กฎหมายอเมริกา แปลกแต่จริง!


 

รัฐเคนทักกี ห้ามระบายสีหญ้าด้วยสีแดง

loptimum-thai-artist-10

รัฐเนวาดา ผู้ชายมีหนวด ห้ามจูบกับผู้หญิง

 

loptimum-thai-artist-9

รัฐนิวเจอร์ซีย์ คุณอาจจะถูกจับได้ถ้าคุณซดซุปเสียงดัง

loptimum-thai-artist-8

รัฐฟลอริดา ห้ามใส่ชุดที่ทาด้วยของเหลวในที่สาธารณะ

loptimum-thai-artist-7

รัฐแมริแลนด์ ตอกตะปูบนต้นไม้ ถูกปรับ 50 ดอลล่าร์

loptimum-thai-artist-5

รัฐแอละแบมา ห้ามนำไอติมใส่ในกระเป๋ากางเกงข้างหลัง

loptimum-thai-artist-1

รัฐเทกซัส ห้ามเด็กตัดผมทรงแปลกๆ

loptimum-thailand-artist-6

รัฐเดลาแวร์ ห้ามมิให้ผู้ใดสวมใส่กางเกงรัดรูปบริเวณเอว

loptimum-thailand-artist-5

รัฐแคนซัส ห้ามเซิร์ฟไวน์ในแก้วกาแฟ

loptimum-thailand-artist-4

รัฐโอคลาโฮมา ห้ามร่วมรักกับรถ

loptimum-thailand-artist-3

รัฐวอชิงตัน ห้ามวาดรูปจุดๆบนธงชาติ

loptimum-thailand-artist-2

รัฐอินดีแอนา ห้ามผู้ชายมีอารมณ์จนเป้าตุงในที่สาธารณะ!

loptimum-thailand-artist-1

รัฐวิสคอนซิน ห้ามมิให้ร้านอาหารทั่วไปเสิร์ฟเมนูพายแอปเปิ้ลโดยไม่ใส่ชีส

loptimum-thai-artist-17

รัฐแคลิฟอร์เนีย ห้ามขี่จักยานในสระน้ำ

loptimum-thai-artist-16

รัฐฮาวาย ไม่อนุญาตให้เอาเหรียญไปใส่ไว้ในหู

loptimum-thai-artist-15

รัฐแอริโซนา ห้ามมีดิลโด้มากกว่า 2 อันในบ้าน

loptimum-thai-artist-14

รัฐยูทาห์ เวลาเดินตามถนน อย่าถือถุงกระดาษที่ใส่ไวโอลีน

loptimum-thai-artist-12

รัฐโรดไอแลนด์ ห้ามใส่ชุดที่โปร่งใส

loptimum-thai-artist-11

Cr: loptimumthailand

คุณเคยรู้หรือไม่ว่าแบรนด์ไทยอย่าง “ศรีราชา” หรือ “Siracha” นั้น ดังมากๆ ในสหรัฐฯ


ใครจะไปคิดว่าคนสหรัฐฯ จะชอบ “ซอสศรีราชา” ขนาดนั้น!! ไปดู!!

คุณเคยรู้หรือไม่ว่าแบรนด์ไทยอย่าง “ศรีราชา” หรือ “Siracha” นั้น ดังมากๆ ในสหรัฐฯ และหลายๆ คนก็บ้ามากๆ

ทั้ง นี้ในสหรัฐฯ ซอสศรีราชา นั้นเป็นที่แพร่หลายและรู้จักมากๆ กับเวอชั่นที่ผลิตโดย Huy Fong Foods โดยที่ขวดจะมีรูปไก่ตัวผู้อยู่ด้วย

วันนี้เราจะเอา 20 คนที่ดูเหมือนจะบ้า “ซอสสีราชา” มากๆ จนทำสิ่งเหล่านี้ที่คุณอาจจะคาดไม่ถึง ไปดูกันเลยว่าพวกเขาทำอะไรกันบ้าง!

ถึงขั้น “สัก” อย่างถาวรกันเลยทีเดียว 
sriracha1
Source: wolvesband.com

sriracha2
Source: tattooideascentral.com 

และใครก็ตามที่มีเคสโทรศัพท์แบบนี้ 
sriracha3
Source: imgur.com 

ผู้หญิงคนไหนที่มีเล้กกิ้งลายนี้ 
sriracha4
Source: sockdreams.com 

โดยเฉพาะส้นสูงคู่นี้… 
sriracha5
Source: incrediblethings.com 

ดื่มว้อดก้า ศรีราชากันเลยก็มี… 


Source: popsugar.com 

ใครก็ตามที่แต่งชุดนี้ไปวันฮาโลวีน… 
sriracha7
Source: reddit.com 

ใครก็ตามที่ใส่ซอสศรีราชาลงในเบียร์ของเขา 
sriracha8
Source: flickr.com 

และคนนี้ที่รักศรีราชามาก 
sriracha9
Source: flickr.com 

คนที่ตกแต่งต้นคริสต์มาสด้วยสิ่งนี้ 
sriracha10
Source: everyjoe.com 

ใครก็ตามที่ใส่สร้อยเส้นนี้ 
sriracha11
Source: etsy.com 

หรือต่างหูคู่นี้ 
sriracha12
Source: etsy.com 

หรือราดโดนัทก่อนกิน 
sriracha13
Source: etsy.com 

…หรือคัพเค้ก…
sriracha14
Source: foodbeast.com 

และลิปมัน… 
sriracha15
Source: brandflakesforbreakfast.com 

คนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ 
sriracha16
Source: flickr.com 

คนที่สวดมนต์ต่อเทพเจ้า “ศรีราชา” 
sriracha17
Source: instagram.com 

คนที่คิดท่าเต้นศรีราชาขึ้นมาเอง 
sriracha18 gif
Source: firstwefeast.com 

และสุดท้าย ใครก็ตามที่พกพวงกุญแจซอสศรีราชาอันนี้ไปทุกที่… 
sriracha19
sriracha2go.com 

sriracha20
sriracha2go.com 

sriracha21
sriracha2go.com 

sriracha22
sriracha2go.com 

sriracha23 gif
sriracha2go.com 

H/T: Distractify | Buzzfeed

ที่มา: kiitdoo

หนังฟอร์มยักษ์ 13 เรื่องที่ทำเงินสูงสุดและทรงอิทธิพลมากที่สุดแห่งยุคปัจจุบัน


The Dark Knight 
ใครว่าประเด็นหนัก ๆ จะอยู่ในหนังแมสไม่ได้

 

“มันคงเป็นเรื่องน่าเศร้าถ้าหนังเนื้อหาจริงจังกลายเป็นหนังเล็กมาก และหนังฟอร์มยักษ์ถูกสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงโดยไม่มีสาระอะไรเลย แต่สิ่งที่โนแลนพิสูจน์ให้เห็นก็คือ เราสามารถสร้างหนังฟอร์มยักษ์ ที่ทั้งระทึกขวัญและให้ความบันเทิง แถมมีสาระเกี่ยวกับโลกที่เราอาศัยอยู่” คำกล่าวยกย่อง The Dark Knight โดย ‘แซม เมนเดส‘ ผู้กำกับ Skyfall ซึ่งแสดงให้เห็นอิทธิพลของหนังเรื่องนี้ที่มีต่อหนังปีต่อ ๆ มา

เขายังเสริมอีกว่า “ถ้าไม่มี The Dark Knight แล้ว มันอาจเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำหนังฟอร์มยักษ์เนื้อหาจริงจัง เพราะผู้คนก็จะเอาแต่พูดว่า ‘มันมีด้านมืดมากเกินไป ใครจะไปอยากดู’ แต่เมื่อเรายก The Dark Knight เป็นตัวอย่างแล้วบอกว่า ‘ดูนั่นสิ หนังที่มีด้านมืดกว่า และทำเงินได้เป็นพันล้าน’ มันช่วยได้อย่างมาก ทั้งยังบอกอีกด้วยว่า มันมีความเป็นไปได้ที่จะสร้างหนังที่มีด้านมืดมาก แต่ผู้คนก็ยังไปชมกัน”

เรายังอ้างอิงความเห็นของ ‘แกเร็ธ เอ็ดเวิร์ด‘ ผู้กำกับ Godzilla ที่ช่วยยืนยันเรื่องสตูดิโอได้จากการที่เขาพอใจมากที่ The Dark Knight ประสบความสำเร็จ โดยเขาให้ความเห็นว่า “เพราะสตูดิโอไม่สามารถดูแคลนผู้ชมได้อีกต่อไป” จะเห็นว่างานของสตูดิโอ Warner Bros. อย่างเช่น Godzilla ก็มาพร้อมเนื้อหาที่หนักขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงแค่หนังสัตว์ประหลาดถล่มโลกสร้างความระทึกขวัญแต่เพียงอย่างเดียว

“ผมอ้างอิงถึง The Dark Knight ตลอดเวลาที่ถ่ายทำหนังเรื่อง Apes รูเพิร์ท ไวแอตต์ยังเสริมอีกว่า “เพราะโนแลนเนี่ยแหละที่ทำให้สตูดิโอต่าง ๆ เปิดโอกาสให้ผู้กำกับได้แสดงความสามารถในการสร้างปมตัวละครในหนังฟอร์มยักษ์” ดังนั้นเราจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมหนังจักรวาลวานรถึงมาพร้อมเนื้อหาที่เข้มข้นหม่นหมองมากขึ้น

เควิน ฟีจ‘ ประธานฝ่ายผลิตของ Marvel ยังเคยกล่าวไว้ว่า “ความสำเร็จของ The Dark Knight ด้านรายได้และคุณภาพมีความสำคัญต่อ Marvel Studios แม้เขาจะปฏิเสธที่จะทำหนังช่วงนั้นให้มีความมืดหม่นเหมือนผลงานของโนแลน แต่เราก็คงได้เห็นว่างานล่าสุดอย่าง Captain America 2 ก็เริ่มมีเนื้อหาที่จริงจังมากขึ้นกว่าเดิม

The Dark Knight ทำรายได้ทั่วโลกมากกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญ ทั้งยังสร้างปรากฎการณ์ให้วงการทำหนังเมื่อหนังฟอร์มยักษ์เช่นนี้สามารถเล่นเรื่องจิตวิทยาหนัก ๆ สร้างโลกซูเปอร์ฮีโร่ให้กลายเป็นหนังอาชญากรรมสุดเข้มข้น ซึ่งความสำเร็จทั้งรายได้และเสียงวิจารณ์ส่งผลให้สตูดิโอต่าง ๆ ต้องประเมินรสนิยมคนดูหนังกันใหม่ นายทุนกล้าเปิดทางให้ผู้กำกับหนังฟอร์มยักษ์ทำเนื้อหาที่เข้มข้นจริงจังขึ้น ส่งผลให้หนังรุ่นต่อมาต่างได้รับอิทธิพลของโทนหนัง The Dark Knight ที่มีเนื้อหาจริงจังหนักแน่น ไม่ใช่เป็นเพียงแค่หนังซัมเมอร์ไร้สาระที่มีแค่ความบันเทิงเพียงอย่างเดียว

 

The Lord of the Rings 
แฟนตาซีลือลั่นปฐพี

“ว่าไงนะ เอ็งจะทำหนังผจญภัยแฟนตาซี ใครที่ไหนมันจะไปดู” ย้อนกลับไปก่อนหน้าปี 2001 หนังแนวแฟนตาซีเรื่องสุดท้ายที่ทำเงินสูงสุดก็คือ Hookหนังปี 1991 ผลงานกำกับของ ‘สตีเฟน สปีลเบิร์ก‘ ที่มีดาราดังอย่าง ‘ดัสติน ฮอฟฟ์แมน‘, ‘โรบิน วิลเลี่ยมส์‘ และ ‘จูเลีย โรเบิร์ตส์‘ โดยทำเงินทั่วโลกไป 300 ล้านเหรียญ และหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีหนังแฟนตาซีทำเงินอีกเลย หรือพูดง่าย ๆ ว่าไม่มีใครคาดหวังว่าหนังแฟนตาซีผจญภัยจะเป็นที่ชื่นชอบของคนดู

แต่แล้วการมาของหนังที่สร้างจากนิยายแฟนตาซีพร้อม ๆ กัน 2 เรื่องก็คือ The Lord of the Rings และ Harry Potter ที่สร้างเป็นหนังทั้งที่คนเขียนยังแต่งไม่ครบ 7 เล่มด้วยซ้ำ มันได้สร้างปรากฎการณ์สำหรับตลาดหนังบล็อกบัสเตอร์ เมื่อหนังผจญภัยแฟนตาซีสองเรื่องนี้สามารถกวาดรายได้ไปมากกว่า 300 ล้านเหรียญ

และที่มันเป็นปรากฎการณ์ยิ่งกว่าคือไม่มีใครคาดคิดหรอกว่าหนังผจญภัยแฟนตาซีภาคแรกจะเข้าชิงถึง 13 รางวัลออสการ์ และสามารถคว้ามาได้ถึง 4 รางวัล โดยก่อนหน้านี้หนังผจญภัยแฟนตาซีเรื่องล่าสุดที่สร้างปรากฎการณ์แบบนี้ได้ต้องย้อนไปถึงปี 1977 นั่นก็คือ Star Wars: Episode IV – A New Hope ที่เข้าชิง 10 รางวัลออสการ์ (ชนะเลิศ 6 รางวัล)

“อย่างไม่ต้องคาดเดา การคว้ารางวัลออสการ์เป็นช่วงเวลาที่เหลือเชื่อสำหรับอาชีพของผม” ปีเตอร์ แจ็คสันยังเสริมต่ออีกว่า “แต่หนังเรื่อง Lord of the Rings มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อออสการ์หรอกนะ พวกเราสร้างเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ชม”
คำกล่าวที่แสดงถึงความสำเร็จเกินคาด เมื่อการจบไตรภาคยังสร้างประวัติศาสตร์เวทีออสการ์ด้วยการประกาศศักดาเป็นผู้ชนะทั้ง 11 รางวัลที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง

ความสำเร็จทั้งรายได้และรางวัลของ The Lord of the Rings ส่งผลให้สตูดิโอต่าง ๆ แห่กันเข้ามาในตลาดหนังดัดแปลงจากวรรณกรรมแฟนตาซีทั้งหลาย เราจึงได้เห็น The Chronicles of Narnia, The Spiderwick Chronicles, The Golden Compass หรือแม้แต่ Eragon ที่พาเหรดกันเข้ามาหมายจะทำเงินจากกลุ่มคนรักหนังผจญภัยแฟนตาซี อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าใครก็จะสร้างปรากฎการณ์ได้เฉกเช่นเดียวกับ The Lord of the Rings Trilogy ของ ‘ปีเตอร์ แจ็คสัน

 

Harry Potter and the Deathly Hallows: Part 1 / Part 2 
วิธีทำรายได้มากกว่าเดิมแม้มีวรรณกรรมเพียงแค่ภาคจบ

สตูดิโอยักษ์ใหญ่จะทำอย่างไรเมื่อพวกเขารู้ตัวว่าหนังแฟรนไชส์ของตัวเองดำเนินมาถึงภาคสุดท้ายแล้ว เมื่อปี 2010 ค่าย Warner Bros. ได้สร้างสรรค์วิธีการทำเงินแบบใหม่ด้วยการหั่น Harry Potter ภาคสุดท้ายของตัวเองออกเป็น 2 ส่วน ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อให้แฟน ๆ ได้อรรถรสเต็มของเนื้อหา ซึ่งไอเดียดังกล่าวสามารถใช้หนังภาคจบทำเงินเฮือกสุดท้ายให้สตูดิโอได้ถึง 2,300 ล้านเหรียญ ไม่ธรรมดาจริง ๆ

แน่นอนว่าเมื่อมีสตูดิโอใหญ่กล้าหั่นภาคจบเป็นสองส่วนให้เห็นแล้วประสบความสำเร็จด้านรายรับขนาดนี้ มีหรือที่สตูดิโออื่นจะไม่ทำตาม เริ่มด้วย The Twilight Saga: Breaking Dawn ที่หั่นหนังตัวเองออกเป็น 2 ส่วนเช่นกัน และล่าสุด The Hunger Games: Mockingjay ก็ขอเดินรอยตามสูตรแบ่ง 2 ส่วนด้วยเช่นกัน และยังไม่นับ The Hobbit ที่หั่นนิยายหนึ่งเล่มออกเป็นหนังไตรภาคกันเลยทีเดียว

แน่นอนว่าในอนาคตอันใกล้นี้ อิทธิพลของการหั่นหนังเป็น 2 ส่วนคงมีมาอีกแน่ ๆ เตรียมพบกับ Allegiant ภาคต่อของ Divergent และ Insurgent ที่วางแผนจะหั่นหนังภาคจบของตัวเองเป็น 2 ส่วนเรียบร้อยแล้ว

 

X-Men 
เปิดศักราชประกาศศักดาหนังซูเปอร์ฮีโร่

เมื่อปี 2000 สตูดิโอ 20th Century Fox ได้เปิดตัวหนังซูเปอร์ฮีโร่ดัดแปลงจากคอมมิคเรื่อง X-Men ซึ่งได้เสียงตอบรับจากคนดูเป็นอย่างดี

จากความสำเร็จของ X-Men ทำให้ค่ายอื่นต่างกระโจนเข้ามาสู่ตลาดหนังซูเปอร์ฮีโร่ เกิดการแย่งชิงลิขสิทธิ์ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่จาก Marvel comicsตั้งแต่ Daredevil+Elektra, Fantastic Four ที่เป็นของ 20th Century Fox ซูเปอร์ฮีโร่อย่าง Spider-Man, Ghost Rider ก็อยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์การทำหนังของค่าย Sony Pictures แม้กระทั่ง Universal Pictures ยังโดดลงมาคว้าสิทธิการทำหนัง Hulk 

รวมถึงฝั่ง DC comics ที่เข็นทั้ง Batman, Superman และ Catwoman ออกมาเป็นหนังเช่นกัน

เรียกว่าความสำเร็จของ X-Men นั้นทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดหนังซัมเมอร์เลยทีเดียว

และที่ตอกย้ำความสำเร็จของหนังซูเปอร์ฮีโร่อีกประการก็คือการกำเนิด Marvel Studios เมื่อค่ายเจ้าของลิขสิทธิ์ตัวละครมองเห็นโอกาสในการทำรายได้ด้วยตัวเอง จึงเกิดเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่อง Iron Man ที่เป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จด้านรายได้ของ Marvel Studios จนปัจจุบันสตูดิโอถูกซื้อไปอยู่ใต้ชายคาของ Disney เรียบร้อยแล้ว

 

The Matrix 
พลิกตำราปรัชญาไซไฟด้วยการขายฉากแอ็คชั่น

สองพี่น้องวาโชสกี้‘ เดินเข้าไปหานายทุนพร้อมกับเปิดอนิเมชั่นเรื่อง Ghost in the Shell แล้วกล่าวสั้น ๆ ว่า “ผมต้องการทำให้มันเป็นหนังจริง ๆ”เป็นที่รู้กันโดยทั่วว่า The Matrix ได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจากอนิเมชั่นญี่ปุ่นเรื่อง Ghost in the Shell อนิเมชั่นว่าด้วยโลกอนาคตที่มนุษย์สามารถเก็บความทรงจำแปลงเป็นดิจิตอลแล้วเก็บรักษาหรือถ่ายโอนไปยังร่างกายไซบอร์กได้ ซึ่งส่งอิทธิพลในแง่มุมของการตั้งคำถามถึงการพิสูจน์การมีอยู่ของตัวตนแท้จริงของเรา

ยังไม่นับรวมอิทธิพลต่าง ๆ ที่ได้มาจากหนังหลาย ๆ เรื่องเช่น
• การใช้คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อศีรษะเพื่อสร้างตัวแทนบนโลกเสมือนจริงและสามารถบิดเบือนกฎกายภาพต่าง ๆ ได้ ไอเดียนี้เคยถูกนำเสนอในซีรี่ส์ Dr. Who: The Deadly Assassin ปี 1976 และยังปรากฎใน Ghost in the Shell ด้วยเช่นกัน
• ไหนจะอิทธิพลของ cyberpunk จากอนิเมชั่นญี่ปุ่นเรื่อง Akira (cyberpunk คือแนวไซไฟที่พูดถึงโลกแห่งเทคโนโลยีล้ำยุคแต่คุณภาพชีวิตต่ำ) ซึ่งสองพี่น้องวาโชสกี้ยังได้แสดงความคารวะอิทธิพลของตัวเองด้วยการนำฉากจบ Akira มาดัดแปลงเป็นฉากที่ ‘คีอานู รีฟ‘ พบเด็กพรสวรรค์พิเศษ แล้วไอเดียฉากหยุดกระสุนยังเคยปรากฎใน Akira มาแล้วเช่นเดียวกัน
• ยังไม่พูดถึงฉากแอ็คชั่นต่าง ๆ ที่สองพี่น้องวาโชสกี้รับอิทธิพลมาจากหนังแอ็คชั่นของ ‘จอห์น วู‘ เช่น The Killer, A Better Tomorrow
• ไหนจะศิลปะการต่อสู้มือเปล่าอย่างกังฟู ที่หนังได้จ้าง ‘ยฺเหวียน เหอผิง‘ ผู้เคยผ่านการออกแบบฉากแอ็คชั่นในหนังดังมาแล้วมากมายเช่น Fist of Legend, Iron Monkey, Drunken Master ให้เป็นผู้ออกแบบฉากการต่อสู้ใน The Matrix

นอกจากนี้แล้วไอเดียพล็อตของ The Matrix ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่ใหม่แต่อย่างใด เราเคยเห็นหนังที่ตั้งคำถามว่าสิ่งที่เห็นคือความทรงจำหรือเรื่องจริง เช่นTotal Recall ที่มีแม้กระทั่งฉากให้เลือกกินยาแคปซูลเพื่อตื่นจากความทรงจำ, The Truman Show ที่ตัวเอกต้องมารับรู้ว่าโลกของตัวเองคือของปลอม, และ Dark City ที่พูดถึงการค้นหาความทรงจำที่หายไป

อย่างไรก็ตาม The Matrix ก็ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในหนังทรงอิทธิพลของยุคใหม่ เพราะมันได้ก่อให้เกิดปรากฎการณ์หลาย ๆ อย่างขึ้นมา เช่น
• แนวทางการทำหนังปรัชญาไซไฟผสมด้วยแอ็คชั่น ซึ่งในเวลาต่อมา Equilibrium ที่แสดงนำโดย ‘คริสเตียน เบล‘ ก็ได้รับอิทธิพลไปโดยตรง แล้วไหนจะ Inception ที่กลายเป็นหนังปรัชญาไซไฟแอ็คชั่นฟอร์มยักษ์ที่ประสบความสำเร็จอีกเรื่อง
• การถือกำเนิด ‘bullet time‘ ที่ถูกนำมาใช้ในฉากหลบกระสุน อธิบายง่าย ๆ ว่าเป็นครั้งแรกที่มีการสร้างสรรค์เทคนิคแพนกล้องรอบตัวละครที่กำลังซูเปอร์สโลว์โมชั่น ทำให้เหมือนว่าตัวละครกำลังเคลื่อนไหวด้วยความเร็วในขณะที่สิ่งของรอบตัวเคลื่อนที่ช้าลง
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
เบื้องหลัง
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

ซึ่งเทคนิคหลบกระสุนจาก The Matrix ได้กลายเป็นมาตรฐานของคนทำงานด้าน visual effects รุ่นต่อมาทันที โดยเราสามารถพบเห็นเทคนิคนี้อย่างแพร่หลายในหนังแอ็คชั่นยุคใหม่ เช่น Spider-Man
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
รวมถึงหนังฟอร์มยักษ์อย่าง Transformer, Wanted และ Max Payne ต่างก็หยิบยืมเทคนิคนี้ไปใช้

• การมาของ ‘ยฺเหวียน เหอผิง‘ ผู้กำกับฉากแอ็คชั่นยังได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่งานสตั๊นท์แมนในฮอลลีวูด เมื่อเขาใช้เวลาถึง 6 เดือนในการฝึกนักแสดงและสตั๊นท์แมน ซึ่งไม่เคยปรากฎการซ้อมจริงจังยาวนานขนาดนี้มาก่อนในหนังอเมริกัน
• อิทธิพลสู่ Inception การต่อสู้ระหว่างจิตใจของเรากับหมายเตือนให้เราตระหนักว่าโลกที่อยู่นั้นเป็นเพียงแค่สิ่งจำลอง

มั่นใจได้เลยว่าปรากฎการณ์ความสำเร็จและอิทธิพลของ The Matrix จะก่อให้เกิดหนังแอ็คชั่นปรัชญาไซไฟตามมาอีกแน่นอน หรืออย่างน้อยเราก็คงได้ชมหนังแอ็คชั่นเท่ ๆ อีกหลายเรื่องที่เดินตามรอย The Matrix (ไม่ต้องดูอื่นไกล เพราะเราผ่านตามาทั้ง The Matrix Reloaded, The Matrix Revolutions และ V for Vendetta)

 

The Avengers 
แยกกันยังอยู่ แต่รวมหมู่โคตรอลัง

ในยุคที่คนดูชินตากับการได้เห็นซูเปอร์ฮีโร่คนโปรดโลดแล่นบนจอภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็น Iron Man, Thor, Captain American และ Hulk แต่ใครจะคาดคิดว่าอยู่ดี ๆ จะมีสตูดิโอที่บ้าดีเดือดจับซูเปอร์ฮีโร่ตัวทำเงินประจำค่ายตัวเองมายัดลงในหนังเรื่องเดียวด้วยการแท็กทีมเป็น The Avengersโดยที่สามารถแบ่งซีนกันออกมาได้เหมาะสมด้วย

จากซูเปอร์ฮีโร่ฉายเดี่ยวที่ทำเงินทั่วโลกแตะระดับ 370-600 ล้านเหรียญ เมื่อมารวมตัวกันสามารถกวาดรายได้ทั่วโลกไปกว่า 1,500 ล้านเหรียญ

ความสำเร็จเช่นนี้ส่งผลให้ Marvel Studios เลิกสนใจแนวทางการทำหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่มีความจริงจังของเนื้อหาจนประสบความสำเร็จทั้งรายได้และเสียงวิจารณ์ของ The Dark Knight ซูเปอร์ฮีโร่ตัวชูโรงจากค่ายคู่แข่งไปได้เลย แถมยังทำให้ค่ายคู่แข่งอย่าง Warner Bros. ต้องวางแผนระยะยาวเพื่อนำตัวละครในสังกัด DC comics มารวมกันเป็นหนัง The Justice League ให้ได้โดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามพวกเขาได้เริ่มสร้างทางลัดด้วยการจับสองตัวละครที่มีแฟน ๆ มากที่สุดในโลกอย่าง Batman และ Superman มาประชันกันในหนังภาคต่อของ Man of Steel เรียกได้ว่าเป็น The Avengers effects ของแท้แน่นอน

 

Toy Story
เรื่องราวของเหล่าของเล่นผู้พลิกโฉมวงการอนิเมชั่น

หลังจาก Disney ถือครองความสำเร็จแต่เพียงผู้เดียวในตลาดอนิเมชั่นช่วงก่อนศตวรรษที่ 21 ไล่ตั้งแต่ Who Framed Roger Rabbit ที่ทำรายได้ทั่วโลกไปมากกว่า 300 ล้านเหรียญ, The Little Mermaid อีก 200 ล้านเหรียญ, Beauty and the Beast ที่นอกจากทำรายได้สูงเป็นประวัติการณ์สำหรับตลาดอนิเมชั่นคือ 424 ล้านเหรียญ ยังประสบความสำเร็จด้วยการเป็นอนิเมชั่นเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถเข้าชิงออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, Aladdin ทำรายได้อีก 500 ล้านเหรียญ, ยังไม่พูดถึงความสำเร็จจาก The Lion King ที่กวาดรายได้ไปเฉียด 1,000 ล้านเหรียญ เพียงเท่านี้ก็พอจะบอกถึงความสำเร็จของ Disney ได้เป็นอย่างดี

แต่สัญญาณบอกถึงความเปลี่ยนในตลาดอนิเมชั่นเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากการมาของ Toy Story อนิเมชั่นเรื่องแรกภายใต้สตูดิโอ Pixar (ซึ่งเราจะขอละเว้นการพูดถึงสัญญาการจัดจำหน่ายโดย Disney เพราะโดยหลักแล้ว Pixar มีสิทธิขาดในการควบคุมการผลิตอนิเมชั่น) แม้เจ้าของเล่นพวกนี้จะทำรายได้ไปเพียง 361 ล้านเหรียญ แต่มันกลับบอกถึงความเปลี่ยนแปลงในแวดวงเทคโนโลยีการผลิตอนิเมชั่น เมื่อ Toy Story เป็นผู้นำการใช้ computer graphic เข้ามาผลิตอนิเมชั่นแทนการวาดมือ รวมถึงบทบาทการสร้าง characters ตัวละครที่พร้อมจะกำเนิดภาคต่อในอนาคต

ตัวบ่งชี้อิทธิพล CG ของ Toy Story อย่างชัดเจนเกิดขึ้นหลังการกำเนิด DreamWorks Animation ด้วยอนิเมชั่นที่ใช้ CG ในการผลิตตั้งแต่เรื่องแรกของสตูดิโอ คือเรื่อง Antz ที่ชิงตัดหน้าออกฉายก่อน A Bug’s Life ของ Pixar นั่นเอง แม้ว่า Antz จะทำกำไรไปเพียง 70 ล้านเหรียญ แต่มันไม่ได้บั่นทอนกำลังใจหัวเรือหลักของ DreamWorks ในการผลิตอนิเมชั่น สิ่งที่ช่วยยืนยันเรื่องนี้ได้ดีคือการมาของ Shrek ในอีก 3 ปีต่อมา โดย Shrekภาคแรกทำรายได้ทั่วโลกไปถึง 484 ล้านเหรียญ และยังเป็นอนิเมชั่นเรื่องแรกที่คว้ารางวัลออสการ์สาขาอนิเมชั่นยอดเยี่ยม โดยเป็นการเอาชนะคู่แข่งจาก Pixar อย่าง Monsters, Inc. นอกจากนี้ภาคต่อสามารถทำรายได้สูงถึง 919 ล้านเหรียญ นับเป็นตัวเบิกทางให้ DreamsWork จับตลาด CG อนิเมชั่นอย่างจริงจัง จนเกิดการผลิตอนิเมชั่นชื่อดังตามมาอีกมากมาย เช่น Madagascar, Kung Fu Panda, How to Train Your Dragon เป็นต้น

บทบาทการใช้ CG ผลิตอนิเมชั่นยาวครั้งแรกของ Pixar ยังก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดอนิเมชั่นศตวรรษที่ 21 ทันที เมื่อทุกสตูดิโอต่างหันมาใช้ CG ผลิตอนิเมชั่นกันหมด เริ่มจาก Blue Sky Studios สตูดิโอลูกของ 20th Century Fox ที่เปิดตัว CG อนิเมชั่นเรื่องแรกด้วย Ice Age เมื่อปี 2002 และตามมาด้วยภาคต่ออีก 3 ภาคที่ทำเงินมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกภาค, Sony Pictures ก็กระโดดลงมาในตลาดนี้ด้วย Open Seasonและ Monster House, หรือแม้กระทั่ง  Warner Bros. ยังปล่อยอนิเมชั่นตามมาทั้ง Happy Feet และ Legend of the Guardians: The Owls of Ga’Hoole

เห็นกันอย่างนี้แล้วคงต้องบอกว่า Toy Story ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดอนิเมชั่นจริง ๆ เมื่อทุกสตูดิโอต่างเปลี่ยนมาใช้ CG ผลิตอนิเมชั่น แต่เรายังเห็นอีกหนึ่งอิทธิพลที่ถือกำเนิดโดย Toy Story 2 นั่นก็คือ ‘การกำเนิดภาคต่อด้วยตัวละครชุดเดิม

อนิเมชั่นของ Pixar มักจะบอกเล่าในลักษณะของ ‘hero mission‘ หรือภารกิจในลักษณะของวีรบุรุษ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็คือ Toy Story ภาคแรกเป็นเรื่องของภารกิจในการช่วยเหลือ ‘บัซ ไลท์เยียร์‘ ให้หลุดพ้นจากเด็กแสบ, ภาคต่อของ Toy Story ก็เป็นเรื่องของภารกิจในการช่วยเหลือ ‘นายอำเภอวู้ดดี้‘ จากนักสะสมของเล่น, A Bug’s Life ก็เป็นภารกิจของมดตัวน้อยในการปกป้องเผ่าพันธุ์, Monsters, Inc. ในภารกิจช่วยเหลือส่งตัวเด็กหญิงให้กลับถึงโลกมนุษย์โดยปลอดภัย, Finding Nemo ก็เป็นภารกิจของพ่อผู้เป็นฮีโร่ในการออกช่วยเหลือปลาน้อยลูกชายคนเดียวของตัวเอง จากแนวทางการทำอนิเมชั่นของ Pixar เราจึงพอจะบอกได้อย่างหนึ่งว่ามันเอื้อให้เกิดการสร้างภาคต่อโดยใช้ตัวละครชุดเดิมได้โดยง่าย

อิทธิพลการสานต่อความสำเร็จด้านรายได้จากตัวละครชุดเดิม ก่อให้เกิดอนิเมชั่นภาคต่อขึ้นมามากมายในศตวรรษที่ 21 เมื่อพวกเขารู้ดีว่าตัวละครเหล่านี้เป็นขวัญใจคนดูเรียบร้อยแล้ว การฉกฉวยประโยชน์ด้วยภาคต่อก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เราจึงได้เห็นการกำเนิดภาคต่อของตัวละครอนิเมชั่นชื่อดัง ทั้งShrek, Ice Age, Madagascar, Rio, Despicable Me, Kung Fu Panda และยังไม่นับรวมถึงสตูดิโอ Pixar เองก็ใช้ความสำเร็จของตัวละครเดิมในการสร้างภาคต่อทั้ง Monsters University, Finding Dory, Cars 2 และความเป็นไปได้ในการสร้าง The Incredibles 2 ในอนาคตอันใกล้นี้

จึงไม่เป็นการยกย่องเกินจริงที่จะบอกว่า Toy Story คืออนิเมชั่นทรงอิทธิพลผู้เปลี่ยนโฉมหน้าวงการอนิเมชั่นในศตวรรษที่ 21

 

The Hunger Games 
วรรณกรรมเยาวชนขยายกลุ่มคนดู

โลกภาพยนตร์ได้นำวรรณกรรมเยาวนมาดัดแปลงเป็นหนังหลายต่อหลายเรื่อง ด้วยความที่วรรณกรรมเยาวชนมักจะมีตัวละครเอกเป็นช่วงวัยรุ่นและกลุ่มเป้าหมายคนอ่านก็คือวัยรุ่นเช่นกัน ดังนั้นเนื้อหาโดยมากก็มักจะวนอยู่กับความรักวัยรุ่น หรือบางเรื่องก็เป็นแนวแอ็คชั่นแฟนตาซี ซึ่งส่วนมากก็มักจะมีเนื้อหาเบา ๆ ตอบโจทย์แค่ความบันเทิงและความเพ้อฝันของเด็กวัยรุ่นเท่านั้น

ก่อนหน้านี้การดัดแปลงวรรณกรรมเยาวชนมาเป็น young adult films ก็มีทำเงินอยู่แค่ตระกูล Harry Potter และ The Twilight Saga ส่วนแนวแอ็คชั่นวัยรุ่นเรื่องอื่น ๆ เช่น I Am Number Four, Percy Jackson ที่ทำรายได้ทั่วโลกเพียงหลัก 200 ล้านเหรียญ ก็พอจะบอกได้ว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิงทั้งรายได้และเสียงวิจารณ์

แต่การทำรายได้สูงสุดในอเมริกาของ The Hunger Games ด้วยยอด 408 ล้านเหรียญ  และปิดยอดการทำเงินทั่วโลกไปได้ถึง 691 ล้านเหรียญ ส่วนภาคต่อ Catching Fire สามารถทำลายสถิติรายได้สูงสุดในอเมริกาของตัวเองลงได้ และยังกวาดรายได้ทั่วโลกไปถึง 864 ล้านเหรียญ ความสำเร็จทั้งรายได้และเสียงตอบรับที่ดีจากนักวิจารณ์ย่อมทำให้สตูดิโออื่น ๆ เหลียวมองโมเดลการทำหนังดัดแปลงจากวรรณกรรมวัยรุ่นของตัวเองกันใหม่ เพราะถึงแม้จะมีตัวเอกเป็นวัยรุ่น แต่ถ้าเนื้อหาของหนังสามารถเจาะกลุ่มผู้ใหญ่ได้เมื่อไรแล้วมันก็ขยายกลุ่มคนดูได้มากกว่าเดิมทันที

อิทธิพลของ The Hunger Games ทำให้สตูดิโออื่น ๆ เริ่มมองกลุ่มตลาดใหม่คือ young adult films ที่สอดแทรกเนื้อหาที่มีความเป็นผู้ใหญ่ ตัวอย่างเช่นการมาของ Ender’s Games ที่แม้จะทำรายได้ไม่ค่อยดีนัก รวมถึงเสียงตอบรับก็แบ่งเป็นสองส่วนชัดเจน แต่ก็ยังนับว่าเป็นสัญญาณที่ดี หรือการมาของเทรนด์การทำหนังแนวดิสโทเปีย (การจินตนาการถึงโลกที่ไม่พึงปราถนาจะอาศัย) เช่น Maze Runner, The Giver, Divergent, The Host ก็พอจะบอกถึงอิทธิพลจาก The Hunger Games ในตลาดหนังดัดแปลงจากวรรณกรรมเยาวชนได้อย่างชัดเจน

 

The Bourne Identity 
เจสัน บอร์นผู้ช่วยชีวิตเจมส์ บอนด์

ในขณะที่โลกสายลับยังมัวเมาอยู่กับอุปกรณ์ไฮเทคเช่น รถล่องหน, แหวนคลื่นโซนิค, นาฬิกาเลเซอร์, หน้ากากเปลี่ยนโฉมสุดเหลือเชื่อ พร้อมด้วยเนื้อเรื่องของสายลับที่เก่งเกินมนุษย์และวายร้ายที่คิดแต่จะยึดครองโลก แม้ Die Another Day จะสร้างประวัติศาสตร์เป็นเจมส์ บอนด์ 007 ที่ทำรายได้มากที่สุดในเวลานั้น แต่เหล่าโปรดิวเซอร์ต่างรู้ดีว่าเวลาของเสือผู้หญิงขี้โม้รายนี้กำลังจะหมดลง แม้ 007 ของพวกเขาจะทำรายได้มากกว่าเจสัน บอร์นถึง 200 ล้านเหรียญ (และมากกว่าแจ็ค ไรอัน The Sum of All Fears ถึง 240 ล้านเหรียญ)

เจสัน บอร์นกำลังพลิกโฉมใหม่วงการภาพยนตร์สายลับแอ็คชั่นให้หลุดจากโลกแฟนตาซี เริ่มต้นสู่การทำให้คนดูเชื่อว่าถ้าโลกนี้จะมีสายลับ มันก็ต้องเป็นมนุษย์ธรรมดาแบบเจสัน บอร์นเนี่ยแหละ!

เราคุ้นเคยอยู่กับสายลับที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์พกพาโคตรไฮเทค เราคุ้นเคยกับฉากหลังองค์กรวายร้ายบนภูเขาน้ำแข็ง เราคุ้นเคยกับฉากแอ็คชั่นที่มีแต่ระเบิดตูมตามปราศจากความสร้างสรรค์ ฉากต่อสู้ออกแบบเน้นความสวยงามของท่วงท่า
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

แต่เจสัน บอร์นเข้ามาสร้างภาพจดจำให้เราใหม่ สายลับที่ไม่มีอุปกรณ์ไฮเทคต้องเอาตัวรอดด้วยไหวพริบ ฉากหลังเป็นโลกยุคใหม่เสมือนจริง ฉากขับรถไล่ล่าที่เน้นความสมจริง และฉากต่อสู้ดิบ ๆ ที่เน้นความว่องไวและสัญชาตญาณการเอาตัวรอด
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แฟรนไชส์สายลับที่ประสบความสำเร็จมากว่า 40 ปี ทำไมจะต้องแบกรับความเสี่ยงเพื่อปฏิวัติตัวตนของเจมส์ บอนด์? นี่อาจเป็นคำถามที่เหล่าโปรดิวเซอร์ถกเถียงกันในห้องประชุม พวกเขาเคยพบความเสี่ยงใหญ่เพียงครั้งเดียวนั่นคือการเปลี่ยนนักแสดงจาก ‘ฌอน คอนเนรี่‘ เป็น ‘จอร์จ ลาเซนบี้‘ แต่นี่คือการเปลี่ยนสไตล์หนัง 007 พวกเขาต้องกำจัดเอกลักษณ์ของแฟรนไชส์ ตั้งแต่การใช้เสน่ห์หลอกล่อสาวสวยให้ช่วยเหลือแผนการ, กำจัดอุปกรณ์ไฮเทคล้ำสมัย, ตัวร้ายบิดเบี้ยวผิดมนุษย์, ลักษณะจับต้องไม่ได้ของบอนด์ผู้ไร้ความรู้สึก ตลอดจนเอกลักษณ์ที่จะต้องมี ‘คิว‘ และ ‘มันนี่เพนนี‘ พวกเขากำลังเดิมพันครั้งใหญ่กับแฟนหนังสายลับที่ติดตามมาโดยตลอด

และผลลัพธ์หลังการเปิดตัว Casino Royale การ reboot กำเนิดใหม่โดย ‘แดเนียล เคร็ก‘ 007 คนปัจจุบัน ทำรายได้ทั่วโลก 600 ล้านเหรียญ สูงสุดตลอดกาลของแฟรนไชส์ และได้รับเสียงตอบรับที่ดีมาก ๆ จากนักวิจารณ์ แถมยังกลายเป็น 007 ภาคโปรดของแฟนเจมส์ บอนด์ดั้งเดิมจำนวนมาก

ผลตอบรับเช่นนี้เราจึงบอกได้เลยว่าเป็นการเดิมพันที่โคตรคุ้มค่าของเหล่าโปรดิวเซอร์เจมส์ บอนด์

เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของแฟรนไชส์เจมส์ บอนด์ตั้งแต่ฉากเปิดตัว Casino Royale ด้วยภาพขาวดำในห้องน้ำ ฉากต่อสู้มือเปล่าแบบดิบ ๆ ว่องไวและโหดเหี้ยมของ 007 ทำให้เราลืมมาดเพลย์บอยเจ้าสำอางเปี่ยมเสน่ห์ของ ‘เพียซ บรอสแนน‘ ไปได้ทันที และการต่อด้วยฉากไล่ล่าแบบ parkourยิ่งเสริมให้เห็นว่าบอนด์กำลังลบภาพท่วงท่าความสวยงามให้กลายเป็นบอนด์ผู้สะบักสะบอมในการล่าตัววายร้าย (ความแตกต่างคือ free running จะเน้นโชว์ความหวือหวาสวยงาม แต่ parkour จะเน้นการใช้งานจริง)

เรายังเห็นอิทธิพลของ ‘เจสัน บอร์น‘ อยู่มากมายใน Casino Royale ทั้งฉากต่อสู้แบบดิบ ๆ สมจริงในบันไดหนีไฟ เน้นถ่ายทำแบบ hand-held ถือกล้องสั่น ๆ ให้คนดูรู้สึกใกล้ชิดกับสถานการณ์ ไหนจะการใช้ไหวพริบหยิบสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมาเป็นอาวุธแบบเจสัน บอร์นที่เราได้เห็นเจมส์ บอนด์นำมาใช้ในฉากต่อสู้ที่เวนิซ

The Bourne Trilogy ยังไม่ได้แค่ช่วยชีวิตแฟรนไชส์ ‘เจมส์ บอนด์‘ แต่ยังช่วยให้เกิดหนังแอ็คชั่นสายลับอีกหลายเรื่อง ไล่ตั้งแต่ Salt สายลับสาวแองเจลิน่า โจลี่ที่ต้องค้นหาปูมหลังของตัวเองเช่นเดียวกับบอร์น ตัวหนังยังอยู่ภายใต้โลกยุคใหม่และตัวละครที่ต้องใช้ไหวพริบดัดแปลงสิ่งรอบตัวเพื่อเอาตัวรอด, Taken เลียม นีสันมาพร้อมกับฉากแอ็คชั่นเน้นความดิบ ว่องไว ไหวพริบในการตามล่าคนร้ายตามแบบฉบับของบอร์น, และขอนับรวมถึงMission Impossible แฟรนไชส์หนังสายลับที่ปรับตัวตามความนิยมของตลาดอยู่ตลอดเวลา

ยังไม่นับรวมอิทธิพลทางอ้อมของ ‘Bourne‘ ที่ช่วยให้หนังเรื่องต่าง ๆ สร้างธีมของหนังให้หลุดจากความเป็นแฟนตาซีห่างไกลคนดู ด้วยการสร้างโลกในหนังที่ทำให้คนดูเชื่อว่าหากมีตัวละครแบบนี้ในโลก มันก็ต้องเจอสถานการณ์แบบนี้น่ะแหละ

 

Crouching Tiger, Hidden Dragon 
พยัคฆ์ระห่ำ มังกรผยองอเมริกา

เป็นที่รู้กันอย่างหนึ่งว่าชาวอเมริกันไม่นิยมการดูหนังแบบมีบรรยายภาษาอังกฤษ อาจจะเพราะพวกเขาเติบโตมากับการดูหนังเสียงอังกฤษมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่คุ้นเคยกับการดูหนังเสียงต่างประเทศมีคำบรรยายอังกฤษ ส่งผลให้สตูดิโอต่าง ๆ ในฮอลลีวูดจึงนิยมซื้อลิขสิทธิ์หนังต่างภาษามา remake ใหม่ทั้งหมด

แต่หัวข้อที่เรากำลังจะพูดถึงคือการบุกถิ่นอเมริกันของหนังสัญชาติไต้หวัน ที่สร้างปรากฎการณ์เป็นหนังต่างภาษาที่ทำรายได้สูงสุดในอเมริกาจนถึงปัจจุบัน ด้วยยอด 128 ล้านเหรียญ

เราสามารถบอกเล่าความสำเร็จของ Crouching Tiger, Hidden Dragon ว่าเกิดจากอเมริกันชนกำลังโหยหาฉากแอ็คชั่นศิลปะการต่อสู้ในแบบของThe Matrix และด้วยการตีตลาดอเมริกันด้วยชื่อของ ‘ยฺเหวียน เหอผิง‘ ผู้ควบคุมฉากแอ็คชั่นในหนังเรื่อง The Matrix จึงเป็นใบเบิกทางชั้นดีที่ทำให้หนังประสบความสำเร็จในด้านรายได้

ความสำเร็จของ Crouching Tiger, Hidden Dragon ทั้งในแง่คุณภาพของบทหนัง, งานภาพ, ฉากศิลปะการต่อสู้ได้กลายเป็นอิทธิพลหลักสำหรับหนังแนว martial arts ยุคต่อมา ๆ เช่น Hero, Kill Bill และ House of Flying Daggers

 

Avatar 
ปรากฎการณ์ 3D ครองเมือง

 

หลายคนอาจจะคิดว่าการชมภาพยนตร์ระบบสามมิติคือเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 แต่แท้จริงแล้วมันต้องย้อนไปไกลถึงช่วงปลายยุค 1890 หรือเมื่อกว่า 124 ปีมาแล้ว! เมื่อมีผู้คิดค้นการมองภาพซ้อนกันผ่าน ‘stereoscope’ (กล้องสองตา) และมันก็ถูกพัฒนาดัดแปลงมาโดยตลอด จนกระทั่งปี 1922 จึงถือกำเนิดเป็นภาพยนตร์สามมิติเชิงพาณิชย์เรื่องแรกของโลกที่ได้รับการฉายต่อสาธารณะชน คือหนังเงียบเรื่อง The Power of Love ซึ่งเป็นหนังสองมิติที่มาพร้อมเทคนิคการใช้แว่นภาพเหลื่อมสีแดงและสีฟ้าอมเขียวสำหรับเลือกตอนจบตามต้องการ โดยผู้ชมสามารถเลือกตอนจบว่าจะให้แบบสมหวังหรือแบบโศกเศร้าด้วยการเลือกมองผ่านเลนส์ข้างใดข้างหนึ่ง อย่างไรก็ตามประสบการณ์รับชมแบบสามมิติกลับไม่ประสบความสำเร็จจนต้องยกเลิกรอบฉายและจัดฉายภาพยนตร์ในแบบสองมิติเหมือนเดิม

ยุคทองของแว่นสามมิติเกิดขึ้นหลังการมาของการ์ตูนสามมิติซึ่งได้แถมแว่นสามมิติให้เด็ก ๆ ได้ประสบการณ์ใหม่ ความนิยมแพร่หลายของแว่นสามมิติก่อให้เกิดผลดีต่อสตูดิโอต่าง ๆ จนกระทั่งปี 1953 จึงได้ถือกำเนิดภาพยนตร์เรื่องยาวภาพสีสามมิติเรื่องแรกของโลกคือ House of Wax ที่ฉายหลังหนังขาวดำสามมิติเรื่องแรกของโลกเพียงสองวัน แถมยังมาพร้อมระบบเสียงสเตอริโอ ส่งผลให้ House of Wax ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่อย่างไรก็ตามลองนึกภาพตอนเรากำลังดูหนังแล้วต้องคอยขยับแว่นให้เข้าที่ตลอดเวลาเพื่อจะได้เห็นภาพซ้อนกันพอดี ไม่เช่นนั้นก็ต้องมาปวดหัวปวดหัวเพราะภาพเหลื่อมกัน ปัญหาการเหลื่อมของแว่นสามมิติส่งผลให้ภาพยนตร์สามมิติไม่ได้รับความนิยมในยุคนั้น

หลังจากยุคทองของภาพยนตร์สามมิติล่มสลายไปเกือบ 30 ปี จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจอีกครั้งคือการมาของภาพยนตร์สั้นความยาว 17 นาทีเรื่อง Captain EO ปี 1986 สำหรับฉายในสวนสนุกของดิสนี่ย์ เรื่องราวของกัปตันอีโอและลูกเรือต้องทำภารกิจปกป้องโลกด้วยการมอบการแสดงทั้งร้องและเต้นให้ราชีนีผู้ชั่วร้ายได้ชม แสดงนำโดย ‘ไมเคิล แจ็กสัน‘ กำกับโดย ‘ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า‘ และมีโปรดิวเซอร์ชื่อ ‘จอร์จ ลูคัส‘ ซึ่งได้กลายเป็นภาพยนตร์สี่มิติเรื่องแรกของโลก กล่าวคือมันได้เพิ่มเลเซอร์และหมอกควันเข้ามาโรงหนัง

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของวงการภาพยนตร์สามมิติเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อปี 2004 เมื่ออนิเมชั่นคอมพิวเตอร์กราฟฟิคเรื่อง The Polar Express ได้กลายเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ออกฉายพร้อมกันทั้งในระบบ 35mm และในโรง IMAX 3D โดยสามารถทำรายได้ทั่วโลกไปสูงถึง 307 ล้านเหรียญ พร้อมประสบการณ์รับชมแบบสามมิติที่ผู้ชมต่างประทับใจในลักษณะภาพแบบลอยทะลุจอให้เห็นกันอย่างชัดเจน

หลังจากนั้นสตูดิโอต่าง ๆ เริ่มมองเห็นช่องทางการหาเงินจากการฉายในระบบสามมิติง่าย ๆ จึงเกิดเป็นช่วงยุคเห่อการทำภาพสามมิติ หลายต่อหลายเรื่องหากินง่าย ๆ ด้วยการถ่ายทำแบบสองมิติแล้วนำไปแปลงเป็นสามมิติบางฉากเท่านี้ก็ฉายในโรงสามมิติหาเงินเพิ่มได้แล้ว

ปรากฎการณ์หนังสามมิติสะเทือนวงการทันทีเมื่อ Avatar ออกฉายในเดือนธันวาคมปี 2009 ภาพสามมิติแบบลึกถูกนำมาใช้แทนที่ความนิยมสามมิติแบบพุ่งทะลุจอ ผู้ชมจำนวนมากได้รับประสบการณ์การชมหนังสามมิติในแบบที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน Avatar ได้สร้างปรากฎการณ์ในแง่การดึงดูดผู้ชมให้มีส่วนร่วมในการรับประสบการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งทุกคนที่ได้ชมต่างประทับใจในความงดงามของหนังและเกิดกระแสบอกต่อเชียร์ให้ไปสัมผัสในระบบสามมิติ จนสามารถทำรายได้ทั่วโลกรวมทั้งสิ้น 2,787 ล้านเหรียญ เป็นสถิติรายได้อันดับหนึ่งของโลกที่ยากแก่ทำลาย (อันดับ 2 คือ Titanic 2,186 ล้านเหรียญ, อันดับ 3 คือ The Avengers ตามมาห่าง ๆ ด้วยยอด 1,518 ล้านเหรียญ)

ความสำเร็จของ Avatar เป็นเรื่องของระบบสามมิติล้วน ๆ ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดภาพยนตร์ เมื่อเราได้เห็นการพาเหรดเข้ามาในตลาดภาพยนตร์สามมิติ ทั้งในแบบถ่ายทำด้วยระบบ Fusion Camera เช่นเดียวกับ Avatar ที่พัฒนาโดย ‘เจมส์ คาเมร่อน‘ ซึ่งถูกนำมาใช้ในหนังอย่าง Hugo, Life of Pi หรือเล่นง่ายด้วยการแปลงฟิล์มสองมิติที่ไม่อาจสร้างความประทับใจให้แก่คนดู

ด้วยความที่ระบบสามมิติยังเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นสำหรับผู้ชมจำนวนมาก ตลอดจนถึงหนังสามมิติที่เกลื่อนโรงภาพยนตร์กลับไม่ได้มอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้คนดู จึงอาจกล่าวได้ว่าเร็ว ๆ นี้อาจจะเกิดภาวะล่มสลายของระบบสามมิติอีกครั้งก็เป็นได้

และมันอาจจะพลิกฟื้นอีกครั้งเมื่อมีผู้ที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีสามมิติให้สามารถรับชมโดยไม่ต้องพึ่งแว่นตา

 

The Blair Witch Project 
ทุนต่ำกำไรบาน

จะมีหนังเรื่องไหนในโลกที่สามารถทำกำไรถึง 4,000 เท่า!! พวกเขาใช้งบถ่ายทำแค่ 60,000 เหรียญ แต่กวาดรายได้ทั่วโลกไปทั้งสิ้น 250 ล้านเหรียญ มากกว่าหนังฟอร์มยักษ์ตั้งหลายเรื่อง กับอีแค่หนังแนว Found footage ถ่ายทำให้เหมือนว่าเรานั่งดูไฟล์ภาพเคลื่อนไหวจากกล้องดิจิตอลทั่วไป ภาพไม่ค่อยชัดแถมมีเบลอมีสั่น เขาทำให้มันได้เงินร้อยล้านอย่างไรเนี่ย โคตรจะเป็นปรากฎการณ์แห่งวงการภาพยนตร์เลย

ความสำเร็จของ The Blair Witch Project เกิดจากไอเดียการใช้ประโยชน์จาก home vdo และการตลาดล้วน ๆ พวกเขาลวงคนจำนวนมากในยุคนั้นให้หลงเชื่อว่าหนังเรื่องนี้คือเหตุการณ์จริง พวกเขาสร้างฟุตเทจหลอก ๆ เหมือนว่าไปสำรวจสถานที่จริง และยังมีการใช้รูปแบบสารคดีด้วยการจัดฉากสัมภาษณ์คนที่เกี่ยวข้องกับเด็กที่หายตัวไป พวกเขาสร้างโลกเหนือธรรมชาติขึ้นมาอย่างแนบเนียน และทำให้เกิดกระแสหนังสยองขวัญที่คนต่างเชื่อว่ามันคือเรื่องจริง

แต่ใช่ว่าหนังแนว found footage จะประสบความสำเร็จได้เสมอไป หลายเรื่องมาพร้อมไอเดียที่ดีแต่กลับล้มเหลวด้านรายได้ไม่เป็นท่า แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่รับอิทธิพลแนวทางความสำเร็จของ The Blair Witch Project มาทำเป็นหนังแนว home vdo ของตัวเอง ต้องขอบคุณการมาของกล้องดิจิตอลที่ช่วยลดต้นทุนการถ่ายทำหนัง และก่อให้เกิดการเติบโตในแวดวงตลาดหนังอิสระและหนังทุนต่ำ คนทำหนังรุ่นใหม่ขอแค่มีไอเดียแจ๋ว ๆ มีกล้องวิดีโอสักตัว พวกเขาก็สร้างสรรค์หนังสั้นหรือหนังยาวได้แล้ว

• Paranormal Activity แค่นั่งดูกล้องที่ติดเอาไว้ทั่วบ้านแนวเรียลลิตี้ ด้วยทุนเพียง 15,000 เหรียญ แต่สามารถกวาดรายได้ทั่วโลกไปถึง 193 ล้านเหรียญ จนก่อให้เกิดภาคต่อตามมาอีก 4 ภาค!!! ใช้ประโยชน์จากความสมจริงของแนว found footage สร้างความหลอนได้ดีมาก ๆ ขายไอเดียล้วน ๆ
• Project X บ้าไม่บ้าที่มีคนเอา home vdo ปาร์ตี้ห่าม ๆ เกรียน ๆ มาฉายเป็นหนัง แต่ก็ยังมีคนบ้าไปดูจนทำเงินไป 100 ล้านเหรียญ! ความสำเร็จเช่นนี้อาจจะเกิดการทำหนังสนองคนที่อยากจะไปอยู่ในปาร์ตี้แบบนี้
• [Rec] หนังสยองขวัญปิดตึกจากสเปนอีกหนึ่งเรื่องที่ได้อิทธิพลการถ่ายทำแบบ found footage มีความโดดเด่นจนฮอลลีวูดต้องขอซื้อไป remake เป็น Quarantine 

และยังส่งต่ออิทธิพลการนำเทคนิค found footage ไปถึงสตูดิโอต่าง ๆ ที่ใช้ลูกเล่นนี้ในการเล่นหนังสเกลใหญ่ในขนาดที่เล็กลง
• Cloverfield นำเทคนิค found footage มาใช้ในหนังที่มีสเกลใหญ่โตคือสัตว์ประหลาดถล่มโลกได้อย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อพวกเขาไม่ได้ให้ความสนใจกับสัตว์ประหลาด แต่มุ่งเป้ามาที่การเอาตัวรอดท่ามกลางหายนะแห่งความโกลาหล นับว่าเป็นไอเดียการใช้ home vdo ที่ยอดเยี่ยมมาก ใช้ทุนสร้าง 25 ล้านเหรียญ สามารถทำรายได้ทั่วโลก 170 ล้านเหรียญ
• Chronicle บอกเล่าเรื่องราวของหนังพลังพิเศษที่แตกต่างจากแนวซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไปเมื่อพลังมาอยู่ในมือวัยรุ่นที่ไม่ได้คิดจะนำพลังพิเศษไปปกป้องโลก หนังใช้เทคนิค found footage ออกแบบฉากขายงาน visual effects ได้ดีทีเดียว ทุนสร้าง 12 ล้านเหรียญ ทำรายได้ทั่วโลกรวม 126 ล้านเหรียญ
• Monsters เป็นอีกหนึ่งหนังที่ใช้แนว home vdo เพื่อขายวิสัยทัศน์ในการทำ visual effects จนผู้กำกับถูกดึงตัวไปทำหนัง Godzilla เรียบร้อยแล้ว
• Into the Storm หลบเลี่ยงสไตล์หนังภัยพิบัติเดิม ๆ (disaster films) ด้วยการบอกเล่าหายนะด้วยแนว home vdo ถ่ายทอดเหตุการณ์

นอกจากนี้ยังมีหนังแนว found footage อีกมากมายให้คุณได้ชมกัน เช่นแนวสยองขวัญอย่าง The Devil Inside, V/H/S, The Last Exorcism, As Above So Below, หรือติดตามชีวิตตำรวจใน End of Watch, หรือแนวไซไฟเช่น Europa Report

เห็นอย่างนี้แล้วคุณพอจะมีไอเดียการทำหนังทุนต่ำแนว home vdo กันบ้างหรือยังครับ บางทีคุณอาจจะกลายเป็นเศรษฐีร้อยล้านโดยไม่รู้ตัวก็ได้นะ

 

Batman Begins 
นำเทรนด์การชุบชีวิตแฟรนไชส์

“ผมรู้สึกสนุกกับ X-Men 1 และ 2 นะ ไบรอัน ซิงเกอร์ทำได้ดีเลยล่ะ” แมทธิว วอห์นผู้ reboot แฟรนไชส์ X-men กล่าวถึงภาคก่อนหน้าโดยผู้กำกับคนอื่น ก่อนจะเสริมว่า “แต่ภาค 3 และภาคเดี่ยวของ Wolverine มันแตกต่างออกไป และที่เลวร้ายคือหนังซูเปอร์ฮีโร่กำลังถูกยำโดยเหล่าสตูดิโอฮอลลีวูดที่พยายามยัดเยียดฉากระเบิดตูมตามและเครื่องแต่งกายล้าสมัย”

“แรงบันดาลใจสำคัญของผมคือสิ่งที่โนแลนทำกับ Batman Begins แมทธิว วอห์นพูดถึงจุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจ “ผมเป็นแฟนตัวยงของทิม เบอร์ตันเลยนะ แต่คุณก็เห็นกันอยู่ สองภาคแรกมันยอดเยี่ยมมาก แต่แล้วโจเอล ชูมาเกอร์ก็ทำลายมัน ทันใดนั้นสตูดิโอก็เก็บแบทแมนเข้ากรุไม่สนใจจะสร้างมันอีกเลย” วอห์นเสริมเปรียบเทียบให้เห็นภาพความล้มเหลวที่เหมือนกันระหว่าง X-Men และ Batman

วอห์นผู้ที่โปรดปราน Batman Begins ได้พูดถึงอิทธิพลของโนแลนที่มีต่อ X-Men: First Class ว่า “ทำไมเราไม่พยายามทำอย่าง Batman Begins ล่ะ ทำมันให้สมจริง แล้วสร้างตัวละครในโลก X-Men ให้สัมพันธ์กับเสียงเรียกร้องจากผู้ชม”

รูเพิร์ท ไวแอ็ตต์ ผู้กำกับ Rise of the Planet of the Apes เคยให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่า “ผมไม่ได้ทำเรื่องราวต่อจากพิภพวานรภาคก่อน ๆ มันเป็นต้นฉบับใหม่ของผม เป้าหมายของหนังคือการทำให้ฐานแฟนหนังกลับมารู้สึกดีเหมือนการสร้าง Batman Begins

“สตูดิโอยืนยันอย่างชัดเจนว่าต้องการแสดงความเคารพต้นฉบับของตัวละคร Godzilla” แกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับ Legendary Pictures “พวกเขาต้องการย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ของโปรเจ็กต์นิวเคลียร์ แต่นี่มันคือการ reboot ดังนั้นผมต้องดึงมันกลับมาสู่ศตวรรษที่ 21 เหมือนที่สตูดิโอเคยทำกับ Batman Begins

ยังมีคำสัมภาษณ์อีกมากที่บ่งบอกถึงอิทธิพลความสำเร็จของ Batman Begins ผลงานของคริสโตเฟอร์ โนแลนที่ได้กอบกู้ชื่อเสียงของแฟรนไชส์ด้วยการประสบความสำเร็จทั้งรายได้และเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์จากคนดู จนทำให้แฟรนไชส์เจ้าอื่นมีความกล้าที่จะ reboot ตัวละครและเนื้อหาของตัวเองให้ทันสมัยและอยู่ภายใต้สถานการณ์ใกล้เคียงกับโลกปัจจุบัน เราจึงได้เห็นการ reboot ตามมาจำนวนมากหลังจากโนแลนเริ่มทำกับแบทแมน ไล่ตั้งแต่ Casino Royale ที่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และเสียงวิจารณ์เช่นกัน, Star Trek, Rise of the Planet of the Apes, X-Men First Classและ Godzilla

 

ครบทั้ง 13 เรื่องเรียบร้อยครับ
ยังมีอีกบางเรื่องที่น่าสนใจแต่ไม่ได้เขียนถึง เช่น Gladiator ที่มีอิทธิพลต่อหนังประวัติศาสตร์มหากาพย์ยุคปัจจุบัน
และความสำเร็จด้านรายได้และเสียงวิจารณ์ของ The 40-Year-Old Virgin
ก็ทำให้เกิดหนังเนื้อหาเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์แบบมีสาระ ตลกสะอาดจำนวนมากตามมาเช่น Juno และ Knocked Up

 

Pantip.com-Learn, Share & Fun

ที่มา: pantip.com/topic/32810817

24 สิ่งประดิษฐ์ “สุดล้ำ” โดยชาวจีนธรรมดาๆ!!


เป็นที่ทราบกันค่อนข้างแพร่หลายว่า นักประดิษฐ์ชื่อดังของอเมริกาอย่าง Alexander Bell, Thomas Edison หรือ Henry Ford คือส่วนสำคัญที่ทำให้ American Dream เป็นความจริงขึ้นมาได้

แต่ในปัจจุบันนี้ ดูเหมือนว่า ไอเดียสิ่งประดิษฐ์ สุดล้ำ ต่างๆ จะย้ายมาอยู่ฝั่งเอเชีย โดยเฉพาะ “จีน” มากขึ้น จากการรายงานของ China Daily พบว่า ในปีที่แล้วมีการจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ในจีนทั้งสิ้น 210,000 ฉบับ มากกว่าปี 2011 ถึงร้อยละ 25!!

และภาพข้างล่างนี้ เราขอรวบรวมเอาสิ่งประดิษฐ์ 24 อย่าง “สุดล้ำ” ที่ไม่ได้ประดิษฐ์ขึ้นมาในห้องทดลอง หรือห้องวิจัยหรูหราไฮเทคใดๆ แต่มันคือการประดิษฐ์โดนชาวจีนธรรมดาๆ ที่ประดิษฐ์ในบ้านของพวกเขาเอง มาดูกันเลยว่ามันจะ “สุดล้ำ” จริงๆ หรือเปล่า!

1. Mobile Suitcase
he-liang-took-ten-years-modifying-this-suitcase-vehicle-which-has-its-own-motor-and-can-reach-speeds-of-over-12-miles-an-hour-it-can-travel-30-40-miles-on-one-one-charge
Reuters

He Liang ใช้เวลา 10 ปีในการปรับปรุงกระเป๋าเดินทางของเขาเป็นยานพาหนะที่มีเครื่องยนต์ในตัว และเคลื่อนที่ได้เร็วสุดถึง 19.3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และการชาร์จแบตหนึ่งครั้งจะเดินทางได้ราว 48-64 กิโลเมตร 

2. Scrap Metal Robot
tao-xiangli-a-self-taught-inventor-built-this-remote-controlled-humanoid-robot-out-of-scrap-metal-and-electronic-wires-that-he-bought-from-a-second-hand-market-for-49037-tao-ran-into-a-problem-though-when-he-realized-the-robot-was-too-big-t

Reuters

Tao Xiangli สร้างหุ่นยนต์ของเขาที่สามารถบังคับด้วยรีโมท และเลียนแบบท่าทางมนุษย์ได้ จากเศษเหล็กและสายไฟที่เขาซื้อมาจากตลาดขายของมือสอง รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 49,037 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ปัญหาที่เขาพบก็คือ หุ่นยนต์มันมีขนาดใหญ่กว่าประตูบ้านของเขา จึงไม่สามารถนำออกไปไหนได้!

3. Giant Motorcycle
this-78-feet-tall-home-made-motorcycle-cost-its-creator-abulajon-1300-to-create-it-weighs-600-pounds-and-can-reach-speeds-of-25-miles-per-hour
Reuters

มอเตอร์ไซค์ทำเอง ที่สูงกว่า 7.8 ฟุต คันนี้ สร้างโดย Abulajon ในงบประมาณ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ หนักราว 272 กิโลกรัม และวิ่งเร็วสูงสุด 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

4. DIY Submarine
this-farmer-spent-five-months-building-this-diy-submarine-which-he-successfully-took-to-a-depth-of-30-feet-in-a-lake-near-his-home-town-of-dangjiangkou-in-the-hubei-province
Reuters

เกษตรกรคนนี้ใช้เวลา 5 เดือนในการสร้างเรือดำน้ำแบบ DIY นี้ขึ้นมา ที่ลงน้ำได้ลึกถึง 30 ฟุตในทะเลสาบใกล้ๆ เมือง Dangjiangkou ในจังหวัด Hubei ประเทศจีน 

5. Sweeping tractor
this-improvised-tractor-has-12-brooms-spinning-behind-it-and-is-used-to-sweep-the-streets-of-mohe-in-the-heilongjiang-province
Reuters

รถแทรคเตอร์คันนี้มีไม้กวาดติดที่ท้ายรถถึง 12 อันที่ทำให้สามารถกวาดถนนไปด้วยได้ ขณะขับขี่ไปมาในถนนของเมือง Mohe ในจังหวัด Heilongjiang

6. Water Bicycle
liu-wanyong-created-this-improvised-bicycle-which-is-held-afloat-by-plastic-tubes-in-zhenning-in-the-guizhou-province
Reuters

Liu Wanyong สร้างจักรยานลอยน้ำของเขาจากท่อพลาสติก เขาอาศัยอยู่ที่เมือง Zhenning ในจังหวัด Guizhou

7. Homemade tank
this-farmer-and-former-chinese-navy-member-spent-6450-to-create-this-homemade-replica-of-a-tank
Reuters

เกษตรกรและอดีตทหารเรือชาวจีนคนนี้ใช้เงิน 6,450 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในการสร้างรถถังทำเองขึ้นมา!!!

8. Wooden Car
liu-fulong-built-this-wooden-electronic-vehicle-and-tests-it-out-below-the-car-can-reach-speeds-up-to-20-miles-an-hour-which-is-pretty-fast-for-a-homemade-experiment
Reuters

Liu Fulong สร้างรถไม้พลังงานไฟฟ้าของเขาขึ้นมา โดยสามารถวิ่งได้เร็วสุด 32 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าค่อนข้างเร็วทีเดียว 

9. Suction Submarine
zhang-wuyi-looks-up-as-he-squats-under-a-suction-pipe-of-his-new-submarine-that-captures-sea-cucumbers-at-his-workshop-in-wuhan-hubei-province-march-25-2013
Reuters

Zhang Wuyi ผลิตเรือดำน้ำที่สามารถดูดจับ sea cucumbers ได้ โดยเขามาจาก Wuhan จังหวัด Hubei โดยเขาผลิตขึ้นในปี 2013

10. “Noah’s Ark of China”
a-chinese-inventor-yang-zongfu-celebrates-on-his-six-ton-5443-kg-ball-container-named-noahs-ark-of-china-after-he-succeeds-in-a-series-of-tests-of-the-vessel-in-yiwu-zhejiang-province-august-6-2012-the-vessel-was-designed-to-protect-people-
Reuters

Yang Zongfu กำลังฉลองความสำเร็จในการประดิษฐ์คอนเทนเนอร์ลูกบอลหนัก 6 ตัน ที่เขาตั้งชื่อว่า Noah’s Ark of China เพราะคุณสมบัติของมันนั้นสามารถปกป้องคนที่อยู่ข้างในจากความร้อน ความดัน และน้ำ จากภายนอกได้ โดยเขาได้ทดสอบจนเป็นผลสำเร็จในวันที่ 6 สิงหาคม 2012 ที่ Yiwu, Zhejiang

11. Homemade Unicycle
a-woman-rides-an-unicycle-at-a-park-in-shanghai-february-28-2004-the-unicycle-was-designed-several-years-ago-by-chinese-inventor-li-yongli-who-called-it-the-number-one-vehicle-in-the-world
Reuters

ผู้หญิงคนนี้ขี่จักรยานล้อเดียวในสวนสาธารณะในเซี่ยงไฮ้เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปี 2004 ซึ่งประดิษฐ์โดย Li Yongli โดยเขาเรียกสิ่งนี้ว่า “the number one vehicle in the world.”

12. DIY Aircraft
zhang-xuelin-sits-inside-his-self-made-aircraft-at-his-home-before-its-test-flight-in-jinan-shandong-province-november-28-2012
Reuters

Zhang Xuelin นั่งอยู่ภายในเครื่องบินที่เขาประดิษฐ์เองก่อนที่จะทำการลองบินใน Jinan, Shandong เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2012

13. Personal Helicopter
tian-shengying-r-a-55-year-old-blacksmith-adjusts-the-rotor-of-the-helicopter-in-shenyang-liaoning-province-september-21-2012
Reuters

Tian Shengying (ขวา) นักประดิษฐ์อายุ 55 ปี กำลังง่วนกับเฮลิคอปเตอร์ที่เขาประดิษฐ์เอง ที่ Shenyang, Liaoning เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2012

14. แขนเทียม
sun-jifa-moves-a-brick-as-he-works-to-build-his-new-house-in-yong-ji-county-jilin-province-september-25-2012-chinese-farmer-sun-who-lost-his-forearms-in-a-dynamite-fishing-accident-32-years-ago-could-not-afford-to-buy-prosthesis-he-spent-tw
Reuters

Sun Jifa กำลังทำงานก่อสร้างเพื่อสร้างบ้านใหม่ของเขาใน Yong Ji county, Jilin เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2012 ซึ่งก่อนหน้านี้ เกษตรกรชาวจีนคนนี้สูญเสียแขนของเขาไปเมื่อ 32 ปีก่อน จากการระเบิดเพื่อหาปลา แต่เขาไม่มีเงินพอที่จะซื้อแขนเทียม เขาจึงแนะนำ และกำกับหลานชายของเขาให้ทำแขนเทียมให้กับเขาจนเป็นผลสำเร็จจากเศษเหล็ก พลาสติก และยาง

15. Hair Musical instrument
han-yuzi-63-inventor-holds-up-one-of-his-creations-a-hair-comb-that-doubles-as-a-small-hand-held-musical-instrument-in-guangzhou-the-capital-of-chinas-guangdong-province-september-13-2003
Reuters

Han Yuzi, วัย 63, ถือหวีที่เขาประดิษฐ์เอง ที่สามารถเป็นได้ทั้งหวีและเครื่องดนตรี เขาอาศัยอยู่ที่ กวางโจ มลฑลกวางตุ้ง เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2003

16. Giant Bicycle
zhang-yali-49-tests-a-giant-bicycle-designed-and-made-by-him-and-his-friends-outside-a-rented-warehouse-in-jilin-jilin-province-december-25-2011
Reuters

Zhang Yali, วัย 49, กำลังทดสอบจักรยานคันยักษ์ที่เขาและเพื่อนช่วยกันประดิษฐ์เองในโกดังเช่า ที่ Jilin, Jilin เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2011

17. DIY Hovercraft
local-farmer-shu-mansheng-hovers-above-the-ground-in-his-self-designed-and-homemade-flying-device-during-a-test-flight-in-front-of-his-house-in-dashu-village-on-the-outskirts-of-wuhan-hubei-province-september-21-2011
Reuters

Shu Mansheng กำลังลองทดสอบ Hovercraft หรืออุปกรณ์ที่ช่วยให้เขาลอยและเคลื่อนที่ได้ ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมาเอง อันนี้ทดลองที่หน้าบ้านของ หมู่บ้าน Dashu ชายแดนของ Wuhan, Hubei เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2011 

18. Homemade Aircraft
ding-shilu-an-automobile-mechanic-carries-out-a-test-flight-for-his-self-made-aircraft-at-a-frozen-reservoir-in-shenyang-liaoning-province-february-25-2011
Reuters

Ding Shilu ช่างเครื่องรถยนต์ กำลังทดสอบเครื่องบินที่เขาประดิษฐ์เองที่ Shenyang, Liaoning บนอ่างเก็บน้ำที่แข็งยะเยือก เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2011

19. Water Bicycle
lei-zhiqian-rides-a-modified-bicycle-across-the-hanjiang-river-a-tributary-of-the-yangtze-river-in-wuhan-hubei-province-june-16-2010
Reuters

Lei Zhiqian ลองขี่จักรยานลอยน้ำที่เขาประดิษฐ์เองกับมือ บนแม่น้ำ Hanjiang ใน Wuhan, Hubei เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2010

20. Miniature Submarine
a-worker-polishes-the-surface-of-an-unfinished-miniature-submarine-at-a-workshop-of-zhang-wuyi-a-local-farmer-who-is-interested-in-scientific-inventions-in-qingling-village-on-the-outskirts-of-wuhan-capital-of-central-chinas-hubei-province-
Reuters

คนงานพยายามขัดเรือดำน้ำจิ๋ว ที่สร้างโดยเกษจรกรชาวจีนที่หลงไหลในการประดิษฐ์ ที่หมู่บ้าน Qingling ในชายแดน Wuhan, Hubei เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2011

21. Walking Robot
farmer-wu-yulu-drives-his-rickshaw-pulled-by-a-his-self-made-walking-robot-near-his-home-in-a-village-at-the-outskirts-of-beijing-january-8-2009
Reuters

Wu Yulu กำลังลองขับขี่หุ่นยนต์เดินได้ฝีมือของเขาเองในชนบทของปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2009 

22. Another homemade submarine
tao-xiangli-gets-out-of-his-homemade-submarine-after-operating-it-in-a-lake-on-the-outskirts-of-beijing-september-3-2009
Reuters

Tao Xiangli กำลังออกจากเรือดำนำที่เขาผลิตเอง หลังจากได้ลองขับจริงในทะเลสาบที่ชนบทของปักกิ่ง เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2009

23. Homemade Helicopter
wu-zhongyuan-22-a-local-farmer-poses-with-his-self-made-helicopter-in-jiuxian-county-henan-province-august-1-2009
Reuters

Wu Zhongyuan, วัย 22 เป็นเกษตรกร กำลังถ่ายรูปกับเฮลิคอปเตอร์ที่เขาประดิษฐ์เองที่ Jiuxian county, Henan เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2009

24. Formula One
zhao-xiuguo-drives-a-homemade-model-of-formula-one-car-in-tangshan-hebei-province-some-180km-113-miles-east-of-beijing-july-21-2006
Reuters

Zhao Xiuguo ขับรถแข่งสูตร 1 ที่เขาประดิษฐ์เอง ที่ Tangshan, Hebei แถวๆ 118 กิโลเมตรทางด้านตะวันออกของปักกิ่ง วันที่ 21 กรกฎาคม 2006 

H/T: BusinessInsider | Viralnova

ที่มา: kiitdoo.com/24-สิ่งประดิษฐ์-สุดล้ำ

บุกบ้านผีสิงที่น่ากลัวที่สุดในโลก! โหดเลือดสาด 14 ปีไม่มีใครพิชิตได้(ชมคลิป)


บ้านผีสิงในบ้านเรากลายเป็นของเล่นเด็กไปเลย เมื่อเจอกับ “Mckamey Manor” บ้านผีสิงสุดโหดในลอส แองเจลิส ประทเศสหรัฐอเมริกา ที่ทั้งดุ โหด และเลือดสาดระดับ 20+ เรียกว่าใจไม่ถึงอาจมีขวัญกระเจิงได้

บ้านผีสิง Mckamey Manor ไม่มีการแต่งผีแล้วยืนหลอก หรือใช้ซาวด์หลอนขู่ให้น่ากลัว แต่จัดเต็มด้วยเครื่องทรมาน ฆาตกรและผีสุดบ้าคลั่ง ตั้งแต่จับมัด ลาดเลือดปลอม ใช้เลื่อยไฟฟ้าขู่ จับยัดตู้แช่ จับพันธนาการในเก้าอี้รมควัน ขังในกรงงู เอาแมงมุมไต่หน้า พร้อมโลเคชั่นที่แทบจะถอดแบบมาจากหนังสยองขวัญต่างประเทศ โดยผู้ที่อยากท้าทายบ้านผีสิงหลังนี้ไม่เสียตังค่าเข้าแต่อย่างใด แต่ต้องลงนามรับรองก่อนว่า ถ้าเสียชีวิตขึ้นมาจะต้องรับผิดชอบกันเอง ต้องมีอายุ 21 ขึ้นไป และไม่มีดรคร้ายใดๆ ติดตัว โดยหลังจากที่เข้าผจญวิบากกรรมในบ้านผีสิง จะถูกบันทึกภาพเอาไว้เก็บเป็นที่ระทึกกลับบ้าน ซึ่งภาพจะออกมาไม่ต่างจากหนังฆาตกรรมไล่ล่าเลยล่ะ จนมีคนแซวว่านี่มันไม่ใช่บ้านผีสิงแล้ว นี่มันบ้านฆาตกรชัดๆ

ความพิเศษของบ้านผีสิงหลังนี้ คือสามารถเข้าได้เพียงทีละ 2 คน เนื่องจากใช้เวลาทัวร์หรรษาอย่างน้อย 4-8 ชั่วโมง จนถูกขนานนามว่าเป็นบ้านผีสิงที่น่ากลัว และบ้าคลั่งที่สุดในโลก จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถพิชิตลงได้ โดยตอนนี้มีคิวรอเข้าบ้านผีสิงMckamey Manor นี้กว่าสองหมื่นคิวทีเดียว


ภาพจาก Foxnews


ภาพจาก Be-street


ภาพจาก themeparkuniversity

http://video.postjung.com/iframe.php?id=80367
คลิปจาก Youtube : Mckamey Manor

เรียบเรียงจาก Liekr

ที่มา: prachachat.net/news_detail.php?newsid=1415192915

ศึกเพจดัง Drama-addict ตอกกลับ CSI LA คดีเกาะเต่า


ศึกเพจดัง Drama-addict ตอกกลับ CSI LA คดีเกาะเต่า

   ข่าวเกาะเต่า ล่าสุด เกิดศึกระหว่างเพจชื่อดัง หลัง CSI LA ท้าให้นำ นมสด ผู้ใหญ่วอ ดีเบตต่อหน้าเครื่องจับเท็จ เจอเพจ Drama-addict ออกมาโต้ว่า หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มันโกหกไม่ได้

จากกรณีที่เพจเฟซบุ๊ก CSI LA ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ประกาศท้านายวรท ตู้วิเชียร หรือ นมสด ลูกชายของนายวรพันธ์ ตู้วิเชียร หรือ ผู้ใหญ่วอ เจ้าของร้าน เอซี บาร์ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่ทำคดีเกาะเต่า ดีเบตออกสื่อ ต่อหน้าเครื่องจับเท็จ เนื่องจากไม่เชื่อผลการตรวจดีเอ็นเอ และอยากให้ใช้จอบในการทดลองบาดแผลเพื่อตรวจสอบดูว่าแผลที่เกิดขึ้นบนตัสผู้เสียชีวิตนั้นเกิดจากจอบจริงหรือไม่

ล่าสุด (2 พฤศจิกายน 2557) ก็กลายเป็นศึกระหว่างเพจเฟซบุ๊กเป็นที่เรียบร้อย เพราะหลังจากเพจ CSI LA โพสต์ข้อความดังกล่าวไป ทางด้านเพจ Drama-addict ซึ่งมีแอดมินเป็นนายแพทย์ท่านหนึ่งออกมาโพสต์ข้อความตอบโต้ว่า “ทางเพจ CSI LA ไม่มีหลักฐาน เรื่องที่เขาพูดผิดหลักนิติเวช ผิดหลักการแพทย์ เรื่องยานอนหลับเขาก็อธิบายเวลาออกฤทธิ์ของยาผิดเละเทะเลย แล้วเขาก็มโนไปเองว่าผู้ตายต้องถูกวางยาแล้วลากไปข่มขืน ทั้งที่มีการตรวจสารพิษและยานอนหลับในร่างผู้ตายตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่มี แต่เพจนั้นก็ยังยืนกรานว่าต้องมีคนวางยาแล้วลากไปข่มขืน พอฝ่ายชายมาช่วยแล้วก็ถูกคนชกด้วยมีดแบบพิเศษจนเป็นแผล

ซึ่งทางหมอพรทิพย์ก็เคยออกมาอธิบายลักษณะแผลแล้วว่ามันเป็นแผลที่สามารถเกิดจากการถูกจอบฟันได้ แต่ก็ไม่เชื่อกันไปเชื่อแต่เรื่องที่ CSI LA พูดมั่ว ๆ ว่า นายนมสดต้องเป็นฆาตกรแน่ ๆ แถมยังมุ่งแต่จะใช้เครื่องจับเท็จกับนมสดและพม่าทั้งสองคนอยู่ได้ เคยมีคดีที่ศาลไม่รับหลักฐานจากเครื่องจับเท็จมาแล้ว มันเป็นอุปกรณ์ที่มีความแม่นยำต่ำกว่า ทำไมถึงหวังพึ่งเครื่องจับเท็จมากกว่าผลดีเอ็นเอ พอผลออกมาว่าไม่เกี่ยว เพจ CSI LA ก็บอกว่าไม่เชื่อผลตรวจเพราะเร็วเกินไป แต่เดี๋ยวนี้การตรวจดีเอ็นเอของนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจเช้าเย็นก็ได้ผลแล้วนะ

  แอดมินเพจ CSI LA มันไม่มีความรู้ด้านนิติวิทยาศาสตร์เลย ที่พูดให้คนเชื่อนั่นเป็นจินตนาการของเขาล้วน ๆ การเอาหลักการที่ไม่ถูกต้องมาตั้งสมมุติฐาน มันจะสามารถหาตัวคนร้ายที่เป็นคนลงมือได้จริง ๆ หรือจะเป็นการหาแพะอีกตัวมาสังเวยความบ้าคลั่งกันแน่ สิ่งที่เพจ CSI LA ทำอยู่มันไม่ใช่การหาคนร้ายแล้ว แต่มันคือการล่าปอบ จนถึงตอนนี้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ทุกอย่างก็ไปทางเดียวกันว่าพม่าสองคนนั้นมีส่วนแน่ ก็ไปว่ากันต่อในชั้นศาล หรือถึงขนาดนี้แล้วพวกคุณจะไม่เชื่ออะไรเลย ถ้างั้นก็ให้เขาเอานายนมสดไปประหารชีวิตเลยไหมล่ะพวกเอ็งถึงจะสาแก่ใจ”

พร้อมบอกว่า ที่ออกมาพูดนี่ไม่ได้มาแก้ตัวแทนตำรวจ เข้าใจว่าคนไทยส่วนมากเกลียดตำรวจ แต่อย่าให้ความเกลียดมาเป็นอคติจนฟันธงว่าตำรวจต้องจับแพะแน่ ๆ เชื่อมั่นในหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์กันหน่อย หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มันโกหกไม่ได้หรอกนะ ส่วนประเด็นที่คนบอกว่าตำรวจทำงานหละหลวม ประชาชนจึงมีข้อสงสัย อันนี้เห็นด้วยก็ด่าตำรวจกันไปตามสะดวก แต่เมื่อพูดถึงการตั้งสมมติฐานว่าใครเป็นฆาตกร อันนี้เราต้องพูดกันด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ขอให้แยกแยะประเด็นทั้งสองออกจากกันด้วย อย่างเช่น เรื่องแผลบนตัวผู้ตายเนี่ย เพจนั้นยืนกรานว่าเป็นมีดแน่ ๆ แต่ถ้าเปิดตำรานิติเวชดูจะเห็นในตำราเขียนไว้ชัดเจนว่าแผลลักษณะนั้นมันเกิดจากของแข็งไม่มีคมได้จริง ๆ แนะนำให้เปิดตำรานิติเวชมาดูกันเลย

ที่มา: http://hilight.kapook.com/view/110561
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก CSI LA , เฟซบุ๊ก Drama-addict

มาดู “การแข่งขัน” ในโลกนี้ที่โคตรแปลก แต่มีอยู่จริง!!


ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ข้อหนึ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือ มนุษย์เราชอบ “การแข่งขัน” เป็นชีวิตจิตใจ ทั้งแข่งกีฬา แข่งร้องเพลง แข่งวิชาการ มีให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน และคนก็ชื่นชอบที่จะดูกันอีกด้วย แต่กระนั้น บาง “การแข่งขัน” เนี่ย มันก็โคตรแปลกเลยทีเดียว แล้วแถมบางอัน ดูเหมือนจะมีรางวัลใหญ่ด้วยนะ!

เอาเป็นว่า ลองไปดูกันเลยว่า การแข่งขัน ทั้งหมด 22 รายการนี้ จะแปลกโดนใจแค่ไหน!

1. World Beard and Moustache Championship


Source: xcitefun.net

“การ แข่งขันหนวดและเคราชิงแชมป์โลก” มีอยู่จริง กับประเภทการแข่งขันกว่า 15 ประเภท ตั้งแต่แบบธรรมชาติ จนถึงแนวสร้างสรรค์หลุดโลก และจัดขึ้นมาแล้วหลายที่ทั้งในแถบอเมริกา และยุโรป ตั้งแต่ปี 1990

2. Cooper’s Hill Cheese-Rolling and Wake


Source: wikimedia.org 

แปลก ไม่แพ้กันคือ “การแข่งขันวิ่งก้อนชีส” หนักขนาด 9 ปอนด์ลงจากหุบเขา ใครเข้าเส้นชัยก่อนก็จะได้รางวัลเป็นก้อนชีสไปเลย เหตุการณ์ที่โด่งดัง คือเมื่อปี 2005 มีคนบาดเจ็บจากการแข่งขันหลายคน จนต้องหามผู้เข้าแข่งขันส่งโรงพยาบาลเลยทีเดียว

3. Air Guitar Championships


Source: finland.fi 

มี การแข่งขัน “กีต้าร์อากาศ” ทั่วโลก แต่ที่ใหญ่ที่สุดคือ “The Annual Air Guitar World Championship Contest” ซึ่งจัดขึ้นทุกปีที่ประเทศฟินแลนด์ตั้งแต่ปี 1996 

4. Worm Charming Championships


Source: wormcharming.com 

“การ แข่งขันหาหนอน” โดยผู้เข้าแข่งขันหาหนอน จะต้องพยายามหาหนอนให้มากที่สุดในเวลาที่กำหนด ซึ่งการแข่งขันนี้จัดขึ้นที่ประเทศอังกฤษมาตั้งแต่ปี 1980 ซึ่งสถิติคือ เด็กหญิงอายุ 10 ขวบจับหนอนได้มากที่สุดที่ 567 ตัว

5. Wife-Carrying Races


Source: worldalldetails.com 

“การแข่งขันวิ่งอุ้มภรรยา” เป็นที่นิยมมากในหลายประเทศ แต่การแข่งขันระดับโลกของรายการนี้จัดขึ้นที่ฟินแลนด์ เป็นประจำทุกปี 

6. Baby Crying Contest


Source: dailymail.co.uk 

“การ แข่งขันเด็กร้องไห้” มีอายุยืนยาวกว่า 400 ปีแล้ว จัดขึ้นที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นในฤดูใบไม้ผลิ โดยเด็กนักเรียนซูโม่ จะต้องพยายามทำให้เด็กร้องไห้ ด้วยการทำเสียงและหน้าตา มีการเล่าว่า จะทำให้เด็กสุขภาพดีขึ้น 

7. Toe Wrestling


Source: chillisauce.co.uk 

การ แข่งขันงัดข้อด้วยนิ้วโป้งเท้าชิงแชมป์โลก จัดขึ้นทุกปีที่ประเทศอังกฤษ ที่ Bentley Brook Inn มันเริ่มต้นมาจาก ชาย 4 คนลองเล่นกันในผับแห่งหนึ่งในปี 1974 จนกลายเป็นการแข่งขันจริงจังจนถึงทุกวันนี้ 

8. Lawn Mower Racing


Source: acidcow.com 

“การ แข่งขันวิ่งเครื่องตัดหญ้า” ซึ่งถึงแม้ว่าอาจจะไม่เป็นที่นิยมเท่าการแข่งขันรถแข่งอย่าง Nascar แต่การแข่งขันนี้ ก็มีหน่วยงานระดับชาติหลายแห่งในสหรัฐฯ จัดขึ้น และยังเป็นที่นิยมในอังกฤษ และออสเตรเลียอีกด้วย 

9. Rock-Paper-Scissors


Source: priceonomics.com 

การ แข่งขัน “เป่า ยิง ฉุบ” มีการจัดแข่งขันในหลายประเทศ และยังมีการแข่งขันเป็นลีกที่สนับสนุนโดย Bud Light อีกด้วย ซึ่งถึงแม้ว่าการแข่งขันนี้จะขึ้นอยู่กับโชคล้วนๆ แต่ก็มีผู้เข้าแข่งขันไม่น้อย ที่พยายามหาแทคติกเพื่อชัยชนะ อย่างเช่น พยายามสังเกตพฤติกรรมของคู่แข่ง เป็นต้น

10. Gurning Championship


Source: benrussell.photoshelter.com 

“การแข่งขันทำหน้าบูดเบี้ยว” จัดขึ้นเป็นประจำที่ประเทศอังกฤษ ในเทศกาล “Crab Fair”

11. Cherry Pit Spitting


Source: concordmonitor.com 

“การแข่งขันถ่มน้ำลาย” จัดขึ้นมาเป็นปีที่ 41 แล้ว โดยจัดขึ้นที่ Tree-Mendus Fruit Farm ใน Michigan สหรัฐอเมริกา โดยสถิติของการแข่งขันนี้อยู่ที่ 93.5 ฟุต!

12. Black Pudding Throwing


Source: lancashiretelegraph.co.uk 

“การ แข่งขันปาใส้กรอกสีดำชิงแชมป์โลก” จัดขึ้นทุกปีที่อังกฤษ ในวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนกันยายน โดยในการแข่งขันนั้น ผู้เข้าแข่งขันจะมีโอกาส 3 ครั้งในการปาใส้กรอกดำ ให้โดนขนมปัง Yorkshire pudding ที่อยู่บนแท่นสูง 20 ฟุต ให้หล่นลงมามากที่สุด

13. Cockroach Racing


Source: paulcs.wordpress.com 

“การ แข่งขันวิ่งแมลงสาบ” จัดขึ้นที่ Story Bridge Hotel โดยผู้เข้าแข่งขันจะนำแมลงสาบของตนเองมา แล้วปล่อยจากตรงกลาง ตัวไหนไปถึงขอบก่อนชนะ!

14. Areca Tree Climbing 


Source: flickr.com 

การ แข่งขันปีนต้นหมาก ที่อินโดนีเซีย จะจัดขึ้นในวันประกาสอิสรภาพของอินโดนีเซีย ที่ Bondowoso โดยให้ผู้แข่งขันปีนต้นหมากสูงกว่า 30 ฟุต เพื่อหยิบของรางวัลที่อยู่ด้านบน 

15. Bed Racing


Source: artery.wbur.org 

“การ แข่งขันวิ่งเตียง” มีขึ้นหลายที่ทั่วโลก ซึ่งกติกาคือต้องมีหนึ่งคนอยู่บนเตียง ซึ่งการแข่งขันหลายๆ อันจะมีขึ้นเพื่อการกุศล และในปีหน้า จะเป็นการแข่งขัน The 50th Great Knaresborough Bed Race ที่อังกฤษซึ่งจะเป็นการวิ่งระยะทางยาวกว่า 2.4 ไมล์!

16. Bee-Wearing Competition


Source: bbc.co.uk 

“การ แข่งขันห่มผึ้ง” จัดขึ้นที่ประเทศจีนในทุกๆ ปี ซึ่งตัดสินกันที่น้ำหนักของผึ้งที่อยู่บนตัวผู้เข้าแข่งขัน และสติถิกินเนสบุ๊คอยู่ที่ 87 ปอนด์ หรือคิดเป็นผึ้งจำนวนกว่า 350,000 ตัวเลยทีเดียว 

17. Shovel Racing


Source: firsttracksonline.com 

“การ แข่งขันวิ่งพลั่ว” ซึ่งอาจจะมีการปรับแต่งพลั่ว ให้ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 60 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือไม่ก็ได้ และกติกาคือต้องไถลไปตามทางของสกีนั่นเอง มันเคยบรรจุลงใน X Games แต่ถูกตัดออกไปแล้วเพื่อความปลอดภัย 

18. Nailympia


Source: sochoice.co.uk 

ถือ เป็นการแข่งขันระดับโอลิมปิกของ การไว้เล็บและตกแต่งเล็บ เลยก็ว่าได้ โดยมีประเภทต่างๆ มากมายอาทิ การทำ French manicure รวมไปถึงการแข่งประเภทแฟนซีด้วย!

19. Baby Crawling


Source: nyctri.com 

“การ แข่งขันเด็กคลาน” เกิดขึ้นในหลายๆ ที่ทั่วโลก ที่ใหญ่ที่สุด และเป็นสถิติโลกคือ ที่ประเทศจีน มีเด็กกว่า 451 คนเข้าร่วมการแข่งขัน

20. Cell Phone Throwing


Source: cameracrewgermany.com 

“การ แข่งขันขว้างมือถือ” จัดขึ้นในหลายที่ทั่วโลก แต่การแข่งขันระดับโลกจัดขึ้นที่ฟินแลนด์ ซึ่งบริษัทที่สนับสนุนส่วนมากคือบริษัทรีไซเคิล และผู้เข้าแข่งขันหวังรางวัลในการได้มือถือเครื่องใหม่ ซึ่งผู้ทำสติถิปาได้ไกลถึง 360 ฟุตเลยทีเดียว

21. Air Sex World Championships


Source: k106fm.com 

ถ้า “กีตาร์อากาศ” ยังไม่แปลกพอ ต้องเจอนี้ “การแข่งขันมี sex ในอากาศ” ซึ่งในสหรัฐฯ เริ่มกันมาตั้งแต่ปี 2009 โดยมีการแข่งในระดับภูมิภาค เพื่อหาผู้ชนะไปแข่งในระดับชาติด้วย!

22. Ostrich Racing


Source: nbcnews.com 

“การแข่งวิ่งนกกระจอกเทศ” เป็นที่นิยมในแอฟริกา และบางส่วนในสหรัฐฯ ซึ่งดูไม่ต่างอะไรมากจากการแข่งม้า แต่แค่ว่า ดูเหมือนนกกระจอกเทศเหล่านี้ จะดูควบคุมยากขึ้นมาหน่อย


H/T: Distractify

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง


10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

เรามาเติมความ หวานต้อนรับเทศกาลแห่งความรักกันสักหน่อย กับคู่รักต้นแบบแห่งวงการบันเทิงทั้งไทยและต่างประเทศ ที่จะมาทำให้คุณๆ ได้ปลื้ม ชนิดที่ฟินจิกหมอนไปกับเรื่องราวความรักของพวกเขาเหล่านี้ รักให้ถูกวิธี รักให้มีสติ รักและให้อภัย ครองรักด้วยความเข้าใจ รักแบบไหนดี? ไปดูกันเลย

1. คู่รักแบรนด์ไอดอล : เดวิด-วิคตอเรีย เบ็คแฮม (David Beckham & Victoria Beckham)

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

หนึ่งในคู่รักที่มีเสน่ห์ มากที่สุดของฮอลลีวูด เป็นตัวแทนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ เดวิด และวิคตอเรีย คู่รักที่ครองรักกันมานานกว่า 17 ปี ทำให้หลายคนอิจฉาและอยากมีครอบครัวที่อบอุ่นและน่ารักเหมือนทั้งคู่ โดยทั้งสองได้พบรักกันตั้งแต่ปี 1997 และแต่งงานกันในอีก 2 ปีต่อมา มีบุตรชายด้วยกัน 3 คน คือ บรูคลิน, โรมิโอ, ครูซ และลูกสาวคนสุดท้องชื่อฮาร์เปอร์ ทั้ง เดวิด และวิคตอเรีย ถือเป็นคู่รักแบรนด์ระดับไอดอล เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าแบรนด์ดังต่างๆ มากมาย จนติดอันดับคู่รักที่ทำรายได้สูงมาโดยตลอด และยังถูกโหวตให้เป็นคู่รักที่เซ็กซี่ที่สุดของโลกอีกด้วย

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

แม้ว่าปัจจุบันเบ็คแฮมจะ แขวนสตั๊ดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่ก็ยังเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงหลายคนฝันถึง อยู่เสมอ ส่วนวิคตอเรียก็ยังเซ็กซี่ได้เท่าที่เธอต้องการ ต้นแบบของผู้หญิงหลายๆ คน โดยเบ็คแฮมเคยกล่าวยกย่องภรรยาและครอบครัวของเขาว่า “ผมภูมิใจในตัว เธอเสมอ ทุกอย่างที่เธอประสบความสำเร็จ เธอเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถ คุณรู้ว่าเรามีลูกๆ ที่น่ารัก 4 คน และเราก็ภูมิใจในตัวพวกเขามากๆ” ในบทบาทของคุณพ่อเบ็คแฮมเล่าว่า เขาเป็นคนทำอาหารให้ลูกๆ ทานเสมอเพราะมั่นใจในฝีมือของตัวเองมาก ส่วนวิตอเรียจะเป็นคนดูแลเรื่องเสื้อผ้าให้ลูกๆ ก่อนไปโรงเรียน ส่วนอาหารเย็นคุณพ่อเบ็คก็ยังเป็นคนทำอาหารให้ลูกๆ ทานอีกด้วย เรียกว่ามั่นใจในฝีมือตัวเองสุดๆ ฟังแค่นี้สาวๆ ก็คงฟินอยากจะมีครอบครัวซะวันนี้พรุ่งนี้เลย

2. คู่รักรวยเว่อร์ : บียอนเซ-เจย์ ซี (Beyonce-Jay Z)

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

นิตยสารฟอร์บส์ ได้จัดอันดับคู่รักคนดังที่ทำรายได้มากที่สุดในโลกประจำปี 2013 และแชมป์ 2 สมัยซ้อนก็ได้ตกเป็นของ บียอนเซ่ และเจย์ ซี นักร้องสาวชื่อดัง และแร็พเพอร์ตัวพ่อ กลายเป็นคู่รักที่รวยที่สุด และทรงอิทธิพลที่สุดในวงการเพลงก็ว่าได้ ในเรื่องราวความรักของทั้งคู่นั้น เริ่มเดทกันในช่วงต้นปี 2002 หลังจากร่วมกันทำเพลง Bonnie หลัง จากนั้นก็มีข่าวซุบซิบเรื่อยมาว่าทั้งคู่คบหาดูใจกันอยู่ จนกระทั่งทั้งคู่ได้ประกาศแต่งงานกันในช่วงต้นเดือนเมษา ในปี 2008 และบียอนเซ่เอง เคยให้สัมภาษณ์กับ MediaTakeOut.com ว่า “เจย์ ซี คือชายคนแรกและคนเดียวในชีวิตของเธอ” นั่นเอง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

โดยหลังแต่งงานทั้งคู่ก็ ทำรายได้ร่วมกันอยู่ในอันดับที่สูงพอสมควร จนได้มีการเริ่มจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บส์เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา 2012-2013 รายได้รวมกัน 95 ล้านเหรียญ (เดือน มิ.ย. 2012 – มิ.ย. 2013) โดยตัวเลขที่ปรากฏรวบรวมจากการทำธุรกิจ การลงนามเซ็นสัญญา การเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า ซึ่งในปี 2013 ทั้งคู่ทำรายได้มากกว่าปีที่แล้วถึง 17 ล้านเหรียญ แต่ก็ยังครองอันดับ 1 สองปีซ้อน ความรักไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เงินทองเสมอไป นักจิตวิทยาให้คำ แนะนำว่า การจะครองคู่กันให้ได้ยาวนาน หรือทำให้ภรรยาของคุณมีความสุขนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินก้อนโต เพียงแค่ความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ซื้อดอกไม้ช่อเล็กๆ ให้เธอในวันวาเลนไทน์ หรือวันสำคัญๆ อื่นๆ ในแต่ละปี ก็ควรมีเซอร์ไพรส์ให้เธอบ้างแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

3. คู่รักทรหด : แบรด พิตต์-แองเจอลี น่าโจลี่ (Brad Pitt and and Angelina Jolie)

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

ทั้งแองเจอลี่น่า และแบรด พิตต์ ต่างก็เป็นตัวพ่อ-ตัวแม่ ของฮอลลีวูดที่คนกว่าครึ่งโลกจับตามอง ทั้งสองได้แต่งงานกันและมีครอบครัวที่ค่อนข้างใหญ่ เพราะมีลูกๆ ถึง 6 คน แม้ความรักของโจลี่ และ พิตจะดูสวยงามหรูราวกับเทพนิยาย และมองว่าเป็นคู่รักที่เพอร์เฟคที่สุดคู่หนึ่ง แต่ทั้งคู่ก็ต้องฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อประคับประคองครอบครัวของพวกเขาไว้ให้ดี ด้วยเช่นกัน เมื่อครั้งหนึ่งมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่าทั้งคู่กำลังจะหย่าร้างกัน แต่หนุ่มแบรด ก็ได้พยายามรักษาหญิงอันเป็นที่รักของเขาไว้ให้ดีที่สุด โดยแบรด พิตต์ ได้เขียนเล่าเรื่องราวความรักของเขากับ แองเจลิน่า โจลี่ ได้อย่างน่าสนใจว่า

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

“แอ งเจลิน่า โจลี มักมีความกังวลใจเป็นประจำ ทั้งเรื่องงาน เรื่องชีวิตส่วนตัว จนทำให้เธอน้ำหนักลดลงไปถึง 30 ปอนด์ ร่างกายเธอผอมอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนั้นเธอยังปวดหัว เจ็บหน้าอก และปวดหลังอยู่เสมอ

ความรักของเราเริ่มใกล้ถึงจุดจบ ความทรงจำดีๆที่มีร่วมกันเริ่มหายไป เธอเริ่มไม่สนใจดูแลตัวเอง เลือกที่จะปฏิเสธรับงานเเสดงต่างๆ จนผมเริ่มเชื่อว่าอีกไม่นานต้องหย่ากันในที่สุด

แต่แล้ว ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่า ข้างกายผมตอนนี้มีสาวงามที่สวยที่สุดในโลก คนกว่าครึ่งโลกต่างชื่นชมในตัวเธอ ผมเป็นคนเดียวบนโลกเท่านั้นที่มีสิทธิกอดเธอได้

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

ผม จึงลองเปลี่ยนพฤติกรรมของผม ให้ดอกไม้ กอดจูบ และยกย่องเธอทุกครั้งที่มีโอกาส มอบของขวัญและเวลาทั้งหมดในชีวิตเพื่อให้เธอเพียงคนเดียว คุณต้องไม่เชื่อ เธอเปลี่ยนแปลงไปเป็นผู้หญิงอีกคน เธอรู้สึกดีขึ้น เลิกวิตกกังวล รักผมมากกว่าเก่า ผมพึ่งได้รู้ว่าเธอรักผมมากมายขนาดนี้

ท้ายที่สุด ผมได้รู้ว่า “ภรรยาก็คือภาพสะท้อนของสามี ถ้าคุณรักภรรยามาก เธอก็จะรักคุณมากเช่นกัน”

4. คู่รักชูชื่น : เบน แอฟเฟค-เจนิเฟอร์ การ์เนอร์ ( Ben Affleck and Jennifer Garner)

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

คู่แต่งงานที่มีชื่อเสียง อีกหนึ่งคู่ของฮอลลีวูด เจนิเฟอร์และเบน หลังจากแต่งงานกันไปเมื่อปี 2005 ทั้งคู่ก็ได้มีครอบครัวที่น่ารักมีสักขีพยานร่วมกันถึง 3 คน ไวโอเลต แอนน์, เซราฟิน่า โรส อลิซาเบธ และซามูเอล การ์เนอร์ แอฟเฟล็ก ถ้าย้อนกลับไปเรื่องราวความรักของทั้งคู่ยังเป็นที่กล่าวถึงและน่าชื่นชม การพบกันครั้งแรกของทั้งคู่เกิดจากภาพยนตร์เรื่องแรก Pearl Harbor จนมาพบกันกันอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง Daredevil ทั้ง สองก็เกิดตกหลุมรักกันอย่างจริงจัง หลังต่างคนต่างเพิ่งเลิกราจากคนรัก ความต่างที่ลงตัวค่อยๆ เติมเต็มกันและกัน ได้นำทั้งคู่มารักกันในที่สุด

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

โดยเบนได้กล่าวถึงภรรยาสุดที่รักว่า “เธอ พาผมกลับมาที่ที่ผมควรอยู่ มีความรัก มีพลังใจในการทำงาน จากที่เดิมๆ ที่เคยน่าเบื่อเงียบเหงา เธอทำให้มันสวยงาม ทำให้ผมมั่นใจในตัวเองและลุกขึ้นสู้อีกครั้ง จากนั้นผมก็ค่อยๆ เรียนรู้การจัดลำดับความสำคัญในชีวิต และงานก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญสุดสำหรับผมอีกต่อไป”

สาวเจนนิเฟอร์ก็ได้แนะเคล็ดลับในการเติมเต็มความรักของพวกเขาให้ชุ่มชื่นอยู่เสมอนั่นก็คือ “แค่ เล็กๆ น้อยๆ อย่างแอบจูบ กระซิบข้างหู หรือนั่งอิงแอบกันตอนทำงานหรือดูทีวี ให้เราได้ทำอะไรกุ๊กกิ๊กกันบ้าง แค่นี้ก็ช่วยให้เรามีความสุขมากแล้ว ยิ่งพอมีลูกๆ ก็ยิ่งหาเวลาแบบนี้ได้น้อยลง ฉันกับเขาจึงต้องฉกฉวยทุกเวลาที่มีไว้ก่อน” (Woman & Home No. 039 February 2012)

5. คู่รักเซ็กซ์มาราธอน : เจสัน ซูเดคิด และ โอลิเวีย ไวลด์ (Jason Sudeikis-Olivia Wild)

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

ก่อนที่จะมาพบรักกับเจสัน ซูเดคิด หนุ่มฮาจากรายการ Saturday Night Live โอลิเวีย ไวลด์ ได้แต่งงานกับเจ้าชายของประเทศอิตาลีมาเป็นเวลาถึง 8 ปี แต่ต้องมีเหตุให้เลิกรากันไปโดยดาราสาววัย 29 ปี ได้ให้เหตุผลว่า “เพราะสามีไม่ยอมทำการบ้าน” ซึ่ง เทียบกับหนุ่มเจสันแทบไม่ติด โดยทั้งคู่พบรักครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2011 โอลิเวียมาที่สตูดิโอถ่ายรายการ SNL ที่ร็อคกีเฟลเลอร์ เซ็นเตอร์ จากนั้นพวกเขาก็ออกไปดินเนอร์ด้วยกันต่อหลังจากซ้อมคิวเสร็จ และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ หลังจากที่คบหาดูใจกันซักพัก สาวโอลิเวีย ก็ได้ออกตัวเลยว่ารักครั้งนี้ของเธอเป็นเซ็กซ์ที่เยี่ยมมาก “เรามีเซ็กซ์กันเหมือนนักวิ่งมาราธอนเคนยาเลยทีเดียว” (นิตยสาร  Glamour) และเธอได้กล่าวถึงแฟนหนุ่มดาวตลกถึงสาเหตุที่ทำให้ชนะใจเธอได้นั่นไม่ใช่เรื่องเซ็กซ์เพียงอย่างเดียว “เขาเป็นคนที่ใจเย็น และตลกมาก ทุกครั้งที่อยู่ด้วยกันเขาจะทำให้เธอมีแต่เสียงหัวเราะ”

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

ส่วนหนุ่มอารมณ์ดีอย่าง เจสัน ซูเดคิส ก็ไม่แพ้กันให้สัมภาษณ์กับนิตยสารแอลว่า การมีเซ็กซ์ของเขากับแฟนสาวเป็นการลดน้ำหนักที่ดีวิธีหนึ่ง ”ความ จริงก็คือ ผมไม่ได้ตื่นแต่เช้า และไปออกกำลังกายบนลู่วิ่งเลย ผมมีคู่ขวัญออกกำลังกายที่วิเศษที่สุดในโลก และที่สำคัญก็คือการออกกำลังกายแบบนี้ไม่จำเป็นต้องไปสมัครเป็นสมาชิกในโรง ยิมให้เสียเวลาด้วย”

6. คู่รักรีเทิร์น : จัสติน ทิมเบอร์เลค-เจสสิกา บีท (Justin Timberlake-Jessica Biel)

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

จัสติน ทิมเบอร์เลก นักร้อง-นักแสดงหนุ่มผู้ซึ่งถูกจัดอันดับจากนิตยสาร GQ ว่าเป็นผู้ชายที่แต่งตัวดีที่สุดในปี 2013 โดยจัสติน และแฟนสาว เจสสิก้า บีท เริ่มออกเดทกันมาตั้งแต่ปี 2007 และมีข่าวลือว่าเลิกรากันออกมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ทั้งคู่ก็ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปได้ เรียกว่ารักๆ เลิกๆ กันมากว่า 5 ปี จนสุดท้ายทั้งคู่ก็ได้ประกาศแต่งงานกันไปเมื่อปี 2012 เมื่อย้อนดูเส้นทางรักของทั้งคู่ต้องบอกว่ากว่าจะโคจรมารักกันได้ หนุ่มจัสติน จัดเป็นนักรักแถวหน้า เคยคบกับสาวน้อยสาวใหญ่มากหน้าหลายตาในวงการมาแล้ว จนได้มาคบหาดูใจกับเจสสิกา เป็นเวลาหลายปีแต่แล้วจู่ๆ ทั้งคู่ก็ได้ตัดสินใจแยกทางกัน โดยฟากหนุ่มจัสตินก็กลับไปใช้ชีวิตหนุ่มเจ้าสำราญ ส่วนเจสสิกาก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน แต่ในที่สุด จัสตินก็ได้ค้นพบว่าผู้หญิงที่ดีที่สุดในชีวิตของเขาก็คือ “เจสสิก้า” ทั้งคู่กลับมาคืนดี และแต่งงานกันในที่สุด

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

โดยหนุ่มจัสตินได้ทำเซอร์ ไพรส์แฟนสาวโดยการคุกเข่าขอแต่งงาน ท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติก ส่วนเจสสิก้าบอกว่าการแต่งงานกับจัสตินทำให้เธอรู้สึกมีความมั่นคงและมั่นใจ ในชีวิตมากขึ้น โดยคำขอแต่งงานหวานๆ จากหนุ่มจัสติน “คุณมีคู่ชีวิตที่จะอยู่กับคุณตลอด และคอยเปลี่ยนหลอดไฟให้ บางครั้งก็ทำอาหารให้คุณทานด้วย” หวานขนาดนี้สาวที่ไหนก็ต้องใจอ่อนเป็นธรรมดาพ่อหนุ่มจัสติน

7. คู่รักนางฟ้า : เรน-คิม แต-ฮี (Rain and Kim Tae-hee)

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

เป็นคู่ของนักร้องหนุ่ม ซุปตาร์ เรน กับนางฟ้า คิม แทฮี แม้ว่าการเปิดตัวคบหาของทั้งคู่จะกลายเป็นข่าวใหญ่โต เนื่องจากฝ่ายชายกำลังอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจเป็นทหาร แต่ก็พยายามแอบออกมาพบกับแฟนสาวอยู่เสมอๆ เลยทำให้คู่รักคู่นี้เป็นที่จับตามองของฝูงชนยิ่งนัก แต่จะว่าไปทั้งสองฝ่ายก็สมกันยังกับกิ่งทองใบหยก หรือที่บ้านเค้าอาจจะเรียกว่า สมกับอย่างกับเทวดานางฟ้า เพราะคนนึงเป็นนักร้องดังซึ่งเคยมีผลงานทั้งเพลงและหนังในระดับอินเตอร์มา แล้ว ขณะที่ฝ่ายหญิงก็เป็นนักแสดงมากฝีมือ แถมยังเป็นดาราสาวขวัญใจของหนุ่มๆ แดนกิมจิอีกด้วย แต่กระแสต่อต้านความรักของทั้งคู่ก็มีเยอะด้วยเช่นกัน ตามแบบฉบับของแฟนคลับเกาหลี

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

คิมแตฮี นางฟ้าของเราก็เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อหนึ่งในเกาหลีว่า “ฉัน คิดว่าฉันจะต้องมีประสบการณ์กับมันก่อนเพื่อที่จะรู้อย่างแท้จริง ฉันไม่ค่อยจะฟังเวลาที่มีคนบอกว่า ‘คนนั้นเป็นแบบนั้นแบบนี้’ ฮ่าฮ่า คนอื่นๆก็บอกฉันว่าฉันเป็นแบบนั้นเช่นกัน…” ส่วนเรนเองหลังจากที่มีข่าวลือที่ไม่ค่อยดีเกี่ยวกับตัวเขาในหลายๆ เรื่องระหว่างที่เป็นทหารอยู่นั้น ก็ได้พูดถึง แฟนสาวคิมแตฮีว่า “เธอมักจะยืนอยู่ข้างๆ เขาเสมอยามที่เขาต้องการ”

8. คู่รักเซเลบ : วอนบิน-อีนายอง (Won Bin and Lee Na-young)

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

การจัดโพลสำรวจจากรายการ ทีวีเกาหลีช่องหนึ่งเกี่ยวกับคู่รักดาราที่น่าจะแต่งงานกัน โดยผลสำรวจชี้ออกมาว่า คู่รักเซเลบอย่างวอนบิน และ อี นา-ยอง มีคะแนนนำมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยลี นา-ยอง ย้ายเข้ามาอยู่ที่ Eden Nineใ นปี 2011 ซึ่งเป็นต้นสังกัดเดียวกันกับ วอน บิน หลังจากนั้นก็มีข่าวซุบซิบออกมาว่าทั้งคู่คบหาดูใจกันอยู่หรือเปล่า พร้อมกับมีภาพถ่ายจากปาปารัสซียืนยันอีกด้วย จนในที่สุดก็ได้รับการยืนยันจากทางต้นสังกัดว่าทั้งคู่คบหากันจริง แต่เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นความสัมพันธ์

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

แม้ว่าทั้งคู่จะเพิ่งคบหา ดูใจกันแต่ก็ไม่ค่อยมีข่าวสวีตหวานออกมามากนัก มีเพียงข่าวว่าทั้งคู่เริ่มออกงานคู่กัน โดยเดินทางไปร่วมงานแต่งงานของผู้จัดการส่วนตัวของอีนา-ยอง และตามด้วยทริปพักผ่อนที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสเพียงเท่านั้น นับเป็นคู่รักดาราเกาหลีที่ออกมาเปิดตัวไม่กลัวกระแสแอนตี้จากแฟนคลับอีก หนึ่งคู่ของวงการบันเทิงแดนกิมจิ

9. คู่รักกู้ชาติ : เจ-เจตริน-ปิ่น เก็จมณี วรรธนะสิน

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

คู่รักนักร้อง-นักแสดง เจ เจตริน และ ปิ่น เก็จมณี ที่เพิ่งฉลองครบรอบแต่งงาน 13 ปี ไปเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2014 พร้อมโพสภาพครอบครัวแสนอบอุ่นลงในอินสตาแกรม พร้อมด้วยลูกชายสุดที่รักทั้ง 3 คน คือ เจ้านาย เจ้าขุน และเจ้าสมุทร ซึ่งทั้งคู่ยังโชว์สวีทกันบ่อยครั้ง แม้ว่าลูกชายจะโตเป็นหนุ่มกันหมดแล้วแต่ความหวานของทั้งคู่ก็ยังคงเดิมไม่ เปลี่ยนแปลง ถ้านับกันตั้งแต่ปิ๊งปั๊งตามจีบกันเป็นแฟน คบหาดูใจกันจนตกลงแต่งงานกันอีก 6 ปี ก็นับเป็นเวลา 19 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาว ช่วงเวลาของความทุกข์และความสุขมาด้วยกัน หลังเกิดวิกฤตของครอบครัวครั้งใหญ่ที่คุณแม่คนสวยเกิดป่วยจนถึงขั้นเดินไม่ ได้ แต่ทั้งคู่ก็ยังประคับประคองความรักและครอบครัวมาได้ดีจนถึงทุกวันนี้ โดยมีเป้าหมายเดียวกันนั่นคือ “ลูก” ของพวกเขานั่นเอง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

นอกจากนี้เจ และปิ่น ก็ยังเป็นอีกหนึ่งคู่รักดาราที่ออกมาร่วมแสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างชัดเจน และสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเห็นถึงความรัก และรักชาติยิ่งชีพของคนทั้งคู่นั่นก็คือ เจ-เจตริน ได้โพสข้อความสุดซึ้งถึงภรรยาสาวคนสวยของเขาว่า

“ขณะที่ผมอยู่บนนั้น ผมหันมามองปิ่นหนึ่งครั้ง เพื่ออยากจะบอกว่า ชีวิตของเราจะมีศัตรูแล้วนะ เราฝากทุกอย่างข้างหลังไว้กับเธอนะปิ่น สิ่งที่ผมเห็นปิ่นกลับมา แล้วยกนิ้วแล้วบอกว่า สู้ๆ ฉันภูมิใจในตัวเธอมาก ปิ่นเคยบอกกับผมตอนปิ่นไปราชดำเนิน ถ้าหากปิ่นเป็นอะไร เจก็เลี้ยงดูลูกแบบที่เจทำต่อไปนะ สิ่งที่อยากจะบอกคือ เราทั้ง 2 คน ยอมตายเพื่อชาติครับ”

10. คู่รักต่างขั้ว : หมอโอ๊ค-โอปอล์

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

คู่รักคู่หวานอีกหนึ่งคู่ แห่งวงการบันเทิงไทย หมอโอ๊ค และสาวโอปอลล์ ที่ทำเอาแฟนคลับช็อคกันเป็นแถวๆ ด้วยการประกาศว่าทั้งคู่กำลังคบหาดูใจกันอยู่เมื่อปี 2555 เพราะทั้งคู่ต่างกันเหลือเกินแล้วจะมาคบกันได้อย่างไร พร้อมกับกระแสข่าวลือต่างๆ นาๆ ว่ารักครั้งนี้เป็นเพียงรักโปรโมท บ้างก็ว่าคบกันเพื่อผลประโยชน์ บางคนถึงกับคำนวณรายได้เลยนะว่าถ้าเรารับงานคู่กันแล้วต่างคนต่างจะมีรายได้ เพิ่มขึ้นมาอีกเท่าไร ส่วนบางคนก็เปรียบเทียบเรื่องหน้าตา เพราะหมอโอ๊คเป็นชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดี เหมือนขาวกับดำ แตกต่างกันจะรักกันได้อย่างไร? อีกทั้งยังมีไลฟ์สไตล์ที่ต่างกันอีกด้วย แต่ทั้งคู่ก็ได้พิสูจน์ในเราเห็นแล้วว่ารักนี้ไม่ใช่รักหลอกๆ อย่างแน่นอน เพราะว่าที่เจ้าบ่าวสุดหล่อ และว่าที่เจ้าสาวสุดแซ่บกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กันในเดือนมีนาคม 2557 นี้

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

หากจะย้อนไปถึงเส้นทาง ความรักของคนทั้งคู่ โดยหมอโอ๊คเริ่มรู้จักโอปอล์ลมาจากความเป็นเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน แต่ก็เริ่มประทับใจจากเหตุการณ์น้ำท่วม เมื่อปี 2554 ซึ่งทั้งคู่อยู่บ้านใกล้กัน แถวแจ้งวัฒนะ และโอปอล์ลก็ได้ให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษา

“เริ่ม ประทับใจในความมีน้ำใจ ความที่โอปอล์เป็นคนที่คิดถึง คนอื่นเสมอๆ ความรู้สึกคิดถึงมันเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เราเจอกันทุกวัน วันไหนที่ไม่เจอมันก็รู้สึกเหงา เหมือนเขามาเติมสีสันให้ชีวิต เวลามีปัญหาอะไรโอปอล์ก็จะตอบได้หมด ส่วนโอปอล์บอกว่า หมอโอ๊คก็ให้คำปรึกษาในเรื่องที่เขาไม่รู้เหมือนกัน มันทำให้คุยได้เรื่อยๆ”

ไทยติดอันดับ 8 ประเทศที่มีประชากรเกย์เยอะที่สุดบนเฟสบุ๊กเอเซีย


 

ต้องยอมรับว่า Social Network เป็นโลกที่ทุกคนสามารถแสดงตัวตน ความความคิดเห็น และมีจุดยืนที่ชัดเจนได้อย่างเปิดกว้าง วันนี้ทาง Zocial, inc. บริษัทรวบรวมข้อมูลและบริการวิเคราะห์ข้อมูลบนโลกออนไลน์ ขอหยิบยกประเด็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่น่าสนใจมาขยายภาพให้นักการตลาดดูข้อมูลเชิงลึกและนำไปประยุกต์ได้ กับกลุ่มที่มีความสนใจและความต้องการเฉพาะตัว คือกลุ่ม “เกย์” ที่มีการเปิดเผยตัวตนและสังคมเริ่มให้การยอมรับ มากขึ้น

ภาพรวมประชากรเกย์

  • ในโลกของ Facebook มีประชากรเกย์ทั้งโลกรวมกันทั้งหมดกว่า 15.4 ล้านคน
  • โดยประเทศที่มีประชากรเกย์บน Facebook มากที่สุดคือ อินเดีย (3 ล้านคน) สหรัฐอเมริกา(760,000 คน) และอียิป (640,000 คน) ตามลำดับ
  • โดยทวีปที่มีประชากรเกย์บน Facebook มากที่สุดคือ
  1. เอเชีย (8.5 ล้านคน)
  2. ยุโรป (2.5 ล้านคน)
  3. แอฟริกา (2.3 ล้านคน)
  4. อเมริกาเหนือ (1.2 ล้าน คน)
  5. อเมริกาใต้ (700,000 คน)
  6. ออสเตรเลีย (100,000 คน)

อันดับประเทศที่มีประชากรเกย์บน Facebook มากที่สุดทวีปเอเชีย

อันดับที่ ประเทศ ประชากรเกย์บน Facebook ประชากร Facebook ทั้งหมด
1 India 3 ล้าน 108 ล้าน
2 Vietnam 620,000 26 ล้าน
3 Indonesia 540,000 68 ล้าน
4 Philippines 540,000 36 ล้าน
5 Pakistan 500,000 15 ล้าน
6 Turkey 480,000 38 ล้าน
7 Bangladesh 400,000 8.8 ล้าน
8 Thailand 340,000 28 ล้าน
9 Malaysia 320,000 16 ล้าน
10 Korea 280,000 14 ล้าน

จากข้อมูลการจัดอันดับข้างต้น นักการตลาดหรือแบรนด์สินค้าที่มีกลุ่มเป้าหมายนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำการตลาดแบบเฉพาะเจาะจงกับกลุ่ม Niche Target ได้ และต้องยอมรับว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มเฉพาะที่มีขนาดใหญ่และมีอำนาจการซื้อสูงเลยทีเดียวหากเจอสินค้าหรือบริการที่ถูกใจ เนื่องด้วยในประเทศไทยที่มีประชากรเกย์บน Facebook มากถึง 340,000 คน และเป็นอันดับ 10 ของโลกธุรกิจใดที่มีสินค้าหรือบริการที่ตรงกับกลุ่มคนเหล่านี้ ลองปรับกลยุทธ์การทำโฆษณาแบบเฉพาะเจาะดูอาจได้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มอื่นๆ ได้อีก