49 ข้อสังเกตแปลกๆ บนสังคมเว็บ (ขำๆ นะ)


simondseconoart-small

เอากลับมาให้อ่านอีกครั้ง กับ ข้อสังเกตุแปลกๆ บนสังคมอินเตอร์เน็ต
บ้างก็ใช่ .. บ้างก็ไม่ ยังไงก็อย่าคิ๊ดดดดดดดดดดดดมากคร่า อ่านเอาขำๆ จ๊ะ

1. คนรู้เรื่องของคนที่เขาเกลียดดีกว่าคนที่รัก

2. คนชอบถามหาหลักฐาน แต่เวลาตัวเองอ้าง มักไม่ค่อยจะมีหลักฐาน

3. เขียนยาวไปคนไม่อ่าน

4. เขียนสำนวนเคร่งขรึมคนก็ไม่อ่าน

5. ชาวเว็บไม่ชอบเรื่องซีเรียส ถึงเป็นเรื่องเครียดก็ต้องเขียนให้ฮา

6. ยอดคนคอมเมนต์แสดงความคิดเห็น เป็นเหมือนยอดภูเขาน้ำแข็ง

7. มีคนคอยตามอ่านเงียบๆ มากมายที่ไม่โผล่ตัวออกมา

8. บางทีเรื่องที่เถียงกันไม่มีสาระอะไร แต่เถียงกันไปเพราะแค่อยากเอาชนะ

9. ปิดจอคอมไปนอนก่อนซะ อาจจะดีกว่านั่งเถียงแบบอินเตอร์แอ็คทีฟ

10. เกรียนปากดีตามเว็บบอร์ด พอเจอตัวจริงมักเจี๋ยมเจี้ยม

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com

11. แต่คนอัธยาศัยดีในบอร์ด ตัวจริงก็อัธยาศัยดีเหมือนกัน

12. มนุษย์สายพันธุ์กูเกิลรู้ทุกเรื่อง แต่ถ้าคุยลึกๆ จริงๆ แล้วจะไม่รู้สักเรื่อง

13. แถมวิเคราะห์ วิจารณ์ ไม่ได้อีกตะหาก

14. เรื่องดราม่ามักจบลงด้วยคำว่า “ขอโทษ”

15. แต่ถ้ามีเรื่องครั้งใหม่ เรื่องเดิมก็จะถูกขุดโคตรเหง้าศักราชมายำต่อ

16. คำด่าในเว็บ โดยมากมักจะไม่ใช่คำด่าจริงๆ ที่คนพิมพ์กล้าพูดต่อหน้า

17. คนด่าบางทีก็ลืมไปว่าตัวเองเคยด่าเรื่องอะไรไว้

18. แต่คนถูกด่ามักจะไม่ลืม

19. คอมเมนต์มักถูกชี้นำด้วยความคิดเห็นแรกเสมอ

20. โดยเฉพาะเว็บเด็ก X และพันติ๊ปเฉลิม X

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com

21. เวลาไพรม์ไทม์ในการตั้งกระทู้ คือ 17.00-22.00

22. แต่เวลาอัพบล็อกจะเป็น 9.00-12.00 และ 19.00-23.00

23. อยากดราม่าให้เริ่มประเด็นต่อไปนี้ การเมือง สถาบันการศึกษา ภาษา ศาสนา ความเชื่อ และ XXX

24. แล้วอีกไม่นานคุณก็จะได้พาดหัวขึ้นดราม่าแอดดิคต์เอง

25. อีกวิธีคือไปหาเรื่องเมมเบอร์ดังๆ

26. เกือบทุกความคิดเห็นพร้อมจะเปลี่ยนข้างเมื่อกระแสเปลี่ยน

27. ทั้งที่ข้อเท็จจริงมันไม่เปลี่ยน

28. คนที่ไม่เปลี่ยนข้างมีสองกรณี คือเกรียน กับ มั่นใจ

29. ซึ่งทั้งสองประเภทแยกออกได้จากลักษณะการใช้คำ

*30. คนตั้งกระทู้/เขียนบล็อกมีสามแบบ

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com

31. หนึ่งคือเขียนแล้วทิ้ง กลับมาดูแต่ไม่ให้ความเห็นตอบ

32. สองคือตะบี้ตะบันขยันตอบมันทุกคอมเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นคอมเมนต์หาเรื่องหรือคอมเมนต์ดีๆ

33. สามคือเลือกตอบเฉพาะคอมเมนต์ที่พอใจจะตอบหรือมีสาระพอจะตอบ

34. หลายคนอ่านแค่หัวเรื่องแล้วพิมพ์ตอบเลย

35. ซึ่งทำให้เกิดดราม่าหรือเรื่องฮา ขึ้นอยู่กับความซีเรียสของเนื้อหาและคำตอบ

36. แต่หลายคนอ่านจนครบแล้วก็ยังตอบไม่เข้าเรื่อง

37. เรียกว่าอ่านหนังสือไม่แตก เป็นปัญหาของระบบการศึกษาภาษาไทย

38. ทำให้เกิดดราม่ามากมาย หาได้ตามเว็บบอร์ดทั่วไป

39. การเถียงกันบนกระทู้สาธารณะ ไม่ร้ายเท่าการถูกส่งเมล์ด่า เอ็มเอสเอ็นด่า หรือหนักสุดคือโทรตามด่า

40. กรณีดังกล่าวถือว่าเป็นโรคจิตคุกคาม คนที่เคยโดนควรแจ้งตำรวจลงบันทึกประจำวัน

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com
41. อย่าปล่อยให้คนโรคจิตบนเน็ตลอยนวล

42. คนที่อ้างว่าเป็นกลาง ไม่เคยเป็นกลางจริงๆ

43. บางทีคนเลือกข้างยังเป็นกลางกว่า

44. อำนาจโฟโต้ช็อปเหนือทุกสิ่ง

45. แต่ที่เหนือกว่าคือ ICT

46. เพราะประเทศนี้มีระบบกรองข้อมูลจากต่างประเทศระดับสูงที่มีเพียงสามประเทศในโลก

47. ซึ่งอีกสองประเทศคือจีนแดง และเกาหลีเหนือ

48. อย่าซีเรียสกับเรื่องทุกเรื่องที่เกิดขึ้นบนสังคมอินเตอร์เน็ต

49. สุดท้ายแล้วเราก็ต้องทำงานหาเงินมาจ่ายค่าไฟ-ค่าเน็ตเองอยู่ดี ฮ่า

————————————————

ที่มา http://terasphere.exteen.com/20091217/entry

ขำขัน 16 เรื่องจริงสุดฮา ของผู้หญิงกับรองเท้าส้นสูง


รองเท้าส้นสูง กับปัญหาที่สาว ๆ ต้องเจอ ลองมาเช็กกันดูเลยจ้า ว่าตรงหรือไม่

รองเท้าส้นสูง ถึงแม้ว่าใส่แล้วจะสวยเดินสง่าราวนางพญาเพียงใด แต่รู้ไหมลึก ๆ ข้างในผู้หญิงอยากถอดมันออกใจจะขาด ก็ตอนแรกใส่ออกจากบ้านก็สวยอยู่หรอกนะ แต่พอเดินไปไปสักพัก รองเท้าส้นสูงเจ้ากรรมก็ดันทำพิษ ทำให้เจ็บจนร่ำร้องหารองเท้าแตะทันทีทันควัน แต่แปลกที่ผู้หญิงเราก็ยังยอมใส่ส้นสูงแม้มันจะทำให้เจ็บแค่ไหนก็ตามเนอะ วันนี้กระปุกดอทคอมขอชวนสาว ๆ มาขำกลิ้งกันด้วย 16 เรื่องจริงฮา ๆ ของผู้หญิงกับรองเท้าส้นสูงจาก Buzzfeed เช็กดูสิว่าคุณก็เป็นเหมือนกันหรือเปล่านะ

 1. ไม่ยอมเปลี่ยนใส่รองเท้าอื่น เพราะคิดว่าตัวเองยังไหว

รองเท้าส้นสูง
เครดิต : Models Off-Duty

 2. คิดว่าตัวเองเดินจนโปรแล้ว แต่ความจริงท่าเดินอย่างกับเป็ด

รองเท้าส้นสูง
เครดิต : Meme Guy

 3. เจ็บจนพอง หนำซ้ำยังเป็นเม็ดตุ่มน้ำใสอีก 

รองเท้าส้นสูง
เครดิต : Hollywoodchicago

 4. ติดพลาสเตอร์ทับแผลพุพอง แต่ดันหลุดตอนอยู่นอกบ้าน

รองเท้าส้นสูง
เครดิต : Sydneysiderblog.com

 5. ชอบพยายามใส่รองเท้าส้นสูงขับรถ

รองเท้าส้นสูง
เครดิต : Sass & Balderdash

 6. ไม่ว่าจะยังไง ก็ยังรู้สึกเจ็บไปหมด

รองเท้าส้นสูง
เครดิต : Galleryhip

 7. ใส่ส้นสูงแบบที่เว้าเปิดตรงนิ้วเท้าเล็กน้อย ก็รู้สึกเหมือนนิ้วเท้าจะพิกลพิการตลอดไป

รองเท้าส้นสูง
เครดิต : Giphy

 8. เดินช้า ๆ ทีละก้าว จะได้ไม่เจ็บ

รองเท้าส้นสูง
เครดิต : Welcome to Iweanya Writes

 9. อยากลองพยายามวิ่งบ้าง แต่ …

รองเท้าส้นสูง
เครดิต : Giphy

 10. แสบเหมือนตรงเนินปลายเท้าโดนไฟแผดเผา

รองเท้าส้นสูง
เครดิต : Rebloggy


 11. พักเท้าด้วยการยืนด้วยขาข้างเดียว

รองเท้าส้นสูง
เครดิต : Man Repeller

 12. เดินอยู่ดี ๆ สะดุดล้มซะงั้น

รองเท้าส้นสูง
เครดิต : Giphy

 13. บางทียืนเฉย ๆ ยังเซล้มไปเลย

รองเท้าส้นสูง
เครดิต : Giphy


 14. ไม่มีอะไรจะฟินสุดในสามโลกไปกว่า การได้นั่งพักอีกแล้ว

รองเท้าส้นสูง
เครดิต : Shut up and wear it !

 15. ถ้าเกินใจจะอดทน ก็ยอมเดินเท้าเปล่า

รองเท้าส้นสูง
เครดิต : Giphy

 16. กะว่าจะไม่ใส่ แต่ก็ใส่อยู่ดีแหละ

รองเท้าส้นสูง
เครดิต : Rebloggy

แต่ละข้อตรงกับชีวิตจริงของสาว ๆ ทั้งนั้นเลยใช่ไหมล่ะคะ บางข้อก็ขำจริงอะไรจริง แถมยังเชื่อว่าผู้หญิงที่ใส่ส้นสูงบ่อย ๆ ต้องผ่านเหตุการณ์ฮา ๆ เหล่านี้มาแล้วแน่ ๆ อิอิ

                        

เรื่องจริง 10 เรื่องเกี่ยวกับความฝันที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน


“ความฝัน” เรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับทุกคน แต่กลับเป็นสิ่งที่สร้างความสงสัยให้กับใครหลายคนในเวลาเดียวกัน วันนี้จึงได้เอาเรื่องจริงเกี่ยวกับความฝัน เพื่อคลายข้อสงสัยให้กับคำถามหลายๆ คำถามที่ยังไม่มีใครตอบคุณได้มาฝาก จะเป็นหนึ่งในสิ่งที่คุณก็เคยสงสัยหรือไม่นั้น มาดูกัน…
การฝัน ใน แง่มุมของนักวิทยาศาสตร์  นับเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติของสมอง ซึ่งบางส่วนยังคงทำงานสานต่อกันเป็น การเห็น ได้ยินและสัมผัสต่างๆ โดยปราศจากการควบคุมจากซีรีบรัม (Cerebrum) ทำให้ความฝันทั้งหมดแปลกและพิสดารเกินกว่าจะเกิดขึ้นในชีวิตจริงได้
ในแง่มุมของนักจิตวิเคราะห์นั้น ถือว่า ความฝัน เป็นสิ่งสะท้อนจิตในส่วนลึกตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ทั้งความสุข สมหวัง ความทุกข์และความผิดหวัง จึงสามารถนำความฝันมาใช้ในการทำจิตบำบัด (Psychotherapy) แก่ผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตได้สิ่งที่มีอิทธิพลกับความฝัน มีดังนี้
1. สภาพจิตใจ
2. การแพ้อาหารหรือยาบางชนิด
3. การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก ซึ่งรบกวนการนอนหลับอย่างสงบ
4. การเจ็บไข้ได้ป่วย
5. สภาพแวดล้อมของห้องนอน เช่น อากาศร้อน-เย็น แสงสว่างหรือเสียงที่รบกวน ล้วนสร้างความกดดันให้แก่ร่างกายและจิตใจและอาจสะท้อนออกมาในความฝันได้
6. การมีรอบเดือน อาจมีอิทธิพลต่อผู้หญิงบางคน
7. ทิศทางของที่นอน บางคนแนะนำว่า ถ้าคุณหันหัวนอนไปทางขั้วแม่เหล็กโลกขั้วเหนือ (North pole) เพื่อให้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าในร่างกายเราสอดคล้องกับสนามแม่เหล็กโลก ซึ่งจะทำให้คนเรามีความกลมกลืนกับพลังงานตามธรรมชาติ ช่วยให้หลับได้สนิท
10 เรื่องจริงของความฝันที่คุณอาจไม่เคยรู้
1. คนตาบอดก็ฝันได้!!
โดยจะแบ่งคนตาบอดได้เป็น 2 กรณี คือตาบอดแต่กำเนิด ที่เมื่อฝันจะไม่สามารถเห็นภาพใดๆได้ เพราะไม่มีพื้นฐานของภาพนั้นๆมาก่อน แต่จะฝันเป็นเสียง สัมผัส และรสชาติเท่านั้น ส่วนคนที่ไม่ได้บอดแต่กำเนิดจะฝันเห็นเป็นภาพได้ เพราะมีภาพอยู่ในหัวอยู่แล้ว
2. คนเราจำความฝันได้แค่ 10% เท่านั้น
แม้หลังจาก 5 นาที ที่ตื่นนอน เราจะยังพอจำความฝันนั้นได้  แต่เมื่อผ่านไป 10 นาที เราก็จะหลงเหลือมันไปจนเพียงแค่ 10% ในหัวเท่านั้น ดังนั้นหากใครฝันถึงเลขเด็ด ควรรีบจดไว้อย่างไว
3. ใครๆ ก็ฝันได้
ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ก็ฝันก็ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะชาติไหน ภาษาอะไร อายุเท่าไรก็ตาม  แต่ที่บางคนบอกมาว่าตัวเองไม่เคยฝันอาจเป็นเพราะตนเองจำความฝันไม่ได้ มากกว่า
4. ความฝันทำให้ไม่เป็นโรคจิต!!
ว่ากันว่าความฝันเป็นการะบายความรู้สึกภายในใจออกมา ทำให้เราได้ปลดปล่อยความเครียด ซึ่งเมื่อใดที่เราไม่ได้นอน นอนไม่เพียงพอจัด หรือโดนปลุกกลางคันบ่อยๆ จะทำให้ความเครียดสะสมอยู่ในใจ จนอาจจะกลายเป็นโรคจิตเลยก็ได้
5. เราจะฝันในสิ่งที่รู้เท่านั้น
แม้เราอาจเคยคิดว่าตัวเองฝันถึงคนแปลกหน้า แต่จริงๆแล้วคนเหล่านั้น ต่างเป็นคนที่เคยผ่านตาเรามาก่อน(สักครั้งหนึ่ง) แต่อาจเป็นเพราะเจำไม่ได้ก็เท่านั้น แต่เรื่องของการไร้ขอบเขตของความฝันนั้นมันเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นแล้วก็ได้
6. ไม่ใช่ทุกคนที่จะฝันเป็นสีสัน
มีเพียง12 % ของความฝันของทั้งหมดเท่านั้นที่จะเป็นสีขาวดำ ส่วนที่เหลือนั้นจะมีความฝันเป็นภาพสีแบบที่เรามองเห็นอยู่ทุกวัน แต่บางทีคนก็บอกว่าตัวเองฝันเป็นสีหรือขาวดำทั้งหมด นั่นเพราะว่าคนๆนั้น เลือกที่จะจำความฝันแค่บางส่วนเท่านั้นนั่นเอง
7. ความฝันไม่ใช่คำทำนาย
อาจมีความเชื่อว่าความฝันคือลางบอกเหตุการณ์ในอนาคต หรือเป็นสัญลักษณ์เพื่อบอกไบ้ราวต่างๆ ทั้งๆที่จริงๆ อาจจะเป็นแค่ภาพที่ตัวเราเองสร้างขึ้นมา
8. สารเสพติดมีผลต่อความฝัน
เพราะสารเสพติดมีผลต่อระบบประสาทและสมอง จึงอาจจะทำให้ผู้ที่ใช้มันมีความฝันที่แปลกๆ โลดโผนกว่าทั่วไปสักหน่อย และหากเป็นฝันร้าย ก็จะมีจะมีความเสมือนกว่ามากด้วยเช่นกัน
9. ฝันตกจากที่สูงเพราะสมองเข้าใจผิด
เป็นอาการที่เกิดในขณะที่หลับตื้นๆ ขณะกำลังเข้าสู่ภาวะหลับลึก หรือที่เรียกทางการแพทย์ว่า  “ฮิปนิก (hypnic)” สันนิฐานว่าเกิดจากการที่สมองเข้าใจผิดจากการที่ร่างกายเข้าสู่ภาวะผ่อนคลาย จึงตอบสนองโดยการเกร็งกล้ามเนื้อประคองตัว ทำให้สะดุ้งตื่นนั่นเอง
10. เด็ก 3 ขวบฝันร้ายมากกว่าเด็กโต
เด็กเล็กที่ตื่นขึ้นมาร้องไห้ตอนกลางดึก นั่นเป็นเพราะฝันร้าย เนื่องจากเด็กๆยังไม่สามารถจัดเรียงข้อมูลที่ตัวเองพบเจอมาได้ดีนัก จึงแสดงออกมาเป็นฝันที่ซับซ้อน วุ่นวาย ทำให้เด็กตื่นกลัวได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก   stou.ac.thและ.indepencil.com

ที่มา : tartoh

โดนสุดๆ-ฮาๆ! ไปฟัง! มนุษย์ฝรั่งพูดถึงเมืองไทย กับ การใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ


มนุษย์ฝรั่งพูดถึงเมืองไทย กับ การใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ทั้งจริง ทั้งฮา!

คลิปวิดิโอ FarungStruggle คลิปสั้นๆอารมณ์ดี ฝรั่งดัฟฟี่ เป็นนิสิตจริงในจุฬาฯ และบทสัมภาษณ์นี้ของจริง ไม่มีเตี๊ยม


โดย The Gun-Chon Project กันชนไม่ชนกัน

โครงการดีๆเพื่อรณรงค์ลดอุบัติเหตุบริเวณจ­ุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ไปรับชมกันเลย

ที่มา: matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1415940936

15 สิ่งที่แปลกสุดๆ แล้วมันไปอยู่ใน “ร่างกายมนุษย์” ได้ไงกันนะ


การ X-Rays นี่ถือเป็นเทคโนโลยีการแพทย์ที่เมพขิงๆเลยทีเดียว เราสามารถมองเห็นสิ่งที่เราไม่สามารถมองได้ ผ่านเครื่องๆนึง แต่ส่วนมากเราก็เห็นแต่เขาเอามาดูว่ากระดูกหักตรงไหนอะไรยังไง แต่คราวนี้เราจะมาดูสิ่งที่แปลกที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเขาไปอยู่ในร่างกายเราได้

1. มีด

xray (1)

2. ฝูงตะปู

xray (2)

3. ซ่อม

xray (3)

4. กรรไกร

xray (4)

5. สว่าน

xray (5)

6. โทรศัพท์

xray (6)

7. กุญแจ

xray (7)

8. ระเบิด!!

xray (8)

9. หลอดไฟ

xray (9)

10. นิ่วไตขนาดยักษ์

xray (10)

11. ตะปูอีกแล้ว

xray (11)

12. แหวน

xray (12)

13. กระสุนปืน

xray (13)

14. แม่เหล็ก

xray (14)

15. ลูกธนู

xray (15)

ที่มา List 25

ที่มา:catdumb

10 เรื่องจริง “สัตว์กินคน” ที่ยิ่งกว่านิยายสยองขวัญ


คุณเคยดูภาพยนตร์จำพวกสัตว์โลกผู้ไม่น่ารักไหมครับที่เป็นหนังจำพวกปลา ฉลาม จระเข้ที่มีขนาดยักษ์แล้วหันมาทำร้ายมนุษย์โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย หากแต่โดยปกติสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่จะไม่ทำร้ายคน เพราะมันรู้ว่าหากมันล่า คนแล้วปัญหายุ่งยากจะตามมาหามันแน่
แต่กระนั้นมันก็มีหลายกรณีเหมือนกันที่สัตว์กินเนื้อเหล่านี้จะฆ่าคน กินคน หากอยู่ภายใต้เงือนไขที่เหมาะสม เช่น หิวจัด ถูกรุกรานที่อยู่ หรือนึกว่ามนุษย์เป็นแมวน้ำ(??) และหลักการที่ว่าเมื่อมันทำร้ายมนุษย์แล้วมันจะล่ามนุษย์ต่อไปเรื่อยๆ ตราบใดที่มันไม่ตาย เพราะมันรู้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มันล่าง่ายที่สุด

นี้คือ 10 เหตุการณ์สัตว์ทำร้ายมนุษย์ที่ร้ายกาจยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ที่จนกลายเป็นตำนาน

10. The lions of Njombe

เราเริ่มรายการด้วยเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของสิงโตกินคนเป็นอันดับแรก และผมก็เคยอ่านเรื่องนี้ในนิตยสารแปลก (แต่จำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ) มันเริ่มเกิดขึ้นปี 1932 ในแทนซาเนียใกล้เมืองจ็อมเบ เกิดเหตุการณ์ฝูงสิงโตยักษ์ออกมาฆ่าคนอย่างบ้าคลั่ง ตำนานมีอยู่ว่าสิงโตได้รับการควบคุมโดยแม่มดหมอผีในชนเผ่าท้องถิ่นชื่อมาตา มูลา แมนเกรา (Matamula Mangera) ที่เธอมักส่งฝูงสิงโตออกมาทำร้ายคนหากใครก็ตามที่ลบหลู่เธอหรือต่อต้านเธอ

ฝูงสิงโตของเธอนั้นได้คร่าชีวิตมนุษย์ไปถึง 1,500 ศพ (บางคนบอกว่า 2,000 คน) และนี้คือเหตุการณ์สิงโตทำร้ายมนุษย์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ และหนึ่งในกรณีของสัตว์ทำร้ายมนุษย์เลวร้ายที่สุดที่เคยบันทึกไว้ แม่มดมาตามูลามีอำนาจบาตรใหญ่มากขนาดหัวหน้าเผ่าอื่นๆ ไม่กล้ายุ่งกับเธอ

จนกระทั้งจอร์จ (George Rushby 1900-1968) นายพรานที่มีชื่อเสียงได้ตัดสินใจปราบฝูงสิงโตนั้น เขาฆ่าสิงโตไป 15 ตัวและทำให้เหตุการณ์สิงโตทำร้ายคนยุติลงในที่สุด และเรื่องราวของจอร์จได้ถูกนำมาสร้างละครกึ่งสารคดี BBC ในชื่อ “The Man-eating Lions of Njombe.” ออกอากาศในเดือนกรกฎาคม 2005

9. Two Toed Tom

“ทอมสองขา” เป็นจระเข้กินคนที่ค่อนข้างคลุมเครือ และยากจะทราบได้ว่าเรื่องของจระเข้ตัวนี้เป็นเรื่องจริงหรือเป็นแค่ตำนาน โดยจระเข้ตัวนี้เป็นตำนานของอเมริกาทางตอนใต้อาศัยอยู่ในบึ่ง terrorized ในรัฐอลาบามา ชายแดนฟอริด้า ชื่อของมันมีที่มาจาก ขาของมันมีสองเท้า เนื่องจากขาของมันหายไป (ขาด้านซ้ายทั้งสองข้าง หรือแล้วแต่ตำนานจะอ้าง) เพราะโดนกับดักเหล็กจนขาขาด และนั้นเป็นสาเหตุทำให้มันเจ็บแค้นมนุษย์ และเริ่มออกอาละวาดทำร้ายมนุษย์ในช่วงยุค 20 หลายคนอ้างว่ามันมีขนาดใหญ่กว่าสี่เมตรครึ่ง บางคนอ้างว่ามันน่ากลัวมากเหมือนมันเป็นปีศาจส่งมาจากนรกเพื่อล่าพวกเขา มันชอบกินวัวและมนุษย์ผู้หญิง (มันชอบคว้ากระชากเสื้อผ้าของพวกเขาแล้วลากลงไปกินในน้ำ)

แม้นายพรานท้องถิ่นจะมีการใช้ปืนหรือระเบิดแต่ก็ไม่สามารถฆ่ามันได้ จนกระทั้งมีนายพรานหนึ่งโยนถังที่เต็มไปด้วยระเบิด สิบห้าถังลงไปในน้ำ และจุดให้มันระเบิด ทอมก็หายไป แต่หลายคนเชื่อว่าทอมน่าจะยังมีชีวิตอยู่และรอคอยโอกาสที่จะแก้แค้นตามแบบ ฉบับของมัน และก็เป็นจริงๆ ทอมก็ปรากฏตัวมาอีกครั้ง และได้กินลูกสาวของคนโยนระเบิด และบรรดาเด็กๆของเกษตรกรที่อยู่ตามชายฝั่ง ก่อนที่มันจะหายไปไม่กลับมาอีกเลย

มีหลายคนบอกว่าเรื่องเหล่านี้น่าจะเป็นเพียงนิทานพื้นบ้าน หากแต่ชาวบ้านในละแวกนั้นบอกว่าเป็นเรื่องจริง และเชื่อว่ามันยังคงเดินเตร่อยู่ในหนองน้ำฟอริด้า

หลายปีจากนั้นมีรายงานพบเห็นมันต่อเนื่องถึง จระเข้ขนาดใหญ่สองขาอยู่เป็นระยะและที่สำคัญคือทอมไม่เคยถูกจับ

8. Kesagake

เหตุการณ์ “หมีสีน้ำตาลบุกหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึ (The Sankebetsu brown bear incident)” เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นเกี่ยวกับการโจมตีของหมีสีน้ำตาลที่เลวร้ายที่สุดใน ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ที่โจมตีหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึ เมืองโทมาม่า ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันที่ 9 เดือน ธันวาคม ถึง 14 ธันวาคม 1915 โดยสมัยก่อนนั้นหมู่บ้านแห่งนี้พึ่งจะมีคนอยู่อาศัย กำลังบุกเบิก จำนวนคนในหมู่บ้านน้อยมากและส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนป่าเขา และพื้นที่แห่งนี้ได้เป็นที่อยู่อาศัยของหมีเพศผู้ขนาดยักษ์ที่หลายคนเรียก มันว่า “เคะซากาเกะ” ซึ่งมันชอบขโมยข้าวโพด จนสร้างความรำคาญในแก่ชาวบ้าน มันเลยถูกยิงจนบาดเจ็บแล้วหนีขึ้นบนเขา

เมื่อมันหนีไป ชาวบ้านก็รู้สึกโล่งใจเพราะหมีคงจะรู้สึกกลัวคนและอยู่ห่างจากพืชผลของเขา หากแต่พวกเขาคิดผิด!!

9 ธันวาคม 1915 เวลา 10.30 น. เจ้าหมียักษ์กลับมาอีกครั้ง มันเริ่มออกปฏิบัติการแก้แค้นฉบับเลือดต้องล้างด้วยเลือด มันเลือกเหยื่อรายแรกของมันคือครอบครัวโอตะ (ota Family) ในขณะนั้นอาเบะ เมยูและฮายูมิ มิกิโอะ (Abe Mayu and Hasumi Mikio) ภรรยาของครอบครัว และทารกที่เธอดูแลอยู่ก็ถูกเจ้าหมีตัวบุกเข้ามาในบ้านเพื่อหมายฆ่าคนทั้งสอง ทารกถูกกัดศีรษะจนเสียชีวิต ส่วนฝ่ายหญิงพยายามต่อสู้โดยสาดฟืนเข้าใส่ แต่ท้ายสุดเธอก็ถูกหมีลากเข้าป่า และเมื่อชาวบ้านมาถึงที่เกิดเหตุถึงกับต้องตะลึง โดยพวกเขาบรรยายว่าเหมือนโรงฆ่าสัตว์ไม่มีผิด เพราะเลือดสาดกระจายทั้งบนพื้นและผนัง

ชาวบ้านรู้สึกโกรธแค้นหมี พวกเขาเลยจับกลุ่มสามสิบคนบุกเข้าป่าและพยายามยิงมันแต่มันก็หนีไปได้ หลังจากพวกเขาสำรวจบริเวณรอบๆ ก็พบชิ้นส่วนศพที่มีเพียงหัว และชิ้นส่วนที่เหลือของฝ่ายหญิงฝังอยู่ใต้หิมะ คาดว่าหมีคงเก็บอาหารของมันไว้กินภายหลัง และหลังจากนั้นคืนถัดมา (8.00 น.) หมีก็กลับมาที่ฟาร์มโอตะอีกครั้ง ซึ่งชาวบ้านบางส่วนได้จับกลุ่มรอเตรียมรับมืออยู่แล้ว ชาวบ้านพยายามยิงหมีแต่ว่ามันก็รอดไปอีก โชคดีเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีใครบาดเจ็บ

ในเวลาไม่นานนัก เจ้าหมีได้เลือกครอบครัว มิโซเค (Miyoke family) ซึ่งอยู่หมู่บ้านอื่นที่ไร้ทางป้องกัน (เพราะไม่นึกว่าหมีจะมา) ซึ่งเจ้าหมีตัวนี้ฆ่าคนในครอบครัวนี้อย่างโหดเ***้ยม ซึ่งเวลานั้นภรรยาที่ตั้งครรภ์ของครอบครัวยาโย (Yayo) กำลังเตรียมอาหารและได้ยินเสียงข้างนอกดังก้อง และไม่ทันที่จะตรวจสอบหมีก็บุกเข้าทางหน้าต่างแล้วเข้ามาในบ้าน หม้อปรุงอาหารพลิกคว่ำ เปลวไฟและความหวาดกลัวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เธอพยายามหนีออกจากบ้าน แต่เด็กสองคนในบ้านหนีไม่ทันจึงถูกฆ่าตาย และหญิงที่ตั้งครรภ์หนีไม่ไหวร้องขอชีวิตลูกในครรภ์ของเธอ แน่นอนมันไร้สาระ เจ้าหมีก็ฆ่าเธอเช่นเดียวกันเหยื่อก่อนหน้าของมัน

เมื่อพวกชาวบ้านมาถึงพวกเขาก็พบร่างที่เต็มไปด้วยเลือดของเด็กสองคน และหญิงและตัวอ่อนในครรภ์ทั่วพื้นดิน เจ้าหมีตัวนี้ใช้เวลาเพียงสองวันฆ่าคนทั้งหกคนจนทำให้ชาวบ้านละแวกนั้นหวาด กลัวเป็นอันมาก

หลังจากนั้นเจ้าหมีก็ถูกไล่ล่าอย่างหนัก (ระหว่างนั้นมันก็อาละวาดฆ่าคนไปไปด้วย) จนในที่สุดเรื่องก็จบลงเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมนายพรานคนหนึ่งได้ยิงหมีที่เชื่อว่าเป็นตัวต้นเหตุได้ มันมีขนาดยาวกว่าสามเมตร หนักกว่า 380 กิโล เมื่อผ่าท้องมาก็พบชิ้นส่วนมนุษย์อยู่ในกระเพาะอาหารของมัน และแล้วเหตุการณ์สัตว์โจมตีที่เลวร้ายที่สุดในญี่ปุ่นก็จบลง หากแต่ชื่อของเจ้าหมีตัวนี้ก็ปรากฏอยู่ในนิยายและละครมากมาย

ปัจจุบันหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึกลายเป็นที่ร้างคน แต่มียังมีการจำลองแสดงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีรูปจำลองของหมีและบ้านโอตะที่หมีเคยมาอาละวาดตั้งอยู่ให้นักท่องเที่ยว เข้าชม และการ์ตูนมังงะโบราณอย่าง “ไอ้เขี้ยวเงิน” หนึ่งในหมีที่เป็นศัตรูกับไอ้เขี้ยวเงินนั้น มีหมีตัวหนึ่งนำมาจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

ดูคลิปได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=u3NuxLb9udQ

7. The New Jersey Shark

คุณเคยดูหนังสัตว์ทำร้ายคนคลาสสิกเรื่อง “Jaws (1975)” ที่กำกับโดยสตีเว่นสปิลเบิร์ดไหมครับ ที่เกี่ยวกับฉลามขนาดยักษ์ทำร้ายคน ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นโดยมีเค้าโครงเรื่องจากนวนิยายเรื่อง “Jaws (1974)” ของปีเตอร์ เบนช์ลีย์ ซึ่งก็มีข้อมูลมาจากเรื่องจริง ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์หนึ่งที่เรียกขานว่า “Jersey Shore shark attacks of 1916 ” หรือ “เดอะ นิวเจอร์ซีย์ ชอร์” เป็นเหตุการณ์ฉลามขาวยักษ์ (ไม่รู้ว่ามาตัวเดียวหรือมีมากกว่าหนึ่งตัว) ทำร้ายคนอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง นอกชายฝั่งของมลรัฐนิวเจอร์ซีย์ในสหรัฐอเมริการะหว่างช่วงฤดูร้อนของ วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 12 กรกฎาคม ปี 1916

เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตไป 4 รายและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง (พูดง่ายๆ คือไม่ทราบจำนวนที่แท้จริง) เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลทำให้ชุมชนริมทะเลและรีสอร์ทรายล้อมชายหาดที่เกิด เหตุจ้องเพิ่มการป้องกันอย่างเข้มงวด ไม่ว่าการเอาตาข่ายมากันไม่ให้คนเข้าใกล้ชายหาดเลยทีเดียว

สมัยก่อนนั้นนักวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อว่าฉลามนั้นเป็นสัตว์ทำร้ายคน แต่เหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขาต้องคิดเสียใหม่ (แม้จะเป็นกรณีที่หายากมาก) โดยทุกอย่างเริ่มขึ้นที่แนวชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์เหยื่อรายแรก คือหนุ่มชาร์ลส์ แวนแซงท์(Charles Vansant) ถูกฉลามทำร้ายในน้ำตื้นมากในขณะว่ายน้ำกับสุนัข คนหลายคนเห็นฉลามทำร้ายต่างพยายามช่วยเหลือชายหนุ่มคนนั้น แต่ว่าฉลามกัดแน่นมากมันกัดจนขาของเขาฉีกขาดจนเขาขาดใจตายก่อนส่งถึงโรง พยาบาล

ห้าวันต่อมาก็มีเหยื่ออีกคน คือชาร์ลส์ (Charles Bruder) ถูกฉลามทำร้ายในขณะว่ายน้ำห่างจากชายฝั่ง ตอนแรกหลายคนคิดว่าเขากำลังพายเรือแคนูสีแดง หากแต่ความจริงคือ ฉลามยักษ์ที่เต็มไปด้วยเลือดที่มาจากขาที่ฉีกขาดของเขาต่างหาก ซึ่งกว่าจะช่วยเขาก็ไม่ทันการเสียแล้ว เพราะว่าเขาขาดใจตายก่อนที่จะขึ้นชายหาดเสียอีก

แม้ว่าจะมีพยานหลายคนบอกว่าฉลามโจมตีมนุษย์ แต่ว่านักวิทยาศาสตร์ก็แจ้งเตือนประชาชนว่า ตัวการร้ายในเหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะเป็น วาฬเพชฌฆาตหรือเต่าทะเล!! จากนั้นก็มีรายงานเห็นฉลามในพื้นที่ชายหาดใกล้นิวเจอร์ซีย์มากมาย

ในวันที่ 12 กรกฎาคมเด็กอายุ 11 ปีถูกทำร้ายโดยฉลาม และลากเขาไปใต้น้ำ คนที่เห็นเหตุการณ์พยายามเข้าไปช่วย ชายคนหนึ่ง ชื่อ สแตนเลย์ ฟิชเชอร์ (Stanley Fishe) พยายามช่วยเหลือเด็ก หากแต่เขาถูกทำร้ายโดยฉลาม และเสียชีวิตจากบาดแผลและเหยื่อที่ห้ารายสุดท้ายคือเด็กหนุ่มอายุ 14 ชื่อ โจเซฟ ดันน์ (Joseph Dunn) ที่ถูกฉลามโจมตีทั้งๆ ที่เวลาพึ่งผ่านไป 30 นาที หลังจากฉลามทำร้ายสแตนเลย์ ฟิชเชอร์ แม้ว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่เขาเป็นเหยื่อเพียงหนึ่งเดียวที่รอดจนกระ ทั้ง 14 กรกฎาคม ชายคนหนึ่งชื่อไมเคิล (Michael Schleisser) ได้จับฉลามขาวที่ยาวกว่า 2.3 เมตร หนัก 147 กิโล ได้ในอ่าวราริแทน ซึ่งฉลามตัวนี้พยายามทำร้ายเขาโดยการทำให้เรือจม แต่เขาก็ได้ฆ่ามันด้วยไม้พายที่หัก เมื่อเขาเปิดกระเพาะของมันออกก็มีชิ้นส่วนศพของหญิงสาวติดมาด้วย และหลังการจับฉลามนี้ได้ ก็ไม่มีเหตุการณ์ฉลามโจมตีในชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์อีกเลย

6. The Bear of Mysore

หมีแห่งมัยซอร์ เป็นชื่อของหมีสลอทที่ดุร้าย ก้าวร้าวจนผิดปกติ และออกอาละวาดฆ่าคนตามเมืองต่างๆ ในมัยซอร์ ประเทศอินเดีย และมันฆ่าคนอย่างน้อย 12 คนซึ่งโดยปกติแล้วหมีชนิดนี้เป็นสัตว์กลัวคน และไม่ทำอันตรายต่อใคร อีกทั้งมันไม่กินเนื้อคน ซึ่งมันชอบกินแมลงปลวก ผลไม้ และน้ำผึ้งเป็นพิเศษ แต่หมีแห่งมัยซอร์กลับทำร้ายคน ทำให้หลายคนสันนิษฐานว่า อะไรที่ทำให้มันดุร้ายถึงขนาดนี้

บางคนเชื่อว่าหมีตัวนี้โกรธแค้นที่มนุษย์ขโมยลูกของมัน บางคนเชื่อว่าคู่ของมันถูกลักพาตัวไป และบางคนเชื่อว่าสาเหตุเนื่องจากมันเคยมีประสบการณ์ที่ตกเป็นของเล่นของ มนุษย์ที่ป่าเถื่อน จะด้วยเหตุผลใดก็ตามมันก็ได้เป็นเครื่องจักรนักฆ่าโดยสมบูรณ์แบบ โดยมัน จัดการฆ่ามนุษย์กว่าโหลโดยฉีกใบหน้าเหยื่อด้วยกาม และฟันของมัน (และกินชิ้นส่วนศพบางส่วน) ซึ่งเหยื่อบางคนมีชีวิตรอดหากแต่ก็พิการโดยสมบูรณ์

มันออกอาวะลาดฆ่าคนทั้งกลางวันและกลางคืน สุดท้ายมันก็ถูกฆ่าโดย เคนเน็ธแอนเดอร์สัน (Kenneth Anderson 1910-1970 นักล่าและนักเขียนชาวอินเดียที่เขียนหนังสือหลายเล่มที่เกี่ยวกับการผจญภัย ของเขาในป่าทางใต้ของอินเดีย) ซึ่งเขาได้บันทึกความทรงจำนี้ในหนังสือ Man-Eaters and Jungle Killers

5. The Beast of Gevauden

“สัตว์ร้ายแห่งเชโวดอง” เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สัตว์ทำร้ายคนที่ลึกลับกว่าอันดับทั้งหมดในรายการของ เรา โดยเหตุการณ์นี้เริ่มเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1764 -1767 ที่เมืองเชโวดอง แคว้นโอแวร์ญ ซึ่งเป็นย่านภูเขาอยู่ในทางภาคกลางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส จู่ๆ มีสัตว์ประหลาดที่ไม่รู้ว่ามันเป็นตัวอะไรกันแน่ ออกอาละวาดไล่ฆ่าผู้คนตายไปหลายราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและสตรีที่อ่อนแอ (เหยื่อรายแรกเป็นเด็กสาว เมื่อมิถุนายน 1764)

ส่วน จำนวนของ “สัตว์ร้าย” ตัวนี้มีจำนวนไม่แน่ชัดแต่คาดว่ามันน่าจะมีตัวเดียว และรูปร่างมันมีลักษณะตามคำบอกเล่าของผู้พบเห็น ไม่ตรงกันสักราย แต่ก็พอสรุปว่ามันเหมือนหมาป่าตัวโตๆ เกือบเท่ากับวัว หัวโตมาก จมูกยาวแหลมและยื่น ขนสีเทาหูสั้นและฟันใหญ่ กรงเล็บขนาดใหญ่แหลมคม (ใหญ่กว่าหมาป่าปกติ) และหางยาวดูเผินๆ แล้วมันก็ดูเหมือนป่าหมาตัวโตๆ ที่โตมาก แต่พิเศษที่ต่างจากหมาป่าทั่วไปคือ เจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้เดินได้ด้วย 2 ขาหลัง !! เหมือนมนุษย์ ไม่มีผิด (หลายฝ่ายเชื่อว่ามันน่าจะเป็นไฮยีน่าโบราณ) โดยสถานที่มันปรากฏตัวมากที่ สุดคือปศุสัตว์และทุ่งเลี้ยงสัตว์ (และป่าเขาทางเดินสัญจร) จากรายงานมี 210 คนถูกทำร้าย 113 ตกเป็นเหยื่อเสียชีวิต และ 98 ถูกกิน ทำให้หลายคนเชิญว่าเป็นเป็นปีศาจที่มาจากนรก มีนายพรานหลายรายที่พยายามที่จะล่ามันแต่สุดท้ายก็ล้มเหลวต้องกลับบ้านด้วย มือเปล่า จนกระทั้งปี 1767 นายพรานท้องถิ่นคนหนึ่งชื่อจีน ชาลเตล(Jean Chastel)ได้จัดการเป่ามันด้วยปืนคาบศิลา (บางตำนานบอกว่าใช้กระสุนเงินยิงมันและเมื่อจัดการผ่าท้อง มันก็พบศพเหยื่อ รายสุดท้ายที่มันกินด้วย) ก่อนที่นำซาก “สัตว์ร้าย” ไปสตั๊ฟและไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ก่อนที่จะนำซากนั้นไปฝัง และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา “เจ้าสัตว์ร้าย” ก็ไม่มาอาละวาดให้ผู้คนในเชโวดองอีกเลย ตลอดกาล……….

4. The Ghost and the Darknes

ผีร้ายและความมืด เป็นชื่อของสิงโตคู่กินคนที่ออกอาละวาดฆ่าคนงานก่อสร้างแรงงานทางรถไฟจากเคน ย่าไปยูกันดา ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงธันวาคม 1898 โดยหลายคนขนานนามเหตุการณ์นี้ว่า “Tsavo maneaters” มันเริ่มขึ้นเมื่อจักรวรรดิอังกฤษกำลังแผ่ขยายอำนาจไปทั่วทวีป แอฟริกา ในเดือนมีนาคม 1898 ทางการอังกฤษได้เริ่มต้นสร้างทางรถไฟข้ามแม่น้ำซาโว ในเคนย่าโครงการนี้ควบคุมโดย พ.ตท.จอห์น เฮนรี่ แพ็ตเตอร์สัน(John Henry Patterson) ในช่วงแรกพวกคนงานต้องผจญกับสัตว์ป่าที่ทำร้ายพวกเขา เนื่องจากพวกเขาสร้างทางรถไฟในเขตป่า แต่กระนั้นในเหตุการณ์เหล่านี้ก็สามารถควบคุมได้อยู่หมัด จนกระทั้งเก้า เดือนต่อมามัจจุราชที่แท้จริงก็ปรากฏ เมื่อจอห์นได้รับรายงานจากคนงานว่าพวกเขากำลังผจญหน้ากับสิงโตคู่เพศผู้ พันธุ์ซาโว (เป็นสิงโตพันธุ์หนึ่งที่มีขนาดใหญ่และมักร่วมมือสิงโตเพศเดียวกันตัวอื่น เพื่อล่าอาหาร จุดเด่นคือมันไม่มีแผงขนที่คอ) ที่มันมักลากพวกคนงาน (ส่วนมากเป็นชาวอินเดีย) จากเต้นท์ของพวกเขาในเวลากลางคืนและกลืนพวกเขาเป็นอาหารมาหลายราย คนงานพยายามป้องกันสิงโตคู่นี้โดยการทำรั้วหนามรอบๆ ค่าย แต่ก็ไม่สามารถป้องกันมัจจุราชคู่นี้ได้เลย เพราะว่ามันฉลาดพอในการแก้ปัญหานี้ โดยการคลานผ่านรั้วลวด หนาม หลายครั้งก็ทวีความรุนแรงและน่ากลัวขึ้น เพราะมันเริ่มล่าทั้งกลางคืน กลางวัน จนทำให้คนงานหวาดกลัวพวกมันอย่างมากและเรียกขานพวกมันว่าผีร้ายและความมืด

พวกมันมีเขี้ยวที่ยาวเป็นพิเศษทำให้พวกเขาไม่เชื่อว่าพวกมันไม่ใช่สิงโต แต่เป็นปีศาจร้ายที่หลุดมาจากนรก ในขณะที่บางคนเชื่อว่าสิงโตนี้เป็นร่างเกิดใหม่ของกษัตริย์โบราณของท้องถิ่น ที่พยายามขับไล่ผู้รุกรานอังกฤษ (เป็นความเชื่อของแอฟริกาตะวันออกที่เชื่อว่าสิงโตเป็นร่างกลับชาติมาเกิด ของกษัตริย์) คนงานหลายคนลังเลที่จะสร้างสะพานต่อ และบางคนหนีออกจากค่ายดีว่าจะรอเป็นเหยื่อของสิงโตปีศาจ

เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลทำให้จอห์นต้องหยุดงานทำสะพาน และเริ่มออกล่าสิงโตคู่นี้ชนิดเอาเป็นเอาตาย เขาวางกับดักและพยายามเกาะรอย ดักฆ่ามันในตอนกลางคืนจากต้นไม้ แต่กระนั้นจอห์นก็ไม่สามารถฆ่าสิงโตคู่นี้ได้เสียที จนกระทั้งเขายิงสิงโตตัวแรกได้เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 1898 (เขาใช้เวลานานถึง 9 เดือน) และสามสัปดาห์ต่อมาเขาก็ฆ่าสิงโตตัวที่สองได้ โดยสิงโตทั้งสองตัวมีขนาดใหญ่ถึง 3 เมตร (วัดจากจมูกถึงปลายหาง) นอกจากนี้จอห์นและคณะยังพบถ้ำที่เป็นที่อยู่ของมันซึ่งได้พบซากของผู้ตกเป็น เหยื่อของสิงโตจำนวนมาก มีทั้งกระดูก เสื้อผ้าและเครื่องประดับ

หลังจากที่จอห์นจัดการสิงโตทั้งคู่ได้สำเร็จ เขาก็กลับมาทำสะพานต่อจนสำเร็จลุล่วงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1899 และจอห์นได้เขียนหนังสือที่เล่าเหตุการณ์นี้ในชื่อ “The Man-Eaters of Tsavo(1907)” โดยจำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อสิงโตคู่นั้น ไม่สามารถระบุด้ชัดเจน แต่หลายคนเชื่อว่าเหยื่อน่าจะสูงถึง 135-140 คนหรือมากกว่านั้น ในปี 1924 ขนสตั๊มฟ์ของสิงโตคู่นี้ถูกขายให้พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่ชิคาโกในราคา 5,000 เหรียญสหรัฐ ในสภาพดีมาก

3. The Panar Leopard

จริงอยู่ที่เสือดาวนั้นเป็นชนิดที่มีขนาดเล็กในจำนวนสัตว์ตระกูล “แมวใหญ่” และมักไม่ทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่กว่ามัน หากแต่ที่จริงแล้วเสือดาวนั้นเป็นนักล่าเก่าแก่ที่สุดที่เรารู้จักจากการพบ ฟอสซิลกระดูกญาติๆ ของมันก็บ่บอก
ได้ว่าเจ้าแมวลายตัวนี้เคยรับประทานบรรพบุรุษของมันมากกว่าสามล้านปีที่ผ่านมา

ดังนั้นขอเพียงแค่อยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมล่ะก็แมวดำจะทำร้าย มนุษย์ทันที และเมื่อมันพบว่ามันพอใจเนื้อมนุษย์มากกว่าอาหารอื่นๆ มันจะกลายเป็นเครื่องจักรสังหารอย่างแท้จริง เหมือนในกรณีเสือดาวแห่งพานาร์ซึ่งเป็นเสือดาวกินคนที่ออกล่ากินคนในช่วง ศตวรรษที่ 20 ในอำเภอคามาออน (Kamaon) ทางภาคเหนือของอินเดีย ที่ว่ากันว่ามันฆ่าและกินคนถึง 400 คน แต่สุดท้ายวลีที่ว่า “สุดท้ายมนุษย์ก็ยังเป็นสัตว์ที่น่ากลัว” นั้นคงจะจริง เพราะเจ้าเสือดาวนั้นได้พลาดท่า ถูกกระสุนนายพรานจนได้รับบาดเจ็บ มันหนีเข้าป่าและไม่ล่ามนุษย์อีกเลย และในปั่นปลายชีวิตสุดท้ายของมันทำได้แต่เพียงหนีนักล่าที่ไล่ล่ามันเท่า นั้นและผลสุดท้ายมันก็จบชีวิตในปี 1910 โดยนักล่าในตำนานจิม คอร์เบ็ตต์ (Jim Corbett 1875-1955 นายพรานชาวอังกฤษ นักล่า นักอนุรักษ์ และนักธรรมชาติวิทยา ที่มีชื่อเสียงในการฆ่าเสือและเสือดาวกินคนในประเทศอินเดีย เขาได้เขียนหนังสือ Man-Eaters of Kumaon ที่เล่าประสบการณ์ของเขาในการล่าเสือดาวแห่งพานาร์ จนโด่งดัง และอินเดียได้ตั้งชื่อเขตอุทยานแห่งชาติในคามาออนเป็นชื่อของเขาเพื่อ เกียรติต่อเขาในปี 1957)

2. The Champawat Tigress

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ชายแดนประเทศเนปาลและเมืองคาเมออน ประเทศอินเดียและ ได้เกิดอสูรกายซึ่งเป็นเสือเบงกอลตัวหนึ่งไล่ล่าคนจำนวนมาก มันชอบซุ่มทำร้ายคนกลางป่าเขา มีชายหญิงและเด็กตกเป็นเหยื่อมากมาย หลายคนเริ่มออกมากล่าวขนานมันว่ามันเป็นปีศาจหรือสิ่งที่ลงมาจากเบื้องบน เพื่อลงโทษพวกเขา มันชื่อ “เสือร้ายแห่งซัมพาวัต” และที่น่าสนใจคือ “มันเป็นเสือตัวเมีย”

เสือร้ายแห่งซัมพาวัตได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเสือที่ฆ่าคนกว่า 436 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นการอ้างในเอกสารการเสียชีวิตของราชการเนปาลและ อินเดีย แต่กระนั้นมันก็ได้ถูกจารึกชื่อว่าเป็นสัตว์ตัวเดียวที่ฆ่ามนุษย์มากที่สุด ในโลก หลังจากที่มันฆ่าคนกว่า 200 คนในเนปาล ส่งผลทำให้ทางรายการไม่อยู่เฉย พวกเขาจัดการส่งกองทัพแห่งชาติเนปาลข้ามพรมแดนอินเดียเพื่อไปฆ่ามัน และนี้คงเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่มีการใช้ทหารจำนวน มากในการฆ่าสัตว์เพียงตัวเดียวแต่ปรากฏว่าล้มเหลวและกลายเป็นว่ามันกลับ เพิ่มชื่อเสียงให้แก่เสือตัวนี้ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น มันเพิ่มความกล้าหาญถึงขั้นข้ามพรมแดนเข้าสู่หมู่บ้านชัมพาวัต ประเทศอินเดีย มันโจมตีกลางวันแสกๆ และหากินรอบๆ หมู่บ้านจนทำให้ชาวบ้านไม่กล้าออกจากกระท่อม และพวกเขามักหวาดกลัวทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียงคำรามของมัน

จนทางการอินเดียถึงขั้นเขียนป้ายเตือนว่าจุดนี้เป็นสถานที่ของเสือแห่ง ซัมพาวัตออกมาโปรดเลี่ยงใช้เส้นทางอื่น และรัฐบาลอินเดียติดประกาศหานายพรานมือฉมังไปจัดการอย่างเร่งด่วน สุดท้ายเจ้าเสือตัวนี้ก็ถูกยิง โดยจิม คอร์เบ็ตต์ (คนเดียวกับอันดับ 3) ในปี 1911 ซึ่งการกระทำครั้งนี้ทำให้ชาวบ้านยกย่องเขาจนเปรียบเสมือนพราหมณ์ที่เบื้อง บนส่งมาโปรด (นอกจากนั้นเขายังไม่เอาเงินรางวัล)และเรื่องราวประสบการณ์เหล่านี้ได้ถูก เขียนในหนังสือ Maneaters of Kumaon (1944)

1. Gustave

จากอันดับทั้งหมดส่วนใหญ่สัตว์ที่ฆ่ามนุษย์นั้นมักพบจุดจบด้วยฝีมือ มนุษย์ทั้งสิ้นหากแต่ยกเว้นสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง มันคือ “กุสตาฟ” จระเข้แม่น้ำไนล์ ยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกาและของโลก (จระเข้เลี้ยงและใหญ่ที่สุดอยู่ในประเทศไทยยาว 6 เมตรเช่นกัน) มันอาศัย และอาละวาดคนในบริเวณแม่น้ำลูซิซิและชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลสาป แทนแกนยิกา ประเทศบุรุนดี ทวีปแอฟริกาด้วยความยาวกว่าหกเมตร (ในปี 2004 มีการประมาณว่า มันมีอายุ 60 ปี ยาวกว่า 6.1 เมตร หนักกว่า 1 ตัน จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่หลายคนขนานนามว่ามอนสเตอร์แห่งแอฟริกา รวมไปถึงมันเป็นสัตว์นักล่ากินคนด้วยมัน ได้ฆ่าคนกว่า 300 คนและอาจมากขึ้นในอนาคต เพราะจนบัดนี้มันยังคงมีชีวิต ไม่ได้หายไปไหน และไม่ได้ถูกฆ่าแต่อย่างใด และมันเป็นสัตว์ฆ่ามนุษย์เพียงตัวเดียวที่ยังเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจชีวิต อยู่ ( เหยื่อ 300 รายนั้นไม่ได้ถูกบันทึกเป็นทางการ ซึ่งอาจเป็นการกล่าวอ้างที่เกินจริงของคนพื้นเมือง)

กุสตาฟถูกตั้งชื่อโดย แพทริช เฟย์ (Patrice Faye) ชาวฝรั่งเศสที่ตั้งถิ่นฐานในบุรุนดีและพยายามที่จะจับมันตั้งแต่ปี 1998 ซึ่งเขาพยายามนำกรงเหล็กใหญ่ล่อมัน แต่จระเข้นั้นฉลาดมาก ไม่เคยหลงกลติดกับแม้แต่หนเดียว แถมมันเยาะเย้ยทีมงานของแพทริชอีก แต่กระนั้นภาพของมันก็ถูกบันทึกออกอากาศทาง PBS

พฤษภาคม 2004

ชาวบ้านในท้องถิ่นต่างบอกว่าสาเหตุที่มันล่ามนุษย์นั้น เพื่อความสนุกสนานของมันเท่านั้น หลักฐานคือเอกลักษณ์ประจำตัวมันคือเมื่อมันฆ่าเหยื่อที่เป็นมนุษย์แล้วมันจะ เหลือซากทิ้งไว้ไม่ได้กินหมดแต่อย่างใด อีกทั้งมันฉลาดมากเพราะเมื่อมันฆ่าคนแล้วมันจะหายไปอาจนานเป็นเดือนหรือเป็น ปีมันจะออกมาอีกครั้งในสถานที่แตกต่างกันเพื่อฆ่าอีกครั้ง จนไม่มีคาดการได้ว่ามันจะปรากฏที่ใด นอกจากเจ้าจระเข้นี้ยังมีความต้องการอาหารมากกว่าปกติ ถึงขั้นฆ่าช้างน้ำฮิปโปโปเตมัสตัวเต็มวัยได้ (ฮิปโปโปเตมัสเป็นสัตว์อันตรายมาก และเป็นสัตว์ที่จระเข้ไม่กล้ากินพวกมันและพยายามหลีกเลี่ยง) เกราะร่างกายของเจ้ากุสตาฟนั้นเต็มไปด้วยรอยแผลนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น มีด หอก หรือแม้กระทั้งอาวุธปืน มันสามารถเอาชีวิตได้แม้ว่าจะมีนายพรานหรือทหารติดอาวุธมาล่ามันก็ตาม และตำนานของมันได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง  Primeval (ชื่อไทย โคตรเคี่ยมสะพรึงโลก) และคลิปที่อยู่ท้ายอันดับนี้ผมแนะนำให้ทุกท่านได้ดู ถึงความยิ่งใหญ่และความน่ากลัวที่หลายคนขนานนามว่า “โครตไอ้เข้”
http://www.youtube.com/watch?v=s6u0qYUfUwc&feature=player_embedded

0. บ้านน้ำจืด


http://www.paknamlangsuan.com/forum/index.php?topic=209.0

ย้อนกลับมาในประเทศไทยที่ คลองบางมุด บ้านหนองไก่ปิ้ง ต.นาขา อ.หลังสวนจ.ชุมพร ในปี 1964 ในสมัยนั้นชาวบ้านในพื้นที่แห่งนั้นยังคงอาศัยเส้นทางน้ำเป็นสายตามประสาชาว ชนบท แต่แล้ว เมื่อจู่ๆ มีจระเข้พันธุ์ทองหลาง (จระเข้น้ำเค็มชนิดหนึ่ง) ยักษ์ขนาด 4 เมตร ออกอาละวาดทำร้ายคนริมตลิ่ง และไล่กัดเรือที่สัญจรไปมา จนชาวบ้านไม่กล้าพายเรือในแม่น้ำดังกล่าวหากไม่จำเป็น

ในเย็นวันหนึ่งของเดือนกันยายนชาวบ้านคนหนึ่งชื่อนายอุดม ลงอาบน้ำในคลองและเขาก็ถูกจระเข้ยักษ์คาบไปกินต่อหน้าต่อตาต่อหน้าชาวบ้าน นับสิบ รุ่งเช้าพบศพนายอุดม ลอยอืดขึ้นมาเขาถูกกินเฉพาะส่วนท้อง ต่อมานายอินชาวเขมรได้นำเรือเล็กเพื่อไปตัดจากเพื่อนำมามุงหลังคาบ้าน ก็ถูกจระเข้ยักษ์โจมตีเรือและคาบขาลงไปในในน้ำต่อหน้าต่อตาภรรยาของเขา รุ่งขึ้นศพนายอินลอยขึ้นมา ก็พบว่าถูกกินเฉพาะส่วนท้องเช่นเดียว ข่าวจระเข้ฆ่าคน 2 ศพได้แพร่กระจายไปทั่วจังหวัดและถูกขึ้นหัวข้อข่าวหนังสือพิมพ์และขนานนาม ว่า “ไอ้ด่างบางมุด” เนื่องจากจระเข้ยักษ์ตัวนี้มีสีดำทั้งส่วนลำตัวและส่วนหัว ยกเว้นที่คอเท่านั้นที่มีสีขาวคาดอยู่รอบลำคอจึงเป็นที่มาของชื่อของชื่อดัง กล่าว และหลายคนเชื่อว่ามันคือ “ไอ้ด่างเกยชัย” จระเข้ในตำนาน ที่เคยอาละวาดกินคนที่แม่น้ำน่าน บ้านเกยชัย จ.นครสวรรค์ (ปัจจุบันคือ ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์) เมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 และมันกลับมาอีกครั้งเพื่อแก้แค้นมนุษย์

ผลจากข่าวดังกล่าวทำให้หลายคนเดือดดานและพยายามฆ่ามันโดยใช้ระเบิดน้ำ เพื่อบังคับมันออกมา แต่กลับเป็นว่าไปเพิ่มความโกรธของมันยิ่งขึ้นไปอีก จนมันอาละวาดไล่กัดกินคนไปทั่ว ในขณะที่ทางประชาชนเร่งรัดทางราชการให้หาทางกำจัดมันให้ได้ ซึ่งมีนักล่าจากทั่วทุกสารทิศต่างมา ณ ที่แห่งนี้เพื่อจัดการมันแต่สุดท้ายก็ล้มเหลวต้องกลับบ้านด้วยมือเปล่า จนเมื่อเวลาผ่านไปชื่อเสียงของ “ไอ้ด่าง” ก็เลื่องลือไปทั่วทั้งประเทศ ความโด่งดังของมันถึงขนาดมีคณะถ่ายทำภาพยนตร์ไล่ตามพรานจระเข้เพื่อถ่ายทำ เป็นภาพยนตร์สารคดีไปทุกระยะเตรียมส่งฉายทั่วโลก สุดท้ายทางการถึงขั้นกวาดล้างครั้งใหญ่โดยฆ่าตามแหล่งที่อยู่และฆ่าจระเข้ ทุกตัวในบางมดจนสิ้น จนเจ้าด่างต้องหนีไปอาละวาดที่คลองเขาปีบ (เป็นคลองแยกไปจากคลองบางมุดจนมันถูกปราบโดยซึ่งถูกปราบได้ด้วยลูกระเบิดของ นายตำรวจ ส.อ.ห้วง พิมาน เมื่อผ่าท้องจระเข้ยักษ์ก็พบหัวกะโหลกมนุษย์ถึง 2 หัว แสดงให้เห็นว่านอกจากมันฆ่าคนสองคนแล้วมันยังกินคนอีกหลายคนด้วย

จนถึงทุกวันนี้เรื่องราวเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวบ้านคลอง บางมุดตลอดมา และในปี 2005 ก็ถูกนำมาดัดแปลงสร้างภาพยนตร์เรื่อง โคตรเพชฌฆาต (The Brutal River) กำกับโดย อนัต ยวงเงิน

ที่มา : chanaview.wordpress.com

เรื่องจริงของคนเกาหลี.. ที่คุณอาจไม่เคยรู้ !!


 

 

ที่เกาหลี….อะไรๆก็ดูรีบเร่งไปหมด เดินก็เร็ว ทานก็เร็ว เพราะความใจร้อน ชอบทำอะไรให้เสร็จเร็วๆ คำพูดติดปากคนเกาหลีคือ ปัลรี่ปัลรี่ (빨리 빨리) แปลว่าเร็วๆ คนเกาหลีค่อนข้างภูมิใจที่ตัวเองเป็นคนทำอะไรเร็วและใจร้อน มักจะพูดแบบบ่นแต่แฝงไว้ด้วยความภูมิใจว่า คนเกาหลีทำอะไรเร็ว ไม่เหมือนคนไทยใจเย็น ทำอะไรช้าๆเนิบๆ ฟังแล้วรู้สึกยังไงกันบ้างคะ >_<”

นอกจากจะใจร้อนแล้วยังอารมณ์ร้อนอีกด้วย เข้าทำนองว่าโกรธง่ายหายเร็ว มีอีก 2 คำที่คนเกาหลีพูดบ่อยๆ
1.ทับตับเพ (답답해) คืออารมณ์หงุดหงิด อึดอัดใจ บางทีคนเกาหลีพูดว่า ทับตับเพ ปัลรี่ปัลรี่ (답답해! 빨리 빨리) เนื่องจากอึดอัดที่อีกฝ่ายอาจจะทำอะไรเชื่องช้า

2.จาจึ้งนา (짜증나 มาจากคำว่า 짜증나다) เป็นอารมณ์ที่หงุดหงิดเช่นกัน แต่ออกแนวโมโห รำคาญใจ นอกจากจะใจร้อนแล้วคนเกาหลียังขี้รำคาญง่ายอีกด้วย

gyeongbokgung---seoul--south-k_368

คนเกาหลีกับความอดทน อดกลั้น….การจะเข้าใจคนเกาหลีนั้นยากเหมือนกันนะ เพิ่งบอกว่าคนเกาหลีใจร้อนหงุดหงิดง่าย แถมยังขี้รำคาญ ประมาณว่าความต้านทานทางอารมณ์ต่ำ แต่ทว่าในอีกมุมหนึ่งคนเกาหลีกลับเป็นคนที่มีความอดทนอดกลั้นสูง เพื่อความสำเร็จแล้วไม่ว่ายังไงคนเกาหลีก็มักจะอดทนทำให้สำเร็จให้ได้ ขอฝากวลีเด็ด..ไว้ฝึกพูดกัน
1.โพกิ ฮาจิมาเซโย (포기 하지마세요) อย่ายอมแพ้
2.กึดกาจิ เฮพายา เฮโย (끝까지 해봐야 해요) ต้องลองทำให้ถึงที่สุด

travels_1_21_map

ความเครียดกับคนเกาหลี….คนเกาหลีมีความเครียดเกี่ยวกับงานและความก้าวหน้าสูงมาก ตอนหาเสียงเลือกตั้งปธน.เกาหลีใต้ ปาร์กกึนฮเยเน้นว่าจะเพิ่มความสุขให้กับคนเกาหลี เพราะความเครียดนี้เองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเกาหลีสูบบุหรี่และดื่มเหล้ามาก รวมไปถึงเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายของชาวเกาหลีที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศ OECD ไม่เว้นแต่เด็กประถมต้นจนถึงวัยชรา (หากคิดเป็นวันเท่ากับมีคนฆ่าตัวตายโดยเฉลี่ยวันละ 42.6 คน)

view_resizing_images

เด็กเกาหลีกับการเรียนพิเศษ….เด็กเกาหลีเรียนหนักมากอย่างไม่น่าเชื่อ หลังเลิกเรียนในภาคปรกติต้องมีเรียนพิเศษต่อถึงราวๆห้าทุ่มหรือเที่ยงคืน!! ยิ่งถ้าเป็นนักเรียนมัธยมปลายด้วยแล้วจะยิ่งเรียนหนักมาก วันเสาร์อาทิตย์ก็ไม่เว้น เป้าหมายคือเพื่อต้องการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ดีและเข้าทำงานในบริษัทดีๆให้ได้เมื่อเรียนจบ ส่วนหนึ่งที่เด็กๆต้องเรียนกันมากแบบนี้เพราะถูกกดดันจากครอบครัวโดยเฉพาะแม่ที่ต้องการเห็นลูกตัวเองดีเด่นกว่าใคร (92.6% ของพ่อแม่ตั้งความหวังว่าลูกต้องเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย)

การนับอายุที่เกาหลี….คนเกาหลีนับอายุแบบเดียวกับคนจีนสมัยโบราณคือนับตั้งแต่ยังเป็นทารกในท้องแม่ เมื่อเกิดมาก็ถือว่ามีอายุหนึ่งปีและยิ่งไปกว่านั้นการนับอายุเพิ่มแต่ละปีนั้นไม่ต้องรอให้ถึงวันเกิด เมื่อขึ้นปีใหม่สากลปุ๊บก็นับเพิ่มอีกปีเลย (สมมติเราเกิดวันที่ 31 ธ.ค. พอข้ามเป็นวันที่ 1 ม.ค. ก็นับอายุเพิ่มเลยทันที..แปลกแต่จริง) สรุปแล้ว เมื่อพูดเรื่องอายุของเรากับคนเกาหลี เราต้องบวกเพิ่มจากอายุปกติเราไปอีกหนึ่งปี…ฮือๆๆ ไม่ชอบเลย

อายุและความอาวุโสที่เกาหลี….เมื่อพบกับคนเกาหลีครั้งแรกอย่าแปลกใจหากถูกถามอายุทันทีทันใด ไม่ใช่เพราะว่าคนเกาหลีอยากรู้อยากเห็นเรื่องส่วนตัวของคนอื่น แต่ว่าการไล่เรียงลำดับอายุหรือตำแหน่งของกันนั้นทำให้เรารู้ว่าจะใช้รูปประโยคและคำศัพท์ระดับใดในการสนทนา ระบบอาวุโสนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการหล่อหลอมสังคมเกาหลีใต้อย่างมากโดยไม่ต้องมีการรับน้องระบบโซตัสแบบไทย รุ่นน้องต้องเชื่อฟังรุ่นพี่ ลูกน้องต้องเชื่อฟังหัวหน้า (ตลอดไป) เมื่อรุ่นพี่หรือหัวหน้าอยากไปไหน อยากทานอะไร รุ่นน้องหรือลูกน้องก็ต้องว่าตามนั้น

A12846296-4

คนเกาหลีสูบบุหรี่จัด….คนเกาหลีสูบบุหรี่เป็นอันดับ 2 ของประเทศสมาชิก OECD อายุเฉลี่ยที่เริ่มสูบบุหรี่คือ 12.7 ปีเท่านั้น นักเรียนชั้นมัธยมต้นสูบบุหรี่กัน 13% นักเรียนชั้นมัธยมปลายสูบบุหรี่ถึง 18% จากข้อมูลสถิติผู้ชายเกาหลีตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไปสูบบุหรี่ถึง 44.3% ของผู้ชายในวัยดังกล่าวทั้งหมด

 

คนเกาหลีและอาหารประเภทเนื้อย่าง / หมูย่าง….เมื่อมีนัดกับญาติหรือเพื่อนๆไม่ต้องคิดให้มากแบบคนไทยว่าจะทานอะไรดีเพราะคนเกาหลีนิยมไปทานเนื้อย่างหรือหมูย่างกันเมื่อมีการสังสรรค์หรือเลี้ยงฉลอง เมื่อทานเสร็จมักจะไปต่อที่ร้านอื่นๆ แต่ถ้าทานอาหารที่บ้านในวันปรกติคนเกาหลีกลับนิยมทานผัก กิมจิ แกง หรือแกงจืดมากกว่าเนื้อสัตว์ พวกอาหารปิ้งย่างหากจะทานที่บ้านจะเป็นเทศกาลพิเศษหรือในวันหยุดมากกว่า

ร้านอาหารตามสั่งที่เกาหลี….อาหารเกาหลีไม่ได้แพงเสมอไป ใครอยากทานอาหารเกาหลีที่ไม่แพง และได้อารมณ์แบบร้านอาหารตามสั่งแบบเมืองไทยหล่ะก็แนะนำให้มองหาร้านอาหารประเภทพุนชิก (분식점) หรือร้านที่ทำคิมปับ (김밥) หรือข้าวห่อสาหร่ายอยู่ด้านหน้าร้าน ร้านแบบนี้จะมีเมนูเกาหลีหลากหลาย ราคาประมาณ 3,000 – 8,000 วอน (ถือว่าไม่แพงสำหรับที่เกาหลี) อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ ร้านอาหารประเภทพุนชิก (분식점) ที่นี่

 

ที่เกาหลีเราต้องเก็บถาดอาหารด้วย….สำหรับศูนย์อาหาร ร้านฟาสต์ฟู๊ดและร้านกาแฟ เมื่อทานอาหารเสร็จต้องนำถาดอาหารไปคืน ณ จุดที่ร้านบอกไว้ (สังเกตจากผู้คนรอบข้างที่ลุกไปก่อนเรา) โดยเฉพาะร้านประเภทฟาสต์ฟู๊ดยังกำหนดละเอียดกว่านั้นอีกคือ เราต้องแยกประเภทของอาหารและอุปกรณ์ในถาดของเราเองด้วย โดยจะมีช่องสำหรับใส่อาหารที่เหลือ ช่องสำหรับเทน้ำแข็ง ช่องสำหรับใส่แก้วกระดาษ ช่องสำหรับขยะอื่นๆ หากไปร้านประเภทนี้ที่เกาหลี อย่าลุกเดินไปเฉยๆเมื่อทานเสร็จแล้วนะจ๊ะ

Hangme-080

วิธีการจ่ายเงินที่ร้านอาหารที่เกาหลี….การชำระเงินที่เกาหลีต้องเดินไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์จ่ายเงินเสมอ ร้านอาหารที่เกาหลีไม่จำเป็นต้องทิปแบบประเทศตะวันตกเพราะส่วนใหญ่ราคาอาหาร บวกค่าบริการไว้เรียบร้อยแล้ว หากจะพูดว่าช่วยคิดเงินหน่อยพูดง่ายๆว่า เคซันเฮ จุเซโย (계산해 주세요)

การสัมผัสร่างกายของคนเกาหลี….สำหรับคนเพศเดียวกันจะมีการการสัมผัสร่างกายกันมากกว่าคนไทยหรือชาวตะวันตก เช่นในหมู่เพื่อนผู้หญิงหรือเพื่อนผู้ชาย (เพศเดียวกัน) จะชอบเดินจูงมือหรือคล้องแขนกัน แม้แต่ที่คนไม่สนิทเท่าไหร่แต่หากไม่ได้เป็นในระหว่างการทำงาน การแตะไหล่หรือเกาะแขนของคู่สนทนาก็เกิดขึ้นได้บ่อยๆ (ต่างเพศก็มีบ้างในบางกรณี) เคยประสบมาด้วยตัวเองเลย มีออนนี่ (언니 พี่สาว) คนหนึ่งเพิ่งรู้จักกันแท้ๆแต่ไปทานข้าวด้วยกันก็มาเดินจูงมือเราเฉยเลย ในกรณีผู้ชายด้วยกัน ถ้าเป็นเพื่อนกันก็อาจเกาะแขนหรือเดินโอบไหล่กันก็มีอย่าไปคิดว่าเค้าเป็นคู่รักกันเชียว

(อธิบายเพิ่มเติม) เนื่องจากมีบางเวบไซต์นำข้อความในหน้านี้ไปอ้างอิงถึงกรณีที่คุณสรยุทธโอบไหล่ศิลปิน Super Junior..เลยขออธิบายเพิ่มเติมเผื่อใครเข้ามาอ่านที่หน้านี้นะคะ 

คนเกาหลีสัมผัสร่างกายกันมากกว่าคนไทยก็จริงแต่มีข้อควรระวังคือ คนที่คนที่อายุน้อยกว่าหรือมีสถานะต่ำกว่าจะไม่ไปแตะตัวฝ่ายที่อาวุโสกว่าก่อนโดยเฉพาะถ้าไม่สนิทกัน (โดยเฉพาะมีความสัมพันธ์ต่อกันในแง่การงานอาชีพ) ยิ่งถ้าเป็นผู้ชายกับผู้หญิงแล้วย่อมก็มีระยะห่างมากขึ้นเป็นตามธรรมดา

ในกรณีเหตุการณ์โอบไหล่ ศิลปิน Super Junior ที่คนไทยถกกันว่าธรรมเนียมเกาหลีคิดว่าไหล่เป็นของสูงหรือไม่ ..ได้เปิดคลิปเหตุการณ์ให้คนเกาหลีดูเพื่อถามความเห็น เค้าให้ความเห็นว่าไหล่ไม่ได้เป็นของสูง ห้ามแตะต้องแบบที่คนไทยพูดกัน เพียงแค่ในสถานการณ์ตามในคลิปถือว่าไม่เหมาะสม เพราะในการสัมภาษณ์ออกทีวีลักษณะนั้นถือเป็นการพูดคุยแบบเป็นการเป็นงานหรือเป็นทางการ (แม้ว่าบรรยากาศจะสนุกสนานก็ตาม) การโอบไหล่หรือแสดงความใกล้ชิดกับแขกรับเชิญจนเกินไปถือว่าไม่เหมาะสมในวัฒนธรรมเกาหลี

ในรายการสัมภาษณ์ต่างๆที่เกาหลีแม้แต่การพูดคุยระหว่างพิธีกรกับแขกในรายการหรือในการพูดคุยกันเองระหว่างแขกที่เป็นเพื่อนสนิทกัน เช่นเป็นนักร้องวงเดียวกันทุกคนจะพูดกันด้วยภาษาระดับทางการ เพราะถือว่าไม่ได้คุยเล่นกันเองแต่ถือเป็นการพูดคุยแบบออกอากาศให้ผู้ชมทางบ้านดู

แต่ในกรณีของคุณสรยุทธคราวนั้นไม่ใช่เรื่องร้ายแรงแบบที่ว่าทำผิดมหันต์ แค่เป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมเท่านั้น..สรุปได้ว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ อย่าคิดมาก

รถไฟใต้ดินที่เกาหลี….ไม่ใช่แต่โซลที่มีรถไฟใต้ดิน เมืองใหญ่ๆในเกาหลีก็มีรถไฟใต้ดินมานานแล้ว ตอนนี้ที่โซลมีรถไฟใต้ดิน 16 สายครอบคลุมทั่วเมือง หลายสายสิ้นสุดที่เมืองรอบนอกกรุงโซล ตู้รถไฟใต้ดินแต่ละตู้เข้าได้ 4 ประตู จำไว้เลยว่าประตูริมทั้ง 2 ด้าน เป็นประตูสำหรับผู้สูงอายุ อย่าตกใจหากเรายืนต่อแถวรอรถไฟอยู่ดีๆแล้วมีผู้สูงวัยมาแซงเข้าประตูรถไฟไปก่อนเรา สำหรับที่นั่งด้านริมตู้รถไฟแต่ละตู้ทั้งฝั่งซ้ายและขวาเป็นที่นั่งสงวนไว้ให้คนชรา คนพิการ คนท้อง แม่ที่อุ้มเด็กทารกเท่านั้น อย่าเผลอไปนั่งเด็ดขาดอาจถูกประหารทางสายตาจากคนในรถไฟใต้ดิน แม้การขายของในรถไฟใต้ดินจะผิดกฎหมาย แต่บ่อยครั้งที่จะเห็นคนเข็นของมาขายในรถไฟ ส่วนใหญ่เป็นของใช้ตามฤดูกาล เช่น ร่ม ถุงมือ ฯลฯ

s_subway

ผู้หญิงเกาหลี….ผู้หญิงเกาหลีแม้จะไม่สวยเหมือนนางเอกละครทุกคน แต่ส่วนใหญ่จะมีผิวที่ละเอียดขาวเนียน เอวบางร่างน้อย ขาก็เรียวมากๆ ว่ากันว่านอกจากคนเกาหลีจะเดินเยอะแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายตั้งแต่เด็ก มีเรื่องขำๆว่าผู้หญิงส่วนมากเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ชายจะสร้างภาพให้สุภาพอ่อนหวาน น่ารัก ทานอาหารน้อยนิด ดื่มแอลกอฮอล์ไม่เก่ง ฯลฯ แต่หากอยู่กันกับเพื่อนผู้หญิงด้วยกันหรืออยู่คนเดียวจะเปลี่ยนไปอีกแบบนึงเลย

SNSD_Girls-Peace

ศัลยกรรมกับคนเกาหลี….เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรแล้วคนเกาหลีถือว่าทำศัลกรรมมากที่สุด เพราะคนเกาหลีให้ความสำคัญกับการแต่งกายและรูปร่างหน้าตามาก บางคนเชื่อว่ารูปร่างหน้าตาที่ดีมีผลต่อความก้าวหน้าในการทำงาน หน่วยงานทางด้านศัลยกรรม ISAPS ให้ข้อมูลว่าชาวเกาหลีทุกๆ 1,000 คน มีคนผ่านการทำศัลยกรรม 16 คน โดยครึ่งหนึ่งทำโบท็อกซ์และเลเซอร์ อีกครึ่งหนึ่งศัลยกรรมจมูก หน้าอก ทำตาสองชั้น ดููดไขมัน เป็นต้น ถ้าเทียบเฉพาะชาวโซล ทุกๆ 5 คนจะมีคนทำศัลยกรรมหนึ่งคน แหล่งที่มีศูนย์ดูแลผิวพรรณและทำศัลยกรรมมากที่สุดในโซลก็คือแถบย่าน Gangnam

ผู้หญิงเกาหลีกับสินค้า brandname….มีผลสำรวจออกมาว่าของขวัญที่ผู้หญิงอยากได้มากที่สุดจากคนรักหรือลูกชายก็คือสินค้า brandname โดยเฉพาะกระเป๋าถือสตรี คนเกาหลีหากซื้อกระเป๋า brandname จากต่างประเทศเวลากลับเข้าประเทศจะต้องเสียภาษี ไปๆมาๆจะแพงกว่าซื้อในประเทศดังนั้นคนเกาหลีจึงนิยมซื้อกระเป๋า brandname จาก Shop ในประเทศเลย หากมาเที่ยวเกาหลี ลองสังเกตดูตามท้องถนนหรือบนรถไฟใต้ดินจะเห็นผู้หญิงถือกระเป๋า brandname เยอะจริงๆ (ส่วนใหญ่ของแท้นะจ๊ะ)

ลัทธิชาตินิยม….ชาวเกาหลีมีความเป็นชาตินิยมมากชาติหนึ่ง นี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เกาหลีนิยมผลิตสินค้านานาชนิดเพื่อเน้นให้คนในประเทศใช้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือสินค้าอิเลคโทรนิคส์ต่างๆ อาหารก็เช่นกัน คนเกาหลีคิดว่าผลิตภัณฑ์ในประเทศดีที่สุด เคยอ่านหนังสือทำอาหารเพื่อสุขภาพเค้าเขียนไว้ว่า เพื่อคุณค่าทางอาหารควรทานข้าวกล้องในประเทศ!! ร้านอาหารบางแห่งจะติดป้ายโฆษณาไว้เลยว่าวัตถุดิบในร้านเป็นผลิตภัณฑ์ดีเยี่ยมเพราะเป็นผลิตภัณฑ์ในประเทศ ขนาดเนื้อวัวในประเทศที่เรียกว่า ฮันอู [한우] นั้นคนเกาหลียังบอกว่าเลยว่าอร่อยที่สุดในโลกและมีราคาแพงมาก

ความอ่อนไหวของคนเกาหลี….อย่าตกใจหากดูรายการทีวีเกาหลีแล้วเหล่าบรรดาพิธีกร แขกรับเชิญในรายการทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เมื่อฟังเรื่องราวบางอย่างแล้วน้ำตาคลอหรือร้องไห้กัน แม้คนเกาหลีจะใจร้อน โมโหง่าย พูดเสียงดังแต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นชาติที่มีความอ่อนไหวมาก เป็นเรื่องปกติที่ผู้ชายจะร้องไห้เพราะซึ้งหรือเศร้า ถ้าดูหนังเศร้าๆผู้ชายเกาหลีก็หลังน้ำตาได้ไม้แพ้ผู้หญิงเลย ต่างจากเมืองไทยที่นานๆจะเห็นผู้ชายร้องไห้สักครั้ง

1107051031244

กาแฟกับคนเกาหลี….คนเกาหลีดื่มกาแฟมากยิ่งกว่าการทานหมูย่างเกาหลีซะอีก ข้อมูลล่าสุดปี 2011 ตลาดกาแฟที่เกาหลีใหญ่เป็นอันดับที่ 11 ของโลก โดยเฉลี่ยคนเกาหลีดื่มกาแฟประมาณ 338 แก้วต่อปี กาแฟที่คนเกาหลีนิยมดื่มที่สุดคือกาแฟดำหรืออเมริกาโน่ ปัจจุบันเกาหลีมีร้านกาแฟมากกว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : korean4life.com

เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับ Mr.Bean


พวกเราหลายคนคงรู้จักตลกกวนเท้ากวนประสาทจอมต๊องอย่างนายบีน เพราะวีรกรรมของมันสนุกดีและขำๆด้วย (มีความกวนTีนเป็นหลัก) พวกเราตั้งแต่เล็กจนโตมาก็ยังดูบีนเสมือนว่าชาตินี้มันก็ยังไม่จบซะที คราวนี้เรามาลองเจาะลึกเรื่องราวเกี่ยวกับบีน ผู้นี้กันดีกว่า เพราะมีบางเรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน!!!

1.ชื่อจริงของ mr.Bean

มิสเตอร์บีน มีชื่อจริงว่า “จูเลี่ยน บีน” ตามบทสัมภาษณ์ของผู้แสดงบทมิสเตอร์บีน “โรแวน แอทคินสัน” แต่ในภาพยนตร์ “มิสเตอร์บีน พักร้อนนี้มีฮา” ชื่อจริงของบีนถูกเปลี่ยนเป็น “โรแวน บีน” ตามในพาสปอร์ตของบีน

2.จำนวนตอนของมิสเตอร์บีน

เชื่อหรือไม่ว่าพวกหนังบีนที่เราชอบดูกันโดยไร้ที่สิ้นสุดนั้น แท้จริงแล้วตอนมิสเตอร์บีนจริงๆ มีแค่ 14 ตอนเท่านั้น!! เพราะใน 14 ตอนใหญ่มีตอนย่อยๆอีกหลายตอน แล้วก็เยอะเหลือนเกินจนเรารู้สึกว่าตอนมันไม่รู้จบจริงๆ

3.การงานของบีน

รู้หรือไม่ว่าบีนก็มีงานทำเหมือนกัน จากภาพยนตร์เรื่อง “บีน เดอะมูฟวี่” บีนเป็นยามที่หอศิลป์แห่งชาติกรุงลอนดอนเชียวนา… (ไม่รู้ว่ามันผ่านเข้ามาได้ยังไง…) ชีวิตการเป็นยามก็ง่ายๆ สบายๆ ไม่เครียด เพราะมันหลับตลอดเวลาที่ประจำการ เจริญล่ะพ่อเอ๊ย… ผู้จัดการพิพิธภัณฑ์อยากไล่ออกมันใจจะขาด เมื่อทางบอสใหญ่กว่าส่งบีนไปดูงานศิลปะที่อื่นทุกคนก็ดีใจกันใหญ่เลยทีเดียว (ถ้าอยากรู้ว่าความวุ่นวายหลังจากนั้นจะเป็นยังไง ไปดูหนัง “บีน เดอะมูฟวี่” กันเองเลยนะจ๊ะ)

(ป.ล.ปัจจุบันก็ยังไม่ทราบว่าบีนยังได้เป็นยามต่อหรือถูกไล่ออกแล้วกันแน่ เพราะซีรีย์แต่ละตอนดูพี่แกว่างเหลือเกิน…)

4.ที่มาของแสงลึกลับที่มาส่งบีน

อยากรู้มั้ยครับว่าลำแสงลึกลับในอินโทรเปิดมิสเตอร์บีนที่มาส่งบีนยังถนน (ร่วงหล่นดังตุ้บ!) คือแสงอะไร? หรือบีนเป็นมนุษย์ต่างดาว? หรืออะไรยังไง? วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันครับ
แล้วก็ได้คำตอบแล้วครับว่าแสงนั่นคือ UFO จริงๆ!! มา จากบีนฉบับการ์ตูน ตอน “Double Trouble” ที่บีนได้พบกับเพื่อนๆมนุษย์ต่างดาวที่ลักษณะเหมือนบีนทุกอย่าง ทั้งหน้าตา นิสัย เสียง ชุด ทุกอย่างเลย!! ยกเว้นตุ๊กตา (มนุษย์ต่างดาวบนยานแต่ละคนจะมีตุ๊กตาสัตว์แตกต่างกัน) ทุกคนหน้าตาแบบเดียวกันเป๊ะๆ ใครได้มาเจอเป็นต้องลายตา เหตุด้วยมนุษย์ต่างดาวคนหนึ่งได้เป็นเพื่อนกับบีนและพาบีนมาพบเพื่อนบนยาน ทุกคน ซึ่งทุกคนยินดีมากที่ได้เจอบีนและบอกว่าบีนเป็น หนึ่งเดียว ที่เป็นมนุษย์โลก เมื่อถึงเวลากลับพวกเขาก็ส่งบีนลงมาด้วยแสงจากยานนั่นเอง…

5.ครั้งสุดท้ายของบีน

อยากรู้มัยครับว่าตอนจบของบีนเป็นยังไง บีนก็มีตอนจบหรือตอนอวสานเหมือนกัน…
คำ ตอบอยู่ในหนังเรื่อง “มิสเตอร์บีน พักร้อนนี้มีฮา” ไงครับ นั่นคือการแสดงเป็นบีนครั้งสุดท้ายของ โรแวน แอทคินสัน เนื่องด้วยถึงจุดอิ่มตัวและอายุก็เยอะแล้ว ทำให้โรแวนวางมือจาก บีน นับแต่นี้ไป…
“มิสเตอร์บีน พักร้อนนี้มีฮา” จึงกลายเป็นหนังและการแสดงเรื่องสุดท้ายของบีน…
แต่ ว่าเมื่อมีการสร้าง “มิสเตอร์บีนฉบับการ์ตูนซีรีย์” ขึ้นมา โรแวนก็กลับมาเป็นบีนอีกครั้งโดยการให้เสียงตัวละคร “บีน” ในการ์ตูนเรื่องนี้มาจวบจนปัจจุบัน…

ขอจบการเล่าเรื่องไว้เพียงเท่านี้ครับ สวัสดีครับ…

ที่มา: pantip.com/topic/30810532

6 เรื่องจริงที่ผู้หญิงอยากให้แฟนรู้


 

เอาละซิค่ะ เมื่อมี 6 เรื่องจริงที่ผู้หญิงอยากให้แฟนรู้ ออกมาขนาดนี้ ก็เหมือนเป็นสัญญาณเตือนกรายๆ ว่า ฉันเตือนคุณไว้แล้วนะ ถ้าคุณไม่เข้าใจหรือทำผิดกับฉันละก็ ระเบิดลงแน่ๆ ดังนั้นทางออกที่ดีของปัญหานี้คือ คุณแฟนหนุ่มทั้งหลาย ต้องรีบอ่าน รับรู้ และทำความเข้าใจด่วนๆๆ เลย งั้นอย่าเสียเวลาไปติดตามกันเลยค่ะ…

6 เรื่องจริงที่ผู้หญิงอยากให้แฟนรู้

1. ผู้หญิง “ทุกคน” มีเรื่องอยากระบายกับแฟน
ถึงผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีลับลมคมในตลอดเวลา แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่พวกเธอรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา เธอย่อมต้องการ ไที่ปรึกษา” ที่สามารถรับฟังเธอได้ทุกเรื่อง แล้วแน่นอนว่าคนที่พวกเธอต้องการระบายด้วยเป็นคนแรก ก้คงเป็นแฟนนี่แหละ ฉะนั้นถ้าไม่อยากหมดความสำคัญ หรือไม่อยากให้มีคนอื่นมารับฟังแทน ก้จงฟังเธอซะ

2. แสดงออกบ้างก็ได้ไม่มีใครว่า
แม้สาวๆ จะไม่ชอบการแสดงออกอะไรที่เกินงาม แต่รู้หรือไม่ว่า ผู้หญิงทุกคนล้วนชอบให้แฟนของเธอเดินจับมือ โอบไหล่ หรือบ้างก็หอมแก้มได้ในที่สาธารณะ ซึ่งแน่นอนว่า คุณอาจจะเขินจนไม่กล้าทำ หรือมองว่าเรื่องแบบนี้ “ห้าม” เกินไปที่จะทำนอกสถานที่ แต่เชื่อเถอะว่าลึกๆ พวกเธอเองก้ต้องการแบบนี้

3. อย่าทำตัว สองมาตรฐาน
หากคุณไม่อยากให้เธอพูดคุยกับผู้ชายแปลกหน้า หรือห้ามไม่ให้เธอออกไปท่องราตรี คุณก็ควรทำแบบนั้นให้ได้ด้วยเช่นกัน อย่าพยายามควบคุมชีวิตเธอ

แต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะคุณไม่ใช่เจ้าของชีวิตเธฮ และการทำแบบนี้ยิ่งจะทำให้เธฮอยากออกไปเจอคนอื่นมากกว่าจะอยู่กับคุณ

4. ผู้หญิง กับ คำชื่นชม เป้นของคู่กัน
หากคุณชื่นชอบสิ่งใดในตัวเธอก็จงบอกความในใจนั้นออกไปซะ เพราะมันจะเป้นเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจให้กับสาวๆ ทุกคนอย่างเป็นเอกฉันท์ ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิงของคุณ

5. ทำตัวให้สมเป้นชายหน่อย
สำหรับผู้หญิงแล้ว ความเป็นชายไม่ได้วัดกันที่ใครกล้ามใหญ่หรือแข็งแรงกว่า แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถดูแลตัวเองและคนรอบข้างได้ดีกว่ากัน ฉะนั้นงานนี้รูปหล่อ พ่อรวย ก็ไม่ช่วยอะไรนะจ๊ะ

6. พวกเธอไม่ได้ชอบสวยตลอดเวลา
ผู้หญิงส่วนใหญ่มักพยายามดูแลตัวเองให้ดูดีที่สุดในสายตาของแฟนหนุ่มอยู่เสมอๆ แต่ก้มีบ้างที่พวกเธออยากจะปล่อยตัวตามสบายในบางวัน ดังนั้น หากคุณเจอกับเธอในสภาพที่ปราศจากเครื่องสำอาง ก็อย่าไปล้อเลียนหรือแซวหยอกกันแรงๆ เพราะยังเธอก็คือแฟนคนเดิมของคุณนั้นแหละ

 

ข้อมูล spokedark, http://teen.mthai.com/love/77726.html