RT ยอดนิยม : ชาวเน็ตจีนฮือฮาฝาแฝดตอนเด็กอ้วนโตมาหล่อ @Joke_Jaith


ชาวเน็ตจีน ฮือฮาฝาแฝด Yuan Ziwen-Yuan Zihao ตอนเด็กอ้วนกลม โตมาหล่อขึ้นจมเลย #ข่าวกรี๊ดคนหล่อมีกันทุกประเทศ t.co/9RIybsMjS9 

.. @Joke_Jaith

 

ที่มา : thaitoprt.com

10 เคล็ดลับรักษาหุ่นให้สวย หลังการไดเอท ไม่โยโย่แน่!!


diet

คุณก็ยังคงมีความรู้สึกกังวลอยู่ใช่ไหมล่ะค่ะ ว่าจะรักษาหุ่นสวยๆ แบบนี้อย่างไร ให้สามารถอยู่คงทนต่อไปได้โดยที่ไม่ต้องกลับมาอ้วนอีก แน่นอนค่ะ ในเมื่อคุณอุตส่าห์ทุ่มทั้งแรงกายและแรงใจมาอย่างมากมายในการลดน้ำหนักครั้งนี้ เพื่อให้ได้รูปร่างและหุ่นสวยตามที่ต้องการ ถ้าหากว่าต้องกลับไปเป็นหุ่นแบบเดิมอีกก็คงไม่ดีแน่แท้ ดังนั้นแล้วในวันนี้เราจึงนำเคล็ดลับเพื่อหลังการได้เอทให้หุ่นสวยๆ อยู่คู่กับสาวๆ ตลอดไป มาแนะนำกันค่ะ

1. เดินออกกำลังกาย

โรคอ้วนนั้นกำลังแพร่ระบาดไปทั่วประเทศไทย และก็มีแนวโน้มว่าจะแพร่ระบาดหนักขึ้นไปอีกในทศวรรษหน้านี้ การใช้เวลาในแต่ละวันซักประมาณ 20 นาที สำหรับเดินออกกำลังกาย จะช่วยทำให้ร่างกายของคุณได้มีกิจกรรมมากขึ้น หรือการเดินออกกำลังกายจำนวนวันละ 2,000 ก้าว ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่คุณจะต้องทำเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหนักกลับเพิ่มขึ้นมาอีก ถ้าอยากจะรู้ว่า คุณได้เดินออกกำลังกายไปกี่ก้าวแล้ว ก็ให้ลองใช้อุปกรณ์ช่วยอย่างเครื่อง Pedometer หรือมาตรวัดจำนวนก้าวติดเอาไว้ที่เข็มขัด จากนั้นก็ออกเดินไปได้เลย ไม่ว่าคุณจะไปไหนก็ตาม ตั้งแต่การจูงสุนัขออกไปเดินเล่น หรือจะออกไปเดินซื้อของแถวๆ บ้าน คุณก็สามารถดูจำนวนก้าวได้จากเครื่องนี้แหละค่ะ

2. กินแอปเปิล แบบเจ้าหญิงสโนว์ไวท์

สารอาหารที่อยู่ในแอปเปิลนั้น มีปริมาณของวิตามิซีมากถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดเลยค่ะ เป็นปริมาณที่ร่างกายควรจะได้รับในแต่ละวันเชียวนะ ถ้าวันไหนขาดผลไม้ ลองเป็นน้ำผลไม้อย่างมาลีไลท์ก็ได้ เป็นสูตรไม่มีน้ำตาล ให้พลังงานแค่ 30 แคล ที่สำคัญถ้าจะดื่มน้ำผลไม้ ต้องเป็นน้ำผลไม้แท้ด้วยนะ ช่วยให้ร่างกายดูดซึมนำไปใช้งานได้รวดเร็วขึ้น เพื่อที่จะนำไปใช้ในการเสริมสร้างให้ร่างกายทุกส่วนมีสุขภาพที่ดี โดยทั่วไปแล้ว ถึงแอปเปิลจะอุดมไปด้วยวิตามินซี และสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยลดอัตราความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือด โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง จากการไดเอท เราก็อยากจะขอแนะนำให้คุณลองรับประทานแอปเปิล หรือผลไม้อื่นๆ จำนวนวันละ สองสามลูก หรือจะรับประทานมากกว่านั้นก็ได้ ดูสิคะ

3. Say No ไขมันแปรรูป

ไขมันแปรรูปนั้นก็แย่พอๆ กับไขมันอิ่มตัวนั่นแหล่ะ เพราะว่าไขมันแปรรูปจะทำให้ระดับของคอเลสเตอรอลโดยรวม และระดับของโปรตีนไลปิดความหนาแน่นต่ำ (LDL) ซึ่งเป็นการเพิ่มระดับของคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีให้สูงมากขึ้น แล้วก็ไปลดระดับของโปรตีนไลปิดความหนาแน่นสูง (HDL) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายให้ลดน้อยลง การบริโภคไขมันแปรรูปอาจจะส่งผลในการขัดขวางการดูดซึมของไขมันที่ดีต่อสุขภาพที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโต และการทำงานของอวัยวะต่างๆ สำคัญของร่างกายได้

4. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ้าง

ที่อนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นี้ หมายถึงว่าแค่ให้ดื่มจำนวนวันละหนึ่งถึงสองแก้ว สำหรับผู้ชาย และดื่มจำนวนวันละหนึ่งแก้ว สำหรับผู้หญิง ถ้าหากดื่มปริมาณที่มากจนเกินไปก็จะยิ่งไปเพิ่มอัตราความเสี่ยงที่คุณจะเสพติดสารแอลกอฮอล์ได้ ซึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้คุณเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็งเต้านม โรคอ้วน โรคหลอดเลือดสมองตีบ และก็ยังมีอัตราการเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย และอัตราการประสบอุบัติเหตุอีกด้วยนะ

5. รับประทานวิตามินเสริม

จากการค้นคว้าวิจัยของ Journal of Nutrition (วารสารเกี่ยวกับโภชนาการ) พบว่าการรับประทานวิตามินรวมทุกๆ วันสามารถช่วยลดอัตราความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการกำเริบของโรคหัวใจในครั้งแรก ทั้งในเพศชายและเพศหญิง ซึ่งผู้เขียนรายงานการค้นคว้าวิจัย มีความคิดว่าน่าจะเป็นผลมาจากวิตามินบีที่พบอยู่ในวิตามินรวม เช่นเดียวกัน กับวิตามินซีและวิตามินอีที่ทำหน้าที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ ส่วนแร่ธาตุอย่างซีลีเนียมและเบต้าแคโรทีนนั้น วิตามินเสริมเหล่านี้ไม่สามารถที่จะไปทดแทนคุณค่าอาหารที่คุณได้จากอาหารปกติได้เลย แต่มันก็ยังสามารถช่วยปกป้องโครงสร้างพื้นฐานของร่างกายได้

6. ลดการรับประทานเกลือลงหน่อย

สำหรับคนที่ชอบเติมเกลือเพิ่มลงไปในอาหาร การที่ร่างกายได้รับปริมาณของโซเดียมที่มากจนเกินไป จะส่งผลเสียต่อร่างกายทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ โดยชาวไทยจำนวนมากกว่า 12 ล้านคน หรือเท่ากับจำนวนหนึ่งในห้าของทั้งประเทศ มีความดันโลหิตสูง โดยจำนวนหนึ่งในสามของคนเหล่านี้ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังเป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งโรคความดันโลหิตสูงนั้น เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคไต และโรคหลอดเลือดสมองตีบอีกด้วย แล้วแบบนี้ คุณก็ควรจะใช้เครื่องปรุงอื่นๆ แทนการใช้เกลือปรุงรสอาหารจะดีกว่านะคะ

7. จำเอาไว้ให้ขึ้นใจว่า สีน้ำตาลย่อมดีกว่าสีขาวนะ

แป้งโฮลวีตนั้น มีปริมาณของสารอาหารและเส้นใยอาหารมากกว่าแป้งขัดสีค่ะ ลองเปลี่ยนมารับประทานขนมปังโฮลวีตแทน การรับประทานขนมปังขาว และรับประทานข้าวกล้องแทนการรับประทานข้าวขาวจะดีกว่านะคะ ซึ่งข้าวโพดคั่วและข้าวโอ๊ตบดหยาบ ก็ถือว่าเป็นธัญพืชเช่นกันค่ะ

8. รับประทานโยเกิร์ต

เป็นที่รู้ๆ กันนะคะว่า ธาตุแคลเซียมในโยเกิร์ตนั้น จะช่วยทำให้เสริมสร้างกระดูกให้มีความแข็งแรง แต่จริงๆ แล้วมีเหตุผลที่มากกว่าการรับประทานโยเกิร์ตเพื่อสุขภาพของกระดูกค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้ในโยเกิร์ตบางยี่ห้อก็ยังมี Inulin ซึ่งเป็นไฟเบอร์คล้ายๆ กับคาร์โบไฮเดรต ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สามารถพบได้ในผักและผลไม้ ซึ่ง Inulin นี้จะไปช่วยเพิ่มการทำงานให้กับเซลล์ที่มีชีวิต และช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในระบบย่อยอาหาร และที่สำคัญอย่างยิ่งคือเป็นผู้ช่วยในการดูดซึมธาตุแคลเซียมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

9. ห่ออาหารกลับบ้านสิ

เดี๋ยวนี้อาหารต่างๆ หรือ Fast Food มีขนาดจานที่ใหญ่ขึ้นมากจริงๆ และในบางคน ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะรับประทานให้หมดจาน ดังนั้นแล้ว เมื่อคุณสั่งอาหารแล้ว ให้คุณขอแบ่งอาหารซักครึ่งหนึ่งนำไปใส่กล่องเพื่อกลับบ้าน แทนสิ เพื่อที่คุณจะสามารถเก็บเอาไปไว้รับประทานในวันต่อไปได้ด้วย จะได้ช่วยให้คุณประหยัดค่าอาหาร อีกทั้งยังจะช่วยให้คุณมีรูปร่างที่สมส่วนด้วยไงล่ะคะ

10. ดื่มน้ำให้มากๆ

น้ำนั้นมีความสำคัญต่อกระบวนการเผาผลาญทั้งหมดในร่างกายของเรา น้ำช่วยในการย่อยไขมัน ซึ่งจะทำให้มีน้ำหนักตัวที่ลดลง และยังจะช่วยทำให้ผิวพรรณแลดูผ่องใสอีกด้วย เคล็ดลับที่สำคัญก็คือ ควรจะดื่มน้ำปริมาณ 200 มิลลิลิตร ต่อแก้ว จำนวนวันละ 8-10 แก้ว หรือถ้าคุณรับประทานผักและผลไม้ที่มีส่วนประกอบของน้ำอยู่ด้วย ก็จะสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของน้ำในร่างกายของเราได้เหมือนกันค่ะ

เพียงเคล็ดลับทั้ง 10 ข้อนี้ ก็สามารถช่วยทำให้คุณมีหุ่นสวยได้โดยไม่ต้องกังวลว่า ความอ้วนของคุณจะกลับมากวนใจคุณอีกแล้วล่ะค่ะ

ที่มา: shape.in.th

จะตกใจไหมถ้าบอกว่า “นํ้าตาล คือสารเสพติด”


น้ำตาล คือสารเสพติด

“หวานเป็นลม ขมเป็นยา” เป็นคำที่คนไทยตั้งแต่ในอดีตได้เตือนว่า อาหารส่วนใหญ่ที่มีรสหวานมาก็จะเป็นโรคได้
ส่วนยาไทยที่เอาไว้รักษาโรคนั้นต่างก็มีรสขมทั้งสิ้น

คนทั่วไปส่วนใหญ่ชอบรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีรสหวาน โดยที่อาจไม่เคยรู้เลยว่าความหวานนี่แหละที่ก่อให้เกิดโรคมากมาย
และถ้าเราลดเรื่องอาหารที่มีรสหวานได้ เราก็จะหยุดได้หลายโรค

นพ.เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์ คุณหมอที่จบแพทย์แผนปัจจุบันแต่มีความเชี่ยวชาญด้านโภชนาการ โดยปัจจุบันได้ให้คำแนะนำ
เรื่องโภชนาการเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยแทนการใช้ยา นพ.เปี่ยมโชค ด้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ทำไมคุณถึงป่วย?
อีกมุมหนึ่งของความรู้สุขภาพที่หมอของคุณอาจไม่เคยบอกคุณมาก่อน” ข้อมูลที่เขียนนี้ถือได้ว่ามีประโยชน์ต่อผู้อ่าน
เพราะได้รวบรวมงานเขียนและงานวิจัยหลายชิ้นในต่างประเทศ โดยมีความบางตอนที่น่าสนใจและผู้อ่านหลายคน
อาจไม่เคยรู้มาก่อนมาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะดังนี้

จากหนังสือ “Lick the sugar habit” ที่เขียนโดย Nancy Appleton ตีพิมพ์ ปี 1992 เธอเป็นปริญญาเอกทาง Clinical nutrition
ในหนังสือเล่มนี้ได้สรุปไว้ว่า มีโรคและอาการกินหวานอยู่ถึง 110 ชนิด จะเรียกได้ว่าโรคที่เรานิยมเป็นอยู่ในยุคนี้มีสาเหตุ
มาจากน้ำตาลมาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ทำให้ฟันผุ, ให้กระดูกผุ, ทำให้แก่เร็ว, ทำให้อ้วน, ทำให้หลั่งอดรีนาลีนอย่างรวดเร็วในเด็ก,
ทำให้เกิดหอบหืด, ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้, ทำให้เด็กเป็นโรคผิวหนัง เอ็กซีม่า, ทำให้ปวดศีรษะไมเกรน, ทำให้เกิดโรคข้ออักเสบ,
ทำให้เกิดริดสีดวงทวาร, ทำให้เป็นต้อกระจก, ทำให้สายตาสั้น, ทำให้เป็นโรคซึมเศร้า, ทำให้ไขมันในตับเพิ่มขึ้น, ทำลายตับอ่อน,
ทำให้เป็นโรคเบาหวาน, ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง, ทำให้เกิดนิ่วในไต, เพิ่มโอกาสที่จะเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหาร,
เพิ่มโอกาสมะเร็งลำไส้ใหญ่, เป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งถุงน้ำดี ฯลฯ

ที่น่าสนใจคือ น้ำตาลทำให้เกิดสมาธิสั้น ความวิตกกังวล อารมณ์แปลกประหลาดในเด็ก โดยมีตัวอย่างจากหนังสือ alternative medicine
ฉบับเดือนกันยายน 2004 หน้า 24 ชื่อ the real reason sweets make kids jumpy บทความนี้เป็นงานวิจัยที่ทำในอังกฤษ พบว่า:

ความหวานและสีผสมอาหารที่มีอยู่ขนมหวาน ลูกอม และน้ำอัดลม มีส่วนในการทำให้เด็กที่กินของเหล่านี้เข้าไปเกิดอาการสมาธิสั้น
เป็นการศึกษาในเด็กอายุ 3 ขวบ จำนวน 277 คน โดยการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของเด็กเหล่านี้ในช่วงเวลาที่เด็กกินอาหารที่มีความหวาน
มีสีผสมอาหาร และอาหารที่ไม่มีความหวาน ไม่มีสีผสมอาหาร


ซึ่งพบว่า ในช่วงที่เด็กกินอาหารที่มีความหวาน มีสีผสมอาหารและอาหารที่ไม่มีความหวาน ไม่มีสี พฤติกรรมของสมาธิสั้นลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง กลุ่มที่ทำงานวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะว่าการลดปัญหาของอาการสมาธิสั้นคือ ให้เด็กกินอาหารที่มีความหวาน มีสีผสมอาหารลดลง
โดยเน้นที่อาหารและขนมสำเร็จรูปทั้งหลาย ขนมหวาน ลูกอม และน้ำอัดลม ขนมถุงจำพวกขบเคี้ยวทั้งหลายด้วย

นอกจานี้บางคนอาจะไม่รู้ว่า น้ำตาลสามารถกดการทำงานของเม็ดเลือดขาวได้ (Sugar suppress lymphocyte)
พูดง่ายๆก็คือกดการทำงานของภูมิต้านทานนั่นเอง จากหนังสือของนายแพทย์ James Braly ปี 1992 ชื่อ DR.BRALY’S FOOD ALLERTY
& NUTRITION – REVOLUTION หน้า 242 เรื่อง “How to eat” มีข้อความแปลเป็นไทยว่า

“ในบางคนน้ำตาลกดการทำงานของเม็ดเลือด โดยเฉพาะเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นตัวหลักของภูมิต้านทาน
(เม็ดเลือดขาวมีหน้าที่สำคัญคือคอยทำลายเชื้อโรค และปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอม) ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคุณกินน้ำอัดลม 1 กระป๋อง
หรือกาแฟใส่น้ำตาล 1 ถ้วย แล้วตามด้วยขนมหวานอีก 1 ชิ้น เม็ดเลือดขาวของคุณจะทำงานลดลง 75 เปอร์เซนต์ และจะเป็นอย่างนี้อยู่นาน 6-8 ชั่วโมง
กว่าจะกลับมาทำงานตามปกติ”

จากหนังสือ Low Carb Energy ฉบับเดือน มีนาคม 2005 หน้า 87 ชื่อเรื่อง “SUGAR a Serious addiction you can break”
รายงานนี้เขียนโดยแพทย์หญิง Christine Horner คุณหมอคริสติน บรรยายเรื่องหวานกดภูมิต้านทานแปลเป็นไทยได้ว่า

“นักวิจัยพบว่าการกินหวานกดภูมิต้านทาน โดยไปกดการทำงานของเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า T lymphocyte ยกตัวอย่าง
ถ้ากินขนมหวานชิ้นใหญ่ซัก 1 ชิ้น ความหวานจะกดการทำงานของเม็ดเลือดขาวประมาณ 50-94 เปอร์เซนต์ นาน 5 ชั่วโมง”

นอกจากนี้ในหนังสือ Improving genetic expression in the prevention of the diseases of aging โดย Jeffery S. Bland, Ph.D.
และ institute for functional medicine ปี 1998 หน้า 69 แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง น้ำตาลจะกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระ
(Free Radicals) ได้ง่ายขึ้น และมากขึ้นภายในหลอดเลือด และอนุมูลอิสระเหล่านี้ก็จะทำลายผนังหลอดเลือดทั่วไปหมด
และทำลายทุกอย่างที่เลือดวิ่งไปถึงทุกเซลล์ของร่างกาย

โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งก็ควรจะทราบด้วยว่า ในรายงานของ Gordon Research Institute USA มีข้อความว่า “เซลล์มะเร็งมี Glucose receptor หรือ
จุดสำหรับดูดซึมน้ำตาลเข้าเซลล์มากกว่าเซลล์ปกติถึง 24 เท่า แสดงให้เห็นว่าเซลล์มะเร็งมีความสามารถดูดซึมน้ำตาลได้เร็วมากและจำนวนมาก เพราะฉะนั้นคนไข้มะเร็งที่กินหวานก็เท่ากับส่งเสบียงให้เซลล์มะเร็งโดยตรง

แม้ความหวานและน้ำตาลจะอันตรายและก่อให้เกิดโรคและปัญหามากมาย แต่บางคนต่อให้รู้ก็อาจจะเลิกยากเพราะมีงานวิจัย
ระบุว่าน้ำตาลอาจเป็นสารเสพติดอีกชนิดหนึ่ง !?

จากหนังสือของนายแพทย์ James Braly ปี 1992 ชื่อ Dr. Braly’s Food Allergy & Nutrition-Revolution หน้า 455 เรื่อง
“Corn Syrup” ซึ่งน้ำตาลจากข้าวโพดนี้เป็นสารให้ความหวานที่ผสมอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มสำเร็จรูป เกือบทุกชนิด
ตั้งแต่ขนมถุง ลูกอม ยันน้ำอัดลม “เป็นสารเสพติดและก่อให้เกิดภูมิแพ้อย่างแรง”

จากหนังสือ Low Carb Energy ฉบับเดือน มีนาคม 2005 หน้า 86 ชื่อเรื่อง “SUGAR A Serious addiction you can break”
รายงานนี้เขียนโดยแพทย์หญิง Christine Horner ได้บรรยายเอาไว้ว่า คนอเมริกันกินน้ำตาลเฉลี่ย 60 กิโลกรัม/คน/ปี
และตัวเลขที่น่ากลัว คือ โดยเฉลี่ย เด็กกินเป็น 2 เท่าของผู้ใหญ่ และในหนังสือเล่มนี้ก็เขียนไว้ทำนองเดียวกับหนังสือ LICK THE SUGAR HABIT
ก็คือ ความหวานเพิ่มโอกาสการเป็นโรคร้ายหลายชนิด เช่น ลำไส้ใหญ่เป็นแผลอักเสบเรื้อรัง หอบหืด ข้ออักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ ไมเกรน ซึมเศร้า
โรคเหงือก ฟันผุ เบาหวาน อ้วน กระดูกผุ โรคหัวใจ และหลอดเลือด ฯลฯ

ในหนังสือเล่มนี้เขียนเรื่องการเสพติดไว้ดังนี้ ความหวานกระตุ้นสมองที่ตำแหน่งเดียวกับ มอร์ฟีน เฮโรอีน และ โคเคน
และยังอ้างถึงวารสาร NEURO IMAGE ฉบับเดือนเมษายน 2004 ที่รายงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย เสตท
ว่า เวลาเราอยากกินหวานๆ สมองจะมีปฏิกิริยาเหมือนเราอยากเสพมอร์ฟีน เฮโรอีน และโคเคน และเวลาเราได้กินหวานๆ
สมองจะมีปฏิกิริยาเหมือนเรา ได้เสพมอร์ฟีน เฮโรอีน และโคเคน

ทั้งนี้มีการทดลองในหนู โดยให้หนูกินอาหารและน้ำหวาน เมื่อเวลาผ่านไปหนูกินน้ำหวานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และกินอาหารลดลง
และเมื่อหยุดน้ำหวาน หนูจะเกิดอาการลงแดงทันที คือ ปากสั่น ตัวสั่น และเมื่อให้กินน้ำหวานอาการเหล่านี้ก็จะหายไป

คราวนี้แบ่งหนูออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้น้ำหวาน กลุ่มที่สองให้มอร์ฟีน โดยเริ่มจากกลุ่มแรกให้หนูกินน้ำหวาน
พอหยุดน้ำหวานหนูจะเกิดอาการลงแดงทันที คือ ปากสั่น ตัวสั่นอีก แต่คราวนี้ให้ยาชื่อ naloxone พบว่า
หนูหายจากอาการปากสั่น ตัวสั่น (ยา naloxone เป็นยาที่ใช้ช่วยในการเลิกยาเสพติดพวกมอร์ฟีนและเฮโรอีน)

หลังจากนั้นเริ่มให้มอร์ฟีนหนูอีกกลุ่มหนึ่ง จนหนูติดมอร์ฟีนแล้วหยุดให้มอร์ฟีน หนูเกิดอาการลงแดงทันที ปากสั่น
ตัวสั่น เค้าก็ให้ยา naloxone หนูก็หายลงแดงทันที ซึ่งเป็นลักษณะแบบเดียวกัน

ดังนั้นเมื่อได้ทราบข้อมูลข้างต้นแล้ว ต่อไปใครอยากจะอร่อยปากด้วยความหวาน
ให้ใคร่ครวญให้ดีว่าเราอยากจะหายจะโรคที่เราเป็นด้วยการหยุดกินหวานได้แล้วหรือยัง?

ที่มา : bloggang.com/viewdiary.php?id=thewho&month=10-2014&date=20&group=9&gblog=156

รวบรวม 4 เมนูจากชีส.. เอาใจคนรักชีส Cheese Lover


ใครเป็นสาวกชีสบ้าง ยกมือขึ้น !!

วันนี้ น้องหมูหัน MoohunDesign นำเมนูชีสๆ ที่เห็นแล้วต้องน้ำลายไหลกันแน่ๆ (ใครบอกให้โพสรูปของกินตอนดึกเนี่ยยย) ส่วนใครจะนำไปลองทำตามก็ไม่ว่ากันนะจ๊ะ..

บริโภคกันแต่พอดี ระวังความอ้วนที่จะตามมาด้วยเน้อ.. เดี๋ยวจะหาว่าหมูหันไม่เตือนนะจ๊ะ (แต่นานๆทีคงไม่มีปัญหามั๊งงงง 55)

เมนูที่ 1 ชีสสติ๊ก (ชีสทอด) Cheese Sticks

ชีสสติ๊ก (ชีสทอด) Cheese Sticks

ชีสสติ๊ก (ชีสทอด) Cheese Sticks

ชีสสติ๊ก (ชีสทอด) Cheese Sticks

ชีสสติ๊ก (ชีสทอด) Cheese Sticks

ชีสสติ๊ก (ชีสทอด) Cheese Sticks

ชีสสติ๊ก (ชีสทอด) Cheese Sticks

รูปภาพ : buzzfeed.com/mattbellassai/in-appreciation-of-mozzarella-sticks-6z51

ต้องบอกว่า เมนูนี้เป็นอะไรที่เบสิกมากๆ เรียกได้ว่าง่ายซะจนไม่มีเมนูไหนมาเทียบเท่าอีกแล้ว (เว่อร์ค่ะ 5555)คือ วิธีทำมันง่ายนะสำหรับหมูหัน.. เหมือนของชุบแป้งทอดอื่นๆ นำมาชุบแป้ง ชุบเกล็ดขนมปัง แล้วก็ทอด อยากได้รสชาติอื่นๆก็นำผงปรุงรสมาผสมในแป้ง แล้วก็คลุกเคล้าตามวิธีทำปกติ ก็ดีไม่น้อย หรือ อยากจิ้มน้ำจิ้ม จิ้มกับซอส ก็ทำได้..

หากว่ากลัวจะเลี่ยน หรือ กลัวไขมันส่วนเกิน ก็ให้นำผักมารับประทานควบคู่กัน เช่น ผักสลัด มะเขือเทศ แตงกวา หรือจะเป็นผลไม้ก็ได้ อันนี้ ครีเอทกันได้เต็มที่เลยนะคะ ที่สำคัญคือ อย่าทานมากไปนะ เพราะ เมนูนี้คือชีสล้วนๆ ชีสแบบจัดเต็มมากๆ รักษาสุขภาพกันด้วยนะค๊า.. (กินเสร็จอย่าลืมวิ่งรอบบ้านนะ อิอิ)

ส่วนประกอบ

1.) มอสเซอเรลล่าชีส หรือเชดด้าชีส (แล้วแต่ความชอบนะคะ) เน้นเป็นแบบแท่งจะได้ทำง่าย แต่ถ้าไม่มีแบบแท่งให้ใช้ชีสแผ่นแล้วทำการม้วนเป็นแท่ง (Stick) ค่ะ

2.) แป้งสาลีเอนกประสงค์ หรือแป้งทอดเทมปุระ

3.) เกล็ดขนมปัง

4.) ผงปรุงรสแบบเผ็ดหรือผงกระเทียมพริกไทย (หรือจะดัดแปลงเป็นผงปาปิก้า ผงโรยข้าวญี่ปุ่น สาหร่ายหั่นฝอย ได้หมดค่ะ ทำแล้วต้องกินให้ได้นะ (ผงมาม่าก็น่าลองนะ))

5.) ไข่ไก่สำหรับชุบทอด

6.) น้ำมันพืชสำหรับทอด

วิธีทำ (อธิบายแบบง่ายๆ ส่วนเรื่องสัดส่วนรบกวนหาตามเว็บสอนทำอาหารทั่วไปได้เลยนะคะ)

นำชีสที่เตรียมไว้ไปชุบไข่ จากนั้นนำมา ชุบแป้ง (ทำซ้ำอีก 1-2 ครั้ง ให้หนาพอประมาณ)

และสุดท้าย ชุบไข่ และนำไปชุบเกล็ดขนมปังค่ะ

สำรวจอย่าให้มีรอยแตก ต้องคลุกให้ทั่วทั้งชิ้นนะคะ

จากนั้นตั้งกระทะ เน้นไฟแรงๆ ไม่ต้องทอดนาน กะแค่เกล็ดขนมปังพอเหลืองก็เสร็จค่ะ

จัดใส่จานพร้อมเสริ์ฟ ทานพร้อมกับผัดสด ผลไม้ ซอส น้ำจิ้ม หรือจะเป็นดิฟก็เด็ดไม่แพ้กันค่ะ (แก้เลี่ยนได้ดีด้วยนะ)

เมนูที่ 2 แซนวิชแฮมชีส Ham-Cheese Sandwich

แซนวิชแฮมชีส Ham-Cheese Sandwich

แซนวิชแฮมชีส Ham-Cheese Sandwich

แซนวิชแฮมชีส Ham-Cheese Sandwich

แซนวิชแฮมชีส Ham-Cheese Sandwich

รูปภาพและข้อมูล : googigg.exteen.com/20090622/ham-cheese-sandwich-2

เมนูนี้ หมูหันว่าก็ง่ายนะ (อาจจะมียากและต้องใช้เวลาตอนอบขนมปัง) แต่ก็ไม่ได้เสียเวลามากเกินไป และเพื่อนๆสามารถนำเมนูนี้ไปดัดแปลงได้ โดยการเพิ่มผักสดเน้นที่เราชอบ เพิ่มผลไม้ตามฤดูกาล เปลี่ยนจากแฮมเป็นเนื้อสัตว์ เป็นไข่ เป็นทูน่าสลัด ก็ยังได้ และถ้าเพื่อนๆไม่มีเวลา อาจจะทำเป็นแซนวิชสด ขนมปังไม่ต้องปิ้ง ใช้เป็นขนมปังธรรมดาเลยก็ได้ ประกบกับเครื่องที่เราเตรียมไว้ หั่นให้พอคำ จัดใส่จานก็ยังได้ ง่ายเนอะ เมนูนี้.. แถม ผู้ใหญ่กินได้ เด็กก็กินดีด้วยนะ !!!

ส่วนประกอบ

1.) ขนมปัง หรือ ขนมปังโฮลวีต

2.) พระเอกของเรา ชีสสสส (ตามแต่ชอบเลยนะคะ)

3.) แฮม (หรือเนื้อสัตว์ หรือ ไข่ หรือ ทูน่าสลัด)

4.) ผักสด ผักสลัด ผลไม้ ในที่นี้ใช้ ผักกาดหอมค่ะ

5.) มายองเยส ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก มัสตาร์ด (เลือกได้ตามแต่ชอบค่ะ)

วิธีทำ (อธิบายแบบง่ายๆ ส่วนเรื่องสัดส่วนรบกวนหาตามเว็บสอนทำอาหารทั่วไปได้เลยนะคะ)

เริ่มแรก ปิ้งขนมปังรอค่ะ จะนำเข้าเตาอบ(ไมโครเวฟ) หรือ เครื่องปิ้งขนมปังก็ได้ค่ะ ขั้นตอนนี้ หากเราไม่มีเวลา หรือ ไม่ต้องการปิ้ง ก็สามารถใช้ขนมปังที่เตรียมมาทำแซนวิชได้เลยค่ะ ก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปเนอะ

นำขนมปังวาง วางส่วนประกอบอื่นๆเป็นชั้นๆ เริ่มจาก มายองเนส(หรือซอสที่ชอบ) วางผักกาดหอม วางแฮม วางชีส นำขนมปังอีกแผ่นมาวาง (เพื่อทำแซนวิชชั้น 2 ค่ะ) เริ่มต้นเหมือนเดิม ทามายองเนส(หรือซอสที่ชอบ) และตามลำดับเหมือนเดิมค่ะ

ขั้นตอนการวาง เพื่อนๆสามารถปรับได้ตามชอบเลยนะคะ ใครชอบแฮมมากก็เพิ่มชั้นแฮมไปอีกได้ ใครชอบชีสมากก็เพิ่มชั้นชีสไปได้ ตามสบายเลยค่าาา

เสร็จเรียบร้อย หั่นแบ่งเป็น สอง หรือ สี่ ชิ้น จัดวางให้สวยงาม หรือ จะใส่กล่องไปรับประทานที่ทำงานเป็นของว่างก็ดีค่ะ

เมนูที่ 3 ชีสฟองดูว์ Cheese Fondue

ฟองดูว์ชีส Cheese Fondue

ฟองดูว์ชีส Cheese Fondue

รูปภาพ : eatlivegrowpaleo.com/2013/08/fondue-primal-paleo-indulgence.html

ฟองดูว์ชีส Cheese Fondue

ฟองดูว์ชีส Cheese Fondue

รูปภาพ : foodlve.com/food/cheese-fondue-3079875

ฟองดูว์ชีส Cheese Fondue

ฟองดูว์ชีส Cheese Fondue

รูปภาพ : toriavey.com/how-to/2011/11/how-to-make-the-perfect-cheese-fondue

เมนูนี้ก็ถือว่าเป็นเมนูที่ง่าย แต่ส่วนประกอบหายากและมีราคาค่ะ (หมูหันว่าง่ายตลอดแหละ แต่จะอร่อยหรือไม่อร่อยนั่นอีกเรื่อง 5555)

ชีสฟองดูว์ ไม่รู้ว่ามีใครเคยได้ยินชื่อเมนูนี้มั๊ย หรืออาจจะเคยได้ยินแต่ ช็อกโกแลตฟองดูว์ มากกว่า เมนูนี้ก็คล้ายๆกับช็อกโกแลตฟองดูว์ คือ มีเป็นชีสอุ่นๆ และนำขนมปัง ผัก หรือเนื้อนำมาจิ้มรับประทาน แปลกดีนะเออ.. !! อ้อ.. แอบกระซิบนิดหน่อยว่า เมนูนี้ ถ้าอยากให้อร่อย ต้องใช้ชีสหลายชนิดนะคะ ^ ^ (อันนี้ก็ตามชอบอีกนั่นแหละ)

ส่วนประกอบ

1.) ชีสค่ะ !! อันนี้เป็นชีสที่นำมาทำฟองดูว์แล้วรสชาติดีนะคะ (จะเลือกมา 2-3 ชนิดจากในนี้ก็ได้นะ)

–       Swiss
–       Fontina
–       Gruyere
–       Emmentaler
–       Cheddar
–       Monterey jack

ปล. ตามสูตรของเว็บ ปูขาเกเซามารู ใช้ Emmental Cheese และ Gruy่re Cheese ค่ะ

gruyere cheese กับ emmenthaler cheese

gruyere cheese กับ emmenthaler cheese

2.) ไวน์ขาวค่ะ (นิยมใช้ดรายไวท์ไวน์) หรือตัวเลือกอื่นก็แจ่มไม่น้อยนะคะ ตามนี้ค่ะ

–       Chenin Blanc
–       Dry Vermouth
–       Muscadet
–       Pinot Blanc
–       Pinot Grigio
–       Sauvignon Blanc
–       Viognier

3.) เหล้า Kirsch (เหล้าเชอร์รี่) (อันนี้ไม่มีก็ได้นะคะ แต่เพื่อรสชาติค่ะ)

4.) ขนมปัง หรือ ผัก หรือ เนื้อสัตว์ ที่ต้องการนำมาจิ้มกับฟองดูว์ค่ะ

5.) แป้งข้าวโพด

6.) กระเทียมคั้นเอาแต่น้ำ ลูกจันทร์ป่น พริกไทยป่น (เครื่องเทศเพิ่มความหอมค่ะ)

7.) น้ำมะนาว (เลมอน)

วิธีทำ (อธิบายแบบง่ายๆ ส่วนเรื่องสัดส่วนรบกวนหาตามเว็บสอนทำอาหารทั่วไปได้เลยนะคะ)

ขูดชีสทั้ง 2 ชนิดเตรียมไว้ค่ะ

ต้มไวน์กับน้ำมะนาวให้เดือด ใส่น้ำกระเทียม และชีสทั้ง 2 ชนิด

ผสมแป้งข้าวโพดกับเหล้า Kirsch คนให้แป้งข้าวโพดละลาย เทใส่หม้อชีส ปรุงรสด้วยพริกไทยป่นและลูกจันทร์ป่น ต้มจนข้นเป็นครีม

เสร็จเรียบร้อย เทใส่หม้อฟองดูว์ที่มีไฟแอลกอฮอล์ เสริฟพร้อมขนมปังหั่นลูกเต๋าพอดีคำ และผักอื่นๆค่ะ

เมนูที่ 4 มาม่าต้มยำกุ้งใส่ชีส (สำหรับแฟนคลับมาม่านะคะ)

มาม่าต้มยำกุ้งใส่ชีส (สำหรับแฟนคลับมาม่านะคะ)

มาม่าต้มยำกุ้งใส่ชีส (สำหรับแฟนคลับมาม่านะคะ)

รูปภาพ : http://pantip.com/topic/31399687

มาม่าต้มยำกุ้งใส่ชีส (สำหรับแฟนคลับมาม่านะคะ)

มาม่าต้มยำกุ้งใส่ชีส (สำหรับแฟนคลับมาม่านะคะ)

รูปภาพ : http://bit.ly/1tzkvnl

มาม่าต้มยำกุ้งใส่ชีส (สำหรับแฟนคลับมาม่านะคะ)

มาม่าต้มยำกุ้งใส่ชีส (สำหรับแฟนคลับมาม่านะคะ)

รูปภาพ : http://pantip.com/topic/31399687

มาม่าต้มยำกุ้งใส่ชีส (สำหรับแฟนคลับมาม่านะคะ)

มาม่าต้มยำกุ้งใส่ชีส (สำหรับแฟนคลับมาม่านะคะ)

รูปภาพ : http://www.dek-d.com/board/view/3372646/

และแล้วเราก็มาถึงเมนูที่ 4 เมนูที่เรียกได้ว่า อยู่คู่กับคนไทยมานาน โดยเฉพาะช่วงสิ้นเดือน(เหมือนสิ้นใจ) ใครๆก็ร้องหากันแต่ มาม่าาาา !! (มิได้โฆษณาแต่อย่างใดนะเออ) ความจริงแล้วเราคงติดปากกัน เพราะ จริงๆ เราต้องเรียกเจ้าเส้นๆ หยึกหยักสีเหลืองนวลๆว่า “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” ถึงจะถูกนะจ๊ะ (ว่าแต่ว่า จะยาวไปไหนนิ = = ) เรียก มาม่า แหละ จบ !! อิอิ

เมนูนี้ ทำง่าย ยิ่งกว่าเมนูใดๆในโลก กินกับอะไรก็อร่อย (ถูกปาก ถูกใจ ถ้าใส่สิ่งที่ชอบลงไปนะจ๊ะ) เพราะ ปกติ แค่มาม่าธรรมด๊า ธรรมดา หมูหัน MoohunDesign ก็ว่าอร่อยอยู่แล้วนะ !! แต่พอมาฟิจเจอร์ริ่งกะเจ้าชีสสสด้วย ไข่ลวกด้วยย แฮมเอย ไส้กรอกเอยยย กุ้ง หอย ปู ปลา เอาให้ครบ เมนูนี้ รวมแล้ว ราคาก็เท่ากับอาคารภัตตาคารกันเลยทีเดียว ต้องกินต้นเดือนนะจ๊ะ กินสิ้นเดือนคงได้แค่มาม่าธรรมดา อิอิ

ส่วนประกอบ

1.) ชีสสสสสสสแผ่น !! สูตรนี้ใช้ Cheddar cheese จ้ะ ตามรูปด้านบนเลยน้า

2.) บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1-2 ห่อ ตามขนาดกระเพาะและจำนวนคนนะจ๊ะ จะยี่ห้อไหนก็แล้วแต่ชอบ เราจะไม่โฆษณาให้ใครทั้งสิ้น 555 (แต่หมูหัน MoohunDesign ชอบนิชชินแหละ เส้นเหนียวนุ่ม ต้มนานๆก็ไม่เละ แต่ชอบเครื่องปรุงของมาม่าต้มยำน้ำข้นมากกว่า เอามาฟิจเจอริ่งกันน่าจะดีไม่น้อย)

3.) สูตรนี้ อยากได้รสมาม่ารสไหนตามใจ แต่เจ้าของสูตรเตือนว่า ถ้าใช้รสอื่นอาจจะไม่เข้ากัน เราอาจจะเริ่มแบบซอฟต์ๆ ด้วยรสต้มยำกุ้งน้ำใส(หรือน้ำข้น)ก่อนจะดีกว่า แล้วค่อยๆแอดวานซ์กันไปเรื่อยๆตามสเต็ปท์เนอะ ^O^

4.) ถ้าใช้มาม่าต้มยำกุ้งน้ำข้น ก็ไม่ต้องใช้นมจืด หรือ กลัวท้องเสียก็ลองๆชิมแบบน้ำใสก่อนก็ได้ ท้องตัวเอง ดูแลตัวเองเอาเองละกัน 5555

5.) สิงสาราสัตว์.. เอ๊ยยย หมูเห็ดเป็ดไข่.. กุ้งหอยปูปลา.. ไส้กรอก.. แฮม.. ไข่ลวก.. เต้าหู้อ่อน.. ผัก.. อะไรที่คิดว่าใส่แล้วจะเข้ากัน อะไรที่ชอบ อะไรที่กินได้ก็ใส่ไปค่ะ จัดให้เต็มที่ (ต้นเดือนนะ)

วิธีทำ (อธิบายแบบง่ายๆ ส่วนเรื่องสัดส่วนรบกวนหาตามเว็บสอนทำอาหารทั่วไปได้เลยนะคะ)

เอานี้เอาวิธีหมูหันละกัน คิดสูตรเองค่ะ เพิ่มความยาก

เริ่มจากลวกเส้นให้สุกพอประมาณ พักไว้.. ใส่แผ่นชีสใส่น้ำร้อนที่ผสมเครื่องปรุงแล้วราดให้ทั่วเข้าเวฟ

เอาแค่พอชีสเยิ้มๆนะคะ จากนั้น ตกแต่งตามใจชอบ ทุกอย่างต้องทำให้สุกก่อนนำมาใส่ลงในมาม่านะคะ

วิธีนี้หมูหันว่า เส้นจะไม่เละนะ เพราะเราลวกเส้นก่อน ส่วนชีส โดนความร้อนนิดหน่อยก็ละลายแล้วค่ะ ^ ^

จบค่ะ !! ขอตัวไปหามาม่ากินก่อนละ (ส่วนชีสค่อยตามมาทีหลัง 555)

ตอนแรกจะทำ 10 เมนูเจ้าค่ะ.. หลังๆมาลดเหลือ 5 ค่ะ เพราะพิมพ์เองหมด (ให้เครดิตหมดนะคะ) ตอนนี้ เมื่อย ลดเหลือ 4 พอค่ะ.. เลข 4 สวยดีนะ อิอิ

เครดิต : http://moohundesign.com

Boo – บู น้องหมาน่ารักที่สุดในโลก


เราเชื่อว่าบรรดาสาวกคนรักสัตว์ทั้งหลาย คงรู้จักเจ้า “บู” (Boo) น้องหมาน่ารักที่สุดในโลกพันธุ์ปอมเมอเรเนียนเป็นอย่างดี  ด้วยความที่ “บู” มีหน้าตาที่น่ารัก แถมชอบแจกยิ้มตามประสาหมาๆ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลก ที่เจ้าหมา “บู” จะกลายเป็นขวัญใจของทุกคนไปโดยปริยาย

สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักเจ้าหมา “บู” วันนี้ทิชชี่จะพาย้อนไปรู้จักหน้าตา เผ่าพันธุ์ ชื่อเสียง และความน่ารักสุดๆ ของมันอีกสักครั้งคะ

“บู” (Boo) สุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนเพศผู้ ได้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ดาวดังในโลกอินเตอร์เน็ต ที่มีผู้คนจากทั่วโลกให้ความสนใจ พร้อมยกย่องตั้งฉายาให้เจ้าบูว่าเป็น “สุนัขที่น่ารักที่สุดในโลก” ล่าสุดจำนวนคนที่เข้ามาคลิกติดตามหน้าเฟซบุ๊กของเจ้าบู มีมากถึง 16 ล้านรายโดยประมาณ

สตรีที่ใช้นามแฝงว่า “เจ.เอช. ลี” เจ้าของ “บู” เปิดเผยถึงที่มาของโพสต์รูป “บู” ลงในเฟซบุ๊กว่าเริ่มต้นขึ้นครั้งแรกช่วงฤดูใบไม้ผลิ พ.ศ.2552 โดยแค่อยากทำเล่นสนุกๆ ในกลุ่มเพื่อน เพราะพาเจ้าบูไปตัดขนแล้วจึงถ่ายรูปมาโพสต์เอาไว้ แต่จากนั้นก็มีคนเข้ามาติดตามถล่มทลาย

ปัจจุบัน บูมีอายุ 6 ปี มีดารานักร้องชาวอเมริกันเข้ามาคลิกติดตามแฟนเพจของเจ้าบู อาทิ แคชช่า และดาราสาวไฮโซโคลอี้ คาร์เดเชียน

สำหรับคนที่รักสัตว์อยากตามไปอัพเดตความน่ารักของเจ้า “บู” ก็ตามทิชชี่ไปส่องได้ที่https://www.facebook.com/Boo นะค่ะ  คุณจะได้รู้ว่าความน่ารักสดใสของเจ้าหมา “บู” มันมีมากขนาดไหน ^^

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบ : http://www.dailymail.co.uk, https://www.facebook.com/Boo

ที่มา: women.sanook.com/13482/บู-น้องหมาน่ารักที่สุดในโลก/

30 อาหารที่คุณอาจคิดว่า พลังงานไม่น่าถึง 200 แคลอรี่!


 

 

ใครเป็นคนที่ห่วงใยสุขภาพบ้าง.. ยกมือขึ้น !! ^ ^ และมีใครที่อยากรู้บ้างคะ ว่าอาหารชนิดไหนมีแคลอรี่ ไม่เกิน 200 แคลอรี่บ้าง.. เห็นเล็กๆอย่างนี้ แคลอรี่ก็เยอะพอควรเลยนะ เรามาดูกันดีกว่าว่า มีอาหารชนิดไหนที่เราทานกันเป็นประจำบ้าง จะได้ระวังกันตั้งแต่เนิ่นๆเนอะ !! …

 

  1. แอปเปิล     385 กรัม = 200 แคลอรี่

  2. ชีสเบอร์เกอร์     75 กรัม = 200 แคลอรี่

  3. ถั่วดำ     186 กรัม = 200 แคลอรี่

  4. ลูกอมครีม     50 กรัม = 200 แคลอรี่

  5. กะหล่ำดอก     588 กรัม = 200 แคลอรี่

  6. โดนัท     52 กรัม = 200 แคลอรี่

  7. ขนมปังฝรั่งเศส     72 กรัม = 200 แคลอรี่

  8. อะโวคาโด     125 กรัม = 200 แคลอรี่

  9. ข้าวโพด     308 กรัม = 200 แคลอรี่

  10. แครอท     570 กรัม = 200 แคลอรี่

  11. ผักชีฝรั่ง     1425 กรัม = 200 แคลอรี่

  12. โคคาโคล่า     496 มล. = 200 แคลอรี่

  13. ข้าวเกรียบ     41 กรัม = 200 แคลอรี่

  14. แอปริคอตแห้ง     83 กรัม = 200 แคลอรี่

  15.  มันฝรั่งทอด     73 กรัม = 200 แคลอรี่

  16. เบคอนทอด     34 กรัม = 200 แคลอรี่

  17.  องุ่น     290 กรัม = 200 แคลอรี่

  18. แพ็คเก็ตน้ำตาล     50 กรัม = 200 แคลอรี่

  19. เยลลี่รูปหมี     51 กรัม = 200 แคลอรี่

  20. ช็อคโกแลต     36 กรัม = 200 แคลอรี่

  21. แตงไทย     553 กรัม = 200 แคลอรี่

  22. ฮอทดอก     66 กรัม = 200 แคลอรี่

  23. ซอสมะเขือเทศ     226 กรัม = 200 แคลอรี่

  24. นกกีวี     328 กรัม = 200 แคลอรี่

  25. ช็อคโกแลต     40 กรัม = 200 แคลอรี่

  26. หัวหอม     475 กรัม = 200 แคลอรี่

  27. ไก่งวงรมควันหั่น     204 กรัม = 200 แคลอรี่

  28. ไข่     150 กรัม = 200 แคลอรี่

  29. อมยิ้ม     68 กรัม = 200 แคลอรี่

  30. นมสด     333 มล. = 200 แคลอรี่

ดูพวกสัตว์อ้วนตัวเล็ก ๆ 15 ตัวนี้ อยากจะไปอุ้มพวกเขาจริงๆ


ฉันไม่ทราบว่าถ้าเด็กได้เห็นสัตว์ตัวเล็กเหล่านี้ เด็กๆจะมีการตอบสนองยังไง
แต่ผู้ใหญ่อย่างเราเห็นสัตว์ที่น่ารักเหล่านี้แล้ว ก็อยากจะได้ตัวหนึ่งมาเลี้ยง
1. ไม่ว่าดูกี่ครั้ง ฉันก็ยังรู้สึกว่านกเพนกวินน่ารักสุดๆ

2. น้องหมาตัวเล็ก คุณได้ชนะหัวใจของฉันแล้ว

3. น่ารักจริงๆ

4. เราอาจจะได้พบเจอน้องสาวของเขาในรูปก่อนหน้ามาแล้ว

5. หัวใจของฉันจะละลายแล้ว

6. ถ้านี่เป็นความจริง เธอเจ๋งสุดๆเลย

7. สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทุกท่าน นี้เป็นอาพะยูนจริงๆนะ

8. เจ๋งมาก

9. ทั้งหมดนี่ ใครจะดูแลยากที่สุดนะ

10. คุณเชื่อเราไหมนี่เป็นกระต่ายจริงๆนะ

11. นอนเรียงเป็นแถวดีกว่า

12. ความขี้เกียจต้องเป็นอย่างนี้

13. เหมือนตัวละครที่อยู่ในเดอะ ไลอ้อน คิงหรือไม่

14. คุณสามารถบินได้นะ

15. พวกเขาทำอะไรอยู่

น่ารักมากมากเลย 🙂

[ขำๆ] ความในใจของ ” ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น ” จะจริง…จะตรงใจใคร…บ้างมาดูกันนนน….!!


 

[ขำๆ] ความในใจของ " ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น " จะจริง...จะตรงใจใคร...บ้างมาดูกันนนน....!!

[ขำๆ] ความในใจของ ” ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น ” จะจริง…จะตรงใจใคร…บ้างมาดูกันนนน….!!

[ขำๆ] ความในใจของ " ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น " จะจริง...จะตรงใจใคร...บ้างมาดูกันนนน....!!

[ขำๆ] ความในใจของ ” ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น ” จะจริง…จะตรงใจใคร…บ้างมาดูกันนนน….!!

[ขำๆ] ความในใจของ " ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น " จะจริง...จะตรงใจใคร...บ้างมาดูกันนนน....!!

[ขำๆ] ความในใจของ ” ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น ” จะจริง…จะตรงใจใคร…บ้างมาดูกันนนน….!!

[ขำๆ] ความในใจของ " ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น " จะจริง...จะตรงใจใคร...บ้างมาดูกันนนน....!!

[ขำๆ] ความในใจของ ” ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น ” จะจริง…จะตรงใจใคร…บ้างมาดูกันนนน….!!

[ขำๆ] ความในใจของ " ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น " จะจริง...จะตรงใจใคร...บ้างมาดูกันนนน....!!

[ขำๆ] ความในใจของ ” ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น ” จะจริง…จะตรงใจใคร…บ้างมาดูกันนนน….!!

[ขำๆ] ความในใจของ " ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น " จะจริง...จะตรงใจใคร...บ้างมาดูกันนนน....!!

[ขำๆ] ความในใจของ ” ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น ” จะจริง…จะตรงใจใคร…บ้างมาดูกันนนน….!!

[ขำๆ] ความในใจของ " ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น " จะจริง...จะตรงใจใคร...บ้างมาดูกันนนน....!!

[ขำๆ] ความในใจของ ” ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น ” จะจริง…จะตรงใจใคร…บ้างมาดูกันนนน….!!

[ขำๆ] ความในใจของ " ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น " จะจริง...จะตรงใจใคร...บ้างมาดูกันนนน....!!

[ขำๆ] ความในใจของ ” ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น ” จะจริง…จะตรงใจใคร…บ้างมาดูกันนนน….!!

[ขำๆ] ความในใจของ " ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น " จะจริง...จะตรงใจใคร...บ้างมาดูกันนนน....!!

[ขำๆ] ความในใจของ ” ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น ” จะจริง…จะตรงใจใคร…บ้างมาดูกันนนน….!!

[ขำๆ] ความในใจของ " ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น " จะจริง...จะตรงใจใคร...บ้างมาดูกันนนน....!!

[ขำๆ] ความในใจของ ” ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น ” จะจริง…จะตรงใจใคร…บ้างมาดูกันนนน….!!

[ขำๆ] ความในใจของ " ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น " จะจริง...จะตรงใจใคร...บ้างมาดูกันนนน....!!

[ขำๆ] ความในใจของ ” ม นุ ษ ย์ ตั ว อ้ ว น ” จะจริง…จะตรงใจใคร…บ้างมาดูกันนนน….!!

———————–
กลับมาอีกครั้งจะตรงใจใครบ้างไหมน๊า… ชอบไม่ชอบยังไงแนะนำติชม
อย่าลืมโหวตเป็นกำลังใจให้ด้วยน๊าาา
———————–
เพื่อนๆสามารถติดตามพฤติกรรมตัวกว้างๆ เพิ่มเติมได้ที่ FB : ฉันไม่ใช่”หมู” https://www.facebook.com/tua.wgaang