10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก


ใครจะรู้บ้างว่า เรื่องราวลึกลับมีอยู่รอบตัวเรามากมาย ทั้งเรื่องจริง ทั้งเรื่องไม่จริง
คงไม่มีใครบอกได้ว่า เรื่องราวเหล่านั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ยังไงพี่หมูหันก็อยากให้ทุกคนใช้วิจารณญานส่วนบุคคลกันด้วยนะจ๊ะ.. พี่หมูหันไม่ได้บอกให้เชื่อนะ..

10 เรื่องลี้ลับทั่วโลก รับรองเลยว่า จะต้องเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและน่าพิศวงแน่นอน

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก

10 เรื่องลี้ลับสุดแปลกของโลก

1. Shanti Deva

ในปี 1930 ซานติ เทวี หญิงสาวอายุ 4 ขวบ จากนิวเดลี ประเทศอินเดีย ได้บอกพ่อแม่ของเธอว่า ชาติก่อนเธอเป็นแม่ลูกสาวที่ตายจากการคลอด โดยสามีของเธอคือเกฐานารถ ทั้งเธอและสามีอาศัยอยู่ในเมืองมัตทรา(หรือ Mathura) ตอนแรกพ่อแม่ของเธอนึกว่าเป็นบ้า จึงพาเธอไปพบกับแพทย์ และเมื่ออยู่ต่อหน้าแพทย์เธอก็เล่าเรื่องของเธออย่างละเอียดยิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการตั้งครรภ์ลูกคนแรก วัยที่เธอตายในระหว่างเด็กอยู่ในท้องเมื่อ 1925 ซานติได้รับการตรวจสอบจากแพทย์ถึง 6 คนด้วยกัน แต่ไม่มีแทย์คนใดหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอได้เลย อย่างไรก็ดีญาติของซานติเริ่มตรวจสอบสิ่งที่เธอเล่าโดยตามหาชายที่ซาติอ้างว่าเป็นสามีของเธอ ก่อนจะพบว่ามีชายคนที่ว่าอยู่เมืองมัตทราจริง และเขามีลูกสองคนจริง แต่ชายดังกล่าวไม่กล้าไปพบกับชาติภรรยากลับชาติมาเกิดของเขา เขาเลยส่งญาติไปและเมื่อญาติไปถึงซาติก็จำเขาได้ทันทีและเล่ารายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับญาติคนนี้ ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าการระลึกชาติมีอยู่จริง หากแต่กระนั้นครอบครัวของซานติ และครอบครัวของสามีชาติที่แล้วของซานติก็ไม่ได้เกี่ยวดองกัน หรือมีเรื่องกันแต่อย่างใด สุดท้ายซานติได้ใช้ชีวิตเป็นเด็กหญิงธรรมดาในชาติใหม่ของเธอจนถึงปัจจุบัน

 

Creepy Gnome

Creepy Gnome

2. Creepy Gnome

ในปี 2008 กล้องวิดีโอมีการจับภาพสิ่งมีชีวิตลึกลับในจังหวัด Salta ประเทศอาร์เจนตินาได้ ถ่ายทำโดย Jose Alvarez โดยในหนังสือพิมพ์บอกว่า ตอนนั้นเขากำลังคุยกับเพื่อนในการเดินทางตกปลาครั้งล่าสุด มันเป็นตอนเช้า เขาเริ่มคุยโทรศัพท์มือถือในขณะที่คนอื่นๆ คุยและล้อเล่น ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงแปลกๆ เหมือนคนปาหิน เขามองหาที่มาของเสียง ก็พบว่าหญ้ามีการเคลื่อนไหว ตอนแรกพวกเขาคิดว่ามันคือสุนัข แต่เมื่อได้เห็นเจ้าของเสียงออกมาก็พบว่ามันน่ากลัวจริงๆ โดยคาดว่าสิ่งมีชีวิตที่จับภาพคือ โนมภูตขนาดเล็ก ที่มักปรากฎในนิทาน รูปร่างคล้ายคนแคระ ชอบอาศัยอยู่ในถ้ำคอยเก็บรักษาสมบัติล้ำค่า ต่อมาวิดีโอเทปนี้ถูกนำไปทำคลิปและถูกแพร่ไปตามเว็บต่างๆ

 

Freddy Jackson's Ghost

Freddy Jackson’s Ghost

3. Freddy Jackson’s Ghost

ภาพถ่ายผีที่น่าขนลุกนี้ถูกถ่ายขึ้นในศตวรรษที่ 1919 ได้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1975 โดยเซอร์ วิกเตอร์ กอดดาร์ก นายทหารเกษียณอายุ โดยภาพถ่ายดังกล่าวมาจากการถ่ายหมู่ของทหารใต้บังคับบัญชาบนเรือ HMS กอดดาร์ดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งภาพนี้คงไม่โด่งดังไปทั่วโลก ถ้าในแถวบนสุดด้านหลังของทหารคนที่สี่จากซ้าย ปรากฏร่างของชายลึกลับคนหนึ่งที่กำลังยิ้มยิงฟันขาวรวมอยู่ด้วย โดยผีนี้คาดว่าเป็นนาย เฟรดดี้ แจ๊คสันที่เพิ่งเสียชีวิตในปี 1919 อย่างกะทันหันจากใบพัดเครื่องบินไปเมื่อสองวันก่อน ว่ากันว่าวิญญาณแจ๊คสันอาจจะยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองตายแล้ว จึงยังมาปรากฏตัวถ่ายรูปกับเพื่อนๆ…

 

OVERTOUN_BRIDGE_LOWER_RES

OVERTOUN_BRIDGE_LOWER_RES

4. Overtoun Bridge

?สะพานสุสานสุนัข? เป็นสะพานโค้งสร้างในปี 1859 ในมิลตัน, ดัมบาร์ดัน สก็อตแลนด์ ที่มันได้ชื่อฉายานี้เพราะอดีตที่ผ่านมามีสุนัขหลายตัวไปฆ่าตัวตายโดยการโดดจากสะพานแห่งนี้อย่างไม่ทราบสาเหตุ แต่การศึกษาพบว่าสุนัขในแถบนั้น เริ่มมีพฤติกรรมฆ่าตัวตายโดยโดดจากสะพานเริ่มในช่วง 1950 หรือ 1960 เฉลี่ยหนึ่งตัวต่อหนึ่งเดือน(อาจสิบตัวต่อหนึ่งเดือน) โดยจุดที่กระโดดนั้นนำไปสู่ความสูงกว่าสิบห้าฟุตทำให้สุนัขตายทันที แม้สุนัขบางส่วนรอดก็จริงแต่มันก็กลับมากระโดดฆ่าตัวตายอีก และที่น่าสนใจคือสุนัขที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่จะเป็นสายพันธุ์ที่จมูกยาว ทำให้หลายคนเชื่อว่าสะพานนี้มีผีสิง และอาจเป็นคำสาปของเด็กคนหนึ่งที่ถูกโยนตกสะพานในปี 1994(และคนโยนก็มีพฤติกรรมอยากฆ่าตัวตายด้วย) และนอกจากนี้ยังมีคนเชื่อว่าสะพานแห่งนี้เป็นที่กั้นระหว่างโลกคนเป็นกับคนตายซึ่งเป็นสายตรงหากจะข้ามไป ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้ได้รับความสนใจจากต่างประเทศ สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์ได้ส่งคนเข้ามาตรวจสอบ ก็พบว่าบริเวณนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของหนู จากการตรวจสอบพบว่าพวกมันมีกลิ่นที่สุนัขไม่ชอบ และนี้คือสาเหตุที่ทำให้สุนขมีความคิดอยากฆ่าตัวตายหรือไม่นั้นก็ไม่สามารถตรวจสอบได้

 

An Unfinished Race

An Unfinished Race

5. An Unfinished Race

เป็นตำนานการหายตัวของเจมส์ โวสสัน(James Worson ) โดยตามตำนานเล่าว่าเขาเป็นช่างทำรองเท้าอยู่ใน Leamington Spa, Warwickshire, อังกฤษ โดยมีพยานสำคัญสองคนคือแฮมเมอร์สัน เบิร์นส และบาร์แฮม ไวส์ เป็นคนรู้เห็นการหายไปของเขาครั้งนี้และไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไรกันแน่?

วันนั้นเป็นวันที่ 3 กันยายน 1873 ชายสองคนดังกล่าวเป็นพยานให้แก่เจมส์ที่บอกว่าเขาสามารถวิ่งไม่หยุดจาก Leamington Spa ไปโคเวนทรีที่อยู่ห่างระยะทางประมาณ 9 ไมล์โดยไม่เหนื่อยได้ โดยเขาขอพิสูจน์โดยการวิ่งในระยะทางดังกล่าว เขาเริ่มวิ่งพร้อมกับผู้ติดตาม(ขี่ม้าหลายคน)เพื่อตามมาดูดังกล่าว ระหว่างแข่งเจมส์สะดุดล้มลง และจู่ๆ เขาก็ร้องไห้กรีดร้องอย่างน่ากลัว(พยานในเหตุการณ์วันนั้นบอกว่ามันเป็นเสียงกรีดร้องที่น่ากลัวที่สุดที่เขาเคยได้ยิน) และเขาหายไปอย่างลึกลับโดยไม่ยืน และไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย มีการจัดกำลังค้นหาเจมส์หลายครั้งแต่พวกเขาก็ไม่พบร่องรอยของเจมส์เลย

 

The Devil's Footprints

The Devil’s Footprints

6. Devil’s Footprints

ช่วงเช้าวันที่ 8-9 ในฤดูหนาวเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1855 มลฑลเดวอน ประเทศอังกฤษ เกิดเหตุการณ์ประหลาดที่ไม่สามารถอธิบายได้ เมื่อแถบบริเวณแม่น้ำเอ็กซ์ มีรอยเท้าประหลาดปรากฏอยู่ทั่ว มันเป็นรอเท้าที่พึ่งเหยียบมาใหม่ รูปร่างเหมือนรอยเท้าของลา ขนาดของมัน 4 นิ้ว กว้าง 2 นิ้วเศษ ลักษณะของรอยเท้านั้นมีทั้งด้านซ้ายและด้านขวาขนานกันไป เป็นรอยเท้าเดียวๆ ของเท้าข้างหนึ่งเดินตามรอยของเท้าอีกข้างหนึ่งซึ่งเป็นแถวเดี่ยว ระยะห่างของรอยเท้าแต่ละรอยก็เท่ากันหมด และรอยประหลาดเหล่านี้จะเดินเป็นเส้นตรงกว่า 100 ไมล์ โดยผ่านไปยังสวนหลังบ้าน หลังคาบ้าน หรือลอมฟาง และกำแพงสูง โดยอุปสรรค์แต่ละเส้นทางที่เจ้าของรอยเท้านี้ผ่านไปไม่กระทบกระเทือนเลย และไม่ทำให้ระยะห่างของรอยเท้าแต่ละก้าวเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย มันเดินราวกับว่ากำแพงที่ขวางกั้นนั้นไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางการเดินทาง แม้กระทั้งรั้วกั้นสูงๆ ประตูที่ปิดกุญแจไว้ มันก็สามารถทะลุผ่านได้ ทำให้หลายคนคิดว่า มันคือรอยเท้าของปีศาจ ส่งผลทำให้คนในพื้นที่นั้นหวาดกลัวกันมาก

 

FeliciaFelix-Mentor

FeliciaFelix-Mentor

7. FeliciaFelix-Mentor

เฟลิกเซีย เฟลิกซ์-เมนเทอร์ เธอเป็นผู้หญิงชาวไฮติที่เชื่อว่าถูกทำให้เป็นซอมบี้ ในตอนต้นศตวรรษที่ 20 โดยจากรายงานอย่างเป็นทางการระบุว่าเธอเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1907 หลังจากเจ็บป่วยกะทันหันโดยเชื่อว่าเป็นคำสาปของหมอผีชาวไฮติที่ทำให้คนกลายเป็นซอมบี้ ในปี 1936 มีคนพบเธออยู่ท้องถนน(ในรายงานไม่ระบุว่าเธอเปลือยหรือใส่เสื้อผ้ามอมแมม เพราะหลายเว็บต่างระบุเรื่องเหล่านี้ไม่ตรงกันเลย) เธอเดินทางไปฟาร์มของพ่อโดยเธอยืนยันว่าเธอคือเฟลิกเซีย เฟลิกซ์-เมนเทอร์ที่เสียชีวิตเมื่อปี 1907 เนื่องจากสุขภาพไม่ดีเธอเลยถูกส่งไปโรงพยาบาลของรัฐ และจากการตรวจสอบพบว่าเธอมีพฤติกรรมที่ประหลาดคือเธอไร้อารมณ์ความรู้สึก และบ่อยครั้งมากที่เธอพูดถึงตนเองหรือบุคคลที่สามโดยปราศจากความรู้สึกใดๆ และค่อนข้างชาชินกับโลกและสิ่งรอบตัวของเธอ

 

Chupas

Chupas

8. Chupas วัตถุลึกลับ

Chupas คือวัตถุลึกลับที่คล้ายยูเอฟโอที่หลายคนอ้างว่าสามารถพบได้ในตอนกลางคืนที่ป่าตะวันออกของบราซิล พวกเขาอธิบายว่ามันเป็นวัตถุที่มีลักษณะคล้ายโลหะขนาดเล็กและบินได้ มันทำเสียงฟู่เหมือนตู้เย็นหรือหม้อแปลงไฟฟ้า เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่แถบนั้นมักออกไปข้างนอกตอนกลางคืนเพื่อล่ากวางเป็นอาหาร ดังนั้นพวกเขามักปีนบนต้นไม้เพื่อรอเหยื่อของพวกเขา และมันมักโผล่มาในเวลานี้ โดยมันจะเปล่งแสงสีขาวสว่างและพวกเขาเชื่อว่าแสงนี้อาจทำให้พวกเขาตาย และบางคนเกิดอาการป่วย ในขณะที่นักล่าส่วนใหญ่พยายามยิงสิ่งนั้นแต่ปรากฏว่ามันไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้น

 

SS-Ourang-Medan

SS-Ourang-Medan

9. SS Ourang Medan

ในเดือนกุมภาพันธ์ 1948 ได้รับข้อความช่วยเหลือจากเรือบรรทุกสินค้าของชาวดัตช์ Ourang Medan ที่ลอยเหนือน่านน้ำอินโดนีเซีย ในสภาพเรือแตก โดยมีข้อความ SOS คือ ?All officers including captain are dead lying in chartroom and bridge Possibly whole crew dead.? แปลว่า ?เจ้าหน้าที่ทุกคนรวมทั้งกัปตัน นอนตายอยู่ในห้องนั่งเล่นและสะพานเรือ เป็นไปได้ว่าลูกเรือทั้งหมดตายแล้ว?ข้อความนี้เป็นรหัสมอร์สซึ่งเป็นข้อความความหมายสุดท้ายที่น่ากลัว และเมื่อมีคนขึ้นไปบนเรือดังกล่าวก็พบเรื่องประหลาดเมื่อลูกเรือทั้งหมดและกัปตันเรือดังกล่าวตายหมดแล้วตาของพวกเขาเปิดโพลงใบหน้ามองไปยังดวงอาทิตย์แขนยื่นออก(บางคนเอามือชี้ไปยังสิ่งที่มองไม่เห็น)และใบหน้าของเขาแสดงสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด แม้แต่สุนัขบนเรือก็ตายโดยสภาพเหมือนกับว่ามองเห็นศัตรูที่มองไม่เห็นบางอย่างที่ห้องหม้อไอน้ำ ระหว่างที่ช่วยเหลือลูกเรือก็รู้สึกหนาวขึ้นมา ทั้งๆ ที่วันนั้นอากาศร้อน และระหว่างกลับก็มีควันออกมาจากเรือด้วย ซึ่งจากการสันนิษฐานพบว่าลูกเรืออาจถูกโจมตีโดยยูเอฟโอหรือพื้นที่สามเหลี่ยมอาถรรพ์ แต่สำหรับคนที่ไม่เชื่อก็จะบอกว่าอาจเกิดพิษคาร์บอนมอนอกไซด์ หรือเรืออาจบรรทุกสินค้าวัสดุอันตรายจำพวกพิษที่ทำให้หายใจไม่ออกและเกิดรั่วขึ้น แต่จนถึงทุกวันนี้เรื่องที่เกิดขึ้นบนเรือ Ourang Medan และลูกเรือทั้งหมดของเรือยังคงลึกลับ

 

GEF

GEF

10. GEF

หมายถึงการพูดคุยหรือการติดต่อสื่อสารกับผีพังพอน(สัตว์ลึกลับ, ผี หรือเรื่องหลอกลวง)ได้ โดยรายงานนี้มาจากครอบครัวที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านดาลบีที่เกาะแมน(Isle of Man)

ในเดือนกันยายน ครอบครัวเออร์วิง?ที่ประกอบด้วยเจมส์ มากาเร็ต และลูกสาว Voirrey (อายุ 13 ปี) อ้างว่าได้ยินเสียงข่วนประหลาด ซึ่งเป็นเสียงกรอบแกรบหลังบ้านของพวกเขา ที่พุ่มไม้และด้านหลังโรงนาที่ทำด้วยไม้ของพวกเขา ในตอนแรกพวกเขาคิดว่าเป็นหนู หากแต่เมื่อเห็นก็พบว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อนและมันทำท่าทางเหมือนจะคาย หรือคุ้ยเขี่ย ชอบคำรามเหมือนสุนัข และเหมือนทารก นอกจากนี้มันยังสามารถพูดเป็นภาษามนุษย์ได้อีกด้วย!! โดยมันแนะนำว่าตนเองเป็นพังพอน ชื่อ GEF อ้างว่าเกิดที่นิวเดลี อินเดีย ในปี 1852 โดย Voirrey เป็นบุคคลเดียวที่เห็นเจ้าพังพอนนี้ชัดที่สุด(และติดต่อกับมันสนิทที่สุด) โดยมันมีขนาดเล็กเท่าหนู มีขนสีเหลือง และหางเป็นพวงขนาดใหญ่

เจ้าพังพอนตนนี้ยังคงเป็นมิตรต่อครอบครัวของเด็กสาว และเจมส์ได้เขียนบันทึกประจำวันเกี่ยวกับพังพอนนี้ไว้ระหว่างปี 1932-1935 ซึ่งปัจจุบันนี้บันทึกที่ว่าอยู่ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยลอนดอน และเจ้าพังพอนนี้ก็กลายเป็นที่นิยมที่ช่วยเรียกนักข่าวและฝูงชนไปยังเกาะแห่งนี้เพื่อดูสัตว์ดังกล่าว แต่กระนั้นหลายคนก็บอกว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องหลอกลวง เนื่องจากเพื่อนบ้านออกมาสัมภาษณ์ว่าพวกเขาไม่เคยหรือได้ยินพังพอนที่ว่า(แต่เพื่อนบ้านบางคนก็บอกว่าเคยได้ยินเสียงแปลกๆ รอบบ้านของพวกเขาเหมือนกัน) และนอกจากนี้ยังมีรูปถ่ายบางส่วนที่เป็นร่องรอยของพังพอน ส่วน Voirrey เด็กหญิงที่เห็นพังพอนดังกล่าวได้เสียชีวิตลงเมื่อปี 2005 และในช่วงสุดท้ายของชีวิตเธอก็ยังยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง

 

ข้อมูล anachatalk.blogspot.com

ที่มา teen.mthai.com/variety/74336.html

49 ข้อสังเกตแปลกๆ บนสังคมเว็บ (ขำๆ นะ)


simondseconoart-small

เอากลับมาให้อ่านอีกครั้ง กับ ข้อสังเกตุแปลกๆ บนสังคมอินเตอร์เน็ต
บ้างก็ใช่ .. บ้างก็ไม่ ยังไงก็อย่าคิ๊ดดดดดดดดดดดดมากคร่า อ่านเอาขำๆ จ๊ะ

1. คนรู้เรื่องของคนที่เขาเกลียดดีกว่าคนที่รัก

2. คนชอบถามหาหลักฐาน แต่เวลาตัวเองอ้าง มักไม่ค่อยจะมีหลักฐาน

3. เขียนยาวไปคนไม่อ่าน

4. เขียนสำนวนเคร่งขรึมคนก็ไม่อ่าน

5. ชาวเว็บไม่ชอบเรื่องซีเรียส ถึงเป็นเรื่องเครียดก็ต้องเขียนให้ฮา

6. ยอดคนคอมเมนต์แสดงความคิดเห็น เป็นเหมือนยอดภูเขาน้ำแข็ง

7. มีคนคอยตามอ่านเงียบๆ มากมายที่ไม่โผล่ตัวออกมา

8. บางทีเรื่องที่เถียงกันไม่มีสาระอะไร แต่เถียงกันไปเพราะแค่อยากเอาชนะ

9. ปิดจอคอมไปนอนก่อนซะ อาจจะดีกว่านั่งเถียงแบบอินเตอร์แอ็คทีฟ

10. เกรียนปากดีตามเว็บบอร์ด พอเจอตัวจริงมักเจี๋ยมเจี้ยม

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com

11. แต่คนอัธยาศัยดีในบอร์ด ตัวจริงก็อัธยาศัยดีเหมือนกัน

12. มนุษย์สายพันธุ์กูเกิลรู้ทุกเรื่อง แต่ถ้าคุยลึกๆ จริงๆ แล้วจะไม่รู้สักเรื่อง

13. แถมวิเคราะห์ วิจารณ์ ไม่ได้อีกตะหาก

14. เรื่องดราม่ามักจบลงด้วยคำว่า “ขอโทษ”

15. แต่ถ้ามีเรื่องครั้งใหม่ เรื่องเดิมก็จะถูกขุดโคตรเหง้าศักราชมายำต่อ

16. คำด่าในเว็บ โดยมากมักจะไม่ใช่คำด่าจริงๆ ที่คนพิมพ์กล้าพูดต่อหน้า

17. คนด่าบางทีก็ลืมไปว่าตัวเองเคยด่าเรื่องอะไรไว้

18. แต่คนถูกด่ามักจะไม่ลืม

19. คอมเมนต์มักถูกชี้นำด้วยความคิดเห็นแรกเสมอ

20. โดยเฉพาะเว็บเด็ก X และพันติ๊ปเฉลิม X

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com

21. เวลาไพรม์ไทม์ในการตั้งกระทู้ คือ 17.00-22.00

22. แต่เวลาอัพบล็อกจะเป็น 9.00-12.00 และ 19.00-23.00

23. อยากดราม่าให้เริ่มประเด็นต่อไปนี้ การเมือง สถาบันการศึกษา ภาษา ศาสนา ความเชื่อ และ XXX

24. แล้วอีกไม่นานคุณก็จะได้พาดหัวขึ้นดราม่าแอดดิคต์เอง

25. อีกวิธีคือไปหาเรื่องเมมเบอร์ดังๆ

26. เกือบทุกความคิดเห็นพร้อมจะเปลี่ยนข้างเมื่อกระแสเปลี่ยน

27. ทั้งที่ข้อเท็จจริงมันไม่เปลี่ยน

28. คนที่ไม่เปลี่ยนข้างมีสองกรณี คือเกรียน กับ มั่นใจ

29. ซึ่งทั้งสองประเภทแยกออกได้จากลักษณะการใช้คำ

*30. คนตั้งกระทู้/เขียนบล็อกมีสามแบบ

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com

31. หนึ่งคือเขียนแล้วทิ้ง กลับมาดูแต่ไม่ให้ความเห็นตอบ

32. สองคือตะบี้ตะบันขยันตอบมันทุกคอมเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นคอมเมนต์หาเรื่องหรือคอมเมนต์ดีๆ

33. สามคือเลือกตอบเฉพาะคอมเมนต์ที่พอใจจะตอบหรือมีสาระพอจะตอบ

34. หลายคนอ่านแค่หัวเรื่องแล้วพิมพ์ตอบเลย

35. ซึ่งทำให้เกิดดราม่าหรือเรื่องฮา ขึ้นอยู่กับความซีเรียสของเนื้อหาและคำตอบ

36. แต่หลายคนอ่านจนครบแล้วก็ยังตอบไม่เข้าเรื่อง

37. เรียกว่าอ่านหนังสือไม่แตก เป็นปัญหาของระบบการศึกษาภาษาไทย

38. ทำให้เกิดดราม่ามากมาย หาได้ตามเว็บบอร์ดทั่วไป

39. การเถียงกันบนกระทู้สาธารณะ ไม่ร้ายเท่าการถูกส่งเมล์ด่า เอ็มเอสเอ็นด่า หรือหนักสุดคือโทรตามด่า

40. กรณีดังกล่าวถือว่าเป็นโรคจิตคุกคาม คนที่เคยโดนควรแจ้งตำรวจลงบันทึกประจำวัน

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com
41. อย่าปล่อยให้คนโรคจิตบนเน็ตลอยนวล

42. คนที่อ้างว่าเป็นกลาง ไม่เคยเป็นกลางจริงๆ

43. บางทีคนเลือกข้างยังเป็นกลางกว่า

44. อำนาจโฟโต้ช็อปเหนือทุกสิ่ง

45. แต่ที่เหนือกว่าคือ ICT

46. เพราะประเทศนี้มีระบบกรองข้อมูลจากต่างประเทศระดับสูงที่มีเพียงสามประเทศในโลก

47. ซึ่งอีกสองประเทศคือจีนแดง และเกาหลีเหนือ

48. อย่าซีเรียสกับเรื่องทุกเรื่องที่เกิดขึ้นบนสังคมอินเตอร์เน็ต

49. สุดท้ายแล้วเราก็ต้องทำงานหาเงินมาจ่ายค่าไฟ-ค่าเน็ตเองอยู่ดี ฮ่า

————————————————

ที่มา http://terasphere.exteen.com/20091217/entry

เป็นเอามาก หนุ่มคลั่งซูเปอร์แมน ลงทุนผ่าหน้านับ 10 ครั้ง จะเหมือนขนาดไหน ต้องไปดู


หนุ่มฟิลิปปินส์ คลั่งซุปเปอร์แมนจัด ลงทุนศัลยกรรมนับ 10 ครั้ง เปลี่ยนหน้าเป็นฮีโร่รายนี้ ไม่หนำใจ เตรียมเพิ่มกล้ามเนื้อและความสูง เพื่อให้ตัวเองเหมือนที่สุด

filipiknow เว็บไซต์ต่างประเทศของฟิลิปปินส์รายงาน เรื่องราว สุดน่าทึ่ง เกี่ยวกับชายหนุ่ม รายหนึ่งนามว่า เฮอร์เบิร์ต ชาเวซ วัย 37 ปี ดีไซน์เนอร์หนุ่ม จากเมือง คาลามบา ผู้คลั่งไคล้ ซุปเปอร์แมน เอามากๆ ตั้งแต่วัยเยาว์ เริ่มจากการสะสมสิ่งของทุกอย่างเกี่ยวกับ ซุปเปอร์แมน จนเมื่อปี 1995 อาการหลงไหลในตัว Clark Kent(ซุปเปอร์แมน )ของเขายิ่งทวีคูณมากขึ้น ถึงขนาดตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมครั้งแรก เพื่อให้ใบหน้าของเขาเหมือนซุปเปอร์ฮีโร่รายนี้มากที่สุด

แน่นอนว่าเมื่อมีครั้งแรก ย่อมมีการศัลยกรรมครั้งต่อๆมา ชาเวซ เริ่มทำการเปลี่ยนทุกส่วนบนใบหน้า เริ่มจากจมูก สีผิว ปาก แก้ม และอีกนับไม่ถ้วนที่จะทำให้เขา ดูคล้ายซุปเปอร์แมน ร่วมแล้วเขาศัลยกรรมใบหน้าไปกว่า 19 ครั้ง ในรอบ 16 ปี ที่ผ่านมา และมีแผนจะเพิ่มความสูงให้ตัวเอง ด้วยการผ่าตัดต่อกระดูก รวมไปถึงการสร้างกล้ามเนื้อให้กับร่างกายอีกด้วย

นอกจากนี้เวลาว่างจากการทำงาน ชาเวซ มักจะไปสร้างความสุขให้กับเด็กๆในท้องถิ่น ด้วยการแต่งกายเป็นซุปเปอร์แมน พร้อมสร้างความสนุกสนาน พร้อมสอนข้อคิด ให้แก่เด็กเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เขาภูมิใจเป็นอย่างมาก

ขอบคุณภาพและข้อมูล filipiknow

ที่มา Boxza

คลิปวีดีโอแสดงความรักผ่านจอเอ็กซเรย์ แปลกและซึ้งสุดๆ ยอดวิวคลิปล้านกว่า


 

แคมเปญสุดซึ้ง “Love Has No Labels” ปล่อยวันเดียว ยอดวิวคลิปล้านกว่า

สำหรับการถ่ายทำคลิปนี้ได้ฉากหลังที่ โรแมนติกคือเมืองซานตา โมนิก้า แคลิฟอร์เนีย เป็นการถ่ายทำในช่วงวันวาเลนไทน์ โดยยกเอาจอ X-ray ขนาดมหึมามาตั้งไว้ใจกลางย่านชุมชน เปิดประเด็นโดยภาพโครงกระดูกที่กำลังทำท่าพรอดรักกอดจูบกันอย่างดูดดื่ม และทันทีที่โครงกระดูกทั้งสองแยกออกจากกัน แล้วก็เผยตัวจริงจากด้านหลังจอก็เผยให้เห็นเรื่องเซอร์ไพรส์ว่า ที่แท้โครงกระดูกคู่รักที่เห็นนั้นเป็นของผู้หญิงกับผู้หญิง! พร้อมกับข้อความขึ้นว่า love has no gender”

จาก นั้นก็ยังมีภาพโครงกระดูกคู่รักมากมายขึ้นบนจอ ไม่ว่าจะเป็น คู่รักต่างชาติพันธุ์ ต่างอายุ แม้แต่ความพิการก็ไม่ใช่ข้อจำกัดในคำว่ารัก รวมทั้งซีนที่ชาวยิวและมุสลิมออกมาจับมือกันและกัน ก็เรียกเสียงปรบมือให้กับผู้ชมรอบข้างดังกึกก้อง บิวด์อารมณ์ผู้ชมด้วยเพลง She Keeps Me Warm” ของMary Lambert” ยิ่งทำให้น้ำตาของคุณเอ่อล้นออกมาได้อย่างง่ายดาย

 

สำหรับวัตถุประสงค์ของแคมเปญนี้ ทาง Ad Council ระบุว่า ในขณะที่ประชากรของสหรัฐฯ นั้นเต็มไปด้วยความหลากหลาย แต่ ชาวอเมริกันเองก็มักจะตัดสินคนรอบข้างด้วยความไม่ตั้งใจ จากเพียงแค่ชั่วแวบเดียวที่เห็น ไม่ว่าจะตัดสินจากชาติพันธุ์, เพศ, อายุ, ศาสนา หรือความพิการ สิ่งเหล่านี้สะท้อนความคิดของชาวอเมริกันส่วนใหญ่ที่ต้องการต่อต้าน การเลือกปฏิบัติ’ ดังนั้น แคมเปญ The Love Has No Labels” ก็ต้องการท้าทายชาวอเมริกันและพวกเราทุกคน ให้เปิดดวงตาออกจากความลำเอียงและอคติทั้งปวง

 

57257

 

ข่าวที่มา  teenee

Strawberry Food Art สำหรับรักสตรอว์เบอร์รี่ ภาพอาหารสวยๆ จากเมืองนอก


Strawberry Food  Nutella Strawberry Tart & Giveaway
Strawberries with Pink sprinkles

6a0a129b8162a221ab02fcc29fa054a7.jpg

83fd1408d97066bd90e1302339470bea.jpg

e29d32df4a81fb5892884e1a9124fe2d.jpg

6b65cfc9ef84f5e2e78fdd7f1a6627c0.jpg

06be7276bc5fc23c17fb3ef303ca345f.jpg

58bab106cda004af325ac79e3bbad528.jpg

59cfa42963eb43cc88e6ac69cc05b763.jpg

90dba6e7892904f3fb4f7c54be59d62c.jpg

656cd5ee998188eb911b9ce42d1169db.jpg

866b53ea0725427927b67c57388e08fd.jpg

0578700a2b75a347821ece30a6155854.jpg

d88e6f8f6c67711a95f847d128aed006.jpg

dbeee629fa47cb405f97e222747f28e0.jpg

e437b84f36873cd33e499e45484343d2.jpg

eb421d8162ddf80248e16d82abcb1011.jpg

f2db9e0d59776cceb3e8013fd80fbbb1.jpg

f1959f922c5e9854920fa23089c10a8b.jpg

fa1328e72ed9b006a5124dc68c6d6c0f.jpg

1400682_823498951080390_1216968516428187562_o.jpg

10378220_823498771080408_7171011751506497097_n.jpg

10518837_823498677747084_8499603548131981244_n.jpg

10612880_823498431080442_6140944451690613844_n.jpg

 

ที่มา : enjoylike.com

21 ภาพความผิดพลาดในการตัดต่อ จากนิตยสาร ที่ชวนให้เงิบสุดๆ


ภาพสวยงามตามนิตยสารที่เรามักจะเห็นกันจนชินตานั้น กว่าจะออกมาสวยงามและสมบูรณ์แบบได้ขนาดนั้นต้องผ่านขั้นตอน และโปรแกรมมากมาย ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจถ้าจะมีบางภาพผิดแปลกแตกต่างจากความเป็นจริงจนเกินคำบรรยายเหมือนกับ 21 ภาพเหล่านี้ เพราะเป็นภาพที่เกิดจากความผิดพลาดในการตัดต่อ ที่ดูยังไงก็ชวนให้เงิบสุดๆ เพราะนอกจากจะไม่สมจริงแล้วทำให้อารมณ์การอ่านหนังสือของเราสะดุดไปด้วย แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็เป็นสีสันความฮาอีกอย่างหนึ่งได้เช่นกัน

 

 

 

หัวกับตัว ไม่สมดุลกันเลย

 


 

ตกลงจะเกาะไหล่ หรือกอดเอว เลือกสักที่เถอะ

 


 

แบรด พิตต์จับมือใครอยู่

 


 

เด็กสี่แขนมีจริงหรือเนี่ย โอ้แม่เจ้า…

 


 

ในวงกลมคืออะไรหรอ

 


 

หนุ่มสามมือ ปาฏิหาริย์อีกละ

 


 

เค้ากอดเอวกันอยู่ แล้วนั่นมือใคร

 


 

มันไม่บาลานซ์กันเลยนะ ว่าไหม…?

 


 

มือใครเกินมา เก็บด่วน

 


 

ดูเป็นการแต่งงานที่สยองมากกว่า จะสุขนะ

 


 

แขนมันดูแปล่มแปล่มนะ

 

 

ตกลงกีต้าร์รุ่นไหนเนี่ย ล่องหนได้ด้วย

 


 

เป็นการถือที่ท่าทางมือแปลกๆ นะ

 


 

มือยาวไปไหน

 


 

มากับใครหรอ เห็นมือ ไม่เห็นหน้ากับตัว

 


 

ตกลงจะอยู่ข้างหน้า หรือข้างหลัง

 


 

มันสั้นไปนะ

 


 

เท้าเด็กผู้หญิง มาจากไหน

 


 

ภาพหลอนซ่อนวิญญาณ (มือ)

 


 

สายอะไรโผล่มาจากดาวไหนอีกเนี่ย

 


 

ดูขาข้างซ้ายแปลกๆ นะ

 

 

กฎหมายอเมริกา แปลกแต่จริง!


 

รัฐเคนทักกี ห้ามระบายสีหญ้าด้วยสีแดง

loptimum-thai-artist-10

รัฐเนวาดา ผู้ชายมีหนวด ห้ามจูบกับผู้หญิง

 

loptimum-thai-artist-9

รัฐนิวเจอร์ซีย์ คุณอาจจะถูกจับได้ถ้าคุณซดซุปเสียงดัง

loptimum-thai-artist-8

รัฐฟลอริดา ห้ามใส่ชุดที่ทาด้วยของเหลวในที่สาธารณะ

loptimum-thai-artist-7

รัฐแมริแลนด์ ตอกตะปูบนต้นไม้ ถูกปรับ 50 ดอลล่าร์

loptimum-thai-artist-5

รัฐแอละแบมา ห้ามนำไอติมใส่ในกระเป๋ากางเกงข้างหลัง

loptimum-thai-artist-1

รัฐเทกซัส ห้ามเด็กตัดผมทรงแปลกๆ

loptimum-thailand-artist-6

รัฐเดลาแวร์ ห้ามมิให้ผู้ใดสวมใส่กางเกงรัดรูปบริเวณเอว

loptimum-thailand-artist-5

รัฐแคนซัส ห้ามเซิร์ฟไวน์ในแก้วกาแฟ

loptimum-thailand-artist-4

รัฐโอคลาโฮมา ห้ามร่วมรักกับรถ

loptimum-thailand-artist-3

รัฐวอชิงตัน ห้ามวาดรูปจุดๆบนธงชาติ

loptimum-thailand-artist-2

รัฐอินดีแอนา ห้ามผู้ชายมีอารมณ์จนเป้าตุงในที่สาธารณะ!

loptimum-thailand-artist-1

รัฐวิสคอนซิน ห้ามมิให้ร้านอาหารทั่วไปเสิร์ฟเมนูพายแอปเปิ้ลโดยไม่ใส่ชีส

loptimum-thai-artist-17

รัฐแคลิฟอร์เนีย ห้ามขี่จักยานในสระน้ำ

loptimum-thai-artist-16

รัฐฮาวาย ไม่อนุญาตให้เอาเหรียญไปใส่ไว้ในหู

loptimum-thai-artist-15

รัฐแอริโซนา ห้ามมีดิลโด้มากกว่า 2 อันในบ้าน

loptimum-thai-artist-14

รัฐยูทาห์ เวลาเดินตามถนน อย่าถือถุงกระดาษที่ใส่ไวโอลีน

loptimum-thai-artist-12

รัฐโรดไอแลนด์ ห้ามใส่ชุดที่โปร่งใส

loptimum-thai-artist-11

Cr: loptimumthailand

ศิลปะ 3 มิติ ฝีมือคนไทยที่ เมจิก อาร์ต มิวเซียม แบงค็อก Magic Art Museum Bangkok


เมจิก อาร์ต มิวเซียม แบงค็อก (Magic Art Museum Bangkok) พิพิธภัณฑ์ศิลปะแนวใหม่ ที่ผสมผสานนานาศิลป์เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความสนุกสนานมากขึ้นกว่าการชมภาพวาดอย่างเดียว ผู้คนที่เข้ามาในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะได้รับความสนุกสนาน บันเทิง และชมความงามของศิลปะ ที่สอดแทรกความคิดสร้างสรรค์ ภายใต้ Concept ความเป็นไทย จากแนวคิด มันสมอง และการสร้างของทีมงานคนไทยทั้งสิ้น อยู่ที่ ศูนย์การค้ามาบุญครอง (MBK Center)

 ศิลปะ 3 มิติ ฝีมือคนไทยที่ เมจิก อาร์ต มิวเซียม แบงค็อก

เมจิก อาร์ต มิวเซียม แบงค็อก อยู่ที่ ศูนย์การค้ามาบุญครอง Magic Art Museum Bangkok Magic Art Museum Bangkok พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์แห่งศิลป์กรุงเทพฯ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ 3 มิติ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เน้นให้ผู้เข้าชมแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบกับผลงานศิลปะได้ โดยผ่านแนวความคิดรูปแบบใหม่ ศิลปะภาพวาดในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงได้เทคนิคนี้ สร้างภาพลวงตาขึ้นมา เพื่อเปิดโลกให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสและสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับภาพวาดต่ าง ๆ ได้จริง ไม่ได้เพียงแค่มองอย่างเดียวเท่านั้น ภายใน Magic Art Museum แบ่งเป็นโซนต่างๆดังนี้ เมจิก อาร์ต มิวเซียม แบงค็อก อยู่ที่ ศูนย์การค้ามาบุญครอง Thai Culture Zone : เมื่อคุณย่างก้าวเข้ามาใน Magic Art Thai Culture Zone คุณหยุดตะลึงกับ Concept ไทย ๆ วัฒนธรรมประเพณีในแบบไทย อาชีพไทย ๆ สถานที่ท่องเที่ยวของไทย และความเชื่อ นำมาวาดเป็นภาพที่งดงามและสร้างสรรค์ สนุกสนาน คุณจะมีรอยยิ้มตลอดการเข้าชมในโซนนี้ เมจิก อาร์ต มิวเซียม Magic Art Thai Horror Zone : เรื่องราวผีไทย ที่มีชื่อเสียงเรื่องราวความดุ เฮี้ยน เพี้ยน แปลก และฮา มีเอกลักษณ์ไม่แพ้ผีชาติไหน คุณจะได้สัมผัสบรรยากาศ สยึมปนสยองแต่ก็อดไม่ได้ที่จะยกให้โซนนี้เป็นโซนที่คุณชื่นชอบ เมจิก อาร์ต มิวเซียม Magic Art Funny Zone : โซนนี้รวมเอาความสนุกสนานหลากหลายไอเดียไว้ อะไรที่กวน อะไรที่ฮา อะไรที่เกิด จัดมารวมกันในโซนนี้ เป็นอีกโซนที่สนุกสนานแบบกวน ๆ ที่คุณจะต้องบัญญัติจำกัดความ “กวน” ขึ้นมาใหม่ เมจิก อาร์ต มิวเซียม

 

Magic Art Photo Land Zone : คุณจะได้สนุกกับการถ่ายภาพ สนุกกับฉากจำลอง PROP และเสื้อผ้าที่จัดเต็มมากว่า 10 โซน ให้คุณเลือกสนุกใน Story ที่แตกต่างมากมาย คุณจะมีภาพที่หลากหลาย Collection เก็บไว้เป็นอัลบั้มส่วนตัว เมจิก อาร์ต มิวเซียม

Love Boat : โซนนี้จำลองเอาผืนน้ำ และเรือโจรสลัดลำยักษ์ พร้อมบรรยากาศท้องทะเล มาให้คุณได้เล่นอย่างสนุกสนานและแชะภาพกับโซนนี้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยใด เปิดโลกแห่งจินตนาการ และความสนุกแบบไม่จำกัด

เมจิก อาร์ต มิวเซียม  Magic Art Museum

Magic Art Thaitoys Museum Zone : รวมเอา การละเล่น และของเล่นไทยสมัยโบราณ มาจัดโชว์เป็นนิทรรศการ ให้เด็กรุ่นใหม่และชาวต่างประเทศได้รู้จัก และสัมผัสความงดงามทางวัฒนธรรม ความสนุกสนานที่หาได้ง่ายในวิถีชีวิตแบบไทย ๆ เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทยไปสู่สายตาอารยประเทศทั่วโลก

 Magic Art Museum

 

เมจิก อาร์ต มิวเซียม แบงค็อก อยู่ที่ ศูนย์การค้ามาบุญครอง

เมจิก อาร์ต มิวเซียม แบงค็อก อยู่ที่ ศูนย์การค้ามาบุญครอง

เมจิก อาร์ต มิวเซียม แบงค็อก อยู่ที่ ศูนย์การค้ามาบุญครอง ชั้น 7 Magic Art Museum เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.30 – 22.00น.

ค่าเข้าชม เมจิก อาร์ต มิวเซียม แบงค็อก (Magic Art Museum Bangkok)
ชาวไทย : ผู้ใหญ่ 250 บาท/ท่าน, เด็ก (สูงไม่เกิน 100 เซนติเมตร) 120 บาท/ท่าน ชาวต่างชาติ : ผู้ใหญ่ 500 บาท/ท่าน, เด็ก (สูงไม่เกิน 100 เซนติเมตร) 220 บาท/ท่าน

ทั้งนี้สิทธิพิเศษสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ และนักเรียน นักศึกษา โชว์บัตรประชาชนหรือบัตรนักศึกษามีส่วนลดค่าเข้าชม หรือดูเพิ่มเติมได้ที่ Magic Art Museum หรือเว็บไซต์ http://www.magicartmuseum.com/Museum.html

ข้อมูลและภาพ : https://www.facebook.com/magicartmuseum
เรียบเรียงโดย Travel MThai

ป่าอาโอกิกาฮาระ ป่าอาถรรพ์สุดหลอนแห่งญี่ปุ่น (ป่าฆ่าตัวตาย) 20+


อาโอกิงาฮาระ ถูกจัดเป็นสถานที่ที่มีคนมาฆ่าตัวตายมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากสะพานโกลเดนเกต
ของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ทำไมต้องเป็นป่าแห่งนี้ อาซึสะ ฮายาโนะ ผู้ศึกษาเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายในป่าแห่งนี้มานานกว่า
30 ปี เผยว่า ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนเลือกมาฆ่าตัวตายที่อาโอกิงาฮาระ
อาจเป็นการทำตามกระแส 

โดยเมื่อปี 1960 เคยมีนวนิยายเรื่อง ‘ทะเลป่าสีดำ’ (Black Sea of Trees)ของนายSeicho matsumoto
เป็นสถานที่ที่สองตัวละครในนวนิยายของเขามาฆ่าตัวตาย 

(แต่ความจริงของความจริงสำหรับเรื่องนี้คือ ในศตวรรษที่19 เหล่าชาวนาผู้ทนความยากจนข้นแค้น
ไม่ไหวเลยเดินทางมาฆ่าตัวตายที่นี่เพื่อให้ ลูกๆของพวกเขามีอาหารพอเพียงที่จะมีชีวิตรอด )

แต่การฆ่าตัวตายในป่าอาโอกิงาฮาระ มีมาก่อนนวนิยายเรื่องดังกล่าวจะถูกเขียน และสิ่งที่เขาพบในป่าตลอดหลายสิบปี
ทำให้รู้ว่า ผู้ที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ด้วยตัวเอง มักไม่มีความคิดที่จะกลับออกไปอีกแล้ว บางคนยังมาอาศัยอยู่ที่นี่
ก่อนที่จะจบชีวิตตัวเอง หรือบางคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะตายดีหรือไม่ ก็มักจะทิ้งเครื่องหมายบอกทางไว้เสมอ
เพื่อบอกทางกลับหากเขาเปลี่ยนใจไม่ฆ่าตัวตาย

อาซูสะ ฮายาโนะ ซึ่งศึกษาและดูแลผืนป่าอาโอกิกาฮาระมานานกว่า 30 ปี บอกว่า แม้ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่า
กระแสนิยมเช่นนี้มีที่มาอย่างไร หน้าที่ประจำอย่างหนึ่งของเขาก็คือ ค้นหาศพคนที่ฆ่าตัวตายในป่า หรือเข้าไป
ห้ามปรามหากยังไม่สายเกินไป ซึ่งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เฉพาะตัวเขาคนเดียวก็พบศพมาแล้วไม่ต่ำกว่า 100 ศพ

นักธรณีวิทยาวัยกลางคนผู้นี้นำทีมถ่ายทำสารคดีจาก Vice World เข้าไปยังสถานที่ซึ่งชื่อว่า “จูไก”
เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ที่พบเจอมาเขาชี้ให้ทีมงานดูร่องรอยบางอย่างบนต้นไม้ ซึ่งแสดงให้เห็นสภาพจิตใจ
ของคนที่กำลังจะฆ่าตัวตาย หรือแม้แต่บางคนที่เปลี่ยนใจขอมีชีวิตอยู่ต่อ

บางคนอาจนึกสงสัยว่า ฮายาโนะ มีสภาพจิตไม่ปกติ จึงสนใจเรื่องความตายมากเช่นนี้ แต่เมื่อรับชมสารคดีต่อไปเรื่อยๆ
ก็จะพบว่าหนุ่มใหญ่เสียงนุ่มและช่างครุ่นคิดคนนี้เพียงปรารถนาจะเข้าใจ และป้องกันมิให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นอีกเท่านั้น
สารคดีดังกล่าวยังเผยภาพชวนสยองในป่ามรณะ ไม่ว่าจะเป็นร่างไร้วิญญาณที่ห้อยอยู่บนต้นไม้ รวมถึงทรัพย์สินของผู้ตาย
และร่องรอยของความโศกเศร้าหรือลังเลก่อนที่พวกเขาจะตัดสินใจลาโลก

ป้ายเตือนสติถูกปักไว้ทรงจุดเชื่อมระหว่างทางเดินชมธรรมชาติกับพื้นที่ห้ามเข้า เพื่อให้คนที่คิดจะฆ่าตัวตาย
ทบทวนใหม่ให้ดี เพราะเมื่อก้าวออกจากจุดนี้ไป หลายคนไม่มีวันได้ย้อนกลับมาอีกบางคนที่ยังตัดสินใจไม่เด็ดขาด
ว่าจะฆ่าตัวตายหรือไม่ ใช้สายเทปโยงตามเส้นทางที่ตนเองเดินมา เพื่อจะย้อนกลับไปสู่โลกภายนอกได้อีก
หากเปลี่ยนใจ

“แต่ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าคุณเดินตามเทปพวกนั้นไปก็จะพบอะไรบางอย่างเสมอ” 
เขาบอก
“อาจจะพบศพ หรือไม่ก็ร่องรอยว่าเคยมีคนไปถึงที่นั่น”

อย่างไรก็ตาม ฮายาโนะระบุว่า ค่านิยมของการฆ่าตัวตายของชาวญี่ปุ่นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สมัยก่อน ซามูไร
กระทำการ ‘ฮาราคีรี’ หรือการคว้านท้องปลิดชีพตนเอง เพื่อเป็นเกียรติต่อตัวเอง แต่การฆ่าตัวตายในปัจจุบัน
สะท้อนให้เป็นปัญหาของสังคมยุคใหม่ ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี ที่คนตัดขาดจากสังคม หรือถูกสังคมโดดเดี่ยวมากขึ้น
อันเป็นผลจากอินเทอร์เน็ต “ทุกวันนี้ เราสามารถมีชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์ได้ตลอดทั้งวัน 

แต่ความจริงที่ว่า ยังจำเป็นที่เราต้องพบหน้าใครสักคน อ่านความรู้สึกทางสีหน้า หรือได้ยินเสียง เพื่อให้เราเข้าใจ
ความรู้สึกกันได้อย่างถ่องแท้ เพื่อใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข



ป่าแห่งนี้ไม่ได้โด่งดังเฉพาะในญี่ปุ่น คนทั่วโลกรับรู้ถึงความแปลกประหลาด และน่าสะพรึงกลัวของมัน
จนกระทั้ง เจนนิเฟอร์ เซนท์ส นัดจิตวิทยา ร่วมกับ จอห์น เอล. สกิลล์ตัน ผู้ชื่นชอบในการบุกเกบิก
พร้อมกับทีมงานกลุ่มหนึงได้เดินทางไปยังป่าแห่งนี้ เพื่อถ่ายทำสารคดีและพิสูจน์ความจริง ด้วยสมมติฐานว่า
“ผู้ที่เข้าไปในป่าอาโอกิงาฮาระ จะพบอะไรบางอย่างที่ทำให้พวกเขาอยากตาย”

เจน ญาณทิพย์..เอร๊ยยเจนนิเฟอร์ เล่าว่า “ทันทีที่เดินเข้าไปในป่าตามลำพัง บรรยากาศนั้นเงียบวังเวงมาก
คุณอาจพบเศษซากของผู้ที่ฆ่าตัวตาย เช่น เศษเสื้อผ้า รองเท้า หรือข้อความจารึกบนต้นไม้ บางข้อความ
เป็นการสั่งเสีย บันทึกเวลาตาย รวมถึงระบายความมทุกข์ แต่ที่แน่ๆ ในป่าแห่งนี้รู้สึกถึงความรันทดสิ้นหวัง
ว่างเปล่า และแน่นอนคุณจะคิดถึงความตาย ไม่แปลกถ้าอยู่ดีๆ คุณจะอยากตายขึ้นมา”



ส่วนจอห์น เล่าว่า “ผมรู้สึกเหมือนมีบางอย่างจ้องผมทุกที่ตลอดเวลา ยิ่งเดินลึกเข้าไไปในความเงียบ
ยิ่งทำให้ผมประสาท บางอย่างทำให้ผมคิดถึงช่วงเวลาที่แย่มากในชีวิต เหมือนภาพนิมิตที่ผุดออกมาเรื่อยๆ
เรื่องแล้วเรื่องเล่า มันเป็นเหมือนสุสานที่เชื้อเชิญคุณให้คุณทิ้งปัญหาทุกอย่างเสีย แล้วก้าวสู่ความตาย”

ปัจจุบันนี้ ป่าแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงเป็นสถานที่จัดกิจกรรมอย่างเช่นตั้งแคมป์ แข่งกีฬากลางแจ้ง
แต่คนที่เคยไปต่างเกิดความรู้สึกเดียวกัน ว่าที่แห่งนี้บรรยากาศไม่ดี น่าหดหู่ บางครั้งยังรู้สึกเหมือนกับว่า มีสายตา
จ้องมองมาจากในป่า ทำให้อาโอกิงาฮาระ ได้ชื่อว่าเป็นป่าอาถรรพณ์ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก
และมีผู้เดินทางไปเพื่อพักผ่อนชั่วคราว หรือพักไปตลอดกาลอย่างไม่ขาดสายทุกปี

credit :: ไทยรัฐออนไลน์