ดราม่ากันอีกแล้ว อดีตตากล้อง VRZO “แชมป์” ซัดรายการไม่เหลียวแล


ส่อแววพัง!? “แชมป์” อดีตตากล้องยุคบุกเบิกรายการ VRZO โพสต์เฟซบุ๊กแฉ เผยทุ่มกาย ใจ เงิน แต่กลับถูกทิ้งไม่ไยดี ถามกล้าพูดได้ไงไม่เห็นแก่เงิน ไม่โกง ไม่เอาเปรียบใคร ด้าน “ปลื้ม สุรบถ” รีบแจงยันเคารพและห่วงรุ่นพี่เสมอ ขณะที่ “อิส” บอกอึดอัดอยากพัก

ดูเหมือนช่วงนี้จะมีแต่เรื่องวุ่นๆ เยอะทีเดียวสำหรับสมาชิกทีมงานรายการขวัญใจวัยรุ่นอย่าง VRZO ทั้งในส่วนของพิธีกรหญิง “ทับทิม มัลลิกา” กรณีที่ถูกวิพากษ์เกี่ยวกับการโฆษณาสรรพคุณครีมบำรุงผิวธุรกิจของครอบครัวไปในทางเกินจริงกระทั่งสามีหนุ่ม “ปลื้ม สุรบถ” ต้องออกมาช่วยชี้แจง (อ่าน“ปลื้ม” แจงกรณีดรามาครีม “ทับทิม” หลังถูกจวกเข้าข่ายโฆษณาเกินจริง)

ล่าสุด ก็เป็นตากล้องยุคบุกเบิกของ VRZO “แชมป์” ซึ่งก่อนหน้ามีข่าวว่าเจ้าตัวไปบวชอยู่ได้โพสต์ข้อความผ่าน Champ Chib Tachanyt เมื่อวันวานที่ผ่านมา (9 ก.พ.) ระบุทำนองว่า 4 ปีที่แล้ว ตนได้ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และแรงเงินในการเป็นส่วนหนึ่งของรายการ ทว่า ณ ปัจจุบัน เมื่อรายการได้รับความนิยม ตนกับต้องอยู่กับความยากลำบาก ไม่มีงาน ต้องให้ที่บ้านหาเลี้ยง และรักษาร่างกายที่พังเพราะการทำงานหนักโดยไม่ได้รับความเหลียวแลแต่อย่างใด

“คุณ…คุณกล้าพูดได้ยังไงว่า ไม่เห็นแก่เงิน คุณ…คุณกล้าพูดได้ยังไงว่า ไม่โกงใคร….คุณ…คุณกล้าพูดได้ยังไงว่า ไม่เอาเปรียบใคร….คุณ…คุณกล้าพูดได้ยังไงว่า ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร 4 ปีที่แล้ว ผมได้ใช้แรงกาย แรงใจ กำลังเงิน และความสามารถ ในการสร้างสิ่งๆ หนึ่งขึ้นมากับคุณ ซึ่งคุณขายฝันให้ผมทุ่มเท่ หลอกให้เป็นผู้ก่อตั้งกับคุณ เพื่อที่จะสามารถเลี้ยงตัวเองได้ เลี่ยงที่บ้านกับพ่อแม่ได้ ลำบากตอนนี้สบายตอนหน้านะพี่ ผมยังจำได้ คำพูดที่ว่า เรามาลำบากด้วยกันแล้วเราก็จะสบายด้วยกันนะเราจะไม่ทิ้งกัน แล้วเป็นยังไง”

“วิธีการทำงานของคุณทำร่างกายผมพัง ตอนนี้ต้องรักษาตัวเอง ไม่มีงาน ต้องให้ที่บ้านเลี้ยง พวกคุณสบายกันแล้วหายหัวไปเลย โทรไปไม่เคยรับติดต่อไม่เคยได้ ฮ่าๆๆๆ จากเมื่อก่อนโทรตามยิกๆๆๆ ให้ไปทำงานให้ ทำงานหาเงินนะไม่แย่หรอก แต่หลอกใช้คนอื่นเพื่อความสำเร็จของตัวเองนะมันแย่ “อยากให้ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้างนะครับ” คุณ…รู้ทุกอย่าง….แต่ไม่ทำอะไรสักอย่าง คุณเคยหักหลังใคร คุณเคยโกงใคร คุณเคยเอาเปรียบใคร คุณเคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร คอยดูแล้วกัน กรรมมันมีจริง การทำบุญเยอะๆ หรือไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่ ไม่ได้ช่วยให้ไม่ต้องชดใช้กรรมหรอกนะ แก้ไขสิ่งผิดให้ถูก ปรับปรุงตัว ยอมรับผลกระทบจากสิ่งที่ทำไป สำนึกผิดบ้าง โชคดี”

ขณะที่ทางด้านพิธีกรหนุ่ม “ปลื้ม สุรบถ” ได้ทราบเรื่องดังกล่าว เจ้าตัวก็ออกมาโพสต์ข้อความฝากถึงอดีตสมาชิก VRZO รุ่นพี่ลงอินสตาแกรมส่วนตัว @vrzopleum ว่าตนเสียใจมากที่พี่แชมป์คิดแบบนี้ พร้อมทั้งบอก ตนไม่รู้มาก่อนว่าอีกฝ่ายสุขภาพย่ำแย่ และถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะโกธรอะไรแต่ตนก็ยังรักและเคารพเหมือนเดิม

“ผมเพิ่งทราบข่าวเรื่องสเตตัสพี่แชมป์ ผมโทรหาพี่..แต่พี่ไม่รับสาย งั้นผมขอพูดตรงนี้ละกันนะพี่ ผมอยากจะบอกพี่นะครับว่า “ผมโคตรเสียใจเลยพี่” ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพี่คิดแบบนี้ ผมสาบานให้ตายเลยว่าผมไม่รู้จริงๆ ผมเห็นพี่โทรมาหาผมตอนโน้นว่า “ปลื้มสบายดีนะ พี่ฝันไม่ค่อยดีเลย ปลื้มดูแลตัวเองด้วยนะ พี่เป็นห่วง” ผมยังตอบเลยว่า “โหยพี่ ขอบคุณที่โทรมาพี่ ขอบคุณที่เป็นห่วงนะพี่” จากที่พี่โทรมาผมบอกตรงๆ ว่า ผมแม่งโคตรรักพี่เลย ผมรู้สึกว่าพี่เป็นพี่ของผมจริงๆ เพราะพี่เป็นห่วงผมตลอด จนล่าสุดผมก็ยังมาเจอพี่ในงาน VRZO PARTY”

“ผมถามพี่ว่า: “พี่สบายดีนะพี่ หลังพี่เป็นไงบ้าง” พี่ก็ตอบ : “ดีขึ้นๆ ฮ่าๆๆ” ผม: “ละพี่เป็นไงบ้าง ถ้าหลังพี่ดีแล้วพี่กลับมาทำด้วยกันมั้ย ตอนนี้ผมมีตากล้องเยอะละ พี่จะได้ไม่ต้องเหนื่อยแบบเมื่อก่อน : พี่แชมป์: ไม่เป็นไรน้อง เดี๋ยวพี่ได้ทุนไปเรียนต่อพอดี ขอบใจมากๆ จากตอนนั้นผมยังรู้สึกดีใจกับพี่มากที่ตอนนี้พี่ก็ดูแข็งแรงและมีความสุขดี แล้วพอมาวันนี้เกิดเรื่องขึ้นมา ผมเลยรีบโทรหาพี่ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะล่าสุดที่เราคุยกันยังดีๆ กันอยู่เลย พี่ก็ดูแข็งแรงดี”

“แต่ปรากฏว่าพี่ไม่รับสายผม ผมเลยโทรหาอิสว่ามันเกิดอะไรขึ้น อิสเลยบอกกับผมว่า “พี่แชมป์ตอนนี้สุขภาพทรุดโทรมมาก ร่างกายทรุดโทรม จิตใจก็ตามร่างกาย แล้วพี่แชมป์เคยโทรหามึงแต่มึงไม่รับสายเค้า พี่แชมป์เค้าเลยคิดว่ามึงไม่สนใจเค้าเลย” ผมตกใจมาก ผมบอกอิสว่า “อะไรวะ?! ทำไมกูไม่เคยรู้เลย!!” ผมเลยอยากบอกพี่แชมป์เลยนะครับว่า”ผมไม่รู้เลยจริงๆพี่ ว่าพี่โทรหาผมตอนไหน อาจจะเพราะคนโทรหาผมเยอะมาก แล้วมันตกหล่นหรืออะไรผมไม่แน่ใจ แต่ผมไม่รู้จริงๆพี่ และมาวันนี้พี่ลำบาก ผมก็เพิ่งรู้จากที่คุยกับอิสนี่แหละ”

“ผมไม่รู้เลยว่าสุขภาพพี่กลับมาแย่อีกแล้วและฐานะพี่กำลังลำบาก และผมไม่รู้เลยว่าพี่คิดกับผมแบบนี้ แต่สุดท้ายมันผิดที่ผมเองแหละพี่ ที่ผมไม่ได้ติดต่อพี่เลย มัวแต่ทำงานทุกวัน แล้วก็คิดว่าพี่คงสบายดีมีความสุขดีในเส้นทางชีวิตของพี่ ผมแม่งโง่เองพี่ ผมขอโทษพี่จากใจจริงเลยพี่ ให้ผมไปขอขมาพี่ก็ได้ ผมรักพี่และเป็นห่วงพี่มาตลอดจากใจจริงของผม แต่ผิดที่ผมเอง ผมโง่เองที่มันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพี่เลย ถึงพี่จะโกรธผมไปแล้วละมองผมแย่ไปแล้วก็ตาม แต่ยังไงพี่ก็คือพี่ของผมที่ผมรักและนับถือครับพี่ ผมขอโทษครับพี่แชมป์ ผมรักพี่มากนะครับ ถ้าพี่ให้อภัยผมพี่โทรกลับหาผมหน่อ นะครับ ผมอยากคุยกับพี่ครับ”

นอกจากนี้ ล่าสุด เมื่อผู้สื่อข่าวได้เข้าไปดูในเฟซบุ๊กของ “อิส อิสระ ฮาตะ” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในทีมงานยุกบุกเบิกของ VRZO ที่ยังคงอยู่มาจนถึงยุคปปัจจุบันปรากฏว่าเจ้าตัวก็ได้โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้เช่นกัน โดยระบุว่า…“ผมนับถือพี่แชมป์เป็นพี่ของผมและผมก็ติดต่อกับพี่แชมป์เป็นระยะๆ ผมรู้ว่าเพื่อนผม ปลื้ม เป็นคนที่ติดต่อยาก ผมอยู่ตรงกลางทั้ง 2 คน แต่ผมกลับไม่ได้ทำหน้าที่ตรงกลางซึ่งผมเสียใจมาก อึดอัดกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่อยากเจออะไรแบบนี้แล้ว อยากพัก”

สำหรับรายการนั้นแรกเริ่มเดิมทีเป็นรายการที่ถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ยูทิวบ์ ก่อนที่ช่องเวรี่ ทีวีจะนำไปออกอากาศผ่านทางทรูวิชั่นส์ โดยที่ผ่านมานอกจากทางแชมป์แล้ว ทีมงานของ VRZO ในยุคแรกๆ ต่างก็ทยอยออกมาหลายคนทีเดียว ทั้ง ในส่วนของพิธีกรสาว “จิ๋วจิ๋ว สิปโปทัย ฉันทะสิริวัฒน์” รวมถึงแฟนหนุ่ม “จอร์จ ปรีดิ์โรจน์ เกษมสันต์” นอกจากนี้ ยังเคยมีเสียงเมาท์ผ่านโลกออนไลน์ถึงความไม่ค่อยจะลงรอยกันระหว่าง “จิ๋วจิ๋ว” และแฟนสาวของหนุ่ม “อิส อิสระ” ที่ชื่อ “ทราย จรรยาพัชร” ที่มีต่อสาว “ทับทิม มัลลิกา” ออกมาอีกด้วย

อดีตตากล้อง VRZO “แชมป์” ซัดรายการไม่เหลียวแล

“ทัมทิม – ปลื้ม” คู่ชีวิตและคู่พิธีกร VRZO

อดีตตากล้อง VRZO “แชมป์” ซัดรายการไม่เหลียวแล

ข้อความที่คาดว่าจะเป็นชนวนเหตุ

อดีตตากล้อง VRZO “แชมป์” ซัดรายการไม่เหลียวแล

อดีตตากล้อง VRZO “แชมป์” ซัดรายการไม่เหลียวแล

อดีตตากล้อง VRZO “แชมป์” ซัดรายการไม่เหลียวแล

ข้อความที่ “ปลื้ม สุรบถ” โพสต์ตอบ

 

ที่มา : www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9580000016259

ด่วน!!! Kitty Resort สุดสะพรึง!!! ฝันร้ายสำหรับคนรักคิดตี้ [Pantip]


สวัสดีปีใหม่ 2558 ค่ะ แพะ
วันนี้เป็นวันต้นปีทุกคนคงกำลังเที่ยวปีใหม่กันอยู่
เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมาเราและครอบครัวได้ไปเที่ยวภูเรือ จังหวัดเลย
โดยได้จองที่พักของ Kitty Resort เป็นเต๊นท์ 3 ห้อง ราคาห้องละ 1,500 บาท และบ้าน 1 หลัง ราคา 2,500 บาท
โดยทางรีสอร์ทให้โอนเต็มจำนวนคือ 7,000 บาท เราก็ไม่ได้คิดว่าจะมีปัญหาอะไร จึงได้โอนไปเต็มจำนวน
และขับรถไปเที่ยวอย่างสบายใจ แต่เมื่อไปถึงเท่านั้นละค่ะ ก็เจอเรื่องสุดสะพรึง แต่ก่อนจะเข้าสู่เรื่องสุดสะพรึงเราจะขอโชว์รูปที่รีสอร์ทนี้โพสลงเพื่อ โฆษณาว่าจะเปิดรีสอร์ทอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 ธันวาคม 2557 เพื่อให้ลูกค้าโทรจองห้องพักได้ ซึ่งเมื่อเห็นจากรูปภาพจะเห็นได้ชัดว่ารีสอร์ทค่อนข้างสวยและเสร็จสมบูรณ์ เพียงพอที่จะเปิดรับลูกค้าให้เข้าพักได้แล้ว





เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2557 เราและครอบครัวได้ไปถึงรีสอร์ทเวลาประมาณ 12.00 น. เราจึงได้เข้าไปดูก่อนว่าจะต้องเช็คอินตรงไหน
ซึ่งเมื่อขับรถเข้าไปถึงสะพรึงแรกคือ คนเยอะมากเนื่องจากทางรีสอร์ทคิดค่าเข้าชมสวนดอกคนละ 20 บาท จึงมีคนให้ความสนใจเข้าไปชมกันอย่างล้นหลาม ประเด็นคือทุกคนไม่ได้เข้าชมดอกไม้ส่วนมากจะเข้ามาชมตัวรีสอร์ทมากกว่า และเมื่อเราลงจากรถเพื่อเดินหาออฟฟิตของรีสอร์ทเพื่อจะเช็คอินเราเดินหาไม่ เจอเพราะคนเยอะแล้วรีสอร์ทยังอยู่ในช่วงก่อสร้างอยู่เลย เราก็งงว่าเราจะพักตรงไหนได้?

จึงเกิดสะพรึงที่สองก็คือเต๊นท์ก็ยังพึ่งกาง เตียงก็ยังอยู่ในถุงวางอยู่นอกเต๊นท์ แต่จะมีเต๊นที่เสร็จสมบูรณ์อยู่ไม่กี่เต๊นท์



ส่วนห้องพักที่เป็นบ้านหลังๆก็มีช่างกำลังทาสีอยู่ ห้องก็โล่งๆยังไม่มีเฟอร์นิเจอร์เรยสักชิ้น พื้นห้องก็มีรอยสีเลอะเต็มพื้น ห้องน้ำก็เลอะมาก หลังห้องก็มีถังสี ผ้าม่านก็ยังไม่ได้ติด



เราเริ่มมองหน้ากับคุณพ่อว่าเอาไงดีนี่จะนอนกันยังไง เริ่มนึกว่านี่เรามากันผิดที่รึเปล่า??
และอากาศก็ร้อนมากๆเราก็เริ่มหงุดหงิด แถมคนที่จ่าย 20 บาทเพื่อเข้าชมสวนดอกไม้ก็เดินมาเปิดเต๊นท์เพื่อดูภายในเต๊นท์กันอย่างสนุก สนาน เดินเข้าเต๊นท์นี้ออกเต๊นท์นู้น เข้าบ้านนี้ออกบ้านนู้น อย่างกับสวนสนาม เพื่อให้อารมณ์เย็นลงเราเรยตัดสินใจไปทานข้าวรอเพื่อให้น้าสาวที่เป็นคนโทร จองติดต่อกับคนที่รับจองว่าต้องไปเช็คอินที่ไหนอะไรยังไง แล้วจะเข้าพักได้ยังไงในเมื่อมันยังไม่เสร็จเรย เมื่อน้าสาวเข้าไปเช็คอินตอน 14.00 น. น้าสาวเห็นสภาพรีสอร์ทถึงกับช็อคเรยคุยกับผู้จัดการรีสอร์อทว่าในเมื่อ รีสอร์ทยังสร้างไม่เสร็จแล้วจะพักได้ยังไง จึงขอเงินคืนครึ่งหนึ่งในตอนแรกผู้จัดการก็จะคืนให้ แต่เจ้าของรีสอร์ทเค้าอยู่แถวนั้นและได้ยินที่น้าสาวเราขอคืนเงินจึงเดิน เข้ามาจัดการคุยเอง
น้าสาว : ขอคืนเงินครึ่งหนึ่งค่ะ ห้องยังไม่เสร็จแบบนี้จะพักได้ยังไง
เจ้าของรีสอร์ท : ผมไม่คืนเงิน เพราะผมมีห้องให้คุณ ถ้าผมไม่มีห้องให้คุณผมถึงจะคืนเงินให้คุณ และถ้าผมคืนเงินให้คุณผมจะขายห้องพักต่อให้ใครได้
น้าสาว : (คิดในใจ เออ ก็จริงของมัน ถ้าคนมาเห็นสภาพห้องแบบนี้ใครมันจะโง่จ่ายเงินเข้าพักวะ!!! นี่ถ้าโอนเงินมาแค่ครึ่งหนึ่งนะข้าไปนานแล้วไม่นงไม่นอนมันแล้วสภาพแย่ๆแบบ นี้) ห้องนี่ยังสร้างไม่เสร็จเรยนะค่ะ
เจ้าของรีสอร์ท : เนี้ยเสร็จแล้ว ห้องอื่นเค้าก็เข้าพักกันได้ไม่เห็นมีปัญหา
น้าสาว : อึ้ง (คิดในใจ สภาพนี้เนี้ยนะเสร็จแล้ว และนี่ด่าว่าข้าเรื่องมากมีปัญหาอยู่กลุ่มเดียวอีก)
เจ้าของรีสอร์ท : นี่ขนาดให้โอนมาเต็มจำนวนนะยังจะไม่พัก
น้าสาว : (คิดในใจ ถ้าข้าไม่โอนมาเต็มจำนวนแล้วมาเห็นสภาพห้องพักเป็นแบบนี้ข้างก็คงไม่พักหลอกโว้ย)
เจ้าของรีสอร์ท : พูดประมาณว่า รีสอร์ทผมใครๆก็อยากพัก
น้าสาว : (คิดในใจ ถ้าใครๆก็อยากเข้าพักทำไมไม่คืนเงินล่ะ ห๊าาาาา)
แถมต้องมัดจำค่าห้องห้องละ 500 บาท เผื่อของเค้าเสียหายด้วยนะ สมควรต้องเก็บอ่ะของทุกอย่างก๊อกแก๊กมากอ่ะ คือพังง่ายมาก จับเบาๆก็เอียงจะล้มละ และด้วยความที่ไม่อยากมีปัญหา ครอบครัวเราจึง เออพักก็พักวะ เพราะแลดูเจ้าของรีสอร์ทเค้าจะเป็นใหญ่เป็นโต ถึงขนาดที่กล้าพูดจาไม่ง้อลูกค้าขนาดนี้ แสดงว่าเค้าคงมีดีพอตัว (อยากรู้ว่าใหญ่รึเปล่าก็ไปสือกันเอาเองนะจ๊ะ)

ครอบครัวเราไปเช็คอินตอน 14.00 น. แต่ยังไม่สามารถเข้าพักได้ เพราะอากาศร้อนมาก ภายในเต๊นท์ไม่มีแอร์หรือพัดลมเลย เราจึงต้องไปหาที่นอนเล่นแถวน้ำตกเพื่อรอให้พระอาทิตย์ตกดินก่อนและเพื่อให้ อากาศเย็นตัวลงจึงจะเข้าพักได้
เมื่อเวลา 18.00 น. เราจึงเข้าที่พักได้เพราะอากาศเริ่มเย็นบ้างแล้ว แต่ก็มีคนที่ยังเข้ามาชมไม่ขาดสาย เปรียบเสมือนว่าเราเป็นสัตว์ให้คนเข้ามาเดินชม ชะโงกดูในเต๊นท์บ้างตามอัธยาศัยหรือตามมรรยาทของแต่ละบุคคล อีกทั้งเต๊นท์นั้นไม่มีห้องน้ำในตัวจึงต้องเข้าห้องน้ำรวม และช่วยดูสภาพห้องน้ำรวมหน่อยว่ามันเข้าได้ไหม? พูดสิพูด





แถมเต๊นท์นั้นไม่มีกุญแจล็อคเลย เราจึงถามพนักงานเพราะกลัวของหาย พนักงานวิ่งไปถามเจ้าของและวิ่งกลับมาบอกเราว่า
“ถ้าของหายทางเราจะรับผิดชอบค่ะ” โห!!! รวยชะมัด แล้วภายในเต๊นท์นั้นสิ่งของทุกอย่างเปราะบางมาก พื้นเต๊นท์ก็ใช้เสื่อน้ำมัน แถมจานชามช้อนยังไม่ได้แกะป้ายราคา แถมมีใบคู่มือการใช้งานตู้เย็นแช่อยู่ในตู้เย็นด้วยค่ะ สงสัยกลัวลูกค้าใช้ตู้เย็นไม่เป็น



และเมื่อเราเดินไปดูที่พักที่เป็นบ้านหลังๆที่น้าสาวพักก็อยากจะวิ่งออกมา กรี๊ดดังๆ คือ จัดเตียงได้แปลกแหวกแนวมาก กล่องทีวีดาวเทียมก็ติดตั้งได้แปลกเช่นกัน อีกทั้งกระจกแต่งหน้าก็สูง(ไม่แน่ใจว่าเราเตี้ยไปหรือมันสูงไปกันแน่) ระเบียงก็ยังมีถังสีอยู่เลยสงสัยจะให้เราช่วยทาให้ อีกทั้งห้องน้ำนั้นเป็นปัญหาใหญ่สุดเลย ท่อยังไม่มีฝาปิด ฝ้ายังไม่ปิด และน้ำในโถส้วมเป็นสีเหลือง แถมน้ำมีกลิ่นสนิมอีก จะอาบได้ยังไงละทีนี้ สรุปจึงต้องไปอาบน้ำที่ปั๊มตามระเบียบ ส่วนเรื่องล้างหน้าแปลงฟันนั้นไม่ต้องพูดถึงน้ำขวดแน่นอนอยู่แล้วค่ะ










และตอนกลางคืนน้าชายตื่นจ้า ไม่ใช่เจอผีหรืออะไรนะ แต่เพราะแสบจมูกเหม็นกลิ่นสีภายในห้อง เนื่องจากพึ่งทาสีเสร็จสดๆร้อนๆกลิ่นเลยแรงมาก อีกทั้งเราได้เข้าพักก็เย็นมากแล้ว แถมยังต้องตื่นตั้งแต่ตี5เพื่ออาบน้ำและเก็บของออกจากรีสอร์ทเพราะกลัวถ้า ตื่นสายจะมีคนที่เข้ามาชมดอกไม้แล้วมาเปิดเต๊นท์เจอเราหลับ มันไม่โอเคมากๆเลยนะ ส่วนอาหารเช้านั้นอย่าได้พูดถึง มีขนมครก 3 ฝา ปาท่องโก๋ 4 ตัว ข้าวต้ม และน้ำเต้าหู้ นี่คืออาหารสำหรับ 9 คนนะค่ะ

จะบ้าตาย รีบเรยจ๊ะไม่กงไม่กินละ เก็บของๆเช็คเอ้าค่ะ ก่อนออกแอบหันไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งกำลังใส่ผ้าเช็ดตัวกับหมวกคลุมผมเดินออกมา จากเต๊นท์เพื่อจะเดินไปอาบน้ำ แอบสงสารเลยอ่ะ คือมีคนมาเข้าชมตั้งแต่ 7.30 น. ได้ คือไม่มีความเป็นส่วนตัวให้ลูกค้าที่จ่ายเงินมาแพงกว่าคนที่จ่าย20บาทเลยอ่ะ ดังนั้นขอแนะนำว่าถ้าอยากได้ภาพสวยๆ และไม่อยากตื่นเช้าทำอะไรรีบๆ และไม่อยากอารมณ์เสียกับเจ้าของรีสอร์ทควรจ่ายแค่ 20 บาทพอนะคะ ไม่ควรจ่าย 1,500 หรือ 2,500 เด็ดขาด

ด้วยความที่ครอบครัวเราก็ทำธุรกิจรีสอร์ทเหมือนกันจึงคิดว่า ในเมื่อคุณยังสร้างไม่เสร็จ แล้วคุณจะเปิดเพื่อให้ลูกค้าจองห้องเข้าพักทั้งๆที่ยังทำไม่เสร็จทำไม ให้ลูกค้าด่าคุณทำไม? และด้วยจรรยาบรรณแล้ว คนทำงานบริการก็ควรจะง้อลูกค้า ไม่ใช่พูดจาแบบนี้ ในเมื่อคุณตัดสินใจทำธุรกิจนี้แล้วคุณควรศึกษาให้ดีกว่านี้ และถ้าคุณบริการใครไม่เป็นก็ควรจ้างคนมาทำงานด้านบริการแทนซะ ถึงค่าห้องจะไม่มากแต่คุณก็ได้เงินจากเราซึ่งถือเป็นลูกค้า ไม่ใช่ว่าเรามาขอพักฟรี ดังนั้นคุณก็ควรบริการเรา ซึ่งแม้ตามความเป็นจริงแล้วคุณจะร่ำรวยมหาศาลกว่าเราก็ตาม แต่เมื่อคุณตัดสินใจทำธุรกิจนี้คุณต้องถือว่าลูกค้าเป็นพระเจ้า ลูกค้าถูกเสมอ แม้ลูกค้าจะงี่เง้าขนาดไหนก็ตามคุณก็ไม่มีสิทธิ์ไปด่าเค้าเพราะเค้าจ่ายเงิน เพื่อมาพักไม่ได้มาขอพักฟรีๆ เพราะมันเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจรีสอร์ทดำเนินต่อไปได้ และถ้ารีสอร์ทนั้นอยู่ในระหว่าการก่อสร้างคุณก็ควรจะแจ้งลูกค้าให้ทราบถึง ข้อเท็จจริงก่อนว่ารีสอร์ทนั้นอยู่ในระหว่างก่อสร้าง ถ้ารับได้ก็ให้โอนเงินจอง ถ้ารับไม่ได้ก็ยังไม่ต้องจอง แต่คุณก็ไม่ได้แจ้งข้อเท็จจริงเหล่านี้ให้ทางเราทราบก่อนจองเลย ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 4 ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและ เพียงพอเกี่ยวกับบริการ แต่คุณก็ไม่ได้แจ้งเรา ทำให้เราได้รับการบริการที่ไม่เป็นธรรม

และอีกประเด็นหนึ่งที่เราสงสัยคือ รีสอร์ทนี้ได้ขอลิขสิทธิ์แล้วหรือยัง? และของที่ใช้ภายในรีสอร์ทนั้นเป็นของลิขสิทธิ์ที่หิ้วเข้ามาโดยไม่เสียภาษี หรือซื้อจากช็อปภายในประเทศที่เสียภาษีแล้วกันแน่น?

 

8 การตัดต่อพันธุกรรม สร้างสิ่งมีชีวิตสุดประหลาด!


พันธุกรรม…การถ่ายทอดลักษณะต่าง ๆ จากรุ่นสู่รุ่น แต่มนุษย์เราก็โกงธรรมชาติโดยการเข้าไปตัดต่อเปลี่ยนแปงส่วนประกอบบางอย่าง เพื่อให้เกิดลักษณะพิเศษขึ้นตามที่เราต้องการ และต้องผ่านการทดลองแปลกๆ แหวกแนวธรรมชาติขึ้นมาหลายครั้งหลายครา เราจะพาคุณไปดู 8 ผลผลิตการตัดต่อทางพันธุวิศวกรรม ที่ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตสุดประหลาดขึ้นมา ทั้งพืช สัตว์ หรือแม้แต่ คน!


8. Venomous cabbage : กะหล่ำปลีพิษแมงป่อง

เมื่อ กะหล่ำปีมารวมตัวกับพิษจากหางแมงป่อง ก่อให้เกิดเป็นกะหล่ำปลีสุดสะพรึงที่มีพิษอยู่ในตัวเอง ซึงเมื่อมีหนอน หรือแมลงกัดเข้าไปแค่คำเดียว พิษแมงป่องก็จะเข้าขู่โจม ทำให้มันกลายเป็นกะหล่ำปีที่ไม่สารพิษจากยาฆ่าแมลงตกค้าง แค่มีพิษจากแมงป่องแค่นั้นเอง โดยที่พิษนี้จะเป็นอันตรายต่อศัตรูพืชของกะหล่ำปีเท่านั้น  และปลอดภัยสำหรับคนกิน…แต่จะแน่นอน 100% หรือเปล่าอันนี้เราไม่ฟันธง


7. Human milk from cow : วัวผลิตน้ำนมคน

นัก วิทยาศาสตร์อาร์เจนตินาโชว์เทพ ด้วยการโคลนนิ่งวัวที่มียีนส์ของคนผสมอยู่ชื่อว่า ‘โรสิตา ไอเอสเอ’ ก่อเกิดเป็นวัวสายพันธุ์ใหม่ที่ผลิตนมซึ่งมีคุณค่าทางอาหารสูงเทียบเท่านม ของคน โดยมีโปรตีนซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญอย่าง แลคโตเฟอริน (Lactoferrin) และ แลคโตเฟอริน (Lactoferrin) ที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของของจุลินทรีย์ เช่น เชื้อรา และช่วยต่อต้านเชื้อโรคต่างๆ อีกด้วย


6. Three eyes tadpoles : ลูกอ๊อด 3 ตา

มหาวิทยาลัย Warwick ซึ่งนำทีมโดย Nick Dale และ Elizabeth Jones ศาสตราจารย์สาขาวิทยาศาสตร์ชีววิทยาได้ตีพิมพ์ผลงานชวนตะลึงเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2007 นักวิจัยในทีมค้นพบว่า ATP หรือ Adenosine Triphosphate เป็นสารที่ให้พลังงานแก่เซลล์นั้นมีอิทธิพลต่อการพัฒนาการเคลื่อนไหวของกบ โดยทีมนักวิจัยนำโมเลกุลที่เรียกว่า “ectoenzymes” ใส่เข้าไปในตัวอ่อนของกบ จากนั้นรอให้เซลล์เจริญเติบโต ตัวอ่อนเหล่านี้ก็จะกลายเป็นลูกอ๊อดที่มี 3 ตา แค่นั้นยังไม่พอนักวิจัยต้องอึ้งต่อระลอก 2 เมื่อเซลล์มีการเจริญเติบโตบนส่วนอื่นนอกจากตา เช่น ส่วนหาง และหน้าท้อง ส่วนที่ทำไปทั้งหมดนั้นก็เพื่อนำไปรักษามนุษย์ที่สูยเสียการมองเก็น นั่น…งานนี้ต้องขอขอบคุณลูกอ๊อดซะแล้ว


5. GM mosquito : ยุงสายพันธุ์ใหม่ปลอดไข้มาลาเรีย

โรค มาลาเรียเกิดจากปรสิต ’พลาสโมเดียม’ ที่อยู่ในน้ำลายยุง จากนั้นจะเข้าสู่คนเมื่อโดนกัด นักวิจัยของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาจึงได้ทำการทดลองดัดแปลงยีนยุง เพื่อให้ยุงมีภูมิต้านทานปรสิต ‘พลาสโมเดียม’ และเมื่อนำยุงที่ผ่านการตัดต่อยีนไปปล่อยสู่ธรรมชาติ ยุงเหล่านี้จะเข้าไปแย่งผสมพันธุ์กับยุงสายพันธุ์เดิม และยุงที่เกิดมาใหม่นั้นจะเป็นยุงที่ไม่แพร่เชื้อมาลาเรีย อัตราการเกิดโรคนี้ก็จะลดลง แต่ว่าโครงการนี้ยังอยู่ในขั้นการทดลอง ซึ่งถ้าจะทำได้จริงๆนั้น ต้องนำยุงปล่อยสู่ธรรมชาติไม่ใช่แค่การทดลองในห้องแล็บเท่านั้น และยังต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อม และผลกระทบอื่น ๆ ที่จะตามมาเป็นขบวนอีกด้วย


4. Mouse frozen cloned : โคลนนิ่งหนูแช่แข็ง

ทีม นักวิจัยของสถาบัน Riken ประเทศญี่ปุ่นโชว์เทพ โคลนนิ่งหนูตายที่ถูกแช่แข็งไว้นานถึง 16 ปี ในอุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส โดยการการเอานิวเคลียสบริเวณสมองที่ไม่ได้โดนนำแข็งทำลาย เหมือนกับเซสล์ในบริเวณอื่น ๆ เนื่องจากมีไขมันห่อหุ้มอยู่จากหนูที่ถูกแช่แข็ง ไปฉีดใส่หนูอีกตัวที่ยังมีชีวิตเพื่อเป็นหนูอุ้มบุญ จากนั้น 3 สัปดาห์ หนูอุ้มบุญก็จะคลอดหนูตัวใหม่ที่มี DNA เหมือนกับหนูที่ตายไปแล้วเป๊ะๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นการทดลองสำเร็จไปได้ด้วยดี หนูที่คลอดออกมามีสุขภาพร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ทุกประการ ผสมพันธุ์ได้ตามปกติ ส่วนขั้นต่อไปนักวิจัยหวังว่ามันจะสามารถคืนชีพให้กับแมมมอธ และสัตว์สูญพันธุ์อื่นๆ ให้กลับมามีชีวิตลั้ลลากันบนโลกได้อีกครั้งหนึ่ง


3. Glow in the Dark Pigs : หมูเรืองแสง

เรื่อง หมูๆ ที่ทำให้ทั่วโลกต่างตะลึงเมื่อนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย South China Agriculture ประเทศจีนได้พัฒนาหมูเรืองแสง โดยฉีดโปรตีนฟลูออเรสเซนต์จากแมงกะพรุนเข้าไปในเซลล์ตัวอ่อนหมู ให้หมูเรืองแสงจากภายในสู่ภายนอก จุดประสงค์ให้นักวิจัยสามารถเห็นพัฒนาการของเนื้อเยื่อ เพื่อนำพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพสำหรับมนุษย์ เพราะนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าร่างกายของหมูมีสภาพเหมือนของมนุษย์มากที่สุด กลายเป็นว่าเรื่องหมูๆ มันไม่หมูอีกต่อไป เพราะมันได้กลายเป็นหมูพลีชีพให้เราทดลองไปซะแล้ว


2. Spider Goats : แพะแมงมุม

การ ข้ามสายพันธุ์สุดประหลาดระหว่างแมงมุมและแพะ โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยไวโอมิง ทำการตัดต่อยีนจากแมงมุมไปใส่ในตัวอ่อนของแพะ ก่อเกิดเป็นแพะสายพันธุ์ใหม่ที่ผลิตนมผสมโปรตีนใยไหม นอกจากนั้นยังนำมาทำเป็นเอ็นเทียม เสื้อกันกระสุน และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่นักวิจัยยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น แว่ว ๆ มาว่า ต่อไปจะเป็นการพัฒนานำยีนไหมไปใส่ในถั่วเพื่อให้ได้นมถั่วเหลืองที่มีโปรตีน สูงยิ่งกว่าเวอร์ชั่นเดิม บางคนอาจสงสัยแล้วทำไมไม่เลี้ยงแมงมุมมันซะเลยล่ะไปทำกับแพะอย่างนั้นทำไม เหตุเป็นเพราะว่าแมงมุมจะมีนิสัยปกป้องรังของตัวเอง เวลาที่เลี้ยงไว้มากๆ มันจะต่อสู้กันเองจนตายกันเกลื่อนกลาด สุดท้ายนักวิทยาศาสตร์เลยต้องมาลงเอยที่แพะซะงั้น


1. Twin town in Brezil : เมืองฝาแฝดในบราซิล

ดร.โจ เซฟ แม็งเกเล่ (Josef Mengele) นักวิทยาศาสตร์ในค่าย Auschwitz ของพรรคนาซี นักวิทยาศาสตร์ผู้ชี้เป็นชี้ตายแก่นักโทษ ด้วยหน้าตาท่าทางหล่อเหลา และทำการทดลองมหาโหดอย่างสุดขั้ว จนได้รับฉายาว่า เทพเจ้าแห่งความตาย (Angel of Death) ซึ่งภารกิจของเขาคือ การค้นคว้าความลับทางพันธุกรรมของพวกฝาแฝดเพื่อสร้างชนเผ่าอารยันที่สมบูรณ์ แบบ ตามความต้องการของผู้นำสูงสุดของเยอรมัน อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler)
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แม็งเกเล่ หลบหนีไปประเทศบราซิล หากแต่ยังไม่หยุดทำการทดลองทางพันธุกรรมชิ้นนี้  หลักฐานคือชาวเมืองในแคนดิดู โกดอล เมืองเล็กๆ ในประเทศบราซิล 80 ครัวเรือนในพื้นที่ 1 ตารางไมล์ จะให้กำเนิดเด็กแฝดถึง 38 คู่ และแต่ละคู่จะมีผมสีทอง ตาสีฟ้าเหมือนกันหมด แต่อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการที่ชาวเมืองมีลูกแฝดผมทองตาฟ้านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับแม็งเกเล่เลย แต่หากเป็นเพราะเมืองถูกตัดขาดจากภายนอกเป็นเวลานาน พันธุกรรมที่ได้รับจากบรรพบุรุษกลุ่มแรก ๆ จึงยังไม่มีการผสมของเชื้อชาตินั่นเอง

การตัดต่อพันธุกรรมทั้งหมดนั้น ถ้าอ่านดูดีๆ จะรู้ว่าผลประโยชน์นั้นตกอยู่ที่มนุษย์เราล้วนๆ จนงานนี้ต้องขอไหว้งามๆ ให้สัตว์ผู้โชคดี หรือโชคร้ายก็ไม่รู้ เลยละกัน

ที่มา: fhmthailand

ทำไม “บัวขาว” ชิ่ง K-1 เงื่อนงำมวยหลอกคนดู


 

ทำไม “บัวขาว” ชิ่ง K-1 เงื่อนงำมวยหลอกคนดู

บัวขาว ชิ่ง เค-วัน กลางคัน

 

ASTV ผู้จัดการรายวัน – สร้างความตกตะลึงให้กับแฟนมวย หลังจากที่ บัวขาว บัญชาเมฆ กำปั้นชื่อดัง หายตัวกะทันหันระหว่างการชกศึก “เค-วัน เวิลด์ แม็กซ์ ไฟนอล” รอบชิงชนะเลิศ ที่จัดขึ้น ณ ประเทศไทย จึงทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการพนันที่เจ้าตัวเคยไปแจ้งความก่อนหน้านี้หรือไม่ หรือมีผลประโยชน์อย่างอื่น เนื่องจากนับเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ “เจ้าดำ” มีเรื่องมีราวแตกหักกับฝ่ายจัดการแข่งขัน

บัวขาว บัญชาเมฆ หรือ นายสมบัติ บัญชาเมฆ สตาร์กำปั้นไทย ขึ้นสังเวียนเดินหน้าอัด เอ็นริโก เคห์ล คู่ชกชาวเยอรมัน ในรอบชิงชนะเลิศ ศึก “เค-วัน เวิลด์ แม็กซ์ ไฟนอล” รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 70 กิโลกรัม ณ อาคารกรีฑาในร่ม ศูนย์กีฬาแห่งชาติภาคตะวันออก เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม ที่ผ่านมา ก่อนครบ 3 ยก กรรมการตัดสินให้ทั้งคู่เสมอกันต้องสู้กันต่อในยกที่ 4 แต่สุดท้ายเจ้าของฉายา “ดำดอทคอม” กลับไม่รอผลการตัดสิน ปรี่ตามทีมงานเข้าห้องพักแล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย จึงโดนปรับแพ้ตามกฎและส่งให้คู่ต่อสู้รับส้มหล่นคว้าแชมป์ไปครอง

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าเป็นเพราะสิ่งใด เนื่องจากทุกอย่างเหมือนมีการวางแผนนัดแนะกันไว้ก่อนหน้าแล้ว อีกทั้งยังนับเป็นครั้งที่ 3 ที่ บัวขาว มีเรื่องมีราวถึงขั้นแตกหักกับฝ่ายจัดการแข่งขันผู้ปลุกปั้นมาต่อจาก “กำนันแก๊” ประมุข โรจนตัณฑ์ ผู้จัดการค่าย ป.ประมุข อดีตต้นสังกัด และ บริษัท สปอร์ต อาร์ต จำกัด ผู้จัดศึกมวย “ไทย ไฟต์” ซึ่งไฟต์ที่ผ่านมายังถือเป็นการชกครั้งสุดท้ายของเจ้าตัวกับ เค-วัน ด้วยเช่นกันหลังตัดสินใจไม่ต่อสัญญาออกไป

โดยส่วนใหญ่ได้มุ่งประเด็นไปที่ปมการพนันซึ่งคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นเชื้อเพลิงของเรื่องนี้หลังจากเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา บัวขาว พร้อมฝ่ายกฎหมายได้เดินทางไปแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม ว่าไฟต์ที่ตนจะขึ้นชกมีการเปิดรับแทงพนันออนไลน์ พร้อมลงราคาต่อรองอยู่ทั่วโลกโซเชียลมีเดียรวมถึงเฟซบุ๊กของการแข่งขันที่มีการเสนอเว็บไซต์นี้ด้วยเช่นกัน จึงทำให้ตนหวั่นวิตกว่าตัวเองจะเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการขึ้นชกและอาจนำไปสู่การแข่งขันที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม

กระนั้นภายหลังเหตุการณ์ชิ่งสังเวียนดังกล่าว “Banchamek Gym” เฟซบุ๊กแฟนเพจอย่างเป็นทางการของบัวขาวที่โพสต์รูปภาพเจ้าตัวพร้อมข้อความว่า “ขอโทษที่ทำให้แฟนๆงง เดี๋ยวคงเข้าใจผมครับ” ก่อนที่แหล่งข่าวจะเปิดเผยว่าเป็นเพราะมีการพนันเข้ามาเกี่ยวข้องจริง โดยกล่าวว่า “ขณะนี้ทางฝั่งตนยังไม่ขอพูดอะไรมากอยากให้ทางฝ่ายจัดการแข่งขันเป็นฝ่ายออกมาชี้แจงก่อน ซึ่งบัวขาวได้ชกตามสัญญาที่ตกลงไว้ครบถ้วนคือ 3 ยก และทรงมวยที่ออกมาบัวขาวควรจะเป็นฝ่ายชนะ แต่สุดท้ายกรรมการให้ผลเสมอทำให้ต้องชกในยกที่ 4 ต่อไป ดังนั้นตนจึงมองว่าเป็นธรรมกับบัวขาวหรือไม่ และหากบัวขาวชกต่อไปจนมีผลแพ้ชนะอาจทำให้มีผลต่อการรับแทงพนันด้วยเช่นกัน ฝั่งตนจึงไม่อยากยุ่งกับเรื่องนี้”

แหล่งข่าวเผยต่อว่าช่วงเช้าก่อนการชกทางฝ่ายจัดฯได้มีการชี้แจงและเปลี่ยนกติกาใหม่ เช่น ต้องพันมือก่อนขึ้นชกก่อนเวลา 20.00 น. หรือห้ามบัวขาวจับขาคู่ต่อสู้แล้วดันไปข้างหน้า และหากทำจะถูกตัดคะแนน รวมถึงหากผล 3 ยกมีการเสมอกันจะต้องชกต่อยกที่ 4 5 6 ต่อไปจนกว่าจะได้ผู้ชนะ ที่สำคัญการชกรายการนี้ไม่มีหน่วยงานใดมารับรอง การชกต่อไปจึงไม่รู้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อบัวขาวหรือไม่

ด้าน นางสาวแพท พัดชา ผู้แทน เค-วัน ประเทศไทย ได้ออกมาปัดเอี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “เรื่องที่เกิดขึ้นทางเราคงไม่เกี่ยวข้องด้วยเพราะบัวขาวไม่ได้มีสัญญากับเรา แต่เขามีสัญญากับ เค-วัน ต่างประเทศ การที่เขาไม่ขึ้นชกก็ต้องไปว่ากันต่อไปเอง เช่นเดียวกับกรณีกรรมการหรือกฎการแข่งขันต่างๆนั้นทางต่างประเทศเป็นฝ่ายจัดการทั้งหมดไม่เกี่ยวกับเรา เรามีหน้าที่คือเป็นออร์แกไนซ์จัดการแข่งขันในประเทศไทย หลังจากซื้อลิขสิทธิ์จาก เค-วัน โกลบอล โฮลดิง มาในราคา 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ(ราว 32 ล้านบาท) ซึ่งตอนนี้ถือว่าหน้าที่ของเราเสร็จสิ้นแล้ว”

ขณะที่เรื่องผลกระทบนั้น นางสาวแพท ยอมรับว่ามีแน่นอน และคงไม่ต่ำกว่าหลัก 10 ล้านบาท “แต่ถ้าถามว่าเราเสียหายไหมกับเรื่องที่เกิดขึ้น ก็ต้องตอบว่ามีแน่นอนทั้งเรื่องสปอนเซอร์ที่ถามเข้ามารวมถึงทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือต่อเราด้วยเช่นกัน ส่วนจะเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่นั้นยังต้องประเมินกันอีกครั้ง แต่คงเป็นหลัก 10 ล้านบาทแน่นอน อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้เรายังไม่ได้คิดถึงเรื่องการฟ้องร้องแต่อย่างใด” ผู้แทน เค-วัน ประเทศไทย เผย

ส่วน บัวขาว พระเอกของงานนั้นยังคงปิดปากเงียบ จึงทำให้ต้องรอเจ้าตัวแถลงอย่างเป็นทางการว่าเท็จจริงแล้วเป็นเช่นใด รวมถึงท่าทีของ เค-วัน โกลบอล โฮลดิง คู่สัญญาด้วยเช่นกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เหนืออื่นใดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าการแข่งขันมวยรูปแบบนี้ที่ผสมผสานความบันเทิงและศิลปะการต่อสู้นานารูปแบบ น่าจะถึงจุดจบแล้ว หลังจากที่แฟนๆ ให้ความนิยมล้นหลามหลากหลายรายการก่อนหน้านี้ แต่ด้วยความไม่สมจริงสมจัง เหมือนเขียนบทจัดฉาก วางคู่ชกที่ไม่สมน้ำสมเนื้อ สุดท้ายมีเรื่องการพนันเข้ามาเกี่ยวข้อง จากนี้คงจะมีแต่คนที่เบือนหน้าหนี

 

557000012130502 557000012130503 557000012130504

 

ที่มา : http://www.manager.co.th/Sport/ViewNews.aspx?NewsID=9570000117418

รวมมิตรโกงหลีใต้


 

1 ต.ค.57 เดินทางมาถึงช่วงโค้งสุดท้ายของการแข่งขันกันแล้วสำหรับกีฬา “เอเชียนเกมส์” ครั้งที่ 17 ที่เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งจนถึงขณะนี้เชื่อว่าแฟนกีฬาชาวไทยไม่มากก็น้อยที่นั่งชม “อินชอนเกมส์” อยู่ในขณะนี้คงมีทั้ง “เสียงเฮ” จากผลงานของนักกีฬาไทย พร้อมๆกับมี “เสียงด่า” ถึงลีลาของเจ้าภาพเกาหลีใต้ที่ “โกง” สารพัดเพื่อผลการแข่งขันที่ดีของชาติตัวเอง

 

811807-topic-ix-1

“กอดๆๆ” ไม่ต้องต่อย ก็เข้ารอบ

 

ไล่เรียง “กลโกง” ของเจ้าภาพเกาหลีใต้ เฉพาะที่นักกีฬาไทยเป็นฝ่าย “ถูกกระทำ” ตั้งแต่วันแรกๆจนถึงวันนี้ ที่เห็นชัดๆและว่ากันว่า “ค้านสายตา” แฟนกีฬาชาวไทยนั้น เริ่มจากกีฬา “มวยสากลสมัครเล่น” ในคู่ที่ “สายลม อาดี” กำปั้นความหวังชาวไทย ที่มีอันต้องตกรอบ 8 คนสุดท้าย ในรุ่นไลท์ ฟลายเวต หรือรุ่น 60 กิโลกรัม เมื่อแพ้คะแนนให้กับ ฮัน ซุลชู นักชกเจ้าถิ่น แบบเหลือเชื่อ ด้วยผลการให้คะแนนจากกรรมการข้างเวทีแบบเป็นเอกฉันท์ 3-0 เสียง

หลังจบการแข่งขันแบบค้านสายตา บรรดานักเลงคีย์บอร์ดชาวไทยทนไม่ไหวออกมา “กระหน่ำ” คอมเมนท์ในโลกโซเชียลมีเดียกัน “กระหึ่ม” ส่วนใหญ่มองว่า “สายลม” แพ้ได้อย่างไร ในเมื่อไล่ต่อยนักชกเจ้าถิ่นได้จะแจ้งกว่า ขณะที่นักชกเจ้าถิ่นได้แต่ “กอด กอด แล้วก็กอด”

ใช่ว่าจะมีแต่ “ขุนพลเสื้อกล้าม” ไทยที่ถูกกระทำ เพราะหลังจากนี้ก็มีการประท้วงกันวุ่นวายในรุ่นแบนตั้มเวต เมื่อ ทักส์ซ็อกต์ ยัมไบร์ นักชกชาวมองโกเลีย ถูกตัดสินให้แพ้คะแนน ฮัม ซัง-เมียง นักชกเจ้าถิ่น แบบค้านสายตา งานนี้ทีมมวยมองโกเลียประท้วงแหลก แต่ไม่เป็นผล

ขณะที่การแข่งขันมวยสากลหญิง รุ่นไลต์เวต รอบรองชนะเลิศ สาริต้า เทวี ของอินเดีย ก็ไม่พอใจที่ถูกตัดสินให้แพ้คะแนน ปาร์ก จิ-นา นักชกเกาหลีใต้ และทำให้ชองธัม โธบา ซิงห์ สามีของเทวี ประท้วงและมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

“ผมไม่สามารถยอมรับผลการตัดสินในลักษณะนี้ได้ เพราะมันผิดพลาด พวกคุณกำลังฆ่ากีฬามวยนะ รู้หรือเปล่า” ซิงห์ กล่าว

 

“ขนไก่”เจอฤทธิ์“ผีช่องแอร์”

811807-topic-ix-2

อีกหนึ่งชนิดกีฬาที่เป็นความหวังของไทยอย่าง “แบดมินตัน” ก็มีข้อกังขาคล้ายจะโดน “กลโกง” จากเจ้าภาพ เมื่อมีการวิจารณ์กันอย่างหนาหูว่าที่ “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ นักตบลูกขนไก่มือระดับโลกของไทย ต้องแพ้ให้กับ แบ ยอน จู เจ้าภาพ 2-1 เซต ตกรอบ 8 คนสุดท้ายในการแข่งขันแบดมินตันหญิงเดี่ยว เพราะมี “ลมปริศนา” เข้ามาช่วยเจ้าภาพ ซึ่งตัวแทนนักกีฬาจากจีนและญี่ปุ่นก็ “เห็นพ้อง” ในเรื่องนี้

งานนี้ “น้องเมย์” แพ้ให้กับ แบ ยอน จู แบบ “หมดรูป” ด้วยคะแนน 4-21 , 18-21 และ 8-21 ซึ่งด้วยคะแนนที่ทิ้งห่างมากจนเกินไปทำให้หลายฝ่ายเกิดข้อสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ติดตามชมการแข่งขันในสนามได้ตั้งข้อสังเกตว่าการตีลูกของ“น้องเมย์” ดูแปลกไป เหมือนมีปัญหาเรื่องการคุมน้ำหนักลูก ซึ่งน่าจะเกิดจาก “ลม” ที่พัดในสนาม เช่นเดียวทีมแบดมินตันจากประเทศต่างๆที่ได้มีการกล่าวถึงลมปริศนาในสนามเช่นกัน

เว็บไซต์บิสสิเนสรีคอร์เดอร์ อ้างบทสัมภาษณ์ของตัวแทนนักกีฬาจากจีน ที่มีความเห็นพ้องกันในเรื่องนี้ว่า ระบบระบายความร้อนและเครื่องปรับอากาศในสนามส่งผลกระทบต่อทิศทางของลูก และรูปแบบในการเล่นมาก สนามทั้ง 2 ฝั่งมีความแรงของลมไม่เท่ากัน ในขณะที่นักกีฬาของเกาหลีใต้มีการปรับตัวต่อลมแรงๆในสนามได้ดีกว่า

“ลี ยอง โป” หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมแบดมินตันจีน กล่าวว่า ในวันที่ทีมชายของจีนแพ้เกาหลีใต้ ในรอบชิงชนะเลิศ สภาพลมในสนามเกิดจาก “ฝีมือมนุษย์” แน่นอน เกาหลีใต้ตั้งใจที่จะควบคุมกระแสลมพัดในสนาม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง จีนเจอลมแรงมากในฝั่งที่แข่ง แต่พอเปลี่ยนฝั่งเจ้าภาพก็ “ปิดแอร์” ฝั่งที่เกาหลีใต้ลงแข่ง อีกทั้งนักกีฬาของเจ้าภาพก็ได้ลงซ้อมที่สนามแห่งนี้ก่อนแข่งล่วงหน้าถึง 15 วัน

ขณะที่ “เคอิตะ มะสึดะ” โค้ชญี่ปุ่น ชี้ว่าในการแข่งขันแบดมินตันทีมชาย รอบก่อนรองชนะเลิศ ที่ญี่ปุ่นแพ้เกาหลีใต้ กระแสลมในสนามค่อนข้างแปลก เพราะเมื่อญี่ปุ่นเปลี่ยนข้าง ลมก็เปลี่ยนข้างตามมาด้วย โดย เคนอิจิ ทาโกะ มือตบญี่ปุ่นก็สมทบว่า ตนไม่มีประสบการณ์การเล่นในสนามที่มีลมขนาดนี้มาก่อน ซึ่งหลังการแข่งขันทางญี่ปุ่น ก็ออกมาประท้วงว่าเจ้าภาพแอบเล่น “ตุกติก” หรือไม่

ด้าน “สมพล คูเกษมกิจ” ผู้ฝึกสอนแบดมินตันทีมชาติไทย กล่าวว่า เรื่องกระแสลมที่เป็นปัญหานั้น เป็นเรื่องที่นักกีฬาไทยต้องควบคุมสถานการณ์และควบคุมตัวเองให้ได้ เพราะถ้าเป็นลมธรรมชาติ ทุกคนต้องเจอหมด

เรื่องของ “ลมปริศนา” นั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ คงต้องรอดูกันต่อไปว่าสุดท้ายมันเป็นลมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือเป็น “ลมช่องแอร์” ที่มี “พลังงานบางอย่าง” ทำให้เกิดขึ้น???

 

เชิ้ตดำ“มาตามนัด”…“ช้างศึก”เจอจุดโทษชวดชิง

811807-topic-ix-3

เพิ่งจบไปสดๆร้อนๆสำหรับฟุตบอลชายไทย ที่พ่าย เกาหลีใต้ 0-2 ร่วงตกรอบรองชนะเลิศไปอย่าง “เจ็บแสบ” ซึ่งในโลกออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือเว็บบอร์ดชื่อดังต่างยังพูดถึงเกมของคู่นี้แบบ “อารมณ์ค้าง”!!!

จังหวะที่ทัพ “ช้างศึก” เสียประตู 1-0 ต้องยอมรับว่าเรา “พลาดเอง” แต่จังหวะที่ทำให้แฟนบอลทัพ “ช้างศึก” ต้องมีอารมณ์เห็นจะเป็นประตูหนีห่าง 2-0 ของเกาหลีใต้ ที่ได้จาก “จุดโทษ” กังขา เพราะจังหวะนั้นเมื่อดูภาพช้าไม่ว่าจะกี่ครั้งก็จะเห็นว่าเป็นการทำฟาวล์ “นอกกรอบเขตโทษ” แต่แนวรุกเจ้าถิ่น ดันพุ่งล้มเข้าไปในเขตโทษ และกรรมการดัน “บ้าจี้” รีบเป่าเป็นจุดโทษให้ทันที ก่อนที่เจ้าถิ่นจะสังหารเข้าไป

อีกหนึ่งจังหวะที่ทำให้แฟนบอลชาวไทย “ฉุนขาด” ก็น่าจะเป็นช่วงท้ายๆเกมที่ผู้เล่นเจ้าถิ่นล้มตัวลงนอนขวางการเล่นของไทย แถมยังใช้ “มือ” เล่นบอลในกรอบเขตโทษ แต่กรรมการดันไม่บ้าจี้ให้จุดโทษกับไทย ครั้นจะว่ากรรมการโดนบัง มองไม่เห็นก็ไม่น่าจะใช่ เพราะมันเป็นพฤติกรรมที่เกิด “ซึ่งหน้า” กรรมการชัดๆ นี่ยังไม่นับจังหวะฟาวล์อีกหลายๆจังหวะที่แฟนบอลมองว่ากรรมการมักเป่า “เข้าข้าง” แข้งเจ้าภาพมากกว่า คล้ายกับ “รับงาน” มา

ก่อนการแข่งขันเชื่อว่าบรรดาแฟนบอล และสต๊าฟโค้ชทัพ “ช้างศึก” ก็คงผวา และ “ทำใจ” รอรับกับการตัดสินของกรรมการอยู่แล้ว แต่ใครจะไปคิดว่าจะ “มาตามนัด” ซะขนาดนี้

ทั้งหมดทั้งมวล คือ “กลโกง” ของเจ้าภาพที่ทัพนักกีฬาไทยต้องเผชิญ ซึ่งก็คงได้แต่ขอให้ “ทำใจ” เพราะจะว่าไปการแข่งขันกีฬาหลายๆครั้งที่เกาหลีเป็นเจ้าภาพมักจะมาพร้อมกับเรื่องนี้ จนมีหลายๆคนพูดว่าเกาหลีกับการโกงมันของคู่กัน เพราะขนาด “หน้าตา” เกาหลียังโกงได้เลย!!!