เรื่องเล่าของลูกผู้ชายชาวจีนคนหนึ่ง


เรื่องเล่าของลูกผู้ชายชาวจีนคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อเติบโตขึ้นต้องมีภารกิจเดินทาง และตั้งถิ่นฐานอยู่ไกลจากพ่อแม่ แต่ก็มักติดต่อพูดคุยทางโทรศัพท์กับแม่อยู่เสมอ…

แม่มักจะบอกเขาว่า “ไม่ต้องห่วงแม่” ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ เพราะจะสิ้นเปลืองเงินทอง…ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำๆซากๆ เขารู้ดีว่า แม่เริ่มคิดถึงเขามาก

จนกระทั่งปีนึง ที่แม่มีอายุครบ 75 เขาจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่ โดยตั้งใจว่าจะอยู่ด้วยสัก 1 เดือน ขอเป็นเพื่อนแม่เพียงอย่างเดียว

พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ แม้จะมีเวลาอีกตั้ง 2 เดือนเศษ แม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูกแม่ดึงเอาสมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องตระเตรียม แม่เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ รื้อเอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่…สำหรับคนอายุ 75 เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย…

พอลูกกลับถึงบ้าน ตอนอยู่บนเครื่องบิน เคยตั้งใจว่าจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้งแต่พอมาเห็นแม่ แม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผอมแห้ง หน้าตาเหี่ยวย่น ช่างไม่เหมือนแม่ คนก่อนหน้านี้เลย…

แม่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงเตรียมอาหารที่ลูกเคยชอบ โดยที่หาทราบไม่ว่า ลูกไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้นแล้ว และเพราะแม่ตาไม่ค่อยดี รสชาติอาหารจึงแย่มากๆ บางจานก็เค็มจัด บางจานก็จืดสนิท ผ้าห่มที่แม่อุตส่าห์เตรียมให้ ทั้งหนาทั้งหยาบ ไม่สบายกายเลย…แม่หารู้ไม่ว่า เดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์ และใช้ผ้าห่มขนแกะแล้ว แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อแม่จริงๆ

สองสามวันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ จนไม่มีเวลาพักผ่อน พอเริ่มได้พัก แม่ก็เริ่มพูดมาก สอนโน่นสอนนี่ พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น 10 กว่าปีก่อนก็เคยพูดแล้ว พอลูกบอกให้ฟังว่า ปรัชญาเหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้วแม่ก็เริ่มนิ่งเงียบและเศร้าซึม

“เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ผมพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง โดยเฉพาะสายตา อาหารบางจานมีแมลงวันด้วย บางทีอาหารหกบนเตา แม่ก็เก็บใส่จานตามเดิม ครั้นผมพยายามชวนแม่ไปกินนอกบ้าน แม่ก็บอกอาหารข้างนอกไม่สะอาด ของแปลกปลอมเยอะ เมื่อผมบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคน แม่ก็โวยวายว่าแม่เองยังสามารถทำงานเลี้ยงดูเด็กให้ผู้อื่นได้เลย ผมเลยพูดไม่ออกพอผมจะออกไปช้อปปิ้ง แม่ก็จะตามไปด้วย ทำเอาวันนั้นทั้งวัน พวกเราไม่ได้ไปช้อปปิ้งเลย…”

“พอพวกเราเริ่มคุยกันในเรื่องทันสมัย แม่ก็จะหาว่าพวกเราเพี้ยน ผมก็เริ่มบอกแม่อย่างไม่ค่อยเกรงใจว่า แม่ นี่มันสมัยใหม่แล้ว แม่ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆบ้าง… ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่ ผมเริ่มขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้นแต่เราไม่เคยทะเลาะกันนะ พอผมขัดแม่ แม่ก็หยุดกึกลง ไม่พูดไม่จา ในตามีแววเหม่อลอย –โลกซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ”

“ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับ แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมาในนั้นเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัดเก็บไว้ในช่วงที่ผมไปอยู่เมืองนอก แม่เริ่มสนใจข่าวต่างประเทศเมื่อผมเดินทางไปนอก ทุกครั้งที่มีข่าวตึงเครียดในประเทศนั้นๆ แม่จะตัดข่าวเก็บไว้ ตั้งใจจะมอบให้ผมตอนที่ผมกลับมา แม่พูดอยู่เสมอว่า อยู่นอกบ้านนอกเมืองต้องระวังตัวให้มากๆ ครั้งหนึ่งมีเรื่องคนญี่ปุ่นต่อต้านและข่มเหงคนจีน มีการปะทะกันด้วย แม่เป็นห่วงมาก ถามเพื่อนบ้านว่าจะส่งข่าวไปเตือนผมที่ญี่ปุ่นได้อย่างไรตอนนั้นผมสอนอยู่ที่ญี่ปุ่น”

แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบากวางใส่ในมือผมเหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง มันหนักมาก ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจเพราะผมไม่อยากนำกลับไป มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้วผมรู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความยากลำบาก แม่สายตาไม่ค่อยดี ต้องใช้แว่นขยาย อ่านได้วันละ 2 หน้าก็เก่งแล้ว นี่ยังตัดเก็บได้ขนาดนี้ ทันใดนั้นมีข่าวแผ่นหนึ่งปลิวหลุดลงมา แม่รีบเอื้อมไปหยิบแต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม แม่กลับพับเก็บไว้ในกระเป๋าของตัวเอง

ผมรู้สึกเอะใจ เลยถามว่า “แม่ นั่นกระดาษอะไร ขอผมดูหน่อยนะ”แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงล้วงออกมาวางบนข่าวปึกนั้นแล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที

ผมหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู มันเป็นบทความบทหนึ่ง ชื่อว่า “เมื่อฉันแก่ตัวลง” ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2004 เป็นช่วงที่ผมเริ่มเถียงกับแม่ถี่มากขึ้นทุกทีบทความนั้นคัดมาจากนิตยสารฉบับหนึ่งของเม็กซิโก ฉบับเดือนพฤศจิกายน ผมอ่านบทความนั้นทันที ….

เมื่อฉันแก่ตัวลง…..ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น ขอโปรดเข้าใจฉัน มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด ถ้าฉันทำน้ำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง….ถ้าฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า ขอให้คิดถึงตอนเธอเด็กๆ…ที่ฉันสอนเธอหัดทำทุกอย่าง ถ้าฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆที่เธอรู้สึกเบื่อ….ขอให้อดทนสักนิด อย่าเพิ่งขัดฉัน ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆซากๆ จนเธอหลับเลย

ถ้าฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลยนะ ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆได้ไหม ฉันต้องทั้งกอดทั้งปลอบเพื่อให้….เธอยอมอาบน้ำ ถ้าฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆโปรดอย่าหัวเราะเยาะฉัน…. จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทนตอบคำถาม“ทำไม ทำไม”ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม ถ้าฉันเหนื่อยล้าจนเดินต่อไม่ไหวขอ….จงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน เหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดินในตอนที่เธอยังเล็กๆ

หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่โปรดให้เวลาฉันคิดสักนิด ที่จริงสำหรับฉันแล้ว…..กำลังพูดเรื่องอะไรไม่สำคัญหรอกขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน……ฉันก็พอใจแล้ว ตอนนี้ถ้าเธอเห็นฉันแก่ตัวลง…ไม่ต้องเสียใจ…ขอให้เข้าใจฉัน….สนับสนุนฉัน ให้เหมือนตอนที่ฉันสนับสนุนเธอตอนเธอเพิ่งเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ในตอนนั้น….ฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต ตอนนี้….ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉันเดินไปให้สุดเส้นทางของชีวิต…… โปรด….ให้ความรักและความอดทนต่อ….ฉัน

ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ…. ในแววตาอันฝ้าฟางของฉัน….มีแต่ความรักอันหาที่สิ้นสุดมิได้ ของฉันที่มีให้กับ……….เธอ

ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที…. เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ตอนนั้นแม่เดินออกมา ผมแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนแรกแม่คงอยากให้ผมได้อ่านบทความนี้หลังจากผมกลับไปแล้วจึงคะยั้นคะยอให้ผมนำข่าวปึกนั้นกลับไป ตอนผมจัดกระเป๋าเดินทาง ผมต้องสละไม่เอาสูทกลับไป 1 ตัว จึงยัดเก็บปึกข่าวเหล่านั้นเข้าไปได้รู้สึกแม่จะดีใจมากเหมือนกับว่า

หนังสือพิมพ์เหล่านั้นเป็นยันต์โชคลาภสำหรับผมและเหมือนกับว่าการที่ผมยอมรับหนังสือพิมพ์เหล่านั้น ผมได้กลับมาเป็นเด็กดีของแม่อีกครั้งหนึ่งแม่ตามมาส่งผมจนถึงรถแท็กซี่เลยที่เดียว หนังสือพิมพ์ที่ผมนำกลับมาเหล่านั้น ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรเลย แต่บทความ“เมื่อฉันแก่ตัวลง” บทนั้น ผมได้ตัดเก็บไว้ในกรอบ เอาไว้ข้างตัวฉันตลอดไป

ตอนนี้ ผมขออุทิศบทความนี้ให้กับลูกๆทั้งที่พเนจรและไม่ได้พเนจรทั้งหลาย…ถ้ามีเวลาว่างก็แวะไปหาท่าน หรือไม่ก็โทรไปหาท่านบ้าง บอกท่านว่าคุณอยากกินอาหารที่ท่านทำเสมอ….ท่านไม่ได้ต้องการอะไรจากเรามากไปกว่าแค่ได้รับรู้ว่าเราสุขสบายดี..ถ้าหากเราไม่สามารถไปเยี่ยมท่านได้….ตอนคุยโทรศัพท์กับท่าน…โปรดยิ้มให้กว้างๆและยิ้มบ่อยๆ…แม้ท่านจะมองไม่เห็น..แต่ท่านจะรู้สึกได้……

ที่มา http://www.oknation.net/blog/print.php?id=149895

ลำบากกว่าเรายังมีอีกเยอะ – เรื่องเล่าสร้างกำลังใจ


ee94e0bac243a4d5f8afcb16e103feae_1329720916

…….

หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีโจร ชื่อ “เสือไบ”

เสือไบ เป็นโจรที่มีคุณธรรม ปล้นทรัพย์สินคนรวย มาช่วยคนยากจน

..

แต่เนื่องจากเป็นคนดุดัน พูดจริงทำจริง คำไหนคำนั้น

จึงเป็นทั้งที่รักเคารพและเกรงกลัวของคนในหมู่บ้าน

วันหนึ่ง เป็นวันเกิดของเสือไบ ชาวบ้านจะจัดงานเลี้ยงฉลองให้

เสือไบ จึงประกาศบอกเพื่อนบ้านว่า

“ให้มาอวยพรวันเกิดมือเปล่าก็พอ ห้ามนำอะไรติดไม้ติดมือมาให้เด็ดขาด”

(เสือไบ กลัวเพื่อนบ้านจะลำบาก และ เสียค่าใช้จ่ายเกินเหตุ)

พอถึงวันงาน ทิดมี ก็คิดว่า

“ถ้าไม่มีอะไรติดไม้ติดมือไปเลยจะน่าเกลียด”

ว่าแล้ว ทิดมี จึงหิ้วมังคุด ไปฝากเสือไบ หนึ่ง กิโล

เมื่อไปถึงงาน เสือไบเห็นทิดมี เอามังคุดมาให้ ก็โกรธมาก

ที่ทิดมีไม่เชื่อในคำสั่งของตน

เสือไบจึงสั่งให้ลูกน้อง นำมังคุดให้ทิดมีกิน โดยไม่ต้องปอกเปลือก

ทิดมีตกใจ …อ้อนวอนเสือไบ แต่ก็ไม่เป็นผล

ทิดมีจึงจำต้องกินมังคุดทั้งเปลือก อย่างทุกข์ระทมที่สุด

เมื่อกินหมดลูกแรก เสือไบก็สั่งให้กินลูกที่สอง และสาม

ทิดมี ขอร้องอ้อนวอน เสือไบ มากกว่าเดิมอีก

เพราะลำพังกินลูกเดียวก็จะแย่อยู่แล้ว จะกินต่อยังงัยไหว

แต่ก็ไม่เป็นผล ทิดมีจึงกินมังคุดลูกที่สองและสามจนหมด

เสือไบสั่งให้กินลูกที่ สี่ และห้า อีก ….แต่คราวนี้

ทิดมีกลับไม่ขอร้องอ้อนวอนเสือไบ อีกแล้ว

แต่กลับมีรอยยิ้มและแถมยังหัวเราะอย่างมีความสุขเสียอีก

…..

…..

ทุกคนก็เลยสงสัยว่า มันอร่อยตรงไหน ไอ้เปลือกมังคุดเนี่ย

เสือไบ “หัวเราะอะไร ….ไอ้ทิดมี”

ทิดมี “เปล่าหรอกครับ เพียงแต่ตอนที่ข้าหิ้วมังคุดมา

พอดีสวนทางกับทิดมา เห็นมันถือทุเรียนมาสองลูก

บอกว่าจะนำมาฝากท่านเสือไบ”

(ทิดมี คิดว่าหากทิดมาได้กินทุเรียนทั้งเปลือกจะเป็นอย่างไร …555)

ในยามที่เราตกที่นั่งลำบากหรือท้อแท้สุดๆ

..

ให้นึกถึงคนที่ยากลำบากกว่าเรา (ซึ่งในโลกนี้ยังมีอีกเยอะ)

แล้วจะทำให้เรายิ้มสู้ขึ้นมาได้

เหมือนทิดมี ที่เมื่อคิดถึงทิดมา แล้วรู้ว่า

ทิดมาตกที่นั่งลำบากกว่าเราแน่ จึงยิ้มสู้ต่อไปได้

เพราะยังมีคนที่ลำบากบนเส้นทางเดียวกันเป็นเพื่อนเราอยู่

หรือบางคน…อาจลำบากกว่าเราหลายเท่าด้วยซ้ำไป……

 

ที่มา http://www.oknation.net/blog/kritwat/2009/11/06/entry-1

เรื่องราวความรักของเพศที่ 3 กระทู้ดังจากPantip : อยู่ด้วยกันมาได้ 30 ปีแล้วครับ คู่ชายกับชาย คิดไว้นานแล้วว่าถ้าวันนี้มาถึงจริง จะโพสเล่าในพันทิป


ความรัก เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “ความรัก” คงอดคิดถึง ความสุข ความเศร้า ความผิดหวัง ความสมหวังไม่ได้ เพราะ “ความรัก” มีหลายรสชาติ ผสมรวมกันจนเกิดขึ้นมาเป็นความรัก.. และในวันนี้ MoohunDesign ได้นำเรื่องราวชีวิต(ที่เขาบอกว่าเป็นชีวิตของเขาจริงๆ)มาแชร์ประสบการณ์กัน

ซึ่งความรักครั้งนี่ ก็ดูจะไม่ธรรมดามากนัก เพราะ เป็นความรักของ ผู้ชาย กับ ผู้ชาย อย่างว่าและนะ สมัยนี้ เรื่องแบบนี้ค่อนข้างมีเกิดขึ้นมากในสังคมไทย และเริ่มเป็นที่ยอมรับบ้างแล้ว หากคู่ไหน หรือ ใครที่กำลังมีความรักแบบนี้ จะนำเอาตัวอย่างการใช้ชีวิตของ เจ้าของกระทู้เด็ด Pantip ไปปรับใช้ได้เลยนะ MoohunDesign ว่า เรื่องราวของเขาน่าติดตามเอามากๆ และ ยังแฝงไปด้วยข้อคิด คติสอนใจ และ คำคมที่ทำให้เราหวนกลับมาดูคู่ของเราเอง ไม่เว้นแม้แต่คู่ชายกับหญิงก็ตาม..

เครดิต ขอขอบคุณกระทู้ดีจาก ล็อกอิน : ฝนปนเหมย / http://pantip.com/topic/33092175

 


 

อยู่ด้วยกันมาได้ 30 ปีแล้วครับ คู่ชายกับชาย คิดไว้นานแล้วว่าถ้าวันนี้มาถึงจริง จะโพสเล่าในพันทิป

 

ใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าผมก็แล้วกันนะครับ  ฟังดูกลาง ๆ ดี เพราะผู้อ่านพันทิปมีหลากหลายช่วงอายุ  ใครอยากคอมเมนต์แล้วเรียกว่าน้าก็ดี แต่เรียกลุง ไม่ค่อยชินเท่าไหร่  ตอนนี้ผมอายุ ๕๔ ส่วนคนที่ผมอยู่ด้วยอายุ ๖๑ ครับ  ที่มาเล่าเรื่องของตัวเองวันนี้  หวังให้เป็นประโยชน์แก่เพศที่สามรุ่นหลัง  พ่อแม่ของเพศที่สามซึ่งคิดไม่ออกว่าอนาคตลูกของตนจะลงเอยอย่างไร  และบุคคลทั่วไปที่สงสัยว่าเพศที่สามซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในสังคมไทยนั้นอนาคตของเขาจะมีชีวิตคู่ที่ยั่งยืนได้หรือเป็นเพียงแค่ความสัมพันธ์ฉาบฉวยและจบลงด้วยการเลิกรากันไปเท่านั้น

เอาที่มาที่ไปก่อนนะครับว่ามาตกล่องปล่องชิ้นกันอย่างไร ช่วงนี้จะพยายามเล่าไม่ให้เหมือนนิยาย เพราะคนในพันทิปชอบมองเรื่องแบบนี้เป็นนิยายไปหมด ไม่อยากโดนว่า “นิยายเชิญไปห้องข้าง ๆ”  น่ะครับ

ตอนนั้นผมอายุ ๒๕ เริ่มมีกิจการร้านเช่าหนังวีดีโอที่พ่อแม่ลงทุนเปิดให้ในจังหวัดแห่งหนึ่ง เป็นจังหวัดบ้านเกิดแหละครับ แต่ไม่ใช่กทม.   ก่อนหน้านี้สักประมาณ ๑ ปีได้ ผมไปดูหนังแล้วนั่งติดกับผู้ชายคนหนึ่ง  แต่ผมไม่ได้สนใจ จนกระทั่งหนังจบ ตอนเดินออกมาจากโรง ผู้ชายคนนั้นชวนคุยเรื่องหนัง ว่าตอนจบมันห้วนไป บลา ๆๆ  ก็คุยกันไปเดินออกจากโรงไปแค่สี่ห้านาที  แล้วก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป

แต่ไม่รู้ทำไมใจผมเต้นตึ้กตั้ก   เหมือนผมรู้ว่าคนนี้เป็นเกย์  สมัยนั้นดูคนเป็นเกย์ไม่แสดงออกยากมากนะครับ แทบไม่มีทางเลยด้วยซ้ำถ้าเขาไม่แสดงตัว   นึกแล้วอยากเขกหัวตัวเองที่ไม่สานต่ออะไรไว้เลย  ก็คนไม่เคยอะนะ  แต่เม็มไว้ในหัวละ  หน้าตาอย่างนี้ ขี่มอเตอร์ไซด์รุ่นนี้สีนี้ อย่าให้เจออีกก็แล้วกัน

ผ่านมาหนึ่งปีจากวันนั้น  เขาไปเช่าหนังที่ร้านผมโดยบังเอิญ เป็นช่วงที่ผมเปิดร้านได้ไม่กี่เดือนเองครับ ตอนนั้นปี 2528 ผมจำเขาได้แม่น แต่เขาจำผมไม่ได้เลย  คราวนี้ผมไม่ปล่อยโอกาสหลุดมือ ก็เลยชวนเขาคุยโน่นนี่ ได้ความว่าเขามาซื้อบ้านอยู่ในหมู่บ้านแถวนี้เอง  คุยกันไปสักพักเขาก็คงดูออกว่าผมสนใจเขา

แนะนำชื่อเลยนะครับ เขาชื่อแทน เวลานั้นเขาอายุ ๓๑ ปี แก่กว่าผม ๗ ปี  เป็นคนหนุ่มที่รู้ตัวว่าชอบชายอยู่แล้วนะครับ  อาชีพค้าขาย มีบ้านที่เพิ่งเริ่มผ่อน อยู่คนเดียว แต่เคยมีอะไรกับผู้ชายมาเยอะแล้ว เป็นคนหน้าตาดี รูปร่างใหญ่ ดูอบอุ่น  คนแบบนี้เหลือมาถึงผม จะเชื่อกันไหมนี่

มารู้ภายหลังว่าเขาคบหาผู้ชายอีกคนอยู่ครับ เป็นสจ๊วต   แต่เขาบอกว่าสจ๊วตคนนั้นไม่ว่าถ้าเขาจะมีอะไรกับคนอื่น เพราะนาน ๆ ถึงจะเจอสจ๊วตคนนั้นสักที   พอผมสนิทกับแทนได้ไม่กี่วันก็มีอะไรกันแล้ว  ผู้ชายกับผู้ชายมีอะไรกันง่ายครับ จากนั้นผมก็ขนข้าวของเข้ามาอยู่บ้านเขาเลยครับ ทีละนิด ทีละหน่อย บ้านเขากับร้านผมอยู่ห่างกันแค่เดินห้านาทีเอง  สุดท้ายผมก็ยึดครองพื้นที่  อีกหลายเดือนต่อมาเขาก็บอกเลิกสจ๊วตคนนั้น เขาบอกว่าระยะทางเป็นอุปสรรค  เขาต้องการคนอยู่ด้วยกันตลอดเวลา  บ้านหลังนั้นก็คือบ้านหลังปัจจุบันที่ผมอยู่นี่เลยนะครับ  อยู่มา 30 ปีไม่เคยย้ายไปไหนอีกเลย  วันที่เข้ามาอยู่วันแรกไม่นึกเลยนะครับว่าเรื่องราวมันจะมาถึงปีที่ ๓๐ ได้

เรื่องนี้ไม่เน้นดราม่า แต่อยากเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ทั่ว ๆ ไปมากกว่า ว่าอยู่กันมาได้อย่างไรนานขนาดนี้  กลับไปที่ช่วงแรก ๆ ก่อนนะครับ  มีทะเลากันทุกวันเลยก็ว่าได้  เรื่องจุกจิกหยุมหยิม  เพราะต่างคนก็มาจากสภาพพื้นหลังที่แตกต่างกัน  ไม่ได้ค่อย ๆ รู้จักกันทีละนิด  แต่ผมรุกเข้ามาหาเขาเร็วเกินไป  เวลาปีแรกจึงหมดไปกับการทะเลาเบาะแว้งสลับกับความสุขแบบข้าวใหม่ปลามัน  แต่ใจผมนั้นอยากประคองชีวิตคู่ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โชคดีที่ไม่ว่าจะทะเลากันรุนแรงแค่ไหน แทนไม่เคยออกปากไล่ผมหรือขอเลิกกับผมก่อนเลย  มีผมเสียอีกเคยหนีกลับไปอยู่ร้าน  แต่ไม่กี่วันเขามาง้อให้กลับไปอยู่กับเขาเหมือนเดิม

ครอบครัวทางบ้านผมคงรู้ว่าผมเป็นเกย์มาตลอด  แต่ผมไม่แสดงออกนะครับ  พ่อแม่ไม่เคยถามว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน  ตอนแรกพวกท่านก็นึกว่าผมนอนที่ร้านวีดีโอ  แต่ตอนหลังก็ค่อย ๆ รู้ว่าผมมานอนบ้านแทน  แม่ก็ว่า เออ ๆ  มานอนบ้านพี่เขาก็ดี บ้านเงียบดี ไม่เหมือนที่ร้าน รถราเสียงดัง   แต่ทางบ้านผมไม่มาถามซอกแซก และผมก็ไม่เคยประกาศว่าตอนนี้ผมกับแทนเป็นอะไรกัน ให้เขาค่อย ๆ รู้ไปเองทีละนิดดีกว่า   ส่วนญาติพี่น้องคนอื่นก็เหมือนกัน  ไม่มีใครพูดเรื่องนี้  แต่รับรู้ว่าแทนเป็นเพื่อนรุ่นพี่ของผมเท่านั้น   ทางญาติพี่น้องของแทนอยู่จังหวัดอื่น ไม่ใช่จังหวัดที่ผมอยู่นะครับ  และโชคดีว่าทุกคนไม่มายุ่งเกี่ยวกับแทนเลย  นอกจากนาน ๆ ทีจะมาเยี่ยมและค้างที่บ้านคืนสองคืน  และรับรู้แค่ว่าผมเป็นเพื่อนรุ่นน้องที่มาอาศัยชายคาบ้านชั่วคราวเท่านั้น  แต่พอนาน ๆ ไปก็คงพอจะรู้  แต่เลือกที่จะทำเป็นไม่รู้  หรือไม่สนใจก็ได้  ดีจังที่ไม่มีปัญหาเรื่องพ่อแม่ญาติพี่น้องไม่ยอมรับหรือเข้ามาวุ่นวายในชีวิต

อยู่กันมาได้ปีเดียว งานค้าขายที่แทนทำอยู่ก็ประสบปัญหาขาดทุน  เงินที่เคยพอผ่อนบ้านก็ไม่มี  ผมต้องรับผ่อนแทน และแทนได้งานใหม่ในตำแหน่งบาร์เทนเดอร์ที่โรงแรมใหญ่แห่งหนึ่ง  แทนทำช่วงกลางคืนและนั่นทำให้ชีวิตคู่ของเราเปลี่ยนไปครับ

เราเจอกันแค่กลางวัน  พอค่ำแทนก็ต้องเตรียมตัวไปทำงาน  กว่าจะกลับก็หลังเที่ยงคืน  บางทีไปสังสรรค์กับเพื่อนเขาต่อก็ถึงตีหนึ่งตีสอง  ส่วนผมทำงานกลางวัน  กลางคืนปล่อยลูกน้อง  และมีเวลาว่างมากกว่าเขา  ช่วงนี้ ยาวไปอีกสิบกว่าปี ชีวิตเราเปลี่ยนไปเยอะเลยครับ

แทนดื่มเบียร์เข้าบ้านทุกคืน  ตรงนี้ผมต้องปรับตัวเลย ไม่ห้ามเขาแต่หาทางอยู่กับคนเมาและบางครั้งก็หาเรื่องเราให้ได้ ปัญหาเรื่องแทนมีผู้ชายคนอื่นก็มีบ่อย  เขาอยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์  หน้าตาดี ย่อมตกเป็นเป้าสายตาและเป็นที่หมายปองของชายชอบชายคนอื่น มีทั้งฝรั่งทั้งไทย  คงโดนหิ้วบ่อยนะผมว่า  ผมก็พยายามทำใจครับ   ขออย่าให้จริงจังก็แล้วกัน  ผ่านแล้วผ่านเลยไม่ว่า  แต่มีอยู่ปีหนึ่งเขาเกิดจริงจังกับแขกคนหนึ่งขึ้นมาครับ  เป็นปีที่ผมแย่มาก ๆ  เกือบเลิกเลยนะ  อยู่แบบตกนรกเลย  แทนคบคนนั้นแบบเปิดเผยและบอกว่าไม่มีอะไรกันแค่คบเหมือนเพื่อน  แต่ผมรู้ว่ามันมากกว่านั้น  จินตนาการหลอกหลอนตัวเองมากมายครับ  บางทีเครียดจนเจ็บกระเพาะ   แต่พอปีนั้นผ่านไป เขาก็เลิกกันไปเอง  ผมถึงว่า ชีวิตคู่อย่าวู่วาม  ถ้าเราคิดสั้น หรือเราเลิกกัน  มันก็แค่นั้นแหละ  แต่ถ้าเราผ่านมันไปได้  วันนี้เรากลับมามองมันก็เหมือนเราอ่านนิยายเรื่องหนึ่งเท่านั้นเอง  ไม่เห็นเจ็บเห็นปวดเลย

พูดเรื่องความไม่ซื่อสัตย์ของแทนไปแล้ว  มาถึงตาผมบ้างนะ  ความที่ผมมีเวลาว่างมากโดยเฉพาะกลางคืนผมไปไหนได้อิสระก่อนที่แทนจะเข้าบ้าน  ผมก็มีแรดเหมือนกัน  อายุยังน้อย   เออ ลืมบอกไปว่าเราไม่ค่อยมีอะไรกันแล้วนะครับ  เดือนแรก ๆ  ก็ถี่หน่อย  พอผ่านมาสักปีก็แทบไม่มีอะไรกันอีกเลย  มันเหมือนจำเจไปแล้ว  ผู้ชายด้วยกัน มันหมดความน่าค้นหา หมดกระบวนท่าว่างั้นไหมครับ  ก็เลยคุยกันว่าจะไปมีอะไรกับใครก็มีได้แต่อย่าจริงจัง มีเพื่อเซ็กซ์เท่านั้นพอ

ผมก็ออกเที่ยวผับเที่ยวบาร์บ้าง ได้เจอเกย์ ได้มีอะไรกับผู้ชายคนอื่นบ้าง ไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่องนะครับ แต่ไม่ได้เอามาเล่าให้แทนฟังหรอก  ไม่ให้เขารู้ดีกว่า ให้เขาสบายใจ เขาก็ไม่เคยมาซักถามว่ากลางคืนไปไหนกับใครบ้างหรือเปล่า ส่วนผมก็เหมือนกันไม่ถามเขา แต่สังเกตเอาเองว่าคืนนี้ดึกเกินไปไหม  บางทีเขาก็ไปกับเพื่อนผู้ชายแท้ ๆ ของเขาจริง ๆ  นาน ๆ  ก็มีแบบไปกับคนที่มาจีบเขาบ้าง เฉลี่ยที่เราต่างมีอะไรกับคนอื่นนี่ไม่น่าเกินสองสามเดือนต่อครั้งนะครับ ไม่ได้บ่อยมาก

ชีวิตเป็นแบบนี้อยู่ประมาณสิบห้าปี แทนเปลี่ยนงานจากบาร์เทนเดอร์ไปสู่ตำแหน่งที่ดีกว่าในโรงแรม แต่ยังเป็นงานที่กลับดึกเหมือนเดิม  และคงมีอะไรกับคนอื่นนาน ๆ ครั้งเหมือนเดิม  ผมก็เหมือนกัน บางคืนก็ออกไปเที่ยวแล้วกลับเข้ามานอนก่อนเที่ยงคืน

ชีวิตเราเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งช่วงปี ๒๕๔๒ – ๔๓ จำแน่ไม่ค่อยได้   เป็นช่วงที่ฟองสบู่แตกได้สัก ๒ ปีแล้ว  เศรษฐกิจไม่ดี แทนได้ผลกระทบเยอะ  เพราะงานที่ทำแย่  เขาต้องออกจากงาน   และเงินที่เขาเคยมีและเอาไปลงกับการเล่นเก็งซื้อขายเงินตราต่างประเทศก็ขาดทุน  แทนหมดตัวหมดงานครับปีนั้น

เป็นผมที่ช่วยเขาสารพัด  กอบกู้ชีวิตให้เขาฝ่าวิกฤตเลวร้ายไปได้  ผมขอให้เขาได้ทำงานกับญาติผม เป็นงานกลางวันครับ งานสบายกว่าที่เขาเคยทำเยอะ แต่รายได้ก็แค่พอกินพอใช้  ส่วนทรัพย์สินที่เคยมีเคยสะสมไว้ หมดไปแล้วกับช่วงเศรษฐกิจตกสะเก็ด  และไม่เคยหาได้อีกเลยครับ  เพราะรายได้แต่ละเดือนแค่พอกินพอใช้สบาย ๆ แต่ไม่เหลือเก็บซื้อสินทรัพย์ นอกจากเก็บไว้เป็นค่ารักษาพยาบาลดูแลตัวเองตอนบั้นปลายของชีวิตแต่ก็ไม่มากมายอะไร

พอแทนทำงานกลางวัน กลางคืนเราก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน  ผมก็ไม่ได้ออกไปแรดที่ไหนอีกเลย  ถ้าออกไปเที่ยวก็ไปด้วยกัน ชีวิตก็เริ่มเข้าที่เข้าทางจริง ๆ ตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา  ตอนนั้นผมอายุได้ ๔๐ ปีแล้ว  การงานการเงินจัดว่าอยู่ในระดับดีน่าพอใจ  ร้านวีดีโอกลายเป็นร้านเช่าดีวีดี  ผมมีเงินสะสมก้อนหนึ่งก็เอาไปสร้างหอพักเล็ก ๆ  และกู้แบงค์เพิ่มอีกบางส่วนตอนนี้ผ่อนแบงค์หมดแล้ว  เก็บเงินค่าเช่ากินอย่างเดียวครับ

จากปีที่แทนเริ่มทำงานกลางวัน จนถึงปัจจุบันก็ ๑๔ ปีแล้ว  ที่เราอยู่ด้วยกันมาแบบเช้าออกไปทำงาน  เย็นกลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนกับชีวิตคู่ของคนทั่วไป  ชีวิตมีความสุขดีพอสมควรครับ  เรื่องรายได้ ผมหาได้เยอะกว่าเขา ก็ออกให้เขาบ้าง เวลาอยากกินอยากใช้อะไรแพง ๆ  อยากเที่ยวต่างประเทศด้วยกันผมก็จ่ายให้เขาครับ

ช่วงต่อไปอยากจะเล่าถึงชีวิตคู่ของชายกับชายอย่างเรา ที่ต้องสัมพันธ์กับคนรอบข้าง  ทั้งเพื่อนบ้าน  เพื่อนของตัวเอง  ลูกน้องที่ทำงาน ญาติพี่น้อง  อนาคตของเรา   อ๋อ  อายุขนาดนี้อนาคต ก็คงเหมือนคนแก่ทั่วไปที่ต้องมีแผนรับมือกับค่ารักษาพยาบาล  การทำพินัยกรรม  มันจะมีปัญหาอะไรบ้างในประเทศที่ยังไม่รับรองการสมรสของคนเพศเดียวกัน เดี๋ยวมาต่อนะครับ

 

ขอบคุณทุกคอมเมนต์ทุกกำลังใจนะครับ มาอ่านทวนดูแล้วผมยังให้ภาพของตัวเองและแทนไม่ชัดเจนเท่าไหร่  ขอเล่าเพิ่มว่าผมเป็นคนตัวผอมบาง ส่วนแทนรูปร่างสูงใหญ่ อย่างนี้คงนึกออกแล้วนะครับว่าใครรับบทบาทอะไรในบ้าน เราไม่ใช้คำว่าผัวเมียกันเลยนะครับ  มันเป็นคำของชายหญิงเขา ส่วนของเรา ผมก็คือผม แทนก็คือแทน  เวลาแนะนำกับเพื่อนก็บอกว่านี่พี่แทน แค่นี้ ที่เหลือไปคิดเอาเอง

ในละแวกที่ผมและแทนใช้ชีวิตอยู่ คนแถวนั้นถ้าอยู่มานานก็คงรู้  แต่คนมาใหม่ก็ไม่รู้หรอกครับ  เราไม่ค่อยไปไหนมาไหนด้วยกัน  ถ้าไปด้วยกันก็ไปไกล ๆ เลย อย่างไปห้าง ไปร้านอาหาร  แต่ถ้าไปตลาดแถวบ้านหรือกินข้าวแถวบ้านแทบไม่เคยไปด้วยกัน  อย่ามองว่าคู่เกย์ต้องตัวติดกัน หรือไปไหนต้องใส่เสื้อเหมือนกัน ป่าวประกาศให้โลกรู้  คู่เราไม่ทำครับ

เราใช้ชีวิตเกย์ บนพื้นฐานที่ไม่ปิดบัง แต่ไม่เปิดเผยโจ่งแจ้งพร่ำเพรื่อ ดูด้วยว่าคนอื่นจะรับได้ไหม กระอักกระอ่วนไหม ไม่ใช่อยู่ ๆ ไปแนะนำกับเพื่อนว่านี่แฟนเรา  ไม่ทำครับเกรงใจเพื่อน เห็นหลายคู่ชอบโพสตามเฟสบุ๊คไปไหนก็ถ่ายรูปกับแฟน โชว์สวีทหวานแหวว  ให้เพื่อนมาไลค์มาคอมเมนต์  เราไม่เคยทำครับ เกรงใจ และอาจมีคนหมั่นไส้เอาได้

เอาทางด้านสังคมก่อนนะครับ  แทนก็มีกลุ่มเพื่อนฝูงของเขา เพื่อนโรงเรียนเก่า เพื่อนที่รู้จักกันในวัยทำงาน ส่วนมากไม่รู้เรื่องส่วนตัวของแทนนะครับ อาจมองว่าคนไม่ได้แต่งงานคงเป็นเกย์ ส่วนมากรู้แค่นี้ แต่ไม่มีใครมาก้าวล่วง และไม่ค่อยมีใครมาหาที่บ้าน  เหมือนแทนก็รักษาระยะห่างไว้ได้พอดีพองาม

ส่วนผมมีความเป็นเกย์เยอะกว่าแทน  เพราะมีเพื่อนเกย์แสดงออกอีกสองสามคน  แต่ถ้าในชีวิตประจำวันก็เหมือนผู้ชายปกติครับ  คบกับเพื่อนผู้ชายปกติ  มีสังคมกับผู้ชายทั่วไปซึ่งลับหลังคงคุยกันว่าผมเป็นเกย์หรือเปล่าบ้างกระมัง  แต่ก็ปฏิบัติต่อผมเหมือนเพื่อนผู้ชายทั่วไปครับ  และไม่เคยมีใครมาซักไซ้ไล่เลียงเรื่องส่วนตัว  แต่ถ้ามีบางคนมาถามว่าทำไมยังไม่แต่งงาน  ผมก็ตอบเลี่ยง ๆ ว่า อยู่อย่างนี้สบายดีแล้ว  ผมไม่ลำบากใจ  แต่แอบคิดว่า ถ้าฉันตอบตรง ๆ นายจะรับได้ไหมล่ะ

เวลาได้การ์ดเชิญก็ได้คนละใบ ไปคนละงานนะครับ  เพื่อนเขาเชิญ ก็เชิญเขาคนเดียว  เพื่อนผมก็เชิญผมคนเดียว ไม่ได้รู้จักทั้งคู่  นอกจากเพื่อนสนิทมาก ๆ  ไม่กี่คนที่รู้เรื่องของเราและเข้านอกออกในบ้านเราได้  พวกนี้ก็สบายมาก  เวลาเชิญก็การ์ดเชิญใบเดียว  เราใส่ซองก็ซองเดียวกันไปเลย  แต่ถ้าเพื่อนไม่สนิท เขาก็มาสองการ์ด  เราก็ใส่สองซอง  ไม่เคยส่งพวงหรีดแล้วใส่ชื่อสองคนเลยสักครั้ง  ไม่ทำครับ เรื่องทำตัวให้แปลกออกไปนี่เราไม่ทำเลย

เห็นคู่เกย์สมัยนี้ออกมาจัดงานแต่งกันเยอะขึ้น  ก็ดีใจด้วยครับ  ขอให้อยู่กันยืด ๆ นะ  คู่เราไม่คิดจะทำเลยครับ เรื่องพวกนี้มันไม่การันตีเลยว่าหลังจากนี้คุณจะอยู่กันได้ยืนยาวจริง  เกรงใจผู้คนแขกเหรื่อที่มางาน  และคงมีคนค่อนนินทาแน่นอน เฮ้ย ใครผัวใครเมียวะ  เฮ้ยมันทำอะไรกันยังไงวะ    แต่ผมไม่ได้ต่อต้านนะครับ แค่มองต่างมุม ฝรั่งเขาก็ออกมาจัดงานแต่งกันเยอะแยะ ภาพออกมาสวยงามดี  ถ้าชอบก็ทำไปเถอะครับ ส่วนของเราขออยู่กันเงียบ ๆ ก็พอ

ทางด้านครอบครัววงศาคณาญาติล่ะ  ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาก็ไม่เคยมีใครมาหาที่บ้าน  แม้ว่าหมู่บ้านจัดสรรของผมกับละแวกที่เป็นพื้นเพของญาติพี่น้องจะไม่ไกลกันมาก  มาวันหนึ่งผมอยากรู้ว่าตอนนี้พวกเขายอมรับการมีคู่ของเราได้มากน้อยแค่ไหน  เมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว   หรือว่าตอนที่เราอยู่ด้วยกันมาได้ยี่สิบปีพอดี  ผมได้ลองเชิญญาติพี่น้องทุกคนมางานปีใหม่ที่บ้านผมกันครับ

ซึ่งผลตอบรับดีมากครับ  เป็นการรวมญาติครั้งแรกในวงตระกูลเราเลย  เพราะปกติกว่าจะรวมกันได้มักจะเป็นงานศพอากงอาม่าเท่านั้น  ไม่เคยมีใครจัดงานอะไรที่รวมญาติได้สักครั้ง  ผมเห็นญาติ ๆ สามสิบกว่าคนมาที่บ้าน  เอาหลานเหลนมาแสดงความสามารถโน่นนี่  ปลื้มใจครับ แสดงว่าทุกคนยอมรับเราแม้ว่าจะไม่มีคำพูดใดออกมา ไม่เห็นจะต้องจัดงานฉลองครบรอบแต่งงานยี่สิบปีให้คนหมั่นไส้เลย  งานปีใหม่ปีนั้นต่างหากที่มีความหมายมากกับชีวิตคู่ของเรา

 

มาเรื่องเพื่อนบ้านบ้างครับ  เราอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรระดับรากหญ้า  ถึงแม้ปัจจุบันผมสามารถขยับขยายไปอยู่หมู่บ้านสำหรับชนชั้นกลางได้แล้ว แต่แทนเขาติดที่ และผมก็เห็นว่าตรงนี้เป็นจุดเริ่มตันของชีวิตคู่ก็ไม่อยากย้ายไปที่อื่นครับ  แต่ได้ซื้อที่แปลงข้างเคียงขยายบ้านออกไปและขยายต่อเติมบ้านให้ใหญ่ขึ้น

หมู่บ้านของคนรากหญ้าก็มักมีปฏิสัมพันธ์กันมากกว่าหมู่บ้านชั้นดี   เราไม่ได้สุงสิงกับเพื่อนบ้านมากไปกว่าทักทายทุกครั้งที่เจอหน้า  ให้ความช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ เช่นแทนเขาเป็นคนตัวใหญ่  มักมีบ้านสาวโสดที่อยู่กับแม่แก่ ๆ มาขอให้ช่วยอุ้มแม่เขาขึ้นรถไปโรงพยาบาลบ้าง  บางบ้านขอให้ช่วยเปลี่ยนหลอดไฟ หรือขึ้นตัดกิ่งไม้บ้าง  แทนเขาก็ช่วยอย่างเต็มใจทุกครั้ง เพื่อนบ้านไม่รังเกียจเรานะครับ

งานแต่งงานลูกสาวเพื่อนบ้านคนหนึ่ง เขาเลือกเชิญบ้านเราบ้านเดียวจากคนทั้งซอย  เขาบอกว่า มีแค่เราสองคนที่ทักทายเขาและลูกสาวสม่ำเสมอตั้งแต่ลูกเขายังเล็กจนถึงวันแต่งงาน  เพื่อนบ้านบางคนแม้ย้ายออกไปแล้วก็ยังแวะเวียนเอาขนมมาฝากเราบ้าง เอามาห้อยไว้ที่ประตูรั้วบ้าง  คนไทยรับเรื่องของเพศที่สามได้ครับ ถ้าเราวางตัวพอเหมาะพอดี

อีกเรื่องที่อยากเล่า ก็คือเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติ   เราโชคดีที่เกิดเป็นคนไทย ถ้าเกิดเป็นคนประเทศอื่นบางประเทศ การเป็นเพศที่สามหรือการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันเราอาจถูกแขวนคอประจานได้   แต่จริง ๆ แล้วเรายังต้องการมากไปกว่าการยอมรับทางสังคม  มันคือเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลไงครับ

วันหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว  ผมต้องพาแทนเข้าโรงพยาบาลด่วน  เพราะเขามีอาการทรงตัวไม่อยู่เหมือนโซเซตลอดเวลาคล้ายถูกจับเหวี่ยง  พอถึงโรงพยาบาลเจ้าหน้าที่ถามคำหนึ่งว่าผมเป็นอะไรกับคนไข้  ผมก็บอกว่าเป็นเพื่อน
“มีญาติพี่น้องคนไข้มาด้วยไหมเผื่อต้องเซ็นอนุญาตอะไร”   ผมก็บอกว่าไม่มี    ดีว่าเรื่องจบลงที่แทนมีอาการน้ำในหูไม่เท่ากันอันเนื่องมาจากดื่มเบียร์มากเกินไป  ซึ่งจัดว่าเป็นอาการไม่ร้ายแรงมากนัก

จากเหตุการณ์วันนั้นทำให้ผมกลับมานึกว่าการครองคู่ของคนเพศเดียวกันยังมีข้อจำกัดอีกหลายเรื่อง   ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องผ่าตัดด่วน ใครจะเซ็นอนุญาตได้  ถ้ามีการขอความเห็นจากแพทย์เกี่ยวกับความเป็นความตายของอีกฝ่ายหนึ่ง แพทย์คงไม่ฟังความเห็นจากคนที่เป็นแค่ “เพื่อน” หรอกครับ   แล้วผมจะไปหาญาติของแทนมาจากไหนในเวลาเร่งด่วนได้  ญาติใกล้ที่สุดต้องขับรถมา ๔ ชั่วโมงจึงจะถึงจังหวัดที่ผมอยู่

มีเรื่องมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อคู่สมรสเพศเดียวกันจากกฎหมายให้คนเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสกันได้  ผมขอพูดถึงเฉพาะเรื่องส่วนที่มีผลกับผมและแทนโดยตรงก็พอนะครับ  อย่างผมทำประกันชีวิต  ผู้รับประโยชน์ต้องเป็นคนสายเลือดเดียวกับผมเท่านั้น  ให้แทนรับประโยชน์ไม่ได้นะครับ  ทำไมผมให้คนที่อยู่กับผมมาเกินครึ่งชีวิตเป็นผู้รับประโยชน์ไม่ได้  ตรงนี้ในช่วงชีวิตของผมจะทันเห็นการเปลี่ยนแปลงไหมครับ

อยากเล่ารวบรัดว่า หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ แล้ว กรรมสิทธิ์ในบ้านหลังที่เราอยู่นี้ตกเป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว อย่าให้เล่ารายละเอียดเลยครับ เรื่องมันยาว  แทนมีฐานะตามทะเบียนบ้านเป็นเพียงผู้อาศัย  วันหนึ่งถ้าผมจากโลกนี้ไปก่อน  ทายาทอันชอบธรรมของผมคือน้อง หรือลูกของน้องจะได้เป็นเจ้าของบ้านคนต่อไป  แล้วแทนละครับจะไปอยู่ที่ไหน
ตรงนี้จะไม่มีปัญหาเลยถ้ามีกฎหมายจดทะเบียนสมรสของคนเพศเดียวกันออกมา  แต่ในเมื่อยังไม่มีกฎหมายนี้  ผมแก้ปัญหาอย่างนี้ครับ

วันเกิดของแทนปีหนึ่งไม่นานมานี้เอง  บนโต๊ะอาหารใต้แสงเทียน ผมยื่นซองสีสวยให้แทนเหมือนจะเป็นการ์ดวันเกิด  แต่จริง ๆ มันคือพินัยกรรมครับ  ผมเขียนไว้มีใจความสำคัญว่าถ้าผมตายก่อนแทน  ให้แทนอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ได้จนตลอดชั่วอายุของแทน  จากนั้นทายาทโดยชอบธรรมของผมจึงจะเข้ามาครอบครองได้  และผมยังยกเงินในบัญชีส่วนหนึ่งให้เขาด้วยเพื่อที่เขาจะได้ใช้จ่ายอย่างสบายในบั้นปลายของชีวิต      แทนอ่านละเอียดแล้วก็ไม่พูดอะไร ยื่นมือมาใต้โต๊ะแล้วบีบมือผมเบา ๆ

เรื่องของคนวัยนี้ก็วนเวียนกับเรื่องพวกนี้แหละครับ  วางแผนอะไรไว้ก่อน  จริง ๆ ไม่รู้ใครจะไปก่อนใคร  แต่ชีวิตทุกวันนี้ไม่หดหู่เลยนะครับ เล่นเฟซ เล่นไลน์กันสนุกสนาน   ผมก็เล่นกีฬากับเพื่อนผู้ชายแท้ ๆ ทั้งก๊วนมานานหลายปีแล้ว  ยามว่างก็มีงานอดิเรกที่ต้องพบเจอกับผู้คนมากหน้า หลายคนเป็นรุ่นลูกรุ่นหลาน  มีความสุขทุกวันครับ

แทนเขาดื่มเบียร์วันละสามขวด  แต่ก็รักษาสุขภาพเช่นกัน ใครว่าอะไรดี  อะไรบำรุงก็หามากินหมด  รู้ไปหมด  แต่ที่เลิกไม่ได้อย่างเดียวคือเบียร์   จะหยุดดื่มก็ ๕ วันก่อนหมอนัดตรวจสุขภาพ   พอหมอบอกผ่าน  ก็กลับมาดื่ม ๓ ขวดเหมือนเดิม  เลิกไม่ได้แล้วครับ   แต่เมาแล้วก็นอน  ไม่ได้ไปเดือดร้อนใคร  ไม่เคยอาละวาดหาเรื่องผมเหมือนตอนหนุ่ม ๆ อีกเลยครับ

อีกตอนเดียวคงจบแล้วครับ ไว้คืนนี้มาต่อ  ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและให้กำลังใจนะครับ

 

ขอบคุณสำหรับทุกท่านที่ให้ความสนใจและให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์นะครับ   มาถึงตอนจบ ก็ไม่รู้จะจบอย่างไรเสียนี่  แต่ไม่เศร้านะครับ  ยังไม่มีใครตาย อิอิ  อยากบอกว่าผมก็ไม่ได้แก่มากมายนะครับ  อายุห้าสิบสี่เอง  คุณว่าเบิร์ดธงไชย ตั๊กมยุราแก่ไหม  สองคนนั่นอายุมากกว่าผมสองสามปีเลยนะ  ผมแค่เยาวชนรุ่นน้อง

พูดเล่นน่ะครับ ป๋าเบิร์ด ยังไงก็เป็นข้อยกเว้นตลอดกาล  ผมเองรูปร่างยังดีเพราะเล่นกีฬาสม่ำเสมอ  แต่หน้าตาก็แก่ไปตามวัยแล้วเพราะไม่เคยบำรุง ไม่เคยเข้าคอร์ส  ส่วนแทนเขาตัวสูง  ตอนนี้ก็แค่ดูหนาขึ้น   พุงไม่ใหญ่แต่ออกรอบ ๆ เอวมากกว่าตามประสาคนกินเบียร์  หน้าตาก็ไม่แก่ไม่เหี่ยวมากมีแต่กระเท่านั้นที่มาเต็มหน้าแล้ว

ในเวลาที่ผมนั่งพิมพ์อยู่นี้   แทนก็นั่งที่โต๊ะอีกตัวหนึ่ง หน้าคอมส่วนตัวของเขา  กำลังเล่นเฟสบุ๊คกับไลน์พีซี  เขาชอบส่งรูปโป๊ หนังโป๊ไปให้พรรคพวกไลน์กลุ่มของเขา  คนแก่เดี๋ยวนี้เห่อไลน์ เห่อส่งรูปโป๊กันนะครับ  ส่วนมากเลยแหละ ก็ดีครับ ชีวิตไม่เหงา มีกิจกรรมกันเรื่อย ๆ   แต่ผมกับแทนไม่ได้เป็นเพื่อนเฟสบุ๊คกันนะครับ  ต่างคนต่างมีโลกออนไลน์ส่วนตัวที่ใครอยากจะเป็นแบบไหนก็เป็นได้  คงมีคนรุ่นลูกรุ่นหลานมาปลื้มมาจีบเขาอยู่บ้างเหมือนกัน  แต่เขาก็แค่คุยเล่นสนุก ๆ คงไม่คิดสานสัมพันธ์กับใครอีกแล้วครับ

ชีวิตคู่ของเราก็คงจะไปเรื่อย ๆ แบบนี้  อยู่กันไปเหมือนกับที่อยู่กันมาตั้งสามสิบปี  เรามองแค่วันนี้กับวันพรุ่งนี้ก็พอ  เดี๋ยวมันก็เป็นปีเอง  จากปีหนึ่งไปอีกปีหนึ่งก็ไม่นาน  เผลอแป๊บเดียวก็ปีแล้ว เผลออีกแป๊บก็สิบปี วันเวลามันเท่ากันทุกวัน  บางคนดูว่าเวลาผ่านไปช้า  บางคนดูว่าผ่านไปเร็ว อยู่ที่ว่าเราเอาอะไรวัดมันต่างหาก

เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดคงเป็นตัวอย่างในการครองคู่ให้ใครไม่ได้นะครับ  คู่ใครคู่มัน  เอาวิธีการของคู่หนึ่งไปใช้กับอีกคู่หนึ่งเลยไม่ได้  ต้องปรับเปลี่ยนเพราะต่างคู่ก็ต่างปัจจัยแวดล้อม   ชีวิตคู่ของเพศเดียวกัน  อยู่ด้วยกันง่าย แต่เลิกกันง่ายยิ่งกว่า

เราไม่มีจารีตประเพณีเป็นตัวกำหนด ไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่มีลูกเป็นสิ่งเหนี่ยวรั้ง  เราอยู่ด้วยกันไม่มีใครรู้  เราเลิกกันก็ไม่มีใครสนใจ  ดังนั้นชีวิตคู่ของคนเพศเดียวกันจึงดูเหมือนเปราะบางกว่ารักของชายหญิงทั่วไปนะครับ ต้องหนักแน่นครับจึงจะประคองชีวิตคู่ให้ยืนยาวได้

วกมาที่เรื่องของผมกับแทนอีกสักหน่อย   เราอยู่กันมาสามสิบปีไม่เคยบอกรักกันเลย แม้แต่ตอนอยู่ด้วยกันใหม่ ๆ  ก็ไม่เคยพูดคำหวานใส่กัน  พูดอะไรก็พูดเป็นจริงเป็นจัง  พูดเรื่องคนโน้นคนนี้ เรื่องงาน เรื่องการบ้านการเมือง  แต่ไม่เคยสักครั้งที่จะพูดหวาน ๆ  รัก ๆ แบบที่เคยอ่านในนิยาย  หรือเพราะเราเป็นผู้ชายเหมือนกันก็ไม่รู้นะครับจึงไม่ได้คิดพูดอะไรหวาน ๆ รัก ๆ กัน

แต่ไหน ๆ ก็มาถึงปีที่สามสิบแล้วผมอยากพูดไว้ในพันทิปนี้นะ  อยากพูดบอกรักแทน   จะสำเร็จไหมหนอ  เขาไม่มาอ่านหรอกครับ เขาไม่เข้าพันทิป  แต่ถ้าเกิดมีการแชร์กระทู้นี้ในเฟสบุ๊คก็ไม่แน่อาจไปถึงเขาได้สักวัน  ที่นั่งพิมพ์เป็นข้าวตอกแตกอยู่นี้  ไม่เคยบอกเขาเลยนะครับว่ากำลังทำอะไร  คงไม่บอกหรอกครับว่าเอาเรื่องของเรามาเล่าในพันทิป

ถ้าเขารู้ว่าผมตั้งชื่อเขาว่าแทน  เขาคงหัวเราะก๊าก ๆ   ว่าผมบ้านิยาย   คนรุ่นนั้นส่วนมากก็ชื่ออู๊ดแอ๊ดอี๊ด ไม่เห็นมีใครชื่อแทนสักคน  ไม่ให้เขาอ่านดีกว่า   แต่ผมจะพูดคนเดียว  ตามที่ใจอยากพูด  แทนไม่ได้อ่านก็ไม่เป็นไรครับ   เอานะ   เริ่ม ๆ

คุณคงไม่ได้นับ และคงไม่สังเกตใช่ไหมว่าตอนนี้เราอยู่ด้วยกันมาได้กี่ปีแล้ว   แปลกใจไหมครับ  มันสามสิบปีแล้วนะ  จำวันที่ผมหิ้วถุงกระดาษใส่เสื้อผ้าชุดแรกเข้ามาอยู่กับคุณได้ไหม   เหมือนเมื่อวานนี้เองนะในความรู้สึกของผม

ผมโชคดีจังที่ได้มาอยู่บ้านนี้กับคุณ  บ้านมันก็กว้างใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก  ผมอยู่คนเดียวไม่ได้หรอกนะถ้าไม่มีคุณ   เราอยู่มาสามสิบปีแล้ว    เรามาทำอีกสามสิบปีร่วมกันได้ไหม   คุณเคยบอกผมว่าชีวิตคู่ก็เหมือนกับการผ่อนบ้าน ถึงเดือนก็ส่งค่างวด ผ่อนไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวมันก็หมดเองไม่รู้ตัว   ก็คงเหมือนวันนี้ที่คุณยังไม่รู้ตัวเลยว่าครบสามสิบปีแล้ว  งั้นทำลืม ๆ อีกสักแป๊บก็คงผ่านไปอีกสามสิบปี เราทำได้แน่นอนครับ เราอยู่ต่อเพื่อกันและกันนะครับ

ขอบคุณที่ให้ผมได้มีโอกาสใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคุณ   ขอบคุณที่ดูแลและเป็นกำลังใจให้ผมเสมอ ผมโชคดีที่ได้พบและได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณ   วันนี้ผมอยากพูดคำที่ผมไม่เคยพูดได้สำเร็จสักครั้งในรอบสามสิบปีที่เราอยู่ด้วยกันมา      ผมรักคุณครับ

 

Credit : ฝนปนเหมย / pantip.com

เล่าเรื่องในบ้านเมตตา สำหรับพวกที่คิดว่าตัวเองแน่อ่ะฟังไว้นะ !!


กระผมชื่อ โก๋ ละกัน ถูกตัดสินโทษ 1ปี ไม่รอลงอาญา
คดีทำร้ายร่างกายผู้อื่นบาดเจ็บสาหัส ในบ้านเมตตา มิใช่ มีแต่เด็กๆ ส่วนใหญ่จะ 17-18 ถึง 24 มากสุด เด็กที่จะถูกส่งไปที่แรกคือ
1.บ้านเมตตา
2.บางปลา (แทงกันไส้แตก) สำหรับพวกที่เปรี้ยวๆในเมตตา จะถูกส่งมาที่นี่
3.มุฑิตา
4.อุเบรค (เขียนถูกปะว่ะ) สุดๆแล้วจาก บางปลา
ชีวิตข้างใน
1. 5.30 (ตีห้าครึ่ง) ตื่น นับยอด (นับคนบนหอว่ามีกี่คน)เพื่อป้องกันคนหาย
2. 5.45 อาบน้ำ แปรงฟัน
3. 6.00-7.00 วิ่งออกกำลังกาย (ขอบอกสุดๆ)ต้องลองถึงซึ้ง
4. 7.00-7.30 กินข้าว 7.30- 8.00 นั่งเล่น รออาหารย่อย
5. 8.00-8.30 เคารพธงชาติ สวดมนต์ ถวายพระพร
6. 8.30-9.00 พักหา บุหรี่ดูด (ข้างในเขาเรียก ยาตั้ง เรียกจาก 1 มวน เป็น 1 บราว) ใครเส้นไม่ใหญ่ หรือไม่รู้จัก ไม่มีทางได้ดูด ขอปุ๊บ เจอตบหน้าสั่นเลย (ถ้าขอมั่วนะ)
7. 9.00-11.00 ฝึกทหาร (โอ้แม่เจ้า) 2 ช.ม. นรกชัดๆ ลุกนั่งวันนึงไม่ต่ำกว่า 300 ที จากปกติผม เต็มที่ก็ 100 ทีก็แทบบ้าแล้ว
8. 11.00-11.30 กินข้าว 11.30-12.00 พัก หาหรี่ดูด
9. 12.00-1.00 พักตามอัธยาศัย บางทีก็ช่วยงาน
10. 1.00 นั่งรวม หากิจกรรมทำ แล้วก็รอ ญาติเยี่ยม ถึงบ่าย 3
11. บ่าย 3.30 มานั่งเตรียมกินข้าว
12. 4.00 ขึ้นหอ !! เตรียมนอน (จากปกติกุ 4 โมงเพิ่งตื่นนะ)ถ้าอยู่บ้าน
12.4.00-6.00 ผู้คุม (เขาให้เรียก พ่อบ้าน หรือ พ่อ) มาเช็คจำนวนคน เตรียมเปลี่ยนเวร แล้วก็ คุยกัน บ่นของเขาอะ แล้วก็ นับยอดคน สวดมน ท่องกฎ 5 ข้อ นั่งสมาธิ
13. จน 6.00 อาบน้ำได้ถึง 8.30 (ช่วง 6 โฒงเย็นถึงนอน อะเข้าไปแรกๆจะคิดถึง เมีย แม่ บ้าน พอหลังๆก็ เหอๆ ทำไรได้ละ อยู่ข้างใน ทำใจครับ ทั่น
ปล.มีไรถาม ถามได้นะ
เช่นกับข้าวกับ ปลา กินยังไง อาบน้ำนี่ยังไง และอีกอย่าง น้ำเย็น อะ ไม่มีได้กินหรอกนะครับ แย่จัง น้ำเย็นไม่ได้แตะเลย

แต่ผมไม่ได้ติดถึงปี หรอกนะ ติดอยู่พักนึง แม่เดินเรื่องกะศาล อีกศาล นึงขอประกัน เพราะเหตุ ผมกินอะไรยาก น้ำหนักลดไป 5 โล ใน 2 อาทิด เลยให้ประกันออกมา

ก่อนขึ้นหอ ทุกคนต้องถอดหมด ทุกชิ้น ส่วนใหญ่จะเห็นกันหมดแล้ว ในหอ เงี้ย
ความ อาย นี่คุณ เขี่ย ทิ้งไปได้เลย และไอพวกคิดว่าตัวเองแน่ๆ อะนะ โดนบาทา ย้ำหน้า แล้วถ่มน้ำลายใส่มาเยอะแล้ว
โปรดอย่าหวัง ว่าจะมีใครช่วยคุณได้ นอกจากตัวคุณเอง
และผมไม่โดนใครตีมา 2 ปักว่าๆละ เข้านี่ไปเนี่ยแหละ
โดนหวดซะ ตัวบิน แบบเขาตี เหมือนเอาไม้กวาด 3 ด้ามมารวมกัน แล้วหวดแบบสุดแรงอะ บางคนชักก็มี ต้องสงห้องพยาบาล เลย ดันโดนกระดูดเอว
ถ้าคุณโดนแทง ข้างใน คุณทำไรไม่ได้ด้วย เขาไม่ส่งคุณออกมาโรงบาลหรอกนะ เขาส่งคุณเข้าห้องพยาบาล ข้างในอะ แล้วคนแทงละ โดนไร โดนผู้คุมกระตืบ+ส่งไปบางปลา แล้วคนโดนแทงก็ซวยไป
? เขาเอาอาไรมาแทงกัน ? ไม้เสียบลูกชิ้นใหญ่ๆหน่อยเหมือนเอา 3 อันมารวมกัน แล้วเหลาให้แหลม แล้วเอาดินสอเปลี่ยนไส้มาอะ แล้วเอาไส้ออกให้หมด แล้วเอาไม้แหลมเข้าไป แล้วพัน สก๊อตเทป เรียบร้อย อาวุธชั้น 1 จาก เมตตา (ระวังไส้แตก กรุณาถอยห่างจากวงบุหรี่)
ส่วนใหญ่จะทาเลาะกันเรื่อง ยาตั้ง(บุหรี่) ขอบอกข้างใน 95% ดูดบุหรี่ แต่จะมีแค่ 30-40 % ที่ได้ดูด
ผมก็ไม่ใช่ขาใหญ่ อาไรหรอกนะ แต่เวลาเข้าไป มันจะถามว่า เฮ้ย บ้านอยู่ไหน รอบไหนเนี่ย
ของผมบอก บางแค รอบ 2 (เคยเข้ารอบนึงแล้วไง เลยรู้จักมั้ง)

 

 

สำหรับพวกที่คิดว่าตัวเองแน่ๆๆๆอ่ะนะฟังไว้

ผมโดน ตัดติด 1ปี 7เดือน คดีครอบจำ 20เม็ต (ครอบครองยาเสพติด เพื่อจำหน่าย)

พวกเปรี้ยวๆที่คิดว่าตัวเองแน่อ่ะ เจอพวกคับบ้าน หวดหลังหักหมดอ่ะ ไม่ได้พูดเล่นนะ เอาไม้กวาดหลายๆอันมามัดรวมกันอ่ะ แล้วเวลาแต่ละบ้านมีเรื่องกันทีนะ ก็แทงกันไส้แตก

เข้าเรื่องกันเลย

วันแรก
ผมเข้าไป ตอน บ่ายโมงกว่าๆ
เป็นเวลาที่ทุกคนรอญาติเยี่ยมกัน
ผมก้ต้องไปนั่งรวมกับพวกเค้า
โชคดีเจอเพื่อนผมพอดีก็นั่งรวม รอญาติเยี่ยมถึง บ่าย 3 ก็เตรียมกินข้าว บางที มีเรื่องกันตอนกินข้าว โดนซ่อมแทงไส้แตกเลยนะ กินข้าวเสร็จ 4โมงเย็นก็ ขึ้นหอ ผู้คุม(พ่อบ้าน) มาเช็คคนว่าหายไปหรือป่าว เช็คเสร็จก็สวดมน ท่องกฏ 5ข้อ นั่งสมาธิ 6โมงก็ ไปอาบน้ำ ได้ถึง 2ทุ่มกว่าๆ
ก่อนขึ้นหอ ต้องแก้ผ้าให้หมด ไม่ต้องอาย ผู้ชายด้วยกันเอง 2ทุ่ม30 ผมก็นอน

วันที่ 2
ตื่นตี5 .30 ไปอาบน้ำแปรงฟัน อาบจนถึง 6โมงก้ไป วิ่งออกกำลังกาย จนถึง 7โมง ก็กินข้าว จน 8โมงก็เคารพธงชาติ สวดมนต์ ถวายพระพร 8โมงครึ่ง ก็พักส่วนมากคนจะไปหา ยาตั้งดูด ยาเส้น อ่ะ ส่วนน้อยมากที่จะได้ดูด ใครมั่วก็โดนกระทืบ
9โมง ก็ฝึกทหาร ตายๆๆๆๆๆๆ เข้าใจนะว่า ฝึกทหาร อย่าคิดว่า ฝึกพละนะครับ ที่จะมา วิดพิ้น 10 ที 20 ที ฝึกทหารนี่ วิดพิ้นอย่างต่ำก็ 100+ ลุกน้องนี่ 250+ จนถึง 11โมง ก็พักกินข้าวแล้วก็หาบุหรี่ดูด จน เที่ยง ก็ นั่งเล่น บางทีก็มีงานให้ทำ

บ่ายโมง นั่งรวมรอญาติเยี่ยม ต่อไปก็เปนเหมือนเมื่อวานที่ผมเล่าอ่ะ

วันที่ 3
ผู้คุมพาตัวไปศาลเด็ก(สนามหลวง)
มันจะให้เราไปอยู่ในห้องขัง (กรงเหล็ก) อันนี่สบายเลย
แม่ผมก็มา เพื่อนผมก็มา ในนั้นมันจะมีหน้าต่างอยู่ สามารถ ยัดยาเข้ามาได้ มันยัดมาให้ผม 4เม็ด ก็ดูดในนั้นอ่ะ แบ่งๆกันดูด
ตอนขึ้นศาลนี่ใส่ชุดนักเรียนนะครับ ปักที่หน้าอก ว่า เมตตา ตัวสีแดง ใหญ่ๆๆๆๆๆ
ผู้คุมก็มาเบิกตัวไปขึ้น บัลลัง
ก็ขึ้นบัลลัง 14 โหดชิบหาย ที่จิงแรกน่าจะปล่อยผมเพราะผมเพิ่งโดนครั้งแรก ก็เลยโดนตัดติด 1 ปี 7 เดือน แล้วก็กลับมาเมตตาต่อ

วันต่อๆๆไป
ทำเหมือนกันทุกวัน

อาวุทหลักๆในนั้น ก็จะมี ดินสอกดอ่ะ(อาวุทในตำนาน) ไม้เสียบลูกชิ้น ช้อนซ่อม กระบองเหล็กยาวๆ(อันนี่ต้องแอบเอาไว้) อยู่ในนันไม่ค่อยมีเรื่องหรอกครับ มีแต่พวกเปรี้ยวๆมาใหม่ ที่โดนตี ส่วนมากก็มาจากเรื่องบุหรี่ ไปทะลึ่งขอดูดมั่ว บางคน ก็โดนอาวุทในข้างต้นแทง ไส้แตก ถ้าโดนแทงเค้าไม่ส่งไปโรงบาลนะ ส่งเข้าห้อง พยาบาล ผุ้คุมก็หาคนแทง แล้วก็ทำเรื่อง ส่งตัวไป บางปลา(บ้านกรุณา)

ทุกวันจะมี คนเดินเข้าเดินออกทุกวัน
ถ้าในนั้นน่าอยู่ คนจะเสี่ยงตาย แหกคุกออกมาทำไม

ผมติดไปทั้งหมด 8เดือนกว่า

ได้ลดโทษจากวันเฉลิม และ ศาลลดโทษให้เพราะผม เพิ่งโดนครั้งแรก แต่ ทำมาเยอะแล้ว 5555
(วันเฉลิมทีนึงได้ ลดโทษ 30วัน) เยอะนะ วันก่อนสุดท้ายที่จะได้ออกดีใจมากๆๆ ก็มาลาเพื่อนๆ ในนั้นผมรักทุกคน ออกมาจะไม่ลืมกันเลย วันสุดท้ายก็รอ บ่ายโมง ญาติมารับกลับบ้าน จบ กุอิสระซักที 55555

สุดหลอน 8 อันดับเรื่องหลอนๆ ที่ไม่คิดว่าเด็กจะพูด


เรื่องบางเรื่องผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ยังไม่คิดที่จะพูดกันเลย เพราะอาจจะทำให้ขนลุก เสี่ยวสันหลังขึ้นมาได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว แต่ใครจะคิดล่ะว่า สิ่งที่ผู้ใหญ่อย่างเราไม่รู้ แต่เด็กที่ไม่รู้ตาสีตาสาอะไร จะพูดออกมาได้อย่างหน้าตัวเฉย วันนี้ เราเลยมีเรื่องหลอน ๆ 8 อันดับต้น ๆ ที่ไม่คิดว่าเด็กจะพูดออกมา มาให้เพื่อน ๆ ได้รู้กัน

 

8.ภรรยาผมได้ปลุกลูกชายอายุสองขวบในตอนเช้าก็เห็นเขายืนอยู่บนเตียงอยู่แล้ว ก็เลยถามลูกชายว่าทำอะไรอยู่ ลูกชายก็ตอบมาว่า “กำลังดูน้องสาวที่อยู่ในท้องของแม่” ภรรยาผมก็หัวเราะแล้วก็คิดว่าคงเป็นจินตนาการเรื่อยเปื่อยของเด็ก ๆ แต่ที่ไหนได้พอไปตรวจที่คลีนิค ภรรยาผมท้องได้สองอาทิตย์แล้ว แต่ที่สำคัญ คือ เด็กในท้องเป็นผู้หญิง!! (เด็กรู้ได้อย่างไร ?)

 

7.ตอนที่ฉันเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ครอบครัวที่ฉันไปอาศัยด้วยมีลูกสาวฝาแฝดอายุห้าขวบ หนึ่งในนั้นเชื่อว่าตัวเองจะสามารถเห็นรังสีออร่าและพูดคุยกับนางไม้ได้ แม่ค่อนข้างเชื่อทีเดียวแต่ทางด้านพ่อคิดว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อไม่มีทางเป็น ไปได้ เช้าวันหนึ่งพ่ออยู่คนเดียวในบ้านเลยพูดกับต้นไม้ในครัวว่า “เฮ้ย! นางไม้ ถ้ามีตัวตนจริง ๆ ตอนกินข้าวมื้อเย็นวันนี้ให้บอกลูกสาวฉันด้วยว่าให้พูดคำว่า สีเขียว” และมื้อเย็นวันนั้นลูกสาวของเขาก็ดูต้นไม้ตามปรกติแล้วก็หันมาบอกพ่อเขาว่า “พ่อค่ะ นางไม้บอกให้หนูบอกพ่อว่า สีเขียว” หลังจากนั้นพ่อก็เชื่อว่านางไม้มีอยู่จริงในทันที

 

6.หลานสาวของฉันอายุราว ๆ สามขวบ อยู่มาวันหนึ่ง จู่ ๆ ก็พูดกับแม่ของเขาว่า “แม่คะ ทำไมสามีของหนูถึงต้องเอาปืนยิงหนูด้วยคะ ? ทำไมเขาถึงต้องทำแบบนั้น ? แม่คิดว่ายังไงคะ ?” แม่งงและตกใจว่าทำไมหลานถึงพูดยังงั้น และเรื่องนี้ก็ยังเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้

 

5.คืนหนึ่งฉันเข้านอนกับลูกสาวที่อายุเพิ่งจะห้าขวบ ในตอนที่กำลังหลับอยู่นั้นเอง ฉันได้ฝันว่าตัวเองเป็นฆาตกรกำลังวิ่งไล่ฆ่าคนอยู่ ตอนเช้าฉันตื่นขึ้นมาแล้วก็กำลังนึกย้อนไปถึงเรื่องที่ฝันเมื่อคืน จู่ ๆ ลูกสาวฉันก็ลืมตาตื่นแล้วก็พูดว่า “แม่คะ หนูฝันเห็นแม่วิ่งไล่ฆ่าคน”

 

4.ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ลูกสาวสองขวบของผมกำลังจะเข้านอน ก็เหมือนกับเด็กทั่วไปที่เพิ่งจะเรียนนับเลข ลูกสาวก็ชี้ไปที่ตัวเอง แล้วก็ชี้มาที่ตัวผม “หนึ่ง สอง” ก่อนที่จะกระโดดแล้วก็ชี้ไปรอบ ๆ ตัวในห้องที่ว่างเปล่า “สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบคน!”

 

3.ครั้งหนึ่งหลานสาวได้วางมือบนท้องของภรรยาผมแล้วพูดว่า “ลูกของเธอจะต้องตาย!!!”

 

2.ตอนที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับลูกสาวของฉันโดยที่ประตูของตู้เสื้อผ้า ยังเปิดอยู่ จู่ ๆ ลูกสาวของฉันก็หัวเราะออกมา ฉันเลยถามว่าหัวเราะเรื่องอะไร ทันใดนั้นลูกสาวก็บอกว่า “ผู้ชาย” ฉันเลยถามว่า “ผู้ชายที่ไหน ?” หลังจากนั้นลูกสาวก็ชี้ไปที่ตู้เสื้อผ้าแล้วบอกว่า “ผู้ชายมีงูที่คอ” ฉันหันหลังกลับไปมองก็ไม่เห็นมีอะไร ฉันไม่อยากจะนึกเลยว่าบ้านนี้จะมีประวัติผู้ชายผูกคอตายในตู้เสื้อผ้ารึ เปล่า แต่อย่างน้อยลูกสาวฉันก็ไม่กลัวล่ะนะ

 

1.ลูกสาวของเพื่อนที่ทำงานอายุราว ๆ สี่ขวบ ชอบคิดว่าเสียงโครกครากของท่อน้ำในห้องครัวคือเสียงของ “หมาป่าสีขาว” แล้วจะเป็นเสียงที่ทำให้ลูกสาวกลัวอยู่เสมอ วันหนึ่งลูกสาวได้นั่งในครัวกับแม่แล้วก็พูดว่า “แม่ค่ะ จริง ๆ แล้วหมาป่าสีขาวก็ไม่ได้ชั่วร้าย พวกมันเป็นมิตรกับเรา” พอแม่ได้ยินอย่างนั้นด้วยความอยากให้ลูกหายกลัวก็เลยพูดเสริมว่า “ใช่จ้ะลูก! หมาป่าสีขาวคอยปกป้องเรา พวกมันเป็นมิตรกับเรา” หลังจากนั้นลูกสาวก็พูดว่า “แล้วก็ไม่น่ากลัวเหมือนกับผู้ชายที่คลานอยู่ที่พื้นแล้วก็ชอบมายืนข้าง เตียงหนูบ่อย ๆ ด้วย”

 

Credit : yamsayong

ที่มา : tartoh

“The Hunger Games” ถูกถอดจากลิโด้-สกาล่าแล้ว!!! คาดตัดปัญหา!!


โรงหนัง “ลิโด้ – สกาล่า” ประกาศยกเลิกการฉายภาพนตร์ “เดอะ ฮังเกอร์ เกมส์ ม็อกกิ้งเจย์ พาร์ท วัน” คาดตัดปัญหาทางการเมือง
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ทางโรงภาพยนตร์ในเครือเอเพ็กซ์ อย่างลิโด้และสกาล่า ล่าสุดได้ตัดสินใจถอดภาพยนตร์เรื่องเดอะ ฮังเกอร์ เกมส์ (The HungerGames: Mockingjay Part 1) ออกจากรอบฉายทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทางด้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของโรงภาพยนตร์สกาล่าปฏิเสธที่จะให้เหตุผลว่าทำไมจึงยกเลิกการฉาย  แต่ทางผู้จัดงานได้ตั้งข้อสังเกตในเบื้องต้นว่า อาจมาจากปัญหาที่มีการประท้วง นายกรัฐมนตรี โดยการชูสามนิ้วที่จังหวัดขอนแก่น และ อาจเป็นเหตุผลที่ทางโรงภาพยนตร์อาจไม่ต้องการให้เกิดประเด็นทางการเมืองด้วย
โดยการยกเลิกดังกล่าว มีผลทำให้การจัดฉายภาพยนตร์เรื่องนี้รอบพิเศษ ซึ่งจัดโดย กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาต้านรัฐประหาร ที่เชิญชวนให้ผู้ชม “ชูสามนิ้ว” เข้าโรงหนังที่จะจัดกิจกรรมขึ้นในวันนี้(20 พ.ย.57) ต้องยกเลิกไปด้วย.

 

ที่มา: tnews.teenee.com/etc/115369

คำสารภาพของ เอ วิทิต แลต กรณีล่อลวงอนาจาร 5 นักศึกษา (รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย)


คำสารภาพหนังคนละม้วนของ เอ วิทิต แลต
คำสารภาพหนังคนละม้วนของ เอ วิทิต แลต 

คําสารภาพหนังคนละม้วนของ “เอ วิทิต แลต” กรณีล่อลวงอนาจาร 5 นักศึกษา (รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย)

คำสารภาพหนังคนละม้วนของ เอ วิทิต แลต กรณีล่อลวงอนาจาร 5 นักศึกษา รับมีออรัลเซ็กส์ในรถ แต่นักศึกษาทำเอง ยันไม่ได้หลอกมาแคสติ้ง

เอ วิทิต แลต ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา กับรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย ในวันที่ 13 พฤศจิกายน เวลา 10.30 น.  หลังจากเกิดเหตุการณ์สองวันที่ผ่านมา ก่อนแถลงข่าว 14.00 น. วันนี้ พร้อมยืนยันว่า ตนไม่เคยคิดที่จะเอาชื่อเสียงมาแลกกับการล่อลวงนักศึกษา ไม่เสียใจกับการโดนแจ้งจับ แต่เสียใจที่สุดคือการนอกใจภรรยาและลูก ยืนยันว่าตนไม่ได้โกหก พูดจริง 100 เปอร์เซ็นต์

โดยครั้งนี้ “วู้ดดี้” ได้ถามว่าทำไมถึงตัดสินใจมาพูดคุยกับวู้ดดี้ก่อนแถลงข่าว ทาง เอ วิทิต แลต ตอบ ว่า ตนนั้นรอข่าวออกมาให้หมดก่อนจะได้อธิบายทีเดียว เพราะการพูดจริง กี่ครั้งก็ยังคงพูดเหมือนเดิม รวมถึงคำถามที่หลายคนอยากจะรู้ว่าเรื่องราวมันเป็นมาอย่างไรอีกด้วย โดยเรื่องเริ่มขึ้นจากการแคสติ้ง แสดงหนังอีโรติค และเอ ได้รับการติดต่อจาก “ภาม รังสี” ผู้กำกับเรื่อง “เศียรสยอง” ให้ช่วยมาดูงานแคสติ้งนี้ ซึ่งก็เหมือนการแคสติ้งธรรมดาทั่วไป แต่หลังจากที่ได้พูดคุยเรื่องการแคสติ้งกับนักศึกษาสาวจนใช้ระยะเวลาถึง เที่ยงคืนนั้น ก็มีความรู้สึกตามสันชาตญานผู้ชายทั่ว ๆ ไปว่า “คงแคสด้วยและได้เอาด้วย”

คำสารภาพหนังคนละม้วนของ เอ วิทิต แลต

ในช่วงขณะที่จะพานักศึกษาไปทำการแคสนั้น ทาง ภาม ได้ลองใจนักศึกษาให้ถอดเสื้อผ้าและทำการแคสในรถยนต์ นักศึกษาได้ ถอดส่วนล่างออกทั้งหมดโดยไม่มีใครบังคับขู่เข็น ทุกอย่างทำด้วยความเต็มใจ และได้ทำออรัลเซ็กส์ให้ เอ ยอมรับว่าตอนนั้นตนมีอารมณ์มาก ลืมทุกอย่าง ลูกเมียก็ลืม คิดว่าได้มีเพศสัมพันธ์แน่ ๆ แล้ว เพราะดูจากท่าทางของนักศึกษาก็มีการพูดคุยกันอย่างเต็มใจทุกอย่าง แต่พอจะถึงช่วงที่ต้องมีเพศสัมพันธ์จริง ๆ  เอ ก็คิดถึงการป้องกัน จึงถามน้องนักศึกษาว่า “พี่ไม่มีถุงยาง ถ้าจะทำจริง ๆ แวะเซเว่น ซื้อถุงยางดีกว่ามั้ย ?” เลยทำให้ทั้งคู่หยุดและไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กัน

คำสารภาพหนังคนละม้วนของ เอ วิทิต แลต

และเหตุการณ์เริ่มมาแปลก ๆ เมื่อตอนที่ถึงโรงแรมนั้น ภาม ได้ให้น้องนักศึกษาทั้ง 5 คนถอดเสื้อผ้าออกให้หมด เพื่อทำการแคสติ้ง แต่ชั่วขณะนั้น กลับมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างแรง ทำให้ตนรู้สึกกลัวและระแวงว่าอาจจะต้องเป็นแฟนหนุ่มของนักศึกษาไม่คนใดก็คน หนึ่ง จึงหนีออกมาเพื่อเอาตัวรอด เพราะเกรงว่าคนที่เคาะนั้นอาจจะมีอาวุธที่จะนำมาทำร้ายตน จากนั้นตนก็ไม่รับรู้เรื่องต่าง ๆ นอกจากที่ ภาม โทรมาขอความช่วยเหลือในเรื่องที่ ภาม คิดว่า ภาม เองไม่ปลอดภัย มีคนคอยตามเหมือนจะทำร้าย เอ จึงบอกให้ ภาม พยายามหาทางเข้าสถานีตำรวจเพื่อรักษาชีวิตของ ภาม เอาไว้ให้รอดก่อน

เอ วิทิต แลต ยอมรับว่าแปลกใจมาก และรู้สึกตกใจเมื่อเห็นข่าวโดนโจมตีอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นข่าวที่บิดเบือนความจริงในเรื่องของอายุนักศึกษาที่ในข่าวบอก อายุ 18-19 ปี แต่จริง ๆ แล้ว นักศึกษานั้น อายุ 23-24 ปี และ เอ ขอเคลียร์ว่าเรื่องนี้ตนไม่ได้ใช้ความเป็นดาราหลอกเพื่อจะได้มีเพศสัมพันธ์ แน่นอน และที่โดนกล่าวหาว่าหลอกให้มาแคสติ้งนั้น ตนขอไม่ออกความเห็น และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ไม่ใช่แค่ปัดให้ ภาม รับผิดชอบ แต่เป็นไปได้ว่า ภาม อาจจะหลอกทุกคนมา แต่ตนไม่มีส่วนรู้เห็นใด ๆ เพื่อจัดฉากกับ ภาม ทั้งสิ้น ส่วนเรื่องที่ตนบังคับ หลอกขืนใจนั้น ไม่มีทาง เพราะขนาดตอนอยู่ในรถ และที่ให้ลองแคสติ้งดูนั้น นักศึกษาคนหนึ่งยังพูดกับตน ว่า “พี่เอ ทำไมพี่เอเข็มขัดถอดยากจังเลย” และนักศึกษาสาวยังถามอยู่เลยว่า “ถอดหมดเลยไหมพี่”

คำสารภาพหนังคนละม้วนของ เอ วิทิต แลต

เหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้ เอ วิทิต แลต รู้สึกเสียใจอย่างมากกับภรรยา และถ้ามีคนมาเสนอตัวให้ ก็จะไม่เอาแล้ว เพราะเข็ด ไม่อยากเอาชื่อเสียงที่ตนอยู่ในวงการมา 20 กว่าปี มาเสียกับเรื่องแบบนี้อีกแล้ว ส่วนเรื่องราวการชอบสวิงกิ้งของตน และประเด็นต่าง ๆ ที่เจาะลึกลงไปถึงเหตุการณ์ที่กำลังเป็นที่สนใจขณะนี้ สามารถติดตามรับชมได้ในรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย คืนวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน 2557 เวลา 22.30-23.30 น. ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย

ที่มา: hilight.kapook.com/view/111218

หนังฟอร์มยักษ์ 13 เรื่องที่ทำเงินสูงสุดและทรงอิทธิพลมากที่สุดแห่งยุคปัจจุบัน


The Dark Knight 
ใครว่าประเด็นหนัก ๆ จะอยู่ในหนังแมสไม่ได้

 

“มันคงเป็นเรื่องน่าเศร้าถ้าหนังเนื้อหาจริงจังกลายเป็นหนังเล็กมาก และหนังฟอร์มยักษ์ถูกสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงโดยไม่มีสาระอะไรเลย แต่สิ่งที่โนแลนพิสูจน์ให้เห็นก็คือ เราสามารถสร้างหนังฟอร์มยักษ์ ที่ทั้งระทึกขวัญและให้ความบันเทิง แถมมีสาระเกี่ยวกับโลกที่เราอาศัยอยู่” คำกล่าวยกย่อง The Dark Knight โดย ‘แซม เมนเดส‘ ผู้กำกับ Skyfall ซึ่งแสดงให้เห็นอิทธิพลของหนังเรื่องนี้ที่มีต่อหนังปีต่อ ๆ มา

เขายังเสริมอีกว่า “ถ้าไม่มี The Dark Knight แล้ว มันอาจเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำหนังฟอร์มยักษ์เนื้อหาจริงจัง เพราะผู้คนก็จะเอาแต่พูดว่า ‘มันมีด้านมืดมากเกินไป ใครจะไปอยากดู’ แต่เมื่อเรายก The Dark Knight เป็นตัวอย่างแล้วบอกว่า ‘ดูนั่นสิ หนังที่มีด้านมืดกว่า และทำเงินได้เป็นพันล้าน’ มันช่วยได้อย่างมาก ทั้งยังบอกอีกด้วยว่า มันมีความเป็นไปได้ที่จะสร้างหนังที่มีด้านมืดมาก แต่ผู้คนก็ยังไปชมกัน”

เรายังอ้างอิงความเห็นของ ‘แกเร็ธ เอ็ดเวิร์ด‘ ผู้กำกับ Godzilla ที่ช่วยยืนยันเรื่องสตูดิโอได้จากการที่เขาพอใจมากที่ The Dark Knight ประสบความสำเร็จ โดยเขาให้ความเห็นว่า “เพราะสตูดิโอไม่สามารถดูแคลนผู้ชมได้อีกต่อไป” จะเห็นว่างานของสตูดิโอ Warner Bros. อย่างเช่น Godzilla ก็มาพร้อมเนื้อหาที่หนักขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงแค่หนังสัตว์ประหลาดถล่มโลกสร้างความระทึกขวัญแต่เพียงอย่างเดียว

“ผมอ้างอิงถึง The Dark Knight ตลอดเวลาที่ถ่ายทำหนังเรื่อง Apes รูเพิร์ท ไวแอตต์ยังเสริมอีกว่า “เพราะโนแลนเนี่ยแหละที่ทำให้สตูดิโอต่าง ๆ เปิดโอกาสให้ผู้กำกับได้แสดงความสามารถในการสร้างปมตัวละครในหนังฟอร์มยักษ์” ดังนั้นเราจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมหนังจักรวาลวานรถึงมาพร้อมเนื้อหาที่เข้มข้นหม่นหมองมากขึ้น

เควิน ฟีจ‘ ประธานฝ่ายผลิตของ Marvel ยังเคยกล่าวไว้ว่า “ความสำเร็จของ The Dark Knight ด้านรายได้และคุณภาพมีความสำคัญต่อ Marvel Studios แม้เขาจะปฏิเสธที่จะทำหนังช่วงนั้นให้มีความมืดหม่นเหมือนผลงานของโนแลน แต่เราก็คงได้เห็นว่างานล่าสุดอย่าง Captain America 2 ก็เริ่มมีเนื้อหาที่จริงจังมากขึ้นกว่าเดิม

The Dark Knight ทำรายได้ทั่วโลกมากกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญ ทั้งยังสร้างปรากฎการณ์ให้วงการทำหนังเมื่อหนังฟอร์มยักษ์เช่นนี้สามารถเล่นเรื่องจิตวิทยาหนัก ๆ สร้างโลกซูเปอร์ฮีโร่ให้กลายเป็นหนังอาชญากรรมสุดเข้มข้น ซึ่งความสำเร็จทั้งรายได้และเสียงวิจารณ์ส่งผลให้สตูดิโอต่าง ๆ ต้องประเมินรสนิยมคนดูหนังกันใหม่ นายทุนกล้าเปิดทางให้ผู้กำกับหนังฟอร์มยักษ์ทำเนื้อหาที่เข้มข้นจริงจังขึ้น ส่งผลให้หนังรุ่นต่อมาต่างได้รับอิทธิพลของโทนหนัง The Dark Knight ที่มีเนื้อหาจริงจังหนักแน่น ไม่ใช่เป็นเพียงแค่หนังซัมเมอร์ไร้สาระที่มีแค่ความบันเทิงเพียงอย่างเดียว

 

The Lord of the Rings 
แฟนตาซีลือลั่นปฐพี

“ว่าไงนะ เอ็งจะทำหนังผจญภัยแฟนตาซี ใครที่ไหนมันจะไปดู” ย้อนกลับไปก่อนหน้าปี 2001 หนังแนวแฟนตาซีเรื่องสุดท้ายที่ทำเงินสูงสุดก็คือ Hookหนังปี 1991 ผลงานกำกับของ ‘สตีเฟน สปีลเบิร์ก‘ ที่มีดาราดังอย่าง ‘ดัสติน ฮอฟฟ์แมน‘, ‘โรบิน วิลเลี่ยมส์‘ และ ‘จูเลีย โรเบิร์ตส์‘ โดยทำเงินทั่วโลกไป 300 ล้านเหรียญ และหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีหนังแฟนตาซีทำเงินอีกเลย หรือพูดง่าย ๆ ว่าไม่มีใครคาดหวังว่าหนังแฟนตาซีผจญภัยจะเป็นที่ชื่นชอบของคนดู

แต่แล้วการมาของหนังที่สร้างจากนิยายแฟนตาซีพร้อม ๆ กัน 2 เรื่องก็คือ The Lord of the Rings และ Harry Potter ที่สร้างเป็นหนังทั้งที่คนเขียนยังแต่งไม่ครบ 7 เล่มด้วยซ้ำ มันได้สร้างปรากฎการณ์สำหรับตลาดหนังบล็อกบัสเตอร์ เมื่อหนังผจญภัยแฟนตาซีสองเรื่องนี้สามารถกวาดรายได้ไปมากกว่า 300 ล้านเหรียญ

และที่มันเป็นปรากฎการณ์ยิ่งกว่าคือไม่มีใครคาดคิดหรอกว่าหนังผจญภัยแฟนตาซีภาคแรกจะเข้าชิงถึง 13 รางวัลออสการ์ และสามารถคว้ามาได้ถึง 4 รางวัล โดยก่อนหน้านี้หนังผจญภัยแฟนตาซีเรื่องล่าสุดที่สร้างปรากฎการณ์แบบนี้ได้ต้องย้อนไปถึงปี 1977 นั่นก็คือ Star Wars: Episode IV – A New Hope ที่เข้าชิง 10 รางวัลออสการ์ (ชนะเลิศ 6 รางวัล)

“อย่างไม่ต้องคาดเดา การคว้ารางวัลออสการ์เป็นช่วงเวลาที่เหลือเชื่อสำหรับอาชีพของผม” ปีเตอร์ แจ็คสันยังเสริมต่ออีกว่า “แต่หนังเรื่อง Lord of the Rings มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อออสการ์หรอกนะ พวกเราสร้างเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ชม”
คำกล่าวที่แสดงถึงความสำเร็จเกินคาด เมื่อการจบไตรภาคยังสร้างประวัติศาสตร์เวทีออสการ์ด้วยการประกาศศักดาเป็นผู้ชนะทั้ง 11 รางวัลที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง

ความสำเร็จทั้งรายได้และรางวัลของ The Lord of the Rings ส่งผลให้สตูดิโอต่าง ๆ แห่กันเข้ามาในตลาดหนังดัดแปลงจากวรรณกรรมแฟนตาซีทั้งหลาย เราจึงได้เห็น The Chronicles of Narnia, The Spiderwick Chronicles, The Golden Compass หรือแม้แต่ Eragon ที่พาเหรดกันเข้ามาหมายจะทำเงินจากกลุ่มคนรักหนังผจญภัยแฟนตาซี อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าใครก็จะสร้างปรากฎการณ์ได้เฉกเช่นเดียวกับ The Lord of the Rings Trilogy ของ ‘ปีเตอร์ แจ็คสัน

 

Harry Potter and the Deathly Hallows: Part 1 / Part 2 
วิธีทำรายได้มากกว่าเดิมแม้มีวรรณกรรมเพียงแค่ภาคจบ

สตูดิโอยักษ์ใหญ่จะทำอย่างไรเมื่อพวกเขารู้ตัวว่าหนังแฟรนไชส์ของตัวเองดำเนินมาถึงภาคสุดท้ายแล้ว เมื่อปี 2010 ค่าย Warner Bros. ได้สร้างสรรค์วิธีการทำเงินแบบใหม่ด้วยการหั่น Harry Potter ภาคสุดท้ายของตัวเองออกเป็น 2 ส่วน ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อให้แฟน ๆ ได้อรรถรสเต็มของเนื้อหา ซึ่งไอเดียดังกล่าวสามารถใช้หนังภาคจบทำเงินเฮือกสุดท้ายให้สตูดิโอได้ถึง 2,300 ล้านเหรียญ ไม่ธรรมดาจริง ๆ

แน่นอนว่าเมื่อมีสตูดิโอใหญ่กล้าหั่นภาคจบเป็นสองส่วนให้เห็นแล้วประสบความสำเร็จด้านรายรับขนาดนี้ มีหรือที่สตูดิโออื่นจะไม่ทำตาม เริ่มด้วย The Twilight Saga: Breaking Dawn ที่หั่นหนังตัวเองออกเป็น 2 ส่วนเช่นกัน และล่าสุด The Hunger Games: Mockingjay ก็ขอเดินรอยตามสูตรแบ่ง 2 ส่วนด้วยเช่นกัน และยังไม่นับ The Hobbit ที่หั่นนิยายหนึ่งเล่มออกเป็นหนังไตรภาคกันเลยทีเดียว

แน่นอนว่าในอนาคตอันใกล้นี้ อิทธิพลของการหั่นหนังเป็น 2 ส่วนคงมีมาอีกแน่ ๆ เตรียมพบกับ Allegiant ภาคต่อของ Divergent และ Insurgent ที่วางแผนจะหั่นหนังภาคจบของตัวเองเป็น 2 ส่วนเรียบร้อยแล้ว

 

X-Men 
เปิดศักราชประกาศศักดาหนังซูเปอร์ฮีโร่

เมื่อปี 2000 สตูดิโอ 20th Century Fox ได้เปิดตัวหนังซูเปอร์ฮีโร่ดัดแปลงจากคอมมิคเรื่อง X-Men ซึ่งได้เสียงตอบรับจากคนดูเป็นอย่างดี

จากความสำเร็จของ X-Men ทำให้ค่ายอื่นต่างกระโจนเข้ามาสู่ตลาดหนังซูเปอร์ฮีโร่ เกิดการแย่งชิงลิขสิทธิ์ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่จาก Marvel comicsตั้งแต่ Daredevil+Elektra, Fantastic Four ที่เป็นของ 20th Century Fox ซูเปอร์ฮีโร่อย่าง Spider-Man, Ghost Rider ก็อยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์การทำหนังของค่าย Sony Pictures แม้กระทั่ง Universal Pictures ยังโดดลงมาคว้าสิทธิการทำหนัง Hulk 

รวมถึงฝั่ง DC comics ที่เข็นทั้ง Batman, Superman และ Catwoman ออกมาเป็นหนังเช่นกัน

เรียกว่าความสำเร็จของ X-Men นั้นทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดหนังซัมเมอร์เลยทีเดียว

และที่ตอกย้ำความสำเร็จของหนังซูเปอร์ฮีโร่อีกประการก็คือการกำเนิด Marvel Studios เมื่อค่ายเจ้าของลิขสิทธิ์ตัวละครมองเห็นโอกาสในการทำรายได้ด้วยตัวเอง จึงเกิดเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่อง Iron Man ที่เป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จด้านรายได้ของ Marvel Studios จนปัจจุบันสตูดิโอถูกซื้อไปอยู่ใต้ชายคาของ Disney เรียบร้อยแล้ว

 

The Matrix 
พลิกตำราปรัชญาไซไฟด้วยการขายฉากแอ็คชั่น

สองพี่น้องวาโชสกี้‘ เดินเข้าไปหานายทุนพร้อมกับเปิดอนิเมชั่นเรื่อง Ghost in the Shell แล้วกล่าวสั้น ๆ ว่า “ผมต้องการทำให้มันเป็นหนังจริง ๆ”เป็นที่รู้กันโดยทั่วว่า The Matrix ได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจากอนิเมชั่นญี่ปุ่นเรื่อง Ghost in the Shell อนิเมชั่นว่าด้วยโลกอนาคตที่มนุษย์สามารถเก็บความทรงจำแปลงเป็นดิจิตอลแล้วเก็บรักษาหรือถ่ายโอนไปยังร่างกายไซบอร์กได้ ซึ่งส่งอิทธิพลในแง่มุมของการตั้งคำถามถึงการพิสูจน์การมีอยู่ของตัวตนแท้จริงของเรา

ยังไม่นับรวมอิทธิพลต่าง ๆ ที่ได้มาจากหนังหลาย ๆ เรื่องเช่น
• การใช้คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อศีรษะเพื่อสร้างตัวแทนบนโลกเสมือนจริงและสามารถบิดเบือนกฎกายภาพต่าง ๆ ได้ ไอเดียนี้เคยถูกนำเสนอในซีรี่ส์ Dr. Who: The Deadly Assassin ปี 1976 และยังปรากฎใน Ghost in the Shell ด้วยเช่นกัน
• ไหนจะอิทธิพลของ cyberpunk จากอนิเมชั่นญี่ปุ่นเรื่อง Akira (cyberpunk คือแนวไซไฟที่พูดถึงโลกแห่งเทคโนโลยีล้ำยุคแต่คุณภาพชีวิตต่ำ) ซึ่งสองพี่น้องวาโชสกี้ยังได้แสดงความคารวะอิทธิพลของตัวเองด้วยการนำฉากจบ Akira มาดัดแปลงเป็นฉากที่ ‘คีอานู รีฟ‘ พบเด็กพรสวรรค์พิเศษ แล้วไอเดียฉากหยุดกระสุนยังเคยปรากฎใน Akira มาแล้วเช่นเดียวกัน
• ยังไม่พูดถึงฉากแอ็คชั่นต่าง ๆ ที่สองพี่น้องวาโชสกี้รับอิทธิพลมาจากหนังแอ็คชั่นของ ‘จอห์น วู‘ เช่น The Killer, A Better Tomorrow
• ไหนจะศิลปะการต่อสู้มือเปล่าอย่างกังฟู ที่หนังได้จ้าง ‘ยฺเหวียน เหอผิง‘ ผู้เคยผ่านการออกแบบฉากแอ็คชั่นในหนังดังมาแล้วมากมายเช่น Fist of Legend, Iron Monkey, Drunken Master ให้เป็นผู้ออกแบบฉากการต่อสู้ใน The Matrix

นอกจากนี้แล้วไอเดียพล็อตของ The Matrix ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่ใหม่แต่อย่างใด เราเคยเห็นหนังที่ตั้งคำถามว่าสิ่งที่เห็นคือความทรงจำหรือเรื่องจริง เช่นTotal Recall ที่มีแม้กระทั่งฉากให้เลือกกินยาแคปซูลเพื่อตื่นจากความทรงจำ, The Truman Show ที่ตัวเอกต้องมารับรู้ว่าโลกของตัวเองคือของปลอม, และ Dark City ที่พูดถึงการค้นหาความทรงจำที่หายไป

อย่างไรก็ตาม The Matrix ก็ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในหนังทรงอิทธิพลของยุคใหม่ เพราะมันได้ก่อให้เกิดปรากฎการณ์หลาย ๆ อย่างขึ้นมา เช่น
• แนวทางการทำหนังปรัชญาไซไฟผสมด้วยแอ็คชั่น ซึ่งในเวลาต่อมา Equilibrium ที่แสดงนำโดย ‘คริสเตียน เบล‘ ก็ได้รับอิทธิพลไปโดยตรง แล้วไหนจะ Inception ที่กลายเป็นหนังปรัชญาไซไฟแอ็คชั่นฟอร์มยักษ์ที่ประสบความสำเร็จอีกเรื่อง
• การถือกำเนิด ‘bullet time‘ ที่ถูกนำมาใช้ในฉากหลบกระสุน อธิบายง่าย ๆ ว่าเป็นครั้งแรกที่มีการสร้างสรรค์เทคนิคแพนกล้องรอบตัวละครที่กำลังซูเปอร์สโลว์โมชั่น ทำให้เหมือนว่าตัวละครกำลังเคลื่อนไหวด้วยความเร็วในขณะที่สิ่งของรอบตัวเคลื่อนที่ช้าลง
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
เบื้องหลัง
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

ซึ่งเทคนิคหลบกระสุนจาก The Matrix ได้กลายเป็นมาตรฐานของคนทำงานด้าน visual effects รุ่นต่อมาทันที โดยเราสามารถพบเห็นเทคนิคนี้อย่างแพร่หลายในหนังแอ็คชั่นยุคใหม่ เช่น Spider-Man
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
รวมถึงหนังฟอร์มยักษ์อย่าง Transformer, Wanted และ Max Payne ต่างก็หยิบยืมเทคนิคนี้ไปใช้

• การมาของ ‘ยฺเหวียน เหอผิง‘ ผู้กำกับฉากแอ็คชั่นยังได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่งานสตั๊นท์แมนในฮอลลีวูด เมื่อเขาใช้เวลาถึง 6 เดือนในการฝึกนักแสดงและสตั๊นท์แมน ซึ่งไม่เคยปรากฎการซ้อมจริงจังยาวนานขนาดนี้มาก่อนในหนังอเมริกัน
• อิทธิพลสู่ Inception การต่อสู้ระหว่างจิตใจของเรากับหมายเตือนให้เราตระหนักว่าโลกที่อยู่นั้นเป็นเพียงแค่สิ่งจำลอง

มั่นใจได้เลยว่าปรากฎการณ์ความสำเร็จและอิทธิพลของ The Matrix จะก่อให้เกิดหนังแอ็คชั่นปรัชญาไซไฟตามมาอีกแน่นอน หรืออย่างน้อยเราก็คงได้ชมหนังแอ็คชั่นเท่ ๆ อีกหลายเรื่องที่เดินตามรอย The Matrix (ไม่ต้องดูอื่นไกล เพราะเราผ่านตามาทั้ง The Matrix Reloaded, The Matrix Revolutions และ V for Vendetta)

 

The Avengers 
แยกกันยังอยู่ แต่รวมหมู่โคตรอลัง

ในยุคที่คนดูชินตากับการได้เห็นซูเปอร์ฮีโร่คนโปรดโลดแล่นบนจอภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็น Iron Man, Thor, Captain American และ Hulk แต่ใครจะคาดคิดว่าอยู่ดี ๆ จะมีสตูดิโอที่บ้าดีเดือดจับซูเปอร์ฮีโร่ตัวทำเงินประจำค่ายตัวเองมายัดลงในหนังเรื่องเดียวด้วยการแท็กทีมเป็น The Avengersโดยที่สามารถแบ่งซีนกันออกมาได้เหมาะสมด้วย

จากซูเปอร์ฮีโร่ฉายเดี่ยวที่ทำเงินทั่วโลกแตะระดับ 370-600 ล้านเหรียญ เมื่อมารวมตัวกันสามารถกวาดรายได้ทั่วโลกไปกว่า 1,500 ล้านเหรียญ

ความสำเร็จเช่นนี้ส่งผลให้ Marvel Studios เลิกสนใจแนวทางการทำหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่มีความจริงจังของเนื้อหาจนประสบความสำเร็จทั้งรายได้และเสียงวิจารณ์ของ The Dark Knight ซูเปอร์ฮีโร่ตัวชูโรงจากค่ายคู่แข่งไปได้เลย แถมยังทำให้ค่ายคู่แข่งอย่าง Warner Bros. ต้องวางแผนระยะยาวเพื่อนำตัวละครในสังกัด DC comics มารวมกันเป็นหนัง The Justice League ให้ได้โดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามพวกเขาได้เริ่มสร้างทางลัดด้วยการจับสองตัวละครที่มีแฟน ๆ มากที่สุดในโลกอย่าง Batman และ Superman มาประชันกันในหนังภาคต่อของ Man of Steel เรียกได้ว่าเป็น The Avengers effects ของแท้แน่นอน

 

Toy Story
เรื่องราวของเหล่าของเล่นผู้พลิกโฉมวงการอนิเมชั่น

หลังจาก Disney ถือครองความสำเร็จแต่เพียงผู้เดียวในตลาดอนิเมชั่นช่วงก่อนศตวรรษที่ 21 ไล่ตั้งแต่ Who Framed Roger Rabbit ที่ทำรายได้ทั่วโลกไปมากกว่า 300 ล้านเหรียญ, The Little Mermaid อีก 200 ล้านเหรียญ, Beauty and the Beast ที่นอกจากทำรายได้สูงเป็นประวัติการณ์สำหรับตลาดอนิเมชั่นคือ 424 ล้านเหรียญ ยังประสบความสำเร็จด้วยการเป็นอนิเมชั่นเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถเข้าชิงออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, Aladdin ทำรายได้อีก 500 ล้านเหรียญ, ยังไม่พูดถึงความสำเร็จจาก The Lion King ที่กวาดรายได้ไปเฉียด 1,000 ล้านเหรียญ เพียงเท่านี้ก็พอจะบอกถึงความสำเร็จของ Disney ได้เป็นอย่างดี

แต่สัญญาณบอกถึงความเปลี่ยนในตลาดอนิเมชั่นเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากการมาของ Toy Story อนิเมชั่นเรื่องแรกภายใต้สตูดิโอ Pixar (ซึ่งเราจะขอละเว้นการพูดถึงสัญญาการจัดจำหน่ายโดย Disney เพราะโดยหลักแล้ว Pixar มีสิทธิขาดในการควบคุมการผลิตอนิเมชั่น) แม้เจ้าของเล่นพวกนี้จะทำรายได้ไปเพียง 361 ล้านเหรียญ แต่มันกลับบอกถึงความเปลี่ยนแปลงในแวดวงเทคโนโลยีการผลิตอนิเมชั่น เมื่อ Toy Story เป็นผู้นำการใช้ computer graphic เข้ามาผลิตอนิเมชั่นแทนการวาดมือ รวมถึงบทบาทการสร้าง characters ตัวละครที่พร้อมจะกำเนิดภาคต่อในอนาคต

ตัวบ่งชี้อิทธิพล CG ของ Toy Story อย่างชัดเจนเกิดขึ้นหลังการกำเนิด DreamWorks Animation ด้วยอนิเมชั่นที่ใช้ CG ในการผลิตตั้งแต่เรื่องแรกของสตูดิโอ คือเรื่อง Antz ที่ชิงตัดหน้าออกฉายก่อน A Bug’s Life ของ Pixar นั่นเอง แม้ว่า Antz จะทำกำไรไปเพียง 70 ล้านเหรียญ แต่มันไม่ได้บั่นทอนกำลังใจหัวเรือหลักของ DreamWorks ในการผลิตอนิเมชั่น สิ่งที่ช่วยยืนยันเรื่องนี้ได้ดีคือการมาของ Shrek ในอีก 3 ปีต่อมา โดย Shrekภาคแรกทำรายได้ทั่วโลกไปถึง 484 ล้านเหรียญ และยังเป็นอนิเมชั่นเรื่องแรกที่คว้ารางวัลออสการ์สาขาอนิเมชั่นยอดเยี่ยม โดยเป็นการเอาชนะคู่แข่งจาก Pixar อย่าง Monsters, Inc. นอกจากนี้ภาคต่อสามารถทำรายได้สูงถึง 919 ล้านเหรียญ นับเป็นตัวเบิกทางให้ DreamsWork จับตลาด CG อนิเมชั่นอย่างจริงจัง จนเกิดการผลิตอนิเมชั่นชื่อดังตามมาอีกมากมาย เช่น Madagascar, Kung Fu Panda, How to Train Your Dragon เป็นต้น

บทบาทการใช้ CG ผลิตอนิเมชั่นยาวครั้งแรกของ Pixar ยังก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดอนิเมชั่นศตวรรษที่ 21 ทันที เมื่อทุกสตูดิโอต่างหันมาใช้ CG ผลิตอนิเมชั่นกันหมด เริ่มจาก Blue Sky Studios สตูดิโอลูกของ 20th Century Fox ที่เปิดตัว CG อนิเมชั่นเรื่องแรกด้วย Ice Age เมื่อปี 2002 และตามมาด้วยภาคต่ออีก 3 ภาคที่ทำเงินมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกภาค, Sony Pictures ก็กระโดดลงมาในตลาดนี้ด้วย Open Seasonและ Monster House, หรือแม้กระทั่ง  Warner Bros. ยังปล่อยอนิเมชั่นตามมาทั้ง Happy Feet และ Legend of the Guardians: The Owls of Ga’Hoole

เห็นกันอย่างนี้แล้วคงต้องบอกว่า Toy Story ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดอนิเมชั่นจริง ๆ เมื่อทุกสตูดิโอต่างเปลี่ยนมาใช้ CG ผลิตอนิเมชั่น แต่เรายังเห็นอีกหนึ่งอิทธิพลที่ถือกำเนิดโดย Toy Story 2 นั่นก็คือ ‘การกำเนิดภาคต่อด้วยตัวละครชุดเดิม

อนิเมชั่นของ Pixar มักจะบอกเล่าในลักษณะของ ‘hero mission‘ หรือภารกิจในลักษณะของวีรบุรุษ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็คือ Toy Story ภาคแรกเป็นเรื่องของภารกิจในการช่วยเหลือ ‘บัซ ไลท์เยียร์‘ ให้หลุดพ้นจากเด็กแสบ, ภาคต่อของ Toy Story ก็เป็นเรื่องของภารกิจในการช่วยเหลือ ‘นายอำเภอวู้ดดี้‘ จากนักสะสมของเล่น, A Bug’s Life ก็เป็นภารกิจของมดตัวน้อยในการปกป้องเผ่าพันธุ์, Monsters, Inc. ในภารกิจช่วยเหลือส่งตัวเด็กหญิงให้กลับถึงโลกมนุษย์โดยปลอดภัย, Finding Nemo ก็เป็นภารกิจของพ่อผู้เป็นฮีโร่ในการออกช่วยเหลือปลาน้อยลูกชายคนเดียวของตัวเอง จากแนวทางการทำอนิเมชั่นของ Pixar เราจึงพอจะบอกได้อย่างหนึ่งว่ามันเอื้อให้เกิดการสร้างภาคต่อโดยใช้ตัวละครชุดเดิมได้โดยง่าย

อิทธิพลการสานต่อความสำเร็จด้านรายได้จากตัวละครชุดเดิม ก่อให้เกิดอนิเมชั่นภาคต่อขึ้นมามากมายในศตวรรษที่ 21 เมื่อพวกเขารู้ดีว่าตัวละครเหล่านี้เป็นขวัญใจคนดูเรียบร้อยแล้ว การฉกฉวยประโยชน์ด้วยภาคต่อก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เราจึงได้เห็นการกำเนิดภาคต่อของตัวละครอนิเมชั่นชื่อดัง ทั้งShrek, Ice Age, Madagascar, Rio, Despicable Me, Kung Fu Panda และยังไม่นับรวมถึงสตูดิโอ Pixar เองก็ใช้ความสำเร็จของตัวละครเดิมในการสร้างภาคต่อทั้ง Monsters University, Finding Dory, Cars 2 และความเป็นไปได้ในการสร้าง The Incredibles 2 ในอนาคตอันใกล้นี้

จึงไม่เป็นการยกย่องเกินจริงที่จะบอกว่า Toy Story คืออนิเมชั่นทรงอิทธิพลผู้เปลี่ยนโฉมหน้าวงการอนิเมชั่นในศตวรรษที่ 21

 

The Hunger Games 
วรรณกรรมเยาวชนขยายกลุ่มคนดู

โลกภาพยนตร์ได้นำวรรณกรรมเยาวนมาดัดแปลงเป็นหนังหลายต่อหลายเรื่อง ด้วยความที่วรรณกรรมเยาวชนมักจะมีตัวละครเอกเป็นช่วงวัยรุ่นและกลุ่มเป้าหมายคนอ่านก็คือวัยรุ่นเช่นกัน ดังนั้นเนื้อหาโดยมากก็มักจะวนอยู่กับความรักวัยรุ่น หรือบางเรื่องก็เป็นแนวแอ็คชั่นแฟนตาซี ซึ่งส่วนมากก็มักจะมีเนื้อหาเบา ๆ ตอบโจทย์แค่ความบันเทิงและความเพ้อฝันของเด็กวัยรุ่นเท่านั้น

ก่อนหน้านี้การดัดแปลงวรรณกรรมเยาวชนมาเป็น young adult films ก็มีทำเงินอยู่แค่ตระกูล Harry Potter และ The Twilight Saga ส่วนแนวแอ็คชั่นวัยรุ่นเรื่องอื่น ๆ เช่น I Am Number Four, Percy Jackson ที่ทำรายได้ทั่วโลกเพียงหลัก 200 ล้านเหรียญ ก็พอจะบอกได้ว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิงทั้งรายได้และเสียงวิจารณ์

แต่การทำรายได้สูงสุดในอเมริกาของ The Hunger Games ด้วยยอด 408 ล้านเหรียญ  และปิดยอดการทำเงินทั่วโลกไปได้ถึง 691 ล้านเหรียญ ส่วนภาคต่อ Catching Fire สามารถทำลายสถิติรายได้สูงสุดในอเมริกาของตัวเองลงได้ และยังกวาดรายได้ทั่วโลกไปถึง 864 ล้านเหรียญ ความสำเร็จทั้งรายได้และเสียงตอบรับที่ดีจากนักวิจารณ์ย่อมทำให้สตูดิโออื่น ๆ เหลียวมองโมเดลการทำหนังดัดแปลงจากวรรณกรรมวัยรุ่นของตัวเองกันใหม่ เพราะถึงแม้จะมีตัวเอกเป็นวัยรุ่น แต่ถ้าเนื้อหาของหนังสามารถเจาะกลุ่มผู้ใหญ่ได้เมื่อไรแล้วมันก็ขยายกลุ่มคนดูได้มากกว่าเดิมทันที

อิทธิพลของ The Hunger Games ทำให้สตูดิโออื่น ๆ เริ่มมองกลุ่มตลาดใหม่คือ young adult films ที่สอดแทรกเนื้อหาที่มีความเป็นผู้ใหญ่ ตัวอย่างเช่นการมาของ Ender’s Games ที่แม้จะทำรายได้ไม่ค่อยดีนัก รวมถึงเสียงตอบรับก็แบ่งเป็นสองส่วนชัดเจน แต่ก็ยังนับว่าเป็นสัญญาณที่ดี หรือการมาของเทรนด์การทำหนังแนวดิสโทเปีย (การจินตนาการถึงโลกที่ไม่พึงปราถนาจะอาศัย) เช่น Maze Runner, The Giver, Divergent, The Host ก็พอจะบอกถึงอิทธิพลจาก The Hunger Games ในตลาดหนังดัดแปลงจากวรรณกรรมเยาวชนได้อย่างชัดเจน

 

The Bourne Identity 
เจสัน บอร์นผู้ช่วยชีวิตเจมส์ บอนด์

ในขณะที่โลกสายลับยังมัวเมาอยู่กับอุปกรณ์ไฮเทคเช่น รถล่องหน, แหวนคลื่นโซนิค, นาฬิกาเลเซอร์, หน้ากากเปลี่ยนโฉมสุดเหลือเชื่อ พร้อมด้วยเนื้อเรื่องของสายลับที่เก่งเกินมนุษย์และวายร้ายที่คิดแต่จะยึดครองโลก แม้ Die Another Day จะสร้างประวัติศาสตร์เป็นเจมส์ บอนด์ 007 ที่ทำรายได้มากที่สุดในเวลานั้น แต่เหล่าโปรดิวเซอร์ต่างรู้ดีว่าเวลาของเสือผู้หญิงขี้โม้รายนี้กำลังจะหมดลง แม้ 007 ของพวกเขาจะทำรายได้มากกว่าเจสัน บอร์นถึง 200 ล้านเหรียญ (และมากกว่าแจ็ค ไรอัน The Sum of All Fears ถึง 240 ล้านเหรียญ)

เจสัน บอร์นกำลังพลิกโฉมใหม่วงการภาพยนตร์สายลับแอ็คชั่นให้หลุดจากโลกแฟนตาซี เริ่มต้นสู่การทำให้คนดูเชื่อว่าถ้าโลกนี้จะมีสายลับ มันก็ต้องเป็นมนุษย์ธรรมดาแบบเจสัน บอร์นเนี่ยแหละ!

เราคุ้นเคยอยู่กับสายลับที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์พกพาโคตรไฮเทค เราคุ้นเคยกับฉากหลังองค์กรวายร้ายบนภูเขาน้ำแข็ง เราคุ้นเคยกับฉากแอ็คชั่นที่มีแต่ระเบิดตูมตามปราศจากความสร้างสรรค์ ฉากต่อสู้ออกแบบเน้นความสวยงามของท่วงท่า
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

แต่เจสัน บอร์นเข้ามาสร้างภาพจดจำให้เราใหม่ สายลับที่ไม่มีอุปกรณ์ไฮเทคต้องเอาตัวรอดด้วยไหวพริบ ฉากหลังเป็นโลกยุคใหม่เสมือนจริง ฉากขับรถไล่ล่าที่เน้นความสมจริง และฉากต่อสู้ดิบ ๆ ที่เน้นความว่องไวและสัญชาตญาณการเอาตัวรอด
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แฟรนไชส์สายลับที่ประสบความสำเร็จมากว่า 40 ปี ทำไมจะต้องแบกรับความเสี่ยงเพื่อปฏิวัติตัวตนของเจมส์ บอนด์? นี่อาจเป็นคำถามที่เหล่าโปรดิวเซอร์ถกเถียงกันในห้องประชุม พวกเขาเคยพบความเสี่ยงใหญ่เพียงครั้งเดียวนั่นคือการเปลี่ยนนักแสดงจาก ‘ฌอน คอนเนรี่‘ เป็น ‘จอร์จ ลาเซนบี้‘ แต่นี่คือการเปลี่ยนสไตล์หนัง 007 พวกเขาต้องกำจัดเอกลักษณ์ของแฟรนไชส์ ตั้งแต่การใช้เสน่ห์หลอกล่อสาวสวยให้ช่วยเหลือแผนการ, กำจัดอุปกรณ์ไฮเทคล้ำสมัย, ตัวร้ายบิดเบี้ยวผิดมนุษย์, ลักษณะจับต้องไม่ได้ของบอนด์ผู้ไร้ความรู้สึก ตลอดจนเอกลักษณ์ที่จะต้องมี ‘คิว‘ และ ‘มันนี่เพนนี‘ พวกเขากำลังเดิมพันครั้งใหญ่กับแฟนหนังสายลับที่ติดตามมาโดยตลอด

และผลลัพธ์หลังการเปิดตัว Casino Royale การ reboot กำเนิดใหม่โดย ‘แดเนียล เคร็ก‘ 007 คนปัจจุบัน ทำรายได้ทั่วโลก 600 ล้านเหรียญ สูงสุดตลอดกาลของแฟรนไชส์ และได้รับเสียงตอบรับที่ดีมาก ๆ จากนักวิจารณ์ แถมยังกลายเป็น 007 ภาคโปรดของแฟนเจมส์ บอนด์ดั้งเดิมจำนวนมาก

ผลตอบรับเช่นนี้เราจึงบอกได้เลยว่าเป็นการเดิมพันที่โคตรคุ้มค่าของเหล่าโปรดิวเซอร์เจมส์ บอนด์

เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของแฟรนไชส์เจมส์ บอนด์ตั้งแต่ฉากเปิดตัว Casino Royale ด้วยภาพขาวดำในห้องน้ำ ฉากต่อสู้มือเปล่าแบบดิบ ๆ ว่องไวและโหดเหี้ยมของ 007 ทำให้เราลืมมาดเพลย์บอยเจ้าสำอางเปี่ยมเสน่ห์ของ ‘เพียซ บรอสแนน‘ ไปได้ทันที และการต่อด้วยฉากไล่ล่าแบบ parkourยิ่งเสริมให้เห็นว่าบอนด์กำลังลบภาพท่วงท่าความสวยงามให้กลายเป็นบอนด์ผู้สะบักสะบอมในการล่าตัววายร้าย (ความแตกต่างคือ free running จะเน้นโชว์ความหวือหวาสวยงาม แต่ parkour จะเน้นการใช้งานจริง)

เรายังเห็นอิทธิพลของ ‘เจสัน บอร์น‘ อยู่มากมายใน Casino Royale ทั้งฉากต่อสู้แบบดิบ ๆ สมจริงในบันไดหนีไฟ เน้นถ่ายทำแบบ hand-held ถือกล้องสั่น ๆ ให้คนดูรู้สึกใกล้ชิดกับสถานการณ์ ไหนจะการใช้ไหวพริบหยิบสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมาเป็นอาวุธแบบเจสัน บอร์นที่เราได้เห็นเจมส์ บอนด์นำมาใช้ในฉากต่อสู้ที่เวนิซ

The Bourne Trilogy ยังไม่ได้แค่ช่วยชีวิตแฟรนไชส์ ‘เจมส์ บอนด์‘ แต่ยังช่วยให้เกิดหนังแอ็คชั่นสายลับอีกหลายเรื่อง ไล่ตั้งแต่ Salt สายลับสาวแองเจลิน่า โจลี่ที่ต้องค้นหาปูมหลังของตัวเองเช่นเดียวกับบอร์น ตัวหนังยังอยู่ภายใต้โลกยุคใหม่และตัวละครที่ต้องใช้ไหวพริบดัดแปลงสิ่งรอบตัวเพื่อเอาตัวรอด, Taken เลียม นีสันมาพร้อมกับฉากแอ็คชั่นเน้นความดิบ ว่องไว ไหวพริบในการตามล่าคนร้ายตามแบบฉบับของบอร์น, และขอนับรวมถึงMission Impossible แฟรนไชส์หนังสายลับที่ปรับตัวตามความนิยมของตลาดอยู่ตลอดเวลา

ยังไม่นับรวมอิทธิพลทางอ้อมของ ‘Bourne‘ ที่ช่วยให้หนังเรื่องต่าง ๆ สร้างธีมของหนังให้หลุดจากความเป็นแฟนตาซีห่างไกลคนดู ด้วยการสร้างโลกในหนังที่ทำให้คนดูเชื่อว่าหากมีตัวละครแบบนี้ในโลก มันก็ต้องเจอสถานการณ์แบบนี้น่ะแหละ

 

Crouching Tiger, Hidden Dragon 
พยัคฆ์ระห่ำ มังกรผยองอเมริกา

เป็นที่รู้กันอย่างหนึ่งว่าชาวอเมริกันไม่นิยมการดูหนังแบบมีบรรยายภาษาอังกฤษ อาจจะเพราะพวกเขาเติบโตมากับการดูหนังเสียงอังกฤษมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่คุ้นเคยกับการดูหนังเสียงต่างประเทศมีคำบรรยายอังกฤษ ส่งผลให้สตูดิโอต่าง ๆ ในฮอลลีวูดจึงนิยมซื้อลิขสิทธิ์หนังต่างภาษามา remake ใหม่ทั้งหมด

แต่หัวข้อที่เรากำลังจะพูดถึงคือการบุกถิ่นอเมริกันของหนังสัญชาติไต้หวัน ที่สร้างปรากฎการณ์เป็นหนังต่างภาษาที่ทำรายได้สูงสุดในอเมริกาจนถึงปัจจุบัน ด้วยยอด 128 ล้านเหรียญ

เราสามารถบอกเล่าความสำเร็จของ Crouching Tiger, Hidden Dragon ว่าเกิดจากอเมริกันชนกำลังโหยหาฉากแอ็คชั่นศิลปะการต่อสู้ในแบบของThe Matrix และด้วยการตีตลาดอเมริกันด้วยชื่อของ ‘ยฺเหวียน เหอผิง‘ ผู้ควบคุมฉากแอ็คชั่นในหนังเรื่อง The Matrix จึงเป็นใบเบิกทางชั้นดีที่ทำให้หนังประสบความสำเร็จในด้านรายได้

ความสำเร็จของ Crouching Tiger, Hidden Dragon ทั้งในแง่คุณภาพของบทหนัง, งานภาพ, ฉากศิลปะการต่อสู้ได้กลายเป็นอิทธิพลหลักสำหรับหนังแนว martial arts ยุคต่อมา ๆ เช่น Hero, Kill Bill และ House of Flying Daggers

 

Avatar 
ปรากฎการณ์ 3D ครองเมือง

 

หลายคนอาจจะคิดว่าการชมภาพยนตร์ระบบสามมิติคือเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 แต่แท้จริงแล้วมันต้องย้อนไปไกลถึงช่วงปลายยุค 1890 หรือเมื่อกว่า 124 ปีมาแล้ว! เมื่อมีผู้คิดค้นการมองภาพซ้อนกันผ่าน ‘stereoscope’ (กล้องสองตา) และมันก็ถูกพัฒนาดัดแปลงมาโดยตลอด จนกระทั่งปี 1922 จึงถือกำเนิดเป็นภาพยนตร์สามมิติเชิงพาณิชย์เรื่องแรกของโลกที่ได้รับการฉายต่อสาธารณะชน คือหนังเงียบเรื่อง The Power of Love ซึ่งเป็นหนังสองมิติที่มาพร้อมเทคนิคการใช้แว่นภาพเหลื่อมสีแดงและสีฟ้าอมเขียวสำหรับเลือกตอนจบตามต้องการ โดยผู้ชมสามารถเลือกตอนจบว่าจะให้แบบสมหวังหรือแบบโศกเศร้าด้วยการเลือกมองผ่านเลนส์ข้างใดข้างหนึ่ง อย่างไรก็ตามประสบการณ์รับชมแบบสามมิติกลับไม่ประสบความสำเร็จจนต้องยกเลิกรอบฉายและจัดฉายภาพยนตร์ในแบบสองมิติเหมือนเดิม

ยุคทองของแว่นสามมิติเกิดขึ้นหลังการมาของการ์ตูนสามมิติซึ่งได้แถมแว่นสามมิติให้เด็ก ๆ ได้ประสบการณ์ใหม่ ความนิยมแพร่หลายของแว่นสามมิติก่อให้เกิดผลดีต่อสตูดิโอต่าง ๆ จนกระทั่งปี 1953 จึงได้ถือกำเนิดภาพยนตร์เรื่องยาวภาพสีสามมิติเรื่องแรกของโลกคือ House of Wax ที่ฉายหลังหนังขาวดำสามมิติเรื่องแรกของโลกเพียงสองวัน แถมยังมาพร้อมระบบเสียงสเตอริโอ ส่งผลให้ House of Wax ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่อย่างไรก็ตามลองนึกภาพตอนเรากำลังดูหนังแล้วต้องคอยขยับแว่นให้เข้าที่ตลอดเวลาเพื่อจะได้เห็นภาพซ้อนกันพอดี ไม่เช่นนั้นก็ต้องมาปวดหัวปวดหัวเพราะภาพเหลื่อมกัน ปัญหาการเหลื่อมของแว่นสามมิติส่งผลให้ภาพยนตร์สามมิติไม่ได้รับความนิยมในยุคนั้น

หลังจากยุคทองของภาพยนตร์สามมิติล่มสลายไปเกือบ 30 ปี จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจอีกครั้งคือการมาของภาพยนตร์สั้นความยาว 17 นาทีเรื่อง Captain EO ปี 1986 สำหรับฉายในสวนสนุกของดิสนี่ย์ เรื่องราวของกัปตันอีโอและลูกเรือต้องทำภารกิจปกป้องโลกด้วยการมอบการแสดงทั้งร้องและเต้นให้ราชีนีผู้ชั่วร้ายได้ชม แสดงนำโดย ‘ไมเคิล แจ็กสัน‘ กำกับโดย ‘ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า‘ และมีโปรดิวเซอร์ชื่อ ‘จอร์จ ลูคัส‘ ซึ่งได้กลายเป็นภาพยนตร์สี่มิติเรื่องแรกของโลก กล่าวคือมันได้เพิ่มเลเซอร์และหมอกควันเข้ามาโรงหนัง

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของวงการภาพยนตร์สามมิติเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อปี 2004 เมื่ออนิเมชั่นคอมพิวเตอร์กราฟฟิคเรื่อง The Polar Express ได้กลายเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ออกฉายพร้อมกันทั้งในระบบ 35mm และในโรง IMAX 3D โดยสามารถทำรายได้ทั่วโลกไปสูงถึง 307 ล้านเหรียญ พร้อมประสบการณ์รับชมแบบสามมิติที่ผู้ชมต่างประทับใจในลักษณะภาพแบบลอยทะลุจอให้เห็นกันอย่างชัดเจน

หลังจากนั้นสตูดิโอต่าง ๆ เริ่มมองเห็นช่องทางการหาเงินจากการฉายในระบบสามมิติง่าย ๆ จึงเกิดเป็นช่วงยุคเห่อการทำภาพสามมิติ หลายต่อหลายเรื่องหากินง่าย ๆ ด้วยการถ่ายทำแบบสองมิติแล้วนำไปแปลงเป็นสามมิติบางฉากเท่านี้ก็ฉายในโรงสามมิติหาเงินเพิ่มได้แล้ว

ปรากฎการณ์หนังสามมิติสะเทือนวงการทันทีเมื่อ Avatar ออกฉายในเดือนธันวาคมปี 2009 ภาพสามมิติแบบลึกถูกนำมาใช้แทนที่ความนิยมสามมิติแบบพุ่งทะลุจอ ผู้ชมจำนวนมากได้รับประสบการณ์การชมหนังสามมิติในแบบที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน Avatar ได้สร้างปรากฎการณ์ในแง่การดึงดูดผู้ชมให้มีส่วนร่วมในการรับประสบการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งทุกคนที่ได้ชมต่างประทับใจในความงดงามของหนังและเกิดกระแสบอกต่อเชียร์ให้ไปสัมผัสในระบบสามมิติ จนสามารถทำรายได้ทั่วโลกรวมทั้งสิ้น 2,787 ล้านเหรียญ เป็นสถิติรายได้อันดับหนึ่งของโลกที่ยากแก่ทำลาย (อันดับ 2 คือ Titanic 2,186 ล้านเหรียญ, อันดับ 3 คือ The Avengers ตามมาห่าง ๆ ด้วยยอด 1,518 ล้านเหรียญ)

ความสำเร็จของ Avatar เป็นเรื่องของระบบสามมิติล้วน ๆ ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดภาพยนตร์ เมื่อเราได้เห็นการพาเหรดเข้ามาในตลาดภาพยนตร์สามมิติ ทั้งในแบบถ่ายทำด้วยระบบ Fusion Camera เช่นเดียวกับ Avatar ที่พัฒนาโดย ‘เจมส์ คาเมร่อน‘ ซึ่งถูกนำมาใช้ในหนังอย่าง Hugo, Life of Pi หรือเล่นง่ายด้วยการแปลงฟิล์มสองมิติที่ไม่อาจสร้างความประทับใจให้แก่คนดู

ด้วยความที่ระบบสามมิติยังเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นสำหรับผู้ชมจำนวนมาก ตลอดจนถึงหนังสามมิติที่เกลื่อนโรงภาพยนตร์กลับไม่ได้มอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้คนดู จึงอาจกล่าวได้ว่าเร็ว ๆ นี้อาจจะเกิดภาวะล่มสลายของระบบสามมิติอีกครั้งก็เป็นได้

และมันอาจจะพลิกฟื้นอีกครั้งเมื่อมีผู้ที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีสามมิติให้สามารถรับชมโดยไม่ต้องพึ่งแว่นตา

 

The Blair Witch Project 
ทุนต่ำกำไรบาน

จะมีหนังเรื่องไหนในโลกที่สามารถทำกำไรถึง 4,000 เท่า!! พวกเขาใช้งบถ่ายทำแค่ 60,000 เหรียญ แต่กวาดรายได้ทั่วโลกไปทั้งสิ้น 250 ล้านเหรียญ มากกว่าหนังฟอร์มยักษ์ตั้งหลายเรื่อง กับอีแค่หนังแนว Found footage ถ่ายทำให้เหมือนว่าเรานั่งดูไฟล์ภาพเคลื่อนไหวจากกล้องดิจิตอลทั่วไป ภาพไม่ค่อยชัดแถมมีเบลอมีสั่น เขาทำให้มันได้เงินร้อยล้านอย่างไรเนี่ย โคตรจะเป็นปรากฎการณ์แห่งวงการภาพยนตร์เลย

ความสำเร็จของ The Blair Witch Project เกิดจากไอเดียการใช้ประโยชน์จาก home vdo และการตลาดล้วน ๆ พวกเขาลวงคนจำนวนมากในยุคนั้นให้หลงเชื่อว่าหนังเรื่องนี้คือเหตุการณ์จริง พวกเขาสร้างฟุตเทจหลอก ๆ เหมือนว่าไปสำรวจสถานที่จริง และยังมีการใช้รูปแบบสารคดีด้วยการจัดฉากสัมภาษณ์คนที่เกี่ยวข้องกับเด็กที่หายตัวไป พวกเขาสร้างโลกเหนือธรรมชาติขึ้นมาอย่างแนบเนียน และทำให้เกิดกระแสหนังสยองขวัญที่คนต่างเชื่อว่ามันคือเรื่องจริง

แต่ใช่ว่าหนังแนว found footage จะประสบความสำเร็จได้เสมอไป หลายเรื่องมาพร้อมไอเดียที่ดีแต่กลับล้มเหลวด้านรายได้ไม่เป็นท่า แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่รับอิทธิพลแนวทางความสำเร็จของ The Blair Witch Project มาทำเป็นหนังแนว home vdo ของตัวเอง ต้องขอบคุณการมาของกล้องดิจิตอลที่ช่วยลดต้นทุนการถ่ายทำหนัง และก่อให้เกิดการเติบโตในแวดวงตลาดหนังอิสระและหนังทุนต่ำ คนทำหนังรุ่นใหม่ขอแค่มีไอเดียแจ๋ว ๆ มีกล้องวิดีโอสักตัว พวกเขาก็สร้างสรรค์หนังสั้นหรือหนังยาวได้แล้ว

• Paranormal Activity แค่นั่งดูกล้องที่ติดเอาไว้ทั่วบ้านแนวเรียลลิตี้ ด้วยทุนเพียง 15,000 เหรียญ แต่สามารถกวาดรายได้ทั่วโลกไปถึง 193 ล้านเหรียญ จนก่อให้เกิดภาคต่อตามมาอีก 4 ภาค!!! ใช้ประโยชน์จากความสมจริงของแนว found footage สร้างความหลอนได้ดีมาก ๆ ขายไอเดียล้วน ๆ
• Project X บ้าไม่บ้าที่มีคนเอา home vdo ปาร์ตี้ห่าม ๆ เกรียน ๆ มาฉายเป็นหนัง แต่ก็ยังมีคนบ้าไปดูจนทำเงินไป 100 ล้านเหรียญ! ความสำเร็จเช่นนี้อาจจะเกิดการทำหนังสนองคนที่อยากจะไปอยู่ในปาร์ตี้แบบนี้
• [Rec] หนังสยองขวัญปิดตึกจากสเปนอีกหนึ่งเรื่องที่ได้อิทธิพลการถ่ายทำแบบ found footage มีความโดดเด่นจนฮอลลีวูดต้องขอซื้อไป remake เป็น Quarantine 

และยังส่งต่ออิทธิพลการนำเทคนิค found footage ไปถึงสตูดิโอต่าง ๆ ที่ใช้ลูกเล่นนี้ในการเล่นหนังสเกลใหญ่ในขนาดที่เล็กลง
• Cloverfield นำเทคนิค found footage มาใช้ในหนังที่มีสเกลใหญ่โตคือสัตว์ประหลาดถล่มโลกได้อย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อพวกเขาไม่ได้ให้ความสนใจกับสัตว์ประหลาด แต่มุ่งเป้ามาที่การเอาตัวรอดท่ามกลางหายนะแห่งความโกลาหล นับว่าเป็นไอเดียการใช้ home vdo ที่ยอดเยี่ยมมาก ใช้ทุนสร้าง 25 ล้านเหรียญ สามารถทำรายได้ทั่วโลก 170 ล้านเหรียญ
• Chronicle บอกเล่าเรื่องราวของหนังพลังพิเศษที่แตกต่างจากแนวซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไปเมื่อพลังมาอยู่ในมือวัยรุ่นที่ไม่ได้คิดจะนำพลังพิเศษไปปกป้องโลก หนังใช้เทคนิค found footage ออกแบบฉากขายงาน visual effects ได้ดีทีเดียว ทุนสร้าง 12 ล้านเหรียญ ทำรายได้ทั่วโลกรวม 126 ล้านเหรียญ
• Monsters เป็นอีกหนึ่งหนังที่ใช้แนว home vdo เพื่อขายวิสัยทัศน์ในการทำ visual effects จนผู้กำกับถูกดึงตัวไปทำหนัง Godzilla เรียบร้อยแล้ว
• Into the Storm หลบเลี่ยงสไตล์หนังภัยพิบัติเดิม ๆ (disaster films) ด้วยการบอกเล่าหายนะด้วยแนว home vdo ถ่ายทอดเหตุการณ์

นอกจากนี้ยังมีหนังแนว found footage อีกมากมายให้คุณได้ชมกัน เช่นแนวสยองขวัญอย่าง The Devil Inside, V/H/S, The Last Exorcism, As Above So Below, หรือติดตามชีวิตตำรวจใน End of Watch, หรือแนวไซไฟเช่น Europa Report

เห็นอย่างนี้แล้วคุณพอจะมีไอเดียการทำหนังทุนต่ำแนว home vdo กันบ้างหรือยังครับ บางทีคุณอาจจะกลายเป็นเศรษฐีร้อยล้านโดยไม่รู้ตัวก็ได้นะ

 

Batman Begins 
นำเทรนด์การชุบชีวิตแฟรนไชส์

“ผมรู้สึกสนุกกับ X-Men 1 และ 2 นะ ไบรอัน ซิงเกอร์ทำได้ดีเลยล่ะ” แมทธิว วอห์นผู้ reboot แฟรนไชส์ X-men กล่าวถึงภาคก่อนหน้าโดยผู้กำกับคนอื่น ก่อนจะเสริมว่า “แต่ภาค 3 และภาคเดี่ยวของ Wolverine มันแตกต่างออกไป และที่เลวร้ายคือหนังซูเปอร์ฮีโร่กำลังถูกยำโดยเหล่าสตูดิโอฮอลลีวูดที่พยายามยัดเยียดฉากระเบิดตูมตามและเครื่องแต่งกายล้าสมัย”

“แรงบันดาลใจสำคัญของผมคือสิ่งที่โนแลนทำกับ Batman Begins แมทธิว วอห์นพูดถึงจุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจ “ผมเป็นแฟนตัวยงของทิม เบอร์ตันเลยนะ แต่คุณก็เห็นกันอยู่ สองภาคแรกมันยอดเยี่ยมมาก แต่แล้วโจเอล ชูมาเกอร์ก็ทำลายมัน ทันใดนั้นสตูดิโอก็เก็บแบทแมนเข้ากรุไม่สนใจจะสร้างมันอีกเลย” วอห์นเสริมเปรียบเทียบให้เห็นภาพความล้มเหลวที่เหมือนกันระหว่าง X-Men และ Batman

วอห์นผู้ที่โปรดปราน Batman Begins ได้พูดถึงอิทธิพลของโนแลนที่มีต่อ X-Men: First Class ว่า “ทำไมเราไม่พยายามทำอย่าง Batman Begins ล่ะ ทำมันให้สมจริง แล้วสร้างตัวละครในโลก X-Men ให้สัมพันธ์กับเสียงเรียกร้องจากผู้ชม”

รูเพิร์ท ไวแอ็ตต์ ผู้กำกับ Rise of the Planet of the Apes เคยให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่า “ผมไม่ได้ทำเรื่องราวต่อจากพิภพวานรภาคก่อน ๆ มันเป็นต้นฉบับใหม่ของผม เป้าหมายของหนังคือการทำให้ฐานแฟนหนังกลับมารู้สึกดีเหมือนการสร้าง Batman Begins

“สตูดิโอยืนยันอย่างชัดเจนว่าต้องการแสดงความเคารพต้นฉบับของตัวละคร Godzilla” แกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยกับ Legendary Pictures “พวกเขาต้องการย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ของโปรเจ็กต์นิวเคลียร์ แต่นี่มันคือการ reboot ดังนั้นผมต้องดึงมันกลับมาสู่ศตวรรษที่ 21 เหมือนที่สตูดิโอเคยทำกับ Batman Begins

ยังมีคำสัมภาษณ์อีกมากที่บ่งบอกถึงอิทธิพลความสำเร็จของ Batman Begins ผลงานของคริสโตเฟอร์ โนแลนที่ได้กอบกู้ชื่อเสียงของแฟรนไชส์ด้วยการประสบความสำเร็จทั้งรายได้และเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์จากคนดู จนทำให้แฟรนไชส์เจ้าอื่นมีความกล้าที่จะ reboot ตัวละครและเนื้อหาของตัวเองให้ทันสมัยและอยู่ภายใต้สถานการณ์ใกล้เคียงกับโลกปัจจุบัน เราจึงได้เห็นการ reboot ตามมาจำนวนมากหลังจากโนแลนเริ่มทำกับแบทแมน ไล่ตั้งแต่ Casino Royale ที่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และเสียงวิจารณ์เช่นกัน, Star Trek, Rise of the Planet of the Apes, X-Men First Classและ Godzilla

 

ครบทั้ง 13 เรื่องเรียบร้อยครับ
ยังมีอีกบางเรื่องที่น่าสนใจแต่ไม่ได้เขียนถึง เช่น Gladiator ที่มีอิทธิพลต่อหนังประวัติศาสตร์มหากาพย์ยุคปัจจุบัน
และความสำเร็จด้านรายได้และเสียงวิจารณ์ของ The 40-Year-Old Virgin
ก็ทำให้เกิดหนังเนื้อหาเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์แบบมีสาระ ตลกสะอาดจำนวนมากตามมาเช่น Juno และ Knocked Up

 

Pantip.com-Learn, Share & Fun

ที่มา: pantip.com/topic/32810817

15 สิ่งที่แปลกสุดๆ แล้วมันไปอยู่ใน “ร่างกายมนุษย์” ได้ไงกันนะ


การ X-Rays นี่ถือเป็นเทคโนโลยีการแพทย์ที่เมพขิงๆเลยทีเดียว เราสามารถมองเห็นสิ่งที่เราไม่สามารถมองได้ ผ่านเครื่องๆนึง แต่ส่วนมากเราก็เห็นแต่เขาเอามาดูว่ากระดูกหักตรงไหนอะไรยังไง แต่คราวนี้เราจะมาดูสิ่งที่แปลกที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเขาไปอยู่ในร่างกายเราได้

1. มีด

xray (1)

2. ฝูงตะปู

xray (2)

3. ซ่อม

xray (3)

4. กรรไกร

xray (4)

5. สว่าน

xray (5)

6. โทรศัพท์

xray (6)

7. กุญแจ

xray (7)

8. ระเบิด!!

xray (8)

9. หลอดไฟ

xray (9)

10. นิ่วไตขนาดยักษ์

xray (10)

11. ตะปูอีกแล้ว

xray (11)

12. แหวน

xray (12)

13. กระสุนปืน

xray (13)

14. แม่เหล็ก

xray (14)

15. ลูกธนู

xray (15)

ที่มา List 25

ที่มา:catdumb