Strawberry Food Art สำหรับรักสตรอว์เบอร์รี่ ภาพอาหารสวยๆ จากเมืองนอก


Strawberry Food  Nutella Strawberry Tart & Giveaway
Strawberries with Pink sprinkles

6a0a129b8162a221ab02fcc29fa054a7.jpg

83fd1408d97066bd90e1302339470bea.jpg

e29d32df4a81fb5892884e1a9124fe2d.jpg

6b65cfc9ef84f5e2e78fdd7f1a6627c0.jpg

06be7276bc5fc23c17fb3ef303ca345f.jpg

58bab106cda004af325ac79e3bbad528.jpg

59cfa42963eb43cc88e6ac69cc05b763.jpg

90dba6e7892904f3fb4f7c54be59d62c.jpg

656cd5ee998188eb911b9ce42d1169db.jpg

866b53ea0725427927b67c57388e08fd.jpg

0578700a2b75a347821ece30a6155854.jpg

d88e6f8f6c67711a95f847d128aed006.jpg

dbeee629fa47cb405f97e222747f28e0.jpg

e437b84f36873cd33e499e45484343d2.jpg

eb421d8162ddf80248e16d82abcb1011.jpg

f2db9e0d59776cceb3e8013fd80fbbb1.jpg

f1959f922c5e9854920fa23089c10a8b.jpg

fa1328e72ed9b006a5124dc68c6d6c0f.jpg

1400682_823498951080390_1216968516428187562_o.jpg

10378220_823498771080408_7171011751506497097_n.jpg

10518837_823498677747084_8499603548131981244_n.jpg

10612880_823498431080442_6140944451690613844_n.jpg

 

ที่มา : enjoylike.com

10 เคล็ดลับรักษาหุ่นให้สวย หลังการไดเอท ไม่โยโย่แน่!!


diet

คุณก็ยังคงมีความรู้สึกกังวลอยู่ใช่ไหมล่ะค่ะ ว่าจะรักษาหุ่นสวยๆ แบบนี้อย่างไร ให้สามารถอยู่คงทนต่อไปได้โดยที่ไม่ต้องกลับมาอ้วนอีก แน่นอนค่ะ ในเมื่อคุณอุตส่าห์ทุ่มทั้งแรงกายและแรงใจมาอย่างมากมายในการลดน้ำหนักครั้งนี้ เพื่อให้ได้รูปร่างและหุ่นสวยตามที่ต้องการ ถ้าหากว่าต้องกลับไปเป็นหุ่นแบบเดิมอีกก็คงไม่ดีแน่แท้ ดังนั้นแล้วในวันนี้เราจึงนำเคล็ดลับเพื่อหลังการได้เอทให้หุ่นสวยๆ อยู่คู่กับสาวๆ ตลอดไป มาแนะนำกันค่ะ

1. เดินออกกำลังกาย

โรคอ้วนนั้นกำลังแพร่ระบาดไปทั่วประเทศไทย และก็มีแนวโน้มว่าจะแพร่ระบาดหนักขึ้นไปอีกในทศวรรษหน้านี้ การใช้เวลาในแต่ละวันซักประมาณ 20 นาที สำหรับเดินออกกำลังกาย จะช่วยทำให้ร่างกายของคุณได้มีกิจกรรมมากขึ้น หรือการเดินออกกำลังกายจำนวนวันละ 2,000 ก้าว ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่คุณจะต้องทำเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักกลับเพิ่มขึ้นมาอีก ถ้าอยากจะรู้ว่า คุณได้เดินออกกำลังกายไปกี่ก้าวแล้ว ก็ให้ลองใช้อุปกรณ์ช่วยอย่างเครื่อง Pedometer หรือมาตรวัดจำนวนก้าวติดเอาไว้ที่เข็มขัด จากนั้นก็ออกเดินไปได้เลย ไม่ว่าคุณจะไปไหนก็ตาม ตั้งแต่การจูงสุนัขออกไปเดินเล่น หรือจะออกไปเดินซื้อของแถวๆ บ้าน คุณก็สามารถดูจำนวนก้าวได้จากเครื่องนี้แหละค่ะ

2. กินแอปเปิล แบบเจ้าหญิงสโนว์ไวท์

สารอาหารที่อยู่ในแอปเปิลนั้น มีปริมาณของวิตามิซีมากถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดเลยค่ะ เป็นปริมาณที่ร่างกายควรจะได้รับในแต่ละวันเชียวนะ ถ้าวันไหนขาดผลไม้ ลองเป็นน้ำผลไม้อย่างมาลีไลท์ก็ได้ เป็นสูตรไม่มีน้ำตาล ให้พลังงานแค่ 30 แคล ที่สำคัญถ้าจะดื่มน้ำผลไม้ ต้องเป็นน้ำผลไม้แท้ด้วยนะ ช่วยให้ร่างกายดูดซึมนำไปใช้งานได้รวดเร็วขึ้น เพื่อที่จะนำไปใช้ในการเสริมสร้างให้ร่างกายทุกส่วนมีสุขภาพที่ดี โดยทั่วไปแล้ว ถึงแอปเปิลจะอุดมไปด้วยวิตามินซี และสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยลดอัตราความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือด โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง จากการไดเอท เราก็อยากจะขอแนะนำให้คุณลองรับประทานแอปเปิล หรือผลไม้อื่นๆ จำนวนวันละ สองสามลูก หรือจะรับประทานมากกว่านั้นก็ได้ ดูสิคะ

3. Say No ไขมันแปรรูป

ไขมันแปรรูปนั้นก็แย่พอๆ กับไขมันอิ่มตัวนั่นแหล่ะ เพราะว่าไขมันแปรรูปจะทำให้ระดับของคอเลสเตอรอลโดยรวม และระดับของโปรตีนไลปิดความหนาแน่นต่ำ (LDL) ซึ่งเป็นการเพิ่มระดับของคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีให้สูงมากขึ้น แล้วก็ไปลดระดับของโปรตีนไลปิดความหนาแน่นสูง (HDL) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายให้ลดน้อยลง การบริโภคไขมันแปรรูปอาจจะส่งผลในการขัดขวางการดูดซึมของไขมันที่ดีต่อสุขภาพที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโต และการทำงานของอวัยวะต่างๆ สำคัญของร่างกายได้

4. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ้าง

ที่อนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นี้ หมายถึงว่าแค่ให้ดื่มจำนวนวันละหนึ่งถึงสองแก้ว สำหรับผู้ชาย และดื่มจำนวนวันละหนึ่งแก้ว สำหรับผู้หญิง ถ้าหากดื่มปริมาณที่มากจนเกินไปก็จะยิ่งไปเพิ่มอัตราความเสี่ยงที่คุณจะเสพติดสารแอลกอฮอล์ได้ ซึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้คุณเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็งเต้านม โรคอ้วน โรคหลอดเลือดสมองตีบ และก็ยังมีอัตราการเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย และอัตราการประสบอุบัติเหตุอีกด้วยนะ

5. รับประทานวิตามินเสริม

จากการค้นคว้าวิจัยของ Journal of Nutrition (วารสารเกี่ยวกับโภชนาการ) พบว่าการรับประทานวิตามินรวมทุกๆ วันสามารถช่วยลดอัตราความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการกำเริบของโรคหัวใจในครั้งแรก ทั้งในเพศชายและเพศหญิง ซึ่งผู้เขียนรายงานการค้นคว้าวิจัย มีความคิดว่าน่าจะเป็นผลมาจากวิตามินบีที่พบอยู่ในวิตามินรวม เช่นเดียวกัน กับวิตามินซีและวิตามินอีที่ทำหน้าที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ ส่วนแร่ธาตุอย่างซีลีเนียมและเบต้าแคโรทีนนั้น วิตามินเสริมเหล่านี้ไม่สามารถที่จะไปทดแทนคุณค่าอาหารที่คุณได้จากอาหารปกติได้เลย แต่มันก็ยังสามารถช่วยปกป้องโครงสร้างพื้นฐานของร่างกายได้

6. ลดการรับประทานเกลือลงหน่อย

สำหรับคนที่ชอบเติมเกลือเพิ่มลงไปในอาหาร การที่ร่างกายได้รับปริมาณของโซเดียมที่มากจนเกินไป จะส่งผลเสียต่อร่างกายทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ โดยชาวไทยจำนวนมากกว่า 12 ล้านคน หรือเท่ากับจำนวนหนึ่งในห้าของทั้งประเทศ มีความดันโลหิตสูง โดยจำนวนหนึ่งในสามของคนเหล่านี้ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังเป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งโรคความดันโลหิตสูงนั้น เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคไต และโรคหลอดเลือดสมองตีบอีกด้วย แล้วแบบนี้ คุณก็ควรจะใช้เครื่องปรุงอื่นๆ แทนการใช้เกลือปรุงรสอาหารจะดีกว่านะคะ

7. จำเอาไว้ให้ขึ้นใจว่า สีน้ำตาลย่อมดีกว่าสีขาวนะ

แป้งโฮลวีตนั้น มีปริมาณของสารอาหารและเส้นใยอาหารมากกว่าแป้งขัดสีค่ะ ลองเปลี่ยนมารับประทานขนมปังโฮลวีตแทน การรับประทานขนมปังขาว และรับประทานข้าวกล้องแทนการรับประทานข้าวขาวจะดีกว่านะคะ ซึ่งข้าวโพดคั่วและข้าวโอ๊ตบดหยาบ ก็ถือว่าเป็นธัญพืชเช่นกันค่ะ

8. รับประทานโยเกิร์ต

เป็นที่รู้ๆ กันนะคะว่า ธาตุแคลเซียมในโยเกิร์ตนั้น จะช่วยทำให้เสริมสร้างกระดูกให้มีความแข็งแรง แต่จริงๆ แล้วมีเหตุผลที่มากกว่าการรับประทานโยเกิร์ตเพื่อสุขภาพของกระดูกค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้ในโยเกิร์ตบางยี่ห้อก็ยังมี Inulin ซึ่งเป็นไฟเบอร์คล้ายๆ กับคาร์โบไฮเดรต ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สามารถพบได้ในผักและผลไม้ ซึ่ง Inulin นี้จะไปช่วยเพิ่มการทำงานให้กับเซลล์ที่มีชีวิต และช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในระบบย่อยอาหาร และที่สำคัญอย่างยิ่งคือเป็นผู้ช่วยในการดูดซึมธาตุแคลเซียมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

9. ห่ออาหารกลับบ้านสิ

เดี๋ยวนี้อาหารต่างๆ หรือ Fast Food มีขนาดจานที่ใหญ่ขึ้นมากจริงๆ และในบางคน ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะรับประทานให้หมดจาน ดังนั้นแล้ว เมื่อคุณสั่งอาหารแล้ว ให้คุณขอแบ่งอาหารซักครึ่งหนึ่งนำไปใส่กล่องเพื่อกลับบ้าน แทนสิ เพื่อที่คุณจะสามารถเก็บเอาไปไว้รับประทานในวันต่อไปได้ด้วย จะได้ช่วยให้คุณประหยัดค่าอาหาร อีกทั้งยังจะช่วยให้คุณมีรูปร่างที่สมส่วนด้วยไงล่ะคะ

10. ดื่มน้ำให้มากๆ

น้ำนั้นมีความสำคัญต่อกระบวนการเผาผลาญทั้งหมดในร่างกายของเรา น้ำช่วยในการย่อยไขมัน ซึ่งจะทำให้มีน้ำหนักตัวที่ลดลง และยังจะช่วยทำให้ผิวพรรณแลดูผ่องใสอีกด้วย เคล็ดลับที่สำคัญก็คือ ควรจะดื่มน้ำปริมาณ 200 มิลลิลิตร ต่อแก้ว จำนวนวันละ 8-10 แก้ว หรือถ้าคุณรับประทานผักและผลไม้ที่มีส่วนประกอบของน้ำอยู่ด้วย ก็จะสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของน้ำในร่างกายของเราได้เหมือนกันค่ะ

เพียงเคล็ดลับทั้ง 10 ข้อนี้ ก็สามารถช่วยทำให้คุณมีหุ่นสวยได้โดยไม่ต้องกังวลว่า ความอ้วนของคุณจะกลับมากวนใจคุณอีกแล้วล่ะค่ะ

ที่มา: shape.in.th

เตือนภัยระวัง! 15 อาหารใกล้ตัว [สุขภาพ]


เตือนภัยระวัง! 15 อาหารใ

1. ขนมปังปี๊บ วางขายทั่วไปตั้งแต่ร้านโชห่วยจนถึงซูเปอร์สโตร์เลยทีเดียว หลายคนชะล่าใจว่าวางขายในห้างแล้วจะปลอดภัยกว่าร้านขายของชำ จะบอกว่าวางขายที่ไหนก็ไม่ปลอดภัยทั้งนั้น เพราะกระบวนการผลิตขนมปังบรรจุปี๊บบางแห่งไม่มีคุณภาพ แถมบางรสอย่างเช่น ไส้สับปะรด แท้จริงแล้วผู้ผลิตบางเจ้าใช้มันแกวหรือพืชอื่นๆ กวนใส่น้ำตาลแทนสัปปะรดจริงแล้วใส่กลิ่นกับแกนสัปปะรดไปนิดหน่อย เพื่อลดต้นทุนอย่างน่าเกลียด
2. เชอรี่บนขนมเค้กราคาถูกตามตลาดสด เชอรี่สีแดงสีเขียว วางประดับเหนือครีมสีขาวบนขนมเค้ก เราเห็นทั่วไปตั้งแต่ร้านเบเกอรี่จนถึงร้านขายของชำที่ชอบรับมาขายจากแหล่ง ที่บางครั้งก็ไม่ระบุที่มา หากเป็นเชอรี่เชื่อมของจริงผลจะมีสีแดงเข้ม รสชาดหวานอมเปรี้ยวจากผลไม้แท้ๆ แต่บางเจ้ากลับนำมะเขือเปาะฟอกสีจนใสเป็นวุ้น แล้วย้อมสีแดง ซึ่งก็คือผงฟอกสีทำให้เกิดภาวะเสื่อมในไตขนมหวานของหวานบางอย่างที่ไม่น่าเชื่อว่ายังจะใช้สารฟอกสีไปทำไม แต่ก็ใช้ไปแล้ว ก็อย่างเช่น มะม่วงกวน (แผ่นใสๆ) หรือยอดมะพร้าวขาวๆ ฉะนั้นต้องดูให้ดี
3. ซูชิในตลาดนัด อาหารพื้นๆ สัญชาติญี่ปุ่น แต่ดันมาขายดิบขายดีในเมืองไทย และเมื่อแพร่ขยายมาถึงตลาดนัด ซึ่งผู้ขายจะนำมาจากแหล่งผลิตใด วัตถุดิบคืออะไร ก็ไม่มีใครทราบ แต่พอถึงเวลาขายก็เอาออกจากกล่องพลาสติกมาวางกลางอากาศร้อนๆ แถมในตลาดนัดรู้กันอยู่ว่าเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค เมื่อของสดบวกกับความร้อนและเชื้อแบคทีเรียในอากาศ ผู้ที่ซื้อไปรับประทานก็จะมีอาการท้องร่วงท้องเสียตามมา
4. เอแคลร์-ลูกชุบ หรือขนมอะไรที่ต้องมีการปั้นๆ ถูๆ ต้องพึงระวังสุขอนามัย รวมถึงสีที่ใช้ซึ่งหลายเจ้าไม่ได้ใช้สีผสมอาหาร ใครทานเข้าไปก็เตรียมใจรับสารตะกั่ว ควรซื้อกับร้านค้าที่รู้จักหรือมีชื่อเสียงเท่านั้น
5. ลูกอมสีประหลาด ขึ้นชื่อว่าลูกอมก็ไม่ใช่ของที่น่ารับประทาน เพราะรู้กันมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าทานมากก็ทำให้ฟันผุและมีน้ำตาลสูง แต่ถ้าเจอลูกอมสีแปลกๆ เช่น ฟ้า เขียว ม่วง สีจัดๆ สีเหล่านี้พ่อค้าแม่ค้าชอบนำมาขายเพราะเก็บไว้นาน สีไม่ซีด แต่อันตรายจากสีในลูกอมนั้นเต็มไปด้วยสารตะกั่วและโลหะหนัก ….แต่ทางที่ดีที่สุด หลีกเลี่ยงลูกอมทุกสี ทุกรส เพือ่สุขภาพที่ดีของปากและฟันเป็นดีที่สุด
6. อาหารทะเลปลายฤดูร้อน ผู้หลักผู้ใหญ่เคยบอกไว้ว่าช่วงปลายหน้าร้อนเข้าหน้าฝนอย่าหาของทะเลกิน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะสภาพอากาศที่มีฝนแรกตกชะฝุ่นบนพื้นดินลงทะเล ซึ่งสัตว์ทะเลจะกินฝุ่นดินนี้เข้าไป ก็จะทำให้มีเชื้อไวรัส แบคทีเรีย มากกว่าปากติ ฉะนั้นโอกาสท้องเสียจึงมีสูง หากจะทานก็ควรล้างน้ำเกลือให้สะอาด เพื่อชะล้างฝุ่นดินโคลนออกเสีย
7.อาหารสำเร็จรูปไมโครเวฟ อาหารแพ็คสำเร็จรูปเดี๋ยวนี้มีวางขายหลากหลายยี่ห้อ ตอบสนองพฤติกรรมการกินของคนรุ่นใหม่ที่รีบเร่งและเน้นสะดวก หลายคนยังมีแก่ใจห่วงใยสิ่งแวดล้อม ยอมเอาบรรจุภัณฑ์พลาสติกใส่อาหารล้างสะอาดเก็บไว้ใช้ต่อ แต่พลาสติกชนิดนี้ไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนำกลับเข้าไมโครเวฟมากกว่า 1 ครั้ง เพราะเคมีในพลาสติกจะซึมสลายปะปนกับอาหาร สะสมในร่างกาย
8. โยเกิร์ตตามซูเปอร์มาร์เก็ต จะมาเดี่ยวๆ หรือมาเป็นแพ็ค แต่สังเกตกันบ้างหรือไม่ว่าโยเกิร์ตสมัยนี้ทำไมจึงผลิตออกมาได้มากมาย หลายรส หลายกลิ่น และทำไมหลายคนกินแล้วมีแต่อ้วนขึ้น! ก็เพราะผู้ผลิตบางเจ้าเติมแป้งลงไปเพื่อให้ได้ปริมาณและความข้น ขณะที่ผลไม้เชื่อมที่ใช้ก็ถูกสลายเกลือแร่และวิตามินซีไปนานแล้ว สิ่งที่ได้คือแป้งแต่งกลิ่นนมเปรี้ยว เติมสีและรสสังเคราะห์ ทำให้โยเกิร์ตมีราคาถูกนั่นเอง วิธีทดสอบง่ายๆ ลองหยดทิงเจอร์ไอโอดีนตามการทดลองวิทยาศาสตร์ตอนเด็กๆ ดู หากเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน แปลว่าคุณเจอโยเกิร์ตแป้งเข้าแล้ว

การทานโยเกิร์ตให้ได้รับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์จากนม จึงควรเลือกแบบโฮมเมด มีรสและกลิ่นตามธรรมชาติของนม และรสธรรมชาติทานคู่กับผลไม้สด เมล็ดธัญญาหาร หรือน้ำผึ้ง จะได้รับประโยชน์เต็มๆ กว่า
9. น้ำปลาเปิดขวดแล้ว ควรมีอายุการใช้ไม่เกิน 1 เดือน เพื่อป้องกันการวางไข่ของแมลงวัน และเชื้อโรคตามอากาศที่ปะปนอยู่ในขวด
10. ขวดซอสมะเขือเทศ ซอสพริก ที่เปิดใช้แล้ว แม้จะเก็บไว้อย่างดีในตู้เย็น แต่หากเปิดใช้เหลือเกินกว่าวันที่ฉลากระบุ ก็ต้องจัดการทิ้งถังขยะ เพราะเชื้อราตามคอขวดซอสเหล่านี้ เติบโตเร็ว
11. กระดาษหนังสือพิมพ์ แม้จะมีการลดจำนวนการใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ในการห่ออาหาร แต่บางครั้งเราก็ยังเห็นแม่ค้านำมาห่อผักสด เข่งปลา วางจำหน่ายอยู่ทั่วไป สารพิษจากหมึกจะปนเปื้อนในอาหารได้ ควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะนำไปห่อผักแช่ตู้เย็น
12. อาหารกระป๋อง ถ้าใช้ไม่หมดควรเอาออกจากกระป๋องใส่ภาชนะอื่นแช่ตู้เย็น เพราะอากาศจะเร่งปฏิกิริยาให้อาหารปนเปื้อนสารจากกระป๋องได้ง่าย
13. ฟองน้ำล้างจาน ตามท่อ หรืออ่างล้างจาน เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค ในฟองน้ำล้างจานก็เช่นกัน หากนำกลับมาใช้ซ้ำหลายๆ ครั้ง แบคทีเรียที่มีน้ำยาผสมน้ำทิ้งไว้จึงไม่ควรทิ้งไว้นานเกิน 1 ชั่วโมง หากต้องการกำจัดเบื้องต้น ก็มีเคล็ดลับง่ายๆ โดยนำฟองน้ำล้างจานไปแช่ในน้ำส้มสายชู แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ก็จะช่วยลดจำนวนแบคทีเรียที่อาจปะปนกับจานชามของเราได้ส่วนหนึ่ง….น่ากลัว จริงๆ นะ
14. อาหารหมักดอง ใครที่ชอบทานอาหารหมักดองเป็นประจำต้องระวังให้ดี เชื้อไวรัสในอาหารหมักดองมีฤทธิ์มากพอที่จะทำลายกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะอาหารหมักดองที่ขายตามตลาด เช่น ผักกาดดองในกะละมังโรงงานบางแห่งจะมีกระบวนการผลิตที่ไม่สะอาด (โดยใช้คนลงไปนวดผักในอ่างดอง โดยที่เราไม่แน่ใจว่าคนนั้นๆ มีโรคติดต่อหรือไม่) หากจะนำผักกาดดองไปปรุงอาหาร ควรเลือกผักกาดดองกระป๋อง หรือบรรจุซองที่ซีลแน่นหนา สะอาด ไม่รั่ว ไม่บุบ ไม่แตก
15. เบียร์สด บางคนอาจคิดไม่ถึง แต่เบียร์สดจะมีกรรมวิธีการผลิตแตกต่างจากเบียร์บรรจุขวด นั่นก็คือเบียร์สดจะไม่ถูกกรองยีสต์ที่ตายแล้ว ก็อาจจะทำให้ได้รับซากยีสต์จากการดื่มด้วย ซึ่งต้องระมัดระวังหากใครมีปัญหาเรื่องภูมิต้านทานแบคทีเรีย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.sanook.com/25-01-2010

ที่มา: blog.eduzones.com/moobo/133934

30 อาหารที่คุณอาจคิดว่า พลังงานไม่น่าถึง 200 แคลอรี่!


 

 

ใครเป็นคนที่ห่วงใยสุขภาพบ้าง.. ยกมือขึ้น !! ^ ^ และมีใครที่อยากรู้บ้างคะ ว่าอาหารชนิดไหนมีแคลอรี่ ไม่เกิน 200 แคลอรี่บ้าง.. เห็นเล็กๆอย่างนี้ แคลอรี่ก็เยอะพอควรเลยนะ เรามาดูกันดีกว่าว่า มีอาหารชนิดไหนที่เราทานกันเป็นประจำบ้าง จะได้ระวังกันตั้งแต่เนิ่นๆเนอะ !! …

 

  1. แอปเปิล     385 กรัม = 200 แคลอรี่

  2. ชีสเบอร์เกอร์     75 กรัม = 200 แคลอรี่

  3. ถั่วดำ     186 กรัม = 200 แคลอรี่

  4. ลูกอมครีม     50 กรัม = 200 แคลอรี่

  5. กะหล่ำดอก     588 กรัม = 200 แคลอรี่

  6. โดนัท     52 กรัม = 200 แคลอรี่

  7. ขนมปังฝรั่งเศส     72 กรัม = 200 แคลอรี่

  8. อะโวคาโด     125 กรัม = 200 แคลอรี่

  9. ข้าวโพด     308 กรัม = 200 แคลอรี่

  10. แครอท     570 กรัม = 200 แคลอรี่

  11. ผักชีฝรั่ง     1425 กรัม = 200 แคลอรี่

  12. โคคาโคล่า     496 มล. = 200 แคลอรี่

  13. ข้าวเกรียบ     41 กรัม = 200 แคลอรี่

  14. แอปริคอตแห้ง     83 กรัม = 200 แคลอรี่

  15.  มันฝรั่งทอด     73 กรัม = 200 แคลอรี่

  16. เบคอนทอด     34 กรัม = 200 แคลอรี่

  17.  องุ่น     290 กรัม = 200 แคลอรี่

  18. แพ็คเก็ตน้ำตาล     50 กรัม = 200 แคลอรี่

  19. เยลลี่รูปหมี     51 กรัม = 200 แคลอรี่

  20. ช็อคโกแลต     36 กรัม = 200 แคลอรี่

  21. แตงไทย     553 กรัม = 200 แคลอรี่

  22. ฮอทดอก     66 กรัม = 200 แคลอรี่

  23. ซอสมะเขือเทศ     226 กรัม = 200 แคลอรี่

  24. นกกีวี     328 กรัม = 200 แคลอรี่

  25. ช็อคโกแลต     40 กรัม = 200 แคลอรี่

  26. หัวหอม     475 กรัม = 200 แคลอรี่

  27. ไก่งวงรมควันหั่น     204 กรัม = 200 แคลอรี่

  28. ไข่     150 กรัม = 200 แคลอรี่

  29. อมยิ้ม     68 กรัม = 200 แคลอรี่

  30. นมสด     333 มล. = 200 แคลอรี่

วิธีดูอาการเป็นมะเร็งเบื้องต้น 14 ชนิด..


 

สวัสดีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ วันนี้น้องหมูหัน MoohunDesign มีเกล็ดความรู้เกี่ยวกับสุขภาพมาฝากกันจ้า.. เพื่อนๆคงเคยได้ยินเกี่ยวกับโรคมะเร็งกันใช่มั๊ยคะ โรคนี้เป็นกันโดยไม่รู้ตัวก็มีเยอะแยะ กว่าจะแสดงอาการออกมาก็เป็นกันไปถึงขั้นที่เรียกว่าหมดทางรักษากันแล้ว ดังนั้น เรามาสังเกตุกันตั้งแต่ต้นดีกว่า ว่าคนที่มีลักษณะแบบไหนถึงจะเรียกว่าเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็ง.. ไปดูกันเลย

 

วิธีดูอาการเป็นมะเร็ง 14 ชนิด

# วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของการเกิดมะเร็งชนิดต่างๆของร่างกาย

1. มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้งๆที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณอาการเจ็บปวดและ มีเลือดออกหลังจากมีเพศ สัมพันธ์หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นการตรวจโดยขูด เนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ ได้

2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อง

3. มะเร็งรังไข่ อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง

4. มะเร็งในเม็ดเลือด(ลูคีเมีย) อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียวหรือมี เลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาการปวดตาม ข้อต่างๆทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้าน ซ้ายของช่องท้อง

5. มะเร็งปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำ หนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บ หน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

6. มะเร็งตับ อาการปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด

7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ

8. มะเร็งสมอง อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่นมีอาการชาและเป็น อัมพาตชั่วคราวควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มี อาการ เหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย

9. มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากกา
รกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำหรือ เป็นเวลานาน

10.มะเร็งในลำคอ อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบากหรือมีการขยายตัวของต่อมใน ลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึก ได้

11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อย บ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ

12. มะเร็งทรวงอก อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนา ขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิด ขึ้น ที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียก ว่าซีสต์ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไร กัน แน่

13. มะเร็งลำไส้ อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติ มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ

** ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใช้ กระดาษ ทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคืออาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่น คือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้

14.มะเร็งต่อมน้ำเหลืองอาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ ได้ เกิดอาการติดเชื้อในบาง ส่วนของร่างกาย
# มะเร็งผิวหนังอาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็น เวลานานตลอดจนไฝ หรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา ( Melanoma ) คือ เนื้อ งอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ดทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติ

วิธีดูอาการเป็นมะเร็งเบื้องต้น 14 ชนิด..

วิธีดูอาการเป็นมะเร็งเบื้องต้น 14 ชนิด..