ข่าวสุดพิศวง 10 อันดับ ที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้


เมื่อพูดถึงเรื่องพิศวงๆ ทั้งหลายประเทศเราไม่น้อยหน้าใคร เพราะมีกันให้อ่านให้ติดตามกันอยู่ทุกวัน เพราะจริงๆแล้วเรื่องพวกนี้ต้องบอกไว้ว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ขนาดบางเรื่องวงการวิทยาศาสตร์เองยังต้องยอมแพ้ เนื่องจากหาเหตุและผลไม่ได้ วันนี้ทางทีมงาน จึงได้นำเอา 10 ข่าวที่แสนจะน่าพิศวงมาให้ทุกคนได้อ่านและหาเหตุผลมาโต้แย้งกันดีกว่า..
อันดับ 10 พญานาคเล่นน้ำที่บึงโขงหลง
เป็นข่าวใหญ่โตขึ้นมาเมื่อเกิดพายุหมุนงวงช้างขึ้นที่บึงโขงหลง จังหวัดหนองคาย ที่แปลกคือตอนที่เกิดเหตุการณ์นี้ไม่มีพายุ ไม่มีลมพัดแรงๆแบบที่ควรจะเป็น เลยทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นพญานาคออกมาเล่นน้ำ เพราะในช่วงนั้นชาวบ้านได้จัดระเบียบบึงใหม่ ทำให้สะอาดขึ้น เลยว่ากันว่าพญานาคคงอยากจะฉลองบึงใหม่ซะหน่อย

อันดับ 9 งูจงอางแผ่แม่เบี้ยบนรูปปั้นสมเด็จโต
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง ที่ทำเอาชาวบ้านตกตะลึงเมื่อเห็นงูจงอางเลื้อยไปพันชูอยู่เหนือศีรษะรูปปั้นองค์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต และยังแผ่แม่เบี้ยด้วย โดยชาวบ้านบางส่วนเชื่อว่าเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์โตทรงลงมาโปรด บางส่วนก็เชื่อว่าเป็นการมาเตือนว่าจะมีอาเพศครั้งใหญ่ เหมือนครั้งก่อนๆที่เกิดน้ำท่วมก็เป็นได้

อันดับ 8 รูปหล่อสมเด็จโต พระธาตุผุดรอบองค์
กลายเป็นเรื่องใหญ่โตเมื่อรูปหล่อสมเด็จพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ที่วัดเจดีย์ยอดทอง จังหวัดพิษณุโลกได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดอันน่าตกใจขึ้น เพราะมีใยสีขาวๆมาห่อหุ้มตามจีวร จึงสร้างความประหลาดใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก ว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร? แต่หลายคนเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นลักษณะของพระธาตุอ่อนที่พบได้ตามเครื่องรางของ คลังที่พระเกจิรุ่นเก่าๆได้สร้างเอาไว้

อันดับ 7 ปอบอาละวาด หนุ่มตายปริศนา 18 ศพ
ภาคอีสานนั้นขึ้นชื่อในเรื่องของปอบอยู่แล้ว และที่ผ่านมาได้เกิดเรื่องราวแปลกๆขึ้นที่อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื่องจากมีชาวบ้าน (ผู้ชาย) เสียชีวิตติดต่อกันภายในหนึ่งเดือนถึง 18 คน!! ที่ไม่สามารถบอกสาเหตุการตายได้ เลยทำให้เชื่อกันว่าเป็นฝีมือของวิญญาณปอบผีฟ้าที่เข้ามากัดกินชาวบ้าน

อันดับ 6 เบอร์มรณะ ต่อ-ติด-ตาย
เหตุการณ์ที่น่าตกใจในแถวๆภาคเหนือ จนถึงกับต้องนำไปทำเป็นภาพยนตร์ที่มีเบอร์โทรศัพท์มือถือปริศนา เมื่อรับสายแล้วจะทำให้เกิดอาการแก้วหูแตก เลือดคลั่งในสมอง ไปจนถึงช็อกจนเสียชีวิต!! ตอนนั้นทำเอาคนกลัวการใช้โทรศัพท์ไปเลย ทางผู้เชี่ยวชาญเลยออกมาบอกว่าการรับโทรศัพท์แล้วเสียชีวิตไม่น่าเกิดขึ้นได้…แล้วที่เป็นข่าวกันครึกโครมนี่เกิดจากอะไรหว่า?

อันดับ 5 หาดแม่รำพึงกลืนชีวิต
หาดแม่รำพึงสถานที่ขึ้นชื่อเรื่องของการเกิดอุบัติเหตุคนถูกคลื่นซัดกลืนไปกับน้ำทะเลมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ทั้งๆที่บางครั้งเองก็ไม่ได้มีท่าทีว่าคลื่นลมแรง หรือแม่น้ำวน ทำเอาหลายคนกลัวการลงไปเล่นน้ำที่นี่ เพราะเชื่อว่าเป็นอาถรรพ์ตัวตายตัวแทนมากกว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติ

อันดับ 4 ภาพถ่ายติดวิญญาณเด็กทารกที่วัดไผ่เงิน
อีกหนึ่งภาพที่สังคมพูดถึงมาที่สุดในตอนนั้น คือภาพถ่ายติดถูกไฟ 2 ลูก ที่มีลักษณะเหมือนกับดวงวิญญาณ บางคนก็คาดว่าเป็นเพียงแค่ภาพสะท้อนของกระจก หรืออะไรที่มีลักษณะแวววาว แต่ทางคนในพื้นที่ก็บอกว่าแถวนั้นไม่ได้มีวัตถุที่จะทำให้เกิดรูปแบบนี้ได้ เลยเชื่อกันว่าอาจจะเป็นดวงวิญญาณของเด็กทารกที่ต้องการส่วนบุญส่วนกุศล

อันดับ 3 ชาวบ้านลือ ผีเด็กช่วยเด็กตกคลอง
ข่าวนี้น่าสนใจอย่างมาก เนื่องจากมีเด็ก 2 ขวบพลัดตกคลองมหานาค จากนั้นก็มีคนเห็นเด็กชายอายุประมาณ 9 เดือนกระโดดตามลงไปช่วย ชาวบ้านแถวนั้นเลยกระโดดตามลงไปช่วย แต่กลับช่วยได้เพียงแค่เด็กน้อย ส่วนเด็กชายคนนั้นหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ ขนาดให้นักประดาน้ำมาช่วยงมหาก็ยังไม่เจอ จึงเป็นเรื่องอาถรรพ์ที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นวิญญาณของเด็กชายที่เคยจมน้ำบริเวณนี้ตายมาช่วยชีวิตของเด็กน้อยคนนี้ไว้

อันดับ 2 วิญญาณชี้จุดหมกศพ
เชื่อว่าหลายคนคงจำกันได้กับเหตุการณ์ที่เป็นข่าวหน้าหนึ่งอยู่หลายอาทิตย์ ที่แม่ฝันเห็นลูกสาวที่หายตัวไปถึง 4 เดือน มาบอกว่าตนถูกฆ่าพร้อมกับบอกจุดที่ศพถูกฝัง แม่จึงลองมาขุดแต่ก็ไม่พบ คืนต่อมาก็ได้ฝันอีกและลูกสาวก็บอกว่าให้ขุดลึกลงไปกว่านั้น เช้าวันต่อมาแม่เลยมาขุดให้ลึกลงไปจึงได้พบโครงกระดูกของลูกสาวจนได้ ทำให้สามารถจับคนร้ายที่สุดท้ายก็คือสามีนั่นเอง!!!

อันดับ 1 เด็กขวบเศษฟื้นจากความตาย
เรื่องราวของเด็กคนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังมาตั้งแต่เกิด จนสุดท้ายก็ได้เสียชีวิตลง แต่ในขณะที่กำลังนำร่างไปประกอบพิธีทางศาสนา ก็ได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง!! ทำเอาทุกคนตกใจกันงาน โดยเรื่องนี้ทางการแพทย์ก็ยังไม่สามารถหาคำอธิบายได้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร..

15 สิ่งที่แปลกสุดๆ แล้วมันไปอยู่ใน “ร่างกายมนุษย์” ได้ไงกันนะ


การ X-Rays นี่ถือเป็นเทคโนโลยีการแพทย์ที่เมพขิงๆเลยทีเดียว เราสามารถมองเห็นสิ่งที่เราไม่สามารถมองได้ ผ่านเครื่องๆนึง แต่ส่วนมากเราก็เห็นแต่เขาเอามาดูว่ากระดูกหักตรงไหนอะไรยังไง แต่คราวนี้เราจะมาดูสิ่งที่แปลกที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเขาไปอยู่ในร่างกายเราได้

1. มีด

xray (1)

2. ฝูงตะปู

xray (2)

3. ซ่อม

xray (3)

4. กรรไกร

xray (4)

5. สว่าน

xray (5)

6. โทรศัพท์

xray (6)

7. กุญแจ

xray (7)

8. ระเบิด!!

xray (8)

9. หลอดไฟ

xray (9)

10. นิ่วไตขนาดยักษ์

xray (10)

11. ตะปูอีกแล้ว

xray (11)

12. แหวน

xray (12)

13. กระสุนปืน

xray (13)

14. แม่เหล็ก

xray (14)

15. ลูกธนู

xray (15)

ที่มา List 25

ที่มา:catdumb

แปลกแต่จริง !! รวม 6 เรื่องปริศนาเร้นลับสะเทือนโลก เหนือธรรมชาติ


รวมเรื่องจริงและทฤษฎีเบื้องหลัง 6 ปริศนาเร้นลับสะเทือนโลกที่ยังไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้แน่ชัด

เชื่อว่าคนเราหลายๆคนต้องชื่นชอบเรื่องเร้นลับกันเป็นธรรมดา ยิ่งน่าพิศวงมากเท่าไร่ก็ยิ่งถูกใจ แม้ว่าปัจจุบันเราจะเป็นมนุษย์ยุคศตวรรษที่ 21 แล้ว แต่ถึงอย่างไรเราก็ยังชอบเรื่องราวที่ดูเหมือนจะท้าทายหลักตรรกะและความเป็นจริง แล้วเอาไปเชื่อมโยงกับสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติอยู่ดี ส่วนจะเชื่อไม่เชื่อหรืออย่างไรนั้น คงต้องแล้วแต่คุณตัดสินใจเองแล้วล่ะ

ปริศนาเทือกเขาดยัตลอฟ: เรื่องจริง

ในคืนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1959 กลุ่มนักสกีและปีนเขาวัยรุ่นรวม 9 คนได้เสียชีวิตลงอย่างเป็นปริศนาที่ในแถบเทือกเขาอูราล บนภูเขาโคแลตสแยกหล์ หรือที่ขึ้นชื่อว่า “เมือกเขามรณะ” ในรัสเซีย ทีมนักสืบสวนระบุว่าพวกเขาจำนวนหนึ่งฉีกเต็นท์ที่พักออกมาทั้งๆที่ไม่ได้สวมรองเท้า แล้วยังลุยหิมะหนาท่ามกลางอุณหภูมิ -30 °C แต่สภาพศพก็ไม่ได้แสดงหลักฐานของการดิ้นรนใดๆ นอกเสียจากว่าพวกเขาต่างก็อยู่ในสภาพที่เกือบจะไม่ได้สวมเสื้อผ้า บางคนถึงขนาดสวมแต่กางเกงใน  มี 2 คนที่กะโหลกศีรษะร้าว, 2 คนซี่โครงหัก และอีก 1 คนที่ลิ้นหายไป ผลการชันสูตรผมว่ามี 6 คนที่เสียชีวิตจากความหนาว ส่วนอีก 3 คนเสียชีวิตเพราะได้รับบาดเจ็บรุนแรง

Photo

ไม่มีผู้รอดชีวิตจากเหตุดังกล่าว แต่ภาพที่ได้จากฟิล์มที่พบในสถานที่ตั้งแคมป์ แสดงให้เห็น อิกอร์ ดยัตลอฟ หัวหน้าทีม ที่ยืนอยู่ห่างไปด้านหลัง ขณะที่ ยูริ นูดิน (คนกลาง) กำลังสวมกอดเพื่อบอกลากับ ลยุดมิลา ดูบินิน่า ก่อนที่จะถอนตัวออกจากการเดินทางก่อนเพราะมีอาการเจ็บป่วย

บางคนระบุว่าสาเหตุเกิดมาจาดการทดลองอาวุธที่พวกทหารพยายามปกปิด ผู้ที่ไปร่วมงานศพของทีมนักปีนเขาผู้เสียชีวิตระบุว่า ผิวของผู้ตาย 5 คนมีสี “น้ำตาล-แทนเข้ม” ในขณะที่คนอื่นๆสวมใส่เสื้อผ้าที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีเข้มข้น นักปีนเขาอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปจากสถานที่เกิดเหตุราว 50 กม. ในคืนเดียวกันนั้นระบุว่า พวกเขาเห็นลูกไฟสีส้มบนท้องฟ้า แต่ต่อมาก็ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจรวดมิสไซล์ R-7

Photo

สาเหตุที่จะเป็นไปได้ที่สุดก็คือ หิมะถล่ม ที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมแคมป์ที่พักถึงถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ โดยนักปีนเขาผู้เคราะห์ร้ายอาจจะต้องหาทางเอาชีวิตรอด จึงฉีกเต็นท์หนีออกมา แล้วก็ต้องเผชิญกับความหนาวเหน็บ สภาวะร่างกายสูญเสียความร้อนอาจจะส่งผลให้เกิดภาพหลอนทำให้สมองทำงานผิดเพี้ยนไปในทิศทางตรงกันข้าม คือทำให้คิดไปว่าตัวเองรู้สึกอบอุ่นจนอยากถอดเสื้อผ้าออก พวกเขาหลายๆคนจึงอยู่ในสภาพที่สวมใส่เสื้อผ้าได้ไม่เรียบร้อยดีนัก และนั่นยิ่งทำให้ร่างกายยิ่งสูญเสียความร้อนรุนแรงมากขึ้นไปอีกจนกระทั่งเสียชีวิต ส่วนเรื่องอาการบาดเจ็บทางร่างกายและลิ้นที่ขาดหายไปก็คาดว่าน่าจะเกิดจากหิมะถล่ม หรือไม่ก็ตอนที่พยายามหนีจากหิมะถล่ม และการที่ร่างของพวกเขาต้องนอนอยู่กลางสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้สัตว์ต่างๆเข้ามาทำร้ายหรือกัดกินได้นั่นเอง

แต่แม้ทฤษฎีหิมะถล่มจะฟังดูสมเหตุสมผลมากแค่ไหน ถึงอย่างไรเราก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมเสื้อผ้าของเหยื่อบางคนถึงได้ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีเข้มข้นได้อยู่ดี?

ปริศนาหน้ากากตะกั่ว: เรื่องจริง

ในช่วงบ่ายของวันที่ 20 สิงหาคม 1966 เด็กหนุ่มคนหนึ่งได้ขึ้นไปเล่นว่าวที่ภูเขาวินตัม ในรีโอเดจาเนโร บราซิล แล้วบังเอิญไปพบศพของชาย 2 คนนอนอยู่ข้างๆกัน ปกคลุมด้วยหญ้าเล็กน้อย โดยที่ทั้ง 2 ร่างต่างก็สวมชุดสูท, เสื้อโค้ทกันน้ำ และหน้ากากตะกั่วปิดตาแบบเดียวกับที่ใช้เพื่อป้องกันรังสี ที่ข้างๆร่างทั้ง 2 ตำรวจได้พบขวดน้ำเปล่า, ผ้าเย็นสองห่อ รวมทั้งสมุดโน้ตที่จดบันทึกข้อความไว้ว่า ” 16.30 ไปยังสถานที่ที่ได้ตกลงไว้ 18.30 กลืนแคปซูล, ผลกระทบ, โลหะป้องกัน, รอสัญญาณ”

ชายทั้ง 2 ถูกระบุว่าเป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคไฟฟ้าชื่อ มานูเอล เปไรรา เดอ ครูซ และ มิเกล โจเซ วิอานา ที่เดินทาง 260 กม. มายังเมืองรีโอจากบ้านของพวกเขา พยานระบุว่าทั้ง 2 ได้ซื้อเสื้อโค้ทและน้ำจากร้านค้าในละแวกนั้น พยานคนที่เห็นชายทั้ง 2 ในขณะที่ยังมีชีวิตเป็นคนสุดท้ายให้ปากคำไว้ว่า นายมิเกล ดูกังวลเรื่องเวลาเอามากๆ เพราะเขาคอยมองดูนาฬิกาข้อมือของตัวเองอยู่บ่อยครั้ง

Photo

กว่าที่เจ้าหน้าที่จะสามารถเข้าไปทำการชันสูตรได้ ร่างทั้ง 2 ก็อยู่ในสภาพที่เริ่มย่อยสลายจนเกินกว่าที่จะตรวจสอบปริมาณสารพิษในร่างกายได้แล้ว สภาพศพก็ไม่ได้แสดงถึงอาการบาดเจ็บใดๆ จึงไม่สามารถระบุถึงสาเหตุการตายของชายทั้ง 2 คนได้ บางคนเชื่อว่าชายทั้ง 2 ถูกลวงมายังที่เกิดเหตุซึ่งเป็นจุดห่างไหลโดยบุคคลที่สามแล้วถูกฆาตรกรรม บางคนเชื่อว่าเขาทั้ง 2 คือผู้เดินทางข้ามผ่านเวลามา แล้วหน้ากากตะกั่วและโค้ทกันฝันก็เป็นของที่จะถูกใช้ระหว่างการเดินทางข้ามเวลานั้นๆ ส่วนทฤษฎีที่เป็นที่พูดถึงกันมากที่สุดก็คือ พวกเขาเป็นผู้ที่คลั่งไคล้ยานต่างดาวหรือ UFO และกำลังออกตามหายานต่างดาวอยู่ แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าทำไมพวกเขาถึงเสียชีวิต

Photo

น่าแปลกที่อาคารพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย ผลงานของสถาปนิกชื่อดัง Oscar Niemeyer ซึ่งมีรูปร่างคล้ายยานต่างดาว (ดังภาพ) ก็สร้างขึ้นเสร็จที่เมืองรีโอฯในปีเดียวกันนั้น ราวกับว่า นี่แหละคือสิ่งที่นายมานูเอลและมิเกลต่างก็เฝ้ารออยู่เมื่อตอนก่อนจะเสียชีวิต

ปริศนาเรือแมรี่เซเลสต์: เรื่องจริง

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 1872 ลูกเรือเ ดอี กราเซีย สัญชาติแคนาดาได้พบเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติอังกฤษ-อเมริกาชื่อ แมรี่เซเลสต์ ลอยลำอยู่ใกล้ๆกับหมู่เกาะอะซอเรส กลางมหาสมุทรแอตแลนติก โดยไม่มีลูกเรืออยู่บนเรือเลยซักคนเดียว ทั้งๆที่สภาพอากาศก็ปกติดี และตัวเรือก็สามารถใช้เดินทางได้แถมยังมีเสบียงอาหารและน้ำที่จะใช้ไปได้นานถึง 6 เดือน สินค้าที่บรรทุกมาก็ไม่ได้สูญหาย แม้แต่ของมีค่าของลูกเรือก็ยังคงอยู่ดีไม่มีใครแตะต้อง แต่เป็นลูกเรือทั้งหมด 7 คนที่หายตัวไปอย่างไม่เป็นเหตุเป็นผลเอาซะเลย

Photo

ตัดทฤษฎีเรื่องที่ว่าเอลี่ยนลักพาตัว, สัตว์ประหลาดยักษ์กลางทะเล, สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา, โจรสลัด, การกบฎบนเรือทิ้งไปได้ เพราะสาเหตุที่น่าจะอธิบายการหายตัวไปของ กัปตันบริกส์ (คนซ้าย), ลูกสาววัย 2 ขวบ โซเฟีย (คนกลาง), ภรรยา ซาราห์ (คนขวา) และลูกเรืออีก 4 คนน่าจะเกิดมาจากสินค้าที่พวกเขบรรทุกมาบนเรือนั่นเอง จากแอลกอฮอล์ทั้งหมด 1,071 ถัง มีการพบว่า 9 ถังในนั้นว่างเปล่า เลยเชื่อกันว่าแอลกอฮอล์ในนั้นเกิดระเหยออกมาทำให้กัปตันและลูกเรือเกิดความหวาดกลัวว่าเรือทั้งลำจะระเบิด ลูกเรือทั้งหมดจึงหนีไปลงเรือชูชีพและไม่เคยได้กลับไปถึงฝั่งอีกเลย

Photo

ปริศนาเรือเหาะเล็ก L-8 ตก: เรื่องจริง

ระหว่างการออกบินลาดตระเวนตามปกติในเช้าของวันที่ 16 สิงหาคม 1942 เรือเหาะเล็ก L-8 ของกองทัพเรือสหรัฐฯได้ลอยลำออกนอกเส้นทางลาดตระเวนเหนือมหาสมุทรแปซิฟิคเข้าสู่แผ่นดิน ก่อนจะไปตกที่ในเดลีซิตี แคลิฟอร์เนีย บานประตูเรือถูกเปิด และกลอนนิรภัยที่ทำหน้าที่ปิดล็อคทางเข้าออกกลับหลุดเสียหาย ร้อยโทเออร์เนสต์ เดวิทท์ โคดี และนายธง ชาร์ลส์ เอลลิส อดัมส์ 2 ลูกเรือมากประสบการณ์กลับสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย เรือเหาะลำดังกล่าวถูกขนานนามว่าเป็น “เรือเหาะผี” หลังจากหายสาบสูญไปนานหลายปี ทางการก็ประกาศให้ลูกเรือทั้ง 2 คนถือว่าเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ

Photo

มีการคาดเดาต่างๆนานาถึงสาเหตุของปริศนาครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเอเลี่ยนลักพาตัว หรือแผนการปกปิดของรัฐบาล แต่ก็มีคำอธิบายหนึงที่น่าจะเป็นไปได้ที่สุดและก็น่าเศร้าที่สุดว่า ลูกเรือคนหนึ่งอาจจะพลัดตกขณะพยายามซ่อมภายนอกตัวเรือเหาะ และพอลูกเรือคนหนึ่งพลัดตกไปแล้ว ก็เกิดทำให้เรือเหาะเสียสมดุลย์อย่างกะทันหันจนพลิกหมุนกลางอากาศ ทำให้ลูกเรือคนที่เหลือพลัดตกตามลงไปจากประตูที่ถูกเปิดทิ้งไว้

Photo

ปริศนานายเบนจาแมน ไคลย์: เรื่องจริง

ชายที่รู้จักกันในชื่อของ เบนจาแมน ไคลย์ ถูกพบเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2004 ที่หลังร้านเบอร์เกอร์คิงในจอร์เจีย สหรัฐฯ โดยที่เขาไม่ได้สวมเสื้อผ้า, ไม่มีบัตรประชาชน และไม่มีความทรงจำใดๆหลงเหลืออยู่ แพทย์ตรวจพบว่าเขามีอาการความจำเสื่อม แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้ง FBI จะร่วมเข้าช่วยเหลือเพื่อตามหาญาติและตัวตนที่แท้จริงของเขา ก็กลับล้มเหลว ตอนนี้ ไคลย์ เลยเป็นพลเมืองชาวอเมริกันเพียงคนเดียวที่ถูกระบุว่าหายสาบสูญ แม้ทุกคนจะรู้ว่าตอนนี้เขากำลังพักอาศัยอยู่ที่ไหน เขาเอาชื่อ เบนจาแมน ไคลย์ มาจากอักษรย่อของร้าน เบอร์เกอร์คิง (B.K.) เขาใช้ชีวิตโดยที่ไม่มีเลขประจำตัว เลยไม่สามารถเข้าทำงานหรือแม้แต่ขอใช้บริการในสถานพักพิงของคนเร่ร่อนได้

Photo

แตกต่างจากปริศนาเรื่องอื่นตรงที่ว่า เรื่องราวของเบนจาแมน ไคลย์ยังมีความเป็นไปได้ที่จะจบลงอย่างสวยงาม ตอนนี้ ไคลย์ มีเพื่อนผู้หวังดีมากมายที่ช่วยกันตามหาว่าเขาเป็นใคร หนึ่งในนั้นคือ ศิลปินชื่อดัง มิเกล เอนดารา (คนซ้าย) ที่ขายผลงานภาพวาดรูปไคลย์เพื่อนำรายได้มาช่วยในการค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเขา ภาพยนตร์สั้นเรื่อง ‘Finding Benjaman’ ผลงานของ จอห์น วิคสตรอม ได้รับการนำไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ฯลฯ รวมทั้งมีการเปิดเว็บไซต์ findingbenjaman.com สำหรับภารกิจนี้โดยเฉพาะ

Photo

ปริศนาเจ้าสาวศพสวย: เรื่องจริง

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 1930 มีหุ่นโชว์เสื้อชุดเจ้าสาวที่เหมือนจริงแบบสุดๆปรากฏขึ้นที่ในร้านค้าที่ชิฮวาฮวา เม็กซิโก ซึ่งความเหมือนจริงดังกล่าวทำให้เป็นที่กล่าวขานกันทั่วทั้งหมู่ชาวเมืองทันที มีการเทียบใบหน้าของหุ่นว่าคล้ายคลึงกับใบหน้าของ Pascuala Esparz เจ้าของร้าน แล้วข่าวลือก็ลุกลามกันไปต่อว่าอันที่จริงแล้ว หุ่นโชว์เสื้อดังกล่าวเป็นศพของลูกสาวเจ้าของร้าน ผู้ซึ่งเสียชีวิตในงานแต่งงานของตัวเองเนื่องจากถูกแมงมุมแม่หม้ายดำกัดเมื่อก่อนหน้านั้นไม่นาน และได้ผ่านกระบวนการรักษาสภาพเป็นอย่างดี ทุกวันนี้ผู้คนมากมายจากทั่วโลกก็ยังคงเดินทางมีที่นี่เพื่อชม ‘La Pascualita’ หุ่นเจ้าสาวที่มีรายละเอียดเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็นแค่หุ่น

Photo

Photo

จากรูปนี้แล้วคุณคิดว่าเป็นหุ่นหรือเปล่า? เพราะเราคิดว่านี่คือหุ่นจริงๆไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น การรักษาสภาพศพไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ แม้จะรักษาสภาพได้ดีแค่ไหน ยังไงก็ต้องมีอะไรที่เปื้อนซึมออกมาบ้างเสมอๆ ทำให้ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะจับเอามาสวมชุดสีขาวตลอดเวลาเช่นนี้ เราเลยมองว่าน่าจะเป็นแค่ตำนานหนึ่งที่ผู้คนในเมืองบอกต่อๆกันมา และพวกเขาก็ปล่อยให้เชื่อกันเช่นนั้นเพราะกลายเป็นเรื่องบันเทิงไปแล้ว

ที่มา: msn.com/th-th/news/other/รวมปริศนาเร้นลับสะเทือนโลก/ss-AADN6z?ocid=UP97DHP#image=1

แปลกแต่จริง!! ผลไม้รสชาติเหมือน “พุดดิ้งช็อกโกแลต” ไม่เชื่อดู!!


 

ถ้าคุณคิดว่า ผลไม้มีรสชาติเหมือน “พุดดิ้งช็อกโกแลต” ดูดีเกินจริง คุณต้องคิดใหม่! เพราะผลไม้ที่ว่านี้ มีจริงๆ มันชื่อ “Black Sapote” เป็นผลไม้พื้นเมืองของทางเม็กซิโกตะวันออก และอเมริกากลาง ซึ่งรสชาติมันเหมือนช็อกโกแลตพุดดิ้งมากซะจนคนเรียกมันว่า “the chocolate pudding fruit.” เลยทีเดียว ซึ่งคุณจะทานมันดิบๆ หรือ เอาไปทำขนมอบ แทนช็อกโกแลตจริงๆ ก็สามารถทำได้

แน่นอนว่า คุณอาจจะคิดว่า เราก็มีช็อกโกแลตทานอยู่แล้ว ก็ไม่เห็นต้องหาอะไรมาแทนที่เลย! แต่ถ้าคุณลองคิดดูดีๆ นะ ถ้ามีอะไรมาแทนช็อกโกแลตได้ แถมมีไขมันน้อยกว่า มีวิตามินซี มีไฟเบอร์ คุณก็อาจจะเปลี่ยนใจใช่มั้ยล่ะ!! และอยากจะบอกว่า ไม่ใช่แค่รสชาติเท่านั้นนะที่เหมือน เพราะเนื้อของมันก็ยังเหมือน “พุดดิ้งช็อกโกแลต” อีกด้วย มาดูกันเลยว่ามันจะเจ๋งและน่ากินแค่ไหน!!

Black Sapote ขณะอยู่บนต้น

Wikimedia Commons

ลองมาผ่ากันดู

specialtyproduce


bearebel


odditycentral

ผลไม้เมืองร้อนต้นนี้ เป็นสายพันธ์ุเดียวกับลูกพลับ โดยพบครั้งแรกที่เม็กซิโก กัวเตมาลา และโคลอมเบีย ส่วนตอนนี้เริ่มปลูกกันมากขึ้นที่ ฟลอริดา ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ โดมินิกัน คิวบา และฮาวายอีกด้วย

และนี่คือตัวอย่างของขนมหวานที่ทำมาจากผลไม้สุดแปลกอันนี้!

เค้กช็อกโกแลตที่ทำจาก Sapote และแยมจากส้มกัมควอท!

Messynessy

พุดดิ้งจาก Black Sapote และพายเม็กซิกันที่ทำจาก Black Sapote

Messynessy

พุดดิ้ง Black Sapote กับกล้วย น้ำผึ้ง และกะทิ!

Messynessy

และเด็กคนนี้ ที่เลือกที่จะกินแบบสดๆ จากธรรมชาติ ดูน่าอร่อยจริงๆ!!

daleysfruit

ลองดูวิดีโอต่อกันเลย:

daleysfr

H/T: Viralnova | MessyNessy

ที่มา : www.kiitdoo.com