สุดยอดแห่งความเหมือน 36 สแตนด์อินจากหนังดัง ที่เหมือนจนแทบแยกไม่ออก


หลายคนคงจะคุ้น ๆ กับนักแสดงแทน หรือสแตนด์อิน ที่ผู้กำกับภาพยนตร์จะใช้เล่นแทนนักแสดงจริงในฉากที่ต้องเสี่ยงอันตราย วันนี้เรามีภาพของเหล่านักแสดงแทนที่บางคนดูแล้วเหมือนจนแทบแยกไม่ออก มาดูกันเลยค่ะ

ที่มา – http://www.buzzfeed.com

1. Gerard Butler

2. Quvenzhané Wallis

3. The Rock

4. Shailene Woodley

5. Taylor Lautner

6. Andrew Garfield + William Spencer

7. Chris Evans

8. Tom Hardy

9. Brad Pitt + Rick English

10. Daniel Radcliffe

11. Rupert Grint

12. Emma Watson

แก้ไขข้อความเมื่อ

8 ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

13. John Travolta
14. Zooey Deschanel

15. Shia LaBeouf

16. Johnny Depp + Tony Angelotti

17. Kate Beckinsale

18. Tom Cruise

19. Patrick Dempsey

20. Lena Dunham

21. Daniel Craig

22. Alexander Skarsgard แอร๊ยยยย รักทั้งคู่ สามีขาาา คืนนี้พาน้องสแตนด์อินกลับบ้านด้วยนะเคอะ

23. Robert Pattinson

24. Chris Hemsworth

แก้ไขข้อความเมื่อ

ความคิดเห็นที่ 2

่jack sparrow แต่งพลางหน้าด้วยแล้ว ยังกะส่องกระจกเลย เหมือนเป๊ะ
ของไทยในหนังในละครฝาแฝด น่าจะมีโชว์ตัวบ้างนะคะ อยากเห็นจัง

ความคิดเห็นที่ 3

25. Will Arnett and Amy Poehler
26. Kevin Bacon

27. Megan Fox

28. Ginnifer Goodwin

29. Jared Padalecki

30. Angelina Jolie

31. Christian Slater

32. Kate Winslet

33. Abbie Cornish

34. Mark Ruffalo

35. Liam Neeson

36. And all the Bruces.

ความคิดเห็นที่ 4

อันนี้แถมค่ะ

Jennifer Garner + Shanna Duggins

Julie Newmar

Sean Connery + Alf Joint //  “Goldfinger”

Chandler Riggs

Patrick Dempsey

Carrie Fisher + Sandi Gross // “Star Wars: Episode VI – Return of the Jedi”

Harrison Ford

Jennifer Lopez กับ สตั๊นท์ผู้ชายที่แต่งเป็นตัวเธอ !!

Natalie Portman + Sarah Lane

Cameron Diaz

Sacha Baron Cohen

Anne Hathaway

Christian Bale and Tom Hardy + Bobby Holland Hanton and Buster Reeves

Uma Thurman + Zoe Bell

หนังฟอร์มยักษ์ 13 เรื่องที่ทำเงินสูงสุดและทรงอิทธิพลมากที่สุดแห่งยุคปัจจุบัน


The Dark Knight 
ใครว่าประเด็นหนัก ๆ จะอยู่ในหนังแมสไม่ได้

 

“มันคงเป็นเรื่องน่าเศร้าถ้าหนังเนื้อหาจริงจังกลายเป็นหนังเล็กมาก และหนังฟอร์มยักษ์ถูกสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงโดยไม่มีสาระอะไรเลย แต่สิ่งที่โนแลนพิสูจน์ให้เห็นก็คือ เราสามารถสร้างหนังฟอร์มยักษ์ ที่ทั้งระทึกขวัญและให้ความบันเทิง แถมมีสาระเกี่ยวกับโลกที่เราอาศัยอยู่” คำกล่าวยกย่อง The Dark Knight โดย ‘แซม เมนเดส‘ ผู้กำกับ Skyfall ซึ่งแสดงให้เห็นอิทธิพลของหนังเรื่องนี้ที่มีต่อหนังปีต่อ ๆ มา

เขายังเสริมอีกว่า “ถ้าไม่มี The Dark Knight แล้ว มันอาจเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำหนังฟอร์มยักษ์เนื้อหาจริงจัง เพราะผู้คนก็จะเอาแต่พูดว่า ‘มันมีด้านมืดมากเกินไป ใครจะไปอยากดู’ แต่เมื่อเรายก The Dark Knight เป็นตัวอย่างแล้วบอกว่า ‘ดูนั่นสิ หนังที่มีด้านมืดกว่า และทำเงินได้เป็นพันล้าน’ มันช่วยได้อย่างมาก ทั้งยังบอกอีกด้วยว่า มันมีความเป็นไปได้ที่จะสร้างหนังที่มีด้านมืดมาก แต่ผู้คนก็ยังไปชมกัน”

เรายังอ้างอิงความเห็นของ ‘แกเร็ธ เอ็ดเวิร์ด‘ ผู้กำกับ Godzilla ที่ช่วยยืนยันเรื่องสตูดิโอได้จากการที่เขาพอใจมากที่ The Dark Knight ประสบความสำเร็จ โดยเขาให้ความเห็นว่า “เพราะสตูดิโอไม่สามารถดูแคลนผู้ชมได้อีกต่อไป” จะเห็นว่างานของสตูดิโอ Warner Bros. อย่างเช่น Godzilla ก็มาพร้อมเนื้อหาที่หนักขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงแค่หนังสัตว์ประหลาดถล่มโลกสร้างความระทึกขวัญแต่เพียงอย่างเดียว

“ผมอ้างอิงถึง The Dark Knight ตลอดเวลาที่ถ่ายทำหนังเรื่อง Apes รูเพิร์ท ไวแอตต์ยังเสริมอีกว่า “เพราะโนแลนเนี่ยแหละที่ทำให้สตูดิโอต่าง ๆ เปิดโอกาสให้ผู้กำกับได้แสดงความสามารถในการสร้างปมตัวละครในหนังฟอร์มยักษ์” ดังนั้นเราจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมหนังจักรวาลวานรถึงมาพร้อมเนื้อหาที่เข้มข้นหม่นหมองมากขึ้น

เควิน ฟีจ‘ ประธานฝ่ายผลิตของ Marvel ยังเคยกล่าวไว้ว่า “ความสำเร็จของ The Dark Knight ด้านรายได้และคุณภาพมีความสำคัญต่อ Marvel Studios แม้เขาจะปฏิเสธที่จะทำหนังช่วงนั้นให้มีความมืดหม่นเหมือนผลงานของโนแลน แต่เราก็คงได้เห็นว่างานล่าสุดอย่าง Captain America 2 ก็เริ่มมีเนื้อหาที่จริงจังมากขึ้นกว่าเดิม

The Dark Knight ทำรายได้ทั่วโลกมากกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญ ทั้งยังสร้างปรากฎการณ์ให้วงการทำหนังเมื่อหนังฟอร์มยักษ์เช่นนี้สามารถเล่นเรื่องจิตวิทยาหนัก ๆ สร้างโลกซูเปอร์ฮีโร่ให้กลายเป็นหนังอาชญากรรมสุดเข้มข้น ซึ่งความสำเร็จทั้งรายได้และเสียงวิจารณ์ส่งผลให้สตูดิโอต่าง ๆ ต้องประเมินรสนิยมคนดูหนังกันใหม่ นายทุนกล้าเปิดทางให้ผู้กำกับหนังฟอร์มยักษ์ทำเนื้อหาที่เข้มข้นจริงจังขึ้น ส่งผลให้หนังรุ่นต่อมาต่างได้รับอิทธิพลของโทนหนัง The Dark Knight ที่มีเนื้อหาจริงจังหนักแน่น ไม่ใช่เป็นเพียงแค่หนังซัมเมอร์ไร้สาระที่มีแค่ความบันเทิงเพียงอย่างเดียว

 

The Lord of the Rings 
แฟนตาซีลือลั่นปฐพี

“ว่าไงนะ เอ็งจะทำหนังผจญภัยแฟนตาซี ใครที่ไหนมันจะไปดู” ย้อนกลับไปก่อนหน้าปี 2001 หนังแนวแฟนตาซีเรื่องสุดท้ายที่ทำเงินสูงสุดก็คือ Hookหนังปี 1991 ผลงานกำกับของ ‘สตีเฟน สปีลเบิร์ก‘ ที่มีดาราดังอย่าง ‘ดัสติน ฮอฟฟ์แมน‘, ‘โรบิน วิลเลี่ยมส์‘ และ ‘จูเลีย โรเบิร์ตส์‘ โดยทำเงินทั่วโลกไป 300 ล้านเหรียญ และหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีหนังแฟนตาซีทำเงินอีกเลย หรือพูดง่าย ๆ ว่าไม่มีใครคาดหวังว่าหนังแฟนตาซีผจญภัยจะเป็นที่ชื่นชอบของคนดู

แต่แล้วการมาของหนังที่สร้างจากนิยายแฟนตาซีพร้อม ๆ กัน 2 เรื่องก็คือ The Lord of the Rings และ Harry Potter ที่สร้างเป็นหนังทั้งที่คนเขียนยังแต่งไม่ครบ 7 เล่มด้วยซ้ำ มันได้สร้างปรากฎการณ์สำหรับตลาดหนังบล็อกบัสเตอร์ เมื่อหนังผจญภัยแฟนตาซีสองเรื่องนี้สามารถกวาดรายได้ไปมากกว่า 300 ล้านเหรียญ

และที่มันเป็นปรากฎการณ์ยิ่งกว่าคือไม่มีใครคาดคิดหรอกว่าหนังผจญภัยแฟนตาซีภาคแรกจะเข้าชิงถึง 13 รางวัลออสการ์ และสามารถคว้ามาได้ถึง 4 รางวัล โดยก่อนหน้านี้หนังผจญภัยแฟนตาซีเรื่องล่าสุดที่สร้างปรากฎการณ์แบบนี้ได้ต้องย้อนไปถึงปี 1977 นั่นก็คือ Star Wars: Episode IV – A New Hope ที่เข้าชิง 10 รางวัลออสการ์ (ชนะเลิศ 6 รางวัล)

“อย่างไม่ต้องคาดเดา การคว้ารางวัลออสการ์เป็นช่วงเวลาที่เหลือเชื่อสำหรับอาชีพของผม” ปีเตอร์ แจ็คสันยังเสริมต่ออีกว่า “แต่หนังเรื่อง Lord of the Rings มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อออสการ์หรอกนะ พวกเราสร้างเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ชม”
คำกล่าวที่แสดงถึงความสำเร็จเกินคาด เมื่อการจบไตรภาคยังสร้างประวัติศาสตร์เวทีออสการ์ด้วยการประกาศศักดาเป็นผู้ชนะทั้ง 11 รางวัลที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง

ความสำเร็จทั้งรายได้และรางวัลของ The Lord of the Rings ส่งผลให้สตูดิโอต่าง ๆ แห่กันเข้ามาในตลาดหนังดัดแปลงจากวรรณกรรมแฟนตาซีทั้งหลาย เราจึงได้เห็น The Chronicles of Narnia, The Spiderwick Chronicles, The Golden Compass หรือแม้แต่ Eragon ที่พาเหรดกันเข้ามาหมายจะทำเงินจากกลุ่มคนรักหนังผจญภัยแฟนตาซี อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าใครก็จะสร้างปรากฎการณ์ได้เฉกเช่นเดียวกับ The Lord of the Rings Trilogy ของ ‘ปีเตอร์ แจ็คสัน

 

Harry Potter and the Deathly Hallows: Part 1 / Part 2 
วิธีทำรายได้มากกว่าเดิมแม้มีวรรณกรรมเพียงแค่ภาคจบ

สตูดิโอยักษ์ใหญ่จะทำอย่างไรเมื่อพวกเขารู้ตัวว่าหนังแฟรนไชส์ของตัวเองดำเนินมาถึงภาคสุดท้ายแล้ว เมื่อปี 2010 ค่าย Warner Bros. ได้สร้างสรรค์วิธีการทำเงินแบบใหม่ด้วยการหั่น Harry Potter ภาคสุดท้ายของตัวเองออกเป็น 2 ส่วน ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อให้แฟน ๆ ได้อรรถรสเต็มของเนื้อหา ซึ่งไอเดียดังกล่าวสามารถใช้หนังภาคจบทำเงินเฮือกสุดท้ายให้สตูดิโอได้ถึง 2,300 ล้านเหรียญ ไม่ธรรมดาจริง ๆ

แน่นอนว่าเมื่อมีสตูดิโอใหญ่กล้าหั่นภาคจบเป็นสองส่วนให้เห็นแล้วประสบความสำเร็จด้านรายรับขนาดนี้ มีหรือที่สตูดิโออื่นจะไม่ทำตาม เริ่มด้วย The Twilight Saga: Breaking Dawn ที่หั่นหนังตัวเองออกเป็น 2 ส่วนเช่นกัน และล่าสุด The Hunger Games: Mockingjay ก็ขอเดินรอยตามสูตรแบ่ง 2 ส่วนด้วยเช่นกัน และยังไม่นับ The Hobbit ที่หั่นนิยายหนึ่งเล่มออกเป็นหนังไตรภาคกันเลยทีเดียว

แน่นอนว่าในอนาคตอันใกล้นี้ อิทธิพลของการหั่นหนังเป็น 2 ส่วนคงมีมาอีกแน่ ๆ เตรียมพบกับ Allegiant ภาคต่อของ Divergent และ Insurgent ที่วางแผนจะหั่นหนังภาคจบของตัวเองเป็น 2 ส่วนเรียบร้อยแล้ว

 

X-Men 
เปิดศักราชประกาศศักดาหนังซูเปอร์ฮีโร่

เมื่อปี 2000 สตูดิโอ 20th Century Fox ได้เปิดตัวหนังซูเปอร์ฮีโร่ดัดแปลงจากคอมมิคเรื่อง X-Men ซึ่งได้เสียงตอบรับจากคนดูเป็นอย่างดี

จากความสำเร็จของ X-Men ทำให้ค่ายอื่นต่างกระโจนเข้ามาสู่ตลาดหนังซูเปอร์ฮีโร่ เกิดการแย่งชิงลิขสิทธิ์ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่จาก Marvel comicsตั้งแต่ Daredevil+Elektra, Fantastic Four ที่เป็นของ 20th Century Fox ซูเปอร์ฮีโร่อย่าง Spider-Man, Ghost Rider ก็อยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์การทำหนังของค่าย Sony Pictures แม้กระทั่ง Universal Pictures ยังโดดลงมาคว้าสิทธิการทำหนัง Hulk 

รวมถึงฝั่ง DC comics ที่เข็นทั้ง Batman, Superman และ Catwoman ออกมาเป็นหนังเช่นกัน

เรียกว่าความสำเร็จของ X-Men นั้นทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดหนังซัมเมอร์เลยทีเดียว

และที่ตอกย้ำความสำเร็จของหนังซูเปอร์ฮีโร่อีกประการก็คือการกำเนิด Marvel Studios เมื่อค่ายเจ้าของลิขสิทธิ์ตัวละครมองเห็นโอกาสในการทำรายได้ด้วยตัวเอง จึงเกิดเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่อง Iron Man ที่เป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จด้านรายได้ของ Marvel Studios จนปัจจุบันสตูดิโอถูกซื้อไปอยู่ใต้ชายคาของ Disney เรียบร้อยแล้ว

 

The Matrix 
พลิกตำราปรัชญาไซไฟด้วยการขายฉากแอ็คชั่น

สองพี่น้องวาโชสกี้‘ เดินเข้าไปหานายทุนพร้อมกับเปิดอนิเมชั่นเรื่อง Ghost in the Shell แล้วกล่าวสั้น ๆ ว่า “ผมต้องการทำให้มันเป็นหนังจริง ๆ”เป็นที่รู้กันโดยทั่วว่า The Matrix ได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจากอนิเมชั่นญี่ปุ่นเรื่อง Ghost in the Shell อนิเมชั่นว่าด้วยโลกอนาคตที่มนุษย์สามารถเก็บความทรงจำแปลงเป็นดิจิตอลแล้วเก็บรักษาหรือถ่ายโอนไปยังร่างกายไซบอร์กได้ ซึ่งส่งอิทธิพลในแง่มุมของการตั้งคำถามถึงการพิสูจน์การมีอยู่ของตัวตนแท้จริงของเรา

ยังไม่นับรวมอิทธิพลต่าง ๆ ที่ได้มาจากหนังหลาย ๆ เรื่องเช่น
• การใช้คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อศีรษะเพื่อสร้างตัวแทนบนโลกเสมือนจริงและสามารถบิดเบือนกฎกายภาพต่าง ๆ ได้ ไอเดียนี้เคยถูกนำเสนอในซีรี่ส์ Dr. Who: The Deadly Assassin ปี 1976 และยังปรากฎใน Ghost in the Shell ด้วยเช่นกัน
• ไหนจะอิทธิพลของ cyberpunk จากอนิเมชั่นญี่ปุ่นเรื่อง Akira (cyberpunk คือแนวไซไฟที่พูดถึงโลกแห่งเทคโนโลยีล้ำยุคแต่คุณภาพชีวิตต่ำ) ซึ่งสองพี่น้องวาโชสกี้ยังได้แสดงความคารวะอิทธิพลของตัวเองด้วยการนำฉากจบ Akira มาดัดแปลงเป็นฉากที่ ‘คีอานู รีฟ‘ พบเด็กพรสวรรค์พิเศษ แล้วไอเดียฉากหยุดกระสุนยังเคยปรากฎใน Akira มาแล้วเช่นเดียวกัน
• ยังไม่พูดถึงฉากแอ็คชั่นต่าง ๆ ที่สองพี่น้องวาโชสกี้รับอิทธิพลมาจากหนังแอ็คชั่นของ ‘จอห์น วู‘ เช่น The Killer, A Better Tomorrow
• ไหนจะศิลปะการต่อสู้มือเปล่าอย่างกังฟู ที่หนังได้จ้าง ‘ยฺเหวียน เหอผิง‘ ผู้เคยผ่านการออกแบบฉากแอ็คชั่นในหนังดังมาแล้วมากมายเช่น Fist of Legend, Iron Monkey, Drunken Master ให้เป็นผู้ออกแบบฉากการต่อสู้ใน The Matrix

นอกจากนี้แล้วไอเดียพล็อตของ The Matrix ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่ใหม่แต่อย่างใด เราเคยเห็นหนังที่ตั้งคำถามว่าสิ่งที่เห็นคือความทรงจำหรือเรื่องจริง เช่นTotal Recall ที่มีแม้กระทั่งฉากให้เลือกกินยาแคปซูลเพื่อตื่นจากความทรงจำ, The Truman Show ที่ตัวเอกต้องมารับรู้ว่าโลกของตัวเองคือของปลอม, และ Dark City ที่พูดถึงการค้นหาความทรงจำที่หายไป

อย่างไรก็ตาม The Matrix ก็ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในหนังทรงอิทธิพลของยุคใหม่ เพราะมันได้ก่อให้เกิดปรากฎการณ์หลาย ๆ อย่างขึ้นมา เช่น
• แนวทางการทำหนังปรัชญาไซไฟผสมด้วยแอ็คชั่น ซึ่งในเวลาต่อมา Equilibrium ที่แสดงนำโดย ‘คริสเตียน เบล‘ ก็ได้รับอิทธิพลไปโดยตรง แล้วไหนจะ Inception ที่กลายเป็นหนังปรัชญาไซไฟแอ็คชั่นฟอร์มยักษ์ที่ประสบความสำเร็จอีกเรื่อง
• การถือกำเนิด ‘bullet time‘ ที่ถูกนำมาใช้ในฉากหลบกระสุน อธิบายง่าย ๆ ว่าเป็นครั้งแรกที่มีการสร้างสรรค์เทคนิคแพนกล้องรอบตัวละครที่กำลังซูเปอร์สโลว์โมชั่น ทำให้เหมือนว่าตัวละครกำลังเคลื่อนไหวด้วยความเร็วในขณะที่สิ่งของรอบตัวเคลื่อนที่ช้าลง
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
เบื้องหลัง
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

ซึ่งเทคนิคหลบกระสุนจาก The Matrix ได้กลายเป็นมาตรฐานของคนทำงานด้าน visual effects รุ่นต่อมาทันที โดยเราสามารถพบเห็นเทคนิคนี้อย่างแพร่หลายในหนังแอ็คชั่นยุคใหม่ เช่น Spider-Man
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
รวมถึงหนังฟอร์มยักษ์อย่าง Transformer, Wanted และ Max Payne ต่างก็หยิบยืมเทคนิคนี้ไปใช้

• การมาของ ‘ยฺเหวียน เหอผิง‘ ผู้กำกับฉากแอ็คชั่นยังได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่งานสตั๊นท์แมนในฮอลลีวูด เมื่อเขาใช้เวลาถึง 6 เดือนในการฝึกนักแสดงและสตั๊นท์แมน ซึ่งไม่เคยปรากฎการซ้อมจริงจังยาวนานขนาดนี้มาก่อนในหนังอเมริกัน
• อิทธิพลสู่ Inception การต่อสู้ระหว่างจิตใจของเรากับหมายเตือนให้เราตระหนักว่าโลกที่อยู่นั้นเป็นเพียงแค่สิ่งจำลอง

มั่นใจได้เลยว่าปรากฎการณ์ความสำเร็จและอิทธิพลของ The Matrix จะก่อให้เกิดหนังแอ็คชั่นปรัชญาไซไฟตามมาอีกแน่นอน หรืออย่างน้อยเราก็คงได้ชมหนังแอ็คชั่นเท่ ๆ อีกหลายเรื่องที่เดินตามรอย The Matrix (ไม่ต้องดูอื่นไกล เพราะเราผ่านตามาทั้ง The Matrix Reloaded, The Matrix Revolutions และ V for Vendetta)

 

The Avengers 
แยกกันยังอยู่ แต่รวมหมู่โคตรอลัง

ในยุคที่คนดูชินตากับการได้เห็นซูเปอร์ฮีโร่คนโปรดโลดแล่นบนจอภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็น Iron Man, Thor, Captain American และ Hulk แต่ใครจะคาดคิดว่าอยู่ดี ๆ จะมีสตูดิโอที่บ้าดีเดือดจับซูเปอร์ฮีโร่ตัวทำเงินประจำค่ายตัวเองมายัดลงในหนังเรื่องเดียวด้วยการแท็กทีมเป็น The Avengersโดยที่สามารถแบ่งซีนกันออกมาได้เหมาะสมด้วย

จากซูเปอร์ฮีโร่ฉายเดี่ยวที่ทำเงินทั่วโลกแตะระดับ 370-600 ล้านเหรียญ เมื่อมารวมตัวกันสามารถกวาดรายได้ทั่วโลกไปกว่า 1,500 ล้านเหรียญ

ความสำเร็จเช่นนี้ส่งผลให้ Marvel Studios เลิกสนใจแนวทางการทำหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่มีความจริงจังของเนื้อหาจนประสบความสำเร็จทั้งรายได้และเสียงวิจารณ์ของ The Dark Knight ซูเปอร์ฮีโร่ตัวชูโรงจากค่ายคู่แข่งไปได้เลย แถมยังทำให้ค่ายคู่แข่งอย่าง Warner Bros. ต้องวางแผนระยะยาวเพื่อนำตัวละครในสังกัด DC comics มารวมกันเป็นหนัง The Justice League ให้ได้โดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามพวกเขาได้เริ่มสร้างทางลัดด้วยการจับสองตัวละครที่มีแฟน ๆ มากที่สุดในโลกอย่าง Batman และ Superman มาประชันกันในหนังภาคต่อของ Man of Steel เรียกได้ว่าเป็น The Avengers effects ของแท้แน่นอน

 

Toy Story
เรื่องราวของเหล่าของเล่นผู้พลิกโฉมวงการอนิเมชั่น

หลังจาก Disney ถือครองความสำเร็จแต่เพียงผู้เดียวในตลาดอนิเมชั่นช่วงก่อนศตวรรษที่ 21 ไล่ตั้งแต่ Who Framed Roger Rabbit ที่ทำรายได้ทั่วโลกไปมากกว่า 300 ล้านเหรียญ, The Little Mermaid อีก 200 ล้านเหรียญ, Beauty and the Beast ที่นอกจากทำรายได้สูงเป็นประวัติการณ์สำหรับตลาดอนิเมชั่นคือ 424 ล้านเหรียญ ยังประสบความสำเร็จด้วยการเป็นอนิเมชั่นเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถเข้าชิงออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, Aladdin ทำรายได้อีก 500 ล้านเหรียญ, ยังไม่พูดถึงความสำเร็จจาก The Lion King ที่กวาดรายได้ไปเฉียด 1,000 ล้านเหรียญ เพียงเท่านี้ก็พอจะบอกถึงความสำเร็จของ Disney ได้เป็นอย่างดี

แต่สัญญาณบอกถึงความเปลี่ยนในตลาดอนิเมชั่นเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากการมาของ Toy Story อนิเมชั่นเรื่องแรกภายใต้สตูดิโอ Pixar (ซึ่งเราจะขอละเว้นการพูดถึงสัญญาการจัดจำหน่ายโดย Disney เพราะโดยหลักแล้ว Pixar มีสิทธิขาดในการควบคุมการผลิตอนิเมชั่น) แม้เจ้าของเล่นพวกนี้จะทำรายได้ไปเพียง 361 ล้านเหรียญ แต่มันกลับบอกถึงความเปลี่ยนแปลงในแวดวงเทคโนโลยีการผลิตอนิเมชั่น เมื่อ Toy Story เป็นผู้นำการใช้ computer graphic เข้ามาผลิตอนิเมชั่นแทนการวาดมือ รวมถึงบทบาทการสร้าง characters ตัวละครที่พร้อมจะกำเนิดภาคต่อในอนาคต

ตัวบ่งชี้อิทธิพล CG ของ Toy Story อย่างชัดเจนเกิดขึ้นหลังการกำเนิด DreamWorks Animation ด้วยอนิเมชั่นที่ใช้ CG ในการผลิตตั้งแต่เรื่องแรกของสตูดิโอ คือเรื่อง Antz ที่ชิงตัดหน้าออกฉายก่อน A Bug’s Life ของ Pixar นั่นเอง แม้ว่า Antz จะทำกำไรไปเพียง 70 ล้านเหรียญ แต่มันไม่ได้บั่นทอนกำลังใจหัวเรือหลักของ DreamWorks ในการผลิตอนิเมชั่น สิ่งที่ช่วยยืนยันเรื่องนี้ได้ดีคือการมาของ Shrek ในอีก 3 ปีต่อมา โดย Shrekภาคแรกทำรายได้ทั่วโลกไปถึง 484 ล้านเหรียญ และยังเป็นอนิเมชั่นเรื่องแรกที่คว้ารางวัลออสการ์สาขาอนิเมชั่นยอดเยี่ยม โดยเป็นการเอาชนะคู่แข่งจาก Pixar อย่าง Monsters, Inc. นอกจากนี้ภาคต่อสามารถทำรายได้สูงถึง 919 ล้านเหรียญ นับเป็นตัวเบิกทางให้ DreamsWork จับตลาด CG อนิเมชั่นอย่างจริงจัง จนเกิดการผลิตอนิเมชั่นชื่อดังตามมาอีกมากมาย เช่น Madagascar, Kung Fu Panda, How to Train Your Dragon เป็นต้น

บทบาทการใช้ CG ผลิตอนิเมชั่นยาวครั้งแรกของ Pixar ยังก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดอนิเมชั่นศตวรรษที่ 21 ทันที เมื่อทุกสตูดิโอต่างหันมาใช้ CG ผลิตอนิเมชั่นกันหมด เริ่มจาก Blue Sky Studios สตูดิโอลูกของ 20th Century Fox ที่เปิดตัว CG อนิเมชั่นเรื่องแรกด้วย Ice Age เมื่อปี 2002 และตามมาด้วยภาคต่ออีก 3 ภาคที่ทำเงินมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกภาค, Sony Pictures ก็กระโดดลงมาในตลาดนี้ด้วย Open Seasonและ Monster House, หรือแม้กระทั่ง  Warner Bros. ยังปล่อยอนิเมชั่นตามมาทั้ง Happy Feet และ Legend of the Guardians: The Owls of Ga’Hoole

เห็นกันอย่างนี้แล้วคงต้องบอกว่า Toy Story ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดอนิเมชั่นจริง ๆ เมื่อทุกสตูดิโอต่างเปลี่ยนมาใช้ CG ผลิตอนิเมชั่น แต่เรายังเห็นอีกหนึ่งอิทธิพลที่ถือกำเนิดโดย Toy Story 2 นั่นก็คือ ‘การกำเนิดภาคต่อด้วยตัวละครชุดเดิม

อนิเมชั่นของ Pixar มักจะบอกเล่าในลักษณะของ ‘hero mission‘ หรือภารกิจในลักษณะของวีรบุรุษ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็คือ Toy Story ภาคแรกเป็นเรื่องของภารกิจในการช่วยเหลือ ‘บัซ ไลท์เยียร์‘ ให้หลุดพ้นจากเด็กแสบ, ภาคต่อของ Toy Story ก็เป็นเรื่องของภารกิจในการช่วยเหลือ ‘นายอำเภอวู้ดดี้‘ จากนักสะสมของเล่น, A Bug’s Life ก็เป็นภารกิจของมดตัวน้อยในการปกป้องเผ่าพันธุ์, Monsters, Inc. ในภารกิจช่วยเหลือส่งตัวเด็กหญิงให้กลับถึงโลกมนุษย์โดยปลอดภัย, Finding Nemo ก็เป็นภารกิจของพ่อผู้เป็นฮีโร่ในการออกช่วยเหลือปลาน้อยลูกชายคนเดียวของตัวเอง จากแนวทางการทำอนิเมชั่นของ Pixar เราจึงพอจะบอกได้อย่างหนึ่งว่ามันเอื้อให้เกิดการสร้างภาคต่อโดยใช้ตัวละครชุดเดิมได้โดยง่าย

อิทธิพลการสานต่อความสำเร็จด้านรายได้จากตัวละครชุดเดิม ก่อให้เกิดอนิเมชั่นภาคต่อขึ้นมามากมายในศตวรรษที่ 21 เมื่อพวกเขารู้ดีว่าตัวละครเหล่านี้เป็นขวัญใจคนดูเรียบร้อยแล้ว การฉกฉวยประโยชน์ด้วยภาคต่อก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เราจึงได้เห็นการกำเนิดภาคต่อของตัวละครอนิเมชั่นชื่อดัง ทั้งShrek, Ice Age, Madagascar, Rio, Despicable Me, Kung Fu Panda และยังไม่นับรวมถึงสตูดิโอ Pixar เองก็ใช้ความสำเร็จของตัวละครเดิมในการสร้างภาคต่อทั้ง Monsters University, Finding Dory, Cars 2 และความเป็นไปได้ในการสร้าง The Incredibles 2 ในอนาคตอันใกล้นี้

จึงไม่เป็นการยกย่องเกินจริงที่จะบอกว่า Toy Story คืออนิเมชั่นทรงอิทธิพลผู้เปลี่ยนโฉมหน้าวงการอนิเมชั่นในศตวรรษที่ 21

 

The Hunger Games 
วรรณกรรมเยาวชนขยายกลุ่มคนดู

โลกภาพยนตร์ได้นำวรรณกรรมเยาวนมาดัดแปลงเป็นหนังหลายต่อหลายเรื่อง ด้วยความที่วรรณกรรมเยาวชนมักจะมีตัวละครเอกเป็นช่วงวัยรุ่นและกลุ่มเป้าหมายคนอ่านก็คือวัยรุ่นเช่นกัน ดังนั้นเนื้อหาโดยมากก็มักจะวนอยู่กับความรักวัยรุ่น หรือบางเรื่องก็เป็นแนวแอ็คชั่นแฟนตาซี ซึ่งส่วนมากก็มักจะมีเนื้อหาเบา ๆ ตอบโจทย์แค่ความบันเทิงและความเพ้อฝันของเด็กวัยรุ่นเท่านั้น

ก่อนหน้านี้การดัดแปลงวรรณกรรมเยาวชนมาเป็น young adult films ก็มีทำเงินอยู่แค่ตระกูล Harry Potter และ The Twilight Saga ส่วนแนวแอ็คชั่นวัยรุ่นเรื่องอื่น ๆ เช่น I Am Number Four, Percy Jackson ที่ทำรายได้ทั่วโลกเพียงหลัก 200 ล้านเหรียญ ก็พอจะบอกได้ว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิงทั้งรายได้และเสียงวิจารณ์

แต่การทำรายได้สูงสุดในอเมริกาของ The Hunger Games ด้วยยอด 408 ล้านเหรียญ  และปิดยอดการทำเงินทั่วโลกไปได้ถึง 691 ล้านเหรียญ ส่วนภาคต่อ Catching Fire สามารถทำลายสถิติรายได้สูงสุดในอเมริกาของตัวเองลงได้ และยังกวาดรายได้ทั่วโลกไปถึง 864 ล้านเหรียญ ความสำเร็จทั้งรายได้และเสียงตอบรับที่ดีจากนักวิจารณ์ย่อมทำให้สตูดิโออื่น ๆ เหลียวมองโมเดลการทำหนังดัดแปลงจากวรรณกรรมวัยรุ่นของตัวเองกันใหม่ เพราะถึงแม้จะมีตัวเอกเป็นวัยรุ่น แต่ถ้าเนื้อหาของหนังสามารถเจาะกลุ่มผู้ใหญ่ได้เมื่อไรแล้วมันก็ขยายกลุ่มคนดูได้มากกว่าเดิมทันที

อิทธิพลของ The Hunger Games ทำให้สตูดิโออื่น ๆ เริ่มมองกลุ่มตลาดใหม่คือ young adult films ที่สอดแทรกเนื้อหาที่มีความเป็นผู้ใหญ่ ตัวอย่างเช่นการมาของ Ender’s Games ที่แม้จะทำรายได้ไม่ค่อยดีนัก รวมถึงเสียงตอบรับก็แบ่งเป็นสองส่วนชัดเจน แต่ก็ยังนับว่าเป็นสัญญาณที่ดี หรือการมาของเทรนด์การทำหนังแนวดิสโทเปีย (การจินตนาการถึงโลกที่ไม่พึงปราถนาจะอาศัย) เช่น Maze Runner, The Giver, Divergent, The Host ก็พอจะบอกถึงอิทธิพลจาก The Hunger Games ในตลาดหนังดัดแปลงจากวรรณกรรมเยาวชนได้อย่างชัดเจน

 

The Bourne Identity 
เจสัน บอร์นผู้ช่วยชีวิตเจมส์ บอนด์

ในขณะที่โลกสายลับยังมัวเมาอยู่กับอุปกรณ์ไฮเทคเช่น รถล่องหน, แหวนคลื่นโซนิค, นาฬิกาเลเซอร์, หน้ากากเปลี่ยนโฉมสุดเหลือเชื่อ พร้อมด้วยเนื้อเรื่องของสายลับที่เก่งเกินมนุษย์และวายร้ายที่คิดแต่จะยึดครองโลก แม้ Die Another Day จะสร้างประวัติศาสตร์เป็นเจมส์ บอนด์ 007 ที่ทำรายได้มากที่สุดในเวลานั้น แต่เหล่าโปรดิวเซอร์ต่างรู้ดีว่าเวลาของเสือผู้หญิงขี้โม้รายนี้กำลังจะหมดลง แม้ 007 ของพวกเขาจะทำรายได้มากกว่าเจสัน บอร์นถึง 200 ล้านเหรียญ (และมากกว่าแจ็ค ไรอัน The Sum of All Fears ถึง 240 ล้านเหรียญ)

เจสัน บอร์นกำลังพลิกโฉมใหม่วงการภาพยนตร์สายลับแอ็คชั่นให้หลุดจากโลกแฟนตาซี เริ่มต้นสู่การทำให้คนดูเชื่อว่าถ้าโลกนี้จะมีสายลับ มันก็ต้องเป็นมนุษย์ธรรมดาแบบเจสัน บอร์นเนี่ยแหละ!

เราคุ้นเคยอยู่กับสายลับที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์พกพาโคตรไฮเทค เราคุ้นเคยกับฉากหลังองค์กรวายร้ายบนภูเขาน้ำแข็ง เราคุ้นเคยกับฉากแอ็คชั่นที่มีแต่ระเบิดตูมตามปราศจากความสร้างสรรค์ ฉากต่อสู้ออกแบบเน้นความสวยงามของท่วงท่า
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

แต่เจสัน บอร์นเข้ามาสร้างภาพจดจำให้เราใหม่ สายลับที่ไม่มีอุปกรณ์ไฮเทคต้องเอาตัวรอดด้วยไหวพริบ ฉากหลังเป็นโลกยุคใหม่เสมือนจริง ฉากขับรถไล่ล่าที่เน้นความสมจริง และฉากต่อสู้ดิบ ๆ ที่เน้นความว่องไวและสัญชาตญาณการเอาตัวรอด
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แฟรนไชส์สายลับที่ประสบความสำเร็จมากว่า 40 ปี ทำไมจะต้องแบกรับความเสี่ยงเพื่อปฏิวัติตัวตนของเจมส์ บอนด์? นี่อาจเป็นคำถามที่เหล่าโปรดิวเซอร์ถกเถียงกันในห้องประชุม พวกเขาเคยพบความเสี่ยงใหญ่เพียงครั้งเดียวนั่นคือการเปลี่ยนนักแสดงจาก ‘ฌอน คอนเนรี่‘ เป็น ‘จอร์จ ลาเซนบี้‘ แต่นี่คือการเปลี่ยนสไตล์หนัง 007 พวกเขาต้องกำจัดเอกลักษณ์ของแฟรนไชส์ ตั้งแต่การใช้เสน่ห์หลอกล่อสาวสวยให้ช่วยเหลือแผนการ, กำจัดอุปกรณ์ไฮเทคล้ำสมัย, ตัวร้ายบิดเบี้ยวผิดมนุษย์, ลักษณะจับต้องไม่ได้ของบอนด์ผู้ไร้ความรู้สึก ตลอดจนเอกลักษณ์ที่จะต้องมี ‘คิว‘ และ ‘มันนี่เพนนี‘ พวกเขากำลังเดิมพันครั้งใหญ่กับแฟนหนังสายลับที่ติดตามมาโดยตลอด

และผลลัพธ์หลังการเปิดตัว Casino Royale การ reboot กำเนิดใหม่โดย ‘แดเนียล เคร็ก‘ 007 คนปัจจุบัน ทำรายได้ทั่วโลก 600 ล้านเหรียญ สูงสุดตลอดกาลของแฟรนไชส์ และได้รับเสียงตอบรับที่ดีมาก ๆ จากนักวิจารณ์ แถมยังกลายเป็น 007 ภาคโปรดของแฟนเจมส์ บอนด์ดั้งเดิมจำนวนมาก

ผลตอบรับเช่นนี้เราจึงบอกได้เลยว่าเป็นการเดิมพันที่โคตรคุ้มค่าของเหล่าโปรดิวเซอร์เจมส์ บอนด์

เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของแฟรนไชส์เจมส์ บอนด์ตั้งแต่ฉากเปิดตัว Casino Royale ด้วยภาพขาวดำในห้องน้ำ ฉากต่อสู้มือเปล่าแบบดิบ ๆ ว่องไวและโหดเหี้ยมของ 007 ทำให้เราลืมมาดเพลย์บอยเจ้าสำอางเปี่ยมเสน่ห์ของ ‘เพียซ บรอสแนน‘ ไปได้ทันที และการต่อด้วยฉากไล่ล่าแบบ parkourยิ่งเสริมให้เห็นว่าบอนด์กำลังลบภาพท่วงท่าความสวยงามให้กลายเป็นบอนด์ผู้สะบักสะบอมในการล่าตัววายร้าย (ความแตกต่างคือ free running จะเน้นโชว์ความหวือหวาสวยงาม แต่ parkour จะเน้นการใช้งานจริง)

เรายังเห็นอิทธิพลของ ‘เจสัน บอร์น‘ อยู่มากมายใน Casino Royale ทั้งฉากต่อสู้แบบดิบ ๆ สมจริงในบันไดหนีไฟ เน้นถ่ายทำแบบ hand-held ถือกล้องสั่น ๆ ให้คนดูรู้สึกใกล้ชิดกับสถานการณ์ ไหนจะการใช้ไหวพริบหยิบสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมาเป็นอาวุธแบบเจสัน บอร์นที่เราได้เห็นเจมส์ บอนด์นำมาใช้ในฉากต่อสู้ที่เวนิซ

The Bourne Trilogy ยังไม่ได้แค่ช่วยชีวิตแฟรนไชส์ ‘เจมส์ บอนด์‘ แต่ยังช่วยให้เกิดหนังแอ็คชั่นสายลับอีกหลายเรื่อง ไล่ตั้งแต่ Salt สายลับสาวแองเจลิน่า โจลี่ที่ต้องค้นหาปูมหลังของตัวเองเช่นเดียวกับบอร์น ตัวหนังยังอยู่ภายใต้โลกยุคใหม่และตัวละครที่ต้องใช้ไหวพริบดัดแปลงสิ่งรอบตัวเพื่อเอาตัวรอด, Taken เลียม นีสันมาพร้อมกับฉากแอ็คชั่นเน้นความดิบ ว่องไว ไหวพริบในการตามล่าคนร้ายตามแบบฉบับของบอร์น, และขอนับรวมถึงMission Impossible แฟรนไชส์หนังสายลับที่ปรับตัวตามความนิยมของตลาดอยู่ตลอดเวลา

ยังไม่นับรวมอิทธิพลทางอ้อมของ ‘Bourne‘ ที่ช่วยให้หนังเรื่องต่าง ๆ สร้างธีมของหนังให้หลุดจากความเป็นแฟนตาซีห่างไกลคนดู ด้วยการสร้างโลกในหนังที่ทำให้คนดูเชื่อว่าหากมีตัวละครแบบนี้ในโลก มันก็ต้องเจอสถานการณ์แบบนี้น่ะแหละ

 

Crouching Tiger, Hidden Dragon 
พยัคฆ์ระห่ำ มังกรผยองอเมริกา

เป็นที่รู้กันอย่างหนึ่งว่าชาวอเมริกันไม่นิยมการดูหนังแบบมีบรรยายภาษาอังกฤษ อาจจะเพราะพวกเขาเติบโตมากับการดูหนังเสียงอังกฤษมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่คุ้นเคยกับการดูหนังเสียงต่างประเทศมีคำบรรยายอังกฤษ ส่งผลให้สตูดิโอต่าง ๆ ในฮอลลีวูดจึงนิยมซื้อลิขสิทธิ์หนังต่างภาษามา remake ใหม่ทั้งหมด

แต่หัวข้อที่เรากำลังจะพูดถึงคือการบุกถิ่นอเมริกันของหนังสัญชาติไต้หวัน ที่สร้างปรากฎการณ์เป็นหนังต่างภาษาที่ทำรายได้สูงสุดในอเมริกาจนถึงปัจจุบัน ด้วยยอด 128 ล้านเหรียญ

เราสามารถบอกเล่าความสำเร็จของ Crouching Tiger, Hidden Dragon ว่าเกิดจากอเมริกันชนกำลังโหยหาฉากแอ็คชั่นศิลปะการต่อสู้ในแบบของThe Matrix และด้วยการตีตลาดอเมริกันด้วยชื่อของ ‘ยฺเหวียน เหอผิง‘ ผู้ควบคุมฉากแอ็คชั่นในหนังเรื่อง The Matrix จึงเป็นใบเบิกทางชั้นดีที่ทำให้หนังประสบความสำเร็จในด้านรายได้

ความสำเร็จของ Crouching Tiger, Hidden Dragon ทั้งในแง่คุณภาพของบทหนัง, งานภาพ, ฉากศิลปะการต่อสู้ได้กลายเป็นอิทธิพลหลักสำหรับหนังแนว martial arts ยุคต่อมา ๆ เช่น Hero, Kill Bill และ House of Flying Daggers

 

Avatar 
ปรากฎการณ์ 3D ครองเมือง

 

หลายคนอาจจะคิดว่าการชมภาพยนตร์ระบบสามมิติคือเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 แต่แท้จริงแล้วมันต้องย้อนไปไกลถึงช่วงปลายยุค 1890 หรือเมื่อกว่า 124 ปีมาแล้ว! เมื่อมีผู้คิดค้นการมองภาพซ้อนกันผ่าน ‘stereoscope’ (กล้องสองตา) และมันก็ถูกพัฒนาดัดแปลงมาโดยตลอด จนกระทั่งปี 1922 จึงถือกำเนิดเป็นภาพยนตร์สามมิติเชิงพาณิชย์เรื่องแรกของโลกที่ได้รับการฉายต่อสาธารณะชน คือหนังเงียบเรื่อง The Power of Love ซึ่งเป็นหนังสองมิติที่มาพร้อมเทคนิคการใช้แว่นภาพเหลื่อมสีแดงและสีฟ้าอมเขียวสำหรับเลือกตอนจบตามต้องการ โดยผู้ชมสามารถเลือกตอนจบว่าจะให้แบบสมหวังหรือแบบโศกเศร้าด้วยการเลือกมองผ่านเลนส์ข้างใดข้างหนึ่ง อย่างไรก็ตามประสบการณ์รับชมแบบสามมิติกลับไม่ประสบความสำเร็จจนต้องยกเลิกรอบฉายและจัดฉายภาพยนตร์ในแบบสองมิติเหมือนเดิม

ยุคทองของแว่นสามมิติเกิดขึ้นหลังการมาของการ์ตูนสามมิติซึ่งได้แถมแว่นสามมิติให้เด็ก ๆ ได้ประสบการณ์ใหม่ ความนิยมแพร่หลายของแว่นสามมิติก่อให้เกิดผลดีต่อสตูดิโอต่าง ๆ จนกระทั่งปี 1953 จึงได้ถือกำเนิดภาพยนตร์เรื่องยาวภาพสีสามมิติเรื่องแรกของโลกคือ House of Wax ที่ฉายหลังหนังขาวดำสามมิติเรื่องแรกของโลกเพียงสองวัน แถมยังมาพร้อมระบบเสียงสเตอริโอ ส่งผลให้ House of Wax ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่อย่างไรก็ตามลองนึกภาพตอนเรากำลังดูหนังแล้วต้องคอยขยับแว่นให้เข้าที่ตลอดเวลาเพื่อจะได้เห็นภาพซ้อนกันพอดี ไม่เช่นนั้นก็ต้องมาปวดหัวปวดหัวเพราะภาพเหลื่อมกัน ปัญหาการเหลื่อมของแว่นสามมิติส่งผลให้ภาพยนตร์สามมิติไม่ได้รับความนิยมในยุคนั้น

หลังจากยุคทองของภาพยนตร์สามมิติล่มสลายไปเกือบ 30 ปี จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจอีกครั้งคือการมาของภาพยนตร์สั้นความยาว 17 นาทีเรื่อง Captain EO ปี 1986 สำหรับฉายในสวนสนุกของดิสนี่ย์ เรื่องราวของกัปตันอีโอและลูกเรือต้องทำภารกิจปกป้องโลกด้วยการมอบการแสดงทั้งร้องและเต้นให้ราชีนีผู้ชั่วร้ายได้ชม แสดงนำโดย ‘ไมเคิล แจ็กสัน‘ กำกับโดย ‘ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า‘ และมีโปรดิวเซอร์ชื่อ ‘จอร์จ ลูคัส‘ ซึ่งได้กลายเป็นภาพยนตร์สี่มิติเรื่องแรกของโลก กล่าวคือมันได้เพิ่มเลเซอร์และหมอกควันเข้ามาโรงหนัง

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของวงการภาพยนตร์สามมิติเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อปี 2004 เมื่ออนิเมชั่นคอมพิวเตอร์กราฟฟิคเรื่อง The Polar Express ได้กลายเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ออกฉายพร้อมกันทั้งในระบบ 35mm และในโรง IMAX 3D โดยสามารถทำรายได้ทั่วโลกไปสูงถึง 307 ล้านเหรียญ พร้อมประสบการณ์รับชมแบบสามมิติที่ผู้ชมต่างประทับใจในลักษณะภาพแบบลอยทะลุจอให้เห็นกันอย่างชัดเจน

หลังจากนั้นสตูดิโอต่าง ๆ เริ่มมองเห็นช่องทางการหาเงินจากการฉายในระบบสามมิติง่าย ๆ จึงเกิดเป็นช่วงยุคเห่อการทำภาพสามมิติ หลายต่อหลายเรื่องหากินง่าย ๆ ด้วยการถ่ายทำแบบสองมิติแล้วนำไปแปลงเป็นสามมิติบางฉากเท่านี้ก็ฉายในโรงสามมิติหาเงินเพิ่มได้แล้ว

ปรากฎการณ์หนังสามมิติสะเทือนวงการทันทีเมื่อ Avatar ออกฉายในเดือนธันวาคมปี 2009 ภาพสามมิติแบบลึกถูกนำมาใช้แทนที่ความนิยมสามมิติแบบพุ่งทะลุจอ ผู้ชมจำนวนมากได้รับประสบการณ์การชมหนังสามมิติในแบบที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน Avatar ได้สร้างปรากฎการณ์ในแง่การดึงดูดผู้ชมให้มีส่วนร่วมในการรับประสบการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งทุกคนที่ได้ชมต่างประทับใจในความงดงามของหนังและเกิดกระแสบอกต่อเชียร์ให้ไปสัมผัสในระบบสามมิติ จนสามารถทำรายได้ทั่วโลกรวมทั้งสิ้น 2,787 ล้านเหรียญ เป็นสถิติรายได้อันดับหนึ่งของโลกที่ยากแก่ทำลาย (อันดับ 2 คือ Titanic 2,186 ล้านเหรียญ, อันดับ 3 คือ The Avengers ตามมาห่าง ๆ ด้วยยอด 1,518 ล้านเหรียญ)

ความสำเร็จของ Avatar เป็นเรื่องของระบบสามมิติล้วน ๆ ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดภาพยนตร์ เมื่อเราได้เห็นการพาเหรดเข้ามาในตลาดภาพยนตร์สามมิติ ทั้งในแบบถ่ายทำด้วยระบบ Fusion Camera เช่นเดียวกับ Avatar ที่พัฒนาโดย ‘เจมส์ คาเมร่อน‘ ซึ่งถูกนำมาใช้ในหนังอย่าง Hugo, Life of Pi หรือเล่นง่ายด้วยการแปลงฟิล์มสองมิติที่ไม่อาจสร้างความประทับใจให้แก่คนดู

ด้วยความที่ระบบสามมิติยังเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นสำหรับผู้ชมจำนวนมาก ตลอดจนถึงหนังสามมิติที่เกลื่อนโรงภาพยนตร์กลับไม่ได้มอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้คนดู จึงอาจกล่าวได้ว่าเร็ว ๆ นี้อาจจะเกิดภาวะล่มสลายของระบบสามมิติอีกครั้งก็เป็นได้

และมันอาจจะพลิกฟื้นอีกครั้งเมื่อมีผู้ที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีสามมิติให้สามารถรับชมโดยไม่ต้องพึ่งแว่นตา

 

The Blair Witch Project 
ทุนต่ำกำไรบาน

จะมีหนังเรื่องไหนในโลกที่สามารถทำกำไรถึง 4,000 เท่า!! พวกเขาใช้งบถ่ายทำแค่ 60,000 เหรียญ แต่กวาดรายได้ทั่วโลกไปทั้งสิ้น 250 ล้านเหรียญ มากกว่าหนังฟอร์มยักษ์ตั้งหลายเรื่อง กับอีแค่หนังแนว Found footage ถ่ายทำให้เหมือนว่าเรานั่งดูไฟล์ภาพเคลื่อนไหวจากกล้องดิจิตอลทั่วไป ภาพไม่ค่อยชัดแถมมีเบลอมีสั่น เขาทำให้มันได้เงินร้อยล้านอย่างไรเนี่ย โคตรจะเป็นปรากฎการณ์แห่งวงการภาพยนตร์เลย

ความสำเร็จของ The Blair Witch Project เกิดจากไอเดียการใช้ประโยชน์จาก home vdo และการตลาดล้วน ๆ พวกเขาลวงคนจำนวนมากในยุคนั้นให้หลงเชื่อว่าหนังเรื่องนี้คือเหตุการณ์จริง พวกเขาสร้างฟุตเทจหลอก ๆ เหมือนว่าไปสำรวจสถานที่จริง และยังมีการใช้รูปแบบสารคดีด้วยการจัดฉากสัมภาษณ์คนที่เกี่ยวข้องกับเด็กที่หายตัวไป พวกเขาสร้างโลกเหนือธรรมชาติขึ้นมาอย่างแนบเนียน และทำให้เกิดกระแสหนังสยองขวัญที่คนต่างเชื่อว่ามันคือเรื่องจริง

แต่ใช่ว่าหนังแนว found footage จะประสบความสำเร็จได้เสมอไป หลายเรื่องมาพร้อมไอเดียที่ดีแต่กลับล้มเหลวด้านรายได้ไม่เป็นท่า แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่รับอิทธิพลแนวทางความสำเร็จของ The Blair Witch Project มาทำเป็นหนังแนว home vdo ของตัวเอง ต้องขอบคุณการมาของกล้องดิจิตอลที่ช่วยลดต้นทุนการถ่ายทำหนัง และก่อให้เกิดการเติบโตในแวดวงตลาดหนังอิสระและหนังทุนต่ำ คนทำหนังรุ่นใหม่ขอแค่มีไอเดียแจ๋ว ๆ มีกล้องวิดีโอสักตัว พวกเขาก็สร้างสรรค์หนังสั้นหรือหนังยาวได้แล้ว

• Paranormal Activity แค่นั่งดูกล้องที่ติดเอาไว้ทั่วบ้านแนวเรียลลิตี้ ด้วยทุนเพียง 15,000 เหรียญ แต่สามารถกวาดรายได้ทั่วโลกไปถึง 193 ล้านเหรียญ จนก่อให้เกิดภาคต่อตามมาอีก 4 ภาค!!! ใช้ประโยชน์จากความสมจริงของแนว found footage สร้างความหลอนได้ดีมาก ๆ ขายไอเดียล้วน ๆ
• Project X บ้าไม่บ้าที่มีคนเอา home vdo ปาร์ตี้ห่าม ๆ เกรียน ๆ มาฉายเป็นหนัง แต่ก็ยังมีคนบ้าไปดูจนทำเงินไป 100 ล้านเหรียญ! ความสำเร็จเช่นนี้อาจจะเกิดการทำหนังสนองคนที่อยากจะไปอยู่ในปาร์ตี้แบบนี้
• [Rec] หนังสยองขวัญปิดตึกจากสเปนอีกหนึ่งเรื่องที่ได้อิทธิพลการถ่ายทำแบบ found footage มีความโดดเด่นจนฮอลลีวูดต้องขอซื้อไป remake เป็น Quarantine 

และยังส่งต่ออิทธิพลการนำเทคนิค found footage ไปถึงสตูดิโอต่าง ๆ ที่ใช้ลูกเล่นนี้ในการเล่นหนังสเกลใหญ่ในขนาดที่เล็กลง
• Cloverfield นำเทคนิค found footage มาใช้ในหนังที่มีสเกลใหญ่โตคือสัตว์ประหลาดถล่มโลกได้อย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อพวกเขาไม่ได้ให้ความสนใจกับสัตว์ประหลาด แต่มุ่งเป้ามาที่การเอาตัวรอดท่ามกลางหายนะแห่งความโกลาหล นับว่าเป็นไอเดียการใช้ home vdo ที่ยอดเยี่ยมมาก ใช้ทุนสร้าง 25 ล้านเหรียญ สามารถทำรายได้ทั่วโลก 170 ล้านเหรียญ
• Chronicle บอกเล่าเรื่องราวของหนังพลังพิเศษที่แตกต่างจากแนวซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไปเมื่อพลังมาอยู่ในมือวัยรุ่นที่ไม่ได้คิดจะนำพลังพิเศษไปปกป้องโลก หนังใช้เทคนิค found footage ออกแบบฉากขายงาน visual effects ได้ดีทีเดียว ทุนสร้าง 12 ล้านเหรียญ ทำรายได้ทั่วโลกรวม 126 ล้านเหรียญ
• Monsters เป็นอีกหนึ่งหนังที่ใช้แนว home vdo เพื่อขายวิสัยทัศน์ในการทำ visual effects จนผู้กำกับถูกดึงตัวไปทำหนัง Godzilla เรียบร้อยแล้ว
• Into the Storm หลบเลี่ยงสไตล์หนังภัยพิบัติเดิม ๆ (disaster films) ด้วยการบอกเล่าหายนะด้วยแนว home vdo ถ่ายทอดเหตุการณ์

นอกจากนี้ยังมีหนังแนว found footage อีกมากมายให้คุณได้ชมกัน เช่นแนวสยองขวัญอย่าง The Devil Inside, V/H/S, The Last Exorcism, As Above So Below, หรือติดตามชีวิตตำรวจใน End of Watch, หรือแนวไซไฟเช่น Europa Report

เห็นอย่างนี้แล้วคุณพอจะมีไอเดียการทำหนังทุนต่ำแนว home vdo กันบ้างหรือยังครับ บางทีคุณอาจจะกลายเป็นเศรษฐีร้อยล้านโดยไม่รู้ตัวก็ได้นะ

 

Batman Begins 
นำเทรนด์การชุบชีวิตแฟรนไชส์

“ผมรู้สึกสนุกกับ X-Men 1 และ 2 นะ ไบรอัน ซิงเกอร์ทำได้ดีเลยล่ะ” แมทธิว วอห์นผู้ reboot แฟรนไชส์ X-men กล่าวถึงภาคก่อนหน้าโดยผู้กำกับคนอื่น ก่อนจะเสริมว่า “แต่ภาค 3 และภาคเดี่ยวของ Wolverine มันแตกต่างออกไป และที่เลวร้ายคือหนังซูเปอร์ฮีโร่กำลังถูกยำโดยเหล่าสตูดิโอฮอลลีวูดที่พยายามยัดเยียดฉากระเบิดตูมตามและเครื่องแต่งกายล้าสมัย”

“แรงบันดาลใจสำคัญของผมคือสิ่งที่โนแลนทำกับ Batman Begins แมทธิว วอห์นพูดถึงจุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจ “ผมเป็นแฟนตัวยงของทิม เบอร์ตันเลยนะ แต่คุณก็เห็นกันอยู่ สองภาคแรกมันยอดเยี่ยมมาก แต่แล้วโจเอล ชูมาเกอร์ก็ทำลายมัน ทันใดนั้นสตูดิโอก็เก็บแบทแมนเข้ากรุไม่สนใจจะสร้างมันอีกเลย” วอห์นเสริมเปรียบเทียบให้เห็นภาพความล้มเหลวที่เหมือนกันระหว่าง X-Men และ Batman

วอห์นผู้ที่โปรดปราน Batman Begins ได้พูดถึงอิทธิพลของโนแลนที่มีต่อ X-Men: First Class ว่า “ทำไมเราไม่พยายามทำอย่าง Batman Begins ล่ะ ทำมันให้สมจริง แล้วสร้างตัวละครในโลก X-Men ให้สัมพันธ์กับเสียงเรียกร้องจากผู้ชม”

รูเพิร์ท ไวแอ็ตต์ ผู้กำกับ Rise of the Planet of the Apes เคยให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่า “ผมไม่ได้ทำเรื่องราวต่อจากพิภพวานรภาคก่อน ๆ มันเป็นต้นฉบับใหม่ของผม เป้าหมายของหนังคือการทำให้ฐานแฟนหนังกลับมารู้สึกดีเหมือนการสร้าง Batman Begins

“สตูดิโอยืนยันอย่างชัดเจนว่าต้องการแสดงความเคารพต้นฉบับของตัวละคร Godzilla” แกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับ Legendary Pictures “พวกเขาต้องการย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ของโปรเจ็กต์นิวเคลียร์ แต่นี่มันคือการ reboot ดังนั้นผมต้องดึงมันกลับมาสู่ศตวรรษที่ 21 เหมือนที่สตูดิโอเคยทำกับ Batman Begins

ยังมีคำสัมภาษณ์อีกมากที่บ่งบอกถึงอิทธิพลความสำเร็จของ Batman Begins ผลงานของคริสโตเฟอร์ โนแลนที่ได้กอบกู้ชื่อเสียงของแฟรนไชส์ด้วยการประสบความสำเร็จทั้งรายได้และเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์จากคนดู จนทำให้แฟรนไชส์เจ้าอื่นมีความกล้าที่จะ reboot ตัวละครและเนื้อหาของตัวเองให้ทันสมัยและอยู่ภายใต้สถานการณ์ใกล้เคียงกับโลกปัจจุบัน เราจึงได้เห็นการ reboot ตามมาจำนวนมากหลังจากโนแลนเริ่มทำกับแบทแมน ไล่ตั้งแต่ Casino Royale ที่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และเสียงวิจารณ์เช่นกัน, Star Trek, Rise of the Planet of the Apes, X-Men First Classและ Godzilla

 

ครบทั้ง 13 เรื่องเรียบร้อยครับ
ยังมีอีกบางเรื่องที่น่าสนใจแต่ไม่ได้เขียนถึง เช่น Gladiator ที่มีอิทธิพลต่อหนังประวัติศาสตร์มหากาพย์ยุคปัจจุบัน
และความสำเร็จด้านรายได้และเสียงวิจารณ์ของ The 40-Year-Old Virgin
ก็ทำให้เกิดหนังเนื้อหาเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์แบบมีสาระ ตลกสะอาดจำนวนมากตามมาเช่น Juno และ Knocked Up

 

Pantip.com-Learn, Share & Fun

ที่มา: pantip.com/topic/32810817

ดิสนีย์เนรมิตขนมหวานจากหนังดัง Frozen ต้อนรับปีใหม่


Frozen ถือเป็นหนังจากค่ายใหญ่ดิสนีย์ที่ดังเป็นพลุแตกเปรี้ยง ปร้าง มากที่สุดในขณะนี้ ถึงแม้จะเปิดตัวมานานกว่า 7 เดือนแล้วแต่ความนิยมไม่ได้ลดลงเลย ยังคงจับใจแฟนคลับทั้งผู้ใหญ่จนไปถึงเด็กเล็กเลยทีเดียว ดูได้จากการออกสินค้าลิขสิทธิ์ Frozen มากมาย ตั้งแต่ หนังสือภาพ หนังสือเพลง ชุดเดรสเอลซาและแอนนาสำหรับงานฮาโลวีนกันเลยทีเดียว ล่าสุด http://www.cozycorner.co.jp ได้มีการเปิดตัวของหวานเวอร์ชัน Frozen เอาใจสาวกเอลซาและแอนนา จะน่ารักน่ากินแค่ไหน ไปชมกันเลยดีกว่าจ้ะ

1.เริ่มจาก ▼ The Petit Gateau Frozen Collection ราคาประมาณ 592 บาท (US$18.50) 

เป็น เซตมินิคัพเค้ก ที่มีรูปตัวละครเอกของเรื่อง เอลซา แอนนา โอลีฟ สเวน ส่วนรสชาติก็มีให้เลือกหลากหลายทั้ง ช็อกโกแลต เจลลี่โซดา และ ชาเขียว

2. ▼ The “White Pudding” เวอร์ชัน เอลซ่า  ราคาประมาณ 80 บาท (US $ 2.50) ทำจากเนื้อครีมพุดดิ้งนุ่มๆ ราดท๊อปปิ้งด้วยครีมและซอสรสรามูเนะ (โซดาญี่ปุ่น)

3. ▼ พุดดิ้งคาราเมล เวอร์ชัน แอนนา ทำจากเนื้อคาราเมลพุดดิ้ง เพิ่มท๊อปปิ้งด้วยซอสคาราเมลและวิปครีมนุ่น ละมุนลิ้น ราคาประมาณ 80 บาท (US $ 2.50)

4. ▼ ยังไม่หมดจ้า จัดไป The “Frozen Box of Asseted Sweets” ประกอบด้วย มาเดอลีรสชีส 4 ชิ้น

มาร์ชเมลโลรสช็อกโกแลต ลวดลายบนกล่องตกแต่งด้วยรูป“สโนว์เฟลก” 

5.  สุดท้าย ขอนำเสนอ ” Frozen Gift Tin Box” ประกอบด้วย มาเดอลีชีส 13 ชิ้น , มาร์ชเมลโลช็อกโกแลต, คุกกี้พิสตาชิโอ, ครันช์บอลช็อกโกแลต สนนราคาที่ 355 บาท (US$11.10)

ขนมหวาน Frozen จะจัดจำหน่ายโดยร้าน Cozy Corner ที่ญี่ปุ่น จากวันที่ 1 พฤศจิกายน – 16 ธันวาคมนี้เท่านั้นนะจ้ะ ใครที่สนใจรีบๆกันหน่อยจ้า

ที่มา  PRTimes (Japanese) via ITmedia (Japanese)

ภาพ  PRTimes 

18 ภาพก่อน-หลัง Visual Effects ในหนังเรื่องดังที่คุณเห็นแล้วต้องอึ้ง!!


 

หลายๆ คนน่าจะพอรู้ว่า เวลาผู้ผลิตหนังหรือภาพยนตร์ถ่ายทำฉากต่างๆ นั้น มักจะใช้สิ่งที่เรียกว่า VFX หรือ Visual Effects เข้ามาช่วย ซึ่งภาพเหล่านี้ข้างล่าง จะทำให้คุณรู้ว่า ก่อนและหลังการใช้ VFX ของฉากจากหนังเรื่องโปรดที่เราดูนั้น มันต่างกันขนาดไหน อยากจะบอกว่า มันเจ๋งมากราวกับใช้เวทมนตร์เลยล่ะ!

เรื่อง น่ารู้ก็คือ บางทีฉากก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสีเขียวนะ อาจจะเป็นน้ำเงิน หรือสีอื่นๆ เพียงแต่ว่า หลักการก็คือ ฉากนั้น ต้องไม่ตรงกับสีเสื้อของนักแสดงที่เล่น หรือของประกอบฉากนั่นเอง เพราะมิฉะนั้น เวลาที่ใช้โปรแกรมเพื่อตัดฉากออก นักแสดงที่ใส่สีเดียวกับฉากก็จะหายไปด้วยนั่นเอง!

The Walking Dead


Source: lombok.com

Life of Pi

Source: bussinessinsider.com


Source: lombok.com

Game Of Thrones


Source: pizzadeonshare

The Secret In Their Eyes

Source: lombok.com

The Wolf Of Wall Street

Source: bussinessinsider.com

Boardwalk Empire

Source: Vimeo

Deadly Honeymoon

Source: lombok.com

The Great Gatsby

Source: bussinessinsider.com


Source: aeromental.com

Oz, the Great and Powerful

Source: hollywoodreporter.com

The Avengers

Source: alternativeart.com

District 9

Source: foxrenderfarm.com

Gravity

Source: bussinessinsider.com

Ugly Betty

Source: lombok.com

The Twilight Saga: Breaking Dawn

Source: hollywoodlife.com

The Dark Knight

Source: entretenimento.com

Grey’s Anatomy

Source: Youtube

Paranoia

Source: lombok.com

Alice In Wonderland


Source: Youtube

The Hobbit


Source: Youtube

 

H/T: Boredpanda

ที่มา: http://www.kiitdoo.com/

ย้อนรำลึก…เบื้องหลังหนังดัง


 

 

2

 

3

 

4

 

5

 

6

 

7

 

8

 

9

 

10

 

11

 

12

 

13

 

14

 

15

 

16

 

17

 

18

 

19

 

20

 

21

 

22

 

23

 

24

 

25

 

26

 

27

 

28

 

29

 

30

 

31

 

32

 

33

 

34

 

35

 

36

 

37

 

38

 

39

 

40

 

41

 

42

 

43

 

44

 

45

 

46

 

47

 

48

 

49

 

50

 

51

 

52

 

53

 

54

 

55

 

56

 

57

 

58

 

59

 

60

 

61

 

62

 

63

 

64

 

65

 

66

 

67

 

68

 

69

 

70

 

71

 

72

 

73

 

74

 

75

 

76

 

77

 

78

 

79

 

80

 

81