10 คดีฆาตกรรมเขย่าขวัญครั้งแรกของโลก


10 คดีฆาตกรรมเขย่าขวัญครั้งแรกของโลก ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความตายที่ทั้งแปลกและโหดที่เกิดขึ้นครั้งแรก  อย่ารอช้าไปติดตามกันเลยดีกว่า .. 

 

การลอบสังหารด้วยระเบิด car bomb ครั้งแรก

10. การลอบสังหารด้วยระเบิด car bomb ครั้งแรก

การลอบสังหารด้วยระเบิดครั้งแรกนั้น เป็นวันการลอบสังหารที่มีเป้าหมายคือ อับดุลฮามิดที่ 2 ( Abdulhamid II ) สุลต่านจักรวรรดิออตโตมัน ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ในขณะที่พยายามที่จะปฏิรูปจักรวรรดิแต่ไม่มีผู้เห็นด้วยคือคณะพันธมิตรอาร์เมเนียจึงพยายามติดตั้งระเบิดในรถของสุลต่าน แต่ผลสุดท้ายไม่ประสบความสำเร็จ แต่ระเบิดก็ฆ่าคนหลายสิบคนตายแทน ทำให้อับดุลฮามิดที่ 2 รอดตายมาได้

 

ใช้อาวุธปืนในการลอบสังหารครั้งแรก

9. ใช้อาวุธปืนในการลอบสังหารครั้งแรก

การลอบสังหารด้วยอาวุธปืนมีขึ้นครั้งแรกโดยมีเป้าหมายเป็นเจมส์ สจ๊วก (James Stewart) พี่ชายต่างมารดาของราชินีแมรี่แห่งสก็อตแลนด์ ซึ่งคุมอำนาจทางการเมืองและจัดการทุกคนที่จงรักภักดีกับแมรี่ เจมส์ แฮมิลตัน(James Hamilton) เป็นคนจงรักภักดีกับแมรี่ เขาโกรธแค้นเจมส์ สจ๊วกมาก เขาเลยวางแผนลอบสังหารอย่างรอบคอบ จนกระทั่งวันที่ 23 มกราคม 1570 เขาใช้ปืนไรเฟิลทองเหลืองยิงใส่เจมส์ สจ๊วก ซึ่งการลบอบสังหารดังกล่าวได้ถูกบันทึกว่าเป็นการใช้ปืนลอบสังหารครั้งแรก และเจมส์ สจ๊วกถูกฝังในโบสถ์เซนต์โจลส์ในเอดินบะระ

 

มนุษย์คนแรกที่ถูกฆ่าตายโดยหุ่นยนต์

8. มนุษย์คนแรกที่ถูกฆ่าตายโดยหุ่นยนต์

โรเบิร์ต วิลเลียมส์เป็นคนแรกที่ถูกฆ่าตายจากจลาจลหุ่นยนต์ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 1979 โรเบิร์ต วิลเลียมส์เป็นคนทำงานในโรงงานรถฟอร์ด ในมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาถูกแขนหุ่นยนต์หนัก 1 ตันตีเข้าที่ศีรษะตายทันที แขนหุ่นยนต์มีหน้าที่เคลื่อนย้ายของไปยังอีกทีหนึ่ง แต่ในเวลานั้นปรากฏวามันทำงานช้าเกินไป โรเบิร์ตเลยพยายามขึ้นไปที่จะคว้าดึงมันกลับมา แต่เขาก็ถูกแขนหุ่นยนต์ตีและเสียชีวิตทันที และนั้นได้กลายเป็นอุบัติร้ายแรงครั้งแรกของหุ่นยนต์

 

ฆาตกรหญิงที่ฆ่าคนมากที่สุด

7. ฆาตกรหญิงที่ฆ่าคนมากที่สุด

เคาท์เตส อลิซาเบธ บาโธรี่ (Countess Elizabeth Báthory) เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นผู้หญิงที่หลายคนรู้จักกันดีที่ฆ่าผู้หญิงหลายร้อยคนในปราสาทของเธอ แน่นอนว่าเธอไม่ใช่ฆาตกรต่อเนื่องคนแรกของโลก แต่เธอเป็นหนึ่งในฆาตกรที่มีชื่อเสียงที่สุด

เคาท์เตส อลิซาเบธ บาโธรี่ เป็นผู้ปกครองในพื้นที่ของฮังการี เป็นหญิงสาวที่มีความเชื่อในเรื่องชีวิตที่เป็นอมตะ และต้องการคงร่างของตนเองให้คงดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ จึงมีความคิดที่ว่า หากได้อาบเลือดของหญิงสาวบริสุทธิ์แล้ว จะทำให้ตนเองดูอ่อนเยาว์ได้ตลอดไป เป็นผลทำให้เธอล่อลวงและพาหญิงสาวจำนวนมากเข้าไปในปราสาทก่อนที่จะทรมานและฆ่าพวกเธอเพื่อนำเลือดมาอาบร่างกายของเธอ จำนวนผู้ตกเป็นคาดว่ามีมากกว่า 600 คน สุดท้ายเธอก็ถูกลงโทษให้ถูกกักบริเวณในบ้านและเธอเสียชีวิตลงในอีก 4 ปีต่อมา เธอได้รับสมญานามว่า The Blood Countess และ Countess Dracula

 

การอ้างว่าเป็นบ้าครั้งแรกเพื่อหลีกเลี่ยงโทษประหารชีวิตในสหรัฐ

6. การอ้างว่าเป็นบ้าครั้งแรกเพื่อหลีกเลี่ยงโทษประหารชีวิตในสหรัฐฯ

ในขณะที่คดีความวิกลจริตมีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ แต่ข้ออ้างว่าคนก่อคดีเป็นบ้าวิกลจริตเพื่อหลีกเลี่ยงโทษประหารนั้นพึ่งมีในสหรัฐนั้นคือการตัดสินโทษของนายอัลวิน ฟอร์ด (Alvin Ford) ฟอร์ดถูกตัดสินลงโทษมนคดีฆาตกรรมในปี 1974 และตัดสินประหารชีวิต ในช่วงต้นเดือน 1982 แต่ระหว่างที่เขาถูกจำคุกเขาอ้างตนเองว่าเป็นพระสันตะปาปาและบอกผู้คุมว่าเขาพยายามหยุดแผนการสมรู้ร่วมคิดหลายครั้ง และเมื่อศาลฏีกาตรวจสอบก็พบว่าเขามีอาการทางจิต และอีกทั้งรัฐธรรมนูญสหรัฐระบุว่าห้ามดำเนินคดีกับคนบ้า ดังนั้นพวกเขาจึงยกเลิกโทษของเขาและถูกส่งตัวไปรักษาโรงพยาบาลทางจิต

 

การประหารชีวิตครั้งแรกด้วยการดื่มยาพิษ

5. การประหารชีวิตครั้งแรกด้วยการดื่มยาพิษ

โสกราตีส (Socrates) เป็นหนึ่งในชายที่เฉลียวฉ,ดที่สุดในสมัยโบราณ แต่อุดมการณ์ของเขามักจะขัดแย้งให้กับคนใหญ่คนโตในเอเธนส์ โดยเฉพาะเขายกย่องสปาร์ต้าคู่ปรับของเอเธนส์ ดังนั้นเขาจึงถูกกล่าวหาว่าโสกราตีสเป็นผู้ที่สร้างความเสื่อมศรัทธาในศาสนา และเยาวชนในกรุงเอเธนส์และถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการถูกบังคับให้ดื่ม เอ็นคอร์ และนั้นเป็นการตัดสินประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษครั้งแรกในประวัติศาสตร์

 

หลักฐานดีเอ็นเอถูกใช้ในการไขคดีอาชญากรรมในห้องพิจารณาคดีครั้งแรก

4. หลักฐานดีเอ็นเอถูกใช้ในการไขคดีอาชญากรรมในห้องพิจารณาคดีครั้งแรก

ดีเอ็นเอถูกใช้ในการไขคดีอาชญากรรมในห้องพิจารณาคดีครั้งแรกเมื่อนายโรเบิร์ต มีเลียสถูกพบว่ามีความผิดจริงในคดีข่มขืน ในเมืองบริสตอล ประเทศอังกฤษ ก่อนหน้านั้นนายโรเบิร์ต มีเลียสได้เข้าไปได้ข่มขืนหญิงพิการอายุ 45 ปี และขโมยเครื่องเพชรไปและต่อมาก็ถูกจับได้ในข้อหานักย่องเบา เหยื่อที่ถูกข่มขืนยืนยันว่านายโรเบิร์ตคือุ้ทำร้ายเธอ

ผลการตรวจสอบดีเอ็นเอบนเสื้อผ้าของเหยื่อซึ่งมีลักษณ์เป็นบาร์โค้ดตรงกับดีเอ็นเอจากเซลล์เม็ดเลือดขาวของนายโรเบิร์ต เขาถูกไต่สวนและตัดสินว่ามีความผิดฐานข่มขืนและลักทรัพย์ และผลการใชข้ดีเอ็นเอในการสอบสวนนี้ก็กลายเป็นส่วนสำคัญที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานลงโทษอาชญากรและการช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ออกจากคุกมากมายในเวลาต่อมา

 

การลอบสังหารที่ออกอากาศสดครั้งแรก

3. การลอบสังหารที่ออกอากาศสดครั้งแรก

หลังจากที่ถูกกล่าวหาว่ายิงประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนนาดี้ ตำรวจได้ทำการจับกุม ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ (Lee Harvey Oswald) ในข้อหาต้องสงสัยว่าลอบสังหาร และในขณะที่พวกเขากำลังคุมตัวเขาไปยังสถานีตำรวจอยู่นั้นก็มีชายคนหนึ่งชื่อแจ๊ก

รูบีก้าวออกมาจากฝูงชนแล้วใช้ปืนยิงที่กระเพาะอาหารขอออสวอลด์ทั้งที่กล้องโทรทัศน์เครือข่ายกำลังออกอากาศสดอยู่ในขณะนั้น และผู้ชมหลายล้านคนเห็นภาพการยิงขณะที่เกิดขึ้น ในเขาเสียชีวิตในเวลาต่อมา และเขาก็ได้กลายเป็นชายคนแรกที่ถูกฆ่าตายในขณะที่มีการถ่ายทอดสด

 

ประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษครั้งแรก

2. ประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษครั้งแรก

คนแรกที่ถูกประหารด้วนการฉีดยาพิษให้ตายคือชายชื่อชาร์ลส์ บรูคส์ที่ถูกตัดสินให้ประหารชีวิตในข้อหาสังหารช่างรถเดวิด เกรกอรี่ ในฮันท์สวิล เท็กซัส ในปี 1982 การประหารด้วยยาพิษนั้นเขาจะได้สารพิษสามชนิด

ชนิดแรกคือยาที่ทำให้เขาหลับลึก เข็มที่สองทำให้กล้ามเนื้ออัมพาต และเข็มสุดท้ายทำให้หัวใจวาย การประหารแบบนี้เห็นว่ามีมนุษยธรรมกว่าตัวเลือกอื่นๆ อย่างรมแก๊สตาย, แขวนคอ หรือประหารชีวิดด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า ทำให้วิธีดังกล่าวมี 100 ประเทศทั่วโลกเลือกใช้ รวมถึงประเทศไทย

 

ฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นเด็กคนแรก

1. ฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นเด็กคนแรก

แมรี่ เบล(Mary Bell) เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นเด็กคนแรกที่ถูกบันทึกอย่างเป็นทางจากคดีข้อหาฆาตกรรมเด็กสองคน แมรี่ เบลล์จากนิวคาสเซิล ทางตอนเหนือของอังกฤษโดยนั้นเวลานั้นมีอายุเพียงแค่ 11 ปี (เกิดปี 1957 )เป็นเด็กสาวชาวอังกฤษที่แม่เป็นเสเภณีที่บังคับให้ลูกสาวของเธอบริการทางเพศแก่ลูกค้า

วันที่ 25 พฤษภาคม ปี 1968 แมรี่ เบลล์บีบคอเด็ก มาร์ติน บราวน์ เด็กชายอายุ 3-4 ขวบ จนถึงแก่ความตายในบ้านร้าง ต่อมาเธอฆ่าเด็กชายไบรอัน โฮล วัย 4 ขวบ และสลักที่ท้องของเด็กชายด้วยอักษรย่อ M ด้วยใบมีดโกน หลังจากถูกจับกุมแมรี่ เบลถูกจำคุกและไปบำบัดจิต ปี 1980 เธอถูกปล่อยตัวจากคุกเมื่ออายุได้ 22 ปีทั้งๆ ที่รักษาโรคจิตไม่หาย เธอมีลูกและหายสาปสูญไปจากสังคม และวันที่ 21 พฤษภาคม ปี 2003 ทางการก็ประกาศว่าเธอเป็นบุคคลนิรนาม

 

ขอบคุณข้อมูล : http://www.toptenthailand.com/4244-top.html, http://listverse.com

ที่มา http://teen.mthai.com/variety/102929.html

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก


ใครจะรู้บ้างว่า เรื่องราวลึกลับมีอยู่รอบตัวเรามากมาย ทั้งเรื่องจริง ทั้งเรื่องไม่จริง
คงไม่มีใครบอกได้ว่า เรื่องราวเหล่านั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ยังไงพี่หมูหันก็อยากให้ทุกคนใช้วิจารณญานส่วนบุคคลกันด้วยนะจ๊ะ.. พี่หมูหันไม่ได้บอกให้เชื่อนะ..

10 เรื่องลี้ลับทั่วโลก รับรองเลยว่า จะต้องเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและน่าพิศวงแน่นอน

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก

1. Shanti Deva

ในปี 1930 ซานติ เทวี หญิงสาวอายุ 4 ขวบ จากนิวเดลี ประเทศอินเดีย ได้บอกพ่อแม่ของเธอว่า ชาติก่อนเธอเป็นแม่ลูกสาวที่ตายจากการคลอด โดยสามีของเธอคือเกฐานารถ ทั้งเธอและสามีอาศัยอยู่ในเมืองมัตทรา(หรือ Mathura) ตอนแรกพ่อแม่ของเธอนึกว่าเป็นบ้า จึงพาเธอไปพบกับแพทย์ และเมื่ออยู่ต่อหน้าแพทย์เธอก็เล่าเรื่องของเธออย่างละเอียดยิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการตั้งครรภ์ลูกคนแรก วัยที่เธอตายในระหว่างเด็กอยู่ในท้องเมื่อ 1925 ซานติได้รับการตรวจสอบจากแพทย์ถึง 6 คนด้วยกัน แต่ไม่มีแทย์คนใดหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอได้เลย อย่างไรก็ดีญาติของซานติเริ่มตรวจสอบสิ่งที่เธอเล่าโดยตามหาชายที่ซาติอ้างว่าเป็นสามีของเธอ ก่อนจะพบว่ามีชายคนที่ว่าอยู่เมืองมัตทราจริง และเขามีลูกสองคนจริง แต่ชายดังกล่าวไม่กล้าไปพบกับชาติภรรยากลับชาติมาเกิดของเขา เขาเลยส่งญาติไปและเมื่อญาติไปถึงซาติก็จำเขาได้ทันทีและเล่ารายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับญาติคนนี้ ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าการระลึกชาติมีอยู่จริง หากแต่กระนั้นครอบครัวของซานติ และครอบครัวของสามีชาติที่แล้วของซานติก็ไม่ได้เกี่ยวดองกัน หรือมีเรื่องกันแต่อย่างใด สุดท้ายซานติได้ใช้ชีวิตเป็นเด็กหญิงธรรมดาในชาติใหม่ของเธอจนถึงปัจจุบัน

 

Creepy Gnome

Creepy Gnome

2. Creepy Gnome

ในปี 2008 กล้องวิดีโอมีการจับภาพสิ่งมีชีวิตลึกลับในจังหวัด Salta ประเทศอาร์เจนตินาได้ ถ่ายทำโดย Jose Alvarez โดยในหนังสือพิมพ์บอกว่า ตอนนั้นเขากำลังคุยกับเพื่อนในการเดินทางตกปลาครั้งล่าสุด มันเป็นตอนเช้า เขาเริ่มคุยโทรศัพท์มือถือในขณะที่คนอื่นๆ คุยและล้อเล่น ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงแปลกๆ เหมือนคนปาหิน เขามองหาที่มาของเสียง ก็พบว่าหญ้ามีการเคลื่อนไหว ตอนแรกพวกเขาคิดว่ามันคือสุนัข แต่เมื่อได้เห็นเจ้าของเสียงออกมาก็พบว่ามันน่ากลัวจริงๆ โดยคาดว่าสิ่งมีชีวิตที่จับภาพคือ โนมภูตขนาดเล็ก ที่มักปรากฎในนิทาน รูปร่างคล้ายคนแคระ ชอบอาศัยอยู่ในถ้ำคอยเก็บรักษาสมบัติล้ำค่า ต่อมาวิดีโอเทปนี้ถูกนำไปทำคลิปและถูกแพร่ไปตามเว็บต่างๆ

 

Freddy Jackson's Ghost

Freddy Jackson’s Ghost

3. Freddy Jackson’s Ghost

ภาพถ่ายผีที่น่าขนลุกนี้ถูกถ่ายขึ้นในศตวรรษที่ 1919 ได้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1975 โดยเซอร์ วิกเตอร์ กอดดาร์ก นายทหารเกษียณอายุ โดยภาพถ่ายดังกล่าวมาจากการถ่ายหมู่ของทหารใต้บังคับบัญชาบนเรือ HMS กอดดาร์ดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งภาพนี้คงไม่โด่งดังไปทั่วโลก ถ้าในแถวบนสุดด้านหลังของทหารคนที่สี่จากซ้าย ปรากฏร่างของชายลึกลับคนหนึ่งที่กำลังยิ้มยิงฟันขาวรวมอยู่ด้วย โดยผีนี้คาดว่าเป็นนาย เฟรดดี้ แจ๊คสันที่เพิ่งเสียชีวิตในปี 1919 อย่างกะทันหันจากใบพัดเครื่องบินไปเมื่อสองวันก่อน ว่ากันว่าวิญญาณแจ๊คสันอาจจะยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองตายแล้ว จึงยังมาปรากฏตัวถ่ายรูปกับเพื่อนๆ…

 

OVERTOUN_BRIDGE_LOWER_RES

OVERTOUN_BRIDGE_LOWER_RES

4. Overtoun Bridge

?สะพานสุสานสุนัข? เป็นสะพานโค้งสร้างในปี 1859 ในมิลตัน, ดัมบาร์ดัน สก็อตแลนด์ ที่มันได้ชื่อฉายานี้เพราะอดีตที่ผ่านมามีสุนัขหลายตัวไปฆ่าตัวตายโดยการโดดจากสะพานแห่งนี้อย่างไม่ทราบสาเหตุ แต่การศึกษาพบว่าสุนัขในแถบนั้น เริ่มมีพฤติกรรมฆ่าตัวตายโดยโดดจากสะพานเริ่มในช่วง 1950 หรือ 1960 เฉลี่ยหนึ่งตัวต่อหนึ่งเดือน(อาจสิบตัวต่อหนึ่งเดือน) โดยจุดที่กระโดดนั้นนำไปสู่ความสูงกว่าสิบห้าฟุตทำให้สุนัขตายทันที แม้สุนัขบางส่วนรอดก็จริงแต่มันก็กลับมากระโดดฆ่าตัวตายอีก และที่น่าสนใจคือสุนัขที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่จะเป็นสายพันธุ์ที่จมูกยาว ทำให้หลายคนเชื่อว่าสะพานนี้มีผีสิง และอาจเป็นคำสาปของเด็กคนหนึ่งที่ถูกโยนตกสะพานในปี 1994(และคนโยนก็มีพฤติกรรมอยากฆ่าตัวตายด้วย) และนอกจากนี้ยังมีคนเชื่อว่าสะพานแห่งนี้เป็นที่กั้นระหว่างโลกคนเป็นกับคนตายซึ่งเป็นสายตรงหากจะข้ามไป ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้ได้รับความสนใจจากต่างประเทศ สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์ได้ส่งคนเข้ามาตรวจสอบ ก็พบว่าบริเวณนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของหนู จากการตรวจสอบพบว่าพวกมันมีกลิ่นที่สุนัขไม่ชอบ และนี้คือสาเหตุที่ทำให้สุนขมีความคิดอยากฆ่าตัวตายหรือไม่นั้นก็ไม่สามารถตรวจสอบได้

 

An Unfinished Race

An Unfinished Race

5. An Unfinished Race

เป็นตำนานการหายตัวของเจมส์ โวสสัน(James Worson ) โดยตามตำนานเล่าว่าเขาเป็นช่างทำรองเท้าอยู่ใน Leamington Spa, Warwickshire, อังกฤษ โดยมีพยานสำคัญสองคนคือแฮมเมอร์สัน เบิร์นส และบาร์แฮม ไวส์ เป็นคนรู้เห็นการหายไปของเขาครั้งนี้และไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไรกันแน่?

วันนั้นเป็นวันที่ 3 กันยายน 1873 ชายสองคนดังกล่าวเป็นพยานให้แก่เจมส์ที่บอกว่าเขาสามารถวิ่งไม่หยุดจาก Leamington Spa ไปโคเวนทรีที่อยู่ห่างระยะทางประมาณ 9 ไมล์โดยไม่เหนื่อยได้ โดยเขาขอพิสูจน์โดยการวิ่งในระยะทางดังกล่าว เขาเริ่มวิ่งพร้อมกับผู้ติดตาม(ขี่ม้าหลายคน)เพื่อตามมาดูดังกล่าว ระหว่างแข่งเจมส์สะดุดล้มลง และจู่ๆ เขาก็ร้องไห้กรีดร้องอย่างน่ากลัว(พยานในเหตุการณ์วันนั้นบอกว่ามันเป็นเสียงกรีดร้องที่น่ากลัวที่สุดที่เขาเคยได้ยิน) และเขาหายไปอย่างลึกลับโดยไม่ยืน และไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย มีการจัดกำลังค้นหาเจมส์หลายครั้งแต่พวกเขาก็ไม่พบร่องรอยของเจมส์เลย

 

The Devil's Footprints

The Devil’s Footprints

6. Devil’s Footprints

ช่วงเช้าวันที่ 8-9 ในฤดูหนาวเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1855 มลฑลเดวอน ประเทศอังกฤษ เกิดเหตุการณ์ประหลาดที่ไม่สามารถอธิบายได้ เมื่อแถบบริเวณแม่น้ำเอ็กซ์ มีรอยเท้าประหลาดปรากฏอยู่ทั่ว มันเป็นรอเท้าที่พึ่งเหยียบมาใหม่ รูปร่างเหมือนรอยเท้าของลา ขนาดของมัน 4 นิ้ว กว้าง 2 นิ้วเศษ ลักษณะของรอยเท้านั้นมีทั้งด้านซ้ายและด้านขวาขนานกันไป เป็นรอยเท้าเดียวๆ ของเท้าข้างหนึ่งเดินตามรอยของเท้าอีกข้างหนึ่งซึ่งเป็นแถวเดี่ยว ระยะห่างของรอยเท้าแต่ละรอยก็เท่ากันหมด และรอยประหลาดเหล่านี้จะเดินเป็นเส้นตรงกว่า 100 ไมล์ โดยผ่านไปยังสวนหลังบ้าน หลังคาบ้าน หรือลอมฟาง และกำแพงสูง โดยอุปสรรค์แต่ละเส้นทางที่เจ้าของรอยเท้านี้ผ่านไปไม่กระทบกระเทือนเลย และไม่ทำให้ระยะห่างของรอยเท้าแต่ละก้าวเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย มันเดินราวกับว่ากำแพงที่ขวางกั้นนั้นไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางการเดินทาง แม้กระทั้งรั้วกั้นสูงๆ ประตูที่ปิดกุญแจไว้ มันก็สามารถทะลุผ่านได้ ทำให้หลายคนคิดว่า มันคือรอยเท้าของปีศาจ ส่งผลทำให้คนในพื้นที่นั้นหวาดกลัวกันมาก

 

FeliciaFelix-Mentor

FeliciaFelix-Mentor

7. FeliciaFelix-Mentor

เฟลิกเซีย เฟลิกซ์-เมนเทอร์ เธอเป็นผู้หญิงชาวไฮติที่เชื่อว่าถูกทำให้เป็นซอมบี้ ในตอนต้นศตวรรษที่ 20 โดยจากรายงานอย่างเป็นทางการระบุว่าเธอเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1907 หลังจากเจ็บป่วยกะทันหันโดยเชื่อว่าเป็นคำสาปของหมอผีชาวไฮติที่ทำให้คนกลายเป็นซอมบี้ ในปี 1936 มีคนพบเธออยู่ท้องถนน(ในรายงานไม่ระบุว่าเธอเปลือยหรือใส่เสื้อผ้ามอมแมม เพราะหลายเว็บต่างระบุเรื่องเหล่านี้ไม่ตรงกันเลย) เธอเดินทางไปฟาร์มของพ่อโดยเธอยืนยันว่าเธอคือเฟลิกเซีย เฟลิกซ์-เมนเทอร์ที่เสียชีวิตเมื่อปี 1907 เนื่องจากสุขภาพไม่ดีเธอเลยถูกส่งไปโรงพยาบาลของรัฐ และจากการตรวจสอบพบว่าเธอมีพฤติกรรมที่ประหลาดคือเธอไร้อารมณ์ความรู้สึก และบ่อยครั้งมากที่เธอพูดถึงตนเองหรือบุคคลที่สามโดยปราศจากความรู้สึกใดๆ และค่อนข้างชาชินกับโลกและสิ่งรอบตัวของเธอ

 

Chupas

Chupas

8. Chupas วัตถุลึกลับ

Chupas คือวัตถุลึกลับที่คล้ายยูเอฟโอที่หลายคนอ้างว่าสามารถพบได้ในตอนกลางคืนที่ป่าตะวันออกของบราซิล พวกเขาอธิบายว่ามันเป็นวัตถุที่มีลักษณะคล้ายโลหะขนาดเล็กและบินได้ มันทำเสียงฟู่เหมือนตู้เย็นหรือหม้อแปลงไฟฟ้า เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่แถบนั้นมักออกไปข้างนอกตอนกลางคืนเพื่อล่ากวางเป็นอาหาร ดังนั้นพวกเขามักปีนบนต้นไม้เพื่อรอเหยื่อของพวกเขา และมันมักโผล่มาในเวลานี้ โดยมันจะเปล่งแสงสีขาวสว่างและพวกเขาเชื่อว่าแสงนี้อาจทำให้พวกเขาตาย และบางคนเกิดอาการป่วย ในขณะที่นักล่าส่วนใหญ่พยายามยิงสิ่งนั้นแต่ปรากฏว่ามันไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้น

 

SS-Ourang-Medan

SS-Ourang-Medan

9. SS Ourang Medan

ในเดือนกุมภาพันธ์ 1948 ได้รับข้อความช่วยเหลือจากเรือบรรทุกสินค้าของชาวดัตช์ Ourang Medan ที่ลอยเหนือน่านน้ำอินโดนีเซีย ในสภาพเรือแตก โดยมีข้อความ SOS คือ ?All officers including captain are dead lying in chartroom and bridge Possibly whole crew dead.? แปลว่า ?เจ้าหน้าที่ทุกคนรวมทั้งกัปตัน นอนตายอยู่ในห้องนั่งเล่นและสะพานเรือ เป็นไปได้ว่าลูกเรือทั้งหมดตายแล้ว?ข้อความนี้เป็นรหัสมอร์สซึ่งเป็นข้อความความหมายสุดท้ายที่น่ากลัว และเมื่อมีคนขึ้นไปบนเรือดังกล่าวก็พบเรื่องประหลาดเมื่อลูกเรือทั้งหมดและกัปตันเรือดังกล่าวตายหมดแล้วตาของพวกเขาเปิดโพลงใบหน้ามองไปยังดวงอาทิตย์แขนยื่นออก(บางคนเอามือชี้ไปยังสิ่งที่มองไม่เห็น)และใบหน้าของเขาแสดงสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด แม้แต่สุนัขบนเรือก็ตายโดยสภาพเหมือนกับว่ามองเห็นศัตรูที่มองไม่เห็นบางอย่างที่ห้องหม้อไอน้ำ ระหว่างที่ช่วยเหลือลูกเรือก็รู้สึกหนาวขึ้นมา ทั้งๆ ที่วันนั้นอากาศร้อน และระหว่างกลับก็มีควันออกมาจากเรือด้วย ซึ่งจากการสันนิษฐานพบว่าลูกเรืออาจถูกโจมตีโดยยูเอฟโอหรือพื้นที่สามเหลี่ยมอาถรรพ์ แต่สำหรับคนที่ไม่เชื่อก็จะบอกว่าอาจเกิดพิษคาร์บอนมอนอกไซด์ หรือเรืออาจบรรทุกสินค้าวัสดุอันตรายจำพวกพิษที่ทำให้หายใจไม่ออกและเกิดรั่วขึ้น แต่จนถึงทุกวันนี้เรื่องที่เกิดขึ้นบนเรือ Ourang Medan และลูกเรือทั้งหมดของเรือยังคงลึกลับ

 

GEF

GEF

10. GEF

หมายถึงการพูดคุยหรือการติดต่อสื่อสารกับผีพังพอน(สัตว์ลึกลับ, ผี หรือเรื่องหลอกลวง)ได้ โดยรายงานนี้มาจากครอบครัวที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านดาลบีที่เกาะแมน(Isle of Man)

ในเดือนกันยายน ครอบครัวเออร์วิง?ที่ประกอบด้วยเจมส์ มากาเร็ต และลูกสาว Voirrey (อายุ 13 ปี) อ้างว่าได้ยินเสียงข่วนประหลาด ซึ่งเป็นเสียงกรอบแกรบหลังบ้านของพวกเขา ที่พุ่มไม้และด้านหลังโรงนาที่ทำด้วยไม้ของพวกเขา ในตอนแรกพวกเขาคิดว่าเป็นหนู หากแต่เมื่อเห็นก็พบว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อนและมันทำท่าทางเหมือนจะคาย หรือคุ้ยเขี่ย ชอบคำรามเหมือนสุนัข และเหมือนทารก นอกจากนี้มันยังสามารถพูดเป็นภาษามนุษย์ได้อีกด้วย!! โดยมันแนะนำว่าตนเองเป็นพังพอน ชื่อ GEF อ้างว่าเกิดที่นิวเดลี อินเดีย ในปี 1852 โดย Voirrey เป็นบุคคลเดียวที่เห็นเจ้าพังพอนนี้ชัดที่สุด(และติดต่อกับมันสนิทที่สุด) โดยมันมีขนาดเล็กเท่าหนู มีขนสีเหลือง และหางเป็นพวงขนาดใหญ่

เจ้าพังพอนตนนี้ยังคงเป็นมิตรต่อครอบครัวของเด็กสาว และเจมส์ได้เขียนบันทึกประจำวันเกี่ยวกับพังพอนนี้ไว้ระหว่างปี 1932-1935 ซึ่งปัจจุบันนี้บันทึกที่ว่าอยู่ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยลอนดอน และเจ้าพังพอนนี้ก็กลายเป็นที่นิยมที่ช่วยเรียกนักข่าวและฝูงชนไปยังเกาะแห่งนี้เพื่อดูสัตว์ดังกล่าว แต่กระนั้นหลายคนก็บอกว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องหลอกลวง เนื่องจากเพื่อนบ้านออกมาสัมภาษณ์ว่าพวกเขาไม่เคยหรือได้ยินพังพอนที่ว่า(แต่เพื่อนบ้านบางคนก็บอกว่าเคยได้ยินเสียงแปลกๆ รอบบ้านของพวกเขาเหมือนกัน) และนอกจากนี้ยังมีรูปถ่ายบางส่วนที่เป็นร่องรอยของพังพอน ส่วน Voirrey เด็กหญิงที่เห็นพังพอนดังกล่าวได้เสียชีวิตลงเมื่อปี 2005 และในช่วงสุดท้ายของชีวิตเธอก็ยังยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง

 

ข้อมูล anachatalk.blogspot.com

ที่มา teen.mthai.com/variety/74336.html