เมนูไข่ไข่ 4 เมนู จากไมโครเวฟ (ง่ายๆฉบับเด็กหอก็ทำได้ ถ้ามีไมโครเวฟ)


จากบทความครั้งที่แล้ว ที่พูดกันถึง เมนูชีส.. ใครยังไม่เคยอ่าน คลิ้กกกกกก

ได้รับเสียงตอบรับอย่างท่วมท้น !! วันนี้ น้องหมูหัน Moohundesign จึงแวะมาอัพเดตเรื่องใหม่ๆให้ได้อ่านกันอีก

มาครั้งนี้ เด็ดเหมือนเคยแน่นอน เพราะ เรานำเมนูที่ทำง่ายมากกกก แค่มีไมโครเวฟ และ ไข่

รอบนี้จะเขียนกันได้กี่เมนู ต้องคอยติดตามดู 55555+ (จำได้ว่าครั้งที่แล้วกะจะทำสัก 10 ทำไปทำมาเหลือ 4 ซะงั้น > < )

เมนูที่ 1 ไข่ดาวน้ำ หรือ ไข่ดาวไมโครเวฟ – Fried Egg

รูปภาพ : http://goo.gl/YcYIxa

รูปภาพ : http://goo.gl/YcYIxa

รูปภาพ : http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2011/08/D10913393/D10913393.html

เมนูแรก เป็นเมนูสุดง่าย แถมยังไม่มีไขมันส่วนเกิน (แต่คอเรสเตอรอลเท่าเดิม) เนื่องจากว่าไม่ใช่น้ำมันหรือเนยแต่อย่างใด

ที่เราต้องใช้ มีเพียง ไข่ไก่ (หรือจะไข่อย่างอื่นก็ได้) และ น้ำเปล่า เท่านั้น

ส่วนประกอบ

1.) ไข่ไก่ (หรือไข่อย่างอื่น ตามชอบ)

2.) น้ำเปล่า

วิธีทำ (อธิบายแบบง่ายๆ ส่วนเรื่องสัดส่วนรบกวนหาตามเว็บสอนทำอาหารทั่วไปได้เลยนะคะ)  (มีคลิปด้วยแหละ)

ตอกไข่ใส่ถ้วยหรือชามก้นลึก (ควรเลือกถ้วยหรือชามที่เข้าไมโครเวฟได้นะคะ) ไข่จะออกมาเป็นทรงของก้นชามค่ะ

เติมน้ำเปล่าลงไปพอประมาณ กะให้ไข่ลอยพ้นจากก้นชาม (2-3 ช้อนโต๊ะ) ใช้ส้อมจิ้มไข่แดงสัก 2-3 ครั้ง กันไข่ระเบิด

นำเอาฝาหรือชามมาครอบ.. จะทำให้ไข่สุกไวและสุกทั่วกันค่ะ รวมทั้งยังป้องกันไข่ระเบิดเลอะไมโครเวฟด้วยค่ะ

จากนั้นนำเข้าไมโครเวฟค่ะ ตั้งไฟปานกลาง (800 W)

เปิดเริ่มแรก 30- 40 วินาที นำออกมาเช็คดู หากต้องการสุกกว่านี้ให้เวฟอีกครั้ง เพิ่มอีก 10 วินาที จนได้ตามที่ต้องการ

ไข่ที่ได้ จะออกมาเหมือนกับที่ร้านอาหารส่วนใหญ่ทำ เราสามารถนำเอาไข่ดาวน้ำไปรับประทานคู่กับอาหารจานหลักได้

ไม่ว่าจะเป็นข้าว มาม่า โจ๊ก ก๋วยเตี๋ยว สลัด หรือว่าจะใส่ใน ขนมปัง หรือจะทำเป็นแซนด์วิชทาน ก็สามารถทำได้ง่ายๆ

 

ใครไม่เข้าใจ ลองเข้าไปชมได้ตามคลิปด้านล่างเลยนะคะ

**แถมท้ายอีกนิด**

สำหรับผู้ที่กลัวว่าทานไข่ทุกวันจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย น้องหมูหันมีความรู้มาฝากกันค่ะ

อ้างอิงข้อมูลจาก : http://pirun.ku.ac.th/

กินไข่ไม่ทำให้อ้วน
จากการติดตามศึกษากลุ่มคนที่รับประทานอาหารเช้าเป็นไข่เทียบกับกลุ่มที่ทานซีเรียลและขนมปัง เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่กินไข่เป็นอาหารเช้าจะมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยต่ำกว่าอีกกลุ่ม เป็นเพราะโปรตีนจากไข่ร่างกายจะค่อย ๆ ย่อยเป็นพลังงานอย่างช้า ๆ ไม่เหมือนกับการกินคาร์โบไฮเดรตหรือไขมันที่จะย่อยเร็วกว่า จึงทำให้หิวเร็วกว่าและทานซ้ำมากกว่า

แม้ว่าไข่จะมีโคเลสเตอรอลสูงถึง 200 มิลลิกรัมซึ่งสมาคมโรคหัวใจของอเมริกา (American Heart Association) ได้ให้ข้อกำหนดว่าเราควรกินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ทำการศึกษาว่าการกินไข่มากกว่าวันละฟองไม่ทำให้ความเสี่ยงของโรคหัวใจเพิ่มขึ้น แต่การปฏิเสธไม่กินไข่เลยหรือเลือกกินเฉพาะไข่ขาวไม่ใช่เรื่องที่ควรทำเพราะร่างกายหากได้โคเลสเตอรอลไม่เพียงพอร่างกายเราก็จะพยายามผลิตออกมาเอง ซึ่งอาจจะมากกว่าการกินเข้าไป

การกินแบบพอดี ไข่วันละฟองหรือสัปดาห์หนึ่ง 3-4 ฟอง ไม่ก่อปัญหาให้มากแต่ที่เป็นปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการได้ไขมันส่วนเกินจากเครื่องเคียงเสียมากกว่า เช่น ไส้กรอกทอดที่อุดมด้วยน้ำมันทั้งนอกและใน ไข่เจียวอมน้ำมัน หรือขนมปังทาเนยจริงหรือเทียม ล้วนเป็นตัวสร้างปัญหาให้มากกว่าตัวไข่เอง

กินไข่ต้มรับรองว่าคุณได้สารอาหารที่ครบคุณค่าและปลอดภัยจากไขมันที่มาจากการปรุง สำหรับผู้ใหญ่ที่มีปัญหาสุขภาพก็ควรระมัดระวัง แต่สำหรับเด็ก ๆ ไข่คืออาหารที่วิเศษที่คุ้มค่าราคาเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ

4เหตุผลควรทานไข่เป็นอาหารเช้า

4เหตุผลควรทานไข่เป็นอาหารเช้า

รูปภาพ : เครดิตตามรูป

 

เมนูที่ 2 ไข่ตุ๋นไมโครเวฟ เนื้อเนียนนุ่มสุดอร่อย – Thai Steamed Eggs

รูปภาพ : http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2011/08/D10940148/D10940148.html

จะมีอะไรง่ายไปกว่าเมนูนี้อีกมั๊ย.. เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดี ปรับสูตรได้ตามใจ ตามความชอบ

ให้เด็กรับประทานก็ทำสูตรเนื้อเนียนๆ ใส่ผักสีๆเพิ่มวิตามิน อาจมีการใส่เนื้อสัตว์ เช่น หมู หรือ ปูอัด ทำให้ดูน่าทานยิ่งขึ้น

หากทำให้ผู้ใหญ่รับประทาน หรือทำทานเอง ก็ทำสูตรฮาร์คคอร์ขึ้นมาอีกนิด เพิ่ม เติม แต่ง ได้ตามใจ

อยากได้รสชาติแบบไหนก็ปรุงเพิ่มได้เลย.. ทานกับข้าวสวยร้อนๆก็อร่อยไม่น้อย

 

ส่วนประกอบ

รูปภาพ : http://goo.gl/xgncYR

1.) ไข่ไก่ (หรือไข่อย่างอื่น ตามชอบ)

2.) น้ำเปล่า

3.) เครื่องปรุงรส (โชยุ, ซีอิ๊ว, น้ำปลา, เกลือ, พริกไทย, ผงปรุงรสอื่นๆ ตามแต่ชอบ)

4.) ผัก ตามชอบ (ที่นิยมจะมี แครอท เห็ดหอม ต้นหอม เป็นต้น)

5.) เนื้อสัตว์ ตามชอบ (แนะนำให้ลวกเนื้อสัตว์ให้สุกก่อนจะดีกว่า)

วิธีทำ (อธิบายแบบง่ายๆ ส่วนเรื่องสัดส่วนรบกวนหาตามเว็บสอนทำอาหารทั่วไปได้เลยนะคะ)

ทริคเด็ดๆของสูตรไข่ตุ๋นเนื้อเนียนนุ่ม น่าจะเป็นขั้นตอนของการตีไข่

เริ่มต้นการทำ ตอกไข่ใส่ถ้วย เลือกถ้วยที่มีขนาดพอเหมาะ และสามารถใช้กับไมโครเวฟได้

เริ่มใส่ผงปรุงรส ทริคเล็กน้อย หากต้องการให้ไข่มีสีขาวนวลสวย ควรใช้แค่เกลือและพริกไทย ไม่แนะนำให้ใช้ซีอิ๊วหรือซอสที่มีสีดำ

เพิ่มนมสดจืดเข้าไปเล็กน้อย (ให้มีรสชาติมัน) คนให้ทุกอย่างเข้ากัน ขั้นตอนนี้ตีไข่ได้ แต่ต้องเบามือหน่อย พยายามอย่าให้เกิดฟอง

เมื่อตีทุกอย่างจนเนียนเข้ากันแล้ว หากเกิดฟอง ให้พยายามช้อนเอาฟองออกให้หมด ไม่ก็ใช้ที่กรองกรองเอาฟองออกอีก 1 รอบ ก็ได้

ใส่น้ำต้มสุกลงไป (หรือจะเป็นน้ำธรรมดาก็ได้) กะปริมาณให้สัดส่วนเป็น ไข่ 1 ต่อ น้ำ 1.5 (น้ำมากกว่าไข่ ไม่เกิน 2เท่าของปริมาณไข่)

คนให้เข้ากันอีกครั้ง เสร็จเรียบร้อย หากมีเนื้อสัตว์หรือส่วนผสมอื่น ใส่ขั้นตอนนี้เลยค่ะ ปิดฝาจากนั้นนำเข้าไมโครเวฟ

ปล. ขั้นตอนการใส่ส่วนผสม และ ส่วนผสม แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล และ ความถนัดในการทำนะคะ อาจใส่น้ำก่อนหรือหลังก็ได้ค่ะ มีผลแค่จะทำให้ตีไข่ยากขึ้น หมูหันแนะนำให้ตีไข่และเครื่องปรุงก่อน จึงใส่น้ำขั้นตอนสุดท้ายค่ะ

อาจดัดแปลงสูตรด้วยการลดน้ำ เพิ่มนมสดจืด หรือ ไม่ใช้น้ำเปล่า แต่ใช้นมสดจืดอย่างเดียวก็ได้นะคะ (อาจต้องปรับสูตรเล็กน้อย)

** กำลังไฟ และ ความแรงของไฟ แล้วแต่ปริมาณของไข่ที่เราทำ ลักษณะของภาชนะที่เราใส่ และ เตาอบไมโครเวฟด้วยค่ะ

ทริคอีกนิดเพื่อให้ไข่ตุ๋นหน้าเนียนสุดกำลัง.. ให้ใช้ไฟต่ำสุดค่ะ หากใช้ไฟแรงจะทำให้เกิดฟองอากาศที่หน้า ทำให้หน้าไข่ตุ๋นไม่สวยค่ะ

ทริคที่ 2 เพื่อทำให้ไข่น่ารับประทานมากขึ้น ให้ทำการอบ 5 ครั้ง ครั้งละ 3 นาทีี พัก 1 นาที เพื่อที่ไข่จะได้ไม่โดนความร้อนมากเกินไป รวมทั้งสิ้น 15 นาทีค่ะ

ไข่ตุ๋น สูตรหน้าเนียน จากบล็อก คุณ EskimoPie

รูปภาพและข้อมูล : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=baan-nana&month=09-2012&date=01&group=3&gblog=14

เมนูที่ 3 ไข่คนสูตรไมโครเวฟ – Microwave Scrambled Egg

รูปภาพ : http://goo.gl/W2ODur

รูปภาพ : http://chefsunter.blogspot.com/2012/12/scramble-egg.html

ไข่อะไรเอ่ยยย ดูเละเทะ ไม่น่าทาน แต่รสชาติอร่อยสุดยอดดด!!

เฉลย.. นั่นคือ ไข่คน นั่นเอง !!  อยากรู้มั๊ยคะ ว่าไข่คนมีวิธีทำอย่างไร ถ้าน้องหมูหันจะบอกว่า ก็เอาไข่มา คน คน คน ไงล่ะ จะโดนมั๊ยนิ > <

เอาเป็นว่า ถ้าอยากรู้ส่วนผสมและวิธีทำ เลื่อนลงไปอ่านด้านล่างได้เลยจ้าาาา..

ส่วนประกอบ

1.) ไข่ไก่ (หรือไข่อย่างอื่นตามชอบ กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็ทิ้ง 55)

2.) นมสด(จืด)

3.) ผงปรุงรส (แนะนำ เกลือป่น และ พริกไทย เพื่อรสชาติและกลิ่นที่ออกไปทางยุโรป ใครไม่คุ้นอยากไปทางญี่ปุ่นหรือกลับมาไทย ก็เปลี่ยนเป็นโชยุหรือซีอิ๊วขาว ตามสะดวกจ้าาาาา)

4.) เนยสดจืดทำให้ละลาย (บางท่านชอบน้ำมันพืช หรือ มีแต่น้ำมันพืชก็แทนได้นะ แต่ความหอมจะต่างกันจ้ะ)

5.) เนื้อสัตว์ ไส้กรอก แฮม ผักสด ตามใจชอบ.. มีอะไรก็ใส่ลงไป กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็ทิ้ง 555

วิธีทำ (อธิบายแบบง่ายๆ ส่วนเรื่องสัดส่วนรบกวนหาตามเว็บสอนทำอาหารทั่วไปได้เลยนะคะ)

ทาเนยสด(ละลาย)ลงบนชามที่ใช้ใส่ไข่บางๆ

ตอกไข่ใส่ลงไป ตีให้เข้ากัน เหมือนทำไข่เจียว ฟองมาก ฟองน้อย ไม่เป็นไร ตีไปเถอะ.. ยิ่งเนียนยิ่งดี

ปรุงรส.. ใส่เนื้อสัตว์หรือผักที่มีลงไป ตีๆๆๆ คนๆๆๆ เข้ากันรึยัง ? ถ้าเข้ากันแล้วก็กินได้ !! … เอ๊ยยย นำเข้าไมโครเวฟได้

ลืมอะไรรึเปล่า ? คิดให้ดีๆ ใส่ไข่แล้ว ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทยแล้ว เนื้อสัตว์แล้ว แฮมแล้ว ผักแล้ว.. อ้อ อย่าลืมนมสด(จืด)ด้วยนะ ใส่ไปประมาณ 3 ช้อนชา (ต่อ ไข่ 2 ใบ) หรือตามแต่ชอบ ชอบมันๆก็ใส่เยอะ แต่อย่าเยอะมาก เดี๋ยวไข่จะไม่แข็ง

**แอบกระซิบว่า ถ้ามีชีสสสส (พาร์มีซานชีสขูด) ใส่ไปด้วยจะได้อารมณ์ยุโรปม๊ากมากกก**

โอเค เรียบร้อยแล้ว เข้าไมโครเวฟได้เลย

ตั้งไฟปานกลางละกัน 800 วัตต์ อบไป 1 นาที (รอดูจนไข่เริ่มฟู) นำออกมาค่ะ..

แล้วก็ คนๆๆๆ เขี่ยๆๆๆ (อย่าใช้นิ้วเขี่ยนะคะ มันร้อนค่ะ !!) ใช้ส้อมแทนนะ จะเอาเละแค่ไหนก็เขี่ยไปเลย ทำแล้วต้องกินให้ได้ด้วยนะ

ถ้าใช้ไข่น้อย เข้าไมโครเวฟอีก 30 วินาที แล้วนำออกมาคนอีกครั้ง สังเกตุเนื้อไข่ว่าสุกพอใจเราแล้วหรือยัง

หากยังก็นำเข้าไมโครเวฟต่ออีก 30 วินาที แล้วนำออกมาคนค่ะ สัก 2-3 ครั้ง เมื่อได้ที่ก็จัดจานค่ะ พร้อมรับประทาน

**บางสูตร เริ่มต้นที่ 1 นาที นำออกมาคน แล้วใส่เข้าไปต่ออีก 1 นาที นำออกมาคน ทำอีก 3 ครั้ง (อันนี้แล้วแต่ปริมาณไข่นะคะ) ลองทำดูเนอะ

 

เมนูที่ 4 ไข่กระทะ หรือ ไข่ระเบิด สูตรไมโครเวฟ

รูปภาพ : http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=karnoi&date=04-12-2014&group=83&gblog=20

เมนูนี้ง่ายพอๆกับไข่ดาวน้ำเลย (จริงๆนะ) ไม่เชื่อใช่ป่ะ งั้นลองไปดูวิธีทำกันเลย

พูดง่ายๆว่า ทำมาม่าได้ ก็ทำไข่กระทะได้อ่ะ.. จบป่ะ !!

ส่วนประกอบ

1.) ไข่ไก่ (หรือไข่อื่นๆ อยากกินไข่อะไรก็ใส่ลงไป)

2.) น้ำมันพืช

3.) น้ำเปล่า

4.) หมูสับ หรือ แฮม หรือ กุนเชียง หรือ อื่นๆ แล้วแต่จะใส่

5.) ผงปรุงรส (เกลือ พริกไทย ซีอิ๊ว น้ำปลา โชยุ เลือกเอา..ไม่ต้องใส่ทั้งหมดนะ)

6.) เกือบลืม นมสด กับ ชีส อันนี้เป็นส่วนผสมสิ้นเปลือง แถมกินแล้วอ้วน.. ถามว่าใส่ได้มั๊ย ตอบว่า ได้ ! อยากกินก็ใส่..

รูปภาพ : http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=karnoi&date=04-12-2014&group=83&gblog=20

วิธีทำ (อธิบายแบบง่ายๆ ส่วนเรื่องสัดส่วนรบกวนหาตามเว็บสอนทำอาหารทั่วไปได้เลยนะคะ) (มีคลิป)

เทน้ำ+น้ำมันอย่างละ 2 ช้อนโต๊ะลงไปในชาม

ตอกไข่และใส่ส่วนผสมทุกอย่างลงไปบนไข่ ไม่ต้องตีนะ.. !! อ้อออ อย่าลืมเจาะไข่แดงด้วย ไข่แดงจะได้ไม่ระเบิด

แค่นั้นล่ะ นำเข้าไมโครเวฟ อบ ไฟแรง สัก 1 นาที – 1 นาที 30 วินาที

เสร็จจ้า !! เออ.. ลืม = = ; ความจริงน้องหมูหันว่า เครื่องปรุงทั้งหลาย ใส่ตอนอบเสร็จดีกว่าเนอะ.. 555

เหมือนที่ร้านเขาทำ เขาจะทำไข่ ใส่เครื่องบนไข่.. ใส่ซีอิ๊ว โรยพริกไทย แล้วเสิร์ฟ แบบนั้นแหละ !! แค่นี้ก็สุดยอดแล้ว

ไม่เข้าใจวิธีทำ เข้าไปดูคลิปได้นะจ๊ะ

 

พอก่อนเนอะ จบละ..

สรุปแล้วครั้งนี้แอดมิน น้องหมูหัน เขียนไปได้ทั้งหมด 4 เมนูค่ะ

สำหรับเมนูอื่นๆ ที่ทำจากไข่ สามารถนำเอาสูตรที่ลงไว้ไปดัดแปลงได้เลย..

เรื่องระยะเวลา และ กำลังไฟในการอบ ให้ปรับสูตรเอาตามสมควร แนะนำให้ทดลองทำก่อนค่ะ สนุกนะ.. ลองดูซิ !!

ที่จริงแล้ว น้องหมูหันว่าจะลงเมนู ออมเล็ต หรือ ไข่ยัดไส้ กับ ไข่ม้วน ด้วยแหละ

แต่หาสูตรที่ทำจากไมโครเวฟไม่ได้เลย มีแต่สูตรทำจากกระทะธรรมดา ถ้ามีเพื่อนๆคนไหนมีสูตร จะส่งมาให้ หมูหันจะขอบคุณมากกกกก

ที่คิดๆไว้ หมูหันว่า ถ้าเทไข่ที่ตีแล้ว ลงชามหรือถาดแบนๆ ที่เข้าเวฟได้ แล้วนำไปเวฟสัก 1 นาที แล้วนำมาม้วน หรือเทไส้ใส่แล้วม้วน

น่าจะได้อีกเมนู หรือ อีก 2 เมนูเลยนะ.. ไม่รู้ล่ะ ใครว่าง อย่าลืมไปลองทำกันดูนะจ๊ะ..

สำหรับวันนี้ หมูหันขอตัวไปหาอะไรทานก่อนนะค๊าาาา.. บัยยยยส์..

 

เครดิต : http://moohundesign.com

ชวนกันมาทำของว่างทานเล่น “เบียร์ทอดกรอบ” เมนูสวรรค์ของนักดื่มเบียร์


เบียร์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นที่โปรดปรานของคนจำนวนมาก ไม่ว่าจะทั้งชาวไทยหรือชาวต่างชาติ ดังนั้นวันนี้เราขอนำเสนอเมนูเอาใจคอเบียร์ทั้งหลาย นั่นก็คือ “เบียร์ทอดกรอบ” เป็นอีกหนึ่งเมนูใหม่ที่เกิดจากไอเดียล้วนๆ แต่รับรองได้ว่ารสชาติอร่อยไม่แพ้การดื่มเบียร์แน่นอน โดยมีขั้นตอนการทำดังต่อไปนี้

 

 

 

ส่วนผสมสำคัญ

 

เบียร์ 1 กระป๋อง

โกลเด้นไซรัป 6 ช้อนโต๊ะ (หรืออาจจะใช้น้ำเชื่อมแทนก็ได้)

เกลือ 1 หยิบมือ

เนย 1 ก้อน

ยีสต์ 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำอุ่น 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ

แป้งสาลีครึ่งถ้วย

น้ำมันพืช 2 ถ้วย

 

 

ขั้นตอนการทำ

 

1. ผสมเบียร์และโกลเด้นไซรัปลงในชาม จากนั้นคนให้เข้ากัน

 

 

2. จากนั้นนำเนยมาละลายลงในหม้อ แล้วเทเบียร์ที่เตรียมไว้จากข้อ 1 เทลงไป จากนั้นเคี่ยวให้งวด แล้วทิ้งไว้ให้เย็น เพื่อให้มันเหนียวข้น

 

 

3. ผสมยีสต์ น้ำอุ่น และน้ำตาลเข้าด้วยกัน แล้วคนให้ละลาย

 

 

4. ใส่แป้ง 1 ถ้วยลงในน้ำยีสต์ที่เตรียมไว้จากข้อ 3 แล้วรอให้มีฟองผุดขึ้นมา จากนั้นโรยเกลือ และตามด้วยเนยอีก 1/3 ถ้วย จากนั้นตีแป้งและส่วนผสมให้เข้ากัน

 

 

5. นวดแป้งให้แข็งเป็นก้อน

 

 

6. นำแป้งไปตีเป็นแผ่น

 

 

7. จากนั้นตีไข่ให้เข้ากัน แล้วนำมาทาบนแผ่นแป้ง

 

 

8. ตัดแป้งเป็นแผ่น แล้วนำมาต่อกันเป็นรูปถุง ที่สำคัญอย่าให้รั่วเด็ดขาด

 

 

9. จากนั้นนำไซรัปเบียร์ที่เตรียมไว้จากข้อสอง มาหยอดใส่ข้างใน

 

 

10. นำลงทอดด้วยน้ำมันร้อนจัด ให้เหลืองกรอบ โดยใช้เวลาเพียง 20 วินาทีเท่านั้น

 

 

เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย คุณก็จะได้เพลิดเพลินไปกับการกินเบียร์รูปแบบใหม่ หรือสามารถทานคู่กับเบียร์เย็นๆ ได้ รับรองว่ารสชาติอร่อย เหมือนกับคุณได้ขึ้นสวรรค์เลยทีเดียว ลองทำตามกันดูนะ

จะตกใจไหมถ้าบอกว่า “นํ้าตาล คือสารเสพติด”


น้ำตาล คือสารเสพติด

“หวานเป็นลม ขมเป็นยา” เป็นคำที่คนไทยตั้งแต่ในอดีตได้เตือนว่า อาหารส่วนใหญ่ที่มีรสหวานมาก็จะเป็นโรคได้
ส่วนยาไทยที่เอาไว้รักษาโรคนั้นต่างก็มีรสขมทั้งสิ้น

คนทั่วไปส่วนใหญ่ชอบรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีรสหวาน โดยที่อาจไม่เคยรู้เลยว่าความหวานนี่แหละที่ก่อให้เกิดโรคมากมาย
และถ้าเราลดเรื่องอาหารที่มีรสหวานได้ เราก็จะหยุดได้หลายโรค

นพ.เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์ คุณหมอที่จบแพทย์แผนปัจจุบันแต่มีความเชี่ยวชาญด้านโภชนาการ โดยปัจจุบันได้ให้คำแนะนำ
เรื่องโภชนาการเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยแทนการใช้ยา นพ.เปี่ยมโชค ด้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ทำไมคุณถึงป่วย?
อีกมุมหนึ่งของความรู้สุขภาพที่หมอของคุณอาจไม่เคยบอกคุณมาก่อน” ข้อมูลที่เขียนนี้ถือได้ว่ามีประโยชน์ต่อผู้อ่าน
เพราะได้รวบรวมงานเขียนและงานวิจัยหลายชิ้นในต่างประเทศ โดยมีความบางตอนที่น่าสนใจและผู้อ่านหลายคน
อาจไม่เคยรู้มาก่อนมาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะดังนี้

จากหนังสือ “Lick the sugar habit” ที่เขียนโดย Nancy Appleton ตีพิมพ์ ปี 1992 เธอเป็นปริญญาเอกทาง Clinical nutrition
ในหนังสือเล่มนี้ได้สรุปไว้ว่า มีโรคและอาการกินหวานอยู่ถึง 110 ชนิด จะเรียกได้ว่าโรคที่เรานิยมเป็นอยู่ในยุคนี้มีสาเหตุ
มาจากน้ำตาลมาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ทำให้ฟันผุ, ให้กระดูกผุ, ทำให้แก่เร็ว, ทำให้อ้วน, ทำให้หลั่งอดรีนาลีนอย่างรวดเร็วในเด็ก,
ทำให้เกิดหอบหืด, ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้, ทำให้เด็กเป็นโรคผิวหนัง เอ็กซีม่า, ทำให้ปวดศีรษะไมเกรน, ทำให้เกิดโรคข้ออักเสบ,
ทำให้เกิดริดสีดวงทวาร, ทำให้เป็นต้อกระจก, ทำให้สายตาสั้น, ทำให้เป็นโรคซึมเศร้า, ทำให้ไขมันในตับเพิ่มขึ้น, ทำลายตับอ่อน,
ทำให้เป็นโรคเบาหวาน, ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง, ทำให้เกิดนิ่วในไต, เพิ่มโอกาสที่จะเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหาร,
เพิ่มโอกาสมะเร็งลำไส้ใหญ่, เป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งถุงน้ำดี ฯลฯ

ที่น่าสนใจคือ น้ำตาลทำให้เกิดสมาธิสั้น ความวิตกกังวล อารมณ์แปลกประหลาดในเด็ก โดยมีตัวอย่างจากหนังสือ alternative medicine
ฉบับเดือนกันยายน 2004 หน้า 24 ชื่อ the real reason sweets make kids jumpy บทความนี้เป็นงานวิจัยที่ทำในอังกฤษ พบว่า:

ความหวานและสีผสมอาหารที่มีอยู่ขนมหวาน ลูกอม และน้ำอัดลม มีส่วนในการทำให้เด็กที่กินของเหล่านี้เข้าไปเกิดอาการสมาธิสั้น
เป็นการศึกษาในเด็กอายุ 3 ขวบ จำนวน 277 คน โดยการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของเด็กเหล่านี้ในช่วงเวลาที่เด็กกินอาหารที่มีความหวาน
มีสีผสมอาหาร และอาหารที่ไม่มีความหวาน ไม่มีสีผสมอาหาร


ซึ่งพบว่า ในช่วงที่เด็กกินอาหารที่มีความหวาน มีสีผสมอาหารและอาหารที่ไม่มีความหวาน ไม่มีสี พฤติกรรมของสมาธิสั้นลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง กลุ่มที่ทำงานวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะว่าการลดปัญหาของอาการสมาธิสั้นคือ ให้เด็กกินอาหารที่มีความหวาน มีสีผสมอาหารลดลง
โดยเน้นที่อาหารและขนมสำเร็จรูปทั้งหลาย ขนมหวาน ลูกอม และน้ำอัดลม ขนมถุงจำพวกขบเคี้ยวทั้งหลายด้วย

นอกจานี้บางคนอาจะไม่รู้ว่า น้ำตาลสามารถกดการทำงานของเม็ดเลือดขาวได้ (Sugar suppress lymphocyte)
พูดง่ายๆก็คือกดการทำงานของภูมิต้านทานนั่นเอง จากหนังสือของนายแพทย์ James Braly ปี 1992 ชื่อ DR.BRALY’S FOOD ALLERTY
& NUTRITION – REVOLUTION หน้า 242 เรื่อง “How to eat” มีข้อความแปลเป็นไทยว่า

“ในบางคนน้ำตาลกดการทำงานของเม็ดเลือด โดยเฉพาะเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นตัวหลักของภูมิต้านทาน
(เม็ดเลือดขาวมีหน้าที่สำคัญคือคอยทำลายเชื้อโรค และปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอม) ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคุณกินน้ำอัดลม 1 กระป๋อง
หรือกาแฟใส่น้ำตาล 1 ถ้วย แล้วตามด้วยขนมหวานอีก 1 ชิ้น เม็ดเลือดขาวของคุณจะทำงานลดลง 75 เปอร์เซนต์ และจะเป็นอย่างนี้อยู่นาน 6-8 ชั่วโมง
กว่าจะกลับมาทำงานตามปกติ”

จากหนังสือ Low Carb Energy ฉบับเดือน มีนาคม 2005 หน้า 87 ชื่อเรื่อง “SUGAR a Serious addiction you can break”
รายงานนี้เขียนโดยแพทย์หญิง Christine Horner คุณหมอคริสติน บรรยายเรื่องหวานกดภูมิต้านทานแปลเป็นไทยได้ว่า

“นักวิจัยพบว่าการกินหวานกดภูมิต้านทาน โดยไปกดการทำงานของเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า T lymphocyte ยกตัวอย่าง
ถ้ากินขนมหวานชิ้นใหญ่ซัก 1 ชิ้น ความหวานจะกดการทำงานของเม็ดเลือดขาวประมาณ 50-94 เปอร์เซนต์ นาน 5 ชั่วโมง”

นอกจากนี้ในหนังสือ Improving genetic expression in the prevention of the diseases of aging โดย Jeffery S. Bland, Ph.D.
และ institute for functional medicine ปี 1998 หน้า 69 แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง น้ำตาลจะกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระ
(Free Radicals) ได้ง่ายขึ้น และมากขึ้นภายในหลอดเลือด และอนุมูลอิสระเหล่านี้ก็จะทำลายผนังหลอดเลือดทั่วไปหมด
และทำลายทุกอย่างที่เลือดวิ่งไปถึงทุกเซลล์ของร่างกาย

โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งก็ควรจะทราบด้วยว่า ในรายงานของ Gordon Research Institute USA มีข้อความว่า “เซลล์มะเร็งมี Glucose receptor หรือ
จุดสำหรับดูดซึมน้ำตาลเข้าเซลล์มากกว่าเซลล์ปกติถึง 24 เท่า แสดงให้เห็นว่าเซลล์มะเร็งมีความสามารถดูดซึมน้ำตาลได้เร็วมากและจำนวนมาก เพราะฉะนั้นคนไข้มะเร็งที่กินหวานก็เท่ากับส่งเสบียงให้เซลล์มะเร็งโดยตรง

แม้ความหวานและน้ำตาลจะอันตรายและก่อให้เกิดโรคและปัญหามากมาย แต่บางคนต่อให้รู้ก็อาจจะเลิกยากเพราะมีงานวิจัย
ระบุว่าน้ำตาลอาจเป็นสารเสพติดอีกชนิดหนึ่ง !?

จากหนังสือของนายแพทย์ James Braly ปี 1992 ชื่อ Dr. Braly’s Food Allergy & Nutrition-Revolution หน้า 455 เรื่อง
“Corn Syrup” ซึ่งน้ำตาลจากข้าวโพดนี้เป็นสารให้ความหวานที่ผสมอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มสำเร็จรูป เกือบทุกชนิด
ตั้งแต่ขนมถุง ลูกอม ยันน้ำอัดลม “เป็นสารเสพติดและก่อให้เกิดภูมิแพ้อย่างแรง”

จากหนังสือ Low Carb Energy ฉบับเดือน มีนาคม 2005 หน้า 86 ชื่อเรื่อง “SUGAR A Serious addiction you can break”
รายงานนี้เขียนโดยแพทย์หญิง Christine Horner ได้บรรยายเอาไว้ว่า คนอเมริกันกินน้ำตาลเฉลี่ย 60 กิโลกรัม/คน/ปี
และตัวเลขที่น่ากลัว คือ โดยเฉลี่ย เด็กกินเป็น 2 เท่าของผู้ใหญ่ และในหนังสือเล่มนี้ก็เขียนไว้ทำนองเดียวกับหนังสือ LICK THE SUGAR HABIT
ก็คือ ความหวานเพิ่มโอกาสการเป็นโรคร้ายหลายชนิด เช่น ลำไส้ใหญ่เป็นแผลอักเสบเรื้อรัง หอบหืด ข้ออักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ ไมเกรน ซึมเศร้า
โรคเหงือก ฟันผุ เบาหวาน อ้วน กระดูกผุ โรคหัวใจ และหลอดเลือด ฯลฯ

ในหนังสือเล่มนี้เขียนเรื่องการเสพติดไว้ดังนี้ ความหวานกระตุ้นสมองที่ตำแหน่งเดียวกับ มอร์ฟีน เฮโรอีน และ โคเคน
และยังอ้างถึงวารสาร NEURO IMAGE ฉบับเดือนเมษายน 2004 ที่รายงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย เสตท
ว่า เวลาเราอยากกินหวานๆ สมองจะมีปฏิกิริยาเหมือนเราอยากเสพมอร์ฟีน เฮโรอีน และโคเคน และเวลาเราได้กินหวานๆ
สมองจะมีปฏิกิริยาเหมือนเรา ได้เสพมอร์ฟีน เฮโรอีน และโคเคน

ทั้งนี้มีการทดลองในหนู โดยให้หนูกินอาหารและน้ำหวาน เมื่อเวลาผ่านไปหนูกินน้ำหวานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และกินอาหารลดลง
และเมื่อหยุดน้ำหวาน หนูจะเกิดอาการลงแดงทันที คือ ปากสั่น ตัวสั่น และเมื่อให้กินน้ำหวานอาการเหล่านี้ก็จะหายไป

คราวนี้แบ่งหนูออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้น้ำหวาน กลุ่มที่สองให้มอร์ฟีน โดยเริ่มจากกลุ่มแรกให้หนูกินน้ำหวาน
พอหยุดน้ำหวานหนูจะเกิดอาการลงแดงทันที คือ ปากสั่น ตัวสั่นอีก แต่คราวนี้ให้ยาชื่อ naloxone พบว่า
หนูหายจากอาการปากสั่น ตัวสั่น (ยา naloxone เป็นยาที่ใช้ช่วยในการเลิกยาเสพติดพวกมอร์ฟีนและเฮโรอีน)

หลังจากนั้นเริ่มให้มอร์ฟีนหนูอีกกลุ่มหนึ่ง จนหนูติดมอร์ฟีนแล้วหยุดให้มอร์ฟีน หนูเกิดอาการลงแดงทันที ปากสั่น
ตัวสั่น เค้าก็ให้ยา naloxone หนูก็หายลงแดงทันที ซึ่งเป็นลักษณะแบบเดียวกัน

ดังนั้นเมื่อได้ทราบข้อมูลข้างต้นแล้ว ต่อไปใครอยากจะอร่อยปากด้วยความหวาน
ให้ใคร่ครวญให้ดีว่าเราอยากจะหายจะโรคที่เราเป็นด้วยการหยุดกินหวานได้แล้วหรือยัง?

ที่มา : bloggang.com/viewdiary.php?id=thewho&month=10-2014&date=20&group=9&gblog=156

รวบรวม 4 เมนูจากชีส.. เอาใจคนรักชีส Cheese Lover


ใครเป็นสาวกชีสบ้าง ยกมือขึ้น !!

วันนี้ น้องหมูหัน MoohunDesign นำเมนูชีสๆ ที่เห็นแล้วต้องน้ำลายไหลกันแน่ๆ (ใครบอกให้โพสรูปของกินตอนดึกเนี่ยยย) ส่วนใครจะนำไปลองทำตามก็ไม่ว่ากันนะจ๊ะ..

บริโภคกันแต่พอดี ระวังความอ้วนที่จะตามมาด้วยเน้อ.. เดี๋ยวจะหาว่าหมูหันไม่เตือนนะจ๊ะ (แต่นานๆทีคงไม่มีปัญหามั๊งงงง 55)

เมนูที่ 1 ชีสสติ๊ก (ชีสทอด) Cheese Sticks

ชีสสติ๊ก (ชีสทอด) Cheese Sticks

ชีสสติ๊ก (ชีสทอด) Cheese Sticks

ชีสสติ๊ก (ชีสทอด) Cheese Sticks

ชีสสติ๊ก (ชีสทอด) Cheese Sticks

ชีสสติ๊ก (ชีสทอด) Cheese Sticks

ชีสสติ๊ก (ชีสทอด) Cheese Sticks

รูปภาพ : buzzfeed.com/mattbellassai/in-appreciation-of-mozzarella-sticks-6z51

ต้องบอกว่า เมนูนี้เป็นอะไรที่เบสิกมากๆ เรียกได้ว่าง่ายซะจนไม่มีเมนูไหนมาเทียบเท่าอีกแล้ว (เว่อร์ค่ะ 5555)คือ วิธีทำมันง่ายนะสำหรับหมูหัน.. เหมือนของชุบแป้งทอดอื่นๆ นำมาชุบแป้ง ชุบเกล็ดขนมปัง แล้วก็ทอด อยากได้รสชาติอื่นๆก็นำผงปรุงรสมาผสมในแป้ง แล้วก็คลุกเคล้าตามวิธีทำปกติ ก็ดีไม่น้อย หรือ อยากจิ้มน้ำจิ้ม จิ้มกับซอส ก็ทำได้..

หากว่ากลัวจะเลี่ยน หรือ กลัวไขมันส่วนเกิน ก็ให้นำผักมารับประทานควบคู่กัน เช่น ผักสลัด มะเขือเทศ แตงกวา หรือจะเป็นผลไม้ก็ได้ อันนี้ ครีเอทกันได้เต็มที่เลยนะคะ ที่สำคัญคือ อย่าทานมากไปนะ เพราะ เมนูนี้คือชีสล้วนๆ ชีสแบบจัดเต็มมากๆ รักษาสุขภาพกันด้วยนะค๊า.. (กินเสร็จอย่าลืมวิ่งรอบบ้านนะ อิอิ)

ส่วนประกอบ

1.) มอสเซอเรลล่าชีส หรือเชดด้าชีส (แล้วแต่ความชอบนะคะ) เน้นเป็นแบบแท่งจะได้ทำง่าย แต่ถ้าไม่มีแบบแท่งให้ใช้ชีสแผ่นแล้วทำการม้วนเป็นแท่ง (Stick) ค่ะ

2.) แป้งสาลีเอนกประสงค์ หรือแป้งทอดเทมปุระ

3.) เกล็ดขนมปัง

4.) ผงปรุงรสแบบเผ็ดหรือผงกระเทียมพริกไทย (หรือจะดัดแปลงเป็นผงปาปิก้า ผงโรยข้าวญี่ปุ่น สาหร่ายหั่นฝอย ได้หมดค่ะ ทำแล้วต้องกินให้ได้นะ (ผงมาม่าก็น่าลองนะ))

5.) ไข่ไก่สำหรับชุบทอด

6.) น้ำมันพืชสำหรับทอด

วิธีทำ (อธิบายแบบง่ายๆ ส่วนเรื่องสัดส่วนรบกวนหาตามเว็บสอนทำอาหารทั่วไปได้เลยนะคะ)

นำชีสที่เตรียมไว้ไปชุบไข่ จากนั้นนำมา ชุบแป้ง (ทำซ้ำอีก 1-2 ครั้ง ให้หนาพอประมาณ)

และสุดท้าย ชุบไข่ และนำไปชุบเกล็ดขนมปังค่ะ

สำรวจอย่าให้มีรอยแตก ต้องคลุกให้ทั่วทั้งชิ้นนะคะ

จากนั้นตั้งกระทะ เน้นไฟแรงๆ ไม่ต้องทอดนาน กะแค่เกล็ดขนมปังพอเหลืองก็เสร็จค่ะ

จัดใส่จานพร้อมเสริ์ฟ ทานพร้อมกับผัดสด ผลไม้ ซอส น้ำจิ้ม หรือจะเป็นดิฟก็เด็ดไม่แพ้กันค่ะ (แก้เลี่ยนได้ดีด้วยนะ)

เมนูที่ 2 แซนวิชแฮมชีส Ham-Cheese Sandwich

แซนวิชแฮมชีส Ham-Cheese Sandwich

แซนวิชแฮมชีส Ham-Cheese Sandwich

แซนวิชแฮมชีส Ham-Cheese Sandwich

แซนวิชแฮมชีส Ham-Cheese Sandwich

รูปภาพและข้อมูล : googigg.exteen.com/20090622/ham-cheese-sandwich-2

เมนูนี้ หมูหันว่าก็ง่ายนะ (อาจจะมียากและต้องใช้เวลาตอนอบขนมปัง) แต่ก็ไม่ได้เสียเวลามากเกินไป และเพื่อนๆสามารถนำเมนูนี้ไปดัดแปลงได้ โดยการเพิ่มผักสดเน้นที่เราชอบ เพิ่มผลไม้ตามฤดูกาล เปลี่ยนจากแฮมเป็นเนื้อสัตว์ เป็นไข่ เป็นทูน่าสลัด ก็ยังได้ และถ้าเพื่อนๆไม่มีเวลา อาจจะทำเป็นแซนวิชสด ขนมปังไม่ต้องปิ้ง ใช้เป็นขนมปังธรรมดาเลยก็ได้ ประกบกับเครื่องที่เราเตรียมไว้ หั่นให้พอคำ จัดใส่จานก็ยังได้ ง่ายเนอะ เมนูนี้.. แถม ผู้ใหญ่กินได้ เด็กก็กินดีด้วยนะ !!!

ส่วนประกอบ

1.) ขนมปัง หรือ ขนมปังโฮลวีต

2.) พระเอกของเรา ชีสสสส (ตามแต่ชอบเลยนะคะ)

3.) แฮม (หรือเนื้อสัตว์ หรือ ไข่ หรือ ทูน่าสลัด)

4.) ผักสด ผักสลัด ผลไม้ ในที่นี้ใช้ ผักกาดหอมค่ะ

5.) มายองเยส ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก มัสตาร์ด (เลือกได้ตามแต่ชอบค่ะ)

วิธีทำ (อธิบายแบบง่ายๆ ส่วนเรื่องสัดส่วนรบกวนหาตามเว็บสอนทำอาหารทั่วไปได้เลยนะคะ)

เริ่มแรก ปิ้งขนมปังรอค่ะ จะนำเข้าเตาอบ(ไมโครเวฟ) หรือ เครื่องปิ้งขนมปังก็ได้ค่ะ ขั้นตอนนี้ หากเราไม่มีเวลา หรือ ไม่ต้องการปิ้ง ก็สามารถใช้ขนมปังที่เตรียมมาทำแซนวิชได้เลยค่ะ ก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปเนอะ

นำขนมปังวาง วางส่วนประกอบอื่นๆเป็นชั้นๆ เริ่มจาก มายองเนส(หรือซอสที่ชอบ) วางผักกาดหอม วางแฮม วางชีส นำขนมปังอีกแผ่นมาวาง (เพื่อทำแซนวิชชั้น 2 ค่ะ) เริ่มต้นเหมือนเดิม ทามายองเนส(หรือซอสที่ชอบ) และตามลำดับเหมือนเดิมค่ะ

ขั้นตอนการวาง เพื่อนๆสามารถปรับได้ตามชอบเลยนะคะ ใครชอบแฮมมากก็เพิ่มชั้นแฮมไปอีกได้ ใครชอบชีสมากก็เพิ่มชั้นชีสไปได้ ตามสบายเลยค่าาา

เสร็จเรียบร้อย หั่นแบ่งเป็น สอง หรือ สี่ ชิ้น จัดวางให้สวยงาม หรือ จะใส่กล่องไปรับประทานที่ทำงานเป็นของว่างก็ดีค่ะ

เมนูที่ 3 ชีสฟองดูว์ Cheese Fondue

ฟองดูว์ชีส Cheese Fondue

ฟองดูว์ชีส Cheese Fondue

รูปภาพ : eatlivegrowpaleo.com/2013/08/fondue-primal-paleo-indulgence.html

ฟองดูว์ชีส Cheese Fondue

ฟองดูว์ชีส Cheese Fondue

รูปภาพ : foodlve.com/food/cheese-fondue-3079875

ฟองดูว์ชีส Cheese Fondue

ฟองดูว์ชีส Cheese Fondue

รูปภาพ : toriavey.com/how-to/2011/11/how-to-make-the-perfect-cheese-fondue

เมนูนี้ก็ถือว่าเป็นเมนูที่ง่าย แต่ส่วนประกอบหายากและมีราคาค่ะ (หมูหันว่าง่ายตลอดแหละ แต่จะอร่อยหรือไม่อร่อยนั่นอีกเรื่อง 5555)

ชีสฟองดูว์ ไม่รู้ว่ามีใครเคยได้ยินชื่อเมนูนี้มั๊ย หรืออาจจะเคยได้ยินแต่ ช็อกโกแลตฟองดูว์ มากกว่า เมนูนี้ก็คล้ายๆกับช็อกโกแลตฟองดูว์ คือ มีเป็นชีสอุ่นๆ และนำขนมปัง ผัก หรือเนื้อนำมาจิ้มรับประทาน แปลกดีนะเออ.. !! อ้อ.. แอบกระซิบนิดหน่อยว่า เมนูนี้ ถ้าอยากให้อร่อย ต้องใช้ชีสหลายชนิดนะคะ ^ ^ (อันนี้ก็ตามชอบอีกนั่นแหละ)

ส่วนประกอบ

1.) ชีสค่ะ !! อันนี้เป็นชีสที่นำมาทำฟองดูว์แล้วรสชาติดีนะคะ (จะเลือกมา 2-3 ชนิดจากในนี้ก็ได้นะ)

–       Swiss
–       Fontina
–       Gruyere
–       Emmentaler
–       Cheddar
–       Monterey jack

ปล. ตามสูตรของเว็บ ปูขาเกเซามารู ใช้ Emmental Cheese และ Gruy่re Cheese ค่ะ

gruyere cheese กับ emmenthaler cheese

gruyere cheese กับ emmenthaler cheese

2.) ไวน์ขาวค่ะ (นิยมใช้ดรายไวท์ไวน์) หรือตัวเลือกอื่นก็แจ่มไม่น้อยนะคะ ตามนี้ค่ะ

–       Chenin Blanc
–       Dry Vermouth
–       Muscadet
–       Pinot Blanc
–       Pinot Grigio
–       Sauvignon Blanc
–       Viognier

3.) เหล้า Kirsch (เหล้าเชอร์รี่) (อันนี้ไม่มีก็ได้นะคะ แต่เพื่อรสชาติค่ะ)

4.) ขนมปัง หรือ ผัก หรือ เนื้อสัตว์ ที่ต้องการนำมาจิ้มกับฟองดูว์ค่ะ

5.) แป้งข้าวโพด

6.) กระเทียมคั้นเอาแต่น้ำ ลูกจันทร์ป่น พริกไทยป่น (เครื่องเทศเพิ่มความหอมค่ะ)

7.) น้ำมะนาว (เลมอน)

วิธีทำ (อธิบายแบบง่ายๆ ส่วนเรื่องสัดส่วนรบกวนหาตามเว็บสอนทำอาหารทั่วไปได้เลยนะคะ)

ขูดชีสทั้ง 2 ชนิดเตรียมไว้ค่ะ

ต้มไวน์กับน้ำมะนาวให้เดือด ใส่น้ำกระเทียม และชีสทั้ง 2 ชนิด

ผสมแป้งข้าวโพดกับเหล้า Kirsch คนให้แป้งข้าวโพดละลาย เทใส่หม้อชีส ปรุงรสด้วยพริกไทยป่นและลูกจันทร์ป่น ต้มจนข้นเป็นครีม

เสร็จเรียบร้อย เทใส่หม้อฟองดูว์ที่มีไฟแอลกอฮอล์ เสริฟพร้อมขนมปังหั่นลูกเต๋าพอดีคำ และผักอื่นๆค่ะ

เมนูที่ 4 มาม่าต้มยำกุ้งใส่ชีส (สำหรับแฟนคลับมาม่านะคะ)

มาม่าต้มยำกุ้งใส่ชีส (สำหรับแฟนคลับมาม่านะคะ)

มาม่าต้มยำกุ้งใส่ชีส (สำหรับแฟนคลับมาม่านะคะ)

รูปภาพ : http://pantip.com/topic/31399687

มาม่าต้มยำกุ้งใส่ชีส (สำหรับแฟนคลับมาม่านะคะ)

มาม่าต้มยำกุ้งใส่ชีส (สำหรับแฟนคลับมาม่านะคะ)

รูปภาพ : http://bit.ly/1tzkvnl

มาม่าต้มยำกุ้งใส่ชีส (สำหรับแฟนคลับมาม่านะคะ)

มาม่าต้มยำกุ้งใส่ชีส (สำหรับแฟนคลับมาม่านะคะ)

รูปภาพ : http://pantip.com/topic/31399687

มาม่าต้มยำกุ้งใส่ชีส (สำหรับแฟนคลับมาม่านะคะ)

มาม่าต้มยำกุ้งใส่ชีส (สำหรับแฟนคลับมาม่านะคะ)

รูปภาพ : http://www.dek-d.com/board/view/3372646/

และแล้วเราก็มาถึงเมนูที่ 4 เมนูที่เรียกได้ว่า อยู่คู่กับคนไทยมานาน โดยเฉพาะช่วงสิ้นเดือน(เหมือนสิ้นใจ) ใครๆก็ร้องหากันแต่ มาม่าาาา !! (มิได้โฆษณาแต่อย่างใดนะเออ) ความจริงแล้วเราคงติดปากกัน เพราะ จริงๆ เราต้องเรียกเจ้าเส้นๆ หยึกหยักสีเหลืองนวลๆว่า “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” ถึงจะถูกนะจ๊ะ (ว่าแต่ว่า จะยาวไปไหนนิ = = ) เรียก มาม่า แหละ จบ !! อิอิ

เมนูนี้ ทำง่าย ยิ่งกว่าเมนูใดๆในโลก กินกับอะไรก็อร่อย (ถูกปาก ถูกใจ ถ้าใส่สิ่งที่ชอบลงไปนะจ๊ะ) เพราะ ปกติ แค่มาม่าธรรมด๊า ธรรมดา หมูหัน MoohunDesign ก็ว่าอร่อยอยู่แล้วนะ !! แต่พอมาฟิจเจอร์ริ่งกะเจ้าชีสสสด้วย ไข่ลวกด้วยย แฮมเอย ไส้กรอกเอยยย กุ้ง หอย ปู ปลา เอาให้ครบ เมนูนี้ รวมแล้ว ราคาก็เท่ากับอาคารภัตตาคารกันเลยทีเดียว ต้องกินต้นเดือนนะจ๊ะ กินสิ้นเดือนคงได้แค่มาม่าธรรมดา อิอิ

ส่วนประกอบ

1.) ชีสสสสสสสแผ่น !! สูตรนี้ใช้ Cheddar cheese จ้ะ ตามรูปด้านบนเลยน้า

2.) บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1-2 ห่อ ตามขนาดกระเพาะและจำนวนคนนะจ๊ะ จะยี่ห้อไหนก็แล้วแต่ชอบ เราจะไม่โฆษณาให้ใครทั้งสิ้น 555 (แต่หมูหัน MoohunDesign ชอบนิชชินแหละ เส้นเหนียวนุ่ม ต้มนานๆก็ไม่เละ แต่ชอบเครื่องปรุงของมาม่าต้มยำน้ำข้นมากกว่า เอามาฟิจเจอริ่งกันน่าจะดีไม่น้อย)

3.) สูตรนี้ อยากได้รสมาม่ารสไหนตามใจ แต่เจ้าของสูตรเตือนว่า ถ้าใช้รสอื่นอาจจะไม่เข้ากัน เราอาจจะเริ่มแบบซอฟต์ๆ ด้วยรสต้มยำกุ้งน้ำใส(หรือน้ำข้น)ก่อนจะดีกว่า แล้วค่อยๆแอดวานซ์กันไปเรื่อยๆตามสเต็ปท์เนอะ ^O^

4.) ถ้าใช้มาม่าต้มยำกุ้งน้ำข้น ก็ไม่ต้องใช้นมจืด หรือ กลัวท้องเสียก็ลองๆชิมแบบน้ำใสก่อนก็ได้ ท้องตัวเอง ดูแลตัวเองเอาเองละกัน 5555

5.) สิงสาราสัตว์.. เอ๊ยยย หมูเห็ดเป็ดไข่.. กุ้งหอยปูปลา.. ไส้กรอก.. แฮม.. ไข่ลวก.. เต้าหู้อ่อน.. ผัก.. อะไรที่คิดว่าใส่แล้วจะเข้ากัน อะไรที่ชอบ อะไรที่กินได้ก็ใส่ไปค่ะ จัดให้เต็มที่ (ต้นเดือนนะ)

วิธีทำ (อธิบายแบบง่ายๆ ส่วนเรื่องสัดส่วนรบกวนหาตามเว็บสอนทำอาหารทั่วไปได้เลยนะคะ)

เอานี้เอาวิธีหมูหันละกัน คิดสูตรเองค่ะ เพิ่มความยาก

เริ่มจากลวกเส้นให้สุกพอประมาณ พักไว้.. ใส่แผ่นชีสใส่น้ำร้อนที่ผสมเครื่องปรุงแล้วราดให้ทั่วเข้าเวฟ

เอาแค่พอชีสเยิ้มๆนะคะ จากนั้น ตกแต่งตามใจชอบ ทุกอย่างต้องทำให้สุกก่อนนำมาใส่ลงในมาม่านะคะ

วิธีนี้หมูหันว่า เส้นจะไม่เละนะ เพราะเราลวกเส้นก่อน ส่วนชีส โดนความร้อนนิดหน่อยก็ละลายแล้วค่ะ ^ ^

จบค่ะ !! ขอตัวไปหามาม่ากินก่อนละ (ส่วนชีสค่อยตามมาทีหลัง 555)

ตอนแรกจะทำ 10 เมนูเจ้าค่ะ.. หลังๆมาลดเหลือ 5 ค่ะ เพราะพิมพ์เองหมด (ให้เครดิตหมดนะคะ) ตอนนี้ เมื่อย ลดเหลือ 4 พอค่ะ.. เลข 4 สวยดีนะ อิอิ

เครดิต : http://moohundesign.com

21 คัพเค้กสุดสยองปนน่ารัก….ย้อนหลังฮาโลวีน ที่คุณไม่ควรพลาด


ดีไซน์คัพเค้ก สุดหลอนย้อนหลังวันฮาโลวีน จะน่าหม่ำหรือหลอน แค่ไหนมาดูกันเลยดีกว่า

เอาไปเป็นไอเดียเก๋ๆ ทำกิน ทำแจกเพื่อน หรือ ทำขายก็ได้ ไม่ว่ากันนะ !!

1. คัพเค้กเศษกระจกเปื้อนเลือด

2. คัพเค้กสุสานคนเป็น

 


3. คัพเค้กเดวิว

 

4. คัพเค้กสมองไหล

5.คัพเค้กหมวกแม่มดมหัศจรรย์

 

6. คัพเค้กผีสุดหลอน

 

7. คัพเค้กฟักทองฮาโลวีน

8. คัพเค้กแจ็ค สเกลลิงตัน

9. คัพเค้กขาแม่มดชี้ฟ้า

 

10. คัพเค้กแฟรงเกนสไตน์

11. คัพเค้กแมงมุมพิษ

 

12. คัพเค้กฮาโลวีนเลือดสาด

 

13. คัพเค้กมัมมี่

 



14.คัพเค้กแมงมุมโอรีโอ้

 

15. คัพเค้กต้นไม่ตายซาก

 

16.คัพเค้กหลุมศพ


17. ไอศครีมแฟรงเกนสไตน์ (แหวกแนวเป็นไอศครีมบ้างนะจ๊ะ) 

18. คัพเค้กใยแมงมุม

 

19. คัพเค้กอีกาฮาโลวีน

 

20. คัพเค้กฆาตรกรขวาน สับแหลก

 

21. คัพเค้กรอยกัดแวมไพร์

 

ที่มา: boredpanda
hungryeatfull.blogspot.com
facebook.com/Hungryeatfull

21 สุดยอดของกินรสชาติ ‘พิเศษ’ ที่มีขายเฉพาะบางประเทศและไทยไม่มีแน่นอน


มาพูดถึงเรื่องอาหารที่วางขายตามร้านค้าปลีกย่อยต่างๆ กันดีกว่า สิ่งหนึ่งที่สามารถดึงดูดลูกค้าให้ซื้อได้นั่นก็คือ “รสชาติแปลกใหม่” ที่ไม่เคยทำขายมาก่อน สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารหลากรสาชาติในเมืองไทยก็คงไม่พ้นมันฝรั่งทอดเลย์และมา ม่าแน่นอน แต่คราวนี้เหมียวขอพาทุกท่านไปชมของกินรสชาติพิเศษที่ไม่มีขายในไทย เห็นแล้วอยากลองกินสุดๆ อ่ะ!!

1. โดนัทหน้าหมูหยองสาหร่าย มีขายเฉพาะที่ดังกิ้นโดนัทที่ประเทศสิงคโปร์

special-flavors (8)

2. โดริโทสรสไส้กรอกและเบียร์ ขายที่ประเทศญี่ปุ่น

special-flavors (14)

3. คิทแคทรสข้าวโพดปิ้ง มีเฉพาะที่ญี่ปุ่นอีกแล้ว

special-flavors (17)

4. ขนมมันฝรั่งทอดลุงหนวด รสปูนิ่ม, สาหร่าย และกุ้งย่าง ขายในทวีปเอเชีย

special-flavors (21)

5. เป๊บซี่โยเกิร์ต ญี่ปุ่นอีกแล้วจ๊ะ

special-flavors (15)

6. ไอศกรีมรสเนื้อม้าดิบ ที่ประเทศญี่ปุ่น

special-flavors (2)

7. โดนัทรสวาซาบิชีสกับสาหร่ายชีส มีขายที่ดังกิ้นโดนัทที่สิงคโปร์อีกเช่นเคย

special-flavors (18)

8. น้ำมะนาวผงผสมพริกไทยที่ปากีสถาน

special-flavors (16)

9. ชีโตสรสอโวคาโดสลัด ขายที่ญี่ปุ่น

special-flavors (11)

10. สเลอปี้รสพิซซ่าและสปาเกตตี้ ที่ควิเบก

special-flavors (20)

11. โอริโอรสชาเขียว วางขายที่ประเทศจีน

special-flavors (13)

12. โดริโทสรสโยเกิร์ตมิ้นท์ จากประเทศตุรกี

special-flavors (4)

13. คิทแคทรสวาซาบิ จากประเทศญี่ปุ่น

special-flavors (9)

14. เบอร์เกอร์ดำ ประเทศญี่ปุ่น

special-flavors (19)

15. กาแฟปั่นเจลลี่ จากสตาร์บัคในแถบเอเชียแปซิฟิค

special-flavors (10)

16. โดนัทไส้มะเขือเทศ จากคริสปี้ครีมประเทศญี่ปุ่น

special-flavors (5)

17. เลย์รสซุปปลาเผ็ดร้อน จากจีน

special-flavors (7)

18. เป๊บซี่รสคาปูชิโน่ มีขายในยุโรปและรัสเซีย

special-flavors (3)

19. ชีโตสเมาเทนดิว จากญี่ปุ่น

special-flavors (12)

20. ไอศกรีมรสมะเขือเทศและแครอท ญี่ปุ่นอีกละ

special-flavors (6)

21. อันดับสุดท้ายก็ญี่ปุ่นอีก เครื่องดื่มรสแพนเค้ก

special-flavors (1)

แต่ละอย่างนี่ไม่น่าจะเอามาทำเป็นรสชาติอาหารได้เลยนะ เพราะบางอย่างเป็นของหวานแต่ดันเอารสชาติแบบของคาวมาใส่ เอ๊ะ!? หรือว่ามันอาจจะอร่อยก็ได้นะ อร่อยแบบแปลกๆ ใครเคยกินอันไหนบอกเหมียวมั่งดิ รสชาติดีมั้ยเมี๊ยวววว

ที่มา : distractify

ที่มา : catdumb

17 แมวขโมย.. หลักฐานคาตา ทาสแมวจ๋า อย่าชะล่าใจเด็ดขาด !!


ทาสแมวโปรดทราบ จงอย่าชะล่าใจเด็ดขาด หากน้องเหมียวของคุณมีทีท่าว่านอนสอนง่าย เรียกเหมียวๆก็เดินมาหา พร้อมกับเอาอุ้งมือน้อยๆตะกายเบาๆ.. เพราะ เมื่อไรที่เราหันหลัง เจ้าเหมียวจะเผยไต๋ออกมาทันที (นักวางแผนชั้นเยี่ยม แถมยังแอคติ้งเก่งฝุดๆ)

วันนี้ น้องหมูหัน MoohunDesign มีภาพหลักฐาน 15 ภาพ ที่บอกให้รู้ว่า เจ้าแมวหน้าตาบ้องแบ๊ว ไม่ได้น่ารักอย่างที่คิด อิอิ จงระวังน้องเหมียวข้างกายไว้ให้ดี เพราะ เวลาที่คุณเผลอ คือเวลาสนุกของเค้านั่นเอง !!

แถมท้ายอีกนิด น้องหมูหัน MoohunDesign อยากจะเตือนเพื่อนๆให้ดูแลเจ้าเหมียวให้ดีๆ ระวังน้องเหมียวของท่านจะได้รับอันตรายจากอาหารที่น้องเหมียวไม่ควรกินนะจ๊ะ เพราะ ระบบการย่อยของเขาต่างจากของเรา อาหารบางประเภทจึงไม่ควรให้น้องเหมียวกินเด็ดขาด อย่างเช่น นม อาจทำให้เขาท้องเสียได้ ช็อกโกแลตและหัวหอม ก็เป็นอันตรายและไม่ควรให้น้องเหมียวกินเช่นกัน

#1 ฉันจะกิน กิน กินนนนน แพนเค้กกก

I Regret Nothing!

#2 แน่ะ !!

Cookie Thief

#3 มีความสุขมากซินะ

Pen Thief Caught In Action

#4 อยากตกปลาก็ไม่บอก

Stealing From A Child

#5 หัวขโมยปลาย่าง

Smoked Fish Thief

#6 อยากกินนมจากแก้วดูบ้าง

Determined Milk Thief

#7 ไม่มีใครเห็นหลอกกกก

Disguised Thief

#8 กำลังศึกษาวิธีเลี้ยงปลาในตู้อยู่ฮะ

Trying To Get To That Fish

#9 ผมอยากบินได้.. (จะออกไปแตะขอบฟ้า)

Balloon Thief

#10 จมูกมนุษย์หิมะก็ไม่เว้นนะ

Nose Stealer

#11 ความฝันอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับภาระอันใหญ่ยิ่ง

Kitty Has Big Dreams

#12 หนูๆจ๊ะ ระวังท้องเสียนะ

Milk Burglars

#13 ชอบขนมปังเบคอนก็ไม่บอก (จะได้เก็บสูงกว่านี้ 55)

Determined Kitty

#14 คือ..กลัวใครแย่งไส้กรอกรึไงจ๊ะ (ขึ้นไปซะสูง)

Sausage Burglar

#15 รอให้มันหายเย็นก่อนดีมะ

Kitty And His Prey

#16 คุณเสนอมา ผมก็จัดห้ายยย

dem nuggets

#17 ไม่ธรรมดานะครัช

The Straw Thief

ขอบคุณ ที่มา : boredpanda

เมนูอาหาร : ปลาทับทิมทอดยำตะไคร้


 

เหตุ มันเกิดจากว่าช่วงนี้ฝนตกชุก กอตะไคร้ที่บ้านเลยงามมาก แล้วพอตะไคร้งามจัด ถ้าไม่ตัดมากิน มันก็จะโทรมไว เลยเป็นที่มาที่ไปของเมนูนี้ในวันนี้ล่ะค่ะ

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-11.JPG
http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-09.JPG

:: ส่วนผสมและเครื่องปรุง ::

– ปลาทับทิมน้ำหนัก 500 กรัม 1 ตัว แล่เอาแต่เนื้อหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมแล้วนำไปทอดให้กรอบนอกนุ่มใน
– เม็ดมะม่วงหิมพานต์แบบเต็มเม็ด ทอดสุกแล้ว 1/2 ถ้วย
– กุ่งแห้งเนื้อ ตัวใหญ่หน่อย ทอดกรอบ 1/3 ถ้วย
– ตะไคร้ต้นอวบ ๆ 5 ต้นซอยบางๆ  …… (ส่วนที่เขียวจัด ไม่ใช้)
– พริกขี้หนูสวนเขียวแดง 15 เม็ด
– น้ำตาลปี๊บ 1 + 1/2 ชต.
– น้ำปลาดัๆ 2 ชต.
– น้ำมะนาว 3 ชต.
– น้ำต้มสุก 1/2 ชต.
– สะระแหน่ 2 กิ่ง

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-03.JPG

:: วิธีทำ ::

อันดับแรก …. พิมก็จะขออธิบายวิธีการทำปลาทับทิมทอดสำหรับเมนูนี้ให้ฟังกันก่อนนะคะ

เริ่ม ต้นเลยให้เพื่อน ๆ ซื้อปลาทับทิมมาตัวนึงค่ะ น้ำหนักประมาณ 500 กรัมนะคะ  แล่เอาแต่เนื้อออกมา  (หรือซื้อตัวใหญ่สัก 700-800 กรัม แล้วแล่เอาเนื้อมาใช้เพียงด้านเดียว ส่วนเนื้ออีกด้านเก็บไว้ทำเมนูอื่น)  .. หั่นให้เป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพอคำ (คำโตหน่อย)   ล้างด้วยน้ำสะอาดสัก 2 ครั้ง เทใส่กระชอนโปร่ง ๆ พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ … พอสะเด็ดน้ำดี ก็เอาเกลือป่นสัก 1/4 ชช.  ลงไปเคล้าให้พอเข้ากัน  แล้วนำลงไปทอดในกระทะที่มีน้ำมันท่วมจนเหลืองสวย และมีลักษระกรอบนอกนุ่มในแบบในภาพด้านล่าง ……. ก่อนที่จะตักขึ้นด้วยตะหลิวโปร่ง ๆ พักไว้ให้สะเด็ดน้ำมันอ่ะค่ะ

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-02.jpg

ระหว่าง รอปลาสะเด็ดน้ำมัน ……. เราก็หันมาปรุงรสน้ำยำกันไปพลางๆ นะคะ ด้วยการเอาน้ำตาลปี๊บใส่ลงไปในกาละมังใบย่อม ๆ ที่เราจะใช้ยำ   แล้วใส่น้ำมะนาว น้ำปลา  และน้ำต้มสุกตามลงไป ….. คนไปจนกระทั่งน้ำตาลปี๊บละลายหมด ก็ค่อยใส่พริกขี้หนูลงไป แล้วคนให้เข้ากันอีกทีนะคะ

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-04.jpg

ก็ จะได้น้ำยำออกมาหน้าตาประมาณในภาพนี่ค่ะ  …. ชิมรสชาติเอาตามชอบ หากเปรี้ยวไปเติมน้ำตาลกับน้ำปลา หากหวานไปเติมน้ำมะนาวกับน้ำปลา หากเค็มเกินก็เติมน้ำตาล น้ำมะนาวและน้ำต้มสุกเล็กน้อยเพื่อเจือจางรสสักนิดนะคะ

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-05.JPG

แล้วก็ค่อยใส่ตะไคร้ซอย  เนื้อปลาทอด  เม็ดมะม่วง และกุ้งแห้งลงไปค่ะ …… คนให้เข้ากันดี

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-060.jpg

ก็จะได้ออกมาเป็นแบบในภาพด้านล่างนี้นะคะ

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-07.JPG

จากนั้นก็ตักใส่จาน ตกแต่งด้านบนด้วยใบสะระแหน่สักเล็กน้อยพองาม……. แล้วเราก็จะได้ปลาทับทิมทอดยำตะไคร้ออกมาหน้าตาแบบนี้นะคะ

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-08.JPG

ขอบอก ว่ารสชาติกำลังดีเลยค่ะ …. เปรี้ยว เค็ม เผ็ด หวานกลมกล่อมสมเป็นน้ำยำ …. จนุคุณสามีพิมเผลอกินเพลิน กินคนเดียวหมดเลยทั้งจานนี้อ่ะค่ะ ^^

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-09.JPG

ซึ่ง ถ้าหากเพื่อน ๆ คนไหนอยากทำทาน แต่หากปลาทับทิมไม่ได้ สามารถใช้พวกปลาเก๋า ปลากะพงแทนได้ค่ะ พิมเคยใช้อยู่ …. แต่ว่าถ้าเป็นปลานิลนี่พิมไม่แน่ใจนะคะ เพราะไม่เคยใช้ แต่คิดว่าก็น่าจะใช้แทนกันได้ แต่รสชาติ กลิ่น อาจจะไม่โอเคเท่าปลาที่พิมบอกมาอ่ะค่ะ

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-10.JPG

ยังไงก็สำหรับเพื่อน ๆ ที่ยังไม่เคยลองทำเมนูนี้ … ก็อยากให้ลองทำดูนะคะ ถือว่าเป็นอีกเมนูนึงที่พิมภูมิใจนำเสนอเลยจ้า ^^

http://pim.in.th/images/all-side-dish-fish/pla-tubtim-tod-yum-takrai/pla-tubtim-tod-yum-takrai-12.JPG

 

 

“Halloween Pumpkin Pie” อร่อยดี ผิวก็สวย


 

Halloween Healthy Food

ต้อนรับเทศกาลฮาโลวีน ด้วยการมากินฟักทองให้อร่อยกันดีกว่า เพราะผักสีทองเนื้อนุ่ม เหนียว หนัก ผลนี้ อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารที่เยอะมาก ใครอยากผิวสวยต้องไม่พลาดด้วยประการทั้งปวง ด้วยพลังของเบต้าแคโรทีนที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวพรรณไม่ถูกทำลายด้วยมลภาวะในแต่ละวัน รวมถึงด้วยวัยของเรา ดังนั้นคนที่ทานฟักทองเป็นประจำ จึงผิวสวย ดูอ่อนเยาว์จริง ๆ

บ้านใครจัด Halloween Party และต้องประดิษฐ์ประดอยแกะสลักฟักทองฮัลโลวีน ก็อย่าต้องให้เสียของ เอามาทำให้อร่อยและได้คุณค่าทางอาหารกันในปาร์ตี้ซะเลยดีที่สุด

พายฟักทองฮัลโลวีน
Halloween Pumpkin Pie
ส่วนผสม Topping
ฟักทอง 2 ลูก 1 ลูกสำหรับใส่พาย อีกลูกสำหรับทำไส้ เคร้กเกอร์แบบหยาบ ครึ่งถ้วย
ส่วนผสมสำหรับทาเปลือกฟักทอง ไข่ 1 ฟอง
เนยละลาย 2 ช้อนโต๊ะ นมสด ¼ ถ้วย
น้ำตาล ¼ ถ้วย แป้งสาลีอเนกประสงค์ ¾ ถ้วย
ซินนามอน (อบเชยป่น) น้ำตาลทรายละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
ไส้พายฟักทอง ผงฟู 1 ½ ช้อนชา
เนื้อฟักทองอบแล้วนำไปบด 2 ถ้วย เกลือ ½ ช้อนชา
นมข้นหวานครึ่งถ้วย เนย ¼ ช้อนชา
ไข่ไก่ 4 ฟอง
Pumpkin pie spicy 4 ช้อนชา

วิธีทำ

  1. นำฟักทองไปตัดหัวออกตามรูป เอาไส้และเมล็ดออกให้เกลี้ยง แล้วนำไปนึ่งจนสุก นำออกมาวางทิ้งไว้จนเย็น ประมาณครึ่งชั่วโมง
    Halloween Pumpkin Pie Step 1
  2. ไส้พาย : นำส่วนผสมของไส้พายมาผสมกันค่อยๆคนให้เข้ากัน โดยใส่น้ำตาลท้ายสุด แล้วใส่ในลูกฟักทองที่เริ่มเย็นแล้ว แล้วใช้ส่วนผสมสำหรับทาเปลือกผสมกัน นำไปทาเปลือกฟักทอง ก่อนนำไปเข้าเตาอบอีกประมาณ 20 นาที ใช้ไฟ 425 องศาฟาเรนไฮท์ โดยระหว่างนั้นก็ทำท้อปปิ้งไปด้วย
    Halloween Pumpkin Pie Cream
    Halloween Pumpkin Pie Step 2
  3. ทอปปิ้ง : นำส่วนผสมสำหรับทำท้อปปิ้งปั่นรวมกันในเครื่องปั่น
    Halloween Pumpkin Pie topping step 3
  4. เมื่อพายฟักทองในเตาอบครบ 20 นาทีแล้ว นำออกมา แล้วใส่ทอปปิ้งโปะหน้า ก่อนนำเข้าไปอบต่ออีก 20-30 นาที จะได้พายฟักทองสำหรับงานปาร์ตี้ฮัลโลวีน ที่อร่อย และทำไม่ยากเลย ต้องลองค่ะ
    Halloween Pumpkin Pie Step 4
    Halloween Pumpkin Pie Step 5Finish!

    Halloween Pumpkin Pie Finish
    pumpkin pie finish

Cr : brit.com

– See more at: http://www.cosmenet.in.th/th/cosmeintrend/?SECTION_ID=1796&ELEMENT_ID=20895#sthash.SC9QmVZG.dpuf