‘คลาร่า’ เผยชีวิตเปลี่ยน เพราะนุ่งเลกกิ้งไปงานขว้างบอล(ชมคลิป)


 

ในรายการแฮปปี้ ทูเกตเตอร์ 3 (Happy Together 3) ทางช่อง KBS2 ของเกาหลี นักแสดงสาวสุดเซ็กซี่ หุ่นขยี้ใจชาย คลาร่า ลี (Clara Lee) ได้มาเป็นแขกรับเชิญพร้อมทั้งให้สัมภาษณ์ เปิดเผยความรู้สึกหลังจากชีวิตเธอเปลี่ยนไปนับตั้งแต่ ใส่กางเกงเลกกิ้งลายทางรัดติ้วสุดซี้ด ไปร่วมงานขว้างลูกเบสบอลเปิดการแข่งขัน

พอคลาร่าเดินเข้ามาทุกสายตาก็มุ่งไปที่เธอหมดเลย

แม่ขนุนหนังเอ๊ยสะโพกของคลาร่า

คลาร่า ตอนทักทายผู้ชมในสนาม
คลาร่า กล่าวว่า หลังจากที่ใส่กางเกงเลกกิ้งรัดรูปโชว์สัดส่วน เรียวขายาวสุดเซ็กซี่ ไปร่วมงานขว้างบอลเปิดการแข่งขันเบสบอลครั้งนั้น ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากมาย ชื่อ “คลาร่า” เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ฉันได้งานถ่ายภาพยนตร์ ตอนที่ได้ไปร่วมข้างบอลเปิดการแข่งขัน ฉันได้รับการติดต่อก่อนหน้าการแข่งขันเพียง 3 วัน ฉันก็เลยพยายามซ้อมการขว้างมาตลอด 3 วัน เมื่อฉันได้มายืนบนแท่นขว้าง เสียงของผู้คนในสนามมันกึกก้องไปหมด ทำให้รู้สึกตื่นเต้นมากๆ ฉันกระโดดขึ้นไปบนเนินพิชเชอร์โดยไม่รู้ตัว มันสนุกมากๆ

ท่าเตรียมพร้อมที่เรียกเสียงฮือทั้งสนาม

จะขว้างแล้วนะคะ..โอปป้า

ระวังให้ดี!!! มองที่บอลสิคะโอปป้า
พิธีกร กล่าวในรายการว่าเดาว่าเรื่องนี้คงทำให้การเงินของคุณดีขึ้นแน่ๆ ทาง คลาร่า ตอบกลับว่า “รายได้ของฉันเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าตัว ก่อนหน้านี้ ฉันมีรายได้จากงานละครเท่านั้น ฉันไม่มีงานโฆษณาเข้ามาเลย ความฝันของฉัน คือ อยากจะมีรูปที่สนามบินบ้าง บางทีนี่อาจเป็นสัญลักษณ์ของคนที่มีชื่อเสียงแล้ว”
กางเกงเลคกิ้งในตำนาน พาสาวคลาร่าแจ้งเกิดในวันนั้น
พิธีกร ถามต่อ แล้วนักข่าวเหล่านั้นเขารู้ได้อย่างไรว่าคุณอยู่ที่สนามบิน ผมอยากรู้จริงๆ ด้าน คลาร่า กล่าวว่า “มีวันหนึ่งที่ฉันอยู่ที่สนามบิน ผู้คนเข้ามาดูฉันเต็มไปหมด แถมยังถ่ายรูปกันเยอะมาก ฉันรู้สึกมีความสุขจริงๆ ค่ะ”

RT ยอดนิยม : ไกด์เกาหลีฝากมาบอกว่า…มาม่าเกาหลีที่ขายในไทย @khajochi


ไกด์เกาหลีฝากมาบอก “มาม่าเกาหลี” ที่ขายในเมืองไทย ส่วนใหญ่เป็นของจีน ผลิตที่จีน ไกด์เคยลองหยิบมาดูแต่อ่านไม่ออกทั้งที่เป็นภาษาเกาหลี #เงิบ 

.. @khajochi

 

ที่มา : thaitoprt.com

รอยสักน่ารักๆ ของศิลปินสักชาวเกาหลี ที่ใครเห็นก็ต้องชอบ


รอยสักสไตล์เกาหลี จากศิลปินสักที่ชื่อ Seoeon ละเอียดอ่อนและปราณีต ที่จะทำให้หลายคนต้องทึ้งถึงความมีศิลปะและสวยงาม จนทำให้หลายๆ คนที่ไม่ชอบการสัก อยากจะลองสักภาพ

รูปแบบลายเซ็นของ Seoeon ใช้เส้นสายที่เรียบง่าย, สีพาสเทล และรูปทรงเรขาคณิตที่เธอใช้ในการสร้างการออกแบบแปลกๆ เล็ก ๆ เช่น เพชร, แมว, คันธนู, ยูนิคอร์น และหัวใจ ไปดูตัวอย่างรอยสักน่ารักๆ ของเธอกันเลยดีกว่า

minimalistic-feminine-discreet-tattoo-seoeon-31

แปลโดย  พรชัย  สังเวียนวงศ์

ที่มา: boredpanda.com/minimalistic-feminine-tattoo-art-seoeon/

เรื่องจริงของคนเกาหลี.. ที่คุณอาจไม่เคยรู้ !!


 

 

ที่เกาหลี….อะไรๆก็ดูรีบเร่งไปหมด เดินก็เร็ว ทานก็เร็ว เพราะความใจร้อน ชอบทำอะไรให้เสร็จเร็วๆ คำพูดติดปากคนเกาหลีคือ ปัลรี่ปัลรี่ (빨리 빨리) แปลว่าเร็วๆ คนเกาหลีค่อนข้างภูมิใจที่ตัวเองเป็นคนทำอะไรเร็วและใจร้อน มักจะพูดแบบบ่นแต่แฝงไว้ด้วยความภูมิใจว่า คนเกาหลีทำอะไรเร็ว ไม่เหมือนคนไทยใจเย็น ทำอะไรช้าๆเนิบๆ ฟังแล้วรู้สึกยังไงกันบ้างคะ >_<”

นอกจากจะใจร้อนแล้วยังอารมณ์ร้อนอีกด้วย เข้าทำนองว่าโกรธง่ายหายเร็ว มีอีก 2 คำที่คนเกาหลีพูดบ่อยๆ
1.ทับตับเพ (답답해) คืออารมณ์หงุดหงิด อึดอัดใจ บางทีคนเกาหลีพูดว่า ทับตับเพ ปัลรี่ปัลรี่ (답답해! 빨리 빨리) เนื่องจากอึดอัดที่อีกฝ่ายอาจจะทำอะไรเชื่องช้า

2.จาจึ้งนา (짜증나 มาจากคำว่า 짜증나다) เป็นอารมณ์ที่หงุดหงิดเช่นกัน แต่ออกแนวโมโห รำคาญใจ นอกจากจะใจร้อนแล้วคนเกาหลียังขี้รำคาญง่ายอีกด้วย

gyeongbokgung---seoul--south-k_368

คนเกาหลีกับความอดทน อดกลั้น….การจะเข้าใจคนเกาหลีนั้นยากเหมือนกันนะ เพิ่งบอกว่าคนเกาหลีใจร้อนหงุดหงิดง่าย แถมยังขี้รำคาญ ประมาณว่าความต้านทานทางอารมณ์ต่ำ แต่ทว่าในอีกมุมหนึ่งคนเกาหลีกลับเป็นคนที่มีความอดทนอดกลั้นสูง เพื่อความสำเร็จแล้วไม่ว่ายังไงคนเกาหลีก็มักจะอดทนทำให้สำเร็จให้ได้ ขอฝากวลีเด็ด..ไว้ฝึกพูดกัน
1.โพกิ ฮาจิมาเซโย (포기 하지마세요) อย่ายอมแพ้
2.กึดกาจิ เฮพายา เฮโย (끝까지 해봐야 해요) ต้องลองทำให้ถึงที่สุด

travels_1_21_map

ความเครียดกับคนเกาหลี….คนเกาหลีมีความเครียดเกี่ยวกับงานและความก้าวหน้าสูงมาก ตอนหาเสียงเลือกตั้งปธน.เกาหลีใต้ ปาร์กกึนฮเยเน้นว่าจะเพิ่มความสุขให้กับคนเกาหลี เพราะความเครียดนี้เองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเกาหลีสูบบุหรี่และดื่มเหล้ามาก รวมไปถึงเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายของชาวเกาหลีที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศ OECD ไม่เว้นแต่เด็กประถมต้นจนถึงวัยชรา (หากคิดเป็นวันเท่ากับมีคนฆ่าตัวตายโดยเฉลี่ยวันละ 42.6 คน)

view_resizing_images

เด็กเกาหลีกับการเรียนพิเศษ….เด็กเกาหลีเรียนหนักมากอย่างไม่น่าเชื่อ หลังเลิกเรียนในภาคปรกติต้องมีเรียนพิเศษต่อถึงราวๆห้าทุ่มหรือเที่ยงคืน!! ยิ่งถ้าเป็นนักเรียนมัธยมปลายด้วยแล้วจะยิ่งเรียนหนักมาก วันเสาร์อาทิตย์ก็ไม่เว้น เป้าหมายคือเพื่อต้องการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ดีและเข้าทำงานในบริษัทดีๆให้ได้เมื่อเรียนจบ ส่วนหนึ่งที่เด็กๆต้องเรียนกันมากแบบนี้เพราะถูกกดดันจากครอบครัวโดยเฉพาะแม่ที่ต้องการเห็นลูกตัวเองดีเด่นกว่าใคร (92.6% ของพ่อแม่ตั้งความหวังว่าลูกต้องเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย)

การนับอายุที่เกาหลี….คนเกาหลีนับอายุแบบเดียวกับคนจีนสมัยโบราณคือนับตั้งแต่ยังเป็นทารกในท้องแม่ เมื่อเกิดมาก็ถือว่ามีอายุหนึ่งปีและยิ่งไปกว่านั้นการนับอายุเพิ่มแต่ละปีนั้นไม่ต้องรอให้ถึงวันเกิด เมื่อขึ้นปีใหม่สากลปุ๊บก็นับเพิ่มอีกปีเลย (สมมติเราเกิดวันที่ 31 ธ.ค. พอข้ามเป็นวันที่ 1 ม.ค. ก็นับอายุเพิ่มเลยทันที..แปลกแต่จริง) สรุปแล้ว เมื่อพูดเรื่องอายุของเรากับคนเกาหลี เราต้องบวกเพิ่มจากอายุปกติเราไปอีกหนึ่งปี…ฮือๆๆ ไม่ชอบเลย

อายุและความอาวุโสที่เกาหลี….เมื่อพบกับคนเกาหลีครั้งแรกอย่าแปลกใจหากถูกถามอายุทันทีทันใด ไม่ใช่เพราะว่าคนเกาหลีอยากรู้อยากเห็นเรื่องส่วนตัวของคนอื่น แต่ว่าการไล่เรียงลำดับอายุหรือตำแหน่งของกันนั้นทำให้เรารู้ว่าจะใช้รูปประโยคและคำศัพท์ระดับใดในการสนทนา ระบบอาวุโสนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการหล่อหลอมสังคมเกาหลีใต้อย่างมากโดยไม่ต้องมีการรับน้องระบบโซตัสแบบไทย รุ่นน้องต้องเชื่อฟังรุ่นพี่ ลูกน้องต้องเชื่อฟังหัวหน้า (ตลอดไป) เมื่อรุ่นพี่หรือหัวหน้าอยากไปไหน อยากทานอะไร รุ่นน้องหรือลูกน้องก็ต้องว่าตามนั้น

A12846296-4

คนเกาหลีสูบบุหรี่จัด….คนเกาหลีสูบบุหรี่เป็นอันดับ 2 ของประเทศสมาชิก OECD อายุเฉลี่ยที่เริ่มสูบบุหรี่คือ 12.7 ปีเท่านั้น นักเรียนชั้นมัธยมต้นสูบบุหรี่กัน 13% นักเรียนชั้นมัธยมปลายสูบบุหรี่ถึง 18% จากข้อมูลสถิติผู้ชายเกาหลีตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไปสูบบุหรี่ถึง 44.3% ของผู้ชายในวัยดังกล่าวทั้งหมด

 

คนเกาหลีและอาหารประเภทเนื้อย่าง / หมูย่าง….เมื่อมีนัดกับญาติหรือเพื่อนๆไม่ต้องคิดให้มากแบบคนไทยว่าจะทานอะไรดีเพราะคนเกาหลีนิยมไปทานเนื้อย่างหรือหมูย่างกันเมื่อมีการสังสรรค์หรือเลี้ยงฉลอง เมื่อทานเสร็จมักจะไปต่อที่ร้านอื่นๆ แต่ถ้าทานอาหารที่บ้านในวันปรกติคนเกาหลีกลับนิยมทานผัก กิมจิ แกง หรือแกงจืดมากกว่าเนื้อสัตว์ พวกอาหารปิ้งย่างหากจะทานที่บ้านจะเป็นเทศกาลพิเศษหรือในวันหยุดมากกว่า

ร้านอาหารตามสั่งที่เกาหลี….อาหารเกาหลีไม่ได้แพงเสมอไป ใครอยากทานอาหารเกาหลีที่ไม่แพง และได้อารมณ์แบบร้านอาหารตามสั่งแบบเมืองไทยหล่ะก็แนะนำให้มองหาร้านอาหารประเภทพุนชิก (분식점) หรือร้านที่ทำคิมปับ (김밥) หรือข้าวห่อสาหร่ายอยู่ด้านหน้าร้าน ร้านแบบนี้จะมีเมนูเกาหลีหลากหลาย ราคาประมาณ 3,000 – 8,000 วอน (ถือว่าไม่แพงสำหรับที่เกาหลี) อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ ร้านอาหารประเภทพุนชิก (분식점) ที่นี่

 

ที่เกาหลีเราต้องเก็บถาดอาหารด้วย….สำหรับศูนย์อาหาร ร้านฟาสต์ฟู๊ดและร้านกาแฟ เมื่อทานอาหารเสร็จต้องนำถาดอาหารไปคืน ณ จุดที่ร้านบอกไว้ (สังเกตจากผู้คนรอบข้างที่ลุกไปก่อนเรา) โดยเฉพาะร้านประเภทฟาสต์ฟู๊ดยังกำหนดละเอียดกว่านั้นอีกคือ เราต้องแยกประเภทของอาหารและอุปกรณ์ในถาดของเราเองด้วย โดยจะมีช่องสำหรับใส่อาหารที่เหลือ ช่องสำหรับเทน้ำแข็ง ช่องสำหรับใส่แก้วกระดาษ ช่องสำหรับขยะอื่นๆ หากไปร้านประเภทนี้ที่เกาหลี อย่าลุกเดินไปเฉยๆเมื่อทานเสร็จแล้วนะจ๊ะ

Hangme-080

วิธีการจ่ายเงินที่ร้านอาหารที่เกาหลี….การชำระเงินที่เกาหลีต้องเดินไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์จ่ายเงินเสมอ ร้านอาหารที่เกาหลีไม่จำเป็นต้องทิปแบบประเทศตะวันตกเพราะส่วนใหญ่ราคาอาหาร บวกค่าบริการไว้เรียบร้อยแล้ว หากจะพูดว่าช่วยคิดเงินหน่อยพูดง่ายๆว่า เคซันเฮ จุเซโย (계산해 주세요)

การสัมผัสร่างกายของคนเกาหลี….สำหรับคนเพศเดียวกันจะมีการการสัมผัสร่างกายกันมากกว่าคนไทยหรือชาวตะวันตก เช่นในหมู่เพื่อนผู้หญิงหรือเพื่อนผู้ชาย (เพศเดียวกัน) จะชอบเดินจูงมือหรือคล้องแขนกัน แม้แต่ที่คนไม่สนิทเท่าไหร่แต่หากไม่ได้เป็นในระหว่างการทำงาน การแตะไหล่หรือเกาะแขนของคู่สนทนาก็เกิดขึ้นได้บ่อยๆ (ต่างเพศก็มีบ้างในบางกรณี) เคยประสบมาด้วยตัวเองเลย มีออนนี่ (언니 พี่สาว) คนหนึ่งเพิ่งรู้จักกันแท้ๆแต่ไปทานข้าวด้วยกันก็มาเดินจูงมือเราเฉยเลย ในกรณีผู้ชายด้วยกัน ถ้าเป็นเพื่อนกันก็อาจเกาะแขนหรือเดินโอบไหล่กันก็มีอย่าไปคิดว่าเค้าเป็นคู่รักกันเชียว

(อธิบายเพิ่มเติม) เนื่องจากมีบางเวบไซต์นำข้อความในหน้านี้ไปอ้างอิงถึงกรณีที่คุณสรยุทธโอบไหล่ศิลปิน Super Junior..เลยขออธิบายเพิ่มเติมเผื่อใครเข้ามาอ่านที่หน้านี้นะคะ 

คนเกาหลีสัมผัสร่างกายกันมากกว่าคนไทยก็จริงแต่มีข้อควรระวังคือ คนที่คนที่อายุน้อยกว่าหรือมีสถานะต่ำกว่าจะไม่ไปแตะตัวฝ่ายที่อาวุโสกว่าก่อนโดยเฉพาะถ้าไม่สนิทกัน (โดยเฉพาะมีความสัมพันธ์ต่อกันในแง่การงานอาชีพ) ยิ่งถ้าเป็นผู้ชายกับผู้หญิงแล้วย่อมก็มีระยะห่างมากขึ้นเป็นตามธรรมดา

ในกรณีเหตุการณ์โอบไหล่ ศิลปิน Super Junior ที่คนไทยถกกันว่าธรรมเนียมเกาหลีคิดว่าไหล่เป็นของสูงหรือไม่ ..ได้เปิดคลิปเหตุการณ์ให้คนเกาหลีดูเพื่อถามความเห็น เค้าให้ความเห็นว่าไหล่ไม่ได้เป็นของสูง ห้ามแตะต้องแบบที่คนไทยพูดกัน เพียงแค่ในสถานการณ์ตามในคลิปถือว่าไม่เหมาะสม เพราะในการสัมภาษณ์ออกทีวีลักษณะนั้นถือเป็นการพูดคุยแบบเป็นการเป็นงานหรือเป็นทางการ (แม้ว่าบรรยากาศจะสนุกสนานก็ตาม) การโอบไหล่หรือแสดงความใกล้ชิดกับแขกรับเชิญจนเกินไปถือว่าไม่เหมาะสมในวัฒนธรรมเกาหลี

ในรายการสัมภาษณ์ต่างๆที่เกาหลีแม้แต่การพูดคุยระหว่างพิธีกรกับแขกในรายการหรือในการพูดคุยกันเองระหว่างแขกที่เป็นเพื่อนสนิทกัน เช่นเป็นนักร้องวงเดียวกันทุกคนจะพูดกันด้วยภาษาระดับทางการ เพราะถือว่าไม่ได้คุยเล่นกันเองแต่ถือเป็นการพูดคุยแบบออกอากาศให้ผู้ชมทางบ้านดู

แต่ในกรณีของคุณสรยุทธคราวนั้นไม่ใช่เรื่องร้ายแรงแบบที่ว่าทำผิดมหันต์ แค่เป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมเท่านั้น..สรุปได้ว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ อย่าคิดมาก

รถไฟใต้ดินที่เกาหลี….ไม่ใช่แต่โซลที่มีรถไฟใต้ดิน เมืองใหญ่ๆในเกาหลีก็มีรถไฟใต้ดินมานานแล้ว ตอนนี้ที่โซลมีรถไฟใต้ดิน 16 สายครอบคลุมทั่วเมือง หลายสายสิ้นสุดที่เมืองรอบนอกกรุงโซล ตู้รถไฟใต้ดินแต่ละตู้เข้าได้ 4 ประตู จำไว้เลยว่าประตูริมทั้ง 2 ด้าน เป็นประตูสำหรับผู้สูงอายุ อย่าตกใจหากเรายืนต่อแถวรอรถไฟอยู่ดีๆแล้วมีผู้สูงวัยมาแซงเข้าประตูรถไฟไปก่อนเรา สำหรับที่นั่งด้านริมตู้รถไฟแต่ละตู้ทั้งฝั่งซ้ายและขวาเป็นที่นั่งสงวนไว้ให้คนชรา คนพิการ คนท้อง แม่ที่อุ้มเด็กทารกเท่านั้น อย่าเผลอไปนั่งเด็ดขาดอาจถูกประหารทางสายตาจากคนในรถไฟใต้ดิน แม้การขายของในรถไฟใต้ดินจะผิดกฎหมาย แต่บ่อยครั้งที่จะเห็นคนเข็นของมาขายในรถไฟ ส่วนใหญ่เป็นของใช้ตามฤดูกาล เช่น ร่ม ถุงมือ ฯลฯ

s_subway

ผู้หญิงเกาหลี….ผู้หญิงเกาหลีแม้จะไม่สวยเหมือนนางเอกละครทุกคน แต่ส่วนใหญ่จะมีผิวที่ละเอียดขาวเนียน เอวบางร่างน้อย ขาก็เรียวมากๆ ว่ากันว่านอกจากคนเกาหลีจะเดินเยอะแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายตั้งแต่เด็ก มีเรื่องขำๆว่าผู้หญิงส่วนมากเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ชายจะสร้างภาพให้สุภาพอ่อนหวาน น่ารัก ทานอาหารน้อยนิด ดื่มแอลกอฮอล์ไม่เก่ง ฯลฯ แต่หากอยู่กันกับเพื่อนผู้หญิงด้วยกันหรืออยู่คนเดียวจะเปลี่ยนไปอีกแบบนึงเลย

SNSD_Girls-Peace

ศัลยกรรมกับคนเกาหลี….เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรแล้วคนเกาหลีถือว่าทำศัลกรรมมากที่สุด เพราะคนเกาหลีให้ความสำคัญกับการแต่งกายและรูปร่างหน้าตามาก บางคนเชื่อว่ารูปร่างหน้าตาที่ดีมีผลต่อความก้าวหน้าในการทำงาน หน่วยงานทางด้านศัลยกรรม ISAPS ให้ข้อมูลว่าชาวเกาหลีทุกๆ 1,000 คน มีคนผ่านการทำศัลยกรรม 16 คน โดยครึ่งหนึ่งทำโบท็อกซ์และเลเซอร์ อีกครึ่งหนึ่งศัลยกรรมจมูก หน้าอก ทำตาสองชั้น ดููดไขมัน เป็นต้น ถ้าเทียบเฉพาะชาวโซล ทุกๆ 5 คนจะมีคนทำศัลยกรรมหนึ่งคน แหล่งที่มีศูนย์ดูแลผิวพรรณและทำศัลยกรรมมากที่สุดในโซลก็คือแถบย่าน Gangnam

ผู้หญิงเกาหลีกับสินค้า brandname….มีผลสำรวจออกมาว่าของขวัญที่ผู้หญิงอยากได้มากที่สุดจากคนรักหรือลูกชายก็คือสินค้า brandname โดยเฉพาะกระเป๋าถือสตรี คนเกาหลีหากซื้อกระเป๋า brandname จากต่างประเทศเวลากลับเข้าประเทศจะต้องเสียภาษี ไปๆมาๆจะแพงกว่าซื้อในประเทศดังนั้นคนเกาหลีจึงนิยมซื้อกระเป๋า brandname จาก Shop ในประเทศเลย หากมาเที่ยวเกาหลี ลองสังเกตดูตามท้องถนนหรือบนรถไฟใต้ดินจะเห็นผู้หญิงถือกระเป๋า brandname เยอะจริงๆ (ส่วนใหญ่ของแท้นะจ๊ะ)

ลัทธิชาตินิยม….ชาวเกาหลีมีความเป็นชาตินิยมมากชาติหนึ่ง นี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เกาหลีนิยมผลิตสินค้านานาชนิดเพื่อเน้นให้คนในประเทศใช้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือสินค้าอิเลคโทรนิคส์ต่างๆ อาหารก็เช่นกัน คนเกาหลีคิดว่าผลิตภัณฑ์ในประเทศดีที่สุด เคยอ่านหนังสือทำอาหารเพื่อสุขภาพเค้าเขียนไว้ว่า เพื่อคุณค่าทางอาหารควรทานข้าวกล้องในประเทศ!! ร้านอาหารบางแห่งจะติดป้ายโฆษณาไว้เลยว่าวัตถุดิบในร้านเป็นผลิตภัณฑ์ดีเยี่ยมเพราะเป็นผลิตภัณฑ์ในประเทศ ขนาดเนื้อวัวในประเทศที่เรียกว่า ฮันอู [한우] นั้นคนเกาหลียังบอกว่าเลยว่าอร่อยที่สุดในโลกและมีราคาแพงมาก

ความอ่อนไหวของคนเกาหลี….อย่าตกใจหากดูรายการทีวีเกาหลีแล้วเหล่าบรรดาพิธีกร แขกรับเชิญในรายการทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เมื่อฟังเรื่องราวบางอย่างแล้วน้ำตาคลอหรือร้องไห้กัน แม้คนเกาหลีจะใจร้อน โมโหง่าย พูดเสียงดังแต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นชาติที่มีความอ่อนไหวมาก เป็นเรื่องปกติที่ผู้ชายจะร้องไห้เพราะซึ้งหรือเศร้า ถ้าดูหนังเศร้าๆผู้ชายเกาหลีก็หลังน้ำตาได้ไม้แพ้ผู้หญิงเลย ต่างจากเมืองไทยที่นานๆจะเห็นผู้ชายร้องไห้สักครั้ง

1107051031244

กาแฟกับคนเกาหลี….คนเกาหลีดื่มกาแฟมากยิ่งกว่าการทานหมูย่างเกาหลีซะอีก ข้อมูลล่าสุดปี 2011 ตลาดกาแฟที่เกาหลีใหญ่เป็นอันดับที่ 11 ของโลก โดยเฉลี่ยคนเกาหลีดื่มกาแฟประมาณ 338 แก้วต่อปี กาแฟที่คนเกาหลีนิยมดื่มที่สุดคือกาแฟดำหรืออเมริกาโน่ ปัจจุบันเกาหลีมีร้านกาแฟมากกว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : korean4life.com

ชีวิตการทำงานที่ประเทศเกาหลีได้สอนอะไรให้กับนิชคุณบ้าง


หนุ่มไทยผู้โด่งดังในแดนกิมจิ ‘นิชคุณ หรเวชกุล’ เขาขลุกอยู่กับความโดดเดี่ยวในต่างแดนอยู่หลายปี ผ่านการเคี่ยวกรำอย่างหนัก ก่อนจะเปิดตัวในฐานะสมาชิกบอยแบนด์วง 2PM (ทูพีเอ็ม) ณ ประเทศเกาหลีใต้ แน่นอน..เขาขึ้นแท่นเป็นไอดอลเกาหลีระดับแนวหน้า ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม

	'นิชคุณโอปป้า' ซารางเฮ!	 	เจอะอย่างนี้ใครไม่รักก็บ้าแล้ว (มีคลิป)

ชีวิตการทำงานที่ประเทศเกาหลีได้สอนอะไรให้กับนิชคุณบ้าง

“ คือตัวผมเองได้ไปอยู่ต่างประเทศมาตั้งแต่ตอนที่ผมเด็กๆ แล้ว ดังนั้น การที่เราเป็นคนต่างชาติ และได้ไปอยู่ที่ประเทศอื่น เราต้องเคารพวัฒนธรรมและคนของเขา รวมไปถึงภาษาของเขา อาหารและทุกๆ อย่าง ที่เป็นประเทศเขา

“ที่ สำคัญ คือเราต้องเคารพความคิดของเขาด้วย มันเหมือนกับเวลา ที่เราได้ไปเป็นแขกไปอยู่ที่บ้านคนอื่น แล้วเราไปทำสกปรกอะไรแบบนี้ มันก็เป็นสิ่งที่ไม่ดี หลังจากนั้นเจ้าของบ้านเขา คงไม่อยากที่จะเชิญเราไปอีก มันก็เหมือนกันกับการที่เราไปอยู่ที่ประเทศอื่น เราควรที่จะเคารพและทำทุกสิ่งทุกอย่างตามกฎและวัฒนธรรมของประเทศเขา ถ้าถามว่าผมต้องปรับตัวเยอะไหม มันก็เป็นช่วงแรกๆ ที่ต้องมีการปรับตัว แต่อย่างที่บอกว่าตัวผมเองได้ไปอยู่ที่ต่างประเทศมาตั้งแต่ที่ผมเด็กๆ ในส่วนนี้เลยทำให้ผมปรับตัวได้ง่าย ไม่ได้รู้สึกเหงาอะไร มันอาจจะเพราะว่าเราได้เรียนรู้กับสิ่งนี้มานานแล้ว”

มุมมองเรื่องช่วยเหลือสังคม

ตำแหน่ง Friends of UNICEF นิ ชคุณเป็นศิลปินผู้สนับสนุนงานของยูนิเซฟ (องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ) ร่วมกับ พอลล่า เทเลอร์ โดยเขาจะเข้าร่วมรณรงค์ด้านสิทธิเด็ก ปัญหาต่างๆ และในส่วนของการระดมทุน

“น้องๆ ที่นี่ใช้ชีวิตในแต่ละวันทำงานบนท้องถนน ทำให้ต้องขาดเรียนอยู่บ่อยๆ ซึ่งเป็นเหตุให้พวกเขาขาดโอกาสที่จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ และการที่น้องๆ ต้องอยู่ตามท้องถนนแบบนั้นเสี่ยงมากต่อการถูกทำร้ายและถูกแสวงประโยชน์” นิชคุณ กล่าวเมื่อครั้งเดินทางไปเยี่ยมชุมชนแออัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพ เขาเข้าใจถึงปัญหาและพยายามให้การช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้

อีกหนึ่งโครงการที่นิชคุณให้ความร่วมมือ เชื้อเชิญให้ผู้มีกำลังทรัพย์เข้ามาร่วมบริจาคเงินเพื่อต่อสู้กับอีโบลา ด้านยูนิเซฟเปิดเผยว่า กำลังระดมทุนทั่วโลกกว่า 200 ล้านเหรียญฯ เพื่อรับมือกับวิกฤติดังกล่าว ที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วว่า 4,400 ราย

มุมมองเรื่องรัก

“ชอบคนที่มีลักษณะนิสัยคล้ายๆ คุณแม่ คือมองโลกแง่ดี ไม่ว่าใคร ร่าเริง เข้ากับคนอื่นได้ เป็นผู้หญิงที่เรียบร้อย ไม่ถึงกุลสตรีก็ได้ แต่ก็ไม่ถึงกับปล่อยเนื้อปล่อยตัว ผู้ชายแทบทุกคนชอบผู้หญิงหน้าตาสวย แต่ถ้าจะเริ่มคบกับใคร คุณไม่เริ่มที่หน้าตาก่อนไม่ต้องสวยเลยก็ได้ แต่พอเริ่มคุย เรารู้สึกเองว่าเขาน่ารักหรือไม่ ผมเองอยากมีครอบครัวนะ แต่ว่าคงยังอีกนาน ไม่ได้กะเกณฑ์อะไร ถ้ากะไว้มันจะกดดัน คงทำงานไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอคนที่ถูกใจ เจอจังหวะที่ดีที่จะมีครอบครัวมีลูกครับ ”

นิชคุณสรุปเกี่ยวกับชีวิตของเขาว่า

“ผมก็เป็นเหมือนกับคนปกติทั่วไปที่อาจทำ เรื่องที่ผิดพลาดบ้าง มันก็รู้สึกกดดัน แต่คุณพ่อผมจะสอนว่าให้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เอาเรื่องที่ผิดพลาดมาเป็นคำสอนให้กับตัวเอง ผมก็พยายามจะทำทุกอย่างให้มันดีที่สุด เพื่อที่ให้คนที่เขากำลังมองผมอยู่ ให้เขาได้ทำในสิ่งที่ดีแบบผมไปด้วย แต่ว่าเรื่องอะไรที่ผมอาจจะทำไม่ดี ก็อย่าทำตามนะ อยากให้เลือกมองแต่ในสิ่งที่ดีของผม และในสิ่งที่ดีของคนอื่นๆ ด้วย”

ภาพลิงค์ที่แปะไว้

เครื่องเตือนใจที่ทำให้ผมมีทุกวันนี้คือ

“ผมคิดถึงพ่อแม่ ครอบครัว และคนที่ผมรักมากที่สุดนะ คนที่ผมรักก็อย่างเช่น แฟนๆ และเพื่อนๆ ของผม คือ ผมพยายามที่จะไม่ทำให้คนเหล่านี้เขาต้องมาผิดหวังในตัวผม ผมพยายามไม่ให้เขาต้องมาขายหน้าเพราะตัวผม ผมว่าเวลาที่ผมนึกถึงพวกเขา แค่นี้มันก็ทำให้ผมมีพลัง มีกำลังใจในการทำงาน สำหรับผมแล้วครอบครัวคือแรงผลักดันที่ดีที่สุด และเป็นกำลังใจที่มีค่าที่สุด ซึ่งผมก็หวังว่าทุกคนจะเอาครอบครัวของตัวเอง และคนรักของตัวเองมาเป็นหลักในการที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต แล้วก็จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้ครับ

ภาพลิงค์ที่แปะไว้ภาพลิงค์ที่แปะไว้

วันนี้ นิชคุณก็ประสบความสำเร็จทั้งการเป็นซุปตาร์โอปป้า เป็นทูตยูนิเซฟ ช่วยเหลือเด็กๆ ด้อยโอกาส และมีแฟนสาวสวยระดับ  ทิฟฟานี สมาชิกแห่งเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดัง Girls’ Generation อีกด้วย

อยากรู้จังว่า การได้อยู่ท่ามกลางหนุ่มๆ อีก 5 คนในบ้านจะเป็นยังไงอ่ะ

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง


10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

เรามาเติมความ หวานต้อนรับเทศกาลแห่งความรักกันสักหน่อย กับคู่รักต้นแบบแห่งวงการบันเทิงทั้งไทยและต่างประเทศ ที่จะมาทำให้คุณๆ ได้ปลื้ม ชนิดที่ฟินจิกหมอนไปกับเรื่องราวความรักของพวกเขาเหล่านี้ รักให้ถูกวิธี รักให้มีสติ รักและให้อภัย ครองรักด้วยความเข้าใจ รักแบบไหนดี? ไปดูกันเลย

1. คู่รักแบรนด์ไอดอล : เดวิด-วิคตอเรีย เบ็คแฮม (David Beckham & Victoria Beckham)

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

หนึ่งในคู่รักที่มีเสน่ห์ มากที่สุดของฮอลลีวูด เป็นตัวแทนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ เดวิด และวิคตอเรีย คู่รักที่ครองรักกันมานานกว่า 17 ปี ทำให้หลายคนอิจฉาและอยากมีครอบครัวที่อบอุ่นและน่ารักเหมือนทั้งคู่ โดยทั้งสองได้พบรักกันตั้งแต่ปี 1997 และแต่งงานกันในอีก 2 ปีต่อมา มีบุตรชายด้วยกัน 3 คน คือ บรูคลิน, โรมิโอ, ครูซ และลูกสาวคนสุดท้องชื่อฮาร์เปอร์ ทั้ง เดวิด และวิคตอเรีย ถือเป็นคู่รักแบรนด์ระดับไอดอล เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าแบรนด์ดังต่างๆ มากมาย จนติดอันดับคู่รักที่ทำรายได้สูงมาโดยตลอด และยังถูกโหวตให้เป็นคู่รักที่เซ็กซี่ที่สุดของโลกอีกด้วย

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

แม้ว่าปัจจุบันเบ็คแฮมจะ แขวนสตั๊ดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่ก็ยังเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงหลายคนฝันถึง อยู่เสมอ ส่วนวิคตอเรียก็ยังเซ็กซี่ได้เท่าที่เธอต้องการ ต้นแบบของผู้หญิงหลายๆ คน โดยเบ็คแฮมเคยกล่าวยกย่องภรรยาและครอบครัวของเขาว่า “ผมภูมิใจในตัว เธอเสมอ ทุกอย่างที่เธอประสบความสำเร็จ เธอเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถ คุณรู้ว่าเรามีลูกๆ ที่น่ารัก 4 คน และเราก็ภูมิใจในตัวพวกเขามากๆ” ในบทบาทของคุณพ่อเบ็คแฮมเล่าว่า เขาเป็นคนทำอาหารให้ลูกๆ ทานเสมอเพราะมั่นใจในฝีมือของตัวเองมาก ส่วนวิตอเรียจะเป็นคนดูแลเรื่องเสื้อผ้าให้ลูกๆ ก่อนไปโรงเรียน ส่วนอาหารเย็นคุณพ่อเบ็คก็ยังเป็นคนทำอาหารให้ลูกๆ ทานอีกด้วย เรียกว่ามั่นใจในฝีมือตัวเองสุดๆ ฟังแค่นี้สาวๆ ก็คงฟินอยากจะมีครอบครัวซะวันนี้พรุ่งนี้เลย

2. คู่รักรวยเว่อร์ : บียอนเซ-เจย์ ซี (Beyonce-Jay Z)

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

นิตยสารฟอร์บส์ ได้จัดอันดับคู่รักคนดังที่ทำรายได้มากที่สุดในโลกประจำปี 2013 และแชมป์ 2 สมัยซ้อนก็ได้ตกเป็นของ บียอนเซ่ และเจย์ ซี นักร้องสาวชื่อดัง และแร็พเพอร์ตัวพ่อ กลายเป็นคู่รักที่รวยที่สุด และทรงอิทธิพลที่สุดในวงการเพลงก็ว่าได้ ในเรื่องราวความรักของทั้งคู่นั้น เริ่มเดทกันในช่วงต้นปี 2002 หลังจากร่วมกันทำเพลง Bonnie หลัง จากนั้นก็มีข่าวซุบซิบเรื่อยมาว่าทั้งคู่คบหาดูใจกันอยู่ จนกระทั่งทั้งคู่ได้ประกาศแต่งงานกันในช่วงต้นเดือนเมษา ในปี 2008 และบียอนเซ่เอง เคยให้สัมภาษณ์กับ MediaTakeOut.com ว่า “เจย์ ซี คือชายคนแรกและคนเดียวในชีวิตของเธอ” นั่นเอง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

โดยหลังแต่งงานทั้งคู่ก็ ทำรายได้ร่วมกันอยู่ในอันดับที่สูงพอสมควร จนได้มีการเริ่มจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บส์เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา 2012-2013 รายได้รวมกัน 95 ล้านเหรียญ (เดือน มิ.ย. 2012 – มิ.ย. 2013) โดยตัวเลขที่ปรากฏรวบรวมจากการทำธุรกิจ การลงนามเซ็นสัญญา การเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า ซึ่งในปี 2013 ทั้งคู่ทำรายได้มากกว่าปีที่แล้วถึง 17 ล้านเหรียญ แต่ก็ยังครองอันดับ 1 สองปีซ้อน ความรักไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เงินทองเสมอไป นักจิตวิทยาให้คำ แนะนำว่า การจะครองคู่กันให้ได้ยาวนาน หรือทำให้ภรรยาของคุณมีความสุขนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินก้อนโต เพียงแค่ความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ซื้อดอกไม้ช่อเล็กๆ ให้เธอในวันวาเลนไทน์ หรือวันสำคัญๆ อื่นๆ ในแต่ละปี ก็ควรมีเซอร์ไพรส์ให้เธอบ้างแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

3. คู่รักทรหด : แบรด พิตต์-แองเจอลี น่าโจลี่ (Brad Pitt and and Angelina Jolie)

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

ทั้งแองเจอลี่น่า และแบรด พิตต์ ต่างก็เป็นตัวพ่อ-ตัวแม่ ของฮอลลีวูดที่คนกว่าครึ่งโลกจับตามอง ทั้งสองได้แต่งงานกันและมีครอบครัวที่ค่อนข้างใหญ่ เพราะมีลูกๆ ถึง 6 คน แม้ความรักของโจลี่ และ พิตจะดูสวยงามหรูราวกับเทพนิยาย และมองว่าเป็นคู่รักที่เพอร์เฟคที่สุดคู่หนึ่ง แต่ทั้งคู่ก็ต้องฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อประคับประคองครอบครัวของพวกเขาไว้ให้ดี ด้วยเช่นกัน เมื่อครั้งหนึ่งมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่าทั้งคู่กำลังจะหย่าร้างกัน แต่หนุ่มแบรด ก็ได้พยายามรักษาหญิงอันเป็นที่รักของเขาไว้ให้ดีที่สุด โดยแบรด พิตต์ ได้เขียนเล่าเรื่องราวความรักของเขากับ แองเจลิน่า โจลี่ ได้อย่างน่าสนใจว่า

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

“แอ งเจลิน่า โจลี มักมีความกังวลใจเป็นประจำ ทั้งเรื่องงาน เรื่องชีวิตส่วนตัว จนทำให้เธอน้ำหนักลดลงไปถึง 30 ปอนด์ ร่างกายเธอผอมอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนั้นเธอยังปวดหัว เจ็บหน้าอก และปวดหลังอยู่เสมอ

ความรักของเราเริ่มใกล้ถึงจุดจบ ความทรงจำดีๆที่มีร่วมกันเริ่มหายไป เธอเริ่มไม่สนใจดูแลตัวเอง เลือกที่จะปฏิเสธรับงานเเสดงต่างๆ จนผมเริ่มเชื่อว่าอีกไม่นานต้องหย่ากันในที่สุด

แต่แล้ว ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่า ข้างกายผมตอนนี้มีสาวงามที่สวยที่สุดในโลก คนกว่าครึ่งโลกต่างชื่นชมในตัวเธอ ผมเป็นคนเดียวบนโลกเท่านั้นที่มีสิทธิกอดเธอได้

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

ผม จึงลองเปลี่ยนพฤติกรรมของผม ให้ดอกไม้ กอดจูบ และยกย่องเธอทุกครั้งที่มีโอกาส มอบของขวัญและเวลาทั้งหมดในชีวิตเพื่อให้เธอเพียงคนเดียว คุณต้องไม่เชื่อ เธอเปลี่ยนแปลงไปเป็นผู้หญิงอีกคน เธอรู้สึกดีขึ้น เลิกวิตกกังวล รักผมมากกว่าเก่า ผมพึ่งได้รู้ว่าเธอรักผมมากมายขนาดนี้

ท้ายที่สุด ผมได้รู้ว่า “ภรรยาก็คือภาพสะท้อนของสามี ถ้าคุณรักภรรยามาก เธอก็จะรักคุณมากเช่นกัน”

4. คู่รักชูชื่น : เบน แอฟเฟค-เจนิเฟอร์ การ์เนอร์ ( Ben Affleck and Jennifer Garner)

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

คู่แต่งงานที่มีชื่อเสียง อีกหนึ่งคู่ของฮอลลีวูด เจนิเฟอร์และเบน หลังจากแต่งงานกันไปเมื่อปี 2005 ทั้งคู่ก็ได้มีครอบครัวที่น่ารักมีสักขีพยานร่วมกันถึง 3 คน ไวโอเลต แอนน์, เซราฟิน่า โรส อลิซาเบธ และซามูเอล การ์เนอร์ แอฟเฟล็ก ถ้าย้อนกลับไปเรื่องราวความรักของทั้งคู่ยังเป็นที่กล่าวถึงและน่าชื่นชม การพบกันครั้งแรกของทั้งคู่เกิดจากภาพยนตร์เรื่องแรก Pearl Harbor จนมาพบกันกันอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง Daredevil ทั้ง สองก็เกิดตกหลุมรักกันอย่างจริงจัง หลังต่างคนต่างเพิ่งเลิกราจากคนรัก ความต่างที่ลงตัวค่อยๆ เติมเต็มกันและกัน ได้นำทั้งคู่มารักกันในที่สุด

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

โดยเบนได้กล่าวถึงภรรยาสุดที่รักว่า “เธอ พาผมกลับมาที่ที่ผมควรอยู่ มีความรัก มีพลังใจในการทำงาน จากที่เดิมๆ ที่เคยน่าเบื่อเงียบเหงา เธอทำให้มันสวยงาม ทำให้ผมมั่นใจในตัวเองและลุกขึ้นสู้อีกครั้ง จากนั้นผมก็ค่อยๆ เรียนรู้การจัดลำดับความสำคัญในชีวิต และงานก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญสุดสำหรับผมอีกต่อไป”

สาวเจนนิเฟอร์ก็ได้แนะเคล็ดลับในการเติมเต็มความรักของพวกเขาให้ชุ่มชื่นอยู่เสมอนั่นก็คือ “แค่ เล็กๆ น้อยๆ อย่างแอบจูบ กระซิบข้างหู หรือนั่งอิงแอบกันตอนทำงานหรือดูทีวี ให้เราได้ทำอะไรกุ๊กกิ๊กกันบ้าง แค่นี้ก็ช่วยให้เรามีความสุขมากแล้ว ยิ่งพอมีลูกๆ ก็ยิ่งหาเวลาแบบนี้ได้น้อยลง ฉันกับเขาจึงต้องฉกฉวยทุกเวลาที่มีไว้ก่อน” (Woman & Home No. 039 February 2012)

5. คู่รักเซ็กซ์มาราธอน : เจสัน ซูเดคิด และ โอลิเวีย ไวลด์ (Jason Sudeikis-Olivia Wild)

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

ก่อนที่จะมาพบรักกับเจสัน ซูเดคิด หนุ่มฮาจากรายการ Saturday Night Live โอลิเวีย ไวลด์ ได้แต่งงานกับเจ้าชายของประเทศอิตาลีมาเป็นเวลาถึง 8 ปี แต่ต้องมีเหตุให้เลิกรากันไปโดยดาราสาววัย 29 ปี ได้ให้เหตุผลว่า “เพราะสามีไม่ยอมทำการบ้าน” ซึ่ง เทียบกับหนุ่มเจสันแทบไม่ติด โดยทั้งคู่พบรักครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2011 โอลิเวียมาที่สตูดิโอถ่ายรายการ SNL ที่ร็อคกีเฟลเลอร์ เซ็นเตอร์ จากนั้นพวกเขาก็ออกไปดินเนอร์ด้วยกันต่อหลังจากซ้อมคิวเสร็จ และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ หลังจากที่คบหาดูใจกันซักพัก สาวโอลิเวีย ก็ได้ออกตัวเลยว่ารักครั้งนี้ของเธอเป็นเซ็กซ์ที่เยี่ยมมาก “เรามีเซ็กซ์กันเหมือนนักวิ่งมาราธอนเคนยาเลยทีเดียว” (นิตยสาร  Glamour) และเธอได้กล่าวถึงแฟนหนุ่มดาวตลกถึงสาเหตุที่ทำให้ชนะใจเธอได้นั่นไม่ใช่เรื่องเซ็กซ์เพียงอย่างเดียว “เขาเป็นคนที่ใจเย็น และตลกมาก ทุกครั้งที่อยู่ด้วยกันเขาจะทำให้เธอมีแต่เสียงหัวเราะ”

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

ส่วนหนุ่มอารมณ์ดีอย่าง เจสัน ซูเดคิส ก็ไม่แพ้กันให้สัมภาษณ์กับนิตยสารแอลว่า การมีเซ็กซ์ของเขากับแฟนสาวเป็นการลดน้ำหนักที่ดีวิธีหนึ่ง ”ความ จริงก็คือ ผมไม่ได้ตื่นแต่เช้า และไปออกกำลังกายบนลู่วิ่งเลย ผมมีคู่ขวัญออกกำลังกายที่วิเศษที่สุดในโลก และที่สำคัญก็คือการออกกำลังกายแบบนี้ไม่จำเป็นต้องไปสมัครเป็นสมาชิกในโรง ยิมให้เสียเวลาด้วย”

6. คู่รักรีเทิร์น : จัสติน ทิมเบอร์เลค-เจสสิกา บีท (Justin Timberlake-Jessica Biel)

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

จัสติน ทิมเบอร์เลก นักร้อง-นักแสดงหนุ่มผู้ซึ่งถูกจัดอันดับจากนิตยสาร GQ ว่าเป็นผู้ชายที่แต่งตัวดีที่สุดในปี 2013 โดยจัสติน และแฟนสาว เจสสิก้า บีท เริ่มออกเดทกันมาตั้งแต่ปี 2007 และมีข่าวลือว่าเลิกรากันออกมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ทั้งคู่ก็ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปได้ เรียกว่ารักๆ เลิกๆ กันมากว่า 5 ปี จนสุดท้ายทั้งคู่ก็ได้ประกาศแต่งงานกันไปเมื่อปี 2012 เมื่อย้อนดูเส้นทางรักของทั้งคู่ต้องบอกว่ากว่าจะโคจรมารักกันได้ หนุ่มจัสติน จัดเป็นนักรักแถวหน้า เคยคบกับสาวน้อยสาวใหญ่มากหน้าหลายตาในวงการมาแล้ว จนได้มาคบหาดูใจกับเจสสิกา เป็นเวลาหลายปีแต่แล้วจู่ๆ ทั้งคู่ก็ได้ตัดสินใจแยกทางกัน โดยฟากหนุ่มจัสตินก็กลับไปใช้ชีวิตหนุ่มเจ้าสำราญ ส่วนเจสสิกาก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน แต่ในที่สุด จัสตินก็ได้ค้นพบว่าผู้หญิงที่ดีที่สุดในชีวิตของเขาก็คือ “เจสสิก้า” ทั้งคู่กลับมาคืนดี และแต่งงานกันในที่สุด

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

โดยหนุ่มจัสตินได้ทำเซอร์ ไพรส์แฟนสาวโดยการคุกเข่าขอแต่งงาน ท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติก ส่วนเจสสิก้าบอกว่าการแต่งงานกับจัสตินทำให้เธอรู้สึกมีความมั่นคงและมั่นใจ ในชีวิตมากขึ้น โดยคำขอแต่งงานหวานๆ จากหนุ่มจัสติน “คุณมีคู่ชีวิตที่จะอยู่กับคุณตลอด และคอยเปลี่ยนหลอดไฟให้ บางครั้งก็ทำอาหารให้คุณทานด้วย” หวานขนาดนี้สาวที่ไหนก็ต้องใจอ่อนเป็นธรรมดาพ่อหนุ่มจัสติน

7. คู่รักนางฟ้า : เรน-คิม แต-ฮี (Rain and Kim Tae-hee)

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

เป็นคู่ของนักร้องหนุ่ม ซุปตาร์ เรน กับนางฟ้า คิม แทฮี แม้ว่าการเปิดตัวคบหาของทั้งคู่จะกลายเป็นข่าวใหญ่โต เนื่องจากฝ่ายชายกำลังอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจเป็นทหาร แต่ก็พยายามแอบออกมาพบกับแฟนสาวอยู่เสมอๆ เลยทำให้คู่รักคู่นี้เป็นที่จับตามองของฝูงชนยิ่งนัก แต่จะว่าไปทั้งสองฝ่ายก็สมกันยังกับกิ่งทองใบหยก หรือที่บ้านเค้าอาจจะเรียกว่า สมกับอย่างกับเทวดานางฟ้า เพราะคนนึงเป็นนักร้องดังซึ่งเคยมีผลงานทั้งเพลงและหนังในระดับอินเตอร์มา แล้ว ขณะที่ฝ่ายหญิงก็เป็นนักแสดงมากฝีมือ แถมยังเป็นดาราสาวขวัญใจของหนุ่มๆ แดนกิมจิอีกด้วย แต่กระแสต่อต้านความรักของทั้งคู่ก็มีเยอะด้วยเช่นกัน ตามแบบฉบับของแฟนคลับเกาหลี

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

คิมแตฮี นางฟ้าของเราก็เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อหนึ่งในเกาหลีว่า “ฉัน คิดว่าฉันจะต้องมีประสบการณ์กับมันก่อนเพื่อที่จะรู้อย่างแท้จริง ฉันไม่ค่อยจะฟังเวลาที่มีคนบอกว่า ‘คนนั้นเป็นแบบนั้นแบบนี้’ ฮ่าฮ่า คนอื่นๆก็บอกฉันว่าฉันเป็นแบบนั้นเช่นกัน…” ส่วนเรนเองหลังจากที่มีข่าวลือที่ไม่ค่อยดีเกี่ยวกับตัวเขาในหลายๆ เรื่องระหว่างที่เป็นทหารอยู่นั้น ก็ได้พูดถึง แฟนสาวคิมแตฮีว่า “เธอมักจะยืนอยู่ข้างๆ เขาเสมอยามที่เขาต้องการ”

8. คู่รักเซเลบ : วอนบิน-อีนายอง (Won Bin and Lee Na-young)

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

การจัดโพลสำรวจจากรายการ ทีวีเกาหลีช่องหนึ่งเกี่ยวกับคู่รักดาราที่น่าจะแต่งงานกัน โดยผลสำรวจชี้ออกมาว่า คู่รักเซเลบอย่างวอนบิน และ อี นา-ยอง มีคะแนนนำมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยลี นา-ยอง ย้ายเข้ามาอยู่ที่ Eden Nineใ นปี 2011 ซึ่งเป็นต้นสังกัดเดียวกันกับ วอน บิน หลังจากนั้นก็มีข่าวซุบซิบออกมาว่าทั้งคู่คบหาดูใจกันอยู่หรือเปล่า พร้อมกับมีภาพถ่ายจากปาปารัสซียืนยันอีกด้วย จนในที่สุดก็ได้รับการยืนยันจากทางต้นสังกัดว่าทั้งคู่คบหากันจริง แต่เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นความสัมพันธ์

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

แม้ว่าทั้งคู่จะเพิ่งคบหา ดูใจกันแต่ก็ไม่ค่อยมีข่าวสวีตหวานออกมามากนัก มีเพียงข่าวว่าทั้งคู่เริ่มออกงานคู่กัน โดยเดินทางไปร่วมงานแต่งงานของผู้จัดการส่วนตัวของอีนา-ยอง และตามด้วยทริปพักผ่อนที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสเพียงเท่านั้น นับเป็นคู่รักดาราเกาหลีที่ออกมาเปิดตัวไม่กลัวกระแสแอนตี้จากแฟนคลับอีก หนึ่งคู่ของวงการบันเทิงแดนกิมจิ

9. คู่รักกู้ชาติ : เจ-เจตริน-ปิ่น เก็จมณี วรรธนะสิน

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

คู่รักนักร้อง-นักแสดง เจ เจตริน และ ปิ่น เก็จมณี ที่เพิ่งฉลองครบรอบแต่งงาน 13 ปี ไปเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2014 พร้อมโพสภาพครอบครัวแสนอบอุ่นลงในอินสตาแกรม พร้อมด้วยลูกชายสุดที่รักทั้ง 3 คน คือ เจ้านาย เจ้าขุน และเจ้าสมุทร ซึ่งทั้งคู่ยังโชว์สวีทกันบ่อยครั้ง แม้ว่าลูกชายจะโตเป็นหนุ่มกันหมดแล้วแต่ความหวานของทั้งคู่ก็ยังคงเดิมไม่ เปลี่ยนแปลง ถ้านับกันตั้งแต่ปิ๊งปั๊งตามจีบกันเป็นแฟน คบหาดูใจกันจนตกลงแต่งงานกันอีก 6 ปี ก็นับเป็นเวลา 19 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาว ช่วงเวลาของความทุกข์และความสุขมาด้วยกัน หลังเกิดวิกฤตของครอบครัวครั้งใหญ่ที่คุณแม่คนสวยเกิดป่วยจนถึงขั้นเดินไม่ ได้ แต่ทั้งคู่ก็ยังประคับประคองความรักและครอบครัวมาได้ดีจนถึงทุกวันนี้ โดยมีเป้าหมายเดียวกันนั่นคือ “ลูก” ของพวกเขานั่นเอง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

นอกจากนี้เจ และปิ่น ก็ยังเป็นอีกหนึ่งคู่รักดาราที่ออกมาร่วมแสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างชัดเจน และสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเห็นถึงความรัก และรักชาติยิ่งชีพของคนทั้งคู่นั่นก็คือ เจ-เจตริน ได้โพสข้อความสุดซึ้งถึงภรรยาสาวคนสวยของเขาว่า

“ขณะที่ผมอยู่บนนั้น ผมหันมามองปิ่นหนึ่งครั้ง เพื่ออยากจะบอกว่า ชีวิตของเราจะมีศัตรูแล้วนะ เราฝากทุกอย่างข้างหลังไว้กับเธอนะปิ่น สิ่งที่ผมเห็นปิ่นกลับมา แล้วยกนิ้วแล้วบอกว่า สู้ๆ ฉันภูมิใจในตัวเธอมาก ปิ่นเคยบอกกับผมตอนปิ่นไปราชดำเนิน ถ้าหากปิ่นเป็นอะไร เจก็เลี้ยงดูลูกแบบที่เจทำต่อไปนะ สิ่งที่อยากจะบอกคือ เราทั้ง 2 คน ยอมตายเพื่อชาติครับ”

10. คู่รักต่างขั้ว : หมอโอ๊ค-โอปอล์

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

คู่รักคู่หวานอีกหนึ่งคู่ แห่งวงการบันเทิงไทย หมอโอ๊ค และสาวโอปอลล์ ที่ทำเอาแฟนคลับช็อคกันเป็นแถวๆ ด้วยการประกาศว่าทั้งคู่กำลังคบหาดูใจกันอยู่เมื่อปี 2555 เพราะทั้งคู่ต่างกันเหลือเกินแล้วจะมาคบกันได้อย่างไร พร้อมกับกระแสข่าวลือต่างๆ นาๆ ว่ารักครั้งนี้เป็นเพียงรักโปรโมท บ้างก็ว่าคบกันเพื่อผลประโยชน์ บางคนถึงกับคำนวณรายได้เลยนะว่าถ้าเรารับงานคู่กันแล้วต่างคนต่างจะมีรายได้ เพิ่มขึ้นมาอีกเท่าไร ส่วนบางคนก็เปรียบเทียบเรื่องหน้าตา เพราะหมอโอ๊คเป็นชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดี เหมือนขาวกับดำ แตกต่างกันจะรักกันได้อย่างไร? อีกทั้งยังมีไลฟ์สไตล์ที่ต่างกันอีกด้วย แต่ทั้งคู่ก็ได้พิสูจน์ในเราเห็นแล้วว่ารักนี้ไม่ใช่รักหลอกๆ อย่างแน่นอน เพราะว่าที่เจ้าบ่าวสุดหล่อ และว่าที่เจ้าสาวสุดแซ่บกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กันในเดือนมีนาคม 2557 นี้

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

10 คู่รักต้นแบบ แห่งโลกบันเทิง

หากจะย้อนไปถึงเส้นทาง ความรักของคนทั้งคู่ โดยหมอโอ๊คเริ่มรู้จักโอปอล์ลมาจากความเป็นเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน แต่ก็เริ่มประทับใจจากเหตุการณ์น้ำท่วม เมื่อปี 2554 ซึ่งทั้งคู่อยู่บ้านใกล้กัน แถวแจ้งวัฒนะ และโอปอล์ลก็ได้ให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษา

“เริ่ม ประทับใจในความมีน้ำใจ ความที่โอปอล์เป็นคนที่คิดถึง คนอื่นเสมอๆ ความรู้สึกคิดถึงมันเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เราเจอกันทุกวัน วันไหนที่ไม่เจอมันก็รู้สึกเหงา เหมือนเขามาเติมสีสันให้ชีวิต เวลามีปัญหาอะไรโอปอล์ก็จะตอบได้หมด ส่วนโอปอล์บอกว่า หมอโอ๊คก็ให้คำปรึกษาในเรื่องที่เขาไม่รู้เหมือนกัน มันทำให้คุยได้เรื่อยๆ”

ช็อค! เมื่อเน็ตไอดอลเกาหลีล้างหน้าจะเป็นยังไง งานนี้มีเงิบ


 

ตอนนี้เทรนด์แต่งหน้าแบบสาวเกาหลีนั้นมาแรงมากๆ สาวไทยหลายๆ คนอยากที่จะมีใบหน้าขาวใสเกลี้ยงเกลา ผิวใสโกลว์เหมือนสาวเกาหลีด้วยกันทั้งนั้น อย่างที่เรารู้กันว่า เครื่องสำอางนั้นสามารถแปลงโฉมสาวๆ จากลูกเป็ดขี้เหร่ให้กลายเป็นซินเดอเรลล่าก็สามารถทำได้ เพียงแค่มีเทคนิคในการแต่งหน้าเท่านั้น แต่! สาวๆ ที่ชอบดูรีวิวแต่งหน้าของเน็ตไอดอลเกาหลีหลายๆ คนเนี่ย รู้ไหมว่า? ถ้าพวกเธอล้างหน้า ลบเครื่องสำอางทิ้งแบบเกลี้ยงเกลา เอาแบบเกลี้ยงจริงๆ นะ พวกเธอจะแตกต่างจากตอนแต่งหน้ารึเปล่า อยากรู้ไหม ตามทีนเอ็มไทยมาดูกันเลย .. ช็อค! เมื่อเน็ตไอดอลเกาหลีล้างหน้าจะเป็นยังไง งานนี้มีเงิบ

ช็อค! เมื่อเน็ตไอดอลเกาหลีล้างหน้าจะเป็นยังไง งานนี้มีเงิบ

ช็อค! เมื่อเน็ตไอดอลเกาหลีล้างหน้าจะเป็นยังไง งานนี้มีเงิบ

ช็อค! เมื่อเน็ตไอดอลเกาหลีล้างหน้าจะเป็นยังไง งานนี้มีเงิบ

ช็อค! เมื่อเน็ตไอดอลเกาหลีล้างหน้าจะเป็นยังไง งานนี้มีเงิบ

ช็อค! เมื่อเน็ตไอดอลเกาหลีล้างหน้าจะเป็นยังไง งานนี้มีเงิบ

ช็อค! เมื่อเน็ตไอดอลเกาหลีล้างหน้าจะเป็นยังไง งานนี้มีเงิบ

ช็อค! เมื่อเน็ตไอดอลเกาหลีล้างหน้าจะเป็นยังไง งานนี้มีเงิบ

ช็อค! เมื่อเน็ตไอดอลเกาหลีล้างหน้าจะเป็นยังไง งานนี้มีเงิบ

ช็อค! เมื่อเน็ตไอดอลเกาหลีล้างหน้าจะเป็นยังไง งานนี้มีเงิบ

ช็อค! เมื่อเน็ตไอดอลเกาหลีล้างหน้าจะเป็นยังไง งานนี้มีเงิบ

ช็อค! เมื่อเน็ตไอดอลเกาหลีล้างหน้าจะเป็นยังไง งานนี้มีเงิบ

Cr : pann.nate.com

 

ติ่งเกาหลีวิจารณ์ ”ซุป’ตาร์อั้ม” เล่นพราวเลียนแบบ ”ชอน ซงอี” ไม่เนียน


 

แม้ละคร “พราว” จะลงออนแอร์ไม่ได้ไม่กี่ตอน แต่กระแสก็มาแรงถล่มโซเชียล! ทำเอาชาวไซเบอร์ เปรียบเทียบ นางเอกซุปตาร์ เบอร์1ของไทย “อั้ม” พัชราภา ไชยเชื้อ เป็น “ชอนซงอี”ของเมืองไทยไปซะแล้ว!  ซึ่งคาแร็คเตอร์ของ “พราว” นั้นช่างเหมือนกับ ตัวละคร “ชอน ซงอี” นางเอก จากละครยอดฮิตของเกาหลี  “you who came the star” ที่รับบทโดย ซุปตาร์สาวของเกาหลี อย่าง “จอน จีฮยอน” โดยเฉพาะ อาการ เหวี่ยง วีน!หรือแม้กระทั้ง ฉากโก๊ะๆฮาๆ ของ สาวอั้ม  ที่แสดงออกมาอย่างเหมือนเด๊ะ!!

ติ่งเกาหลีฉะ “พราว” ก๊อบซีรีส์ You Who Came From The Stars

แต่เมื่อมีเสียงชื่นชม ก็ต้องมีเสียง คัดค้าน วิจาร์ณ์แง่ลบ ตามมาเช่นกัน เพราะ ติ่งเกาหลี ออกมาวิจารณ์ คาแรคเตอร์ “พราว” นั้น เลียนแบบ “ชอน ซงอี” มาทั้งยวง แต่ที่เห็นจะ แร๊งส์!!!!! ……. ติ่งเกาหลี สัญชาติไทย  โดยบางคน กลับวิจารณ์  การแสดงของ ซุปตาร์อั้ม ว่า แม้จะก๊อปปี้เขามา แต่การแสดงก็เทียบ การแสดงขั้นเทพ ของ จอน จีฮยอน ไม่ได้แม้สักนิด!!

“ผมกลับบ้านแล้วนะ” สื่อจีนเผย 4 เหตุผล “ลู่หาน” ออกจาก EXO


 

557000012102101

 

ลู่หาน” โพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียคอนเฟิร์มออกจาก EXO กลับบ้านที่จีนแล้ว หลังยื่นฟ้องยกเลิกสัญญากับ SM Entertainment ระบุรักทุกคนเหมือนเดิม สื่อจีนระบุ 4 เหตุผลหลักของคำฟ้อง ชี้คล้ายกับกรณี “คริส” คือ บ.เกาหลีใช้งานศิลปินหนักเกินไปส่งผลต่อสุขภาพอย่างรุนแรง ปฏิบัติต่อศิลปินจีน-เกาหลีไม่เท่าเทียม ทั้งยังให้ส่วนแบ่งไม่เหมาะสม

ช่วงเช้าวันนี้ (11 ต.ค.) สื่อบันเทิงจีนหลายสายต่างรายงานตรงกันว่า ลู่หาน” ไอ ดอลหนุ่มชาวจีนคนดังแห่งวง EXO ได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลในเมืองโซล ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อยกเลิกสัญญากับ SM Entertainment ตั้งแต่ในช่วงเช้าวานนี้ (10 ต.ค.) ขณะเดียวกันก็ยืนยันข้อมูลดังกล่าวด้วย ข้อความในเวยปั๋วของลู่หาน (สื่อสังคมออนไลน์ของจีนคล้ายกับทวิตเตอร์) ที่ใช้ชื่อว่า M鹿M ซึ่งระบุข้อความล่าสุดว่า “ผมกลับบ้านแล้วนะ” โดย เวยปั๋วดังกล่าวถูกโพสต์เมื่อเวลา 15.21น. ทำให้ผู้ติดตามมากถึง 3.64 ล้านคน เข้ามาแสดงปฏิกิริยากับข่าวดังกล่าวอย่างล้นหลาม โดยข้อความถูกส่งต่อมากกว่า 400,000 ครั้ง และมีการเข้ามาแสดงความเห็นมากกว่า 280,000 ครั้ง

 

557000012102102

 

นอกจากนี้วานนี้ในอินสตาแกรมของลู่หาน luexolu ก็โพสต์ภาพเป็นข้อความระบุว่า “I just wanna all of you to know that i love you all” 

ขณะที่ข่าวบันเทิงจากเว็บไซต์ซิน่า ซึ่งเป็นเว็บท่าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ก็ระบุเหตุผลของการฟ้องขอยกเลิกสัญญาของลู่หาน กับทาง SM Entertainment ว่าเกิดจากสาเหตุหลัก 4 ประการด้วยกันคือ

1. บริษัทไม่สามารถให้คำตอบเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาในอนาคตของลู่หานได้
2. บริษัทดูแลสมาชิกวง EXO ซึ่งเป็นชาวเกาหลีกับชาวจีนอย่างไม่เท่าเทียมกัน
3. การแบ่งปันรายได้ระหว่างสมาชิกไม่สมเหตุสมผล
4. ปัญหาด้านสุขภาพอันเนื่องมาจากการทำงานหนัก และแรงกดดันทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย 

ขณะที่ทนายของ คริส หรือ “อู๋อี้ฝาน” อดีต สมาชิกของ EXO ชาวจีนอีกคน ซึ่งยื่นฟ้องยกเลิกสัญญากับ SM Entertainment เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก็เคยให้เหตุผลทำนองเดียวกันมาแล้ว โดยตอนนั้นคริสฟ้องยกเลิกสัญญาด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ การดำเนินการของบริษัทจำกัดพัฒนาการของศิลปิน การแบ่งปันรายได้ไม่เป็นธรรมอย่างร้ายแรง และ SM Entertainment ไม่ใส่ใจต่อสุขภาพของศิลปิน

ซิน่ายังระบุด้วยว่า สัญญาณเกี่ยวกับปัญหาเรื่องสุขภาพของลู่หานเพราะการถูกใช้งานอย่างหนัก มีมาตั้งแต่ตอนถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “ฉงฝ่าน 20 ซุ่ย” ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Miss Granny แล้ว เนื่องมาจากระยะเวลาการถ่ายทำสั้น นอกจากนี้ยังต้องออกเดินสายโชว์ตัวตามตารางปกติ ทำให้ไอดอลหนุ่มต้องถ่ายทำภาพยนตร์ข้ามคืนบ่อยครั้ง จากนั้นพอเช้าก็ต้องบินไปคอนเสิร์ตตามที่ต่างๆ ซึ่งในการแสดงคอนเสิร์ตที่เมืองฉางซา ระหว่างช่วงแสดงครึ่งหลังลู่หานเคยมีอาการมึนหัวและอาเจียนมาแล้ว ขณะที่ถัดมาอีก 2 วัน ลู่หานที่ร่างกายยังไม่หายดีก็ต้องเข้าร่วมงานแถลงข่าวที่ปักกิ่งอีกแล้ว

นอกจากนี้ในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่ผ่านมา ลู่หานที่ร่างกายอิดโรยก็ต้องเดินทางกลับบ้านที่ปักกิ่ง โดยผู้ที่สังเกตเห็นรู้ดีว่าเขาเหนื่อยล้ามาก โดยระหว่างที่กลับบ้านก็ยังต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อรักษาตัว โดยเมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมา ลู่หานก็เคยส่งข้อความขอโทษแฟนๆ ผ่านเวยปั๋วโดยระบุว่า “เพราะทำงานหนักมาเป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายอ่อนล้าส่งผลต่อสภาพจิตใจทำให้ปวดหัว นอนไม่ค่อยหลับ มึนหัวบ่อยๆ คุณหมอสั่งให้ผมพักผ่อนสักระยะหนึ่ง ทำให้ผมไปคอนเสิร์ตที่เมืองไทยไม่ได้ ขอโทษทุกคนเป็นอย่างมากด้วย” กระทั่งทัวร์คอนเสิร์ตที่สุดท้ายทั่ปกกิ่งเมื่อวันที่ 20 ก.ย. ลู่หานถึงปรากฎตัวพร้อมกับเพื่อนร่วมวงได้

 

557000012102103

557000012102104

 

 

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์