เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring


The conjuring หรือชื่อภาษาไทยว่า คนเรียกผี นั้นเรียกได้ว่ากวาดรายได้มหาศาลในอเมริกา หลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่ากลัว หลอนสุดๆ!! ซึ่ง The conjuring นี้ดูเผินๆอาจจะเหมือนหนังผีฝรั่งทั่วไป คือมักจะมีจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์บางอย่างจากบ้านร้างหลังหนึ่ง ตามหลอกหลอนกันในรูปแบบต่างๆ เช่นห้องปิดตาย เครื่องลาง หรือประวัติศาสตร์อิงศาสนา แต่สิ่งที่น่าสนใจมันอยู่ที่ หนังสร้างจากแฟ้มประวัติที่เกิดจากเหตุการณ์จริงตะหาก!! เรื่องจริงสุดสยองขวัญชวนผวานี้จะเป็นอย่างไร ตามไปดูกันเลยคะ .. เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring

เรียบเรียงและแปลโดย teen.mthai 

ภาพถ่ายเดียวที่มีนั้น หลายคนคาดว่าผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะสวมหน้ากากผ้า อาจจะเป็น Bathsheba Sherman ผู้ต้องสงสัยว่าแม่มดอยู่ด้วย (ยืนตรงกลาง)

ภาพถ่ายเดียวที่มีนั้น หลายคนคาดว่าผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะสวมหน้ากากผ้า อาจจะเป็น Bathsheba Sherman ผู้ต้องสงสัยว่าแม่มดอยู่ด้วย (ยืนตรงกลาง)

เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring

เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งชื่อว่า Harrisville ใน Rhode Island อเมริกา เรื่องจริงจากคดีของสองสามีภรรยา เอ็ด และลอเรน วอเรน นักสืบสวนเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ที่มักถูกเชิญไปปราบผี หรือเวลาที่ไหนเกิดเหตุการณ์ของผีหลอกวิญญาณหลอน ซึ่งทั้งคู่ถูกเชิญไปโดยครอบครัวหนึ่งที่เพิ่งไปอยู่บ้านหลังใหม่แล้วเผชิญกับอำนาจลึกลับดำมืด ตัวอย่างหนังยังไม่บอกเนื้อเรื่องเต็มๆ แต่เล่นเฉพาะฉากที่แม่ของครอบครัวนี้ที่รับบทโดยลิลลี่ เทย์เลอร์ ถูกหลอกหลอนอย่างชวนให้สะดุ้งโหยง

*?The Conjuring ถ่ายทำตามลำดับเหตุการณ์ในเรื่องทั้งหมด ตั้งแต่ฉากแรกมาจนถึงฉากสุดท้าย ..*

บ้านในอดีต ที่ครอบครัวเพอร์รอน (Perron) เคยอาศัยอยู่ เป็นภาพยุคปัจจุบันของที่ดินและบ้านหลังนี้อันมีตำนาน

บ้านในอดีต ที่ครอบครัวเพอร์รอน (Perron) เคยอาศัยอยู่ เป็นภาพยุคปัจจุบันของที่ดินและบ้านหลังนี้อันมีตำนาน

ครอบครัว เพอร์รอน (Perron ) อาศัยอยู่ในบ้านผีสิง!

  • ครอบครัวเพอร์รอน (Perron) อาศัยจอยู่ในบ้านผีสิงนี้เป็นเวลาเกือบสิบปี โรเจอร์และแคโรลีน(คู่สามี-ภรรยา) ซื้อบ้านนี้ในช่วงฤดูหนาวปี 1970 ซึ่งพื้นที่ของที่นี่นั้นมีมากถึง 200 เอเคอร์ คงจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของครอบครัวเพอร์รอนและลูกสาวทั้ง 5 แต่!ในมิถุนายน 1980 พวกเขาก็ย้ายออก

เรื่องราวชีวิตของ บีทชีบ้า Bathsheba Sherman (ผีในเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด!)

  • ใครที่ยังไม่ได้ดูหนัง บีทชีบ้า คือคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด ฆ่าลูกตัวเองสังเวยซาตาน และเป็นวิญญาณที่ตามอาฆาต หลอกหลอนทุกคนที่เข้ามาในพื้นที่บ้านของเธอ
  • Bathsheba Sherman?เกิดใน Rhode Island ในปี 1812 ต่อมาเธอได้แต่งงานกับเพื่อนร่วมงาน Judson Sherman ซึ่งเธอแก่กว่าหนึ่งปี ที่ Connecticut ในเดือนมีนาคม 1844
  • Bathsheba เป็นแม่บ้านในขณะที่สามีของเธอทำงานเป็นเกษตรกรบนที่ดินของพวกเขาเอง
  • ต่อมาในเดือนมีนาคม 1849 Bathsheba และ?Judson ได้มีลูกชายด้วยกัน 1 คน ชื่อ?Herbert L. Sherman

 

รูปภาพในปี 1970-1971 ช่วงคาบเกี่ยวปลายปีที่ครอบครัวเพอร์รอนเริ่มเข้ามาอาศัยในบ้านหลังนี้ บ้านและที่ดิน ของ บีทชีบ้า (Bathsheba Sherman) ในสมัยยุคบุกเบิกนั้น ต้องบอกว่ายุคนั้นมีกล้องถ่ายรูปแล้ว หลังจากก่อสร้างมานานและอยู่มาหลายปีหลายสมัย จนถึงยุคกล้องถ่ายรูป แต่ส่วนใหญ่จะถ่ายในมุมกว้าง จัดว่าเป็นคนมีฐานะ คนนึงในสมัยนั้น

รูปภาพในปี 1970-1971 ช่วงคาบเกี่ยวปลายปีที่ครอบครัวเพอร์รอนเริ่มเข้ามาอาศัยในบ้านหลังนี้ บ้านและที่ดิน ของ บีทชีบ้า (Bathsheba Sherman) ในสมัยยุคบุกเบิกนั้น ต้องบอกว่ายุคนั้นมีกล้องถ่ายรูปแล้ว หลังจากก่อสร้างมานานและอยู่มาหลายปีหลายสมัย จนถึงยุคกล้องถ่ายรูป แต่ส่วนใหญ่จะถ่ายในมุมกว้าง จัดว่าเป็นคนมีฐานะ คนนึงในสมัยนั้น

Bathsheba Sherman เป็นแม่มดจริงหรือไม่!

  • ยังไม่มีหลักฐานพอที่จะบอกได้ว่า Bathsheba Sherman เป็นแม่มดจริง มีเพียงชาวบ้านในท้องถิ่นเล่าต่อกันว่า หลังจากที่อาศัยอยู่ในฟาร์ม ได้มีทารกอย่างลึกลับเสียชีวิตในความดูแลของเธอ เมื่อทารกถูกตรวจสอบ ผลออกมาว่าบาดแผลมีสาเหตุมาจากเข็มเย็บผ้าขนาดใหญ่เสียบที่ฐกะโหลกศีรษะของเด็ก แม้ว่าชาวเมืองเชื่อว่า Bathsheba เสียสละทารกเพื่อสักการะปีศาจ แต่เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอที่ศาลพบว่าเธอเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีความผิดใดๆ แต่ประชาชนไม่เชื่อ

Bathsheba Sherman ตายยังไง?

  • ในการค้นคว้า วิจัยนั้นที่ หลุมฝังศพของเธอ ใน Harrisville, Rhode Island พบว่าผู้เสียชีวิตเป็นหญิงชราคนหนึ่งเมื่อ 25 พฤษภาคม 1885 ประมาณสี่ปีหลังจากการตายของสามีของเธอ Judson ในปี 1881

การสื่อสารวิญญาณ Bathsheba กับ แคโรลีน เพอร์รอน 

  • แคโรลีน เพอร์รอน บอกเรื่องที่เหนือธรรมชาติกับ เอดและลอรเรน วอรเรน ว่าขณะที่เธอนอนอยู่บนโซฟานั้น จู่ๆเธอรู้สึกว่ามีของแหลมทิ่มที่ตัวเธอทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดมาก เธอจึงสะดุ้งตื่น และเมื่อ เธอสังเกตที่ตัวก็พบรอยช้ำเป็นจ้ำๆ?ราวกับเข็มเย็บผ้าขนาดใหญ่ได้เสียบผิวของเธอ?เธอได้ดูบริเวณรอบๆตัวคิดว่าเป็นผึ้งเจาะรึเปล่า แต่ก็ไม่เจอ! (ที่มาจากหนังสือของลูกสาวของเธอเอนเดรีย เพอร์รอน)

มีกี่คนที่เสียชีวิตในบ้านหลังนั้น?

  • 8 generations ในครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่และเสียชีวิตในบ้านว่าก่อนที่จะมาถึงเรา” ลูกสาวคนโตของครอบครัวเพอร์รอน ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ยังมีต่ออีกว่า ภายในห้องใต้ดินนั้ันมีสิ่งของบางส่วนของพวกเขาที่ไม่เคยทิ้งยังคงอยู่ นอกจากนี้ยังมี The Black Book of Burrillville สมุดบันทึกสาธารณะของเมืองนี้ เผยให้เห็นว่าในช่วงเวลาหนึ่งในบ้านหลังนี้ได้เคยมีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นหลายคดี เช่น ฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอ, ฆ่าตัวตายด้วยยาพิษ, ฆ่าข่มขืน, ฆ่าตกรรม, คนหายสาปสูญ เป็นต้น
ครอบครัว Perron

ครอบครัว Perron

แถวด้านหน้านั้น คือ 5 เด็กแสดงในหนัง  The conjuring และแถวบนคือในแต่ตัวละครที่มีชีวิตอยู่จริงทั้งหมด!

  • พี่คนโต : Andrea Perron คือคนขวาสุด รับบทโดย Shanley Caswell
  • คนที่ 2 : Nancy Perron คือที่นับจากซ้ายมาเป็นคนที่2 ? รับบทโดย Hayley McFarland
  • คนที่ 3 : Christine Perron คือคนที่2นับจากขวา ?รับบทโดย Joey King
  • คนที่ 4 : Cindy Perron คือคนซ้ายสุด รับบทโดย Mackenzie Foy
  • และคนสุดท้องคนที่ 5  : April Perron คือคนอ้วนตรงกลาง รับบทโดย Kyla Deaver
ครอบครัว เพอร์รอน (Perron )

ครอบครัว เพอร์รอน (Perron )

หนึ่งเคสที่ได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านผีสิงหลังนั้น และได้เอด และ ลอรเรนวอลเลนเข้ามาช่วย

ลูกสาวทั้งห้าคน

ลูกสาวทั้งห้าคน

 

ครอบครัว เพอร์รอน (Perron ) : แม่ (แคโรลีน เพอร์รอน) และลูกสาวทั้งห้าคน

ครอบครัว เพอร์รอน (Perron ) : แม่ (แคโรลีน เพอร์รอน) และลูกสาวทั้งห้าคน

 

แคโรลีน เพอร์รอน (Carolyn Perron), the mother in The Conjuring, today

แคโรลีน เพอร์รอน (Carolyn Perron), the mother in The Conjuring, today

แม่ที่ถูกวิญญาณร้าย บีทชีบ้า (Bathsheba Sherman) เข้าสิง ทำให้ตัวเองเกือบฆ่าลูกสาวคนสุดท้อง

ลอรเรน วอรเรน (ยังมีชีวิตอยู่) ผู้มีญาณทิพย์ กับผู้แสดง เวร่า ฟาร์มิก้า Vera Farmiga ในบทบาทของเธอ

ลอรเรน วอรเรน (ยังมีชีวิตอยู่) ผู้มีญาณทิพย์ กับผู้แสดง เวร่า ฟาร์มิก้า Vera Farmiga ในบทบาทของเธอ

เอด และ ลอร์เรน วอลเรน ทั้งคู่คือ นักปีศาจวิทยา

เอด และ ลอร์เรน วอลเรน ทั้งคู่คือ นักปีศาจวิทยา

ผู้ที่ปราบผีและสืบค้นคดีในบ้านที่ปัญหาในแต่ละที่ ตลอด50ปีที่ผ่านมา

ปัจจุบันทั้งสองทำคดีช่วยเหลือผู้คนมากถึง 5000 เคส

เอด และ ลอร์เรน วอลเรน

เอด และ ลอร์เรน วอลเรน

 

ภาพบันทึก ถึงการทำงานใน บ้านผีสิง และผู้เป็นเจ้าของบ้าน (นั่งหันหลัง)

ภาพบันทึก ถึงการทำงานใน บ้านผีสิง และผู้เป็นเจ้าของบ้าน (นั่งหันหลัง)

กับสิ่งที่เป็นเหตุการณ์ประหลาดทั้งในส่วนของเสียง จากเครื่องบันทึกเทป

เพื่อนำเก็บเป็นข้อมูลสืบค้นและการจัดการกับสิ่งชั่วร้ายที่แฝงตัวในบ้านแต่ละหลัง

ลอร์เรน วอลเลน ถ่ายรูปร่วมกับสิ่งของต้องสาป ในพิพิธภัณฑ์ที่บ่านของตนที่ได้รวบรวมไว้

ลอร์เรน วอลเลน ถ่ายรูปร่วมกับสิ่งของต้องสาป ในพิพิธภัณฑ์ที่บ่านของตนที่ได้รวบรวมไว้

เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring

ลอร์เรน วอลเรน ถ่ายรูป กับ ตุ๊กตาแอนนาเบล (ตุ๊กตาตอนต้นเรื่อง)

ลอร์เรน วอลเรน ถ่ายรูป กับ ตุ๊กตาแอนนาเบล (ตุ๊กตาตอนต้นเรื่อง)

เรื่องจริงดูน่ารักกว่าในหนังอีกนะเนี่ย!!

เอด – ลอร์เรน วอลเรน กับ ตุ๊กตาแอนนาเบล

เอด – ลอร์เรน วอลเรน กับ ตุ๊กตาแอนนาเบล

“เตือนด้วยความหวังดี อย่าเปิดมัน!!”

The conjuring

The conjuring

 

ของจริง! ห้องที่รวบรวม สิ่งของต้องสาป ที่เอด – ลอร์เรน วอลเรน เก็บไว้ภายในบ้าน

ของจริง! ห้องที่รวบรวม สิ่งของต้องสาป ที่เอด – ลอร์เรน วอลเรน เก็บไว้ภายในบ้าน

 

อุ้มให้ดูกันอีกซักรอบ .. ขนลุก!!!

อุ้มให้ดูกันอีกซักรอบ .. ขนลุก!!!

ตุ๊กตาแอนนาเบล?เป็นบันทึกที่ถูกกล่าวขานมากที่สุด

ในบรรดาวัตถุทางวิญญาณที่ทั้งสองทำการสืบสวนมา

หลุมฝังศพ ของ เจ้าของที่ดิน นาง Bathsheba Sherman ผีต้นเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้

หลุมฝังศพ ของ เจ้าของที่ดิน นาง Bathsheba Sherman ผีต้นเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้

 

หนังสือ House of Light ที่ลูกสาวคนโต เอนเดีย เพอร์รอน

หนังสือ House of Light ที่ลูกสาวคนโต เอนเดีย เพอร์รอน

เป็นคนเขียนขึ้นเล่าถึงประสบการณ์ในบ้านที่ตนอาศัยในวัยเด็ก และเรื่องราวของบ้านและที่ดินพื้นนี้

(มี 2เล่มกำลังออกเล่ม3)

เรื่องจริงคนเรียกผี The conjuring

วิดิโอคลิป ที่เหล่าสมาชิกที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นพูดถึง

 

เรียบเรียงและแปลโดย teen.mthai 

ขอบคุณข้อมูล houseofdarknesshouseoflight, historyvshollywood, pantip.com/topic/30857629

 

10 คดีฆาตกรรมเขย่าขวัญครั้งแรกของโลก


10 คดีฆาตกรรมเขย่าขวัญครั้งแรกของโลก ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความตายที่ทั้งแปลกและโหดที่เกิดขึ้นครั้งแรก  อย่ารอช้าไปติดตามกันเลยดีกว่า .. 

 

การลอบสังหารด้วยระเบิด car bomb ครั้งแรก

10. การลอบสังหารด้วยระเบิด car bomb ครั้งแรก

การลอบสังหารด้วยระเบิดครั้งแรกนั้น เป็นวันการลอบสังหารที่มีเป้าหมายคือ อับดุลฮามิดที่ 2 ( Abdulhamid II ) สุลต่านจักรวรรดิออตโตมัน ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ในขณะที่พยายามที่จะปฏิรูปจักรวรรดิแต่ไม่มีผู้เห็นด้วยคือคณะพันธมิตรอาร์เมเนียจึงพยายามติดตั้งระเบิดในรถของสุลต่าน แต่ผลสุดท้ายไม่ประสบความสำเร็จ แต่ระเบิดก็ฆ่าคนหลายสิบคนตายแทน ทำให้อับดุลฮามิดที่ 2 รอดตายมาได้

 

ใช้อาวุธปืนในการลอบสังหารครั้งแรก

9. ใช้อาวุธปืนในการลอบสังหารครั้งแรก

การลอบสังหารด้วยอาวุธปืนมีขึ้นครั้งแรกโดยมีเป้าหมายเป็นเจมส์ สจ๊วก (James Stewart) พี่ชายต่างมารดาของราชินีแมรี่แห่งสก็อตแลนด์ ซึ่งคุมอำนาจทางการเมืองและจัดการทุกคนที่จงรักภักดีกับแมรี่ เจมส์ แฮมิลตัน(James Hamilton) เป็นคนจงรักภักดีกับแมรี่ เขาโกรธแค้นเจมส์ สจ๊วกมาก เขาเลยวางแผนลอบสังหารอย่างรอบคอบ จนกระทั่งวันที่ 23 มกราคม 1570 เขาใช้ปืนไรเฟิลทองเหลืองยิงใส่เจมส์ สจ๊วก ซึ่งการลบอบสังหารดังกล่าวได้ถูกบันทึกว่าเป็นการใช้ปืนลอบสังหารครั้งแรก และเจมส์ สจ๊วกถูกฝังในโบสถ์เซนต์โจลส์ในเอดินบะระ

 

มนุษย์คนแรกที่ถูกฆ่าตายโดยหุ่นยนต์

8. มนุษย์คนแรกที่ถูกฆ่าตายโดยหุ่นยนต์

โรเบิร์ต วิลเลียมส์เป็นคนแรกที่ถูกฆ่าตายจากจลาจลหุ่นยนต์ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 1979 โรเบิร์ต วิลเลียมส์เป็นคนทำงานในโรงงานรถฟอร์ด ในมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาถูกแขนหุ่นยนต์หนัก 1 ตันตีเข้าที่ศีรษะตายทันที แขนหุ่นยนต์มีหน้าที่เคลื่อนย้ายของไปยังอีกทีหนึ่ง แต่ในเวลานั้นปรากฏวามันทำงานช้าเกินไป โรเบิร์ตเลยพยายามขึ้นไปที่จะคว้าดึงมันกลับมา แต่เขาก็ถูกแขนหุ่นยนต์ตีและเสียชีวิตทันที และนั้นได้กลายเป็นอุบัติร้ายแรงครั้งแรกของหุ่นยนต์

 

ฆาตกรหญิงที่ฆ่าคนมากที่สุด

7. ฆาตกรหญิงที่ฆ่าคนมากที่สุด

เคาท์เตส อลิซาเบธ บาโธรี่ (Countess Elizabeth Báthory) เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นผู้หญิงที่หลายคนรู้จักกันดีที่ฆ่าผู้หญิงหลายร้อยคนในปราสาทของเธอ แน่นอนว่าเธอไม่ใช่ฆาตกรต่อเนื่องคนแรกของโลก แต่เธอเป็นหนึ่งในฆาตกรที่มีชื่อเสียงที่สุด

เคาท์เตส อลิซาเบธ บาโธรี่ เป็นผู้ปกครองในพื้นที่ของฮังการี เป็นหญิงสาวที่มีความเชื่อในเรื่องชีวิตที่เป็นอมตะ และต้องการคงร่างของตนเองให้คงดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ จึงมีความคิดที่ว่า หากได้อาบเลือดของหญิงสาวบริสุทธิ์แล้ว จะทำให้ตนเองดูอ่อนเยาว์ได้ตลอดไป เป็นผลทำให้เธอล่อลวงและพาหญิงสาวจำนวนมากเข้าไปในปราสาทก่อนที่จะทรมานและฆ่าพวกเธอเพื่อนำเลือดมาอาบร่างกายของเธอ จำนวนผู้ตกเป็นคาดว่ามีมากกว่า 600 คน สุดท้ายเธอก็ถูกลงโทษให้ถูกกักบริเวณในบ้านและเธอเสียชีวิตลงในอีก 4 ปีต่อมา เธอได้รับสมญานามว่า The Blood Countess และ Countess Dracula

 

การอ้างว่าเป็นบ้าครั้งแรกเพื่อหลีกเลี่ยงโทษประหารชีวิตในสหรัฐ

6. การอ้างว่าเป็นบ้าครั้งแรกเพื่อหลีกเลี่ยงโทษประหารชีวิตในสหรัฐฯ

ในขณะที่คดีความวิกลจริตมีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ แต่ข้ออ้างว่าคนก่อคดีเป็นบ้าวิกลจริตเพื่อหลีกเลี่ยงโทษประหารนั้นพึ่งมีในสหรัฐนั้นคือการตัดสินโทษของนายอัลวิน ฟอร์ด (Alvin Ford) ฟอร์ดถูกตัดสินลงโทษมนคดีฆาตกรรมในปี 1974 และตัดสินประหารชีวิต ในช่วงต้นเดือน 1982 แต่ระหว่างที่เขาถูกจำคุกเขาอ้างตนเองว่าเป็นพระสันตะปาปาและบอกผู้คุมว่าเขาพยายามหยุดแผนการสมรู้ร่วมคิดหลายครั้ง และเมื่อศาลฏีกาตรวจสอบก็พบว่าเขามีอาการทางจิต และอีกทั้งรัฐธรรมนูญสหรัฐระบุว่าห้ามดำเนินคดีกับคนบ้า ดังนั้นพวกเขาจึงยกเลิกโทษของเขาและถูกส่งตัวไปรักษาโรงพยาบาลทางจิต

 

การประหารชีวิตครั้งแรกด้วยการดื่มยาพิษ

5. การประหารชีวิตครั้งแรกด้วยการดื่มยาพิษ

โสกราตีส (Socrates) เป็นหนึ่งในชายที่เฉลียวฉ,ดที่สุดในสมัยโบราณ แต่อุดมการณ์ของเขามักจะขัดแย้งให้กับคนใหญ่คนโตในเอเธนส์ โดยเฉพาะเขายกย่องสปาร์ต้าคู่ปรับของเอเธนส์ ดังนั้นเขาจึงถูกกล่าวหาว่าโสกราตีสเป็นผู้ที่สร้างความเสื่อมศรัทธาในศาสนา และเยาวชนในกรุงเอเธนส์และถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการถูกบังคับให้ดื่ม เอ็นคอร์ และนั้นเป็นการตัดสินประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษครั้งแรกในประวัติศาสตร์

 

หลักฐานดีเอ็นเอถูกใช้ในการไขคดีอาชญากรรมในห้องพิจารณาคดีครั้งแรก

4. หลักฐานดีเอ็นเอถูกใช้ในการไขคดีอาชญากรรมในห้องพิจารณาคดีครั้งแรก

ดีเอ็นเอถูกใช้ในการไขคดีอาชญากรรมในห้องพิจารณาคดีครั้งแรกเมื่อนายโรเบิร์ต มีเลียสถูกพบว่ามีความผิดจริงในคดีข่มขืน ในเมืองบริสตอล ประเทศอังกฤษ ก่อนหน้านั้นนายโรเบิร์ต มีเลียสได้เข้าไปได้ข่มขืนหญิงพิการอายุ 45 ปี และขโมยเครื่องเพชรไปและต่อมาก็ถูกจับได้ในข้อหานักย่องเบา เหยื่อที่ถูกข่มขืนยืนยันว่านายโรเบิร์ตคือุ้ทำร้ายเธอ

ผลการตรวจสอบดีเอ็นเอบนเสื้อผ้าของเหยื่อซึ่งมีลักษณ์เป็นบาร์โค้ดตรงกับดีเอ็นเอจากเซลล์เม็ดเลือดขาวของนายโรเบิร์ต เขาถูกไต่สวนและตัดสินว่ามีความผิดฐานข่มขืนและลักทรัพย์ และผลการใชข้ดีเอ็นเอในการสอบสวนนี้ก็กลายเป็นส่วนสำคัญที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานลงโทษอาชญากรและการช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ออกจากคุกมากมายในเวลาต่อมา

 

การลอบสังหารที่ออกอากาศสดครั้งแรก

3. การลอบสังหารที่ออกอากาศสดครั้งแรก

หลังจากที่ถูกกล่าวหาว่ายิงประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนนาดี้ ตำรวจได้ทำการจับกุม ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ (Lee Harvey Oswald) ในข้อหาต้องสงสัยว่าลอบสังหาร และในขณะที่พวกเขากำลังคุมตัวเขาไปยังสถานีตำรวจอยู่นั้นก็มีชายคนหนึ่งชื่อแจ๊ก

รูบีก้าวออกมาจากฝูงชนแล้วใช้ปืนยิงที่กระเพาะอาหารขอออสวอลด์ทั้งที่กล้องโทรทัศน์เครือข่ายกำลังออกอากาศสดอยู่ในขณะนั้น และผู้ชมหลายล้านคนเห็นภาพการยิงขณะที่เกิดขึ้น ในเขาเสียชีวิตในเวลาต่อมา และเขาก็ได้กลายเป็นชายคนแรกที่ถูกฆ่าตายในขณะที่มีการถ่ายทอดสด

 

ประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษครั้งแรก

2. ประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษครั้งแรก

คนแรกที่ถูกประหารด้วนการฉีดยาพิษให้ตายคือชายชื่อชาร์ลส์ บรูคส์ที่ถูกตัดสินให้ประหารชีวิตในข้อหาสังหารช่างรถเดวิด เกรกอรี่ ในฮันท์สวิล เท็กซัส ในปี 1982 การประหารด้วยยาพิษนั้นเขาจะได้สารพิษสามชนิด

ชนิดแรกคือยาที่ทำให้เขาหลับลึก เข็มที่สองทำให้กล้ามเนื้ออัมพาต และเข็มสุดท้ายทำให้หัวใจวาย การประหารแบบนี้เห็นว่ามีมนุษยธรรมกว่าตัวเลือกอื่นๆ อย่างรมแก๊สตาย, แขวนคอ หรือประหารชีวิดด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า ทำให้วิธีดังกล่าวมี 100 ประเทศทั่วโลกเลือกใช้ รวมถึงประเทศไทย

 

ฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นเด็กคนแรก

1. ฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นเด็กคนแรก

แมรี่ เบล(Mary Bell) เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นเด็กคนแรกที่ถูกบันทึกอย่างเป็นทางจากคดีข้อหาฆาตกรรมเด็กสองคน แมรี่ เบลล์จากนิวคาสเซิล ทางตอนเหนือของอังกฤษโดยนั้นเวลานั้นมีอายุเพียงแค่ 11 ปี (เกิดปี 1957 )เป็นเด็กสาวชาวอังกฤษที่แม่เป็นเสเภณีที่บังคับให้ลูกสาวของเธอบริการทางเพศแก่ลูกค้า

วันที่ 25 พฤษภาคม ปี 1968 แมรี่ เบลล์บีบคอเด็ก มาร์ติน บราวน์ เด็กชายอายุ 3-4 ขวบ จนถึงแก่ความตายในบ้านร้าง ต่อมาเธอฆ่าเด็กชายไบรอัน โฮล วัย 4 ขวบ และสลักที่ท้องของเด็กชายด้วยอักษรย่อ M ด้วยใบมีดโกน หลังจากถูกจับกุมแมรี่ เบลถูกจำคุกและไปบำบัดจิต ปี 1980 เธอถูกปล่อยตัวจากคุกเมื่ออายุได้ 22 ปีทั้งๆ ที่รักษาโรคจิตไม่หาย เธอมีลูกและหายสาปสูญไปจากสังคม และวันที่ 21 พฤษภาคม ปี 2003 ทางการก็ประกาศว่าเธอเป็นบุคคลนิรนาม

 

ขอบคุณข้อมูล : http://www.toptenthailand.com/4244-top.html, http://listverse.com

ที่มา http://teen.mthai.com/variety/102929.html

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก


ใครจะรู้บ้างว่า เรื่องราวลึกลับมีอยู่รอบตัวเรามากมาย ทั้งเรื่องจริง ทั้งเรื่องไม่จริง
คงไม่มีใครบอกได้ว่า เรื่องราวเหล่านั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ยังไงพี่หมูหันก็อยากให้ทุกคนใช้วิจารณญานส่วนบุคคลกันด้วยนะจ๊ะ.. พี่หมูหันไม่ได้บอกให้เชื่อนะ..

10 เรื่องลี้ลับทั่วโลก รับรองเลยว่า จะต้องเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและน่าพิศวงแน่นอน

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก

1. Shanti Deva

ในปี 1930 ซานติ เทวี หญิงสาวอายุ 4 ขวบ จากนิวเดลี ประเทศอินเดีย ได้บอกพ่อแม่ของเธอว่า ชาติก่อนเธอเป็นแม่ลูกสาวที่ตายจากการคลอด โดยสามีของเธอคือเกฐานารถ ทั้งเธอและสามีอาศัยอยู่ในเมืองมัตทรา(หรือ Mathura) ตอนแรกพ่อแม่ของเธอนึกว่าเป็นบ้า จึงพาเธอไปพบกับแพทย์ และเมื่ออยู่ต่อหน้าแพทย์เธอก็เล่าเรื่องของเธออย่างละเอียดยิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการตั้งครรภ์ลูกคนแรก วัยที่เธอตายในระหว่างเด็กอยู่ในท้องเมื่อ 1925 ซานติได้รับการตรวจสอบจากแพทย์ถึง 6 คนด้วยกัน แต่ไม่มีแทย์คนใดหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอได้เลย อย่างไรก็ดีญาติของซานติเริ่มตรวจสอบสิ่งที่เธอเล่าโดยตามหาชายที่ซาติอ้างว่าเป็นสามีของเธอ ก่อนจะพบว่ามีชายคนที่ว่าอยู่เมืองมัตทราจริง และเขามีลูกสองคนจริง แต่ชายดังกล่าวไม่กล้าไปพบกับชาติภรรยากลับชาติมาเกิดของเขา เขาเลยส่งญาติไปและเมื่อญาติไปถึงซาติก็จำเขาได้ทันทีและเล่ารายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับญาติคนนี้ ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าการระลึกชาติมีอยู่จริง หากแต่กระนั้นครอบครัวของซานติ และครอบครัวของสามีชาติที่แล้วของซานติก็ไม่ได้เกี่ยวดองกัน หรือมีเรื่องกันแต่อย่างใด สุดท้ายซานติได้ใช้ชีวิตเป็นเด็กหญิงธรรมดาในชาติใหม่ของเธอจนถึงปัจจุบัน

 

Creepy Gnome

Creepy Gnome

2. Creepy Gnome

ในปี 2008 กล้องวิดีโอมีการจับภาพสิ่งมีชีวิตลึกลับในจังหวัด Salta ประเทศอาร์เจนตินาได้ ถ่ายทำโดย Jose Alvarez โดยในหนังสือพิมพ์บอกว่า ตอนนั้นเขากำลังคุยกับเพื่อนในการเดินทางตกปลาครั้งล่าสุด มันเป็นตอนเช้า เขาเริ่มคุยโทรศัพท์มือถือในขณะที่คนอื่นๆ คุยและล้อเล่น ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงแปลกๆ เหมือนคนปาหิน เขามองหาที่มาของเสียง ก็พบว่าหญ้ามีการเคลื่อนไหว ตอนแรกพวกเขาคิดว่ามันคือสุนัข แต่เมื่อได้เห็นเจ้าของเสียงออกมาก็พบว่ามันน่ากลัวจริงๆ โดยคาดว่าสิ่งมีชีวิตที่จับภาพคือ โนมภูตขนาดเล็ก ที่มักปรากฎในนิทาน รูปร่างคล้ายคนแคระ ชอบอาศัยอยู่ในถ้ำคอยเก็บรักษาสมบัติล้ำค่า ต่อมาวิดีโอเทปนี้ถูกนำไปทำคลิปและถูกแพร่ไปตามเว็บต่างๆ

 

Freddy Jackson's Ghost

Freddy Jackson’s Ghost

3. Freddy Jackson’s Ghost

ภาพถ่ายผีที่น่าขนลุกนี้ถูกถ่ายขึ้นในศตวรรษที่ 1919 ได้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1975 โดยเซอร์ วิกเตอร์ กอดดาร์ก นายทหารเกษียณอายุ โดยภาพถ่ายดังกล่าวมาจากการถ่ายหมู่ของทหารใต้บังคับบัญชาบนเรือ HMS กอดดาร์ดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งภาพนี้คงไม่โด่งดังไปทั่วโลก ถ้าในแถวบนสุดด้านหลังของทหารคนที่สี่จากซ้าย ปรากฏร่างของชายลึกลับคนหนึ่งที่กำลังยิ้มยิงฟันขาวรวมอยู่ด้วย โดยผีนี้คาดว่าเป็นนาย เฟรดดี้ แจ๊คสันที่เพิ่งเสียชีวิตในปี 1919 อย่างกะทันหันจากใบพัดเครื่องบินไปเมื่อสองวันก่อน ว่ากันว่าวิญญาณแจ๊คสันอาจจะยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองตายแล้ว จึงยังมาปรากฏตัวถ่ายรูปกับเพื่อนๆ…

 

OVERTOUN_BRIDGE_LOWER_RES

OVERTOUN_BRIDGE_LOWER_RES

4. Overtoun Bridge

?สะพานสุสานสุนัข? เป็นสะพานโค้งสร้างในปี 1859 ในมิลตัน, ดัมบาร์ดัน สก็อตแลนด์ ที่มันได้ชื่อฉายานี้เพราะอดีตที่ผ่านมามีสุนัขหลายตัวไปฆ่าตัวตายโดยการโดดจากสะพานแห่งนี้อย่างไม่ทราบสาเหตุ แต่การศึกษาพบว่าสุนัขในแถบนั้น เริ่มมีพฤติกรรมฆ่าตัวตายโดยโดดจากสะพานเริ่มในช่วง 1950 หรือ 1960 เฉลี่ยหนึ่งตัวต่อหนึ่งเดือน(อาจสิบตัวต่อหนึ่งเดือน) โดยจุดที่กระโดดนั้นนำไปสู่ความสูงกว่าสิบห้าฟุตทำให้สุนัขตายทันที แม้สุนัขบางส่วนรอดก็จริงแต่มันก็กลับมากระโดดฆ่าตัวตายอีก และที่น่าสนใจคือสุนัขที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่จะเป็นสายพันธุ์ที่จมูกยาว ทำให้หลายคนเชื่อว่าสะพานนี้มีผีสิง และอาจเป็นคำสาปของเด็กคนหนึ่งที่ถูกโยนตกสะพานในปี 1994(และคนโยนก็มีพฤติกรรมอยากฆ่าตัวตายด้วย) และนอกจากนี้ยังมีคนเชื่อว่าสะพานแห่งนี้เป็นที่กั้นระหว่างโลกคนเป็นกับคนตายซึ่งเป็นสายตรงหากจะข้ามไป ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้ได้รับความสนใจจากต่างประเทศ สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์ได้ส่งคนเข้ามาตรวจสอบ ก็พบว่าบริเวณนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของหนู จากการตรวจสอบพบว่าพวกมันมีกลิ่นที่สุนัขไม่ชอบ และนี้คือสาเหตุที่ทำให้สุนขมีความคิดอยากฆ่าตัวตายหรือไม่นั้นก็ไม่สามารถตรวจสอบได้

 

An Unfinished Race

An Unfinished Race

5. An Unfinished Race

เป็นตำนานการหายตัวของเจมส์ โวสสัน(James Worson ) โดยตามตำนานเล่าว่าเขาเป็นช่างทำรองเท้าอยู่ใน Leamington Spa, Warwickshire, อังกฤษ โดยมีพยานสำคัญสองคนคือแฮมเมอร์สัน เบิร์นส และบาร์แฮม ไวส์ เป็นคนรู้เห็นการหายไปของเขาครั้งนี้และไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไรกันแน่?

วันนั้นเป็นวันที่ 3 กันยายน 1873 ชายสองคนดังกล่าวเป็นพยานให้แก่เจมส์ที่บอกว่าเขาสามารถวิ่งไม่หยุดจาก Leamington Spa ไปโคเวนทรีที่อยู่ห่างระยะทางประมาณ 9 ไมล์โดยไม่เหนื่อยได้ โดยเขาขอพิสูจน์โดยการวิ่งในระยะทางดังกล่าว เขาเริ่มวิ่งพร้อมกับผู้ติดตาม(ขี่ม้าหลายคน)เพื่อตามมาดูดังกล่าว ระหว่างแข่งเจมส์สะดุดล้มลง และจู่ๆ เขาก็ร้องไห้กรีดร้องอย่างน่ากลัว(พยานในเหตุการณ์วันนั้นบอกว่ามันเป็นเสียงกรีดร้องที่น่ากลัวที่สุดที่เขาเคยได้ยิน) และเขาหายไปอย่างลึกลับโดยไม่ยืน และไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย มีการจัดกำลังค้นหาเจมส์หลายครั้งแต่พวกเขาก็ไม่พบร่องรอยของเจมส์เลย

 

The Devil's Footprints

The Devil’s Footprints

6. Devil’s Footprints

ช่วงเช้าวันที่ 8-9 ในฤดูหนาวเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1855 มลฑลเดวอน ประเทศอังกฤษ เกิดเหตุการณ์ประหลาดที่ไม่สามารถอธิบายได้ เมื่อแถบบริเวณแม่น้ำเอ็กซ์ มีรอยเท้าประหลาดปรากฏอยู่ทั่ว มันเป็นรอเท้าที่พึ่งเหยียบมาใหม่ รูปร่างเหมือนรอยเท้าของลา ขนาดของมัน 4 นิ้ว กว้าง 2 นิ้วเศษ ลักษณะของรอยเท้านั้นมีทั้งด้านซ้ายและด้านขวาขนานกันไป เป็นรอยเท้าเดียวๆ ของเท้าข้างหนึ่งเดินตามรอยของเท้าอีกข้างหนึ่งซึ่งเป็นแถวเดี่ยว ระยะห่างของรอยเท้าแต่ละรอยก็เท่ากันหมด และรอยประหลาดเหล่านี้จะเดินเป็นเส้นตรงกว่า 100 ไมล์ โดยผ่านไปยังสวนหลังบ้าน หลังคาบ้าน หรือลอมฟาง และกำแพงสูง โดยอุปสรรค์แต่ละเส้นทางที่เจ้าของรอยเท้านี้ผ่านไปไม่กระทบกระเทือนเลย และไม่ทำให้ระยะห่างของรอยเท้าแต่ละก้าวเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย มันเดินราวกับว่ากำแพงที่ขวางกั้นนั้นไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางการเดินทาง แม้กระทั้งรั้วกั้นสูงๆ ประตูที่ปิดกุญแจไว้ มันก็สามารถทะลุผ่านได้ ทำให้หลายคนคิดว่า มันคือรอยเท้าของปีศาจ ส่งผลทำให้คนในพื้นที่นั้นหวาดกลัวกันมาก

 

FeliciaFelix-Mentor

FeliciaFelix-Mentor

7. FeliciaFelix-Mentor

เฟลิกเซีย เฟลิกซ์-เมนเทอร์ เธอเป็นผู้หญิงชาวไฮติที่เชื่อว่าถูกทำให้เป็นซอมบี้ ในตอนต้นศตวรรษที่ 20 โดยจากรายงานอย่างเป็นทางการระบุว่าเธอเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1907 หลังจากเจ็บป่วยกะทันหันโดยเชื่อว่าเป็นคำสาปของหมอผีชาวไฮติที่ทำให้คนกลายเป็นซอมบี้ ในปี 1936 มีคนพบเธออยู่ท้องถนน(ในรายงานไม่ระบุว่าเธอเปลือยหรือใส่เสื้อผ้ามอมแมม เพราะหลายเว็บต่างระบุเรื่องเหล่านี้ไม่ตรงกันเลย) เธอเดินทางไปฟาร์มของพ่อโดยเธอยืนยันว่าเธอคือเฟลิกเซีย เฟลิกซ์-เมนเทอร์ที่เสียชีวิตเมื่อปี 1907 เนื่องจากสุขภาพไม่ดีเธอเลยถูกส่งไปโรงพยาบาลของรัฐ และจากการตรวจสอบพบว่าเธอมีพฤติกรรมที่ประหลาดคือเธอไร้อารมณ์ความรู้สึก และบ่อยครั้งมากที่เธอพูดถึงตนเองหรือบุคคลที่สามโดยปราศจากความรู้สึกใดๆ และค่อนข้างชาชินกับโลกและสิ่งรอบตัวของเธอ

 

Chupas

Chupas

8. Chupas วัตถุลึกลับ

Chupas คือวัตถุลึกลับที่คล้ายยูเอฟโอที่หลายคนอ้างว่าสามารถพบได้ในตอนกลางคืนที่ป่าตะวันออกของบราซิล พวกเขาอธิบายว่ามันเป็นวัตถุที่มีลักษณะคล้ายโลหะขนาดเล็กและบินได้ มันทำเสียงฟู่เหมือนตู้เย็นหรือหม้อแปลงไฟฟ้า เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่แถบนั้นมักออกไปข้างนอกตอนกลางคืนเพื่อล่ากวางเป็นอาหาร ดังนั้นพวกเขามักปีนบนต้นไม้เพื่อรอเหยื่อของพวกเขา และมันมักโผล่มาในเวลานี้ โดยมันจะเปล่งแสงสีขาวสว่างและพวกเขาเชื่อว่าแสงนี้อาจทำให้พวกเขาตาย และบางคนเกิดอาการป่วย ในขณะที่นักล่าส่วนใหญ่พยายามยิงสิ่งนั้นแต่ปรากฏว่ามันไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้น

 

SS-Ourang-Medan

SS-Ourang-Medan

9. SS Ourang Medan

ในเดือนกุมภาพันธ์ 1948 ได้รับข้อความช่วยเหลือจากเรือบรรทุกสินค้าของชาวดัตช์ Ourang Medan ที่ลอยเหนือน่านน้ำอินโดนีเซีย ในสภาพเรือแตก โดยมีข้อความ SOS คือ ?All officers including captain are dead lying in chartroom and bridge Possibly whole crew dead.? แปลว่า ?เจ้าหน้าที่ทุกคนรวมทั้งกัปตัน นอนตายอยู่ในห้องนั่งเล่นและสะพานเรือ เป็นไปได้ว่าลูกเรือทั้งหมดตายแล้ว?ข้อความนี้เป็นรหัสมอร์สซึ่งเป็นข้อความความหมายสุดท้ายที่น่ากลัว และเมื่อมีคนขึ้นไปบนเรือดังกล่าวก็พบเรื่องประหลาดเมื่อลูกเรือทั้งหมดและกัปตันเรือดังกล่าวตายหมดแล้วตาของพวกเขาเปิดโพลงใบหน้ามองไปยังดวงอาทิตย์แขนยื่นออก(บางคนเอามือชี้ไปยังสิ่งที่มองไม่เห็น)และใบหน้าของเขาแสดงสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด แม้แต่สุนัขบนเรือก็ตายโดยสภาพเหมือนกับว่ามองเห็นศัตรูที่มองไม่เห็นบางอย่างที่ห้องหม้อไอน้ำ ระหว่างที่ช่วยเหลือลูกเรือก็รู้สึกหนาวขึ้นมา ทั้งๆ ที่วันนั้นอากาศร้อน และระหว่างกลับก็มีควันออกมาจากเรือด้วย ซึ่งจากการสันนิษฐานพบว่าลูกเรืออาจถูกโจมตีโดยยูเอฟโอหรือพื้นที่สามเหลี่ยมอาถรรพ์ แต่สำหรับคนที่ไม่เชื่อก็จะบอกว่าอาจเกิดพิษคาร์บอนมอนอกไซด์ หรือเรืออาจบรรทุกสินค้าวัสดุอันตรายจำพวกพิษที่ทำให้หายใจไม่ออกและเกิดรั่วขึ้น แต่จนถึงทุกวันนี้เรื่องที่เกิดขึ้นบนเรือ Ourang Medan และลูกเรือทั้งหมดของเรือยังคงลึกลับ

 

GEF

GEF

10. GEF

หมายถึงการพูดคุยหรือการติดต่อสื่อสารกับผีพังพอน(สัตว์ลึกลับ, ผี หรือเรื่องหลอกลวง)ได้ โดยรายงานนี้มาจากครอบครัวที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านดาลบีที่เกาะแมน(Isle of Man)

ในเดือนกันยายน ครอบครัวเออร์วิง?ที่ประกอบด้วยเจมส์ มากาเร็ต และลูกสาว Voirrey (อายุ 13 ปี) อ้างว่าได้ยินเสียงข่วนประหลาด ซึ่งเป็นเสียงกรอบแกรบหลังบ้านของพวกเขา ที่พุ่มไม้และด้านหลังโรงนาที่ทำด้วยไม้ของพวกเขา ในตอนแรกพวกเขาคิดว่าเป็นหนู หากแต่เมื่อเห็นก็พบว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อนและมันทำท่าทางเหมือนจะคาย หรือคุ้ยเขี่ย ชอบคำรามเหมือนสุนัข และเหมือนทารก นอกจากนี้มันยังสามารถพูดเป็นภาษามนุษย์ได้อีกด้วย!! โดยมันแนะนำว่าตนเองเป็นพังพอน ชื่อ GEF อ้างว่าเกิดที่นิวเดลี อินเดีย ในปี 1852 โดย Voirrey เป็นบุคคลเดียวที่เห็นเจ้าพังพอนนี้ชัดที่สุด(และติดต่อกับมันสนิทที่สุด) โดยมันมีขนาดเล็กเท่าหนู มีขนสีเหลือง และหางเป็นพวงขนาดใหญ่

เจ้าพังพอนตนนี้ยังคงเป็นมิตรต่อครอบครัวของเด็กสาว และเจมส์ได้เขียนบันทึกประจำวันเกี่ยวกับพังพอนนี้ไว้ระหว่างปี 1932-1935 ซึ่งปัจจุบันนี้บันทึกที่ว่าอยู่ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยลอนดอน และเจ้าพังพอนนี้ก็กลายเป็นที่นิยมที่ช่วยเรียกนักข่าวและฝูงชนไปยังเกาะแห่งนี้เพื่อดูสัตว์ดังกล่าว แต่กระนั้นหลายคนก็บอกว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องหลอกลวง เนื่องจากเพื่อนบ้านออกมาสัมภาษณ์ว่าพวกเขาไม่เคยหรือได้ยินพังพอนที่ว่า(แต่เพื่อนบ้านบางคนก็บอกว่าเคยได้ยินเสียงแปลกๆ รอบบ้านของพวกเขาเหมือนกัน) และนอกจากนี้ยังมีรูปถ่ายบางส่วนที่เป็นร่องรอยของพังพอน ส่วน Voirrey เด็กหญิงที่เห็นพังพอนดังกล่าวได้เสียชีวิตลงเมื่อปี 2005 และในช่วงสุดท้ายของชีวิตเธอก็ยังยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง

 

ข้อมูล anachatalk.blogspot.com

ที่มา teen.mthai.com/variety/74336.html

49 ข้อสังเกตแปลกๆ บนสังคมเว็บ (ขำๆ นะ)


simondseconoart-small

เอากลับมาให้อ่านอีกครั้ง กับ ข้อสังเกตุแปลกๆ บนสังคมอินเตอร์เน็ต
บ้างก็ใช่ .. บ้างก็ไม่ ยังไงก็อย่าคิ๊ดดดดดดดดดดดดมากคร่า อ่านเอาขำๆ จ๊ะ

1. คนรู้เรื่องของคนที่เขาเกลียดดีกว่าคนที่รัก

2. คนชอบถามหาหลักฐาน แต่เวลาตัวเองอ้าง มักไม่ค่อยจะมีหลักฐาน

3. เขียนยาวไปคนไม่อ่าน

4. เขียนสำนวนเคร่งขรึมคนก็ไม่อ่าน

5. ชาวเว็บไม่ชอบเรื่องซีเรียส ถึงเป็นเรื่องเครียดก็ต้องเขียนให้ฮา

6. ยอดคนคอมเมนต์แสดงความคิดเห็น เป็นเหมือนยอดภูเขาน้ำแข็ง

7. มีคนคอยตามอ่านเงียบๆ มากมายที่ไม่โผล่ตัวออกมา

8. บางทีเรื่องที่เถียงกันไม่มีสาระอะไร แต่เถียงกันไปเพราะแค่อยากเอาชนะ

9. ปิดจอคอมไปนอนก่อนซะ อาจจะดีกว่านั่งเถียงแบบอินเตอร์แอ็คทีฟ

10. เกรียนปากดีตามเว็บบอร์ด พอเจอตัวจริงมักเจี๋ยมเจี้ยม

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com

11. แต่คนอัธยาศัยดีในบอร์ด ตัวจริงก็อัธยาศัยดีเหมือนกัน

12. มนุษย์สายพันธุ์กูเกิลรู้ทุกเรื่อง แต่ถ้าคุยลึกๆ จริงๆ แล้วจะไม่รู้สักเรื่อง

13. แถมวิเคราะห์ วิจารณ์ ไม่ได้อีกตะหาก

14. เรื่องดราม่ามักจบลงด้วยคำว่า “ขอโทษ”

15. แต่ถ้ามีเรื่องครั้งใหม่ เรื่องเดิมก็จะถูกขุดโคตรเหง้าศักราชมายำต่อ

16. คำด่าในเว็บ โดยมากมักจะไม่ใช่คำด่าจริงๆ ที่คนพิมพ์กล้าพูดต่อหน้า

17. คนด่าบางทีก็ลืมไปว่าตัวเองเคยด่าเรื่องอะไรไว้

18. แต่คนถูกด่ามักจะไม่ลืม

19. คอมเมนต์มักถูกชี้นำด้วยความคิดเห็นแรกเสมอ

20. โดยเฉพาะเว็บเด็ก X และพันติ๊ปเฉลิม X

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com

21. เวลาไพรม์ไทม์ในการตั้งกระทู้ คือ 17.00-22.00

22. แต่เวลาอัพบล็อกจะเป็น 9.00-12.00 และ 19.00-23.00

23. อยากดราม่าให้เริ่มประเด็นต่อไปนี้ การเมือง สถาบันการศึกษา ภาษา ศาสนา ความเชื่อ และ XXX

24. แล้วอีกไม่นานคุณก็จะได้พาดหัวขึ้นดราม่าแอดดิคต์เอง

25. อีกวิธีคือไปหาเรื่องเมมเบอร์ดังๆ

26. เกือบทุกความคิดเห็นพร้อมจะเปลี่ยนข้างเมื่อกระแสเปลี่ยน

27. ทั้งที่ข้อเท็จจริงมันไม่เปลี่ยน

28. คนที่ไม่เปลี่ยนข้างมีสองกรณี คือเกรียน กับ มั่นใจ

29. ซึ่งทั้งสองประเภทแยกออกได้จากลักษณะการใช้คำ

*30. คนตั้งกระทู้/เขียนบล็อกมีสามแบบ

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com

31. หนึ่งคือเขียนแล้วทิ้ง กลับมาดูแต่ไม่ให้ความเห็นตอบ

32. สองคือตะบี้ตะบันขยันตอบมันทุกคอมเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นคอมเมนต์หาเรื่องหรือคอมเมนต์ดีๆ

33. สามคือเลือกตอบเฉพาะคอมเมนต์ที่พอใจจะตอบหรือมีสาระพอจะตอบ

34. หลายคนอ่านแค่หัวเรื่องแล้วพิมพ์ตอบเลย

35. ซึ่งทำให้เกิดดราม่าหรือเรื่องฮา ขึ้นอยู่กับความซีเรียสของเนื้อหาและคำตอบ

36. แต่หลายคนอ่านจนครบแล้วก็ยังตอบไม่เข้าเรื่อง

37. เรียกว่าอ่านหนังสือไม่แตก เป็นปัญหาของระบบการศึกษาภาษาไทย

38. ทำให้เกิดดราม่ามากมาย หาได้ตามเว็บบอร์ดทั่วไป

39. การเถียงกันบนกระทู้สาธารณะ ไม่ร้ายเท่าการถูกส่งเมล์ด่า เอ็มเอสเอ็นด่า หรือหนักสุดคือโทรตามด่า

40. กรณีดังกล่าวถือว่าเป็นโรคจิตคุกคาม คนที่เคยโดนควรแจ้งตำรวจลงบันทึกประจำวัน

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com
41. อย่าปล่อยให้คนโรคจิตบนเน็ตลอยนวล

42. คนที่อ้างว่าเป็นกลาง ไม่เคยเป็นกลางจริงๆ

43. บางทีคนเลือกข้างยังเป็นกลางกว่า

44. อำนาจโฟโต้ช็อปเหนือทุกสิ่ง

45. แต่ที่เหนือกว่าคือ ICT

46. เพราะประเทศนี้มีระบบกรองข้อมูลจากต่างประเทศระดับสูงที่มีเพียงสามประเทศในโลก

47. ซึ่งอีกสองประเทศคือจีนแดง และเกาหลีเหนือ

48. อย่าซีเรียสกับเรื่องทุกเรื่องที่เกิดขึ้นบนสังคมอินเตอร์เน็ต

49. สุดท้ายแล้วเราก็ต้องทำงานหาเงินมาจ่ายค่าไฟ-ค่าเน็ตเองอยู่ดี ฮ่า

————————————————

ที่มา http://terasphere.exteen.com/20091217/entry

ความเชื่อสุดแปลก 25 ความเชื่อจากทั่วทุกมุมโลก


ในแต่ละประเทศมักมีความเชื่อที่แตกต่างกันออกไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อท้องถิ่น ทางประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ศาสนา ผู้คน ยิ่งหากเพื่อนๆ คนไหนที่ชอบเดินทางไปต่างประเทศ จำเป็นต้องรู้เรื่องราว ความเชื่อที่แต่ละประเทศเขามีกัน เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงไม่ทำสิ่งนั้นๆให้โชคร้ายหรือเรื่องราวที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับเรา ของแบบนี้ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่เป็นดีกว่านะจ๊ะ…ทึ่ง 25 ความเชื่อสุดแปลกจากทั่วทุกมุมโลก

Argentina

ทึ่ง 25 ความเชื่อสุดแปลกจากทั่วทุกมุมโลก

เรื่องแรก ความเชื่อในประเทศ Argentina

เป็นที่เชื่อกันว่า ถ้าพูดชื่อประธานาธิบดี Carlos Menem ออกมาดังๆ จะเป็นการสาปแช่งตัวคุณเอง วิธีแก้คือ ต้องเคาะไม้ ซึ่งในที่นี้หมายถึง ต้องจับหน้าอกซ้าย หรือ จับที่ลูกอัณฑะนั่นเอง

Brazil

2. ความเชื่อในประเทศ Brazil

มันจะเป็นการโชคร้าย ถ้าคุณทำกระเป๋าสตางค์ร่วงโดนพื้น เพราะจะทำให้คุณเสียเงิน

China

3. ความเชื่อในประเทศ China

เลข 4 ในประเทศจีน ไม่ว่าจะอยู่กับเลขอะไร ทั้ง 4, 14, 24 จะเป็นเลขไม่ดี เพราะการออกเสียงของ 4 คล้ายกับคำว่า “ตาย” ในภาษาจีน รวมไปถึงความเชื่อจากฝั่งตะวันตกเกี่ยวกับเลข 13,23 ทำให้การขึ้นลิฟท์ชั้นสูงๆ ในจีน อาจทำให้ใครหลายคนงงเลยทีเดียว

Denmark

4.  ความเชื่อในประเทศ Denmark

จานที่แตกจะถูกเก็บไว้ทั้งปี และรอคืนก่อนวันปีใหม่ เพื่อไปปาให้บ้านของเพื่อน หรือคนในครอบครัว เพราะเชื่อว่า ยิ่งปาใส่มาก จะได้โชคลาภมากในปีถัดไปนั่นเอง

Egypt

5. ความเชื่อในประเทศ Egypt

เป็นที่เชื่อกันว่า จะโชคร้ายอย่างแรงมากถ้าเปิดปิดกรรไกร โดยไม่ตัดอะไร และยิ่งแย่ถ้าง้างกรรไกรคาไว้ นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อว่าการเอากรรไกรไว้ใต้หมอนจะช่วยรักษาอาการฝันร้ายได้

moon

6. ความเชื่อในประเทศ France

มันเชื่อว่าจะเป็นเรื่องโชคดีถ้าเหยียบขี้หมาด้วยเท้าซ้าย แต่จะโชคร้ายถ้าเหยียบด้วยเท้าขวา แต่อยากจะบอกว่า ฝรั่งเศสขี้หมาเยอะมาก!

Greece

7. ความเชื่อในประเทศ Greece

ถ้าเกิดคนสองคน พูดอย่างเดียวกันพร้อมกัน คนสองคนนั้นจะต้อง Piase Kokkino ซึ่งแปลว่า แตะของสีแดง คือทั้งคู่ต้องแตะของสีแดง ไม่เช่นนั้นการทะเลาะจะเกิดขึ้น ยกเว้น!!! ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันอีสเตอร์ คุณจะโชคดี โดยในช่วงอีสเตอร์ คุณจะเจอไข่สีแดงเต็มเมืองเลยทีเดียว

8. ความเชื่อในประเทศ Haiti

ถ้าคุณทำสิ่งต่อไปนี้ ได้แก่ ใส่รองเท้าข้างเดียวเดิน กวาดพื้นตอนกลางคืน เดินไปมาบนเข่า กินหัวแตงโมหรือส้มโอ มันจะเป็นลางร้าย เพราะคุณกำลังจะนำพาความตายมาสู่แม่ของคุณ

India

9. ความเชื่อในประเทศ India
คุณจะไม่สามารถตัดเล็บได้ในวันอังคาร กับวันเสาร์ และตอนกลางคืน คุณจะไม่สามารถตัดผม หรือสระผมได้ในวันพฤหัสบดี และวันเสาร์ เพราะการตัดเล็บตอนกลางคืนนั้น จะเป็นการกวาดสิ่งมีค่าออกจากบ้านในตอนกลางคืน ส่วนวันพฤหัสบดีนั้น ในอดีตจะเป็นวันหยุดทำงานของร้านตัดผม ส่วนวันเสาร์ เป็นวันของเทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือกันมากของชาวฮินดูโบราณนั่นเอง

Japan

 10. ความเชื่อในประเทศ Japan

เด็กๆ ถูกสอนว่า ห้ามโชว์พุงในระหว่างมีพายุผนกระหน่ำ โดยเฉพาะก่อนนอน เพราะเชื่อว่าจะไม่ปลอดภัยจาก Raijin ซึ่งเป็นเทพของสายฟ้าผ่า ที่จะมีกินพุงเด็กนั่นเอง

11. ความเชื่อในประเทศ Korea
โดยเฉพาะในเกาหลีใต้เชื่อว่า การเปิดพัดลมตอนนอนในเกาหลีใต้จะทำให้เสียชีวิต ทำให้พัดลมไฟฟ้าในเกาหลีใต้จะมีการตั้งเวลาปิดอัตโนมัติ

12. ความเชื่อในประเทศ Lithuania

การเป่านกหวีดในบ้านเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะเชื่อว่าจะเป็นการเรียกปีศาจ และมันจะทำร้ายคุณเอง

13. ความเชื่อในประเทศ Malaysia

การนั่งบนหมอนในมาเลเซีย เป็นข้อห้ามมาก เพราะเชื่อว่า ถ้านั่ง ก้นจะปวดแสบ ปวดร้อน และหมอนเอาไว้นอนหัว ไม่ควรเอามานั่งทับ

 14. ความเชื่อในประเทศ Nigeria

ถ้าผู้ชายถูกตีด้วยไม้กวาด เขาจะกลายเป็นคนขาดศักยภาพทางเพศ และอวัยวะเพศจะหายไป บางคนเชื่อว่า วิธีแก้คือให้ตีกลับคนที่ตีไม่น้อยกว่า 7 ที

15. ความเชื่อในประเทศ Oman
วิธีที่ดีที่สุดในการล้างรถใหม่ คือ การเปิดเทปเสียงอัลกุรอ่านเป็นเวลา 1-2 อาทิตย์ เพื่อปัดเป่ามารร้ายออกจากรถ เพราะฉะนั้น อย่าพึ่งใจร้อนขับรถใหม่ในโอมานล่ะ!

Philippines

16. ความเชื่อในประเทศ Philippines
ดอกทานตะวัน หรือ ฝนที่ตกทั้งๆ ที่ฟ้าใส เป็นสัญญาณว่าเป็นงานแต่งงานของ tikbalang หรือม้าปีศาจนั่นเอง

Qatar

17. ความเชื่อในประเทศ Qatar
ถึงแม้ว่าที่นี่จะสอนให้เด็กเลิกเชื่อถึงเรื่องราว เหนือธรรมชาติ และสั่งห้าม แต่ก่อนหน้านี้ ที่นี่เคยมีความเชื่อว่า แมงมุม มีพลังอำนาจในการควบคุมและดับไฟใหม้บ้าน จึงไม่ควรฆ่าแมงมุม

Rwanda

18. ความเชื่อในประเทศ Rwanda

ผู้หญิงที่นี่ถูกสอนตั้งแต่เด็กๆ ว่าอย่ากินเนื้อแพะ เพราะจะทำให้หนวดเคราขึ้น!

Sweden

19. ความเชื่อในประเทศ Sweden
คุณอาจจะเห็นคนเดินเท้า เดินผ่านเส้นทางที่ไม่เหมือนกัน หรือเดินเป็นวงจรแปลกๆ เพราะทางเดินที่นี่ ฝาปิดท่อระบายน้ำ จะมีสองตัวอักษรเขียนไว้คือ K สำหรับน้ำดี ซึ่งบังเอิญไปตรงกับคำว่า “ความรัก” และ A ที่เป็น น้ำเสีย และตรงกับคำว่า “รักที่ไม่สมหวัง” ทำให้คนท้องถิ่นที่นี่ ที่เชื่อในโชคลางของความรัก จะนับจำนวน A และ K ที่เขาเดินผ่าน พวกเขาจึงต้องวางแผนการเดินทางให้แม่นยำ และแต่ละคนอาจจะวางแผนไม่เหมือนกันนั่นเอง ซึ่งถ้าเกิดว่าเดินผิดขึ้นมา วิธีแก้คือต้องตบหลังเบาๆ 3 ที

Turkey

20. ความเชื่อในประเทศ Turkey
มีความเชื่อว่า ห้ามเคี้ยวหมากฝรั่งในยามค่ำคืน เพราะตอนกลางคืน หมากฝรั่งจะกลายเป็นเนื้อหนังของคนที่ตายไปแล้ว

21. ความเชื่อในประเทศ United States
ในรัฐ Vermont หลายๆ ฟาร์มในสมัยศตวรรษที่ 19 มีความเชื่อว่าจะต้องสร้าง ” witch windows” เพราะเชื่อว่า แม่มดจะไม่สามารถขี่ไม้กวาดผ่านหน้าต่างเอียงนี้ได้นั่นเอง

22. ความเชื่อในประเทศ Vietnam
อาหารหลายๆ ชนิด เด็กๆ จะห้ามกินเพราะเชื่อว่าจะทำให้โชคไม่ดีในการเรียนและการสอบ อาทิ กล้วย เพราะ กล้วยมัน “ลื่น” และคำว่า “ลื่น” ในภาษาเวียดนามนั้น ออกเสียงเหมือนกับ “ตก” เด็กๆ จึงกลัวสอบตก และเป็นความเชื่อโบราณนั่นเอง

Wales

23. ความเชื่อในประเทศ Wales
ใครที่ทำหมวกจากก้านฮาเซลและใบ พร้อมกับใส่มัน จะทำให้คุณสามารถขอพรได้ 1 ข้อ

24. ความเชื่อในประเทศ Yemen
ผู้หญิงท้องสามารถกำหนดเพศของลูกเธอในท้องได้ ด้วยการ “โยนงู” ที่ตายแล้วขึ้นฟ้า ถ้างูตกลงพื้นแล้วหงายท้อง ลูกที่ออกมาจะเป็นเด็กผู้หญิง และถ้ามันตกลงมาคว่ำลงกับพื้นเหมือนปกติ เด็กที่ออกมาจะเป็นเด็กผู้ชาย

Zimbabwe

25. ความเชื่อในประเทศ Zimbabwe
การเชื่อในเวทมนต์เป็นกันอย่างแพร่หลายมาก อาทิ สามีสามารถร่ายมนต์ใส่ภรรยาเพื่อป้องกันภรรยาจากการมีชู้ได้ และถ้ามีความสัมพันธ์นอกสมรสเกิดขึ้น ทั้งคู่ก็ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป ซึ่งต่อมารู้จักกันในนาม “durawalling ” และหลายๆ คนบอกว่ามันเป็นการป้องกันการมีชู้ได้ดีมากๆ เลยทีเดียวล่ะ!

cr. Distractify, kiitdoo

ที่มา: teen.mthai.com/variety/82233

เปิดตำนาน 52 เรื่องผี และสิ่งลี้ลับในจังหวัดสงขลา!


เรื่องที่จะนำมาเล่าต่อจากนี้ เป็นเรื่องที่ผู้เขียนได้รับทราบจากการออกเดินทางไปทำงานวิจัย ตามสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดสงขลา  เเน่นอนล่ะว่าการออกเก็บข้อมูลงานทางไทยคดีศึกษาในเรื่องต่างๆ ตามสถานที่ต่างๆย่อมต้องได้รับทราบข้อมูลทั้งเชิงประจักษ์ เเละความเชื่อในเเนวทางเฉพาะถิ่น อาทิ ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องภูติผี เเละดวงวิญญาณ(ลัทธิวิญญาณนิยม)เพื่อนๆ หลายๆ คนของผู้เขียนเลยขอให้ทำการรวบรวมนำมาเล่าสู่กันฟัง(บ้าง)  เพื่อเป็นประสบการณ์เเลกเปลี่ยนกัน

ปล.  เชื่อก็ได้…ไม่เชื่อก็ได้..เเล้วเเต่จะคิดนะคะ

1.หน้าโรงเรียนอุดมศึกษาพานิช.. สมัยก่อนล่วงผ่านเลยมามีเรื่องเล่ากันปากต่อปากจากผู้สูงวัยว่าที่เชิงสะพานตอนเช้าตรู่(ราวตี 4-6 โมงเช้า)มักจะมีสาวสวยผมยาวผิวขาวมากๆ  ใส่ชุดขาวมายืนโบกรถอยู่  หากใครจอดรถรับ  เธอจะหายไปพร้อมกับความซวย  หรือเรื่องร้ายๆที่เข้ามาเยือนคนดวงซวยคนนั้น…บรื๋ออออ

2.บริเวณถนนศรีภูวนารถ มีซอยหลายซอยมากๆ  มีอยู่ซอยหนึ่งคือซอย 12  ซอยนี้เองมีโรงเก็บหัวหอมร้างอยู่ซอยหนึ่ง  เล่าลือกันว่าผีดุมากๆ  มีเรื่องเล่าว่าเมื่อหลายสิบปีก่อนมีลูกจ้างโรงเก็บหัวหอมถูกบานประตูเหล็กตกใส่ ทับจนร่างกายเเหลก เละทั้งตัว  ไม่มีใครสามารถจะนอนค้างคืนในโรงเก็บหัวหอมร้างซอย 12 ได้เพราะถูกหลอกกันมานับไม่ถ้วนเเล้ว

3.สะพานรถไฟ(มีราวเหล็ก)ที่ตั้งอยู่ในบริเวณบ้านน้ำน้อย  เคยมีคนตายกว่า 400 ศพ  ที่สำคัญเป็นการตายโหง ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  โดยเชื่อกันว่าที่นี่เฮี๊ยนมาก  คนเฒ่าคนแก่หลายคนเรียกสะพานรถไฟแห่งบ้านน้ำน้อยว่าสะพานสายมรณะ  บ้างก็ว่าเป็นสะพานผีตายโหง  เคยมีเรื่องเล่าในอดีตว่า  เคยมีกลุ่มคนมายืนโบกรถอยู่ที่แถวๆสะพานรถไฟดังกล่าว  โบกรถเพื่อจะไปสงขลา  พอรถให้ขึ้นมาปรากฏว่าระหว่างขับกลุ่มคนดังกล่าวก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย  ทำเอาคนขับรถถึงกับจับไข้ไปหลายวัน

4.ซอยๆหนึ่งข้างวัดโคกนาว กับห้างโลตัส เด็กหาดใหญ่เรียกกันว่า…” ซอยคุณยายสปีด ” เชื่อกันว่าหากขับรถมอเตอร์ไซด์เข้ามาในซอยคนเดียวหลังเที่ยงคืนในคืนเดือนมืดเเล้วจะเจอกับผีคุณยายสปีดหลอกเอา  ด้วยการกระโดดขึ้นมาซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์  ใครดวงซวยอาจถึงตายได้

5.ถนนสายหาดใหญ่-สงขลา(สายใหม่)ก่อนถึงปั้นน้ำมันมีเรื่องสยองเล่าว่า  เคยมีกลุ่มรถซิ่งถูกสายสลิงที่ขึงไว้กับต้นไม้ใหญ่ 2 ข้างทาง  ตัดเอาคนนั่งซ้อนท้ายซึ่งเป็นผู้หญิงจนหัวขาดมาเเล้ว…เชื่อกันว่าหากขับรถมาตอนกลางคืนเเล้วเห็นคนขับมอเตอร์ไซด์ไม่มีหัว…อย่ามอง หรือชี้มือไปหา  เพราะท่านอาจจะซวยเอาได้

6.บริเวณเปิดท้ายกรีนเวย์(ข้างป่าช้าโคกโพธิ์)…เเต่เดิมเป็นวังน้ำขนาดใหญ่  ชาวบ้านคลองเรียนเรียกกันว่า ” วังน้ำดำ ”  เชื่อว่าเป็นดินเเดนอาถรรณ์ที่ผู้มีวิชาอาคมมักมาลองปล่อยของกัน

7.วัดโคกนาว..สมัยก่อนเรียก ” โคกเน่า ”  เพราะเคยมีการฝังศพกันเป็นจำนวนมาก  เเต่ปรากฏว่ามีน้ำท่วมขังในบริเวณดังกล่าวในปีหนึ่ง  ชาวบ้านเลยจำต้องนำศพไปผูกติดเอาไว้กับกิ่งไม้ใหญ่  บ้างก็ว่ามีนายพรานหลายคนไปยิงสัตว์ในโคกเน่า  ถูกซากศพที่เน่าเปื่อยตกใส่จนขวัญหนีตามๆกัน  ผู้เขียนเคยสัมภาษณ์ผู้เฒ่าผู้เเก่ท่านหนึ่ง  ท่านกรุณาเล่าให้ฟังว่า…หากมืดค่ำจะไม่ยอมเดินทางผ่านโคกเน่าเป็นอันขาดเพราะผีที่นี่หลอกเก่งที่สุด

8.หน้าสวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่…เชื่อกันว่าเฮี๊ยนน่าดูชม..เพราะจะต้องมีคนถูกรถชนตาย หรือรถทับตายทุกปี  หลายคนบอกว่าเขาต้องการ  ” ตัวตายตัวเเทน ”

9.หน้าวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่….บริเวณใต้สะพานลอยหน้าวิทยาลัย  เชื่อกันว่ามีผีเฝ้าอยู่ใต้สะพานลอย…ใครดวงถึงฆาตจะถูกผีผลักให้รถชนเพื่อเป็นตัวตายตัวเเทนตน(เด็กเทคนิคหาดใหญ่เล่ากันภายใน)

10.เจ้าที่ที่ปกป้องรักษาวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่นอกจากจะมีพระวิษณุกรรมแล้ว  บริเวณเชิงเขา(ข้างแผนกช่างยนต์)ยังมีเจ้าที่เก่าของที่นี่ปรากฏให้ได้เห็น  ครู-อาจารย์ เรียกท่านว่า “ทวดตาเดียว”  ส่วนนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่เรียก “เจ้าพ่อตาเดียว”  ถือกันว่าท่านนั้นศักดิ์สิทธิ์มากๆ  บูชาหรือเซ่นด้วยอะไรก็ได้  ยกเว้นเนื้อสุกร(เพราะท่านเป็นมุสลิม)

11.เจ้าที่ที่มหาวิทยาลัยทักษิณเด็กที่นี่เรียกกันว่า..” ทวดเลียบ ”  เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของที่นี่  ปรากฏในรูปของต้นไม่ใหญ่  เชื่อกันว่าหากใครขวัญอ่อน หรือต้องการเจริญก้าวหน้าในการเรียน หรือการงานด้านต่างๆให้บูชาท่านด้วยยาคูลท์ เท่านั้น

12.หน้าตึกเรียนอาคาร 13 ภายในมหาวิทยาลัยทักษิณ  เชื่อกันว่ามีความเฮี๊ยนระดับสูงมากๆ  เเละที่หน้าตึกเรียนอาคาร 13 นี้เองที่มีฮวงซุ้ยขนาดใหญ่ตั้งอยู่หน้าตึก(น่าจะเป็นตึกเรียนตึกเดียวในประเทศไทยที่มีฮวงซุ้ยตั้งอยู่ด้านหน้า)  เล่าลือกันว่าบางครั้งดึกๆจะมีคนเดินไปเดินมาที่หน้าฮวงซุ้ย  มองนานๆเเล้วท่านก็จะหายไป

13.ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา  เชื่อกันว่าสระน้ำหน้าอาคารตึกอำนวยการหลังเก่า…เคยมีเด็กผู้หญิงที่มาเข้าค่ายที่นี่จมน้ำตาย  เธอมักชอบออกมาเล่นงานคนที่ดวงถึงฆาตด้วยการดึง หรือลากลงไปในน้ำ

14.ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา  อาคารหอสมุด(หลังเก่า)…เชื่อกันว่าที่ บล็อก ฮ. นกฮูก  มีดวงวิญญาณของนักศึกษาที่นี่สิงอยู่  ท่อนบนเป็นผู้ชายใส่ชุดช่างอุตสาหกรรม  ท่อนล่าง…..ไม่มี !!!

15.เเถวๆท้ายวัดคลองเรียน…ในอดีตยังมีต้นยางใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง  บนต้นยางปรากฏเป็นฝูง “ชิน” จำนวนมากลอยอยู่(ชิน  หลายคนเชื่อว่าเป็นผีชนิดหนึ่ง รูปลักษณะเป็นดวงไฟสีขาวขุ่นใหญ่ประมาณเท่าลูกฟุตบอล-1 เมตร) ปัจจุบันเชื่อว่าต้นยางใหญ่ดังกล่าวไม่มีเเล้ว  เเละน่าจะเป็นสถานที่ตั้งของหมู่บ้านร่มเย็น(ตรงบริเวณไหนไม่อาจคาดเดาได้เเน่ชัด)

16.รถเมล์สายหาดใหญ่-สงขลา(เด็กหาดใหญ่เรียก รถโพธิ์ทอง)….เชื่อกันว่ามีรถโพธิ์ทองอยู่คันหนึ่งมักปรากฏหญิงสาวในชุดนักศึกษา  ผมยาว  เธอมักชอบนั่งอยู่เก้าอี้เกือบท้ายสุดในยามหัวค่ำ  พอมองไปนานๆเธอจะหายไป

17.หลังวัดคลองเเห  ตำบลคลองเเห  อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา…เชื่อกันว่ามีเนินดินสูงอยู่เนินหนึ่ง เรียก…” โคกนกคุ่ม ” ภายในเนินดินว่ามีทรัพย์สมบัติฝังอยู่  เเละมีผีนานาชนิดเฝ้าดูเเล  อาทิ ผีปลาหัวกระโหลก

18.เเถววัดคูเต่า ตำบลเเม่ทอม สงขลา(วัดคูเต่าหลังเเรก…วัดสระเต่า)เคยมี ?เสือสมิง? อาศัยอยู่ใกล้บริเวณวัดได้เข้าทำร้ายสามเณรมรณภาพ 1 รูป คือสามเณรถูกกัดจนศีรษะขาดและถูกกินเป็นอาหารเป็นที่เล่าลืออย่างสยดสยองต่างๆนานา(เสือสมิง คือ เสือร้ายที่เชื่อกันว่าเกิดจากอิทธิฤทธิ์ของวิญญาณร้ายที่แปลงร่างขึ้นมา)

19.วัดโลการาม  บ้านสะทิ้งหม้อ  สิงหนคร สงขลา…มีเจ้าที่ประจำวัดเป็นพญางูจงอางขนาดใหญ่  เรียก ” ทวดตาหลวงรอง ” เชื่อว่าใครบูชาเเล้วจะเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆ…นอกจากนี้ยังเชื่ออีกด้วยว่าหากใครจะเข้ามาขโมยทรัพย์สมบัติของทางวัดจะโดนงูทวดเล่นงานจนต้องหนีกระเจิงทุกรายไป

20.หน้าอุโบสถวัดพรุเตาะ  หาดใหญ่  สงขลา มีต้นโพธิ์อยู่ต้นหนึ่ง…เชื่อว่าต้นโพธิ์นี้เเต่เดิมคือเจ้าอาวาสวัดพรุเตาะ  ครั้งหนึ่งท่านได้ใช้น้ำมันราดเเละเผาตนเองจนมรณภาพ  เเล้วท่านก็ได้เกิดใหม่เป็นต้นโพธิ์หน้าอุโบสถ(ชาวบ้านเขาเชื่อกัน)

21.บริเวณหัวเขาแดง-สงขลา  เชื่อกันว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยป้องปกดูแลอยู่เรียกว่า ?ทวดหัวเขาแดง?  เชื่อกันว่าท่านนั้นมักปรากฏกายให้ได้เห็นในรูปของจระเข้ใหญ่มีนัยตาสีแดงเพลิง

22.น้ำตกโตนงาช้างที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสงขลาในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง  ปรากฏมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ป้องปกอยู่เรียกว่า “ทวดตาขุนดำ-ทวดโต๊ะปะหวัง”  ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงกับน้ำตกเชื่อว่าท่านนั้นมีรูปกายเป็นเสือดำขนาดใหญ่ มีเรื่องเล่าว่าราวปี พ. ศ. 2549 ได้มีนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์คนหนึ่งเดินทางมาเที่ยวน้ำตกโตนงาช้าง  จนตกช่วงเย็นชายคนดังกล่าวได้ออกเดินทางปีนขึ้นไปชมทัศนียภาพบนน้ำตกโตนงาช้าง จากนั้นจึงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย  เพื่อนๆที่มาด้วยกันจึงออกตามหาแต่ก็หาไม่พบจึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ของทางน้ำตกทราบช่วยกันตามหาจนช่วงดึกจึงต้องยกเลิกไปแล้วออกหาตอนเช้าอีกที  หาอยู่ 3 วัน 3 คืนก็ยังหานักท่องเที่ยวชายชาวสิงคโปร์คนดังกล่าวไม่พบ  จึงได้เชิญหมอไสยศาสตร์มาทำพิธีกรรม “เข้าทรง”  และพอได้รับข้อมูลมาว่านักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ที่หลงป่ายังมีชีวิตอยู่  ประทังชีพด้วยการกินยอดไม้ และน้ำเป็นอาหาร เขาเพียงโดน “ผีบังตา” เอาไว้ท่านมิต้องเป็นห่วงแต่ประการใด  ถึงเวลาเขาก็จะกลับมาเอง  แต่หลังจากนั้นก็ขอให้ช่วยสร้างศาลให้เราอยู่ด้วย  หัวหน้าทีมค้นหาจึงสัญญาว่าหากหาเจอก็จะสร้างศาลสถิตบูชาให้  วันที่ 4 ที่ออกค้นหาจึงหานักท่องเที่ยวคนดังกล่าวจนพบแล้วสร้างศาลให้เรียกว่า “ทวดตาขุนดำ-ทวดโต๊ะปะหวัง”

23.ห้องเบอร์ 333  ณ โรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในอำเภอหาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่เยื้องๆกับฟาร์มจระเข้เก่า…เชื่อกันว่ามีผีฝรั่งสิงสถิตอยู่  หากใครจิตอ่อนเวลานอนอยู่บนเตียงจะถูกลากขา  หรือบีบนวดขาให้ในเวลากลางคืน..ให้แก้เคล็ดด้วยการนำเหรียญบาท 3 เหรียญมาวางไว้ตรงมุมบานประตูทางเข้าห้อง(ด้านใน)แล้วบอกกล่าวขอเช่าห้องกับผีเจ้าของห้องก่อนจึงจะอยู่ได้อย่างปกติสุข(เจอกันหลายคนแล้วห้องเบอร์นี้)

24.ชาวอำเภอเมืองสงขลา  เชื่อกันว่า ณ เขารูปช้างมีผีฟ้า-เทวดาป้องปกรักษาอยู่เรียกกันว่า “ทวดช้าง” หรือ“พ่อทวดช้าง”  เชื่อว่าเป็นดวงวิญญาณของควาญช้างและพญาช้างใหญ่ 2 เชือก(พ่อพลายแก้ว  และแม่พังงา)

25.แถวน้ำตกโตนงาช้าง  และย่านหูแร่ในสมัยก่อนเชื่อกันว่ายังมี ?ผีหลังกลวง? อาศัยอยู่เชื่อกันว่าผีหลังกลวงเป็นความเชื่อของชาวไทยภาคใต้มีลักษณะเป็นเหมือนกับคนธรรมดาแบบเราๆท่านๆนี่แหล่ะ แต่มันไม่ชอบใส่เสื้อผ้า(ประมาณว่าใส่แต่กางเกงที่ขาดรุ่งริ่ง)และที่สำคัญคือมันมีสันหลังที่กลวงโบ๋วมีน้ำหนองไหลออกมาอย่างน่ากลัว ผีหลังกลวงชอบอาศัยอยู่ในแถบสถานที่ๆมีอากาศเย็นโดยเฉพาะในบริเวณน้ำตกต่างๆของทางภาคใต้ เชื่อกันว่ามันชอบกินของดิบๆเป็นนิสัย ส่วนกรรมวิธีในการหลอกคนก็คือ มันจะมาทำทีพูดจา-เจรจาเป็นมิตรกับผู้ที่ผ่านถิ่นที่อยู่ของมันในยามค่ำคืน  จากนั้นมันจะแกล้งคันหลังแล้วขอให้มิตรใหม่ช่วยเกาหลังให้… หันหลังให้คนที่มันจะหลอกดู(หลายคนพอได้เห็นหลังอันกลวงโบ๋วของมันแล้วก็อาจจะกลัวจนวิ่งหนีไปเลยก็มี) แต่ผีหลังกลวงในบางพื้นที่ เช่น ที่จังหวัดพัทลุงนั้นมันมีวิธีหลอกโดยการเดินมาตอนกลางคืนแล้วอาสาว่าจะช่วยตำข้าวให้ พอเจ้าของบ้านเผลอมันจะฉวยโอกาสหักคอกับครกตำข้าว(คนพัทลุงในสมัยก่อนเลยไม่ค่อยมีใครนิยมตำข้าวตอนเวลากลางคืน)

26.บ้านคูเต่า  อำเภอบางกล่ำ  จังหวัดสงขลา  ยังเชื่อว่าในเครื่องดนตรีของถิ่นตนมีผีชนิดหนึ่งสถิตอยู่เรียก “โต๊ะเคร็ง”  เชื่อกันว่าโต๊ะเคร็งเป็นผีที่สถิตอยู่ในเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งของทางภาคใต้ โดยหากมีการเซ่นสรวงที่ดีโต๊ะเคร็งจะทำให้การประกอบอาชีพทางด้านเป็นนักดนตรีเจริญก้าวหน้า แต่หากทำผิดกฎการเซ่นสรวงบูชาแล้วโต๊ะเคร็งจะนำพาความวิบัติมาให้ได้

27.เชื่อกันว่าในคลองอู่ตะเภาในอดีตยังมีจระเข้ผีสิงสถิตอยู่  มีตำนานเล่าว่า  ในอดีตลำคลองอูตะเภายังอุดมสมบูรณ์มีจระเข้อาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่น  เนื่องด้วยมีปลาอย่างชุกชุมทำให้วิถีทางการดำเนินชีวิตของคน และจระเข้ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน  จวบอยู่มายุคหนึ่งเกิดเหตุจระเข้กินคนเกิดขึ้นลือว่าเป็นจระเข้ผีสิง  ขึ้นมาจากน้ำ  คาบ กัดกินเด็กที่เล่นน้ำบริเวณท่าน้ำวัดท่าแซไปหลายรายจนเป็นที่ประหวั่นพรั่นพรึงของผู้คนในสมัยนั้นเป็นยิ่ง  จวบจนความเจริญได้เดินทางเข้ามาสู่ชุมชนคลองอูตะเภามากขึ้น  ตำนานจระเข้กินคนเลยลบหายไปกับกาลเวลาเหลือเพียงคำเล่าลือจากผู้เฒ่าผู้แก่ว่า….ในอดีตลำคลองแห่งนี้ยังเคยมีจระเข้ผีสิงที่ชอบกินเด็กเป็นอาหารอาศัยอยู่

28.เชื่อกันว่าทะเลสาบสงขลายังมีนางเงือก(ผีนางเงือก)อาศัยอยู่  ณ ยามใดก็ตามที่เป็นคืนจันทร์เดือนเพ็ญสว่างเต็มท้องน้ำ  ผีนางเงือกจะขึ้นมาจากท้องน้ำ  นั่งอยู่บนโขดหิน  ใช้หวีที่ทำจากก้างปลาหวีผมอย่างน่าดูชม…..ใครดวงถึงฆาตนางจะลากลงไปในท้องน้ำเอาบุรานายนั้นทำสามี

29.ถนนสายบ้านในไร่-เขากลอย(ทางโค้งข้อศอก)…ยามค่ำคืน   หากเห็นหญิงสาวรถมอเตอร์ไซด์เสีย  ยืนคนเดียว… อย่าชี้นิ้วไปหา-อย่ารับขึ้นรถ…เพราะไม่ใช่คน!!!

30.ต้นไทรใหญ่หน้าวัดคลองเรียน  มีอายุนานมากแล้ว(อาจจะถึง หรือเกิน 100 ปี)…..ยามค่ำคืนมักปรากฏผู้คนมากมายพร้อมเทียนส่องสว่าง  พวกเขามาหาตัวเลขก่อนวันหวยออกกันน่ะ  แต่….หากเห็นผู้คนมากมายอันตรธานหายไปในพริบตาที่ชี้มือไปหา…ท่านจะซวยเอาได้!!!

31.พระคเณศ  หน้าภาควิชาศิลปะ  ว.ค.สงขลา  เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์มากๆ…..หากใครอยากลองดีให้มาตอนเที่ยงคืน  พร้อมกับหันก้นเข้าหาและ…เกาใส่หน้าท่าน(เชื่อกันว่าจะโดนดีทุกรายไป)

32.ข้างภาคศิลปะ ว.ค.สงขลา  สมัยก่อนยังมีต้นมะพร้าวใหญ่อยู่ต้นหนึ่งข้างสระน้ำ(ปัจจุบันตัดทิ้งแล้ว)…..ยามดึกๆเด็กๆที่นี่อาจจะเห็นชายหนุ่มร่างกำยำผิวดำหัวหยิก  ไม่ใส่เสื้อผ้า  พุ่งดิ่งลงมาจากต้นมะพร้าว  ลงสู่สระน้ำข้างภาควิชา…หายลงไปไม่โผล่ขึ้นมาอีกเลย.. ไม่ต้องตกใจ  เขาแค่ทักทายเด็กศิลป์น่ะ(สมัยก่อนเจอกันบ่อย)

33.ตำนานบ้านโลงศพ (หน้าซอย 10 ราษฏร์อุทิศ) เคยได้ยินเรื่องเล่าในหาดใหญ่อยู่เรื่องหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อนคือเรื่องตำนานบ้านโลงศพ  ว่ากันว่ามีบางส่วนของตัวบ้านดังกล่าวที่สร้างออกมาเหมือนรูปโลงศพยังไงยังงั้น  เล่าลือกันอีกต่อว่าหลังจากเจ้าของบ้านได้เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวไม่นานก็ประสบอุบัติเหตุหมู่ยกครัว  (บางคนก็เล่าลือว่ามันเห็นเรื่องแปลกๆเวลาขับรถผ่านบ้านหลังดังกล่าว(ปัจจุบันบ้านโลงศพกลายเป็นร้านถ่ายรูปไปแล้ว)

34.บ้านรูปยิ้ม (ท้ายซอย 7 ราษฏร์อุทิศ)เป็นภาพขาว-ดำ ของหญิงสาวนางหนึ่งที่เล่าลือกันว่าเธอผูกคอตายภายในบ้าน ได้มีการนำรูปภาพดังกล่าวมาแขวนไว้บริเวณหน้าบ้าน  ลือกันอีกว่าหากใครดวงซวยเวลาขับรถผ่านหญิงสาวในภาพจะยิ้มให้(รีบไปทำบุญล้างซวยโดยด่วน!!!)

35.ตำนานผีช่องแอร์ที่หาดใหญ่ เชื่อกันว่ามีโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองหาดใหญ่ที่เป็นต้นเหตุแห่งตำนานผีช่องแอร์(ฆาตกรรมยัดช่องแอร์) และก็มีการเล่าลือกันว่าห้องดังกล่าวของโรงแรมที่เกิดเหตุมีอัตราความเฮี๊ยนสูงมากๆ!!!  ใครมาพักมักเจอดีเข้าแทบทุกราย  เส้นผมหญิงสาวร่วงลงมาจากเพดาน  เสียงประหลาดยามค่ำคืน  กลิ่นศพเน่าโชยมาโดยหาสาเหตุไม่ได้!!!  หลายคนมาถามผมว่าแล้วมันที่ไหนกันล่ะโรงแรมนั้น  แน่นอนว่าไม่ใช่โรงแรมกลางเมืองหาดใหญ่แน่  โรงแรมนี้ร้างมากว่า 10 ปีตั้งแต่น้ำท่วงใหญ่คราวนั้นแล้ว หลายคนบอกว่ามันคือโรงแรมหาดใหญ่ออxxxจริงหรือไม่?

36.เรื่องผีที่อาคาร 3 เด็กเทคนิครุ่นเก่าๆเขาเล่าลือกันนักกันหนาว่าแต่เดิมอาคาร 3 ในวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่เคยมีคนตกลงมาตาย(ครูหลายคนยืนยันว่าจริง)หากยืนมองวิวทิวทัศน์อยู่ดีๆมีใครตกลงมาแล้วปรากฏว่าร่างนั้นอันตรธานหายไป  ขอร้อง…อย่าไปทักเดี๋ยวซวย!!!

37.ตำนานต้นจามจุรีให้โชค-หาดใหญ่ใน  หลายคนเรียกกันว่าทวดแม่จามจุรี หรือทวดไกรสิงห์-ราชสีห์จามจุรีใหญ่อันเป็นที่สิงสถิตของทวดแม่จามจุรีตั้งอยู่ ณ ปากทางเข้าถนนโชคสมาน 1  ตรงข้าม สภ.หาดใหญ่ ลือกันว่าต้นไม้ต้นนี้เคยเป็นที่ประหารชีวิตนักโทษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (ผู้คอตาย)สืบตำนานพอได้ว่าในราวปี พ.ศ. 2552  ภรรยาของตำรวจชั้นประทวนซึ่งทำงานอยู่ใน สภ.หาดใหญ่   ได้หลับลงด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการปฏิบัติภาระหน้าที่ประจำวันที่บ้านพักใกล้กับต้นจามจุรี  ครั้งหลับก็ฝันไปว่ามีเจ้าแม่จามจุรี สถิตอยู่ ณ ต้นจามจุรีใหญ่ใกล้กับที่พักของตน  เจ้าแม่จามจุรี  หรือทวดแม่จามจุรีบอกว่าจะให้เลขเด็ดแต่มีข้อแม้ว่าขอให้ตั้งศาลให้ที่ใต้ต้นจามจุรีเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน  ปรากฏว่าถูกหวยจริง  แต่ผู้เป็นภรรยาของตำรวจชั้นประทวนนางนี้ก็ยังไม่ปักใจเชื่อเสียเท่าใดนักจึงไปทำการบนกับทวดแม่จามจุรีว่าขอให้ถูกหวยเป็นครั้งที่สองแล้วจะสร้างศาลแก้บนให้  ปรากฏถูกหวยมาเลย์จริงดังที่ทำการบนไว้  ต่อมาจึงมีการสร้างศาลเพียงตาไว้ให้สำหรับเป็นที่สถิตแก่ทวดแม่จามจุรี  ครั้งข่าวลือเรื่องทวดแม่จามจุรีให้เลขเด็ดได้อย่างแม่นยำยิ่งนักรู้ถึงหูเซียนหวย  นักเลงตัวเลขจากทั่วประเทศจึงแห่กันเดินทางมาเพื่อขอเลขเด็ด  ไม่เว้นแม้แต่ชาวต่างประเทศที่ทราบข่าว อาทิ ชาวมาเลย์  สิงคโปร์  จีน  เป็นต้น  จามจุรีอันเป็นที่สิงสถิตของทวดแม่จามจุรี ณ ปากทางเข้าถนนโชคสมาน 1  ตรงข้าม สภ.หาดใหญ่จึงแน่นขนัดไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาจากทั่วทุกสารทิศ  ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ  อันมีสิ่งมุ่งหวังอันเดียวกันคือ “เลขเด็ด” นั่นเอง  นอกจากเรื่องเลขเด็ดที่ชาวบ้านนิยมมาขูด  ทาแป้ง  ลูบหากันแล้วนี่ยังปรากฏความเชื่ออีกอย่างหนึ่งที่แพร่สะพัดกันไปในวงกว้าง  คือเชื่อกันว่าทวดแม่จามจุรีนี้ไม่ชอบให้ใครมาตัดกิ่ง ก้าน ใบโดยไม่ได้รับอนุญาต  ดังเรื่องเล่าลือที่ว่าก่อนหน้านี้ไม่นานเคยมีเจ้าหน้าที่ของเทศบาลนครหาดใหญ่ จะทำการตัดแต่งกิ่งไม้ข้างถนน  ครั้งตัดแต่งมาเรื่อยๆจนถึงต้นจามจุรีใหญ่ต้นดังกล่าวปรากฏว่าอุปกรณ์สำหรับตัดแต่งกิ่งไม้ไม่ทำงานอยู่นาน  พยายามอย่างไรก็ไม่สามารถซ่อมอุปกรณ์ดังกล่าวได้  จึงต้องล้มเลิกการตัดแต่งกิ่งต้นจามจุรีออกไป  ครั้งเจ้าหน้าที่ของเทศบาลนครหาดใหญ่มาทำการตัดแต่งกิ่งไม้ในครั้งที่สองก็ปรากฏว่าอุปกรณ์สำหรับตัดแต่งกิ่งไม้ไม่ทำงานเหมือนครั้งแรก  จึงเกิดการเล่าลือกันถึงเรื่องความเฮี๊ยนของต้นจามจุรีใหญ่ ณ ปากทางเข้าถนนโชคสมาน 1  กันอย่างกว้างขวาง

38.ตำนานผีทวดเฝ้าถ้ำ  หรือตำนานทวดแหลมจาก  เป็นความเชื่อของชาวบ้านตำบลเกาะใหญ่  อำเภอกระแสสินธุ์  จังหวัดสงขลา ตำนานทวดแหลมจากมีดังนี้กล่าวคือ  ภายในอาณาบริเวณของหมู่ที่ 1  ตำบลเกาะใหญ่  อำเภอกระแสสินธุ์  จังหวัดสงขลา  ปรากฏว่ามีถ้ำใหญ่อยู่แห่งหนึ่งที่ซึ่ง ณ ถ้ำแห่งนี้เองชาวบ้านล้วนเชื่อกันว่าภายในถ้ำมีทรัพย์สมบัติ  แก้วแหวนเงินทอง  ถ้วยชามที่เป็นทองคำฝังเอาไว้อยู่ภายในเป็นจำนวนมาก  และภายในถ้ำนี้เองปรากฏว่ามีจระเข้ใหญ่  ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นจระเข้เจ้าและศักดิ์สิทธิ์

พร้อมทั้งขนานนามให้ว่า  “ทวดแหลมจาก”  มีหน้าที่เฝ้าปกปักรักษาทรัพย์สมบัติดังกล่าวอยู่  คนแต่ครั้งโบราณหรือชาวบ้านในสมัยก่อนจะสามารถเข้าไปหยิบยืมทรัพย์สมบัติต่างๆของทวดแหลมจากได้แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องนำมาคืนในระยะเวลาที่กำหนด  ครั้งกาลต่อมามีคนพาลเข้าไปหยิบยืมทรัพย์ของทวดแล้วไม่ได้นำไปคืนให้  ทวดแหลมจากจึงโกรธและปิดถ้ำลงด้วยหินก้อนขนาดใหญ่ตรงบริเวณปากทางเข้าถ้ำ  ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครสามารถเข้าไปหยิบยืมทรัพย์สมบัติของทวดได้อีก  แต่ชาวบ้านในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวก็ยังเชื่อว่าทวดแหลมจากในรูปของจระเข้ทวดขนาดใหญ่ยังคงสถิตอยู่ภายในถ้ำแห่งนั้น

ทวดท่าข้าม  หรือ  ทวดพญาท่าข้าม

39.ตำนานทวดแม่กง ผู้ยิ่งใหญ่แห่งบ้านเกาะหมี มีเรื่องเล่าสืบทอดกันมาอย่างยาวนานถึงรูปแบบ-ความศักดิ์สิทธิ์ของทวดแม่กงเอาไว้ว่า…..เมื่อนานมาแล้วยังมีชายชาวบ้านเกาะหมีคนหนึ่งนั่งคุยกับเพื่อนที่ชานเรือน  เขาท้าเพื่อนๆเอาไว้ว่าไม่เชื่อในตำนานความศักดิ์สิทธิ์ของทวดแม่กง…..“ถ้าทวดแม่กงศักดิ์สิทธิ์จริง  ขอให้ขึ้นมาหาเขาบนเรือน เขาจะยอมให้ทวดกัดให้ถึงแก่ชีวิต”   ขณะเดียวกันนั้นเองปรากฏว่ายังมีพญาคางคก(แม่กง)ใหญ่อยู่ตนหนึ่ง  นั่งอยู่บนโขดหินริมฝั่งน้ำ ณ บ้านเกาะหมี  โจนทะยานลงจากโขดหินลงสู่แม่น้ำดังกล่าวเสียงดังสนั่น…..กลายร่างเป็นเข้เจ้า(จระเข้ใหญ่)ในทันทีทันใด  ว่ายตรงไปสู่บ้านของชายหนุ่มผู้ท้าทาย  ถึงริมฝั่งได้  ทวดแม่กงมองชายผู้ท้าทายด้วยสายตาที่โกรธอย่างถึงที่สุด  พร้อมลำเลียงตนขึ้นสู่บนฝั่งพร้อมกลายร่างเป็นงูบองหลาขนาดใหญ่(งูจงอางขนาดใหญ่)  เลื้อยตรงรี่เข้าไปจนถึงบ้านของชายผู้ท้าทาย  ขึ้นไป ณ เรือนชานได้ก็ตรงเข้าหาชายคนดังกล่าว…เล่นเอาท่านเจ้าของบ้านถึงกับหน้าถอดสี  จำต้องยอมขอขมาโทษแก่ทวดแม่กงในทันทีทันใด   ทวดจึงยอมกลับลงสู่แม่น้ำ  มิทำร้ายเอา(สืบทราบว่าปัจจุบันชาวบ้านเกาะหมีก็ยังคงเชื่อกันอยู่)

40.ตำนานผีนางรำไร้หน้าที่โรงเรียนใหญ่แห่งหนึ่งแถวย่านหาดใหญ่ใน เป็นเรื่องเล่ากันในหมู่นักเรียนโรงเรียนนี้มานานแล้วว่าที่ตึกศูนย์ศิลป์ มักมีเหตุการณ์แปลกๆในค่ำคืนวันทางศาสนา เช่น วันพระ เป็นต้น กล่าวคือมักมีคนได้ยินเสียงดนตรีไทยแว่วมาตามลม  บางคนที่ดวงไม่ค่อยดีอาจเห็นนางรำไร้หน้ากำลังร่ายรำกันอย่างสวยงาม…บรื๋อ!!!

41.ตำนานผีผ้าม่านในตึกศูนย์ศิลป์ที่โรงเรียนใหญ่แห่งหนึ่งแถวย่านหาดใหญ่ใน เรื่องเล่าของเด็กวงโยฯเก่าๆเขาเล่ากันให้ฟังมาว่า  มักมีอะไรแปลกๆชอบเดินไปมาผ่านผ้าม่านในตึกหลังดังกล่าว  เป็นเงาดำๆ แต่พอเดินตามมันไปมันก็จะหายไป  เด็กรุ่นเก่าๆเขาเล่าให้ฟังมาน่ะ!!!

42.ตำนานกระดาษข้อสอบที่เกินมาในอาคาร 2 ม.หาดใหญ่  เล่าลือกันในหมู่นักศึกษาว่า ณ ห้องสอบห้องหนึ่งในอาคารดังกล่าวอาจารย์จะต้องแจกข้อสอบให้เกินมา 1 ชุดเสมอๆเพราะเคยมีเหตุนักศึกษาตายในระหว่างสอบ  หากข้อสอบไม่เหลือ 1 ชุดมักมีเหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้นเสมอๆ(เด็กที่นี่เขาเล่าลือกันน่ะ)

43.เรื่องผีห้อยขา  ม.หาดใหญ่  ลือกันในหมู่นักศึกษาว่า ณ ตึกๆหนึ่งใน ม.หาดใหญ่หากใครเห็นคนนั่งห้อยขาอยู่ที่เหนือบันไดตัวหนึ่ง  อย่าไปร้องทัก(เพราะไม่ใช่คน)

44.ตำนานเสียงซอดังแว่ว ณ ห้องดนตรีไทยโรงเรียนวรนารีเฉลิม เชื่อกันในหมู่เด็กนักเรียนว่าเวลาดึกๆมักได้ยินเสียงดนตรีไทย(โดยเฉพาะเสียงซอ)ดังแว่วมาจากตึกดังกล่าว(ชั้น 3) ข้างในมีใครอยู่หรือเปล่า? นั่นสิ ไม่รู้  เพราะประตูทางเข้ามันล็อคจากข้างนอก!!!

ปล.  ผู้เขียนเองก็เคยไปฝึกสอนที่โรงเรียนนี้มาแล้ว  ปรากฏว่าเจอเหตุการณ์แปลกๆที่อาคารดังกล่าวเหมือนกัน  กล่าวคือคืนนั้นต้องมาช่วยท่าน อ.สืบ  แกะแผ่นโฟมที่ห้องศิลปะทั้งคืน  ผมอยู่กับเพื่อนรวม 3 คนปรากฏว่าตกดึกเพื่อนๆอีก 2 คนออกไปกินกาแฟ  ส่วนผมอาบน้ำ(ราวตี 2) ขณะอาบน้ำนั้นเอง(ห้องน้ำครูชั้น 2)มีคนมาเคาะประตูแรงๆ 2 ที  พอใส่กางเกงได้ก้รีบออกมาดุปรากกว่าไม่เจอใคร  มองออกไปที่หน้าต่างพบเพื่อน 2 คนยังนั่งอยู่ร้านกาแฟ ในตึกมีผมอยู่คนเดียว  และยังคงสงสัยอยู่ทุกวันนี้ว่า  ใครกันเล่าที่กรุณามาเคาะประตูห้องน้ำตอนตี 2  ส่วนเหตุการณ์เสียงซอดังแว่วก็เคยได้ยินนะ ได้ยินพร้อมกันทั้ง 3 คนตอนเที่ยงคืนตรง  แต่พอออกหาต้นตอของเสียงกลับมาจากซอของ อ.สืบ ที่แอบเล่นอยู่ข้างล่าง(นอนดึกจริงนะท่าน)

45.เรื่องเล่าสายลมที่พัดแรงในห้องสมุดโรงเรียนวรนารีเฉลิม  สายลมดังกล่าวมักพัดในเวลาช่วงเช้าทำให้เก้าอี้ในห้องสมุดหกล้มระเนระนาดไปหลายตัว  ทั้งๆที่ปิดหน้าต่างหมดทุกบานแล้วนะ!!!

46.ตำนานผีวิ่งเล่น ที่อาคารเรียนอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่  เล่าลือกันในหมู่นักศึกษาอิเล็กรุ่นเก่าๆ(ราวปี 36)ว่าชั้น 4 อาคารเรียนอิเล็กยามค่ำมักมีเรื่องแปลกๆ  เคยมีเด็กที่เรียนภาคบ่าย(สมัยก่อน)ช่วยปิดประตูอาคารเรียนให้อาจารย์  ตรวจเช็คว่าไม่มีใครอยู่ในตึกแล้ว แต่…ปรากฏว่าได้ยินเสียงคนวิ่งอยู่ข้างบน  พอขึ้นไปดูอีกครั้งก็ไม่ปรากฏใครบนอาคาร  ว่ากันว่าคนที่ดวงซวยมากๆอาจเจอเป็นเงา  เป็นร่างให้ได้เห็น  อาทิ บริเวณแท้งเก็บน้ำอาคารอิเล็กที่หลายๆคนเคยเจอมาไง!!!

47.ตำนานนักเรียนหญิงถักเปีย ณ บันไดเวียนโรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่งในอำเภอหาดใหญ่ เล่าลือกันว่าหากใครดวงซวยจะเจอเข้ากับเธอ  บางครั้งเธอจะมาให้คุณเห็น  บางครั้งจะมาเป็นเสียงเหมือนคนตกบันได  อย่าพยายามวิ่งค้นหาเธอล่ะ  ยังไงก็หาไม่พบ

48.ตำนานผีบูม ของคณะ วจก. เชื่อกันว่า ณ มหาวิทยาลัยใหญ่แห่งหนึ่งในอำเภอหาดใหญ่(ตั้งอยู่ตรงข้ามห้างโลตัส)ยังปรากฏเรื่องเล่าที่น่าขนพองสยองเกล้าเรื่องหนึ่งว่า  เคยมีรุ่นพี่คณะ วจก.เช่ารถตู้เหมารวมกันจะไปรับปริญญาที่จังหวัดหนึ่งทางตอนล่างของภาคใต้(วิทยาเขต)  แล้วรถตู้ประสบอุบัติเหตุตายหมู่หลายศพ  พอถึงเวลาผ่านมาบรรจบรุ่นพี่ที่ตายไปมักจะกลับมาบูมถึงห้องน้องๆคณะ วจก. เพราะยังไม่ได้รับปริญญา  เล่ากันต่ออีกว่าหลายคนเจอเข้ากับตัวถึงกับจับไข้ไปหลายวัน

49.ตำนานแขน-มือปริศนา  เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของนักเรียนโรงเรียนกอบกุลวิทยาคม หมู่บ้านคลองแงะ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา มีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับอาคารห้องสมุดเก่าของโรงเรียนว่า  หลายคนมักจะเห็นแขน-มือปริศนาที่มีเล็บยาวและแหลมมากเป็นบางครั้งในเวลาเย็นๆ หรือกลางคืน หากมองนานๆแขน-มือดังกล่าวจะหายไป!!!

50.ตำนานผีทหารที่โรงเรียนบ้านคลองแงะ (ชาติบุณยวิทยาการ) อำเภอสะเดา เล่าลือกันในหมู่คนเฒ่าคนแก่ ณ บริเวณใกล้กับโรงเรียนว่าสถานที่ตั้งโรงเรียนเดิมทีเป็นสุสานทหารญี่ปุ่น  เคยมีคนมาลองของกันตอนดึกปรากฏเจอผีทหารญี่ปุ่น(ไม่มีหัว)ต้องวิ่งกันกระเจิง

51.ตำนานผีผูกคอในตู้เหล็ก  เป็นเรื่องเล่าของนักศึกษาหอพักอาคาร 2 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง(ตั้งอยู่ตรงข้ามห้างโลตัส)เล่าลือกันในหมู่เด็กหอพักว่ามักเจอเหตุการณ์แปลกๆเวลาเอาเสื้อผ้า-วัสดุอุปกรณ์ไปเก็บในล็อคเกอร์-ตู้เหล็กภายในหอพักดังกล่าว  ว่ากันว่าคนที่ดวงซวยมากๆจะเห็นเป็นนักศึกษา(ชาย)ผูกคอตายในตู้เหล็ก!!!

52.ตำนานชุดนอนสีแดงหอพักในและตำนานเต่าปริศนา เป็นเรื่องเล่าในหมู่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยทักษิณว่า ห้ามใส่ชุดนอนสีแดง และห้ามร้องเพลง “แต่ปางก่อน” ในหอพัก  ไม่งั้นจะเรียนไม่จบและอาจเจอดีในหอพัก  หลายคนเล่าให้ฟังว่าหากใส่ชุดนอนสีแดงจะถูกผีดึงลงมาจากเตียงนอน  หากร้องเพลง “แต่ปางก่อน” ภายในหอพักจะมีเสียงร้องคลอตามมา…บรื๋อ!!!  ตำนานเต่าปริศนา ณ สระน้ำหน้าหอพักริมบึง  เด็กที่ ม.ทักษิณเชื่อกันว่าหากใครมานั่งเล่นในยามค่ำคืนแล้วเห็นเต่าในสระน้ำหน้าหอพักริมบึงแล้วจะทำให้เรียนไม่จบ

ที่มา : webboard.yenta4.com/topic/482335

แชร์ตำนานสุดหลอนโรงงานร้าง ย่านปู่เจ้าสมิงพราย


 

ว่ากันว่าย่านปู่เจ้าสมิงพรายนั้น เต็มไปด้วยเรื่องหลอนชวนคนหัวลุก แต่เรื่องไหนก็คงไม่อาจจะเท่าเรื่องราวของโรงงานหลอมเหล็กร้างที่เพิ่งปิดตัวลงไป

ย้อนกลับไป 40 ปีที่แล้ว ในยุคที่อุตสาหกรรมหลอมเหล็กกำลังเฟื่องฟู โรงงานนี้เต็มไปด้วยคนงานนับร้อย ทำงานหนักหน้าเตาหลอมอันร้อนระอุ รอบตัวมีสายพานและท่อสำหรับส่งเหล็กเส้นร้อนๆที่เพิ่งออกจาเตา การทำงานในสถานที่แบบนี้ อุบัติเหตุย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ

เนื่องด้วยมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ยังไม่สูงในสมัยนั้น จึงเกิดเหตุการณ์สุดสยองขึ้น เมื่อคนงานคนหนึ่ง ยืนตรงจุดท่อส่งเหล็ก ในจังหวะเดียวกับที่มีการส่งเหล็กเส้นออกจากเตา เหล็กเส้นอันร้อนๆ ก็แทงทะลุผ่านขาของชายเคราะห์ร้าย ยิ่งไปกว่านั้น เขาต้องทนทรมานให้เหล็กเส้นนั้น ที่ยาวถึง 30 เมตรผ่านร่างกายไปจนสุดปลายเส้น แม้ว่าจะเสียชีวิตในภายหลัง แต่เรื่องนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวหลอนๆอีกหลายเรื่องที่ยังอธิบายไม่ได้

 

เคยมีเรื่องเล่าของกองถ่ายทำภาพยนตร์ที่มาใช้โรงงานนี้เป็นโลเคชั่น ที่ถึงขนาดทำให้ผวาจนต้องเกือบเลิกกอง เมื่อการถ่ายทำล่าช้าจนไปถึงเวลากลางคืน ช่วงพักกอง ทีมงานและนักแสดงก็แยกย้ายกันไปผักผ่อน มีช่างไฟคนหนึ่งเดินไปเข้าห้องน้ำ ห่างออกไปของจุดถ่ายทำ ที่อยู่เกือบสุดปลายโรงงาน ระหว่างที่กำลังทำธุระส่วนตัว เขาได้ยินเสียงน้ำไหลจากห้องข้างๆ จากนั้นก็มีเสียงเคาะประตูห้องน้ำดังขึ้นสามครั้ง เขาคิดว่าคงเป็นเพื่อนๆมาแกล้ง จึงตะโกนออกไปว่า “ใครแกล้งกูว่ะ” มีเพียงความเงียบตอบกลับมา แน่นอนว่าในบริเวณนั้น นอกจากเขาแล้วก็คงจะไม่มีใคร แต่ถึงมีก็อาจจะไม่ใช่คน

แม้ว่าโรงงานจะปิดตัวลงแล้ว แต่ถ้ามีโอกาสได้ไปสัมผัสบรรยากาศหลอนภายใน ก็จะมีความรู้สึกว่า มีคนนับร้อยอยู่รอบๆตัว ทั้งที่ไม่มีใครเลย หรือบางครั้งก็จะมีความรู้สึกถึงการถูกจ้องมองอยู่ตลอดเวลา จนทำให้ ด้านบนของโรงงานมีคานเหล็กเก่าๆสนิมเขรอะอยู่นับสิบ คานเหล่านี้มีเรื่องเล่าว่า หากมองขึ้นไปแล้วจ้องสักพัก ก็จะมีหน้าของผู้ชายผิวสำคล้ำ ค่อยๆยืนหน้าออกมา หรือเห็นเขานั่งห้อยขาบนคาน         แต่ถ้าโชคดี เขาก็จะกระโดดลงมาหาคุณ

เครื่องจักรบางชิ้นที่ในโรงงานนั้นยังมีมูลค่าสูง เจ้าของจึงปิดเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ล้อมรั้วไม่ให้คนภายนอกเขา มีการจ้างรปภ.มาประจำป้อมในแต่ละจุดของโรงงาน ซึ่งจุดที่ห่างไกลที่สุดคือปลายโรงงาน    ที่มีต้นหญ้าสูง เลยออกก็เป็นทุ่งนา ช่วงเวลากลางคืน มักจะได้ยินเสียงคนเดินไปมารอบๆป้อม ทั้งที่มองออกไปก็ไม่มีใคร หรือเห็นเป็นเงาลางๆใต้ต้นไม้แถวนั้น จนถึงตอนนี้ ยังมีการเปลี่ยนรปภ.บ่อยครั้ง เพราะทนความสยองของโรงงานนี้ไม่ได้

        เรื่องราวของความหลอนสะพรึงในโรงงานหลอมเหล็กร้างแห่งนี้ยังมีอีกมากมาย  แต่มันก็อาจจะเป็นแค่เรื่องเล่า ไม่ยังไม่มีใครกล้าพิสูจน์กับตัว

ชาวบ้านแห่ตีเลขเด็ดลูกหมูประหลาดคล้ายอูฐ


 

ชาวบ้านแห่ตีเลขเด็ดลูกหมูประหลาดคล้ายอูฐ
ลำปางพบลูกหมูประหลาดสองตัวเกิดมาคล้ายอูฐ ชาวบ้านทราบข่าวนำดอกไม้ธูปเทียนขอเลข 

ที่บ้านเลขที่ 108 บ้านศรีดอนชัย หมู่ที่ 5 ตำบลต้นธงชัย อำเภอเมืองลำปาง ซึ่งเป็นบ้านของ นายสมบูรณ์ จำปาอูป อายุ 55 ปี โดยมีชาวบ้านที่ทราบข่าวว่าที่บ้านหลังดังกล่าวมีลูกหมูประหลาด จึงพากันนำเอาดอกไม้ธูปเทียน กราบไหว้ขอเลขตามประเพณี โดยเจ้าของหมูได้เลี้ยงเพศเมียไว้ และเกิดลูกออกมา 7 ตัว โดยมีสองที่มีลักษณะประหลาด คือมีรูปร่างคล้ายกับอูฐ แต่พอออกมาได้ไม่นานนักลูกหมูทั้ง 2 ตัวก็เสียชีวิตลง ตนเองเห็นว่าเป็นเรื่องประหลาดจึงเก็บซากลูกหมูเก็บไว้ โดยนำไปใส่ในโหลเพื่อดองเก็บไว้ พร้อมกับเห็นว่าน่าจะเป็นลูกหมูให้โชคลาภ เพราะไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน เชื่อจะให้โชคลาภและเมื่อชาวบ้านทราบข่าวจึงพากันมามุงดูดังกล่าวเพื่อขอโชคลาภ

 

ที่มา: Sanook.com