เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring


The conjuring หรือชื่อภาษาไทยว่า คนเรียกผี นั้นเรียกได้ว่ากวาดรายได้มหาศาลในอเมริกา หลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่ากลัว หลอนสุดๆ!! ซึ่ง The conjuring นี้ดูเผินๆอาจจะเหมือนหนังผีฝรั่งทั่วไป คือมักจะมีจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์บางอย่างจากบ้านร้างหลังหนึ่ง ตามหลอกหลอนกันในรูปแบบต่างๆ เช่นห้องปิดตาย เครื่องลาง หรือประวัติศาสตร์อิงศาสนา แต่สิ่งที่น่าสนใจมันอยู่ที่ หนังสร้างจากแฟ้มประวัติที่เกิดจากเหตุการณ์จริงตะหาก!! เรื่องจริงสุดสยองขวัญชวนผวานี้จะเป็นอย่างไร ตามไปดูกันเลยคะ .. เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring

เรียบเรียงและแปลโดย teen.mthai 

ภาพถ่ายเดียวที่มีนั้น หลายคนคาดว่าผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะสวมหน้ากากผ้า อาจจะเป็น Bathsheba Sherman ผู้ต้องสงสัยว่าแม่มดอยู่ด้วย (ยืนตรงกลาง)

ภาพถ่ายเดียวที่มีนั้น หลายคนคาดว่าผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะสวมหน้ากากผ้า อาจจะเป็น Bathsheba Sherman ผู้ต้องสงสัยว่าแม่มดอยู่ด้วย (ยืนตรงกลาง)

เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring

เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งชื่อว่า Harrisville ใน Rhode Island อเมริกา เรื่องจริงจากคดีของสองสามีภรรยา เอ็ด และลอเรน วอเรน นักสืบสวนเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ที่มักถูกเชิญไปปราบผี หรือเวลาที่ไหนเกิดเหตุการณ์ของผีหลอกวิญญาณหลอน ซึ่งทั้งคู่ถูกเชิญไปโดยครอบครัวหนึ่งที่เพิ่งไปอยู่บ้านหลังใหม่แล้วเผชิญกับอำนาจลึกลับดำมืด ตัวอย่างหนังยังไม่บอกเนื้อเรื่องเต็มๆ แต่เล่นเฉพาะฉากที่แม่ของครอบครัวนี้ที่รับบทโดยลิลลี่ เทย์เลอร์ ถูกหลอกหลอนอย่างชวนให้สะดุ้งโหยง

*?The Conjuring ถ่ายทำตามลำดับเหตุการณ์ในเรื่องทั้งหมด ตั้งแต่ฉากแรกมาจนถึงฉากสุดท้าย ..*

บ้านในอดีต ที่ครอบครัวเพอร์รอน (Perron) เคยอาศัยอยู่ เป็นภาพยุคปัจจุบันของที่ดินและบ้านหลังนี้อันมีตำนาน

บ้านในอดีต ที่ครอบครัวเพอร์รอน (Perron) เคยอาศัยอยู่ เป็นภาพยุคปัจจุบันของที่ดินและบ้านหลังนี้อันมีตำนาน

ครอบครัว เพอร์รอน (Perron ) อาศัยอยู่ในบ้านผีสิง!

  • ครอบครัวเพอร์รอน (Perron) อาศัยจอยู่ในบ้านผีสิงนี้เป็นเวลาเกือบสิบปี โรเจอร์และแคโรลีน(คู่สามี-ภรรยา) ซื้อบ้านนี้ในช่วงฤดูหนาวปี 1970 ซึ่งพื้นที่ของที่นี่นั้นมีมากถึง 200 เอเคอร์ คงจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของครอบครัวเพอร์รอนและลูกสาวทั้ง 5 แต่!ในมิถุนายน 1980 พวกเขาก็ย้ายออก

เรื่องราวชีวิตของ บีทชีบ้า Bathsheba Sherman (ผีในเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด!)

  • ใครที่ยังไม่ได้ดูหนัง บีทชีบ้า คือคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด ฆ่าลูกตัวเองสังเวยซาตาน และเป็นวิญญาณที่ตามอาฆาต หลอกหลอนทุกคนที่เข้ามาในพื้นที่บ้านของเธอ
  • Bathsheba Sherman?เกิดใน Rhode Island ในปี 1812 ต่อมาเธอได้แต่งงานกับเพื่อนร่วมงาน Judson Sherman ซึ่งเธอแก่กว่าหนึ่งปี ที่ Connecticut ในเดือนมีนาคม 1844
  • Bathsheba เป็นแม่บ้านในขณะที่สามีของเธอทำงานเป็นเกษตรกรบนที่ดินของพวกเขาเอง
  • ต่อมาในเดือนมีนาคม 1849 Bathsheba และ?Judson ได้มีลูกชายด้วยกัน 1 คน ชื่อ?Herbert L. Sherman

 

รูปภาพในปี 1970-1971 ช่วงคาบเกี่ยวปลายปีที่ครอบครัวเพอร์รอนเริ่มเข้ามาอาศัยในบ้านหลังนี้ บ้านและที่ดิน ของ บีทชีบ้า (Bathsheba Sherman) ในสมัยยุคบุกเบิกนั้น ต้องบอกว่ายุคนั้นมีกล้องถ่ายรูปแล้ว หลังจากก่อสร้างมานานและอยู่มาหลายปีหลายสมัย จนถึงยุคกล้องถ่ายรูป แต่ส่วนใหญ่จะถ่ายในมุมกว้าง จัดว่าเป็นคนมีฐานะ คนนึงในสมัยนั้น

รูปภาพในปี 1970-1971 ช่วงคาบเกี่ยวปลายปีที่ครอบครัวเพอร์รอนเริ่มเข้ามาอาศัยในบ้านหลังนี้ บ้านและที่ดิน ของ บีทชีบ้า (Bathsheba Sherman) ในสมัยยุคบุกเบิกนั้น ต้องบอกว่ายุคนั้นมีกล้องถ่ายรูปแล้ว หลังจากก่อสร้างมานานและอยู่มาหลายปีหลายสมัย จนถึงยุคกล้องถ่ายรูป แต่ส่วนใหญ่จะถ่ายในมุมกว้าง จัดว่าเป็นคนมีฐานะ คนนึงในสมัยนั้น

Bathsheba Sherman เป็นแม่มดจริงหรือไม่!

  • ยังไม่มีหลักฐานพอที่จะบอกได้ว่า Bathsheba Sherman เป็นแม่มดจริง มีเพียงชาวบ้านในท้องถิ่นเล่าต่อกันว่า หลังจากที่อาศัยอยู่ในฟาร์ม ได้มีทารกอย่างลึกลับเสียชีวิตในความดูแลของเธอ เมื่อทารกถูกตรวจสอบ ผลออกมาว่าบาดแผลมีสาเหตุมาจากเข็มเย็บผ้าขนาดใหญ่เสียบที่ฐกะโหลกศีรษะของเด็ก แม้ว่าชาวเมืองเชื่อว่า Bathsheba เสียสละทารกเพื่อสักการะปีศาจ แต่เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอที่ศาลพบว่าเธอเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีความผิดใดๆ แต่ประชาชนไม่เชื่อ

Bathsheba Sherman ตายยังไง?

  • ในการค้นคว้า วิจัยนั้นที่ หลุมฝังศพของเธอ ใน Harrisville, Rhode Island พบว่าผู้เสียชีวิตเป็นหญิงชราคนหนึ่งเมื่อ 25 พฤษภาคม 1885 ประมาณสี่ปีหลังจากการตายของสามีของเธอ Judson ในปี 1881

การสื่อสารวิญญาณ Bathsheba กับ แคโรลีน เพอร์รอน 

  • แคโรลีน เพอร์รอน บอกเรื่องที่เหนือธรรมชาติกับ เอดและลอรเรน วอรเรน ว่าขณะที่เธอนอนอยู่บนโซฟานั้น จู่ๆเธอรู้สึกว่ามีของแหลมทิ่มที่ตัวเธอทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดมาก เธอจึงสะดุ้งตื่น และเมื่อ เธอสังเกตที่ตัวก็พบรอยช้ำเป็นจ้ำๆ?ราวกับเข็มเย็บผ้าขนาดใหญ่ได้เสียบผิวของเธอ?เธอได้ดูบริเวณรอบๆตัวคิดว่าเป็นผึ้งเจาะรึเปล่า แต่ก็ไม่เจอ! (ที่มาจากหนังสือของลูกสาวของเธอเอนเดรีย เพอร์รอน)

มีกี่คนที่เสียชีวิตในบ้านหลังนั้น?

  • 8 generations ในครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่และเสียชีวิตในบ้านว่าก่อนที่จะมาถึงเรา” ลูกสาวคนโตของครอบครัวเพอร์รอน ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ยังมีต่ออีกว่า ภายในห้องใต้ดินนั้ันมีสิ่งของบางส่วนของพวกเขาที่ไม่เคยทิ้งยังคงอยู่ นอกจากนี้ยังมี The Black Book of Burrillville สมุดบันทึกสาธารณะของเมืองนี้ เผยให้เห็นว่าในช่วงเวลาหนึ่งในบ้านหลังนี้ได้เคยมีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นหลายคดี เช่น ฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอ, ฆ่าตัวตายด้วยยาพิษ, ฆ่าข่มขืน, ฆ่าตกรรม, คนหายสาปสูญ เป็นต้น
ครอบครัว Perron

ครอบครัว Perron

แถวด้านหน้านั้น คือ 5 เด็กแสดงในหนัง  The conjuring และแถวบนคือในแต่ตัวละครที่มีชีวิตอยู่จริงทั้งหมด!

  • พี่คนโต : Andrea Perron คือคนขวาสุด รับบทโดย Shanley Caswell
  • คนที่ 2 : Nancy Perron คือที่นับจากซ้ายมาเป็นคนที่2 ? รับบทโดย Hayley McFarland
  • คนที่ 3 : Christine Perron คือคนที่2นับจากขวา ?รับบทโดย Joey King
  • คนที่ 4 : Cindy Perron คือคนซ้ายสุด รับบทโดย Mackenzie Foy
  • และคนสุดท้องคนที่ 5  : April Perron คือคนอ้วนตรงกลาง รับบทโดย Kyla Deaver
ครอบครัว เพอร์รอน (Perron )

ครอบครัว เพอร์รอน (Perron )

หนึ่งเคสที่ได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านผีสิงหลังนั้น และได้เอด และ ลอรเรนวอลเลนเข้ามาช่วย

ลูกสาวทั้งห้าคน

ลูกสาวทั้งห้าคน

 

ครอบครัว เพอร์รอน (Perron ) : แม่ (แคโรลีน เพอร์รอน) และลูกสาวทั้งห้าคน

ครอบครัว เพอร์รอน (Perron ) : แม่ (แคโรลีน เพอร์รอน) และลูกสาวทั้งห้าคน

 

แคโรลีน เพอร์รอน (Carolyn Perron), the mother in The Conjuring, today

แคโรลีน เพอร์รอน (Carolyn Perron), the mother in The Conjuring, today

แม่ที่ถูกวิญญาณร้าย บีทชีบ้า (Bathsheba Sherman) เข้าสิง ทำให้ตัวเองเกือบฆ่าลูกสาวคนสุดท้อง

ลอรเรน วอรเรน (ยังมีชีวิตอยู่) ผู้มีญาณทิพย์ กับผู้แสดง เวร่า ฟาร์มิก้า Vera Farmiga ในบทบาทของเธอ

ลอรเรน วอรเรน (ยังมีชีวิตอยู่) ผู้มีญาณทิพย์ กับผู้แสดง เวร่า ฟาร์มิก้า Vera Farmiga ในบทบาทของเธอ

เอด และ ลอร์เรน วอลเรน ทั้งคู่คือ นักปีศาจวิทยา

เอด และ ลอร์เรน วอลเรน ทั้งคู่คือ นักปีศาจวิทยา

ผู้ที่ปราบผีและสืบค้นคดีในบ้านที่ปัญหาในแต่ละที่ ตลอด50ปีที่ผ่านมา

ปัจจุบันทั้งสองทำคดีช่วยเหลือผู้คนมากถึง 5000 เคส

เอด และ ลอร์เรน วอลเรน

เอด และ ลอร์เรน วอลเรน

 

ภาพบันทึก ถึงการทำงานใน บ้านผีสิง และผู้เป็นเจ้าของบ้าน (นั่งหันหลัง)

ภาพบันทึก ถึงการทำงานใน บ้านผีสิง และผู้เป็นเจ้าของบ้าน (นั่งหันหลัง)

กับสิ่งที่เป็นเหตุการณ์ประหลาดทั้งในส่วนของเสียง จากเครื่องบันทึกเทป

เพื่อนำเก็บเป็นข้อมูลสืบค้นและการจัดการกับสิ่งชั่วร้ายที่แฝงตัวในบ้านแต่ละหลัง

ลอร์เรน วอลเลน ถ่ายรูปร่วมกับสิ่งของต้องสาป ในพิพิธภัณฑ์ที่บ่านของตนที่ได้รวบรวมไว้

ลอร์เรน วอลเลน ถ่ายรูปร่วมกับสิ่งของต้องสาป ในพิพิธภัณฑ์ที่บ่านของตนที่ได้รวบรวมไว้

เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring

ลอร์เรน วอลเรน ถ่ายรูป กับ ตุ๊กตาแอนนาเบล (ตุ๊กตาตอนต้นเรื่อง)

ลอร์เรน วอลเรน ถ่ายรูป กับ ตุ๊กตาแอนนาเบล (ตุ๊กตาตอนต้นเรื่อง)

เรื่องจริงดูน่ารักกว่าในหนังอีกนะเนี่ย!!

เอด – ลอร์เรน วอลเรน กับ ตุ๊กตาแอนนาเบล

เอด – ลอร์เรน วอลเรน กับ ตุ๊กตาแอนนาเบล

“เตือนด้วยความหวังดี อย่าเปิดมัน!!”

The conjuring

The conjuring

 

ของจริง! ห้องที่รวบรวม สิ่งของต้องสาป ที่เอด – ลอร์เรน วอลเรน เก็บไว้ภายในบ้าน

ของจริง! ห้องที่รวบรวม สิ่งของต้องสาป ที่เอด – ลอร์เรน วอลเรน เก็บไว้ภายในบ้าน

 

อุ้มให้ดูกันอีกซักรอบ .. ขนลุก!!!

อุ้มให้ดูกันอีกซักรอบ .. ขนลุก!!!

ตุ๊กตาแอนนาเบล?เป็นบันทึกที่ถูกกล่าวขานมากที่สุด

ในบรรดาวัตถุทางวิญญาณที่ทั้งสองทำการสืบสวนมา

หลุมฝังศพ ของ เจ้าของที่ดิน นาง Bathsheba Sherman ผีต้นเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้

หลุมฝังศพ ของ เจ้าของที่ดิน นาง Bathsheba Sherman ผีต้นเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้

 

หนังสือ House of Light ที่ลูกสาวคนโต เอนเดีย เพอร์รอน

หนังสือ House of Light ที่ลูกสาวคนโต เอนเดีย เพอร์รอน

เป็นคนเขียนขึ้นเล่าถึงประสบการณ์ในบ้านที่ตนอาศัยในวัยเด็ก และเรื่องราวของบ้านและที่ดินพื้นนี้

(มี 2เล่มกำลังออกเล่ม3)

เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring

วิดิโอคลิป ที่เหล่าสมาชิกที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นพูดถึง

 

เรียบเรียงและแปลโดย teen.mthai 

ขอบคุณข้อมูล houseofdarknesshouseoflight, historyvshollywood, pantip.com/topic/30857629

 

สอนลูกให้เข้มแข็ง เล่าสู่กันฟัง..เรื่องเล่าคำสอนจากคุณตัน อิชิตัน


146-family-8381

มีลูก 3 คน มีบ้าน 2 หลัง จะแบ่งยังไงดีครับ? เพื่อนผมคนหนึ่งคิดยังไงก็คิดไม่ตก เกษียณอายุราชการแล้วยังต้องทำงานงกๆ “สู้เพื่อลูก” ผ่อนบ้านหลังที่ 3 กลัวแบ่งสมบั…ติไม่ลงตัว เดี๋ยวจะนอนตายตาไม่หลับ

ผมบอกถ้าไม่อยากวุ่นวาย..ง่ายนิดเดียว แค่ขายบ้านให้หมด แล้วใช้เงินให้มีความสุขกับชีวิตหลังเกษียณ เหลือเท่าไหร่ก็เท่านั้น.. ตอนพ่อแม่ผมเสีย ไม่ได้มีเงินทองมากมาย ผมเลือกพระหนึ่งองค์เป็นสมบัติจากพ่อ หยิบแหวนวงเดียวจากกองมรดกของแม่ สมบัติสุดท้ายไม่กี่ชิ้นของพ่อกับแม่ที่เทกองบนโต๊ะ..ผมกับพี่น้องแบ่งกันยังไงก็ลงตัว สำหรับผมในวันนี้สอนลูกตั้งแต่พวกเขายังเล็ก ว่าการศึกษาเท่าที่เขาต้องการคือสมบัติที่ผมจะให้

น้องกิฟท์ลูกสาวคนโตรู้ดีและเขาเข้าใจว่าผมไม่มีนโยบายเก็บเงินให้ลูก วันหนึ่งเขาบอกผมว่า “ป่าป๊า ไม่ต้องห่วงกิฟท์ ธุรกิจและเงินที่ป่าป๊าทำมาไม่ต้องเผื่อกิฟท์ หนูรับผิดชอบตัวเองได้” ผมให้เงินเขาก้อนหนึ่ง ไปตั้งต้นร้านอาหารชื่ออิซีลี่ บริหารไม่นานก็เจ๊ง เขาใช้โอกาสอีกครั้งกับเงินทุนที่เหลืออยู่ตั้งใจทำร้านอาหารใหม่ชื่อแซ่บอีลี่ คราวนี้เขาไม่ประมาทและตั้งใจกว่าเดิมอีกหลายเท่า จนวันนี้ร้านแซ่บอีลี่ก็อยู่ได้

ลูกทุกคนของผมรู้ดีว่าสมบัติทุกอย่างที่ผมให้ ถ้าไม่ตั้งใจทำย่อมมีวันหมด ผมให้โอกาสการศึกษาเต็มที่..ที่เหลือเขาต้องเลือกทางเดินชีวิตด้วยตัวของเขาเอง ไม่ใช่ผมไม่รักลูก แต่ใช่ว่ามีเงินเยอะๆ แล้วจะดีสำหรับเขา ผมอยากให้ลูกได้รู้จักกับความยากลำบาก ไม่อยากให้เคยชินกับความสบาย ไปต่างประเทศด้วยกันทุกครั้ง ลูกๆ ทุกคนต้องนั่งเครื่องบินชั้นอิโคโนมี

บางครั้งน้องเก็ตลูกชายยังเป็นเด็ก เขาเคยแผลงฤทธิ์ไม่พอใจทำไมไม่ได้นั่งบิซิเนสคลาสด้วยกัน วันนี้เขาอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ทำงานหาเงินเองได้เมื่อไหร่ วันนั้นเขาจะเข้าใจได้ด้วยตัวเอง

ประสบการณ์สอนให้ผมรู้ว่าเงินเป็นได้ทั้งความทุกข์และความสุข ในวันที่ต้องดิ้นรน เงิน คือ สิ่งจำเป็น เป็นขนมปังชิ้นแรกที่ประทังชีวิต ขนมปังชิ้นที่สอง คือ ความอร่อย มีชีวิตที่สุขสบาย หายเหนื่อย มากกว่านั้น…กินเท่าไหร่ก็เป็นส่วนเกิน ขนมปังชิ้นที่สาม คือ ยาพิษ

อะไรที่มากเกินไปมักจะไม่มีประโยชน์ กลายเป็นให้โทษมากกว่าคุณ..เงินก็เช่นกัน…ถ้าคุณรู้ล่วงหน้าว่าจะมีบุญหล่นทับร่ำรวยเป็นพันๆ ล้าน คุณอาจไม่รู้จักคุณค่าของความพยายาม ชีวิตนี้อาจไม่เคยรู้สึกว่าจะต้องออกแรงดิ้นรนอะไรอีกต่อไป เงินถ้าไม่รู้จักใช้ ไม่รู้จักหา ไม่รู้จักคุณค่า…มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ

ถ้าหน้าที่ของพ่อแม่คือการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก เราควรรักลูกแบบไหน?
ลองถามตัวเองดูว่าเรากำลังยื่นขนมปัง “ชิ้นที่สาม” ที่เต็มไปด้วยยาพิษให้ลูกหรือเปล่า

ที่มา http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=28850.0

เรื่องเล่าของลูกผู้ชายชาวจีนคนหนึ่ง


เรื่องเล่าของลูกผู้ชายชาวจีนคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อเติบโตขึ้นต้องมีภารกิจเดินทาง และตั้งถิ่นฐานอยู่ไกลจากพ่อแม่ แต่ก็มักติดต่อพูดคุยทางโทรศัพท์กับแม่อยู่เสมอ…

แม่มักจะบอกเขาว่า “ไม่ต้องห่วงแม่” ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ เพราะจะสิ้นเปลืองเงินทอง…ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำๆซากๆ เขารู้ดีว่า แม่เริ่มคิดถึงเขามาก

จนกระทั่งปีนึง ที่แม่มีอายุครบ 75 เขาจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่ โดยตั้งใจว่าจะอยู่ด้วยสัก 1 เดือน ขอเป็นเพื่อนแม่เพียงอย่างเดียว

พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ แม้จะมีเวลาอีกตั้ง 2 เดือนเศษ แม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูกแม่ดึงเอาสมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องตระเตรียม แม่เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ รื้อเอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่…สำหรับคนอายุ 75 เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย…

พอลูกกลับถึงบ้าน ตอนอยู่บนเครื่องบิน เคยตั้งใจว่าจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้งแต่พอมาเห็นแม่ แม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผอมแห้ง หน้าตาเหี่ยวย่น ช่างไม่เหมือนแม่ คนก่อนหน้านี้เลย…

แม่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงเตรียมอาหารที่ลูกเคยชอบ โดยที่หาทราบไม่ว่า ลูกไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้นแล้ว และเพราะแม่ตาไม่ค่อยดี รสชาติอาหารจึงแย่มากๆ บางจานก็เค็มจัด บางจานก็จืดสนิท ผ้าห่มที่แม่อุตส่าห์เตรียมให้ ทั้งหนาทั้งหยาบ ไม่สบายกายเลย…แม่หารู้ไม่ว่า เดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์ และใช้ผ้าห่มขนแกะแล้ว แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อแม่จริงๆ

สองสามวันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ จนไม่มีเวลาพักผ่อน พอเริ่มได้พัก แม่ก็เริ่มพูดมาก สอนโน่นสอนนี่ พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น 10 กว่าปีก่อนก็เคยพูดแล้ว พอลูกบอกให้ฟังว่า ปรัชญาเหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้วแม่ก็เริ่มนิ่งเงียบและเศร้าซึม

“เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ผมพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง โดยเฉพาะสายตา อาหารบางจานมีแมลงวันด้วย บางทีอาหารหกบนเตา แม่ก็เก็บใส่จานตามเดิม ครั้นผมพยายามชวนแม่ไปกินนอกบ้าน แม่ก็บอกอาหารข้างนอกไม่สะอาด ของแปลกปลอมเยอะ เมื่อผมบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคน แม่ก็โวยวายว่าแม่เองยังสามารถทำงานเลี้ยงดูเด็กให้ผู้อื่นได้เลย ผมเลยพูดไม่ออกพอผมจะออกไปช้อปปิ้ง แม่ก็จะตามไปด้วย ทำเอาวันนั้นทั้งวัน พวกเราไม่ได้ไปช้อปปิ้งเลย…”

“พอพวกเราเริ่มคุยกันในเรื่องทันสมัย แม่ก็จะหาว่าพวกเราเพี้ยน ผมก็เริ่มบอกแม่อย่างไม่ค่อยเกรงใจว่า แม่ นี่มันสมัยใหม่แล้ว แม่ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆบ้าง… ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่ ผมเริ่มขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้นแต่เราไม่เคยทะเลาะกันนะ พอผมขัดแม่ แม่ก็หยุดกึกลง ไม่พูดไม่จา ในตามีแววเหม่อลอย –โลกซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ”

“ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับ แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมาในนั้นเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัดเก็บไว้ในช่วงที่ผมไปอยู่เมืองนอก แม่เริ่มสนใจข่าวต่างประเทศเมื่อผมเดินทางไปนอก ทุกครั้งที่มีข่าวตึงเครียดในประเทศนั้นๆ แม่จะตัดข่าวเก็บไว้ ตั้งใจจะมอบให้ผมตอนที่ผมกลับมา แม่พูดอยู่เสมอว่า อยู่นอกบ้านนอกเมืองต้องระวังตัวให้มากๆ ครั้งหนึ่งมีเรื่องคนญี่ปุ่นต่อต้านและข่มเหงคนจีน มีการปะทะกันด้วย แม่เป็นห่วงมาก ถามเพื่อนบ้านว่าจะส่งข่าวไปเตือนผมที่ญี่ปุ่นได้อย่างไรตอนนั้นผมสอนอยู่ที่ญี่ปุ่น”

แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบากวางใส่ในมือผมเหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง มันหนักมาก ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจเพราะผมไม่อยากนำกลับไป มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้วผมรู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความยากลำบาก แม่สายตาไม่ค่อยดี ต้องใช้แว่นขยาย อ่านได้วันละ 2 หน้าก็เก่งแล้ว นี่ยังตัดเก็บได้ขนาดนี้ ทันใดนั้นมีข่าวแผ่นหนึ่งปลิวหลุดลงมา แม่รีบเอื้อมไปหยิบแต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม แม่กลับพับเก็บไว้ในกระเป๋าของตัวเอง

ผมรู้สึกเอะใจ เลยถามว่า “แม่ นั่นกระดาษอะไร ขอผมดูหน่อยนะ”แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงล้วงออกมาวางบนข่าวปึกนั้นแล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที

ผมหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู มันเป็นบทความบทหนึ่ง ชื่อว่า “เมื่อฉันแก่ตัวลง” ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2004 เป็นช่วงที่ผมเริ่มเถียงกับแม่ถี่มากขึ้นทุกทีบทความนั้นคัดมาจากนิตยสารฉบับหนึ่งของเม็กซิโก ฉบับเดือนพฤศจิกายน ผมอ่านบทความนั้นทันที ….

เมื่อฉันแก่ตัวลง…..ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น ขอโปรดเข้าใจฉัน มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด ถ้าฉันทำน้ำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง….ถ้าฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า ขอให้คิดถึงตอนเธอเด็กๆ…ที่ฉันสอนเธอหัดทำทุกอย่าง ถ้าฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆที่เธอรู้สึกเบื่อ….ขอให้อดทนสักนิด อย่าเพิ่งขัดฉัน ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆซากๆ จนเธอหลับเลย

ถ้าฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลยนะ ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆได้ไหม ฉันต้องทั้งกอดทั้งปลอบเพื่อให้….เธอยอมอาบน้ำ ถ้าฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆโปรดอย่าหัวเราะเยาะฉัน…. จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทนตอบคำถาม“ทำไม ทำไม”ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม ถ้าฉันเหนื่อยล้าจนเดินต่อไม่ไหวขอ….จงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน เหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดินในตอนที่เธอยังเล็กๆ

หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่โปรดให้เวลาฉันคิดสักนิด ที่จริงสำหรับฉันแล้ว…..กำลังพูดเรื่องอะไรไม่สำคัญหรอกขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน……ฉันก็พอใจแล้ว ตอนนี้ถ้าเธอเห็นฉันแก่ตัวลง…ไม่ต้องเสียใจ…ขอให้เข้าใจฉัน….สนับสนุนฉัน ให้เหมือนตอนที่ฉันสนับสนุนเธอตอนเธอเพิ่งเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ในตอนนั้น….ฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต ตอนนี้….ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉันเดินไปให้สุดเส้นทางของชีวิต…… โปรด….ให้ความรักและความอดทนต่อ….ฉัน

ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ…. ในแววตาอันฝ้าฟางของฉัน….มีแต่ความรักอันหาที่สิ้นสุดมิได้ ของฉันที่มีให้กับ……….เธอ

ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที…. เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ตอนนั้นแม่เดินออกมา ผมแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนแรกแม่คงอยากให้ผมได้อ่านบทความนี้หลังจากผมกลับไปแล้วจึงคะยั้นคะยอให้ผมนำข่าวปึกนั้นกลับไป ตอนผมจัดกระเป๋าเดินทาง ผมต้องสละไม่เอาสูทกลับไป 1 ตัว จึงยัดเก็บปึกข่าวเหล่านั้นเข้าไปได้รู้สึกแม่จะดีใจมากเหมือนกับว่า

หนังสือพิมพ์เหล่านั้นเป็นยันต์โชคลาภสำหรับผมและเหมือนกับว่าการที่ผมยอมรับหนังสือพิมพ์เหล่านั้น ผมได้กลับมาเป็นเด็กดีของแม่อีกครั้งหนึ่งแม่ตามมาส่งผมจนถึงรถแท็กซี่เลยที่เดียว หนังสือพิมพ์ที่ผมนำกลับมาเหล่านั้น ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรเลย แต่บทความ“เมื่อฉันแก่ตัวลง” บทนั้น ผมได้ตัดเก็บไว้ในกรอบ เอาไว้ข้างตัวฉันตลอดไป

ตอนนี้ ผมขออุทิศบทความนี้ให้กับลูกๆทั้งที่พเนจรและไม่ได้พเนจรทั้งหลาย…ถ้ามีเวลาว่างก็แวะไปหาท่าน หรือไม่ก็โทรไปหาท่านบ้าง บอกท่านว่าคุณอยากกินอาหารที่ท่านทำเสมอ….ท่านไม่ได้ต้องการอะไรจากเรามากไปกว่าแค่ได้รับรู้ว่าเราสุขสบายดี..ถ้าหากเราไม่สามารถไปเยี่ยมท่านได้….ตอนคุยโทรศัพท์กับท่าน…โปรดยิ้มให้กว้างๆและยิ้มบ่อยๆ…แม้ท่านจะมองไม่เห็น..แต่ท่านจะรู้สึกได้……

ที่มา http://www.oknation.net/blog/print.php?id=149895

ลำบากกว่าเรายังมีอีกเยอะ – เรื่องเล่าสร้างกำลังใจ


ee94e0bac243a4d5f8afcb16e103feae_1329720916

…….

หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีโจร ชื่อ “เสือไบ”

เสือไบ เป็นโจรที่มีคุณธรรม ปล้นทรัพย์สินคนรวย มาช่วยคนยากจน

..

แต่เนื่องจากเป็นคนดุดัน พูดจริงทำจริง คำไหนคำนั้น

จึงเป็นทั้งที่รักเคารพและเกรงกลัวของคนในหมู่บ้าน

วันหนึ่ง เป็นวันเกิดของเสือไบ ชาวบ้านจะจัดงานเลี้ยงฉลองให้

เสือไบ จึงประกาศบอกเพื่อนบ้านว่า

“ให้มาอวยพรวันเกิดมือเปล่าก็พอ ห้ามนำอะไรติดไม้ติดมือมาให้เด็ดขาด”

(เสือไบ กลัวเพื่อนบ้านจะลำบาก และ เสียค่าใช้จ่ายเกินเหตุ)

พอถึงวันงาน ทิดมี ก็คิดว่า

“ถ้าไม่มีอะไรติดไม้ติดมือไปเลยจะน่าเกลียด”

ว่าแล้ว ทิดมี จึงหิ้วมังคุด ไปฝากเสือไบ หนึ่ง กิโล

เมื่อไปถึงงาน เสือไบเห็นทิดมี เอามังคุดมาให้ ก็โกรธมาก

ที่ทิดมีไม่เชื่อในคำสั่งของตน

เสือไบจึงสั่งให้ลูกน้อง นำมังคุดให้ทิดมีกิน โดยไม่ต้องปอกเปลือก

ทิดมีตกใจ …อ้อนวอนเสือไบ แต่ก็ไม่เป็นผล

ทิดมีจึงจำต้องกินมังคุดทั้งเปลือก อย่างทุกข์ระทมที่สุด

เมื่อกินหมดลูกแรก เสือไบก็สั่งให้กินลูกที่สอง และสาม

ทิดมี ขอร้องอ้อนวอน เสือไบ มากกว่าเดิมอีก

เพราะลำพังกินลูกเดียวก็จะแย่อยู่แล้ว จะกินต่อยังงัยไหว

แต่ก็ไม่เป็นผล ทิดมีจึงกินมังคุดลูกที่สองและสามจนหมด

เสือไบสั่งให้กินลูกที่ สี่ และห้า อีก ….แต่คราวนี้

ทิดมีกลับไม่ขอร้องอ้อนวอนเสือไบ อีกแล้ว

แต่กลับมีรอยยิ้มและแถมยังหัวเราะอย่างมีความสุขเสียอีก

…..

…..

ทุกคนก็เลยสงสัยว่า มันอร่อยตรงไหน ไอ้เปลือกมังคุดเนี่ย

เสือไบ “หัวเราะอะไร ….ไอ้ทิดมี”

ทิดมี “เปล่าหรอกครับ เพียงแต่ตอนที่ข้าหิ้วมังคุดมา

พอดีสวนทางกับทิดมา เห็นมันถือทุเรียนมาสองลูก

บอกว่าจะนำมาฝากท่านเสือไบ”

(ทิดมี คิดว่าหากทิดมาได้กินทุเรียนทั้งเปลือกจะเป็นอย่างไร …555)

ในยามที่เราตกที่นั่งลำบากหรือท้อแท้สุดๆ

..

ให้นึกถึงคนที่ยากลำบากกว่าเรา (ซึ่งในโลกนี้ยังมีอีกเยอะ)

แล้วจะทำให้เรายิ้มสู้ขึ้นมาได้

เหมือนทิดมี ที่เมื่อคิดถึงทิดมา แล้วรู้ว่า

ทิดมาตกที่นั่งลำบากกว่าเราแน่ จึงยิ้มสู้ต่อไปได้

เพราะยังมีคนที่ลำบากบนเส้นทางเดียวกันเป็นเพื่อนเราอยู่

หรือบางคน…อาจลำบากกว่าเราหลายเท่าด้วยซ้ำไป……

 

ที่มา http://www.oknation.net/blog/kritwat/2009/11/06/entry-1

15 มหาวิทยาลัยผีดุ ในไทย (คัดมาแล้วแบบเน้นๆ)


ผีดุ

เรียบเรียงและรวบรวม : teen.mthai.com
ข้อมูลและภาพ : A-DASH – bloggang.com / aonnaja555.blogspot.com / ff-napat.blogspot.com

ทุกที่มีเรื่องเล่า ทุกแห่งมีเจ้าของ และ มหาวิทยาลัยผีดุ สถานที่เหล่านี้ก็เป็นแหล่งลองของชั้นเลิศ ของผู้ที่ชอบท้าทายกับสิ่งเล้นลับ หากคุณเป็นคนที่ชอบค้นหาสิ่งลึกลับที่ไม่อาจหาคำตอบได้ teen.mthai.com จะพาคุณไปรู้จักนิยามแห่งความหวาดกลัว จิตตก และ ความหลอน มันเป็นยังไง!

แน่ใจหรึว่า คุณกำลังอ่าน 15 มหาวิทยาลัยผีดุ ในไทย อยู่ตามลำพัง ?

มหาวิทยาลัยผีดุ ในไทย

ภาพประกอบ มหาลัยสยองขวัญ

มหาวิทยาลัยผีดุ ลิฟท์แดง ม. ธรรมศาสตร์

สถานที่เกิดเหตุ : ตึกคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เรื่อง ลิฟท์แดง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นี้มีเรื่องเล่าว่าเมื่อตอนเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ พวกทหารได้บุกเข้ามาใน  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พวก นักศึกษา ต่างหลบหนีเข้ามาใน ลิฟท์ ตัวหนึ่ง พอ ลิฟท์ ตัวนี้เปิดพวกทหารก็กระหน่ำยิงทุกคนเสียชีวิตหมด เลือดสาดกระจายทั่ว ลิฟท์ ต่อมาทาง  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้บูรณะทำความสะอาดกันทุกพื้นที่ ไม่เว้นแม้แต่ ลิฟท์ ตัวนั้น แต่ทำความสะอาดยังไงคราบเลือดที่เปรอะเปื้อนอยู่ก็ไม่ล้างไม่ออก จึงได้ทำการทาสีลิฟท์ให้เป็นสีแดง

มีเรื่องเล่าตามมาว่าหลังจากที่ ลิฟท์ ได้นำกลับมาใช้ตามปกติ มี นักศึกษาหญิง คนหนึ่งมาขึ้น ลิฟท์ ตามลำพัง แต่เมื่อมองไปที่กระจกกลับพบว่าไม่ได้มีเธออยู่เพียงลำพัง หากแต่มีผู้โดยสารอยู่ด้วยมากมาย

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายครั้งหลายหนที่เหล่า นักศึกษา อาจารย์ หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ต่างๆ ได้พบเจอกับ อาถรรพ์ ลิฟท์แดง ตัวนี้เข้า ทำให้ทาง มหาวิทยาลัย ต้องเปลี่ยนตัวลิฟท์ใหม่ แต่ว่าประตู ลิฟท์แดง ที่ถูกถอดออกไป ตอนนี้นี้ยังตั้งอยู่ที่ ชั้น 4 ตึกคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาจนถึงทุกวันนี้

มหาวิทยาลัยผีดุ ในไทย

ภาพประกอบ aonnaja555.blogspot.com

มหาวิทยาลัยผีดุ ศาลในห้องน้ำหญิง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

สถานที่เกิดเหตุ :  ตึกวิศวะฯ ม. เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง
เรื่องเล่าเกี่ยวกับ ศาลเจ้า ที่ติดอยู่บนผนัง ห้องน้ำหญิงตึกวิศวะฯ จะมีดอกไม้ธูปเทียนและน้ำแดงอยู่ด้วยเสมอ คนเก่าๆ จะรู้เรื่องราวเป็นอย่างดี เป็นเรื่องของนักศึกษาสาว สถาปัตยฯ อกหักจากหนุ่มวิศวะฯ จึงไปผูกคอตายที่ ห้องน้ำ ดังกล่าว

ปัจจุบันเป็นแหล่งลองของชั้นดีของผู้ที่ต้องการลองของ เพราะมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ใครอยู่รุ่นแรกก็จะได้เห็นรูปของเธอผู้นี้ในศาลด้วย แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว แต่ศาลยังคงมีอยู่ ที่สำคัญห้องน้ำตรงนั้นยังเปิดใช้อยู่…

บันไดหลอกผีที่ตึก B 
ที่ตึก B ถ้าใครเคยเข้าไปจะมีบันไดแปลกๆ ตั้งไข้วกันไปมาแบบเล่นระดับขึ้นไปเรื่อยๆ เห็นครั้งแรก จะรู้สึกว่าสวยดี แต่หากสังเกตจะพบว่ามีความแปลกอยู่ โดยสถานที่ตรงบันไดนั้นเคยเป็นลิฟต์มาก่อน แล้วตอนก่อสร้างมีคนงานตกลงมาตาย เขาเลยแก้เคล็ดด้วยการไม่สร้างลิฟต์ขึ้นมาอีก เปลี่ยนมาเป็นบันไดแทน และทำเล่นระดับไว้หลอกผีอีกด้วย

ตึกทรงไทย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
ตึกทรงไทยนี้สร้างมานานพอๆ กับอายุของมหาวิทยาลัย เขาเล่ากันมาว่าตอนที่จะสร้างตึกเรือนไทย ได้มีการขุด ดินก่อนจะเริ่มตอกเสาเข็ม แต่พอขุดไปสักพักกลับเจอโครงกระดูกเต็มไปหมด แต่ไม่มีส่วนหัว พอสืบไปสืบมา ปรากฎว่าส่วนหัวถูกนำไปฝังไว้ตรงคณะวิทย าศาสตร์ เท่าที่เล่าลือกันมา เมื่อก่อนบริเวณตรงนั้น เป็นแหล่งซ่องสุมของโจรแขก แล้วเจ้าคุณทหารฯ ก็เป็นคนที่โหดเยมเลยฆ่าตัดหัวทิ้ง แบบไม่ให้ไปผุดไป เกิดเพื่อจะได้เป็นผีเจ้าที่คอยเฝ้าดูแลสถานที่นั้นๆ ต่อมาเจ้าคุณทหารฯ ได้บริจาคที่ดิน บริเวณนี้เพื่อการศึกษา พื้นที่ตรงนั้นเจ้าที่แรงมากจึงได้มีการสร้างศาลพระภูมิไว้ และถูกปล่อยให ้เป็นที่โล่งกว้างสืบไปสืบมาที่ตรงนั้น คือลานประหารมาก่อนด้วย ทุกวันนี้ตึกทรงไทยก็ยังน่ากลัวอยู่ เพราะเป็นตึกเก่าๆ โทรมๆ เต็มไปด้วยต้นไม้ บรรยากาศวังเวงสุดๆ

มหาวิทยาลัยผีดุ ในไทย

ภาพประกอบ slient hill movie

มหาวิทยาลัยผีดุ พยาบาลชุดแดง ม. เชียงใหม่

สถานที่เกิดเหตุ :  คณะแพทย์ฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เรื่อง  พยาบาลชุดแดง คณะแพทย์ฯ ม.เชียงใหม่ เล่ากันว่าเคยมี นักศึกษา ชายคนหนึ่งของ คณะแพทย์ฯ ทำงานใน ตึกของฝั่งสวนดอกจนดึก เมื่อเสร็จจากงานจึงลง ลิฟต์ มา ระหว่างที่รอเขาก็ได้ยินเสียงเดินมาข้างๆ หันไปมองเห็นก็ พยาบาล คนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไร เพราะ พยาบาล กับ แพทย์ ต้องเจอกันบ่อยอยู่แล้ว ระหว่างรอ ลิฟต์ นักศึกษา คนนี้ก็ได้กลิ่นอะไรแปลกๆ เลยหันไปมอง พยาบาล คนนี้ก็ไม่เห็นมีอะไร ซ้ำ พยาบาล คนนี้ยังยิ้มให้ด้วย สักพักต่อมาเมื่อเข้าไปใน ลิฟต์ พยาบาล คนนี้ก็ถามว่า

พยาบาล ”มาทำอะไรดึกๆ”
นักศึกษา “มาศึกษาเรื่องการผ่าตัดภายใน เพราะว่าจะสอบ”
พยาบาลคนนั้นเลยบอกว่า “ ให้ฉันช่วยนะ ”

นักศึกษาคนนี้ก็เลยงงและเริ่มสังเกตว่าที่คอของ พยาบาลสาว เริ่มมีเลือดไหลออกมาจากคอเรื่อยๆ เขาตกใจมากและพยายามที่จะหนีออกมาจาก ลิฟต์ แต่ ลิฟต์ เหมือนค้าง หรืออะไรไม่ทราบได้ เลือดยังไหลนองไปทั่วชุดของนาง พยาบาล คนนี้ แล้วเธอก็เริ่มสอน นักศึกษาแพทย์ คนนี้ตั้งแต่ลำไส้ ปอด สมองหัวใจ พร้อมทั้งควักส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ออกมา รุ่งขึ้นมีคนพบ นักศึกษา ชายคนนี้นอนอยู่ที่ประตู ลิฟต์ ซึ่งเปิดคาอยู่ เอาแต่พร่ำเพ้ออย่างกับคนบ้าว่า “พยาบาลชุดแดง พยาบาลชุดแดง ”

มหาวิทยาลัยผีดุ ในไทย

ภาพประกอบ มหาลัยสยองขวัญ

มหาวิทยาลัยผีดุ ป๊อก…ป๊อก…ครืด ม. เชียงใหม่ 

สถานที่เกิดเหตุ : หอหญิงเจ็ด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เรื่องผีอันดับหนึ่งของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ไม่ทราบแน่ชัด แต่สถานที่เกิดคือ หอหญิง ในสมัยที่ยังเป็นที่รกร้างอยู่มาก ถนนยังเป็นลูกรัง เรื่องเกิดกับ นักศึกษาสาว คู่หนึ่ง อาศัยอยู่ที่ประมาณ ชั้น 2 หรือ 3 ของ หอหญิงเจ็ด ช่วงนั้นเป็นช่วงสอบ นักศึกษา ต่างกำลังอ่านหนังสือกัน มี นักศึกษาหญิง คนหนึ่งไม่สบาย อ่านหนังสือในห้องตอนหัวค่ำ รูมเมทชวนไปทานข้าว แต่เพราะเป็นไข้อยู่ จึงไปไม่ไหว พอเมทคนนั้นเห็นเพื่อนไม่สบาย ด้วยความเป็นห่วง จึงบอกว่าเดี๋ยวไปทานข้าวเองแล้วจะห่อมาฝาก เพื่อนคนที่ไม่สบายก็ฝากซื้อราดหน้า(หรืออะไรซักอย่าง)

หลังจากที่เพื่อนออกไป เมทคนที่ไม่สบายก็นั่งอ่านหนังสือต่อ อ่านได้ซักพักก็ไม่ไหวเพราะไข้ขึ้นจึงนอน ตอนนอนอยู่นั้นสลึมสลือ แต่มีความรู้สึกว่านานมากแล้ว ทำไมเพื่อนยังไม่กลับมาซะที ซักพักได้ยินเสียงเบาๆ ดังจากชั้นล่างจากทางบันได ป๊อก … ป๊อก … ป๊อก … เสียงนั้นดังเป็นระยะๆ ใกล้เข้ามา จากทางบันไดเรื่อยๆ เสียงเหมือนคนกำลังแบกของหนักบางอย่างขึ้นมา และเสียงนั้นก็ดังมาจนถึงชั้นที่ห้องนักศึกษาหญิงคนนั้นอยู่ แล้วเสียงก็เปลี่ยนเป็น ครืด …. ครืด … เสียงเหมือนคนกำลังลากอะไรซักอย่างใกล้เข้ามาเรื่อย จนมาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง  นักศึกษาหญิง เริ่มเอะใจ และมองไปทางประตู ในใจนึกว่าเพื่อนกลับมาแล้ว แต่ยังเงียบ อึดใจนึงก็มีเสียงเคาะห้อง “ ก๊อก ก๊อก ก๊อก ” แล้วเงียบไป นักศึกษา สะดุ้งสุดตัว คิดว่าไม่ใช่เพื่อนแน่แล้ว ถ้างั้นทำไมไม่เปิดเข้ามาเลย จึงเดินไปเปิดประตู ตรงลูกบิดประตูมีถุงใส่ห่อราดหน้าแขวนอยู่ พอเห็นห่อลาดหน้า ก็งง ว่าเพื่อนอยู่ไหน ทำไมต้องเอามาแขวน ทำไมมีแต่รอยเปียกน้ำเป็นทางจากบันได

รุ่งเช้ามีคนมาเคาะห้องบอกว่าเพื่อนตายแล้ว นักศึกษาหญิง คนนั้นถูกฆ่าข่มขืน ตรงพงหญ้าข้างทาง คาดว่าเหตุเกิดประมาณหัวค่ำ ลักษณะศพสภาพแขนและขาทั้งสองข้างหัก อาจเกิดจากการที่คนร้ายเอาท่อนไม้ทุบตีเพื่อไม่ให้หนี นักศึกษาหญิง ที่ตายกำลังเดินทางกลับจากตลาดหลังจากทานข้าวเสร็จ ลักษณะเสียงที่ได้ยิน สันนิษฐานได้ว่าเพื่อนคนนั้นใช้ปากคาบถุง แล้วใช้คางเกยพาตัวเองมาจนถึงหอพักแล้วใช้คางเกยบันได ลากตัวเองขึ้นมาเป็นเสียง ป๊อก ป๊อก เสียง ครืด คือเสียงลากตัวเองจากบันไดมาจนถึงหน้าห้องปรากฎเป็นรอยเปียกน้ำยาวติดต่อกันหลังจากส่งห่อลาดหน้าให้ได้แล้วก็หมดห่วง … ตอนแรกทุกคนไม่เชื่อที่นักศึกษาคนนั้นเล่า แต่หลังจากที่นักศึกษาที่พักอยู่ข้างๆ ห้องยืนยันว่า ในคืนนั้นก็ได้ยินเสียงดังกล่าวเช่นกัน

ห้องซ้อมดนตรีไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยผีดุ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

สถานที่เกิดเหตุ : ทางเดินระหว่างตึกของ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ / ห้องซ้อมดนตรีไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทางเดินที่ว่านี้มีประวัติอยู่ว่า สมัยก่อนมีคู่สามีภรรยานักการฯ ของ คณะสถาปัตย์ ทะเลาะกัน ฝ่ายภรรยาควักปืนยิงสามีจนเสียชีวิต และมีเลือดสาดไปทั่วทั้งทางเดิน ต่อมาทางคณะมีการปรับปรุงพื้นบริเวณนี้ แต่แปลกที่เฉพาะทางเดินนี้เท่านั้นที่ปูนไม่ยอมแห้งสักที ทางคณะจึงต้องปูไม้กระดานทับไว้อย่างที่เห็นกันในทุกวันนี้

ที่ห้องซ้อมดนตรีไทย คณะครุศาสตร์ เวลาที่มีคนแอบเข้าไปนอนหลับในห้องซ้อมดนตรีไทย จะรู้สึกเหมือนมีใครมาดึงขา ได้ยินเสียงเหมือนคนเดินไปเดินมา และได้กลิ่นธูป

เมื่อถามรุ่นพี่ๆ ว่าเป็นอะไร คำตอบคือ เป็นฝีมือของเจ้าที่ที่ไม่ชอบให้ใครเข้ามานอนในห้องที่ใช้ซ้อมดนตรี ซึ่งเหตุการณ์นี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ กับนักศึกษาปี 1

มหาวิทยาลัยผีดุ

มหาวิทยาลัยผีดุ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ . นครปฐม 

สถานที่เกิดเหตุ : หอเพชรรัตน์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์
ที่เล่าขานกันมาว่าครั้งหนึ่งมี นักศึกษา นอนอยู่ในห้องพักคนเดียวได้ยินเสียงคนเดินมาช้าๆ จนเสียงนั้นเดินเข้ามาใกล้ๆ ห้องพัก นักศึกษา คนนั้นจึงมองลอดช่องตาข่ายมุ้งลวดออกไปดู ปรากฏว่าเห็นคนนุ่งโจงกระเบนสีแดงลากโซ่ตรวนเดินผ่านไป

ตึกคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหา

มหาวิทยาลัยผีดุ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

สถานที่เกิดเหตุ : ชั้น 15 ตึกคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
เมื่อ 10 กว่าปีก่อนมี นักศึกษาหญิง ถูกข่มขืนและถูกฆ่าตายที่ชั้น 15 ตึกคณะนิเทศศาสตร์ ทำให้ปัจจุบันนี้ไม่มีใครกล้าขึ้นไปชั้นนั้นคนเดียวในช่วงเย็น เพราะวันดีคืนดีอาจได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ หรือบางครั้งเข้าห้องน้ำแล้วมองออกไปที่กระจกก็จะเห็นผู้หญิงผมยาวยืนก้มหน้าอยู่ แต่พอเปิดประตูออกไปก็ไม่พบใคร

 

มหาวิทยาลัยขอนแก่น

มหาวิทยาลัยผีดุ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สถานที่เกิดเหตุ : บริเวณ ป่ารกข้างหอ 9
หลัง เป็นจุดที่ไม่มีใครผ่าน มีเรื่องเล่าว่า เคยมีผู้หญิงถูกข่มขืนจนตายบริเวณนี้มาก่อน ทำให้บางคืนหากมีใครขับรถผ่านมา จู่ๆ รถก็จะกระตุกแล้วก็หยุดไปเลย เหมือนมีใครดึงรถอยู่ข้างหลัง เมื่อหันไปดูจะเห็นผู้หญิงหน้าขาวๆ ซีดๆ ดึงรถไว้

มหาวิทยาลัยผีดุ ในไทย

ภาพ ตึกเหลือง ตึกที่เก่าที่สุดของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ก่อสร้างตั้งแต่สมัย ร.5

มหาวิทยาลัยผีดุ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

สถานที่เกิดเหตุ : โต๊ะตรงคณะอุตสาหกรรม / ตึกคณะนิเทศศาสตร์
ในบริเวณนั้นมักมีคนได้กลิ่นหอมของดอกไม้โบราณหอมแบบ เย็นๆ นอกจากนั้นยังได้ยินเสียงกระพรวนที่เท้าเด็กดัง เหมือนเล่นอยู่ที่ไหนสักแห่งใกล้ๆ หันไปหันมาจะเจอเด็กผมจุกนั่งอยู่บนต้นไม้ แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร เพราะเขาแค่อยาก ชวนเล่นด้วย หรือที่ ตึกคณะนิเทศศาสตร์ ดึกๆ จะมีคนเห็นผู้หญิงใส่ชุดขาวเดินไปเดินมา อาจเพราะบริเวณนี้ของ มหาวิทยาลัย เป็นรั้ววังตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ครั้งที่ปลูกสร้างเสร็จใหม่ๆ ว่ากันว่าสวยงามราวเมืองสวรรค์ ภายในรอบบริเวณพระราชวังอบอวลไปด้วยหมู่ไม้ดอก ไม้ผล ร่มครึ้ม ทั่วบริเวณ

มหาวิทยาลัยผีดุ ในไทย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหา

มหาวิทยาลัยผีดุ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

สถานที่เกิดเหตุ : หอพักนักศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
มีหอหนึ่งเคยเป็น โรงพยาบาลสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 วันดีคืนดีจะได้ยินเสียงคนเดินลากโซ่ตรวน และห้องน้ำหญิงรวมบางคืนจะมีเสียงคนอาบน้ำ แต่พอเดินไปดูไม่มีคนเลยสักคน และที่หอใน ชั้น 2 เคยมีนักศึกษาเสียชีวิตเนื่องจากเป็นไข้ทับฤดูตอนปิดซัมเมอร์ พอเปิดเทอมถึงมีคนเพิ่งจะพบศพ แต่หลังจากนั้นก็มีคนเห็นว่านักศึกษาคนนี้ยังมานั่งซักผ้าที่ห้องน้ำหน้าห้องอยู่เลย

มหาวิทยาลัยผีดุ ในไทย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหา

มหาวิทยาลัยผีดุ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท 

สถานที่เกิดเหตุ : ลิฟต์อาคาร 9 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท
ใครที่ขึ้นลิฟต์นี้ตอนดึกๆ จะมีคนกดเรียกลิฟต์ขึ้นไปที่ชั้นบนสุด พอเปิดมาไม่เจอใคร แต่จะรู้สึกเหมือนมีคนเดินเข้ามา

มหาวิทยาลัยผีดุ มหาวิทยาลัยนเรศวร

สถานที่เกิดเหตุ : คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
คำบอกเล่าจาก อ . คณะวิทย์ ว่าหลังจากที่มียามถูกแทงตายเพราะทะเลาะกัน ก็มีการจับภาพวิญญาณไว้ได้ในกล้องวงจรปิดของคณะ โดยที่ยามคนนี้ยังแวะไปเยี่ยมเยียนนิสิตบางส่วนที่ชอบอยู่ดึกๆ ในตึกอีกด้วย อีกเรื่องเล่ารุ่นต่อรุ่นว่า ในวันบวงสรวงรับน้องใหม่ในปีหนึ่งมีน้องที่คณะ พยาบาล เป็นลมเพราะเห็น กองทัพพระนเรศวร เดินทัพลอยมาจากบนฟ้า

มหาวิทยาลัยผีดุ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

สถานที่เกิดเหตุ : ศาลาเขียว
คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มีศาลาประจำเอกคือ ศาลาเขียว ศาลานี้มีตำนานเล่าขานถึงที่มาของแผ่นป้ายที่ติดอยู่ ในศาลานั้นว่าทำมาจากต้นตะเคียน วันดีคืนดีจะมีผู้หญิงผมยาวๆ มานั่งอยู่เดียวดายในศาลา

มหาลัยผีดุ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหา

มหาวิทยาลัยผีดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

สถานที่เกิดเหตุ : ลานจอดรถยนต์ข้างศูนย์บรรณาสาร ( หอสมุด )

ว่ากันว่าเป็นแดนประหารเก่า และว่ากันมาว่ามีพนักงานรักษาความปลอดภัยกะดึกคนหนึ่งเคยเห็นผีคอขาด เดินลากโซ่เสียงดังเกรียวกราวไปมา และถ้าดึกๆ ใครขับรถผ่านก็จะขนลุกโดยไม่มีสาเหตุ

มหาวิทยาลัยผีดุ ในไทย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหา

มหาวิทยาลัยผีดุ มหาวิทยาลัยรังสิต

สถานที่เกิดเหตุ : หอชายเก่า
ที่หอชายเก่าในช่วงที่ใกล้จะสร้างหอเสร็จ มีการติดตั้งลิฟต์ และคืนนั้นมีคนงานกินเหล้ากันตามปกติ จนกระทั่งตี 1 มีคนงานคนหนึ่งตกลงไปที่ชั้นล่างใต้ลิฟต์แล้วปีนขึ้น มาไม่ได้ เพราะความเมา และคนงานคนนั้นก็เลยถูกลิฟต์ทับ ในเวลาต่อมาหลังจากที่หอเปิดได้ไม่นานก็มีนักศึกษาเข้าอยู่เต็ม และหอนี้ไม่เคยปิดเป็นเวลา จึงมีนักศึกษาเข้า-ออกเป็นประจำ จนตี 2 ของคืนหนึ่ง มีนักศึกษากลับมาจากข้างนอกแล้วเดินขึ้นลิฟต์ตามปกติ หลังจากกดชั้นที่พัก ลิฟต์ก็เคลื่อนที่ไปได้สักพักแล้วก็หยุด พร้อมๆ กับไฟดับและมีเสียงร้องดังออกมาข้างนอก จากนั้นลิฟต์ก็เปิดออกพร้อมฝุ่นตลบ มีเสียงใครคนหนึ่งตะโกนว่าอย่ายืนทับที่ หลังจากนั้นก็มีการทำบุญหอกันมาทุกๆ ปี

มหาวิทยาลัยผีดุ ในไทย

ภาพประกอบ aonnaja555.blogspot.com

มหาวิทยาลัยผีดุ มหาวิทยาลัยบูรพา

สถานที่เกิดเหตุ : หอพักหญิงตรงลานเกือกม้า
หอพักหญิงชวนขนหัวลุกนี้ มีเพื่อนสนิทที่เจอผีเข้าจังๆ ที่ห้อง 516 เตียง 7 เป็นเตียงชั้นบน (เตียง 2 ชั้น) เวลาเกิดเหตุอยู่ในช่วงตะวันใกล้โพล้เพล้แล้ว เพื่อนนอนหลับ แต่ระหว่างที่สะลึมสะลือจะตื่น ก็เห็นผู้หญิงไต่เตียงขึ้นไปหา ผู้หญิงที่เห็นใส่ชุดดำ ไว้ผมยาว กระโดดมาทับตัวเพื่อน ดิ้นไม่ได้เลย ทั้งยังบีบคอ จนต้องท่องนโมหลายจบ แล้วเขาก็หายไปในที่สุด พอสะดุ้งตื่นมาจริงๆ ไม่เจอใครในห้อง แล้วเตียงนั้นก็ไม่มีใครยอมมานอนอีกเลย

ตึกภาพพิมพ์ (ปัจจุบันโดนทุบทิ้งไปแล้ว)
ตึกภาพพิมพ์ ซึ่งเมื่อก่อนมีคนโดนฆ่าแล้วถูกนำศพมาทิ้งไว้ที่บ่อนข้างๆ ตึก ในตอนนั้นหลายคนนึกว่าเป็นหุ่นของทางคณะศิลปกรรมนำมา ใช้โปรโมตละครเวที จนเวลาผ่านไป 2-3 วัน ศพเริ่มเน่าและอืดอยู่ในบ่อน้ำ จึงได้รู้ความจริงกันว่าไม่ใช่หุ่นธรรมดา

ตึกวิศวกรรมศาสตร์ ชั้น 8
ตามที่ร่ำลือกันมาว่ามีอาจารย์ เสียชีวิตอยู่ในห้องดรอว์อิ้ง ขณะที่กำลังสำรวจนั้น อยู่ดีๆ ลิฟต์ก็เปิดออกและปิดในทันทีพร้อมกับขึ้นไปที่ชั้น 8 โดยที่ยังไม่มีใครกดลิฟต์ในชั้นใดๆ ทั้งสิ้น ตอนนั้นเพื่อนทุกคนก็ถอยกรู ขนลุก ปรากฏว่าไม่มีใครอยาก ขึ้นไปอีกเลย

ห้องเซรามิก คณะศิลปกรรมศาสตร์
เล่ากันมาจากรุ่นพี่ที่มีสัมผัสที่ 6 คนหนึ่งว่า เห็นผู้หญิงแต่งชุดไทยใส่ชฎารำอยู่ข้างในห้อง ตอนแรกก็คิดว่าเด็กเรียนรำไทยมาฝึกซ้อมที่นี่กันหรือ เปล่า พอตอนเช้าเขาไปถามได้คำตอบว่าไม่มี และเป็นประจำที่หน้าห้องนี้ดึกๆ หมาจะหอนกันเกรียวเลย

 

Credit  Mthai.com / unigang.com/Article/12690

สุดหลอน 8 อันดับเรื่องหลอนๆ ที่ไม่คิดว่าเด็กจะพูด


เรื่องบางเรื่องผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ยังไม่คิดที่จะพูดกันเลย เพราะอาจจะทำให้ขนลุก เสี่ยวสันหลังขึ้นมาได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว แต่ใครจะคิดล่ะว่า สิ่งที่ผู้ใหญ่อย่างเราไม่รู้ แต่เด็กที่ไม่รู้ตาสีตาสาอะไร จะพูดออกมาได้อย่างหน้าตัวเฉย วันนี้ เราเลยมีเรื่องหลอน ๆ 8 อันดับต้น ๆ ที่ไม่คิดว่าเด็กจะพูดออกมา มาให้เพื่อน ๆ ได้รู้กัน

 

8.ภรรยาผมได้ปลุกลูกชายอายุสองขวบในตอนเช้าก็เห็นเขายืนอยู่บนเตียงอยู่แล้ว ก็เลยถามลูกชายว่าทำอะไรอยู่ ลูกชายก็ตอบมาว่า “กำลังดูน้องสาวที่อยู่ในท้องของแม่” ภรรยาผมก็หัวเราะแล้วก็คิดว่าคงเป็นจินตนาการเรื่อยเปื่อยของเด็ก ๆ แต่ที่ไหนได้พอไปตรวจที่คลีนิค ภรรยาผมท้องได้สองอาทิตย์แล้ว แต่ที่สำคัญ คือ เด็กในท้องเป็นผู้หญิง!! (เด็กรู้ได้อย่างไร ?)

 

7.ตอนที่ฉันเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ครอบครัวที่ฉันไปอาศัยด้วยมีลูกสาวฝาแฝดอายุห้าขวบ หนึ่งในนั้นเชื่อว่าตัวเองจะสามารถเห็นรังสีออร่าและพูดคุยกับนางไม้ได้ แม่ค่อนข้างเชื่อทีเดียวแต่ทางด้านพ่อคิดว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อไม่มีทางเป็น ไปได้ เช้าวันหนึ่งพ่ออยู่คนเดียวในบ้านเลยพูดกับต้นไม้ในครัวว่า “เฮ้ย! นางไม้ ถ้ามีตัวตนจริง ๆ ตอนกินข้าวมื้อเย็นวันนี้ให้บอกลูกสาวฉันด้วยว่าให้พูดคำว่า สีเขียว” และมื้อเย็นวันนั้นลูกสาวของเขาก็ดูต้นไม้ตามปรกติแล้วก็หันมาบอกพ่อเขาว่า “พ่อค่ะ นางไม้บอกให้หนูบอกพ่อว่า สีเขียว” หลังจากนั้นพ่อก็เชื่อว่านางไม้มีอยู่จริงในทันที

 

6.หลานสาวของฉันอายุราว ๆ สามขวบ อยู่มาวันหนึ่ง จู่ ๆ ก็พูดกับแม่ของเขาว่า “แม่คะ ทำไมสามีของหนูถึงต้องเอาปืนยิงหนูด้วยคะ ? ทำไมเขาถึงต้องทำแบบนั้น ? แม่คิดว่ายังไงคะ ?” แม่งงและตกใจว่าทำไมหลานถึงพูดยังงั้น และเรื่องนี้ก็ยังเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้

 

5.คืนหนึ่งฉันเข้านอนกับลูกสาวที่อายุเพิ่งจะห้าขวบ ในตอนที่กำลังหลับอยู่นั้นเอง ฉันได้ฝันว่าตัวเองเป็นฆาตกรกำลังวิ่งไล่ฆ่าคนอยู่ ตอนเช้าฉันตื่นขึ้นมาแล้วก็กำลังนึกย้อนไปถึงเรื่องที่ฝันเมื่อคืน จู่ ๆ ลูกสาวฉันก็ลืมตาตื่นแล้วก็พูดว่า “แม่คะ หนูฝันเห็นแม่วิ่งไล่ฆ่าคน”

 

4.ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ลูกสาวสองขวบของผมกำลังจะเข้านอน ก็เหมือนกับเด็กทั่วไปที่เพิ่งจะเรียนนับเลข ลูกสาวก็ชี้ไปที่ตัวเอง แล้วก็ชี้มาที่ตัวผม “หนึ่ง สอง” ก่อนที่จะกระโดดแล้วก็ชี้ไปรอบ ๆ ตัวในห้องที่ว่างเปล่า “สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบคน!”

 

3.ครั้งหนึ่งหลานสาวได้วางมือบนท้องของภรรยาผมแล้วพูดว่า “ลูกของเธอจะต้องตาย!!!”

 

2.ตอนที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับลูกสาวของฉันโดยที่ประตูของตู้เสื้อผ้า ยังเปิดอยู่ จู่ ๆ ลูกสาวของฉันก็หัวเราะออกมา ฉันเลยถามว่าหัวเราะเรื่องอะไร ทันใดนั้นลูกสาวก็บอกว่า “ผู้ชาย” ฉันเลยถามว่า “ผู้ชายที่ไหน ?” หลังจากนั้นลูกสาวก็ชี้ไปที่ตู้เสื้อผ้าแล้วบอกว่า “ผู้ชายมีงูที่คอ” ฉันหันหลังกลับไปมองก็ไม่เห็นมีอะไร ฉันไม่อยากจะนึกเลยว่าบ้านนี้จะมีประวัติผู้ชายผูกคอตายในตู้เสื้อผ้ารึ เปล่า แต่อย่างน้อยลูกสาวฉันก็ไม่กลัวล่ะนะ

 

1.ลูกสาวของเพื่อนที่ทำงานอายุราว ๆ สี่ขวบ ชอบคิดว่าเสียงโครกครากของท่อน้ำในห้องครัวคือเสียงของ “หมาป่าสีขาว” แล้วจะเป็นเสียงที่ทำให้ลูกสาวกลัวอยู่เสมอ วันหนึ่งลูกสาวได้นั่งในครัวกับแม่แล้วก็พูดว่า “แม่ค่ะ จริง ๆ แล้วหมาป่าสีขาวก็ไม่ได้ชั่วร้าย พวกมันเป็นมิตรกับเรา” พอแม่ได้ยินอย่างนั้นด้วยความอยากให้ลูกหายกลัวก็เลยพูดเสริมว่า “ใช่จ้ะลูก! หมาป่าสีขาวคอยปกป้องเรา พวกมันเป็นมิตรกับเรา” หลังจากนั้นลูกสาวก็พูดว่า “แล้วก็ไม่น่ากลัวเหมือนกับผู้ชายที่คลานอยู่ที่พื้นแล้วก็ชอบมายืนข้าง เตียงหนูบ่อย ๆ ด้วย”

 

Credit : yamsayong

ที่มา : tartoh

เปิดตำนาน 52 เรื่องผี และสิ่งลี้ลับในจังหวัดสงขลา!


เรื่องที่จะนำมาเล่าต่อจากนี้ เป็นเรื่องที่ผู้เขียนได้รับทราบจากการออกเดินทางไปทำงานวิจัย ตามสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดสงขลา  เเน่นอนล่ะว่าการออกเก็บข้อมูลงานทางไทยคดีศึกษาในเรื่องต่างๆ ตามสถานที่ต่างๆย่อมต้องได้รับทราบข้อมูลทั้งเชิงประจักษ์ เเละความเชื่อในเเนวทางเฉพาะถิ่น อาทิ ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องภูติผี เเละดวงวิญญาณ(ลัทธิวิญญาณนิยม)เพื่อนๆ หลายๆ คนของผู้เขียนเลยขอให้ทำการรวบรวมนำมาเล่าสู่กันฟัง(บ้าง)  เพื่อเป็นประสบการณ์เเลกเปลี่ยนกัน

ปล.  เชื่อก็ได้…ไม่เชื่อก็ได้..เเล้วเเต่จะคิดนะคะ

1.หน้าโรงเรียนอุดมศึกษาพานิช.. สมัยก่อนล่วงผ่านเลยมามีเรื่องเล่ากันปากต่อปากจากผู้สูงวัยว่าที่เชิงสะพานตอนเช้าตรู่(ราวตี 4-6 โมงเช้า)มักจะมีสาวสวยผมยาวผิวขาวมากๆ  ใส่ชุดขาวมายืนโบกรถอยู่  หากใครจอดรถรับ  เธอจะหายไปพร้อมกับความซวย  หรือเรื่องร้ายๆที่เข้ามาเยือนคนดวงซวยคนนั้น…บรื๋ออออ

2.บริเวณถนนศรีภูวนารถ มีซอยหลายซอยมากๆ  มีอยู่ซอยหนึ่งคือซอย 12  ซอยนี้เองมีโรงเก็บหัวหอมร้างอยู่ซอยหนึ่ง  เล่าลือกันว่าผีดุมากๆ  มีเรื่องเล่าว่าเมื่อหลายสิบปีก่อนมีลูกจ้างโรงเก็บหัวหอมถูกบานประตูเหล็กตกใส่ ทับจนร่างกายเเหลก เละทั้งตัว  ไม่มีใครสามารถจะนอนค้างคืนในโรงเก็บหัวหอมร้างซอย 12 ได้เพราะถูกหลอกกันมานับไม่ถ้วนเเล้ว

3.สะพานรถไฟ(มีราวเหล็ก)ที่ตั้งอยู่ในบริเวณบ้านน้ำน้อย  เคยมีคนตายกว่า 400 ศพ  ที่สำคัญเป็นการตายโหง ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  โดยเชื่อกันว่าที่นี่เฮี๊ยนมาก  คนเฒ่าคนแก่หลายคนเรียกสะพานรถไฟแห่งบ้านน้ำน้อยว่าสะพานสายมรณะ  บ้างก็ว่าเป็นสะพานผีตายโหง  เคยมีเรื่องเล่าในอดีตว่า  เคยมีกลุ่มคนมายืนโบกรถอยู่ที่แถวๆสะพานรถไฟดังกล่าว  โบกรถเพื่อจะไปสงขลา  พอรถให้ขึ้นมาปรากฏว่าระหว่างขับกลุ่มคนดังกล่าวก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย  ทำเอาคนขับรถถึงกับจับไข้ไปหลายวัน

4.ซอยๆหนึ่งข้างวัดโคกนาว กับห้างโลตัส เด็กหาดใหญ่เรียกกันว่า…” ซอยคุณยายสปีด ” เชื่อกันว่าหากขับรถมอเตอร์ไซด์เข้ามาในซอยคนเดียวหลังเที่ยงคืนในคืนเดือนมืดเเล้วจะเจอกับผีคุณยายสปีดหลอกเอา  ด้วยการกระโดดขึ้นมาซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์  ใครดวงซวยอาจถึงตายได้

5.ถนนสายหาดใหญ่-สงขลา(สายใหม่)ก่อนถึงปั้นน้ำมันมีเรื่องสยองเล่าว่า  เคยมีกลุ่มรถซิ่งถูกสายสลิงที่ขึงไว้กับต้นไม้ใหญ่ 2 ข้างทาง  ตัดเอาคนนั่งซ้อนท้ายซึ่งเป็นผู้หญิงจนหัวขาดมาเเล้ว…เชื่อกันว่าหากขับรถมาตอนกลางคืนเเล้วเห็นคนขับมอเตอร์ไซด์ไม่มีหัว…อย่ามอง หรือชี้มือไปหา  เพราะท่านอาจจะซวยเอาได้

6.บริเวณเปิดท้ายกรีนเวย์(ข้างป่าช้าโคกโพธิ์)…เเต่เดิมเป็นวังน้ำขนาดใหญ่  ชาวบ้านคลองเรียนเรียกกันว่า ” วังน้ำดำ ”  เชื่อว่าเป็นดินเเดนอาถรรณ์ที่ผู้มีวิชาอาคมมักมาลองปล่อยของกัน

7.วัดโคกนาว..สมัยก่อนเรียก ” โคกเน่า ”  เพราะเคยมีการฝังศพกันเป็นจำนวนมาก  เเต่ปรากฏว่ามีน้ำท่วมขังในบริเวณดังกล่าวในปีหนึ่ง  ชาวบ้านเลยจำต้องนำศพไปผูกติดเอาไว้กับกิ่งไม้ใหญ่  บ้างก็ว่ามีนายพรานหลายคนไปยิงสัตว์ในโคกเน่า  ถูกซากศพที่เน่าเปื่อยตกใส่จนขวัญหนีตามๆกัน  ผู้เขียนเคยสัมภาษณ์ผู้เฒ่าผู้เเก่ท่านหนึ่ง  ท่านกรุณาเล่าให้ฟังว่า…หากมืดค่ำจะไม่ยอมเดินทางผ่านโคกเน่าเป็นอันขาดเพราะผีที่นี่หลอกเก่งที่สุด

8.หน้าสวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่…เชื่อกันว่าเฮี๊ยนน่าดูชม..เพราะจะต้องมีคนถูกรถชนตาย หรือรถทับตายทุกปี  หลายคนบอกว่าเขาต้องการ  ” ตัวตายตัวเเทน ”

9.หน้าวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่….บริเวณใต้สะพานลอยหน้าวิทยาลัย  เชื่อกันว่ามีผีเฝ้าอยู่ใต้สะพานลอย…ใครดวงถึงฆาตจะถูกผีผลักให้รถชนเพื่อเป็นตัวตายตัวเเทนตน(เด็กเทคนิคหาดใหญ่เล่ากันภายใน)

10.เจ้าที่ที่ปกป้องรักษาวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่นอกจากจะมีพระวิษณุกรรมแล้ว  บริเวณเชิงเขา(ข้างแผนกช่างยนต์)ยังมีเจ้าที่เก่าของที่นี่ปรากฏให้ได้เห็น  ครู-อาจารย์ เรียกท่านว่า “ทวดตาเดียว”  ส่วนนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่เรียก “เจ้าพ่อตาเดียว”  ถือกันว่าท่านนั้นศักดิ์สิทธิ์มากๆ  บูชาหรือเซ่นด้วยอะไรก็ได้  ยกเว้นเนื้อสุกร(เพราะท่านเป็นมุสลิม)

11.เจ้าที่ที่มหาวิทยาลัยทักษิณเด็กที่นี่เรียกกันว่า..” ทวดเลียบ ”  เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของที่นี่  ปรากฏในรูปของต้นไม่ใหญ่  เชื่อกันว่าหากใครขวัญอ่อน หรือต้องการเจริญก้าวหน้าในการเรียน หรือการงานด้านต่างๆให้บูชาท่านด้วยยาคูลท์ เท่านั้น

12.หน้าตึกเรียนอาคาร 13 ภายในมหาวิทยาลัยทักษิณ  เชื่อกันว่ามีความเฮี๊ยนระดับสูงมากๆ  เเละที่หน้าตึกเรียนอาคาร 13 นี้เองที่มีฮวงซุ้ยขนาดใหญ่ตั้งอยู่หน้าตึก(น่าจะเป็นตึกเรียนตึกเดียวในประเทศไทยที่มีฮวงซุ้ยตั้งอยู่ด้านหน้า)  เล่าลือกันว่าบางครั้งดึกๆจะมีคนเดินไปเดินมาที่หน้าฮวงซุ้ย  มองนานๆเเล้วท่านก็จะหายไป

13.ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา  เชื่อกันว่าสระน้ำหน้าอาคารตึกอำนวยการหลังเก่า…เคยมีเด็กผู้หญิงที่มาเข้าค่ายที่นี่จมน้ำตาย  เธอมักชอบออกมาเล่นงานคนที่ดวงถึงฆาตด้วยการดึง หรือลากลงไปในน้ำ

14.ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา  อาคารหอสมุด(หลังเก่า)…เชื่อกันว่าที่ บล็อก ฮ. นกฮูก  มีดวงวิญญาณของนักศึกษาที่นี่สิงอยู่  ท่อนบนเป็นผู้ชายใส่ชุดช่างอุตสาหกรรม  ท่อนล่าง…..ไม่มี !!!

15.เเถวๆท้ายวัดคลองเรียน…ในอดีตยังมีต้นยางใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง  บนต้นยางปรากฏเป็นฝูง “ชิน” จำนวนมากลอยอยู่(ชิน  หลายคนเชื่อว่าเป็นผีชนิดหนึ่ง รูปลักษณะเป็นดวงไฟสีขาวขุ่นใหญ่ประมาณเท่าลูกฟุตบอล-1 เมตร) ปัจจุบันเชื่อว่าต้นยางใหญ่ดังกล่าวไม่มีเเล้ว  เเละน่าจะเป็นสถานที่ตั้งของหมู่บ้านร่มเย็น(ตรงบริเวณไหนไม่อาจคาดเดาได้เเน่ชัด)

16.รถเมล์สายหาดใหญ่-สงขลา(เด็กหาดใหญ่เรียก รถโพธิ์ทอง)….เชื่อกันว่ามีรถโพธิ์ทองอยู่คันหนึ่งมักปรากฏหญิงสาวในชุดนักศึกษา  ผมยาว  เธอมักชอบนั่งอยู่เก้าอี้เกือบท้ายสุดในยามหัวค่ำ  พอมองไปนานๆเธอจะหายไป

17.หลังวัดคลองเเห  ตำบลคลองเเห  อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา…เชื่อกันว่ามีเนินดินสูงอยู่เนินหนึ่ง เรียก…” โคกนกคุ่ม ” ภายในเนินดินว่ามีทรัพย์สมบัติฝังอยู่  เเละมีผีนานาชนิดเฝ้าดูเเล  อาทิ ผีปลาหัวกระโหลก

18.เเถววัดคูเต่า ตำบลเเม่ทอม สงขลา(วัดคูเต่าหลังเเรก…วัดสระเต่า)เคยมี ?เสือสมิง? อาศัยอยู่ใกล้บริเวณวัดได้เข้าทำร้ายสามเณรมรณภาพ 1 รูป คือสามเณรถูกกัดจนศีรษะขาดและถูกกินเป็นอาหารเป็นที่เล่าลืออย่างสยดสยองต่างๆนานา(เสือสมิง คือ เสือร้ายที่เชื่อกันว่าเกิดจากอิทธิฤทธิ์ของวิญญาณร้ายที่แปลงร่างขึ้นมา)

19.วัดโลการาม  บ้านสะทิ้งหม้อ  สิงหนคร สงขลา…มีเจ้าที่ประจำวัดเป็นพญางูจงอางขนาดใหญ่  เรียก ” ทวดตาหลวงรอง ” เชื่อว่าใครบูชาเเล้วจะเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆ…นอกจากนี้ยังเชื่ออีกด้วยว่าหากใครจะเข้ามาขโมยทรัพย์สมบัติของทางวัดจะโดนงูทวดเล่นงานจนต้องหนีกระเจิงทุกรายไป

20.หน้าอุโบสถวัดพรุเตาะ  หาดใหญ่  สงขลา มีต้นโพธิ์อยู่ต้นหนึ่ง…เชื่อว่าต้นโพธิ์นี้เเต่เดิมคือเจ้าอาวาสวัดพรุเตาะ  ครั้งหนึ่งท่านได้ใช้น้ำมันราดเเละเผาตนเองจนมรณภาพ  เเล้วท่านก็ได้เกิดใหม่เป็นต้นโพธิ์หน้าอุโบสถ(ชาวบ้านเขาเชื่อกัน)

21.บริเวณหัวเขาแดง-สงขลา  เชื่อกันว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยป้องปกดูแลอยู่เรียกว่า ?ทวดหัวเขาแดง?  เชื่อกันว่าท่านนั้นมักปรากฏกายให้ได้เห็นในรูปของจระเข้ใหญ่มีนัยตาสีแดงเพลิง

22.น้ำตกโตนงาช้างที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสงขลาในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง  ปรากฏมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ป้องปกอยู่เรียกว่า “ทวดตาขุนดำ-ทวดโต๊ะปะหวัง”  ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงกับน้ำตกเชื่อว่าท่านนั้นมีรูปกายเป็นเสือดำขนาดใหญ่ มีเรื่องเล่าว่าราวปี พ. ศ. 2549 ได้มีนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์คนหนึ่งเดินทางมาเที่ยวน้ำตกโตนงาช้าง  จนตกช่วงเย็นชายคนดังกล่าวได้ออกเดินทางปีนขึ้นไปชมทัศนียภาพบนน้ำตกโตนงาช้าง จากนั้นจึงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย  เพื่อนๆที่มาด้วยกันจึงออกตามหาแต่ก็หาไม่พบจึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ของทางน้ำตกทราบช่วยกันตามหาจนช่วงดึกจึงต้องยกเลิกไปแล้วออกหาตอนเช้าอีกที  หาอยู่ 3 วัน 3 คืนก็ยังหานักท่องเที่ยวชายชาวสิงคโปร์คนดังกล่าวไม่พบ  จึงได้เชิญหมอไสยศาสตร์มาทำพิธีกรรม “เข้าทรง”  และพอได้รับข้อมูลมาว่านักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ที่หลงป่ายังมีชีวิตอยู่  ประทังชีพด้วยการกินยอดไม้ และน้ำเป็นอาหาร เขาเพียงโดน “ผีบังตา” เอาไว้ท่านมิต้องเป็นห่วงแต่ประการใด  ถึงเวลาเขาก็จะกลับมาเอง  แต่หลังจากนั้นก็ขอให้ช่วยสร้างศาลให้เราอยู่ด้วย  หัวหน้าทีมค้นหาจึงสัญญาว่าหากหาเจอก็จะสร้างศาลสถิตบูชาให้  วันที่ 4 ที่ออกค้นหาจึงหานักท่องเที่ยวคนดังกล่าวจนพบแล้วสร้างศาลให้เรียกว่า “ทวดตาขุนดำ-ทวดโต๊ะปะหวัง”

23.ห้องเบอร์ 333  ณ โรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในอำเภอหาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่เยื้องๆกับฟาร์มจระเข้เก่า…เชื่อกันว่ามีผีฝรั่งสิงสถิตอยู่  หากใครจิตอ่อนเวลานอนอยู่บนเตียงจะถูกลากขา  หรือบีบนวดขาให้ในเวลากลางคืน..ให้แก้เคล็ดด้วยการนำเหรียญบาท 3 เหรียญมาวางไว้ตรงมุมบานประตูทางเข้าห้อง(ด้านใน)แล้วบอกกล่าวขอเช่าห้องกับผีเจ้าของห้องก่อนจึงจะอยู่ได้อย่างปกติสุข(เจอกันหลายคนแล้วห้องเบอร์นี้)

24.ชาวอำเภอเมืองสงขลา  เชื่อกันว่า ณ เขารูปช้างมีผีฟ้า-เทวดาป้องปกรักษาอยู่เรียกกันว่า “ทวดช้าง” หรือ“พ่อทวดช้าง”  เชื่อว่าเป็นดวงวิญญาณของควาญช้างและพญาช้างใหญ่ 2 เชือก(พ่อพลายแก้ว  และแม่พังงา)

25.แถวน้ำตกโตนงาช้าง  และย่านหูแร่ในสมัยก่อนเชื่อกันว่ายังมี ?ผีหลังกลวง? อาศัยอยู่เชื่อกันว่าผีหลังกลวงเป็นความเชื่อของชาวไทยภาคใต้มีลักษณะเป็นเหมือนกับคนธรรมดาแบบเราๆท่านๆนี่แหล่ะ แต่มันไม่ชอบใส่เสื้อผ้า(ประมาณว่าใส่แต่กางเกงที่ขาดรุ่งริ่ง)และที่สำคัญคือมันมีสันหลังที่กลวงโบ๋วมีน้ำหนองไหลออกมาอย่างน่ากลัว ผีหลังกลวงชอบอาศัยอยู่ในแถบสถานที่ๆมีอากาศเย็นโดยเฉพาะในบริเวณน้ำตกต่างๆของทางภาคใต้ เชื่อกันว่ามันชอบกินของดิบๆเป็นนิสัย ส่วนกรรมวิธีในการหลอกคนก็คือ มันจะมาทำทีพูดจา-เจรจาเป็นมิตรกับผู้ที่ผ่านถิ่นที่อยู่ของมันในยามค่ำคืน  จากนั้นมันจะแกล้งคันหลังแล้วขอให้มิตรใหม่ช่วยเกาหลังให้… หันหลังให้คนที่มันจะหลอกดู(หลายคนพอได้เห็นหลังอันกลวงโบ๋วของมันแล้วก็อาจจะกลัวจนวิ่งหนีไปเลยก็มี) แต่ผีหลังกลวงในบางพื้นที่ เช่น ที่จังหวัดพัทลุงนั้นมันมีวิธีหลอกโดยการเดินมาตอนกลางคืนแล้วอาสาว่าจะช่วยตำข้าวให้ พอเจ้าของบ้านเผลอมันจะฉวยโอกาสหักคอกับครกตำข้าว(คนพัทลุงในสมัยก่อนเลยไม่ค่อยมีใครนิยมตำข้าวตอนเวลากลางคืน)

26.บ้านคูเต่า  อำเภอบางกล่ำ  จังหวัดสงขลา  ยังเชื่อว่าในเครื่องดนตรีของถิ่นตนมีผีชนิดหนึ่งสถิตอยู่เรียก “โต๊ะเคร็ง”  เชื่อกันว่าโต๊ะเคร็งเป็นผีที่สถิตอยู่ในเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งของทางภาคใต้ โดยหากมีการเซ่นสรวงที่ดีโต๊ะเคร็งจะทำให้การประกอบอาชีพทางด้านเป็นนักดนตรีเจริญก้าวหน้า แต่หากทำผิดกฎการเซ่นสรวงบูชาแล้วโต๊ะเคร็งจะนำพาความวิบัติมาให้ได้

27.เชื่อกันว่าในคลองอู่ตะเภาในอดีตยังมีจระเข้ผีสิงสถิตอยู่  มีตำนานเล่าว่า  ในอดีตลำคลองอูตะเภายังอุดมสมบูรณ์มีจระเข้อาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่น  เนื่องด้วยมีปลาอย่างชุกชุมทำให้วิถีทางการดำเนินชีวิตของคน และจระเข้ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน  จวบอยู่มายุคหนึ่งเกิดเหตุจระเข้กินคนเกิดขึ้นลือว่าเป็นจระเข้ผีสิง  ขึ้นมาจากน้ำ  คาบ กัดกินเด็กที่เล่นน้ำบริเวณท่าน้ำวัดท่าแซไปหลายรายจนเป็นที่ประหวั่นพรั่นพรึงของผู้คนในสมัยนั้นเป็นยิ่ง  จวบจนความเจริญได้เดินทางเข้ามาสู่ชุมชนคลองอูตะเภามากขึ้น  ตำนานจระเข้กินคนเลยลบหายไปกับกาลเวลาเหลือเพียงคำเล่าลือจากผู้เฒ่าผู้แก่ว่า….ในอดีตลำคลองแห่งนี้ยังเคยมีจระเข้ผีสิงที่ชอบกินเด็กเป็นอาหารอาศัยอยู่

28.เชื่อกันว่าทะเลสาบสงขลายังมีนางเงือก(ผีนางเงือก)อาศัยอยู่  ณ ยามใดก็ตามที่เป็นคืนจันทร์เดือนเพ็ญสว่างเต็มท้องน้ำ  ผีนางเงือกจะขึ้นมาจากท้องน้ำ  นั่งอยู่บนโขดหิน  ใช้หวีที่ทำจากก้างปลาหวีผมอย่างน่าดูชม…..ใครดวงถึงฆาตนางจะลากลงไปในท้องน้ำเอาบุรานายนั้นทำสามี

29.ถนนสายบ้านในไร่-เขากลอย(ทางโค้งข้อศอก)…ยามค่ำคืน   หากเห็นหญิงสาวรถมอเตอร์ไซด์เสีย  ยืนคนเดียว… อย่าชี้นิ้วไปหา-อย่ารับขึ้นรถ…เพราะไม่ใช่คน!!!

30.ต้นไทรใหญ่หน้าวัดคลองเรียน  มีอายุนานมากแล้ว(อาจจะถึง หรือเกิน 100 ปี)…..ยามค่ำคืนมักปรากฏผู้คนมากมายพร้อมเทียนส่องสว่าง  พวกเขามาหาตัวเลขก่อนวันหวยออกกันน่ะ  แต่….หากเห็นผู้คนมากมายอันตรธานหายไปในพริบตาที่ชี้มือไปหา…ท่านจะซวยเอาได้!!!

31.พระคเณศ  หน้าภาควิชาศิลปะ  ว.ค.สงขลา  เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์มากๆ…..หากใครอยากลองดีให้มาตอนเที่ยงคืน  พร้อมกับหันก้นเข้าหาและ…เกาใส่หน้าท่าน(เชื่อกันว่าจะโดนดีทุกรายไป)

32.ข้างภาคศิลปะ ว.ค.สงขลา  สมัยก่อนยังมีต้นมะพร้าวใหญ่อยู่ต้นหนึ่งข้างสระน้ำ(ปัจจุบันตัดทิ้งแล้ว)…..ยามดึกๆเด็กๆที่นี่อาจจะเห็นชายหนุ่มร่างกำยำผิวดำหัวหยิก  ไม่ใส่เสื้อผ้า  พุ่งดิ่งลงมาจากต้นมะพร้าว  ลงสู่สระน้ำข้างภาควิชา…หายลงไปไม่โผล่ขึ้นมาอีกเลย.. ไม่ต้องตกใจ  เขาแค่ทักทายเด็กศิลป์น่ะ(สมัยก่อนเจอกันบ่อย)

33.ตำนานบ้านโลงศพ (หน้าซอย 10 ราษฏร์อุทิศ) เคยได้ยินเรื่องเล่าในหาดใหญ่อยู่เรื่องหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อนคือเรื่องตำนานบ้านโลงศพ  ว่ากันว่ามีบางส่วนของตัวบ้านดังกล่าวที่สร้างออกมาเหมือนรูปโลงศพยังไงยังงั้น  เล่าลือกันอีกต่อว่าหลังจากเจ้าของบ้านได้เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวไม่นานก็ประสบอุบัติเหตุหมู่ยกครัว  (บางคนก็เล่าลือว่ามันเห็นเรื่องแปลกๆเวลาขับรถผ่านบ้านหลังดังกล่าว(ปัจจุบันบ้านโลงศพกลายเป็นร้านถ่ายรูปไปแล้ว)

34.บ้านรูปยิ้ม (ท้ายซอย 7 ราษฏร์อุทิศ)เป็นภาพขาว-ดำ ของหญิงสาวนางหนึ่งที่เล่าลือกันว่าเธอผูกคอตายภายในบ้าน ได้มีการนำรูปภาพดังกล่าวมาแขวนไว้บริเวณหน้าบ้าน  ลือกันอีกว่าหากใครดวงซวยเวลาขับรถผ่านหญิงสาวในภาพจะยิ้มให้(รีบไปทำบุญล้างซวยโดยด่วน!!!)

35.ตำนานผีช่องแอร์ที่หาดใหญ่ เชื่อกันว่ามีโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองหาดใหญ่ที่เป็นต้นเหตุแห่งตำนานผีช่องแอร์(ฆาตกรรมยัดช่องแอร์) และก็มีการเล่าลือกันว่าห้องดังกล่าวของโรงแรมที่เกิดเหตุมีอัตราความเฮี๊ยนสูงมากๆ!!!  ใครมาพักมักเจอดีเข้าแทบทุกราย  เส้นผมหญิงสาวร่วงลงมาจากเพดาน  เสียงประหลาดยามค่ำคืน  กลิ่นศพเน่าโชยมาโดยหาสาเหตุไม่ได้!!!  หลายคนมาถามผมว่าแล้วมันที่ไหนกันล่ะโรงแรมนั้น  แน่นอนว่าไม่ใช่โรงแรมกลางเมืองหาดใหญ่แน่  โรงแรมนี้ร้างมากว่า 10 ปีตั้งแต่น้ำท่วงใหญ่คราวนั้นแล้ว หลายคนบอกว่ามันคือโรงแรมหาดใหญ่ออxxxจริงหรือไม่?

36.เรื่องผีที่อาคาร 3 เด็กเทคนิครุ่นเก่าๆเขาเล่าลือกันนักกันหนาว่าแต่เดิมอาคาร 3 ในวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่เคยมีคนตกลงมาตาย(ครูหลายคนยืนยันว่าจริง)หากยืนมองวิวทิวทัศน์อยู่ดีๆมีใครตกลงมาแล้วปรากฏว่าร่างนั้นอันตรธานหายไป  ขอร้อง…อย่าไปทักเดี๋ยวซวย!!!

37.ตำนานต้นจามจุรีให้โชค-หาดใหญ่ใน  หลายคนเรียกกันว่าทวดแม่จามจุรี หรือทวดไกรสิงห์-ราชสีห์จามจุรีใหญ่อันเป็นที่สิงสถิตของทวดแม่จามจุรีตั้งอยู่ ณ ปากทางเข้าถนนโชคสมาน 1  ตรงข้าม สภ.หาดใหญ่ ลือกันว่าต้นไม้ต้นนี้เคยเป็นที่ประหารชีวิตนักโทษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (ผู้คอตาย)สืบตำนานพอได้ว่าในราวปี พ.ศ. 2552  ภรรยาของตำรวจชั้นประทวนซึ่งทำงานอยู่ใน สภ.หาดใหญ่   ได้หลับลงด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการปฏิบัติภาระหน้าที่ประจำวันที่บ้านพักใกล้กับต้นจามจุรี  ครั้งหลับก็ฝันไปว่ามีเจ้าแม่จามจุรี สถิตอยู่ ณ ต้นจามจุรีใหญ่ใกล้กับที่พักของตน  เจ้าแม่จามจุรี  หรือทวดแม่จามจุรีบอกว่าจะให้เลขเด็ดแต่มีข้อแม้ว่าขอให้ตั้งศาลให้ที่ใต้ต้นจามจุรีเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน  ปรากฏว่าถูกหวยจริง  แต่ผู้เป็นภรรยาของตำรวจชั้นประทวนนางนี้ก็ยังไม่ปักใจเชื่อเสียเท่าใดนักจึงไปทำการบนกับทวดแม่จามจุรีว่าขอให้ถูกหวยเป็นครั้งที่สองแล้วจะสร้างศาลแก้บนให้  ปรากฏถูกหวยมาเลย์จริงดังที่ทำการบนไว้  ต่อมาจึงมีการสร้างศาลเพียงตาไว้ให้สำหรับเป็นที่สถิตแก่ทวดแม่จามจุรี  ครั้งข่าวลือเรื่องทวดแม่จามจุรีให้เลขเด็ดได้อย่างแม่นยำยิ่งนักรู้ถึงหูเซียนหวย  นักเลงตัวเลขจากทั่วประเทศจึงแห่กันเดินทางมาเพื่อขอเลขเด็ด  ไม่เว้นแม้แต่ชาวต่างประเทศที่ทราบข่าว อาทิ ชาวมาเลย์  สิงคโปร์  จีน  เป็นต้น  จามจุรีอันเป็นที่สิงสถิตของทวดแม่จามจุรี ณ ปากทางเข้าถนนโชคสมาน 1  ตรงข้าม สภ.หาดใหญ่จึงแน่นขนัดไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาจากทั่วทุกสารทิศ  ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ  อันมีสิ่งมุ่งหวังอันเดียวกันคือ “เลขเด็ด” นั่นเอง  นอกจากเรื่องเลขเด็ดที่ชาวบ้านนิยมมาขูด  ทาแป้ง  ลูบหากันแล้วนี่ยังปรากฏความเชื่ออีกอย่างหนึ่งที่แพร่สะพัดกันไปในวงกว้าง  คือเชื่อกันว่าทวดแม่จามจุรีนี้ไม่ชอบให้ใครมาตัดกิ่ง ก้าน ใบโดยไม่ได้รับอนุญาต  ดังเรื่องเล่าลือที่ว่าก่อนหน้านี้ไม่นานเคยมีเจ้าหน้าที่ของเทศบาลนครหาดใหญ่ จะทำการตัดแต่งกิ่งไม้ข้างถนน  ครั้งตัดแต่งมาเรื่อยๆจนถึงต้นจามจุรีใหญ่ต้นดังกล่าวปรากฏว่าอุปกรณ์สำหรับตัดแต่งกิ่งไม้ไม่ทำงานอยู่นาน  พยายามอย่างไรก็ไม่สามารถซ่อมอุปกรณ์ดังกล่าวได้  จึงต้องล้มเลิกการตัดแต่งกิ่งต้นจามจุรีออกไป  ครั้งเจ้าหน้าที่ของเทศบาลนครหาดใหญ่มาทำการตัดแต่งกิ่งไม้ในครั้งที่สองก็ปรากฏว่าอุปกรณ์สำหรับตัดแต่งกิ่งไม้ไม่ทำงานเหมือนครั้งแรก  จึงเกิดการเล่าลือกันถึงเรื่องความเฮี๊ยนของต้นจามจุรีใหญ่ ณ ปากทางเข้าถนนโชคสมาน 1  กันอย่างกว้างขวาง

38.ตำนานผีทวดเฝ้าถ้ำ  หรือตำนานทวดแหลมจาก  เป็นความเชื่อของชาวบ้านตำบลเกาะใหญ่  อำเภอกระแสสินธุ์  จังหวัดสงขลา ตำนานทวดแหลมจากมีดังนี้กล่าวคือ  ภายในอาณาบริเวณของหมู่ที่ 1  ตำบลเกาะใหญ่  อำเภอกระแสสินธุ์  จังหวัดสงขลา  ปรากฏว่ามีถ้ำใหญ่อยู่แห่งหนึ่งที่ซึ่ง ณ ถ้ำแห่งนี้เองชาวบ้านล้วนเชื่อกันว่าภายในถ้ำมีทรัพย์สมบัติ  แก้วแหวนเงินทอง  ถ้วยชามที่เป็นทองคำฝังเอาไว้อยู่ภายในเป็นจำนวนมาก  และภายในถ้ำนี้เองปรากฏว่ามีจระเข้ใหญ่  ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นจระเข้เจ้าและศักดิ์สิทธิ์

พร้อมทั้งขนานนามให้ว่า  “ทวดแหลมจาก”  มีหน้าที่เฝ้าปกปักรักษาทรัพย์สมบัติดังกล่าวอยู่  คนแต่ครั้งโบราณหรือชาวบ้านในสมัยก่อนจะสามารถเข้าไปหยิบยืมทรัพย์สมบัติต่างๆของทวดแหลมจากได้แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องนำมาคืนในระยะเวลาที่กำหนด  ครั้งกาลต่อมามีคนพาลเข้าไปหยิบยืมทรัพย์ของทวดแล้วไม่ได้นำไปคืนให้  ทวดแหลมจากจึงโกรธและปิดถ้ำลงด้วยหินก้อนขนาดใหญ่ตรงบริเวณปากทางเข้าถ้ำ  ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครสามารถเข้าไปหยิบยืมทรัพย์สมบัติของทวดได้อีก  แต่ชาวบ้านในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวก็ยังเชื่อว่าทวดแหลมจากในรูปของจระเข้ทวดขนาดใหญ่ยังคงสถิตอยู่ภายในถ้ำแห่งนั้น

ทวดท่าข้าม  หรือ  ทวดพญาท่าข้าม

39.ตำนานทวดแม่กง ผู้ยิ่งใหญ่แห่งบ้านเกาะหมี มีเรื่องเล่าสืบทอดกันมาอย่างยาวนานถึงรูปแบบ-ความศักดิ์สิทธิ์ของทวดแม่กงเอาไว้ว่า…..เมื่อนานมาแล้วยังมีชายชาวบ้านเกาะหมีคนหนึ่งนั่งคุยกับเพื่อนที่ชานเรือน  เขาท้าเพื่อนๆเอาไว้ว่าไม่เชื่อในตำนานความศักดิ์สิทธิ์ของทวดแม่กง…..“ถ้าทวดแม่กงศักดิ์สิทธิ์จริง  ขอให้ขึ้นมาหาเขาบนเรือน เขาจะยอมให้ทวดกัดให้ถึงแก่ชีวิต”   ขณะเดียวกันนั้นเองปรากฏว่ายังมีพญาคางคก(แม่กง)ใหญ่อยู่ตนหนึ่ง  นั่งอยู่บนโขดหินริมฝั่งน้ำ ณ บ้านเกาะหมี  โจนทะยานลงจากโขดหินลงสู่แม่น้ำดังกล่าวเสียงดังสนั่น…..กลายร่างเป็นเข้เจ้า(จระเข้ใหญ่)ในทันทีทันใด  ว่ายตรงไปสู่บ้านของชายหนุ่มผู้ท้าทาย  ถึงริมฝั่งได้  ทวดแม่กงมองชายผู้ท้าทายด้วยสายตาที่โกรธอย่างถึงที่สุด  พร้อมลำเลียงตนขึ้นสู่บนฝั่งพร้อมกลายร่างเป็นงูบองหลาขนาดใหญ่(งูจงอางขนาดใหญ่)  เลื้อยตรงรี่เข้าไปจนถึงบ้านของชายผู้ท้าทาย  ขึ้นไป ณ เรือนชานได้ก็ตรงเข้าหาชายคนดังกล่าว…เล่นเอาท่านเจ้าของบ้านถึงกับหน้าถอดสี  จำต้องยอมขอขมาโทษแก่ทวดแม่กงในทันทีทันใด   ทวดจึงยอมกลับลงสู่แม่น้ำ  มิทำร้ายเอา(สืบทราบว่าปัจจุบันชาวบ้านเกาะหมีก็ยังคงเชื่อกันอยู่)

40.ตำนานผีนางรำไร้หน้าที่โรงเรียนใหญ่แห่งหนึ่งแถวย่านหาดใหญ่ใน เป็นเรื่องเล่ากันในหมู่นักเรียนโรงเรียนนี้มานานแล้วว่าที่ตึกศูนย์ศิลป์ มักมีเหตุการณ์แปลกๆในค่ำคืนวันทางศาสนา เช่น วันพระ เป็นต้น กล่าวคือมักมีคนได้ยินเสียงดนตรีไทยแว่วมาตามลม  บางคนที่ดวงไม่ค่อยดีอาจเห็นนางรำไร้หน้ากำลังร่ายรำกันอย่างสวยงาม…บรื๋อ!!!

41.ตำนานผีผ้าม่านในตึกศูนย์ศิลป์ที่โรงเรียนใหญ่แห่งหนึ่งแถวย่านหาดใหญ่ใน เรื่องเล่าของเด็กวงโยฯเก่าๆเขาเล่ากันให้ฟังมาว่า  มักมีอะไรแปลกๆชอบเดินไปมาผ่านผ้าม่านในตึกหลังดังกล่าว  เป็นเงาดำๆ แต่พอเดินตามมันไปมันก็จะหายไป  เด็กรุ่นเก่าๆเขาเล่าให้ฟังมาน่ะ!!!

42.ตำนานกระดาษข้อสอบที่เกินมาในอาคาร 2 ม.หาดใหญ่  เล่าลือกันในหมู่นักศึกษาว่า ณ ห้องสอบห้องหนึ่งในอาคารดังกล่าวอาจารย์จะต้องแจกข้อสอบให้เกินมา 1 ชุดเสมอๆเพราะเคยมีเหตุนักศึกษาตายในระหว่างสอบ  หากข้อสอบไม่เหลือ 1 ชุดมักมีเหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้นเสมอๆ(เด็กที่นี่เขาเล่าลือกันน่ะ)

43.เรื่องผีห้อยขา  ม.หาดใหญ่  ลือกันในหมู่นักศึกษาว่า ณ ตึกๆหนึ่งใน ม.หาดใหญ่หากใครเห็นคนนั่งห้อยขาอยู่ที่เหนือบันไดตัวหนึ่ง  อย่าไปร้องทัก(เพราะไม่ใช่คน)

44.ตำนานเสียงซอดังแว่ว ณ ห้องดนตรีไทยโรงเรียนวรนารีเฉลิม เชื่อกันในหมู่เด็กนักเรียนว่าเวลาดึกๆมักได้ยินเสียงดนตรีไทย(โดยเฉพาะเสียงซอ)ดังแว่วมาจากตึกดังกล่าว(ชั้น 3) ข้างในมีใครอยู่หรือเปล่า? นั่นสิ ไม่รู้  เพราะประตูทางเข้ามันล็อคจากข้างนอก!!!

ปล.  ผู้เขียนเองก็เคยไปฝึกสอนที่โรงเรียนนี้มาแล้ว  ปรากฏว่าเจอเหตุการณ์แปลกๆที่อาคารดังกล่าวเหมือนกัน  กล่าวคือคืนนั้นต้องมาช่วยท่าน อ.สืบ  แกะแผ่นโฟมที่ห้องศิลปะทั้งคืน  ผมอยู่กับเพื่อนรวม 3 คนปรากฏว่าตกดึกเพื่อนๆอีก 2 คนออกไปกินกาแฟ  ส่วนผมอาบน้ำ(ราวตี 2) ขณะอาบน้ำนั้นเอง(ห้องน้ำครูชั้น 2)มีคนมาเคาะประตูแรงๆ 2 ที  พอใส่กางเกงได้ก้รีบออกมาดุปรากกว่าไม่เจอใคร  มองออกไปที่หน้าต่างพบเพื่อน 2 คนยังนั่งอยู่ร้านกาแฟ ในตึกมีผมอยู่คนเดียว  และยังคงสงสัยอยู่ทุกวันนี้ว่า  ใครกันเล่าที่กรุณามาเคาะประตูห้องน้ำตอนตี 2  ส่วนเหตุการณ์เสียงซอดังแว่วก็เคยได้ยินนะ ได้ยินพร้อมกันทั้ง 3 คนตอนเที่ยงคืนตรง  แต่พอออกหาต้นตอของเสียงกลับมาจากซอของ อ.สืบ ที่แอบเล่นอยู่ข้างล่าง(นอนดึกจริงนะท่าน)

45.เรื่องเล่าสายลมที่พัดแรงในห้องสมุดโรงเรียนวรนารีเฉลิม  สายลมดังกล่าวมักพัดในเวลาช่วงเช้าทำให้เก้าอี้ในห้องสมุดหกล้มระเนระนาดไปหลายตัว  ทั้งๆที่ปิดหน้าต่างหมดทุกบานแล้วนะ!!!

46.ตำนานผีวิ่งเล่น ที่อาคารเรียนอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่  เล่าลือกันในหมู่นักศึกษาอิเล็กรุ่นเก่าๆ(ราวปี 36)ว่าชั้น 4 อาคารเรียนอิเล็กยามค่ำมักมีเรื่องแปลกๆ  เคยมีเด็กที่เรียนภาคบ่าย(สมัยก่อน)ช่วยปิดประตูอาคารเรียนให้อาจารย์  ตรวจเช็คว่าไม่มีใครอยู่ในตึกแล้ว แต่…ปรากฏว่าได้ยินเสียงคนวิ่งอยู่ข้างบน  พอขึ้นไปดูอีกครั้งก็ไม่ปรากฏใครบนอาคาร  ว่ากันว่าคนที่ดวงซวยมากๆอาจเจอเป็นเงา  เป็นร่างให้ได้เห็น  อาทิ บริเวณแท้งเก็บน้ำอาคารอิเล็กที่หลายๆคนเคยเจอมาไง!!!

47.ตำนานนักเรียนหญิงถักเปีย ณ บันไดเวียนโรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่งในอำเภอหาดใหญ่ เล่าลือกันว่าหากใครดวงซวยจะเจอเข้ากับเธอ  บางครั้งเธอจะมาให้คุณเห็น  บางครั้งจะมาเป็นเสียงเหมือนคนตกบันได  อย่าพยายามวิ่งค้นหาเธอล่ะ  ยังไงก็หาไม่พบ

48.ตำนานผีบูม ของคณะ วจก. เชื่อกันว่า ณ มหาวิทยาลัยใหญ่แห่งหนึ่งในอำเภอหาดใหญ่(ตั้งอยู่ตรงข้ามห้างโลตัส)ยังปรากฏเรื่องเล่าที่น่าขนพองสยองเกล้าเรื่องหนึ่งว่า  เคยมีรุ่นพี่คณะ วจก.เช่ารถตู้เหมารวมกันจะไปรับปริญญาที่จังหวัดหนึ่งทางตอนล่างของภาคใต้(วิทยาเขต)  แล้วรถตู้ประสบอุบัติเหตุตายหมู่หลายศพ  พอถึงเวลาผ่านมาบรรจบรุ่นพี่ที่ตายไปมักจะกลับมาบูมถึงห้องน้องๆคณะ วจก. เพราะยังไม่ได้รับปริญญา  เล่ากันต่ออีกว่าหลายคนเจอเข้ากับตัวถึงกับจับไข้ไปหลายวัน

49.ตำนานแขน-มือปริศนา  เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของนักเรียนโรงเรียนกอบกุลวิทยาคม หมู่บ้านคลองแงะ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา มีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับอาคารห้องสมุดเก่าของโรงเรียนว่า  หลายคนมักจะเห็นแขน-มือปริศนาที่มีเล็บยาวและแหลมมากเป็นบางครั้งในเวลาเย็นๆ หรือกลางคืน หากมองนานๆแขน-มือดังกล่าวจะหายไป!!!

50.ตำนานผีทหารที่โรงเรียนบ้านคลองแงะ (ชาติบุณยวิทยาการ) อำเภอสะเดา เล่าลือกันในหมู่คนเฒ่าคนแก่ ณ บริเวณใกล้กับโรงเรียนว่าสถานที่ตั้งโรงเรียนเดิมทีเป็นสุสานทหารญี่ปุ่น  เคยมีคนมาลองของกันตอนดึกปรากฏเจอผีทหารญี่ปุ่น(ไม่มีหัว)ต้องวิ่งกันกระเจิง

51.ตำนานผีผูกคอในตู้เหล็ก  เป็นเรื่องเล่าของนักศึกษาหอพักอาคาร 2 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง(ตั้งอยู่ตรงข้ามห้างโลตัส)เล่าลือกันในหมู่เด็กหอพักว่ามักเจอเหตุการณ์แปลกๆเวลาเอาเสื้อผ้า-วัสดุอุปกรณ์ไปเก็บในล็อคเกอร์-ตู้เหล็กภายในหอพักดังกล่าว  ว่ากันว่าคนที่ดวงซวยมากๆจะเห็นเป็นนักศึกษา(ชาย)ผูกคอตายในตู้เหล็ก!!!

52.ตำนานชุดนอนสีแดงหอพักในและตำนานเต่าปริศนา เป็นเรื่องเล่าในหมู่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยทักษิณว่า ห้ามใส่ชุดนอนสีแดง และห้ามร้องเพลง “แต่ปางก่อน” ในหอพัก  ไม่งั้นจะเรียนไม่จบและอาจเจอดีในหอพัก  หลายคนเล่าให้ฟังว่าหากใส่ชุดนอนสีแดงจะถูกผีดึงลงมาจากเตียงนอน  หากร้องเพลง “แต่ปางก่อน” ภายในหอพักจะมีเสียงร้องคลอตามมา…บรื๋อ!!!  ตำนานเต่าปริศนา ณ สระน้ำหน้าหอพักริมบึง  เด็กที่ ม.ทักษิณเชื่อกันว่าหากใครมานั่งเล่นในยามค่ำคืนแล้วเห็นเต่าในสระน้ำหน้าหอพักริมบึงแล้วจะทำให้เรียนไม่จบ

ที่มา : webboard.yenta4.com/topic/482335

10 เรื่องจริง “สัตว์กินคน” ที่ยิ่งกว่านิยายสยองขวัญ


คุณเคยดูภาพยนตร์จำพวกสัตว์โลกผู้ไม่น่ารักไหมครับที่เป็นหนังจำพวกปลา ฉลาม จระเข้ที่มีขนาดยักษ์แล้วหันมาทำร้ายมนุษย์โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย หากแต่โดยปกติสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่จะไม่ทำร้ายคน เพราะมันรู้ว่าหากมันล่า คนแล้วปัญหายุ่งยากจะตามมาหามันแน่
แต่กระนั้นมันก็มีหลายกรณีเหมือนกันที่สัตว์กินเนื้อเหล่านี้จะฆ่าคน กินคน หากอยู่ภายใต้เงือนไขที่เหมาะสม เช่น หิวจัด ถูกรุกรานที่อยู่ หรือนึกว่ามนุษย์เป็นแมวน้ำ(??) และหลักการที่ว่าเมื่อมันทำร้ายมนุษย์แล้วมันจะล่ามนุษย์ต่อไปเรื่อยๆ ตราบใดที่มันไม่ตาย เพราะมันรู้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มันล่าง่ายที่สุด

นี้คือ 10 เหตุการณ์สัตว์ทำร้ายมนุษย์ที่ร้ายกาจยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ที่จนกลายเป็นตำนาน

10. The lions of Njombe

เราเริ่มรายการด้วยเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของสิงโตกินคนเป็นอันดับแรก และผมก็เคยอ่านเรื่องนี้ในนิตยสารแปลก (แต่จำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ) มันเริ่มเกิดขึ้นปี 1932 ในแทนซาเนียใกล้เมืองจ็อมเบ เกิดเหตุการณ์ฝูงสิงโตยักษ์ออกมาฆ่าคนอย่างบ้าคลั่ง ตำนานมีอยู่ว่าสิงโตได้รับการควบคุมโดยแม่มดหมอผีในชนเผ่าท้องถิ่นชื่อมาตา มูลา แมนเกรา (Matamula Mangera) ที่เธอมักส่งฝูงสิงโตออกมาทำร้ายคนหากใครก็ตามที่ลบหลู่เธอหรือต่อต้านเธอ

ฝูงสิงโตของเธอนั้นได้คร่าชีวิตมนุษย์ไปถึง 1,500 ศพ (บางคนบอกว่า 2,000 คน) และนี้คือเหตุการณ์สิงโตทำร้ายมนุษย์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ และหนึ่งในกรณีของสัตว์ทำร้ายมนุษย์เลวร้ายที่สุดที่เคยบันทึกไว้ แม่มดมาตามูลามีอำนาจบาตรใหญ่มากขนาดหัวหน้าเผ่าอื่นๆ ไม่กล้ายุ่งกับเธอ

จนกระทั้งจอร์จ (George Rushby 1900-1968) นายพรานที่มีชื่อเสียงได้ตัดสินใจปราบฝูงสิงโตนั้น เขาฆ่าสิงโตไป 15 ตัวและทำให้เหตุการณ์สิงโตทำร้ายคนยุติลงในที่สุด และเรื่องราวของจอร์จได้ถูกนำมาสร้างละครกึ่งสารคดี BBC ในชื่อ “The Man-eating Lions of Njombe.” ออกอากาศในเดือนกรกฎาคม 2005

9. Two Toed Tom

“ทอมสองขา” เป็นจระเข้กินคนที่ค่อนข้างคลุมเครือ และยากจะทราบได้ว่าเรื่องของจระเข้ตัวนี้เป็นเรื่องจริงหรือเป็นแค่ตำนาน โดยจระเข้ตัวนี้เป็นตำนานของอเมริกาทางตอนใต้อาศัยอยู่ในบึ่ง terrorized ในรัฐอลาบามา ชายแดนฟอริด้า ชื่อของมันมีที่มาจาก ขาของมันมีสองเท้า เนื่องจากขาของมันหายไป (ขาด้านซ้ายทั้งสองข้าง หรือแล้วแต่ตำนานจะอ้าง) เพราะโดนกับดักเหล็กจนขาขาด และนั้นเป็นสาเหตุทำให้มันเจ็บแค้นมนุษย์ และเริ่มออกอาละวาดทำร้ายมนุษย์ในช่วงยุค 20 หลายคนอ้างว่ามันมีขนาดใหญ่กว่าสี่เมตรครึ่ง บางคนอ้างว่ามันน่ากลัวมากเหมือนมันเป็นปีศาจส่งมาจากนรกเพื่อล่าพวกเขา มันชอบกินวัวและมนุษย์ผู้หญิง (มันชอบคว้ากระชากเสื้อผ้าของพวกเขาแล้วลากลงไปกินในน้ำ)

แม้นายพรานท้องถิ่นจะมีการใช้ปืนหรือระเบิดแต่ก็ไม่สามารถฆ่ามันได้ จนกระทั้งมีนายพรานหนึ่งโยนถังที่เต็มไปด้วยระเบิด สิบห้าถังลงไปในน้ำ และจุดให้มันระเบิด ทอมก็หายไป แต่หลายคนเชื่อว่าทอมน่าจะยังมีชีวิตอยู่และรอคอยโอกาสที่จะแก้แค้นตามแบบ ฉบับของมัน และก็เป็นจริงๆ ทอมก็ปรากฏตัวมาอีกครั้ง และได้กินลูกสาวของคนโยนระเบิด และบรรดาเด็กๆของเกษตรกรที่อยู่ตามชายฝั่ง ก่อนที่มันจะหายไปไม่กลับมาอีกเลย

มีหลายคนบอกว่าเรื่องเหล่านี้น่าจะเป็นเพียงนิทานพื้นบ้าน หากแต่ชาวบ้านในละแวกนั้นบอกว่าเป็นเรื่องจริง และเชื่อว่ามันยังคงเดินเตร่อยู่ในหนองน้ำฟอริด้า

หลายปีจากนั้นมีรายงานพบเห็นมันต่อเนื่องถึง จระเข้ขนาดใหญ่สองขาอยู่เป็นระยะและที่สำคัญคือทอมไม่เคยถูกจับ

8. Kesagake

เหตุการณ์ “หมีสีน้ำตาลบุกหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึ (The Sankebetsu brown bear incident)” เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นเกี่ยวกับการโจมตีของหมีสีน้ำตาลที่เลวร้ายที่สุดใน ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ที่โจมตีหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึ เมืองโทมาม่า ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันที่ 9 เดือน ธันวาคม ถึง 14 ธันวาคม 1915 โดยสมัยก่อนนั้นหมู่บ้านแห่งนี้พึ่งจะมีคนอยู่อาศัย กำลังบุกเบิก จำนวนคนในหมู่บ้านน้อยมากและส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนป่าเขา และพื้นที่แห่งนี้ได้เป็นที่อยู่อาศัยของหมีเพศผู้ขนาดยักษ์ที่หลายคนเรียก มันว่า “เคะซากาเกะ” ซึ่งมันชอบขโมยข้าวโพด จนสร้างความรำคาญในแก่ชาวบ้าน มันเลยถูกยิงจนบาดเจ็บแล้วหนีขึ้นบนเขา

เมื่อมันหนีไป ชาวบ้านก็รู้สึกโล่งใจเพราะหมีคงจะรู้สึกกลัวคนและอยู่ห่างจากพืชผลของเขา หากแต่พวกเขาคิดผิด!!

9 ธันวาคม 1915 เวลา 10.30 น. เจ้าหมียักษ์กลับมาอีกครั้ง มันเริ่มออกปฏิบัติการแก้แค้นฉบับเลือดต้องล้างด้วยเลือด มันเลือกเหยื่อรายแรกของมันคือครอบครัวโอตะ (ota Family) ในขณะนั้นอาเบะ เมยูและฮายูมิ มิกิโอะ (Abe Mayu and Hasumi Mikio) ภรรยาของครอบครัว และทารกที่เธอดูแลอยู่ก็ถูกเจ้าหมีตัวบุกเข้ามาในบ้านเพื่อหมายฆ่าคนทั้งสอง ทารกถูกกัดศีรษะจนเสียชีวิต ส่วนฝ่ายหญิงพยายามต่อสู้โดยสาดฟืนเข้าใส่ แต่ท้ายสุดเธอก็ถูกหมีลากเข้าป่า และเมื่อชาวบ้านมาถึงที่เกิดเหตุถึงกับต้องตะลึง โดยพวกเขาบรรยายว่าเหมือนโรงฆ่าสัตว์ไม่มีผิด เพราะเลือดสาดกระจายทั้งบนพื้นและผนัง

ชาวบ้านรู้สึกโกรธแค้นหมี พวกเขาเลยจับกลุ่มสามสิบคนบุกเข้าป่าและพยายามยิงมันแต่มันก็หนีไปได้ หลังจากพวกเขาสำรวจบริเวณรอบๆ ก็พบชิ้นส่วนศพที่มีเพียงหัว และชิ้นส่วนที่เหลือของฝ่ายหญิงฝังอยู่ใต้หิมะ คาดว่าหมีคงเก็บอาหารของมันไว้กินภายหลัง และหลังจากนั้นคืนถัดมา (8.00 น.) หมีก็กลับมาที่ฟาร์มโอตะอีกครั้ง ซึ่งชาวบ้านบางส่วนได้จับกลุ่มรอเตรียมรับมืออยู่แล้ว ชาวบ้านพยายามยิงหมีแต่ว่ามันก็รอดไปอีก โชคดีเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีใครบาดเจ็บ

ในเวลาไม่นานนัก เจ้าหมีได้เลือกครอบครัว มิโซเค (Miyoke family) ซึ่งอยู่หมู่บ้านอื่นที่ไร้ทางป้องกัน (เพราะไม่นึกว่าหมีจะมา) ซึ่งเจ้าหมีตัวนี้ฆ่าคนในครอบครัวนี้อย่างโหดเ***้ยม ซึ่งเวลานั้นภรรยาที่ตั้งครรภ์ของครอบครัวยาโย (Yayo) กำลังเตรียมอาหารและได้ยินเสียงข้างนอกดังก้อง และไม่ทันที่จะตรวจสอบหมีก็บุกเข้าทางหน้าต่างแล้วเข้ามาในบ้าน หม้อปรุงอาหารพลิกคว่ำ เปลวไฟและความหวาดกลัวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เธอพยายามหนีออกจากบ้าน แต่เด็กสองคนในบ้านหนีไม่ทันจึงถูกฆ่าตาย และหญิงที่ตั้งครรภ์หนีไม่ไหวร้องขอชีวิตลูกในครรภ์ของเธอ แน่นอนมันไร้สาระ เจ้าหมีก็ฆ่าเธอเช่นเดียวกันเหยื่อก่อนหน้าของมัน

เมื่อพวกชาวบ้านมาถึงพวกเขาก็พบร่างที่เต็มไปด้วยเลือดของเด็กสองคน และหญิงและตัวอ่อนในครรภ์ทั่วพื้นดิน เจ้าหมีตัวนี้ใช้เวลาเพียงสองวันฆ่าคนทั้งหกคนจนทำให้ชาวบ้านละแวกนั้นหวาด กลัวเป็นอันมาก

หลังจากนั้นเจ้าหมีก็ถูกไล่ล่าอย่างหนัก (ระหว่างนั้นมันก็อาละวาดฆ่าคนไปไปด้วย) จนในที่สุดเรื่องก็จบลงเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมนายพรานคนหนึ่งได้ยิงหมีที่เชื่อว่าเป็นตัวต้นเหตุได้ มันมีขนาดยาวกว่าสามเมตร หนักกว่า 380 กิโล เมื่อผ่าท้องมาก็พบชิ้นส่วนมนุษย์อยู่ในกระเพาะอาหารของมัน และแล้วเหตุการณ์สัตว์โจมตีที่เลวร้ายที่สุดในญี่ปุ่นก็จบลง หากแต่ชื่อของเจ้าหมีตัวนี้ก็ปรากฏอยู่ในนิยายและละครมากมาย

ปัจจุบันหมู่บ้านซันเคซาเบ๊ะทสึกลายเป็นที่ร้างคน แต่มียังมีการจำลองแสดงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีรูปจำลองของหมีและบ้านโอตะที่หมีเคยมาอาละวาดตั้งอยู่ให้นักท่องเที่ยว เข้าชม และการ์ตูนมังงะโบราณอย่าง “ไอ้เขี้ยวเงิน” หนึ่งในหมีที่เป็นศัตรูกับไอ้เขี้ยวเงินนั้น มีหมีตัวหนึ่งนำมาจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

ดูคลิปได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=u3NuxLb9udQ

7. The New Jersey Shark

คุณเคยดูหนังสัตว์ทำร้ายคนคลาสสิกเรื่อง “Jaws (1975)” ที่กำกับโดยสตีเว่นสปิลเบิร์ดไหมครับ ที่เกี่ยวกับฉลามขนาดยักษ์ทำร้ายคน ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นโดยมีเค้าโครงเรื่องจากนวนิยายเรื่อง “Jaws (1974)” ของปีเตอร์ เบนช์ลีย์ ซึ่งก็มีข้อมูลมาจากเรื่องจริง ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์หนึ่งที่เรียกขานว่า “Jersey Shore shark attacks of 1916 ” หรือ “เดอะ นิวเจอร์ซีย์ ชอร์” เป็นเหตุการณ์ฉลามขาวยักษ์ (ไม่รู้ว่ามาตัวเดียวหรือมีมากกว่าหนึ่งตัว) ทำร้ายคนอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง นอกชายฝั่งของมลรัฐนิวเจอร์ซีย์ในสหรัฐอเมริการะหว่างช่วงฤดูร้อนของ วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 12 กรกฎาคม ปี 1916

เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตไป 4 รายและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง (พูดง่ายๆ คือไม่ทราบจำนวนที่แท้จริง) เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลทำให้ชุมชนริมทะเลและรีสอร์ทรายล้อมชายหาดที่เกิด เหตุจ้องเพิ่มการป้องกันอย่างเข้มงวด ไม่ว่าการเอาตาข่ายมากันไม่ให้คนเข้าใกล้ชายหาดเลยทีเดียว

สมัยก่อนนั้นนักวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อว่าฉลามนั้นเป็นสัตว์ทำร้ายคน แต่เหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขาต้องคิดเสียใหม่ (แม้จะเป็นกรณีที่หายากมาก) โดยทุกอย่างเริ่มขึ้นที่แนวชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์เหยื่อรายแรก คือหนุ่มชาร์ลส์ แวนแซงท์(Charles Vansant) ถูกฉลามทำร้ายในน้ำตื้นมากในขณะว่ายน้ำกับสุนัข คนหลายคนเห็นฉลามทำร้ายต่างพยายามช่วยเหลือชายหนุ่มคนนั้น แต่ว่าฉลามกัดแน่นมากมันกัดจนขาของเขาฉีกขาดจนเขาขาดใจตายก่อนส่งถึงโรง พยาบาล

ห้าวันต่อมาก็มีเหยื่ออีกคน คือชาร์ลส์ (Charles Bruder) ถูกฉลามทำร้ายในขณะว่ายน้ำห่างจากชายฝั่ง ตอนแรกหลายคนคิดว่าเขากำลังพายเรือแคนูสีแดง หากแต่ความจริงคือ ฉลามยักษ์ที่เต็มไปด้วยเลือดที่มาจากขาที่ฉีกขาดของเขาต่างหาก ซึ่งกว่าจะช่วยเขาก็ไม่ทันการเสียแล้ว เพราะว่าเขาขาดใจตายก่อนที่จะขึ้นชายหาดเสียอีก

แม้ว่าจะมีพยานหลายคนบอกว่าฉลามโจมตีมนุษย์ แต่ว่านักวิทยาศาสตร์ก็แจ้งเตือนประชาชนว่า ตัวการร้ายในเหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะเป็น วาฬเพชฌฆาตหรือเต่าทะเล!! จากนั้นก็มีรายงานเห็นฉลามในพื้นที่ชายหาดใกล้นิวเจอร์ซีย์มากมาย

ในวันที่ 12 กรกฎาคมเด็กอายุ 11 ปีถูกทำร้ายโดยฉลาม และลากเขาไปใต้น้ำ คนที่เห็นเหตุการณ์พยายามเข้าไปช่วย ชายคนหนึ่ง ชื่อ สแตนเลย์ ฟิชเชอร์ (Stanley Fishe) พยายามช่วยเหลือเด็ก หากแต่เขาถูกทำร้ายโดยฉลาม และเสียชีวิตจากบาดแผลและเหยื่อที่ห้ารายสุดท้ายคือเด็กหนุ่มอายุ 14 ชื่อ โจเซฟ ดันน์ (Joseph Dunn) ที่ถูกฉลามโจมตีทั้งๆ ที่เวลาพึ่งผ่านไป 30 นาที หลังจากฉลามทำร้ายสแตนเลย์ ฟิชเชอร์ แม้ว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่เขาเป็นเหยื่อเพียงหนึ่งเดียวที่รอดจนกระ ทั้ง 14 กรกฎาคม ชายคนหนึ่งชื่อไมเคิล (Michael Schleisser) ได้จับฉลามขาวที่ยาวกว่า 2.3 เมตร หนัก 147 กิโล ได้ในอ่าวราริแทน ซึ่งฉลามตัวนี้พยายามทำร้ายเขาโดยการทำให้เรือจม แต่เขาก็ได้ฆ่ามันด้วยไม้พายที่หัก เมื่อเขาเปิดกระเพาะของมันออกก็มีชิ้นส่วนศพของหญิงสาวติดมาด้วย และหลังการจับฉลามนี้ได้ ก็ไม่มีเหตุการณ์ฉลามโจมตีในชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์อีกเลย

6. The Bear of Mysore

หมีแห่งมัยซอร์ เป็นชื่อของหมีสลอทที่ดุร้าย ก้าวร้าวจนผิดปกติ และออกอาละวาดฆ่าคนตามเมืองต่างๆ ในมัยซอร์ ประเทศอินเดีย และมันฆ่าคนอย่างน้อย 12 คนซึ่งโดยปกติแล้วหมีชนิดนี้เป็นสัตว์กลัวคน และไม่ทำอันตรายต่อใคร อีกทั้งมันไม่กินเนื้อคน ซึ่งมันชอบกินแมลงปลวก ผลไม้ และน้ำผึ้งเป็นพิเศษ แต่หมีแห่งมัยซอร์กลับทำร้ายคน ทำให้หลายคนสันนิษฐานว่า อะไรที่ทำให้มันดุร้ายถึงขนาดนี้

บางคนเชื่อว่าหมีตัวนี้โกรธแค้นที่มนุษย์ขโมยลูกของมัน บางคนเชื่อว่าคู่ของมันถูกลักพาตัวไป และบางคนเชื่อว่าสาเหตุเนื่องจากมันเคยมีประสบการณ์ที่ตกเป็นของเล่นของ มนุษย์ที่ป่าเถื่อน จะด้วยเหตุผลใดก็ตามมันก็ได้เป็นเครื่องจักรนักฆ่าโดยสมบูรณ์แบบ โดยมัน จัดการฆ่ามนุษย์กว่าโหลโดยฉีกใบหน้าเหยื่อด้วยกาม และฟันของมัน (และกินชิ้นส่วนศพบางส่วน) ซึ่งเหยื่อบางคนมีชีวิตรอดหากแต่ก็พิการโดยสมบูรณ์

มันออกอาวะลาดฆ่าคนทั้งกลางวันและกลางคืน สุดท้ายมันก็ถูกฆ่าโดย เคนเน็ธแอนเดอร์สัน (Kenneth Anderson 1910-1970 นักล่าและนักเขียนชาวอินเดียที่เขียนหนังสือหลายเล่มที่เกี่ยวกับการผจญภัย ของเขาในป่าทางใต้ของอินเดีย) ซึ่งเขาได้บันทึกความทรงจำนี้ในหนังสือ Man-Eaters and Jungle Killers

5. The Beast of Gevauden

“สัตว์ร้ายแห่งเชโวดอง” เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สัตว์ทำร้ายคนที่ลึกลับกว่าอันดับทั้งหมดในรายการของ เรา โดยเหตุการณ์นี้เริ่มเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1764 -1767 ที่เมืองเชโวดอง แคว้นโอแวร์ญ ซึ่งเป็นย่านภูเขาอยู่ในทางภาคกลางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส จู่ๆ มีสัตว์ประหลาดที่ไม่รู้ว่ามันเป็นตัวอะไรกันแน่ ออกอาละวาดไล่ฆ่าผู้คนตายไปหลายราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและสตรีที่อ่อนแอ (เหยื่อรายแรกเป็นเด็กสาว เมื่อมิถุนายน 1764)

ส่วน จำนวนของ “สัตว์ร้าย” ตัวนี้มีจำนวนไม่แน่ชัดแต่คาดว่ามันน่าจะมีตัวเดียว และรูปร่างมันมีลักษณะตามคำบอกเล่าของผู้พบเห็น ไม่ตรงกันสักราย แต่ก็พอสรุปว่ามันเหมือนหมาป่าตัวโตๆ เกือบเท่ากับวัว หัวโตมาก จมูกยาวแหลมและยื่น ขนสีเทาหูสั้นและฟันใหญ่ กรงเล็บขนาดใหญ่แหลมคม (ใหญ่กว่าหมาป่าปกติ) และหางยาวดูเผินๆ แล้วมันก็ดูเหมือนป่าหมาตัวโตๆ ที่โตมาก แต่พิเศษที่ต่างจากหมาป่าทั่วไปคือ เจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้เดินได้ด้วย 2 ขาหลัง !! เหมือนมนุษย์ ไม่มีผิด (หลายฝ่ายเชื่อว่ามันน่าจะเป็นไฮยีน่าโบราณ) โดยสถานที่มันปรากฏตัวมากที่ สุดคือปศุสัตว์และทุ่งเลี้ยงสัตว์ (และป่าเขาทางเดินสัญจร) จากรายงานมี 210 คนถูกทำร้าย 113 ตกเป็นเหยื่อเสียชีวิต และ 98 ถูกกิน ทำให้หลายคนเชิญว่าเป็นเป็นปีศาจที่มาจากนรก มีนายพรานหลายรายที่พยายามที่จะล่ามันแต่สุดท้ายก็ล้มเหลวต้องกลับบ้านด้วย มือเปล่า จนกระทั้งปี 1767 นายพรานท้องถิ่นคนหนึ่งชื่อจีน ชาลเตล(Jean Chastel)ได้จัดการเป่ามันด้วยปืนคาบศิลา (บางตำนานบอกว่าใช้กระสุนเงินยิงมันและเมื่อจัดการผ่าท้อง มันก็พบศพเหยื่อ รายสุดท้ายที่มันกินด้วย) ก่อนที่นำซาก “สัตว์ร้าย” ไปสตั๊ฟและไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ก่อนที่จะนำซากนั้นไปฝัง และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา “เจ้าสัตว์ร้าย” ก็ไม่มาอาละวาดให้ผู้คนในเชโวดองอีกเลย ตลอดกาล……….

4. The Ghost and the Darknes

ผีร้ายและความมืด เป็นชื่อของสิงโตคู่กินคนที่ออกอาละวาดฆ่าคนงานก่อสร้างแรงงานทางรถไฟจากเคน ย่าไปยูกันดา ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงธันวาคม 1898 โดยหลายคนขนานนามเหตุการณ์นี้ว่า “Tsavo maneaters” มันเริ่มขึ้นเมื่อจักรวรรดิอังกฤษกำลังแผ่ขยายอำนาจไปทั่วทวีป แอฟริกา ในเดือนมีนาคม 1898 ทางการอังกฤษได้เริ่มต้นสร้างทางรถไฟข้ามแม่น้ำซาโว ในเคนย่าโครงการนี้ควบคุมโดย พ.ตท.จอห์น เฮนรี่ แพ็ตเตอร์สัน(John Henry Patterson) ในช่วงแรกพวกคนงานต้องผจญกับสัตว์ป่าที่ทำร้ายพวกเขา เนื่องจากพวกเขาสร้างทางรถไฟในเขตป่า แต่กระนั้นในเหตุการณ์เหล่านี้ก็สามารถควบคุมได้อยู่หมัด จนกระทั้งเก้า เดือนต่อมามัจจุราชที่แท้จริงก็ปรากฏ เมื่อจอห์นได้รับรายงานจากคนงานว่าพวกเขากำลังผจญหน้ากับสิงโตคู่เพศผู้ พันธุ์ซาโว (เป็นสิงโตพันธุ์หนึ่งที่มีขนาดใหญ่และมักร่วมมือสิงโตเพศเดียวกันตัวอื่น เพื่อล่าอาหาร จุดเด่นคือมันไม่มีแผงขนที่คอ) ที่มันมักลากพวกคนงาน (ส่วนมากเป็นชาวอินเดีย) จากเต้นท์ของพวกเขาในเวลากลางคืนและกลืนพวกเขาเป็นอาหารมาหลายราย คนงานพยายามป้องกันสิงโตคู่นี้โดยการทำรั้วหนามรอบๆ ค่าย แต่ก็ไม่สามารถป้องกันมัจจุราชคู่นี้ได้เลย เพราะว่ามันฉลาดพอในการแก้ปัญหานี้ โดยการคลานผ่านรั้วลวด หนาม หลายครั้งก็ทวีความรุนแรงและน่ากลัวขึ้น เพราะมันเริ่มล่าทั้งกลางคืน กลางวัน จนทำให้คนงานหวาดกลัวพวกมันอย่างมากและเรียกขานพวกมันว่าผีร้ายและความมืด

พวกมันมีเขี้ยวที่ยาวเป็นพิเศษทำให้พวกเขาไม่เชื่อว่าพวกมันไม่ใช่สิงโต แต่เป็นปีศาจร้ายที่หลุดมาจากนรก ในขณะที่บางคนเชื่อว่าสิงโตนี้เป็นร่างเกิดใหม่ของกษัตริย์โบราณของท้องถิ่น ที่พยายามขับไล่ผู้รุกรานอังกฤษ (เป็นความเชื่อของแอฟริกาตะวันออกที่เชื่อว่าสิงโตเป็นร่างกลับชาติมาเกิด ของกษัตริย์) คนงานหลายคนลังเลที่จะสร้างสะพานต่อ และบางคนหนีออกจากค่ายดีว่าจะรอเป็นเหยื่อของสิงโตปีศาจ

เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลทำให้จอห์นต้องหยุดงานทำสะพาน และเริ่มออกล่าสิงโตคู่นี้ชนิดเอาเป็นเอาตาย เขาวางกับดักและพยายามเกาะรอย ดักฆ่ามันในตอนกลางคืนจากต้นไม้ แต่กระนั้นจอห์นก็ไม่สามารถฆ่าสิงโตคู่นี้ได้เสียที จนกระทั้งเขายิงสิงโตตัวแรกได้เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 1898 (เขาใช้เวลานานถึง 9 เดือน) และสามสัปดาห์ต่อมาเขาก็ฆ่าสิงโตตัวที่สองได้ โดยสิงโตทั้งสองตัวมีขนาดใหญ่ถึง 3 เมตร (วัดจากจมูกถึงปลายหาง) นอกจากนี้จอห์นและคณะยังพบถ้ำที่เป็นที่อยู่ของมันซึ่งได้พบซากของผู้ตกเป็น เหยื่อของสิงโตจำนวนมาก มีทั้งกระดูก เสื้อผ้าและเครื่องประดับ

หลังจากที่จอห์นจัดการสิงโตทั้งคู่ได้สำเร็จ เขาก็กลับมาทำสะพานต่อจนสำเร็จลุล่วงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1899 และจอห์นได้เขียนหนังสือที่เล่าเหตุการณ์นี้ในชื่อ “The Man-Eaters of Tsavo(1907)” โดยจำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อสิงโตคู่นั้น ไม่สามารถระบุด้ชัดเจน แต่หลายคนเชื่อว่าเหยื่อน่าจะสูงถึง 135-140 คนหรือมากกว่านั้น ในปี 1924 ขนสตั๊มฟ์ของสิงโตคู่นี้ถูกขายให้พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่ชิคาโกในราคา 5,000 เหรียญสหรัฐ ในสภาพดีมาก

3. The Panar Leopard

จริงอยู่ที่เสือดาวนั้นเป็นชนิดที่มีขนาดเล็กในจำนวนสัตว์ตระกูล “แมวใหญ่” และมักไม่ทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่กว่ามัน หากแต่ที่จริงแล้วเสือดาวนั้นเป็นนักล่าเก่าแก่ที่สุดที่เรารู้จักจากการพบ ฟอสซิลกระดูกญาติๆ ของมันก็บ่บอก
ได้ว่าเจ้าแมวลายตัวนี้เคยรับประทานบรรพบุรุษของมันมากกว่าสามล้านปีที่ผ่านมา

ดังนั้นขอเพียงแค่อยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมล่ะก็แมวดำจะทำร้าย มนุษย์ทันที และเมื่อมันพบว่ามันพอใจเนื้อมนุษย์มากกว่าอาหารอื่นๆ มันจะกลายเป็นเครื่องจักรสังหารอย่างแท้จริง เหมือนในกรณีเสือดาวแห่งพานาร์ซึ่งเป็นเสือดาวกินคนที่ออกล่ากินคนในช่วง ศตวรรษที่ 20 ในอำเภอคามาออน (Kamaon) ทางภาคเหนือของอินเดีย ที่ว่ากันว่ามันฆ่าและกินคนถึง 400 คน แต่สุดท้ายวลีที่ว่า “สุดท้ายมนุษย์ก็ยังเป็นสัตว์ที่น่ากลัว” นั้นคงจะจริง เพราะเจ้าเสือดาวนั้นได้พลาดท่า ถูกกระสุนนายพรานจนได้รับบาดเจ็บ มันหนีเข้าป่าและไม่ล่ามนุษย์อีกเลย และในปั่นปลายชีวิตสุดท้ายของมันทำได้แต่เพียงหนีนักล่าที่ไล่ล่ามันเท่า นั้นและผลสุดท้ายมันก็จบชีวิตในปี 1910 โดยนักล่าในตำนานจิม คอร์เบ็ตต์ (Jim Corbett 1875-1955 นายพรานชาวอังกฤษ นักล่า นักอนุรักษ์ และนักธรรมชาติวิทยา ที่มีชื่อเสียงในการฆ่าเสือและเสือดาวกินคนในประเทศอินเดีย เขาได้เขียนหนังสือ Man-Eaters of Kumaon ที่เล่าประสบการณ์ของเขาในการล่าเสือดาวแห่งพานาร์ จนโด่งดัง และอินเดียได้ตั้งชื่อเขตอุทยานแห่งชาติในคามาออนเป็นชื่อของเขาเพื่อ เกียรติต่อเขาในปี 1957)

2. The Champawat Tigress

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ชายแดนประเทศเนปาลและเมืองคาเมออน ประเทศอินเดียและ ได้เกิดอสูรกายซึ่งเป็นเสือเบงกอลตัวหนึ่งไล่ล่าคนจำนวนมาก มันชอบซุ่มทำร้ายคนกลางป่าเขา มีชายหญิงและเด็กตกเป็นเหยื่อมากมาย หลายคนเริ่มออกมากล่าวขนานมันว่ามันเป็นปีศาจหรือสิ่งที่ลงมาจากเบื้องบน เพื่อลงโทษพวกเขา มันชื่อ “เสือร้ายแห่งซัมพาวัต” และที่น่าสนใจคือ “มันเป็นเสือตัวเมีย”

เสือร้ายแห่งซัมพาวัตได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเสือที่ฆ่าคนกว่า 436 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นการอ้างในเอกสารการเสียชีวิตของราชการเนปาลและ อินเดีย แต่กระนั้นมันก็ได้ถูกจารึกชื่อว่าเป็นสัตว์ตัวเดียวที่ฆ่ามนุษย์มากที่สุด ในโลก หลังจากที่มันฆ่าคนกว่า 200 คนในเนปาล ส่งผลทำให้ทางรายการไม่อยู่เฉย พวกเขาจัดการส่งกองทัพแห่งชาติเนปาลข้ามพรมแดนอินเดียเพื่อไปฆ่ามัน และนี้คงเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่มีการใช้ทหารจำนวน มากในการฆ่าสัตว์เพียงตัวเดียวแต่ปรากฏว่าล้มเหลวและกลายเป็นว่ามันกลับ เพิ่มชื่อเสียงให้แก่เสือตัวนี้ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น มันเพิ่มความกล้าหาญถึงขั้นข้ามพรมแดนเข้าสู่หมู่บ้านชัมพาวัต ประเทศอินเดีย มันโจมตีกลางวันแสกๆ และหากินรอบๆ หมู่บ้านจนทำให้ชาวบ้านไม่กล้าออกจากกระท่อม และพวกเขามักหวาดกลัวทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียงคำรามของมัน

จนทางการอินเดียถึงขั้นเขียนป้ายเตือนว่าจุดนี้เป็นสถานที่ของเสือแห่ง ซัมพาวัตออกมาโปรดเลี่ยงใช้เส้นทางอื่น และรัฐบาลอินเดียติดประกาศหานายพรานมือฉมังไปจัดการอย่างเร่งด่วน สุดท้ายเจ้าเสือตัวนี้ก็ถูกยิง โดยจิม คอร์เบ็ตต์ (คนเดียวกับอันดับ 3) ในปี 1911 ซึ่งการกระทำครั้งนี้ทำให้ชาวบ้านยกย่องเขาจนเปรียบเสมือนพราหมณ์ที่เบื้อง บนส่งมาโปรด (นอกจากนั้นเขายังไม่เอาเงินรางวัล)และเรื่องราวประสบการณ์เหล่านี้ได้ถูก เขียนในหนังสือ Maneaters of Kumaon (1944)

1. Gustave

จากอันดับทั้งหมดส่วนใหญ่สัตว์ที่ฆ่ามนุษย์นั้นมักพบจุดจบด้วยฝีมือ มนุษย์ทั้งสิ้นหากแต่ยกเว้นสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง มันคือ “กุสตาฟ” จระเข้แม่น้ำไนล์ ยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกาและของโลก (จระเข้เลี้ยงและใหญ่ที่สุดอยู่ในประเทศไทยยาว 6 เมตรเช่นกัน) มันอาศัย และอาละวาดคนในบริเวณแม่น้ำลูซิซิและชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลสาป แทนแกนยิกา ประเทศบุรุนดี ทวีปแอฟริกาด้วยความยาวกว่าหกเมตร (ในปี 2004 มีการประมาณว่า มันมีอายุ 60 ปี ยาวกว่า 6.1 เมตร หนักกว่า 1 ตัน จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่หลายคนขนานนามว่ามอนสเตอร์แห่งแอฟริกา รวมไปถึงมันเป็นสัตว์นักล่ากินคนด้วยมัน ได้ฆ่าคนกว่า 300 คนและอาจมากขึ้นในอนาคต เพราะจนบัดนี้มันยังคงมีชีวิต ไม่ได้หายไปไหน และไม่ได้ถูกฆ่าแต่อย่างใด และมันเป็นสัตว์ฆ่ามนุษย์เพียงตัวเดียวที่ยังเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจชีวิต อยู่ ( เหยื่อ 300 รายนั้นไม่ได้ถูกบันทึกเป็นทางการ ซึ่งอาจเป็นการกล่าวอ้างที่เกินจริงของคนพื้นเมือง)

กุสตาฟถูกตั้งชื่อโดย แพทริช เฟย์ (Patrice Faye) ชาวฝรั่งเศสที่ตั้งถิ่นฐานในบุรุนดีและพยายามที่จะจับมันตั้งแต่ปี 1998 ซึ่งเขาพยายามนำกรงเหล็กใหญ่ล่อมัน แต่จระเข้นั้นฉลาดมาก ไม่เคยหลงกลติดกับแม้แต่หนเดียว แถมมันเยาะเย้ยทีมงานของแพทริชอีก แต่กระนั้นภาพของมันก็ถูกบันทึกออกอากาศทาง PBS

พฤษภาคม 2004

ชาวบ้านในท้องถิ่นต่างบอกว่าสาเหตุที่มันล่ามนุษย์นั้น เพื่อความสนุกสนานของมันเท่านั้น หลักฐานคือเอกลักษณ์ประจำตัวมันคือเมื่อมันฆ่าเหยื่อที่เป็นมนุษย์แล้วมันจะ เหลือซากทิ้งไว้ไม่ได้กินหมดแต่อย่างใด อีกทั้งมันฉลาดมากเพราะเมื่อมันฆ่าคนแล้วมันจะหายไปอาจนานเป็นเดือนหรือเป็น ปีมันจะออกมาอีกครั้งในสถานที่แตกต่างกันเพื่อฆ่าอีกครั้ง จนไม่มีคาดการได้ว่ามันจะปรากฏที่ใด นอกจากเจ้าจระเข้นี้ยังมีความต้องการอาหารมากกว่าปกติ ถึงขั้นฆ่าช้างน้ำฮิปโปโปเตมัสตัวเต็มวัยได้ (ฮิปโปโปเตมัสเป็นสัตว์อันตรายมาก และเป็นสัตว์ที่จระเข้ไม่กล้ากินพวกมันและพยายามหลีกเลี่ยง) เกราะร่างกายของเจ้ากุสตาฟนั้นเต็มไปด้วยรอยแผลนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น มีด หอก หรือแม้กระทั้งอาวุธปืน มันสามารถเอาชีวิตได้แม้ว่าจะมีนายพรานหรือทหารติดอาวุธมาล่ามันก็ตาม และตำนานของมันได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง  Primeval (ชื่อไทย โคตรเคี่ยมสะพรึงโลก) และคลิปที่อยู่ท้ายอันดับนี้ผมแนะนำให้ทุกท่านได้ดู ถึงความยิ่งใหญ่และความน่ากลัวที่หลายคนขนานนามว่า “โครตไอ้เข้”
http://www.youtube.com/watch?v=s6u0qYUfUwc&feature=player_embedded

0. บ้านน้ำจืด


http://www.paknamlangsuan.com/forum/index.php?topic=209.0

ย้อนกลับมาในประเทศไทยที่ คลองบางมุด บ้านหนองไก่ปิ้ง ต.นาขา อ.หลังสวนจ.ชุมพร ในปี 1964 ในสมัยนั้นชาวบ้านในพื้นที่แห่งนั้นยังคงอาศัยเส้นทางน้ำเป็นสายตามประสาชาว ชนบท แต่แล้ว เมื่อจู่ๆ มีจระเข้พันธุ์ทองหลาง (จระเข้น้ำเค็มชนิดหนึ่ง) ยักษ์ขนาด 4 เมตร ออกอาละวาดทำร้ายคนริมตลิ่ง และไล่กัดเรือที่สัญจรไปมา จนชาวบ้านไม่กล้าพายเรือในแม่น้ำดังกล่าวหากไม่จำเป็น

ในเย็นวันหนึ่งของเดือนกันยายนชาวบ้านคนหนึ่งชื่อนายอุดม ลงอาบน้ำในคลองและเขาก็ถูกจระเข้ยักษ์คาบไปกินต่อหน้าต่อตาต่อหน้าชาวบ้าน นับสิบ รุ่งเช้าพบศพนายอุดม ลอยอืดขึ้นมาเขาถูกกินเฉพาะส่วนท้อง ต่อมานายอินชาวเขมรได้นำเรือเล็กเพื่อไปตัดจากเพื่อนำมามุงหลังคาบ้าน ก็ถูกจระเข้ยักษ์โจมตีเรือและคาบขาลงไปในในน้ำต่อหน้าต่อตาภรรยาของเขา รุ่งขึ้นศพนายอินลอยขึ้นมา ก็พบว่าถูกกินเฉพาะส่วนท้องเช่นเดียว ข่าวจระเข้ฆ่าคน 2 ศพได้แพร่กระจายไปทั่วจังหวัดและถูกขึ้นหัวข้อข่าวหนังสือพิมพ์และขนานนาม ว่า “ไอ้ด่างบางมุด” เนื่องจากจระเข้ยักษ์ตัวนี้มีสีดำทั้งส่วนลำตัวและส่วนหัว ยกเว้นที่คอเท่านั้นที่มีสีขาวคาดอยู่รอบลำคอจึงเป็นที่มาของชื่อของชื่อดัง กล่าว และหลายคนเชื่อว่ามันคือ “ไอ้ด่างเกยชัย” จระเข้ในตำนาน ที่เคยอาละวาดกินคนที่แม่น้ำน่าน บ้านเกยชัย จ.นครสวรรค์ (ปัจจุบันคือ ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์) เมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 และมันกลับมาอีกครั้งเพื่อแก้แค้นมนุษย์

ผลจากข่าวดังกล่าวทำให้หลายคนเดือดดานและพยายามฆ่ามันโดยใช้ระเบิดน้ำ เพื่อบังคับมันออกมา แต่กลับเป็นว่าไปเพิ่มความโกรธของมันยิ่งขึ้นไปอีก จนมันอาละวาดไล่กัดกินคนไปทั่ว ในขณะที่ทางประชาชนเร่งรัดทางราชการให้หาทางกำจัดมันให้ได้ ซึ่งมีนักล่าจากทั่วทุกสารทิศต่างมา ณ ที่แห่งนี้เพื่อจัดการมันแต่สุดท้ายก็ล้มเหลวต้องกลับบ้านด้วยมือเปล่า จนเมื่อเวลาผ่านไปชื่อเสียงของ “ไอ้ด่าง” ก็เลื่องลือไปทั่วทั้งประเทศ ความโด่งดังของมันถึงขนาดมีคณะถ่ายทำภาพยนตร์ไล่ตามพรานจระเข้เพื่อถ่ายทำ เป็นภาพยนตร์สารคดีไปทุกระยะเตรียมส่งฉายทั่วโลก สุดท้ายทางการถึงขั้นกวาดล้างครั้งใหญ่โดยฆ่าตามแหล่งที่อยู่และฆ่าจระเข้ ทุกตัวในบางมดจนสิ้น จนเจ้าด่างต้องหนีไปอาละวาดที่คลองเขาปีบ (เป็นคลองแยกไปจากคลองบางมุดจนมันถูกปราบโดยซึ่งถูกปราบได้ด้วยลูกระเบิดของ นายตำรวจ ส.อ.ห้วง พิมาน เมื่อผ่าท้องจระเข้ยักษ์ก็พบหัวกะโหลกมนุษย์ถึง 2 หัว แสดงให้เห็นว่านอกจากมันฆ่าคนสองคนแล้วมันยังกินคนอีกหลายคนด้วย

จนถึงทุกวันนี้เรื่องราวเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวบ้านคลอง บางมุดตลอดมา และในปี 2005 ก็ถูกนำมาดัดแปลงสร้างภาพยนตร์เรื่อง โคตรเพชฌฆาต (The Brutal River) กำกับโดย อนัต ยวงเงิน

ที่มา : chanaview.wordpress.com

10 อันดับเรื่องเล่าโรงแรมผีดุ..สุดหลอนในไทย!! ต้อนรับวันฮาโลวีน


เรียกได้ว่าเป็นอีกที่ที่มีคนพบเห็นผี หรือเรื่องลึกลับบ่อยสุดๆไปเลย ก็เพราะก่อนจะมาเป็นโรงแรมผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้างก็ไม่รู้ หรือตอนเป็นโรงแรมแล้วก็เถอะ อาจจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ที่เราไม่มีทางรู้ จึงไม่แปลกที่จะมีผีอยู่ตามโรงแรมต่าง วันนี้ทางทีมงานจึงได้รวบรวมเรื่องผีที่หลายๆคนได้เขียนไว้ตาม Pantip หรือบอร์ดผีต่างๆ นำมาจัด 10 อันดับเรื่องเล่าผีๆ ที่แน่นอนว่าต้องขนลุก ต้องหลอน จนคุณไม่กล้าไปนอนโรงแรมอีกนาน!!

อันดับ 10 ณ ภูเก็ต..ห้อง 519

เป็นเรื่องของกลุ่มเพื่อนที่ไปเที่ยวกันที่ภูเก็ต ได้ทำการจองห้องพักเบอร์ 518-519 ไว้ พอเข้ามาถึงโรงแรมก็แค่มาเอาของเก็บ และพร้อมออกไปเที่ยวกลางคืนกันยาว แต่ดันมีเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่สบาย จึงขอนอนรอที่ห้อง 519 ในขณะที่คนอื่นๆกำลังเที่ยวเพลินๆ เวลาประมาณตี 2 เพื่อนคนนี้ก็โทรมาตะคอกใส่ว่า “เลิกมาเคาะประตูแกล้งเถอะ..จะนอน!!” ทุกคนก็ได้แต่งง และคิดว่าเพื่อนคงละเมอโทรมา พอทุกคนกลับถึงโรงแรมก็ประมาณตี 4 ได้ เปิดห้อง 519 เข้าไปก็เจอเพื่อนที่ป่วยเนี่ยนอนสลบอยู่ จึงรีบพาตัวไปโรงพยาบาล พอฟื้นก็ได้เล่าให้ฟังว่า มีคนมาเคาะประตูหน้าห้องถี่มากๆ จนโมโห เลยมายืนรอเพื่อดูว่าใคร สักพักก็เห็นผู้หญิงผมดำ คลานเข้ามาเคาะห้อง และมองมาที่เค้าด้วยสภาพที่ช่วงปากถึงคางหายไป มีเพียงแค่ผม หน้าผาก ตา จมูก และลิ้นที่ห้อยติดอยู่กับลำคอ เท่านั้นแหละเลยสลบไปเลย!!

ขอบคุณภาพจาก http://board.postjung.com/522051.html

อันดับ 9 เจ เจตริน เจอเองที่อุบลฯ

เป็นเรื่องที่ดังอยู่ช่วงหนึ่ง ที่นักร้องชื่อดังอย่างเจ เจตริน ได้เดินทางไปแสดงคอนเสิร์ตที่ จ.อุบลราชธานี แล้วได้นอน ณ โรงแรมหนึ่ง ที่คาดว่าน่าจะมีชื่อเสียงอยู่พอสมควร ที่ในระหว่างอาบน้ำอยู่ก็มีรายนิ้วมือปรากฏอยู่หน้ากระจกห้องน้ำ ที่ตอนแรกก็คิดว่าเป็นมือแม่บ้าน แต่ด้วยความที่มันอยู่สูง และยังใหญ่กว่ามีผู้ชายทั่วไปด้วยซ้ำ ทำเอาต้องถ่ายรูปลงโซเชียลเลยทีเดียว มันไม่จบแค่นั้น เพราะมีคนตาดีมาบอกว่าเห็นเป็นรูปหน้าคนอยู่ตรงหน้ากระจก!!! ที่พอสังเกตดีๆก็เหมือนอยู่นะ

ขอบคุณภาพจาก Twitter

อันดับ 8 ที่ห้องตรงข้ามดาดฟ้าโรงพยาบาล

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เชียงใหม่ ที่กลุ่มเพื่อนๆได้ไปเที่ยวในช่วงปีใหม่ ได้จองโรงแรม 5 ดาวแห่งหนึ่งไว้ ที่ได้ห้องพักที่มองจากหน้าต่างออกไปก็เห็นดาดฟ้าของโรงพยาบาลตรงข้ามพอดี และที่สำคัญยังเห็นผู้หญิงคนนึงนั่งอยู่ตรงดาดฟ้าด้วย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะเค้าอาจจะมาดูพลุในวันปีใหม่ก็ได้ พอเพื่อนๆไปเที่ยวกันกลับมานอนก็ได้ยินเสียงคนใช้เล็บกรีดกระจกเป็นทางยาว ทั้งยังมีเสียงกรี๊ดปนหัวเราะดังออกมาตลอด จึงได้เปิดผ้าม่านดู เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเอาหน้ามาติดกระจก ทั้งหมดจึงรีบวิ่งลงไปยังล็อบบี้โรงแรม วันต่อมาได้เปลี่ยนห้องก็ยังเจอเหตุการณ์แบบเดิม ด้วยความอยากรู้จึงมาถามคนขายของแถวนั้น ได้ความว่าเคยมีสามีมาพักกับภรรยาที่กำลังตั้งท้อง ส่วนมาสีก็เอาแต่เที่ยวไม่สนใจ เช้าวันนั้นภรรยาจึงได้โทรหาสามีและบอกให้มองออกมานอกหน้าต่าง เธอจึงกระโดดลงมาต่อหน้าต่อตาสามีเลย

ขอบคุณภาพจาก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=noplucifer&month=06-01-2014&group=2&gblog=10

อันดับ 7 ห้องไม่ว่าง ที่สระบุรี

เป็นเหตุการณ์ที่หลายๆคนคงเคยเผชิญ เวลาโทรไปจองโรงแรมแต่บอกว่าห้องหมด เซ้าซี้ไปเรื่อยๆก็จะได้ห้องพักเอง คนเล่าเรื่องนี้ก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ พอเค้าไปพักเท่านั้นก็รู้เลยว่ามีอะไรผิดปกติแน่ๆ เพราะตอนจะนอนก็ลุกไปปิดไฟ จะเอนตัวลงเท่านั้นแหละ ได้ยินเสียงโยนกระเป๋าลงพื้นดัง ตุ๊บ!! ตอนแรกๆก็คิดว่าต่างคนต่างแกล้งกัน แต่มันมีครั้งที่ 2 3 4 ที่ดังขึ้นเรื่อยๆ เลยลุกขึ้นเปิดไฟ และตัดสินใจนอนลงไปอีกรอบ คราวนี้ดังสุดๆ อยู่ข้างหัว เลยทนไม่ไหวต้องโทรลงไปที่ล็อบบี้ พนักงานพูดเสียงดังไปหน่อย ปลายสายเลยได้ยินว่า “แขกโดนอีกแล้ว” แต่ทำยังไงได้ก็ต้องนอน เลยหยิบพระออกมาจากกระเป๋าวางไว้บนหัวเตียง แต่ก็ต้องตกใจจนขนหัวลุกเมื่อพระที่วางไว้หายไป และกลับไปอยู่ในกระเป๋าใบเดิม ทำเอาต้องวิ่งออกจากห้องกันให้เร็ว

ขอบคุณภาพจาก http://writer.dek-d.com/moonlight_yue/story/view.php?id=601499

อันดับ 6 โรงแรมไม้สุดสยอง

โรงแรมนี้อยู่ที่สุโขทัย ที่ทางเจ้าของเรื่องเล่าว่าได้ขับรถเที่ยวตะลอนๆมากว่า 1 เดือน ค่ำไหนนอนนั่น คืนนั้นดันโชคร้ายเจอโรงแรมสไตล์ไทยๆเป็นเรือนไม้เข้าให้ ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะมีอะไร พอตี 1 เท่านั้นแหละก็ได้ยินเสียงกุกกักๆ แถวโต๊ะที่วางแผนที่ไว้ เลยสะลึมสะลือลืมตาขึ้นดู พี่สาวที่นอนข้างๆก็ขยับตัวเข้ามาใกล้ บีบมือสุดแรง พอมองไปที่โต๊ะเท่านั้นแหละก็เงาคน 2 คน คนนึงกำลังนั่งดูแผนที่ที่วางไว้ อีกคนกำลังมองมาที่เตียง!! ตอนนั้นขยับตัว หรือส่งเสียงก็ไม่ได้ จึงทำได้แค่สวดมนต์ แผ่เมตตาในใจ สักพักก็เริ่มมีเสียงลอดออกมา เงาก็เดินเข้ามาตรงปลายเตียง และห่างออกไปทะลุผนังในที่สุด พอเงาหายไปแผนที่บนโต๊ะก็ตกลงมาอย่างไม่มีสาเหตุ!!

ขอบคุณภาพจาก http://talung.gimyong.com/index.php?topic=121697.0

อันดับ 5 ผีอาเสี่ยมาเอง

เรื่องนี้เป็นเรื่องของหญิง-ชายคู่หนึ่ง ที่ไปพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น ที่เค้าว่ากันว่าที่นี่เคยเป็นโรงพยาบาลมาก่อน แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร จนตอนกลางคืนฝ่ายชายก็เผลอหลับไป ส่วนผู้หญิงก็นั่งดูทีวีอยู่ เริ่มรู้สึกง่วง กำลังจะปิดตาก็เหมือนเห็นชายอ้วนคนนึงลอยผ่านประตูเข้ามา และตรงเข้ามาที่ปลายเตียงของเธอ แต่ส่วนคอดันยื่นมาถึงหัวเตียง เธอก็ได้แต่หลับตาปี๋ และได้ยินเสียงถามมาว่า เธอเป็นใคร? มานอนห้องนี้ได้ไง? คนนั้นคือใคร? (ชี้ไปที่แฟน) ตอนนั้นอ้าปากก็ไม่ได้เลยได้แต่ตอบในใจ (ผี)ชายอ้วนเลยบอกว่าไม่ต้องกลัว เขาไม่ได้จะทำอะไร แล้วก็หายไปจากห้อง เธอจึงไปปลุกแฟน พร้อมกับขอย้ายห้อง แต่ทางโรงแรมบอกว่าห้องเต็ม แต่ก็เอาพระที่หิ้งบูชามาตั้งไว้ในห้อง ตอนเช้าแฟนก็บอกว่าตอนลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียง หนึ่งสอง หนึ่งสอง เลยเอาไปซื้อหวยดันถูกซะงั้น

ขอบคุณภาพจาก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=noplucifer&month=08-01-2014&group=2&gblog=11

อันดับ 4 อะไรอยู่ในช่องระบายอากาศ

พออ่านเรื่องนี้จบเชื่อเลยว่าคงไม่มีใครกล้าแหงนหน้ามองช่องระบายอากาศแน่ๆ โดยเรื่องนี้เกิดกับชายคนนึงที่เข้าไปพักในโรงแรมแห่งหนึ่งแถวๆตลาดอวยชัย จ.ชุมพร ที่เปิดประตูเข้าไปก็เจอกลิ่นแปลกๆซะแล้ว จึงรีบอาบน้ำ แปรงฟันเตรียมตัวนอน แต่ขณะที่กำลังแปรงฟันอยู่นั้นก็เห็นเหมือนมีใครส่องออกมาจากช่องระบายอากาศ จึงหันกลับไปดู ก็ไม่เห็นจะมีอะไร สักพักเริ่มรู้สึกเหมือนมีคนมองอยู่ตลอด จึงตัดสินใจปีนขึ้นไปดูก็เห็นว่ามันเป็นช่องแคบๆที่ไม่มีทางที่คนจะเข้าไป อยู่ได้ เลยคิดว่าตาฝาดไปเอง เลยเข้าไปอาบน้ำ จนได้ยินเสียครืด ครืด พอหันขึ้นไปมองก็เห็นเป็นคนคลานออกมาจากช่องนั้นอย่างเร็ว จึงรีบคว้าผ้าขนหนูแล้ววิ่งออกจากห้องแต่มันก็ยังคลานตามมาไม่หยุดพร้อมกับ เสียงหัวเราะ แฮ่ๆ พอถึงล็อบบี้เลยทำได้แต่ตะโกนบอกพนักงานว่า “ผีหลอก!!!”

ขอบคุณภาพจาก http://xn--42caim3c2a6bxhb2ah5pud.blogspot.com/2013_09_01_archive.html

อันดับ 3 สัญญาณมือถือประหลาด!!

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่โรงแรมเก่าใกล้ตลาด จ.สุรินทร์ เนื่องจากเป็นโรงแรมเก่าๆบรรยากาศก็ต้องน่ากลัวเป็นธรรมดา ยิ่งพอเปิดประตูห้องเข้าไปเท่านั้นแหละ ก็เจอพวกมาลัยแขวนอยู่ในห้องซะแล้ว แต่ก็ไม่คิดอะไรมากจึงจัดข้าวจัดของเข้าอาบน้ำ แบบเปิดทีวีไปด้วย เสียงทีวีเป็นของผู้ประกาศข่าวชาย แต่ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงนั่งคุยกันอยู่นอกห้อง จึงรีบโผล่หน้าออกไปดูแต่ก็ไม่เห็นอะไร จึงเข้ามาอาบน้ำต่อแต่เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีก เลยรีบอาบน้ำแต่งตัวออกไปข้างนอก พอเดินไปถอดแบตโทรศัพท์ออกเท่านั้นแหละ ก็ยังพบว่าถอดออกแล้วมันยังชาร์ตต่อ!! เลยกดปิดเครื่อง มันก็ยังขึ้นสัญญาณชาร์ตต่ออยู่ดี จึงรีบเดินออกจากห้อง พอพ้นประตูห้องสัญญาณก็กลับมาเป็นปกติ พอกลับเข้ามาอีกทีก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว จึงรีบนอน สรุปว่าโดนผีอำทั้งคืน ทั้งยังมีเสียงคนมาขยับหน้าต่างห้องนอนจนถึงเช้าเลย

ขอบคุณภาพจาก http://news.tlcthai.com/news/65352.html

อันดับ 2 เรื่องเล่าจากกาญจนบุรี

เป็นเรื่องของชายคนนึงที่ได้ไปสัมมนาที่จังหวัดนั้นพอดี และเผอิญนอนคนเดียว กลางคืนก็มัวแต่ดูบอล จู่ๆก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตูเลยเดินไปเปิด ก็ไม่เห็นมีใคร เป็นแบบนั้นประมาน 3 ครั้ง เลยคิดว่าเพื่อนแกล้ง ครั้งที่ 4 เลยส่องดูผ่านตาแมวเห็นเป็นผู้หญิงผมยาวๆยืนหันหลัง ใส่เสื้อสีเขียว ลายดอก เลยเปิดประตูไปแต่ก็ไม่เจออะไร มีแต่ลมพัดเข้ามาในห้องอย่างแรงวูบหนึ่ง จึงรีบปิดประตูและนอน ดึกๆมาดันรู้สึกตัวอีกทีเพราะได้ยินเสียงน้ำหยดแถวๆปลายเตียง พอลืมตาขึ้นเท่านั้น..ก็แทบจะหยุดหายใจ!! เพราะเธอคนนั้นนั่งอยู่เตียงข้างๆที่ห่างกันแค่นิดเดียวเท่านั้น ด้วยสภาพเปียกไปทั้งตัว ผมยาวปิดหน้า นั่งเหมือนกำลังร้องไห้อยู่ เลือดก็ไหลออกมาเต็มเตียง พอเงยหน้าขึ้นมาเท่านั้นก็ต้องช็อค!! เพราะเธอไม่มีลูกตา เขาจึงทำได้แค่วิ่งและไม่กล้านอนอีกทั้งคืน

ขอบคุณภาพจาก http://diiwunlimited.blogspot.com/2012/07/blog-post.html

อันดับ 1 เจอดีจนได้..ณ หาดป่าตอง

คงมีหลายคนเล่ามาแล้วบ้าง เรื่องของหาดป่าตองที่เคยเกิดสึนามิไปเมื่อหลายปีก่อน และเรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จะทำให้คุณขนลุกสุดๆไปเลย เป็นเรื่องของพนักงานสาวที่ไปสัมมนากับหัวหน้า พอคืนแรกหัวหน้าก็ฝันเห็นอะไรแปลกๆเลย คือเห็นวิญญาณฝรั่ง 2 คนมายืนอยู่หน้าห้องเธอ พอเปิดประตูออกมาก็รีบวิ่งไปที่ห้องของหัวหน้าและภรรยาขอนอนด้วย ตอนนั้นผีฝรั่งก็เดินตามมาแบบติดๆ พอเล่าแบบนั้นเธอก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ด้วยความที่สัมมนาหลายวันเลยใช้ชีวิตอยู่ในโรงแรมนานหน่อย เกือบทุกวันเธอจะเจอเด็กฝรั่งผมแดงอายุประมาณ 13-14 เดินสวนกับเธอที่เดิมทุกวัน แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เรื่องประหลาดยังไม่หมดแค่นี้ เพราะทุกครั้งที่เธอวางผ้าเช็ดตัวทิ้งไว้ตามที่ต่างๆในห้อง พอเดินกลับเข้ามามันจะถูกจัดวาง พับอย่างเป็นระเบียบ พอไปถามแม่บ้านก็บอกไม่ได้ทำ เธอจึงเรียกให้ภรรยาหัวหน้ามาดู ว่าก่อนออกจากห้องเธอโยนผ้าไว้ที่เตียง แป๊บเดียวเท่านั้นพอเปิดเข้ามาผ้าก็ถูกพับเหมือนเดิม!! หัวหน้าจึงมาดูให้ พอเดินผ่านห้องน้ำเท่านั้นแหละ ก็บอกว่าเห็นเด็กฝรั่งกำลังพับผ้าอยู่ในห้องน้ำ หัวหน้าจึงรีบวิ่งกลับห้อง แต่พอไปดูกล้องวงจรปิดกลับไม่มีใครเห็นเด็กคนนั้น ซึ่งเป็นคนที่เดินสวนกับเธอทุกวัน..
ขอบคุณภาพจาก services.flikie.com/view/v3/android/wallpapers/33566957
ที่มา : toptenthailand.com/topten/detail/20141009165950123