อมัน แต่จระเข้นั้นฉลาดมาก ไม่เคยหลงกลติดกับแม้แต่หนเดียว แถมมันเยาะเย้ยทีมงานของแพทริชอีก แต่กระนั้นภาพของมันก็ถูกบันทึกออกอากาศทาง PBS

พฤษภาคม 2004

ชาวบ้านในท้องถิ่นต่างบอกว่าสาเหตุที่มันล่ามนุษย์นั้น เพื่อความสนุกสนานของมันเท่านั้น หลักฐานคือเอกลักษณ์ประจำตัวมันคือเมื่อมันฆ่าเหยื่อที่เป็นมนุษย์แล้วมันจะ เหลือซากทิ้งไว้ไม่ได้กินหมดแต่อย่างใด อีกทั้งมันฉลาดมากเพราะเมื่อมันฆ่าคนแล้วมันจะหายไปอาจนานเป็นเดือนหรือเป็น ปีมันจะออกมาอีกครั้งในสถานที่แตกต่างกันเพื่อฆ่าอีกครั้ง จนไม่มีคาดการได้ว่ามันจะปรากฏที่ใด นอกจากเจ้าจระเข้นี้ยังมีความต้องการอาหารมากกว่าปกติ ถึงขั้นฆ่าช้างน้ำฮิปโปโปเตมัสตัวเต็มวัยได้ (ฮิปโปโปเตมัสเป็นสัตว์อันตรายมาก และเป็นสัตว์ที่จระเข้ไม่กล้ากินพวกมันและพยายามหลีกเลี่ยง) เกราะร่างกายของเจ้ากุสตาฟนั้นเต็มไปด้วยรอยแผลนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น มีด หอก หรือแม้กระทั้งอาวุธปืน มันสามารถเอาชีวิตได้แม้ว่าจะมีนายพรานหรือทหารติดอาวุธมาล่ามันก็ตาม และตำนานของมันได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง  Primeval (ชื่อไทย โคตรเคี่ยมสะพรึงโลก) และคลิปที่อยู่ท้ายอันดับนี้ผมแนะนำให้ทุกท่านได้ดู ถึงความยิ่งใหญ่และความน่ากลัวที่หลายคนขนานนามว่า “โครตไอ้เข้”
http://www.youtube.com/watch?v=s6u0qYUfUwc&feature=player_embedded

0. บ้านน้ำจืด


http://www.paknamlangsuan.com/forum/index.php?topic=209.0

ย้อนกลับมาในประเทศไทยที่ คลองบางมุด บ้านหนองไก่ปิ้ง ต.นาขา อ.หลังสวนจ.ชุมพร ในปี 1964 ในสมัยนั้นชาวบ้านในพื้นที่แห่งนั้นยังคงอาศัยเส้นทางน้ำเป็นสายตามประสาชาว ชนบท แต่แล้ว เมื่อจู่ๆ มีจระเข้พันธุ์ทองหลาง (จระเข้น้ำเค็มชนิดหนึ่ง) ยักษ์ขนาด 4 เมตร ออกอาละวาดทำร้ายคนริมตลิ่ง และไล่กัดเรือที่สัญจรไปมา จนชาวบ้านไม่กล้าพายเรือในแม่น้ำดังกล่าวหากไม่จำเป็น

ในเย็นวันหนึ่งของเดือนกันยายนชาวบ้านคนหนึ่งชื่อนายอุดม ลงอาบน้ำในคลองและเขาก็ถูกจระเข้ยักษ์คาบไปกินต่อหน้าต่อตาต่อหน้าชาวบ้าน นับสิบ รุ่งเช้าพบศพนายอุดม ลอยอืดขึ้นมาเขาถูกกินเฉพาะส่วนท้อง ต่อมานายอินชาวเขมรได้นำเรือเล็กเพื่อไปตัดจากเพื่อนำมามุงหลังคาบ้าน ก็ถูกจระเข้ยักษ์โจมตีเรือและคาบขาลงไปในในน้ำต่อหน้าต่อตาภรรยาของเขา รุ่งขึ้นศพนายอินลอยขึ้นมา ก็พบว่าถูกกินเฉพาะส่วนท้องเช่นเดียว ข่าวจระเข้ฆ่าคน 2 ศพได้แพร่กระจายไปทั่วจังหวัดและถูกขึ้นหัวข้อข่าวหนังสือพิมพ์และขนานนาม ว่า “ไอ้ด่างบางมุด” เนื่องจากจระเข้ยักษ์ตัวนี้มีสีดำทั้งส่วนลำตัวและส่วนหัว ยกเว้นที่คอเท่านั้นที่มีสีขาวคาดอยู่รอบลำคอจึงเป็นที่มาของชื่อของชื่อดัง กล่าว และหลายคนเชื่อว่ามันคือ “ไอ้ด่างเกยชัย” จระเข้ในตำนาน ที่เคยอาละวาดกินคนที่แม่น้ำน่าน บ้านเกยชัย จ.นครสวรรค์ (ปัจจุบันคือ ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์) เมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 และมันกลับมาอีกครั้งเพื่อแก้แค้นมนุษย์

ผลจากข่าวดังกล่าวทำให้หลายคนเดือดดานและพยายามฆ่ามันโดยใช้ระเบิดน้ำ เพื่อบังคับมันออกมา แต่กลับเป็นว่าไปเพิ่มความโกรธของมันยิ่งขึ้นไปอีก จนมันอาละวาดไล่กัดกินคนไปทั่ว ในขณะที่ทางประชาชนเร่งรัดทางราชการให้หาทางกำจัดมันให้ได้ ซึ่งมีนักล่าจากทั่วทุกสารทิศต่างมา ณ ที่แห่งนี้เพื่อจัดการมันแต่สุดท้ายก็ล้มเหลวต้องกลับบ้านด้วยมือเปล่า จนเมื่อเวลาผ่านไปชื่อเสียงของ “ไอ้ด่าง” ก็เลื่องลือไปทั่วทั้งประเทศ ความโด่งดังของมันถึงขนาดมีคณะถ่ายทำภาพยนตร์ไล่ตามพรานจระเข้เพื่อถ่ายทำ เป็นภาพยนตร์สารคดีไปทุกระยะเตรียมส่งฉายทั่วโลก สุดท้ายทางการถึงขั้นกวาดล้างครั้งใหญ่โดยฆ่าตามแหล่งที่อยู่และฆ่าจระเข้ ทุกตัวในบางมดจนสิ้น จนเจ้าด่างต้องหนีไปอาละวาดที่คลองเขาปีบ (เป็นคลองแยกไปจากคลองบางมุดจนมันถูกปราบโดยซึ่งถูกปราบได้ด้วยลูกระเบิดของ นายตำรวจ ส.อ.ห้วง พิมาน เมื่อผ่าท้องจระเข้ยักษ์ก็พบหัวกะโหลกมนุษย์ถึง 2 หัว แสดงให้เห็นว่านอกจากมันฆ่าคนสองคนแล้วมันยังกินคนอีกหลายคนด้วย

จนถึงทุกวันนี้เรื่องราวเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวบ้านคลอง บางมุดตลอดมา และในปี 2005 ก็ถูกนำมาดัดแปลงสร้างภาพยนตร์เรื่อง โคตรเพชฌฆาต (The Brutal River) กำกับโดย อนัต ยวงเงิน

ที่มา : chanaview.wordpress.com

Boo – บู น้องหมาน่ารักที่สุดในโลก


เราเชื่อว่าบรรดาสาวกคนรักสัตว์ทั้งหลาย คงรู้จักเจ้า “บู” (Boo) น้องหมาน่ารักที่สุดในโลกพันธุ์ปอมเมอเรเนียนเป็นอย่างดี  ด้วยความที่ “บู” มีหน้าตาที่น่ารัก แถมชอบแจกยิ้มตามประสาหมาๆ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลก ที่เจ้าหมา “บู” จะกลายเป็นขวัญใจของทุกคนไปโดยปริยาย

สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักเจ้าหมา “บู” วันนี้ทิชชี่จะพาย้อนไปรู้จักหน้าตา เผ่าพันธุ์ ชื่อเสียง และความน่ารักสุดๆ ของมันอีกสักครั้งคะ

“บู” (Boo) สุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนเพศผู้ ได้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ดาวดังในโลกอินเตอร์เน็ต ที่มีผู้คนจากทั่วโลกให้ความสนใจ พร้อมยกย่องตั้งฉายาให้เจ้าบูว่าเป็น “สุนัขที่น่ารักที่สุดในโลก” ล่าสุดจำนวนคนที่เข้ามาคลิกติดตามหน้าเฟซบุ๊กของเจ้าบู มีมากถึง 16 ล้านรายโดยประมาณ

สตรีที่ใช้นามแฝงว่า “เจ.เอช. ลี” เจ้าของ “บู” เปิดเผยถึงที่มาของโพสต์รูป “บู” ลงในเฟซบุ๊กว่าเริ่มต้นขึ้นครั้งแรกช่วงฤดูใบไม้ผลิ พ.ศ.2552 โดยแค่อยากทำเล่นสนุกๆ ในกลุ่มเพื่อน เพราะพาเจ้าบูไปตัดขนแล้วจึงถ่ายรูปมาโพสต์เอาไว้ แต่จากนั้นก็มีคนเข้ามาติดตามถล่มทลาย

ปัจจุบัน บูมีอายุ 6 ปี มีดารานักร้องชาวอเมริกันเข้ามาคลิกติดตามแฟนเพจของเจ้าบู อาทิ แคชช่า และดาราสาวไฮโซโคลอี้ คาร์เดเชียน

สำหรับคนที่รักสัตว์อยากตามไปอัพเดตความน่ารักของเจ้า “บู” ก็ตามทิชชี่ไปส่องได้ที่https://www.facebook.com/Boo นะค่ะ  คุณจะได้รู้ว่าความน่ารักสดใสของเจ้าหมา “บู” มันมีมากขนาดไหน ^^

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบ : http://www.dailymail.co.uk, https://www.facebook.com/Boo

ที่มา: women.sanook.com/13482/บู-น้องหมาน่ารักที่สุดในโลก/