โบกมือลา 10 เทคโนโลยีที่สิ้นชีพไปในปี 2014


ในปีนี้ถือเป็นอีกปีที่มีเทคโนโลยีและอุปกรณ์ใหม่ๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก แต่ก็มีสินค้าและบริการด้านเทคโนโลยีอีกหลายตัวถึงเวลาจบชีวิตปิดตัวไปในปีนี้ด้วยเช่นกัน มาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่ได้จากเราไปแล้วบ้าง

Customers Michael, left, and Teresa Hamilly display an Apple

1. iPod Classic

มรดกชิ้น (เกือบ) จะสุดท้ายที่ทิ้งไว้ดูต่างหน้าของสตีฟ จ็อบส์ ปีนี้ Apple เปิดตัว iPhone 6 แต่พร้อมกันนั้นก็แอบเอา iPod Classic ออกไปจากร้านค้าไปอย่างเงียบๆ โดย Apple ให้เหตุผลในการหยุดจำหน่าย iPod Classic เพราะว่าไม่สามารถหาอะไหล่มาไว้สำรองได้แล้ว ถือว่าปิดฉากเทคโนโลยี Click Wheel ของiPod รุ่นดั้งเดิมไปด้วยพร้อมๆ กัน

และการหยุดจำหน่าย iPod Classic ส่งผลให้มีคนเอาของเก่าทั้งมือ 2 และเก่าเก็บมาประมูลขายผ่าน Ebay ซึ่งบางตัวสามารถประมูลไปได้ถึงหลักแสนหลักล้านบาทกันเลยทีเดียว

02

2. Facebook Poke App

เป็นแอพที่ Facebook ทำออกมาเหมือนจะพยายามเลียนแบบ Snapchat ที่กำลังเป็นที่นิยม แถมตอนแรก Facebook เสนอเงินไปเพื่อซื้อก็ปฎิเสธ และสุดท้ายFacebook Poke App ก็ไม่ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้และหายไปอย่างไร้ร่องรอย

03

3. MSN Messenger

แอพสนทนาข้อความที่เคยเฟื่องฟู แต่สุดท้ายพ่ายให้กับแอพแชทบนมือถือและค่อยๆ เสื่อมความนิยมลงไป เมื่อปี 2011 Microsoft ได้ย้ายเอา MSN Messenger ไปรวมไว้กับ Skype ที่ตนเองได้ซื้อมา แต่ว่ายังมีผู้ใช้ในจีนที่ยังใช้เป็น MSN Messenger อยู่ แต่แล้วในปีนี้ Microsoft ก็ได้ปิดบริการของ MSN Messenger ลงอย่างเป็นทางการ

04

4. Orkut

เครือข่ายสังคมออนไลน์ของ Google ที่โด่งดังและมีผู้ใช้เป็นจำนวนมากในบราซิล ในระดับที่ว่า Facebook ต้องจับตามองและพยายามช่วงชิงตลาดนี้มาให้ได้ Orkut เริ่มให้บริการตั้งแต่ปี 2011 แต่ถึงแม้ว่ามันจะได้รับความนิยมในบราซิล แต่ในระดับโลกนั้น Google ไม่สามารถผลักดันให้มันโตได้ สุดท้ายก็ต้องฆ่าตัดตอนยกเลิกการให้บริการไปในปีนี้

05

5. Xbox Entertainment Studio

ปีนี้ถือว่าทิศทางด้านตลาดเกมคอนโซลของ Microsoft ดูจะผิดพลาดและมีปัญหาค่อนข้างมาก ตั้งแต่เรื่องที่ยอดขายของ Xbox One ขายได้น้อยกว่าที่คาดแถมถูก PS4 ของ Sony ขายดีทิ้งห่างไปเกือบเท่าตัว และปีนี้ CEO คนใหม่ของ Microsoft อย่าง Satya Nadella ก็ดูจะไม่ค่อยสนใจผลิตภัณฑ์ด้านเกมซักเท่าไหร่ และการปิด Xbox Entertainment Studio เป็นส่วนหนึ่งในการเลิกจ้างพนักงานไปถึง 18,000 คนของ Microsoft ภายในปีนี้

06

6. Windows XP

ระบบปฎิบัติการรุ่นดึกดำบรรพ์ของ Microsoft ที่มีอายุมาร่วม 10 ปี และประกาศมาตั้งแต่ปีก่อนแล้วว่าจะหยุดการ support และอัพเดตให้กับ Windows XP ภายในปีนี้ และก็ผลักดันให้ผู้ใช้เปลี่ยนมาใช้ Windows รุ่นใหม่อย่าง 8.1 ซึ่งตอนนี้ก็ดูว่าจะเป็นรุ่นที่โลกลืมในปีหน้าเพราะว่า Microsoft เตรียมเข็น Windows 10 ออกมาในปี 2015 นี้แล้ว

แต่ถึงแม้ Microsoft จะบอกว่าไม่อัพเดตอะไรให้กับ Windows XP แล้ว แต่ก็มีหลายองค์กร, หน่วยงาน และในอีกหลายประเทศ (โดยเฉพาะประเทศจีน) ที่ยังไม่มีท่าทีที่จะเปลี่ยนหรืออัพเกรด OS เพราะมีเครื่องที่ใช้ XP อยู่เป็นจำนวนมาก แถมก็ไม่ง่ายที่จะไปไล่อัพเกรดทุกเครื่องได้ ที่สำคัญคือเรื่องงบประมาณในการเปลี่ยน OS นั้นก็เป็นจำนวนเงินที่มหาศาล

07

7. Justin.tv

เว็บไซท์สำหรับถ่ายทอดสดที่ดูจะคล้ายๆ กับ Youtube แต่ว่าคนที่ใช้งานนั้นค่อนข้างจะมีอิสระ แถมยังมีวิดีโอละเมิดลิขสิทธิ์เผยแพร่อยุ่เป็นจำนวนมาก เว็บไซท์นี้ตั้งขึ้นโดยนาย Justin Kan ที่เริ่มด้วยการเอากล้องเว็บแคมแปะไว้กะหัวของเขาแล้วถ่ายทอดสดเป็นเวลาร่วมเดือน

แต่ทว่าบริษัทลูกของ Justin.tv อย่าง Twitch เว็บไซต์ที่ให้เหล่าเกมเมอร์ได้เล่นเกมแล้วถ่ายทอดให้คนอื่นเข้ามาดูกันสดๆ หรือที่เรียกว่า cast เกมนั้นได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนดังกว่า Justin.tv และนั่นก็ทำให้ Justin Kan ปิดเว็บ Justin.tv ทิ้งไป และล่าสุด Amazon ก็ได้ควักเงินซื้อกิจการของ Twitch ไปเป็นมูลค่าถึง 980 ล้านเหรียญ

08

8. นิตยสาร Macworld

ถึงแม้ว่าสินค้าของ Apple จะขายดีและผู้คนให้ความสนใจ แต่นิตยสารเก่าแก่ที่เสนอข่าวสารเกี่ยวกับ Apple มาอย่างยาวนานอย่าง Macworld ก็ได้หยุดการตีพิมพ์ไปในเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่ยังคงมีเว็บไซต์สำหรับเผยแพร่ข่าวสารต่อไป ถือเป็นนิตยสารหัวใหญ่อีกรายของโลกที่ปิดตัวฉบับพิมพ์ไปตามกระแสยุคดิจิตอลในปัจจุบัน

09

9. Nokia X

สมาร์ทโฟนลูกผสมของ Nokia ที่สามารถใช้แอพของ Android ได้ในราคาที่ไม่แพง สร้างความฮือฮาให้กับแฟนๆ ในช่วงต้นปี แถมยังมีออกรุ่น X2 ตามมาในช่วงกลางปี แต่ทว่าหลังจากที่ Microsoft สามารถบรรลุข้อตกลงในการซื้อกิจการสมาร์ทโฟนของ Nokia มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โครงการของ Nokia X นั้นก็ถูกยุบทิ้งไป และไม่ใช่แค่นั้น แม้แต่ชื่อของ Nokia เองก็ถูกลบออกไปจากสมาร์ทโฟน Lumia และมีชื่อของ Microsoft เข้ามาแทน

10

10. Flappy Bird

เกมนกบินชนท่อที่โด่งดังเป็นพลุแตกข้ามคืนเมื่อช่วงต้นปี 2014 คนทั่วโลกให้ความสนใจเกมที่ดูแล้วไม่ได้มีอะไรนอกจากความยากระดับนรกแตกที่ทำให้เกมจบลงได้ในไม่กี่วินาที แต่นั้นก็นำมาซึ่งความร่ำรวยของนาย ดง เหงียน โปรแกรมเมอร์ชาวเวียดนามที่ได้ค่าโฆษณาในเกมนี้ไปเป็นจำนวนมหาศาล ระดับที่สามารถซื้ออพาร์ทเมนท์ใหม่และถอยรถ Mini Cooper มาขับได้เลยทีเดียว

แถมยังมีดราม่าที่ ดง เหงียน ประกาศเอาเกมนี้ออกจากทุกสโตร์เพราะบอกว่ารับกับความสำเร็จที่เกินความคาดหมายนี้ไม่ได้ หลังจากนั้นก็มีบรรดาเกมลอกเลียนแบบ Flappy Bird เต็มไปหมด

ถึงแม้ว่าสุดท้าย Flappy Bird จะกลับมาอีกครั้งในช่วงกลางปี แถมเป็นเกม Exclusive ลงเฉพาะใน Amazon App Store แต่ผู้คนก็เลิกให้ความสนใจที่จะเล่นมันไปหมดแล้ว และเกมใหม่ของ ดง เหงียนที่ทำออกมา ก็มีคนให้ความสนใจแค่ไม่นานและมันก็ไม่ได้สำเร็จอย่าง Flappy Bird เลยแม้แต่น้อย

ความเห็นของทีมงานล้ำหน้า

10 อันดับนี้ เป็นของ Microsoft ไปถึง 4 อย่างด้วยกัน!!! ต้องยอมรับจริงๆ ว่าปี 2014 นี้เป็นปีที่เหนื่อยสาหัสมากของ Microsoft ที่ต้องปรับกระบวนทัพกันใหม่ทั้งองค์กร เพื่อที่จะต่อสู้กับศึกเทคโนโลยีที่ตอนนี้มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ก็ต้องมาดูว่าปีหน้า 2015 Microsoft จะพลิกฟื้นกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งได้หรือไม่

ข้อมูลจาก : Masable

5 วิธีชาร์จ iPhone แบบผิดวิธี ที่คนส่วนใหญ่คิดว่าถูกแล้ว! แล้วตกลงมันชาร์จแบบไหนกันแน่!


ipad-air-battery-feature.jpg

ไปเจอวิธีการชาร์จมือถือไอโฟนมาครับ ปกติแล้วพูดตรงๆนะครับเวลาผมชาร์จ ผมก็ไม่รู้หรอกว่าที่ผมทำอยู่มันถูก หรือ ผิด กันแน่ วิธีชาร์จของผม ก็เปิดเครื่องชาร์จปกติ พอเห็นว่าแบตมันอ่อน ต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ผมก็ชาร์จเท่านั้นเอง บ้างก็จนดับไปเลย วันนี้เลยไปเจอมาจากเว็บนี้เลยเอามาให้อ่านกันอีกทีครับ

การชาร์จ เดี๋ยวนี้ มีหลากหลายแบบมากๆ ทั้งชาร์จ ไอโฟน ไอแพด แล้วก็เวลาชาร์จก็จะทำตามสไตล์ของตนเองถนัด แต่จะมีคนสักกี่คนที่รู้ลึก รู้จริง ซึ่งทำให้เกิดการแนะนำที่ผิด ยกตัวอย่างมา 5 ข้อนี้ เป็นวิธีชาร์จ ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าทำถูกแล้วมาฝาก  ลองไปดูพร้อมกัน

index.jpg

ผิดที่ 1 ใช้ที่ชาร์จไม่ได้มาตรฐาน (ไม่มี มอก.)
ข้อนี้ เป็นความผิดพลาดที่เราอาจละเลย อาทิ เช่น ที่ชาร์จไม่ได้มาตราฐาน เช่น ที่ชาร์จซื้อมาถูกๆ ของปลอม ก็อาจเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตตามที่เป็นข่าวอยู่นั่นแหละครับ บางคนอาจมองข้ามความสำคัญไป อย่างไรก็ดี ควรมองหาที่ชาร์จ ที่มีเครื่องหมาย มอก. หรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม นั่นเอง

ผิดที่ 2 ชาร์จพร้อมกับโทร  (เสี่ยงต่อการระเบิด)

การเสี่ยงจากหัวข้อนี้ ก็คือ ส่วนใหญ่จะมาจากที่ชาร์จที่เป็นของปลอม ไม่มีมาตราฐานเนื่องจาก อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นเค้าก็ห้ามใช้จนร้อนเกินอุณภูมิที่กำหนดของมันอยู่แล้ว เช่น ถ้าความร้อนมากเกินไปจากตัวแบตเตอรี่ก็อาจทำให้ระเบิดได้  ถ้ารู้สึกว่าอุปกรณ์อุ่น หรือร้อนมากเกินไปก็ควรหยุดใช้งานอุปกรณ์ชนิดนั้นครับ เพื่อความปลอดภัย

ผิดที่ 3 ชาร์จแบตข้ามวัน ข้ามคืน

มีการยืนยันจากผู้ใช้งานที่เมืองนอก ว่าการชาร์จแบตเตอรี่ต่างๆ ข้ามวัน หรือข้ามคืนนั้น ส่งผลกับแบตเตอรี่ของเครื่องจริงๆ แต่ก็ยังไม่ยืนยันอย่างชัดเจนว่าเสียหายมากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ผู้ใช้งานอุปกรณ์ต่างๆเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ ควรจะเก็บแบตเตอรี่ให้อยู่ในระหว่าง 40-80% จึงจะดีที่สุด


ผิดที่ 4 ไม่มีการปิดเครื่องเลย

ปกติเชื่อว่าในชีวิตประจำวันเราต้องติดต่อสื่อสารอยู่ตลอดวัน เราจึงปิดเครื่องเพื่อหยุดการติดต่อน้อยมาก  ซึ่งก็น้อยกว่าการปิดคอมจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ ทาง Apple Genius เปิดเผยว่า การปิดเครื่อง iPhone หรือ Ipad ก็ดี ทำให้แบตเตอรี่นั้นมันฟื้นฟูตัวเอง และอย่างน้อยควรทำ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ลองดูนะครับ เพื่อการใช้งานที่ถูกต้องและปลอดภัย

ผิดที่ 5 จะชาร์จแบตเตอรี่ก็ต่อเมื่อเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์

บางคนก็รู้เรื่องนี้แล้ว แต่บางคนก็อาจยังไม่ทราบก็มี โดยมาตรฐานของ Lithium Ion ห้ามแบตเตอรี่หมดจนถึงอยู่ที่ 0% หรือไม่มีแบตเหลือเลยจนเครื่องดับไป เพราะถ้าปล่อยให้แบตหมดไปจนเกลี้ยงจะทำให้แบตเสื่อม และจะต้องใช้ไฟเพื่อไปกระตุ้นแบต ทำให้อายุการใช้งานของแบตเท่าที่ควรจะเป็นนั้นสั้นลง แบตจะเสื่อมง่าย

ขอบคุณที่มาจาก
iPhone Hacks , iphonesimple.com, webboard.edtguide.com/forum.php?mod=viewthread&tid=31949

แบตเตอรี่ iPhone 5 เรื่องที่ผู้บริโภคไม่เคยรู้ เรื่องที่ผู้ให้บริการไม่เคยบอก


 

เรื่องการเคลมอาการแบตเตอรี่ ipone5 บวม จอส่วนบนหลุด เครื่องหมดประกัน เคลมไม่ได้ ต้องจ่ายเงินเพื่อเปลี่ยนเครื่อง ผมคิดว่าหลายๆ คนคงเคยเจอกับเหตุการแบบนี้ กระทู้นี้อาจจะมีประโยชน์หากคุณยังไม่ได้เคลมเครื่องใหม่โดยการจ่ายเงิน หรือเปลี่ยนแบตกับร้านตู้

 

เริ่มต้นจากผมถอด ipone5 ออกจากเคสเพื่อทำความสะอาด แต่สิ่งที่ผมเจอคือโทรศัพท์กระจกหน้าจอนูนออกมามาก มากแค่ไหนหนะเหรอครับ ก็แค่เอากระดาษสอดเข้าไปในช่องว่างของมันได้ แถมเครื่องยังหมดประกันไปแล้ว 8 เดือน เอาไงหละทีนี้

ผมลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้นจากกระทู้ในพันทิป จึงได้รู้ว่าเครื่องผมแบตเตอรี่บวม เนื่องจากเครื่องหมดประกันการเคลมเครื่องใหม่กับผู้ให้บริการคงไม่ได้ฟรีๆแน่นอน จึงเหลือแค่ 2 ตัวเลือกคือ เปลี่ยนกับร้านตู้ หรือ เปลี่ยนเอง ซึ่งเท่าที่ศึกษาดูมันไม่ยาก วันนึงเหมือนมีข่าวจามหน้าเว็บและในเฟสบุ๊ค “Appleประกาศเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้ iPhone 5เครื่องที่มีปัญหาแบตเตอรี่ฟรี

โดยเครื่องที่จะสามารถรับบริการนี้ จะต้องเป็นเครื่องที่วางจำหน่ายระหว่างช่วงเดือนกันยายน 2012 ถึงมกราคม 2013 เท่านั้น” เฮ้ยยยยยย ของผมเข้าเงื่อนไขช่วงเวลาลองเช็ค Serial No. ดู ปรากฎว่าไม่เข้าเงื่อนไข ทำไงดีหละ สุดท้ายเดินไปถามร้านตู้

ผม : “พี่ๆ เปลี่ยนแบต iphone5 เท่าไหร่ครับ”

ร้านตู้ : หนึ่งพันบาทครับ รอรับได้เลย 20นาที”

ผม : ขอบคุณครับแต่ขอคิดก่อน (เงินเดือนยังไม่ออกคงต้องรอ) หลังจากออกจากร้านตู้ ผมลองไปสอบถามศูนย์เคลมของ apple คือ imedic สาขาแฟชั่นดูว่าเปลี่ยนแบตราคาเท่าไหร่ และนี่คือสิ่งที่ผมไม่เคยรู้และคิดว่าหลายคนไม่เคยรู้

ผม : โทษนะครับ iPhone 5 ผมแบตบวม จะเข้าโปรแกรมเคลมแบตของ apple ได้มั้ย

imedic : พี่แบบนี้มันคนละอาการกัน พี่ต้องเคลมกับผู้ให้บริการ

ผม : แต่เครื่องผมหมดประกันมา 8เดือนแล้ว

imedic : เคลมได้พี่ พี่ไปบอกเค้าเลย

ผมเริ่มยิ้มในใจ มีทางออกแล้วเลยบากหน้าไปถามผู้ให้บริการของผม แต่สิ่งที่ผมได้รับคือ

พนักงานสาว : เครื่องหมดประกันเปลี่ยนเครื่องใหม่ 9200 บาท ค่ะ

ผม : ไหน imedic บอกเคลมได้ไงครับ

พนักงานสาว : เคลมแบบมีค่าใช้าจ่าย 9200บาท เปลี่ยนเครื่องใหม่ค่ะ ลองไปถามศูนย์ใหม่เค้าก็พูดเหมือนหนูนี่แหละคะ

ผมเริ่มเคืองๆนิดหน่อย คิดในใจพันนึงยังไม่อยากเสียนี้ต้องเสีย 9200 ไหวป่ะ มือถือเครื่องหลายหมื่นแบตบวมภายในปีกว่า และผมก็บากหน้าไปเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ imedic ฟัง เค้าแนะนำให้ผมโทรหา apple care แล้ว apple care จะให้โค้ดมาชุดหนึ่งแล้วผมเอามาเคลมกับผู้ให้บริการอีกที

วันต่อมาผมโทีไปหา apple care ที่สิงคโปร์ ใช้เบอร์บ้านโทรฟรีครับ มีพนักงานรับเรื่องพูดภาษาไทนได้ ผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้เค้าฟัง เค้าทำเสียงตกใจมากว่า แบตบวมแบบไหน จอหลุดเลยเหรอคะ มันอันตรายต้องหยุดใช่นะคะ แล้วเค้าก็ไปปรึกษา Senior คำตอบที่ผมได้รับคือ

Apple care : คุณคะ เครื่อง iphone ของเรารับประกันแบตเตอรี่ 3ปี ถ้าเครื่องคุณไม่มีรอยตกกระแทก เราเคลมให้ค่ะ

ผม : ก็ผมไปมาแล้วเค้ายืนยันว่าผมต้องจ่ายเงินอย่างเดียว

Apple care : เท่าไหร่คะ

ผม : 9200 ครับ

Apple care : เครื่อลูกค้าไม่มีตำหนิตกหล่นใช่มั้ยค่ะ

ผม : มีแค่รอยถลอกตรงที่เสียบสายชาร์จแบต

Apple care : ทางดิฉันได้สอบถามกับทาง Senior ของ apple care แล้ว ยืนยันเปลี่ยนเครื่องได้แนนอนคะ สิ่งที่คุณต้องทำคือ
1. ไปเคลมกับผู้ให้บริการของคุณ
2. ถ้าผู้รับเรื่องไม่ให้เคลม ให้จดชื่อพนักงานคนนั้นมา แล้วทางเราจะจัดการเอง
3. โทรกลับมาหาทาง Apple care ในทันที แล้วทาง Senior ของ apple care จะจัดการคุยกับผู้มห้บริการของคุณเอง

คุณลูกค้ากรุณาจดหมาเลขเคสรับเรื่องไว้นะคะ หากมีปัญหาจะได้โทรมาแจ้างเลขรับเรื่องคุยตรงกับ Senior ได้ทันทีค่ะ

ผมกล่าวขอบคุณหลังจากวางสายผมรู้สึกประทับใจ Apple care มาก พูดจาดี บริการดี ให้ความช่วยเหลือดีมาก แต่ผมลืมขอชื่อเธอไว้ต้องขอบคุณไว้ตรงนี้ด้วย

คราวนี้มาถึงขั้นตอนการเตรียมตัว ผมจดสิ่งที่ต้องทำ ทั้ง 3ข้อ เบอร์โทร Apple care และหมายเลขเคสไว้ในกระดาษ เพื่อยื่นให้ทางผู้ให้บริการดู ผมไม่อยากโต้เถียง เพราะผมเป็นคนเสียงดัง เดี๋ยวจะตกใจกัน 555 และแล้ววันเคลมเครื่องก็

มาถึง ก็วันที่ผมว่างงาน เลยตรงไปพารากอนทันที

พนักงานหนุ่ม : สวัสดีครับมาติดต่อด้านไหนครับ

ผม : มาเคลม iPhone 5 ครับ

พนักงานหนุ่ม : เครื่องอยู่ในประกันนะครับ

ผม : หมดแล้วครับ

พนักงานหนุ่ม : งั้นมีค่าใช้จ่าย 9200บาทนะครับ

ผม : ผมติดต่อ Apple care สิงคโปร์แล้วเค้าบอกเคลมได้ครับ

พนักงานหนุ่ม : งั้นรับบัตรคิวแล้วนั่งรอก่อนนะครับ และแล้วก็ถึงเวลาที่ผมต้องเข้าไปคุยกับพนักงานรับเรื่องเคลมเครื่อง เท่าที่สังเกตหลายคนมาเรื่องแบต แบตหมดไว สายชาร์จชาร์จไฟไม่เข้า หลายคนอยู่เหมือนกัน และบทสนทนาเดิมๆได้เริ่มขึ้น

พนักงานหนุ่ม : สวัสดีครับมาติดต่อด้านไหนครับ

ผม : มาเคลม iPhone 5 ครับ

พนักงานหนุ่ม : เครื่องอยู่ในประกันนะครับ

ผม : หมดแล้วครับ

พนักงานหนุ่ม : งั้นมีค่าใช้จ่าย 9200บาทนะครับ

ผม : ผมติดต่อ Apple care สิงคโปร์แล้วเค้าบอกเคลมได้ครับ และนี่คือสิ่งที่เค้าต้องการให้ผมทำ

ผมยื่นกระดาษที่จดมาให้พนักงาน เหมือนสารจากนรก นี่คือไม้ตายของผม 555 พออ่านจบพนักงานหนุ่มขอตัวไปในห้องเล็กๆซึ่งมีซาก iphone แขวนอยู่ ประมาณ 5-10นาที เดินกลับมาพร้อมถามผมว่า “คุณลูกค้าแบคอัพข้อมูลเรียบร้อยแล้วนะครับ เราเปลี่ยนเครื่องให้ใหม่ ลอกเช็คสภาพภายนอกดูอย่าเพิ่งเปิดเครื่องนะครับ” เหมือนเสียงสวรรค์ เพราะจริงๆแล้วผมเคลมเครื่อง iPhone กับเจ้านี้บ่อยมากทั้งของผมและแฟน ได้เครื่องใหม่มาตรวจสอบแล้ว มีตำหนินิดหน่อย ขอเปลี่ยนอีกเครื่อง เครื่องที่สองภายนอกโอเค เปิดเครื่องเทสทุกอย่าง สีหน้าจอ เข้าเว็ป ฟังเพลง กล้อง แฟลซ นี่คือสิ่งที่ผมเช็คประจำเวลาซื้อโทรศัพท์หรือเคลมเครื่อง และสุดท้ายผมก็ได้โทรศัพท์เครื่องใหม่มา

สุดท้ายนี้ที่ผมเขียนมายืดยาวทั้งหมดคือ

1. เราควรรักษาสิทธิของผู้บริโภค ซึ่งประเทศเราผู้บริโภคโดนเอาเปรียบเสมอ
2. แบตเตอรี่ iPhone รับประกัน 3ปีครับ
3. apple care ดูแลลูกค้าดีมาก เบอร์โทร 001 800 656957
4. ขอบคุณพนักงาน imedic สาขาแฟชั่น ที่ทำให้ผมรู้ว่า เครื่องหมดประกันแบตบวมก่อน 3ปีสามารถเคลมได้
5. ขอบคุณ dtac ที่เคลมเครื่องให้ผมโดยไม่มีเงือนไข ผมเคลมคุณหลายรอบมาก

จริงๆแล้ว ผมว่าเป็นเหมือนกันทุกค่ายครับ ไม่ใช่ว่าค่ายใดค่ายหนึ่ง และพนักงานผมก็คิดว่าเค้าคงไม่รู้ว่าเครื่องหมดประกันเคลมแบตบวมได้ ยังไงก็ลองไปทำกันดูนะครับอย่างน้อยช่วยเซฟเงินไปได้เยอะมาก ไม่ใช่การข่มขู่แต่คือการเรียกร้องสิทธิ์ครับ

**** ขอแก้ไขข้อ4 ครับ ขอบคุณพนักงาน imedic สาขาแฟชั่น ที่ทำให้ผมรู้ว่า เครื่องหมดประกันแบตบวมสามารถเคลมได้ เนื่องจากเค้าไม่ได้พูดเวลาเพียงแต่บอกว่าเครมได้

ขอบคุณข้อมูลดีๆ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จากคุณ สมาชิกหมายเลข 1664097 จากเว็บไซต์ pantip.com

 

เรื่องราวของ “สตีฟ จ็อบส์” กับความเป็นพ่อ และการดูแลครอบครัว


 

วันนี้ (5 ต.ค.) ครบรอบ 3 ปีการจากไปของ “สตีฟ จ็อบส์” ชายผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน ทั้งด้านความคิด, ธุรกิจ และการสร้างสรรค์สินค้าที่ผู้ใช้ชื่นชอบ ด้านหนึ่งที่น่าชื่นชมในตัวจ็อบส์มาก และไม่ค่อยมีคนพูดถึง คือความรักในครอบครัว การดูแลลูกๆ ทุกคนอย่างที่ควรจะเป็น และความเป็น “พ่อ” ที่ดีเยี่ยม

ทีมงาน MacThai ขอใช้ช่วงเวลาครบรอบ 3 ปีการจากไปของสตีฟ จ็อบส์ รำลึกถึงแง่มุมน่ารักๆ อีกมุมหนึ่งที่หลายท่านอาจจะไม่เคยทราบมาก่อนครับ

Jobs-Steve-Laurene-powell-1

ความเป็นพ่อ

จ็อบส์เริ่มต้นการเป็นพ่อในวัยรุ่นที่แย่สุดขั้ว ทำแฟนท้องแล้วไม่รับ, ไม่ดูแลลูกสาวตัวเอง, มีปัญหาถึงขนาดที่ภายหลังเขาบอกว่าเกลียดตัวเองในช่วงนั้นมากที่สุด

แต่หลังจากนั้นมาจ็อบส์ก็เปลี่ยนไป เขาพบความรักที่แท้จริง เขาแต่งงานกับลอรีน พาวเวลล์ มีลูกด้วยกัน 3 คน และรับลูกสาวที่เกิดในช่วงวัยรุ่นมาเลี้ยงดู เหมือนเป็นลูกแท้ๆ คนหนึ่ง

จ็อบส์เป็นคนรักครอบครัวมาก แม้ชื่อเสียงของเขาจะโด่งดังทั่วโลก แต่เขาเก็บครอบครัวให้อยู่ห่างจากสื่อภายนอก แม้จะมีเงินนับหมื่นล้าน แต่บ้านของจ็อบส์ก็ไม่ใช่คฤหาสน์หรู เป็นแค่บ้านหลังเล็กๆ เรียบง่าย ไม่มีรปภ.คอยดูแลแบบบ้านซีอีโอคนอื่นๆ

ลูกทุกคนเรียนหนังสือในแบบเด็กทั่วไป ไม่ได้เป็นลูกคุณหนูคุณนายแบบลูกดารา

Steve-Laurene-Jobs

เมื่อจ็อบส์พบรักแท้

ในช่วงวัยรุ่น จ็อบส์เป็นมหาเศรษฐีหนุ่มที่สาวๆ ไฝ่ฝันถึง ประกอบกับหน้าตาที่หล่อเหลาเอาการ ทำให้อยู่ในระดับที่เลือกสาวสวยระดับดาราหรือนางงามมาเป็นคู่ครองได้ไม่ยากเย็นนัก

จ็อบส์ในวัย 34 ปี หลังจากที่ถูกไล่ออกจากแอปเปิล เขาก็ได้เลิกการเป็นหนุ่มเพลย์บอย และได้พบกับลอรีน พาวเวลล์ นักศึกษามหาลัยสแตนฟอร์ด ทั้งคู่ตกหลุมรักกันอย่างจัง แต่ก็ไม่เคยคุยเรื่องแต่งงาน จนคืนหนึ่ง

ในช่วงปี 1989 จ็อบส์ได้เดินตากฝนมาที่อพาร์ตเมนต์ของลอรีน แม้ตัวจะเปียกปอน แต่เขากลับถือดอกไม้ป่าที่เขาเด็ดมา เขาไม่รู้ตัวเองว่ามหาเศรษฐีหนุ่มผู้โด่งดัง จะมีสภาพเป็นอย่างไร เพียงแต่ในนาทีนั้น เขารู้เพียงว่ากำลังตกหลุมรักผู้หญิงคนนี้ และต้องการที่จะขอเธอแต่งงาน ลอรีนตอบตกลง

และทั้งคู่ก็ได้แต่งงานกันในช่วงเดือนมีนาคมปี 1991 โดยมีลิซ่า ลูกสาวของจ็อบส์ในช่วงวัยรุ่นมาร่วมด้วย (ภายหลังจ็อบส์รับเธอกลับมาเลี้ยงดูอย่างดี) เป็นจุดเริ่มต้นชีวิตครอบครัวใหม่อย่างแท้จริง

Steve_Jobs_family-2

จ็อบส์สอนลูกอย่างไร

เขาแยกโลกของการทำงาน กับการดูแลครอบครัวออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ที่บ้านจ็อบส์เป็นสามี และพ่อของลูกๆ เขาไม่ยอมแม้แต่ให้ลูกๆ ใช้ iPhone, iPad ที่ตัวเองสร้างขึ้น เพราะคิดว่ามันยังไม่ถึงวัยของเด็กๆ เขาเป็นคนที่สอนลูกอย่างเข้มงวด ไม่ปล่อยให้เด็กเหลิงไปกับการเป็นลูกคนที่มีอิทธิพลสูงที่สุดคนหนึ่งของโลก

ครั้งหนึ่งเมื่อแอปเปิลเกิดปัญหากรณี iPhone 4 สัญญาณโทรศัพท์ตก (Athena Gate) ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีที่แอปเปิลเคยเจอมา จ็อบส์เรียกทีมงานระดับท็อปในบริษัททุกคน ที่ปรึกษาระดับโลก เอเจนซี่โฆษณาระดับเทพ และเขาพา “รี๊ด” ลูกชายของเขา ซึ่งกำลังเรียนระดับม.ปลาย มานั่งอยู่ในห้องประชุมด้วย

เขาเล่าว่าในการประชุมแบบไม่ได้พักตลอด 2 วันนี้ ลูกชายของเขาจะได้เรียนรู้อะไรมากกว่าเรียนคณะบริหารธุรกิจในมหาลัยซะอีก เขาเชื่อว่าลูกชายจะได้เห็นกลุ่มคนที่เก่งที่สุดในโลกมานั่งถกเถียงเรื่องสำคัญ จ็อบส์เล่าเรื่องนี้พร้อมกับน้ำตาที่เอ่อขึ้นมาว่า

“ผมทำทั้งหมดนี้เพื่อให้ลูกดู เพียงเพื่อให้ลูกได้มีโอกาสได้เห็นผมทำงาน ลูกจะได้เห็นพ่อทำงาน”

 

Jobs-Steve-Laurene-powell

ความลับที่ไม่ต้องการบอกใคร

เป็นที่รู้กันว่าแอปเปิลเป็นบริษัทเจ้าแห่งความลับ และเก็บตัวจากโลกภายนอกมาก ซึ่งก็เป็นบุคลิกที่มาจากตัวจ็อบส์เอง เขาเป็นคนไม่ชอบให้คนภายนอกมารู้จักเรื่องส่วนตัว นอกจากงานและสินค้าที่เขาทำแค่นั้น

แต่แล้วเขากลับทำสิ่งที่เปิดเผยความลับ ชีวิตจริง และเรื่องราวของเขาทั้งหมด ในหนังสือที่ชื่อ “Steve Jobs” ซึ่งหลายต่อหลายคนที่ได้ยินข่าวนี้ถึงกับตกตะลึง และไม่คิดว่าจ็อบส์จะออกมาเปิดเผยเรื่องราวในชีวิตของเขาได้ขนาดนี้ แม้แต่ตัว Walter Isaacson ผู้เขียนหนังสือเองก็เช่นเดียวกัน

ระหว่างที่การทำหนังสือมาถึงช่วงท้าย และจ็อบส์ก็เจอปัญหาด้านสุขภาพอย่างหนัก จนแทบจะไม่มีแรงลุกออกจากเตียง แต่เขาก็พยายามอย่างถึงที่สุด ที่จะทำหนังสือเล่มนี้ให้สำเร็จจงได้ จนวอลเตอร์ ผู้สัมภาษณ์และเขียนหนังสือเล่มนี้ถามขึ้นมาว่า ทำไมเขาถึงต้องทำขนาดนี้ด้วย จ็อบส์ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า

“ผมอยากให้ลูกๆ รู้จักผม”

“ผมไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกๆ ผมอยากให้ลูกเข้าใจในสิ่งที่ผมทำ รู้ว่าทำไมผมถึงทำสิ่งต่างๆ”

ซึ่งหนังสือเล่มนี้คือสิ่งสุดท้ายที่สตีฟ จ็อบส์ได้หลงเหลือเอาไว้ เขาไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่เขาทำเพื่อให้ลูกๆ ของเขาได้รู้จักตัวตน “พ่อ” ของเขาจริงๆ

เรียบเรียงโดย
ทีมงาน MacThai